เป่านกหวีด ลุยตรวจแถวรถตู้โดยสารสาธารณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/912885


มีเรื่องลองถามดูกันเล่นๆว่า รู้หรือไม่…โครงการรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่-สงกรานต์ของภาครัฐ หรือที่เรียกกันว่า 7 วันอันตรายมีกันมาแล้วกี่ปี

ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่ามีน้อยคนนักที่จะตอบถูก แต่ถ้าขอเปลี่ยนคำถามใหม่ว่าเหตุใดใช้แผน 7 วันอันตรายนานแล้วแต่ยอดอุบัติเหตุ เสียชีวิต และบาดเจ็บบนท้องถนนจึงไม่ลดลงสักที ยิ่งเชื่อสนิทใจกว่าเก่าว่า ไม่มีใครตอบได้แน่ เพราะขนาดกระทรวงคมนาคม ที่รับผิดชอบดูแลระบบขนส่งของประเทศยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะอะไร

ยิ่งย้อนไปดูสถิติของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วง 7 วันอันตราย ล่าสุดช่วงเทศกาลปีใหม่ 60 ก็ยิ่งน่าตกใจ เพราะตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.2559-4 ม.ค.2560 มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 478 ศพ บาดเจ็บ 4,128 คน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว หากเจาะลงลึกไปนับเฉพาะรถโดยสารสาธารณะยิ่งพบว่าสร้างความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินไม่น้อย โดยเฉพาะสถิติอุบัติเหตุของรถตู้ใน 5 ปีหลังเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว

ปี 55 เกิดอุบัติเหตุ 55 ครั้ง บาดเจ็บ 300 ราย ตาย 50 ศพ, ในปี 56 เกิด 55 ครั้ง แต่บาดเจ็บลดลงเหลือ 218 ราย เสียชีวิตเหลือ 35 ศพ แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา สถิติความสูญเสียจากรถตู้ก็พุ่งทะยานโดยตลอด ปี 57 เกิดขึ้น 133 ครั้ง บาดเจ็บ 231 ราย ตาย 36 ศพ, ปี 58 เกิดเหลือ 98 ครั้ง แต่กลับมีความรุนแรงขึ้นทำให้ยอดบาดเจ็บเพิ่มเป็น 847 ราย หรือ 4 เท่าตัว และยอดตายเพิ่มขึ้น 3 เท่า ทะลุ 104 ศพ หรือจนกระทั่งล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว 2559 ยอดอุบัติเหตุยังเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 215 ครั้ง บาดเจ็บทะลุยอดหลักพันกว่า 1,102 ราย ตายทะลุ 103 ศพ

ส่งผลให้รัฐบาล “บิ๊กตู่-ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ทนไม่ไหวต้องประกาศให้การแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นวาระแห่งชาติ ใช้ทั้งไม้นวม ไม้แข็ง จนถึงกระทั่งใช้อำนาจพิเศษ ม.44 สังคายนากฎระเบียบกันยกใหญ่ โดยพุ่งเป้าไปที่รถตู้โดยสารสาธารณะเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นรถโดยสารที่ได้รับความนิยมจากประชาชนสูงสุด

เริ่มต้นจากเมื่อกลางปีที่แล้ว ขนส่งทางบกได้เริ่มใช้มาตรการจัดระเบียบ ไล่กวาดต้อนรถตู้โดยสารระหว่างจังหวัดจากเดิมที่กระจัดกระจายตามอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือตามแหล่งชุมชนใหญ่ๆ ให้กลับเข้าสู่สถานีขนส่งทั้งหมด วิ่งสายเหนือ-อีสาน ย้ายกลับหมอชิต, วิ่งสายใต้ย้ายไปสถานีขนส่งสายใต้, วิ่งสายตะวันออกไปขนส่งเอกมัย, ส่วนรถตู้วิ่งรับส่งระยะสั้นในกรุงเทพฯและปริมณฑลก็จัดที่ทางให้เป็นระเบียบกว่าเดิม เพื่อช่วยให้ภาครัฐออกไปตรวจสอบกำกับดูแลง่ายขึ้น ทั้งในส่วนของตัวรถ คนขับ

แต่แค่นั้นก็คงยังไม่สามารถแก้ปัญหารถตู้ได้ เพราะแค่ในต้นปีนี้เมื่อ 2 ม.ค.60 ที่ผ่านมา ก็เกิดอุบัติเหตุรถตู้ครั้งใหญ่ที่สร้างความเศร้าสลดใจแก่คนไทยไปทั่วประเทศ เมื่อรถตู้สายกรุงเทพฯ-จันทบุรี ขับข้ามเลนพุ่งชนประสานงารถกระบะย่างสดเสียชีวิต 25 ศพ

ส่งผลให้กระทรวงคมนาคมต้องระดมสมองกันยกใหญ่และเสนอให้นายกฯตัดสินใจใช้ ม.44 ฉบับที่ 14/2560 เรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ออกมาแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

และถ้าหากจะโฟกัสชัดๆกันโดยเฉพาะมาตรการรถตู้โดยสารนั้นมีดังนี้ คือ สั่งให้รถตู้ทุกคันต้องติดตั้งจีพีเอส และตามติดรถโดยสารสาธารณะทุกคันผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบจีพีเอสของกรมการขนส่งทางบก รวมถึงศูนย์จีพีเอสของสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ หากละเลยจะวิ่งไม่ได้ และถูกปรับหนักวันละไม่เกิน 5,000 บาท จนกว่าจะแก้ไขเสร็จ

นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารและผู้ประกอบการมีส่วนร่วมตรวจสอบพฤติกรรมของรถได้อีกด้วย โดยผ่านแอพพลิเคชั่น “DLT GPS” แบบเวลาสมจริง ขณะเดียวกันยังจัดชุดสายตรวจจับความเร็วรถโดยสารด้วยกล้องเลเซอร์ในเส้นทางสายหลักเข้า-ออกกรุงเทพฯ เพื่อแก้ปัญหาขับรถเร็วและคนขับหลับใน พร้อมกับกำหนดความเร็วในการขับรถต้องไม่เกิน 90 กม.ต่อชั่วโมง รวมถึงเวลาทำงานของพนักงานขับรถ จากเดิมที่กำหนดให้ทำงาน 8 ชั่วโมง เปลี่ยนเป็นกำหนดตามระยะเส้นทาง โดยรถ 1 คันจะวิ่งได้ไม่เกิน 600 กิโลเมตร และทุก 200 กิโลเมตร จะต้องหยุดพัก 30 นาที

และยังมีมาตรการสำคัญที่ถือเป็นการยกเครื่องมาตรฐานความปลอดภัยของตัวรถโดยสารสาธารณะ คือ สั่งให้รถตู้ทุกคัน (รวมถึงรถทุกประเภท) ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งและผู้โดยสารทุกคนต้องคาดด้วยไม่เช่นนั้นมีความผิดทั้งคนขับคนนั่ง ปรับ 5,000 บาท รวมถึงรถตู้ทุกคันต้องติดถังบรรจุก๊าซไม่เกินสมรรถนะของตัวรถ และปรับปรุงเบาะที่นั่งผู้โดยสารของรถตู้โดยสารให้เหลือไม่เกิน 13 ที่นั่ง จากปัจจุบันที่ยัดกันเข้าไปอย่างต่ำ 15 ที่นั่ง บางคันเพิ่มเบาะเสริมทะลุไปถึง 18 ที่นั่งก็มี นอกจากนั้นในมาตรการยังสั่งให้แก้ไขกลไกภายในรถให้ผู้โดยสารสามารถเปิดประตูหลังจากด้านในได้ยามรถเกิดอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ใน ม.44 ยังสั่งเพิ่มความเข้มข้นการลงโทษเจ้าของรถผู้ประกอบการด้วย หากไม่ดูแลพนักงานขับรถให้ดี ฝ่าฝืนกระทำผิดเงื่อนไขต้องรับโทษตามกันไปด้วย เช่น บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง ทิ้งผู้โดยสาร เก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด หรือปล่อยให้นำรถไปใช้แบบผิดตามกฎหมายอื่น ให้อำนาจกรมการขนส่งทางบกเพิกถอนการจดทะเบียนรถ ระงับใช้รถได้ทันทีสูงสุด 6 เดือน

และผู้ประกอบการต้องจัดทำสมุดประจำรถ ประวัติผู้ประจำรถ ตรวจสอบสภาพและความพร้อมของรถและผู้ขับรถพร้อมทำบันทึกการตรวจสอบด้วย ขณะเดียวกันยังบังคับให้ผู้ประกอบการจัดให้มีประกันภัยเพิ่มจากประกันภัยภาคสมัครใจ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เพื่อคุ้มครองผู้โดยสารและบุคคลภายนอกเพิ่มเติม หากไม่ทำหรือแสดงหลักฐานไม่ครบถ้วนจะต่อภาษีหรือขยายอายุใบอนุญาตประกอบการไม่ได้ ตลอดจนในอนาคตจะเร่งมาตรการเปลี่ยนรถตู้ที่เป็นรถร่วม มาเป็นรถไมโครบัส 20 ที่นั่งให้ได้ภายในปี 62

ล่าสุดมาตรการต่างๆได้ถูกบังคับใช้อย่างจริงจังแล้วเพื่อรองรับการเดินทางก่อนสงกรานต์ โดยกรมการขนส่งทางบกฐานะหน่วยงานดูแลตรง ได้ส่งเจ้าหน้าที่ชุดใหญ่ไฟกะพริบ…ออกตรวจแถว ความพร้อมรถโดยสารและคนขับตามที่สถานีขนส่งผู้โดยสารและจุดจอดรถ 212 แห่งทั่วประเทศ ตามมาตรการความปลอดภัยคมนาคม 7+7+7 ยอดล่าสุดวันที่ 5-10 เม.ย.พบรถโดยสารบกพร่องรวม 757 คัน ในจำนวนนี้สั่งฟันห้ามใช้รถ 2 คัน เพราะไม่มีจีพีเอส และเบาะที่นั่งขวางประตูฉุกเฉิน และสั่งเปลี่ยนรถ 38 คัน หลังพบกระจกร้าว, สภาพยางหมดสภาพ, ถังดับเพลิงไม่มี ด้านคนขับสั่งเปลี่ยนตัวทันที 7 ราย

มาตรการลดอุบัติเหตุในรถโดยสารครั้งนี้เรียกว่า รัฐบาลได้ทุ่มหมดหน้าตักเพื่อหวังลดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในรถโดยสารสาธารณะให้ได้ แต่จะสัมฤทธิผลมากน้อยแค่ไหน คงต้องรอดูติดตามดูในไม่ช้าได้คำตอบกัน.

 

โชว์เชื่อมั่นการเงินมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913176


กฎเข้ม ธปท.ดูแลความลับ-กันโจรไซเบอร์

ธปท.ออกแนวปฏิบัติ 6 หลักการ หนุนเชื่อมั่นชำระเงินผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เน้นความมั่นคง-ป้องกันภัยไซเบอร์-รักษาความลับ-พิสูจน์ตัวตนที่แท้จริงหวั่นโดนคนสวมรอย ระบุโอนเงินมือถืออนาคตชนะเลิศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกหนังสือเวียนเรื่องการเสริมสร้างความเชื่อมั่นการชำระเงินโดยอุปกรณ์เคลื่อนที่ ถึงธนาคารพาณิชย์ในประเทศ ผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มิใช่สถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อให้ผู้ให้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Mobile Payment Service Providers) มีแนวทางปฏิบัติในการยกระดับและสร้างมาตรฐานที่ดีของการให้บริการ เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดความมั่นใจและใช้ช่องทางการชำระเงินโดยอุปกรณ์เคลื่อนที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากการชำระเงินผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งมีโอกาสที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นมากในช่วงระยะต่อไป ความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งาน การปรับปรุงมาตรฐานเพื่อลดความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ และการป้องกันความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ รวมทั้งการตอบโจทย์ของผู้ใช้บริการทางการเงินจึงเป็นเรื่องจำเป็น

ดังนั้น ในช่วงปลายเดือน มี.ค. ธปท.จึงได้ออกแนวทางปฏิบัติให้ผู้ให้บริการการชำระเงินโดยอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อให้ผู้ให้บริการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้ 3 ด้าน รวม 6 หลักการ ได้แก่ แนวปฏิบัติด้านที่ 1.ความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งาน ประกอบด้วย 2 หลักการคือ หลักการที่ 1 เรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้ให้บริการ โดยให้พิจารณาความเสี่ยงการถูกคุกคามจากภัยไซเบอร์ ความมั่นคง รวมถึงความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน การรักษาข้อมูลความลับลูกค้า รวมถึงความเสี่ยงจากการใช้บริการผู้ให้บริการภายนอก (Outsourcing) โดยประเมินก่อนให้บริการ และทบทวนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งและจะต้องจัดให้มีระบบป้องกันหลายชั้น มีการติดตาม และรับมือเหตุฉุกเฉิน

ส่วนหลักการที่ 2 การพิสูจน์ตัวตนอย่างรัดกุม โดยมีระบบที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้รับหรือผู้ส่งธุรกรรมทางการเงินเป็นผู้มีสิทธิในการทำธุรกรรมจริง เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกรรมนั้นไม่ได้ทำโดยบุคคลอื่นแอบอ้างหรือสวมรอยเป็นผู้ใช้บริการ เช่น การใช้รหัสผ่าน การใช้เลขประจำตัว เลขประจำเครื่องโทรศัพท์มือถือ ลักษณะทางชีวมาตร เทคโนโลยีกุญแจสาธารณะ โดยใช้การพิสูจน์ตัวตนต้องใช้อย่างน้อย 2 องค์ประกอบร่วมกัน

แนวปฏิบัติด้านที่ 2.จะเป็นความเชื่อมั่นด้านกระบวนการให้บริการ ประกอบด้วย 2 หลักการคือ หลักการที่ 3 การคุ้มครองผู้ใช้บริการ คือ การเก็บรักษาข้อมูลสำคัญที่ไม่พึงเปิดเผย ข้อมูลที่ใช้ในการพิสูจน์ตัวตน ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเป็นความลับ และป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีหน้าที่เข้าถึงหรือแก้ไขข้อมูล รวมทั้งจัดเก็บร่องรอยการเข้าถึงเพื่อตรวจสอบได้ในภายหลัง ขณะที่ต้องมีการคุ้มครองกรณีเกิดความผิดพลาด ข้อร้องเรียน และความเสียหายด้วย ส่วนหลักการที่ 4 คือการป้องกันและการปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการป้องกันการทุจริต

สุดท้ายแนวปฏิบัติด้านสุดท้าย ด้านที่ 3 ความเชื่อมั่นด้านการส่งเสริมให้มีระบบการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกและตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ ซึ่งประกอบด้วย 2 หลักการเช่นกัน คือ หลักการที่ 5 เรื่องการเปิดกว้างและส่งเสริมให้มีการใช้งานระหว่างกันได้ เพื่อให้ภาคธุรกิจมีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม เปิดกว้างให้เลือกผู้ให้บริการได้อย่างเสรี โดยไม่จำกัดสิทธิในการสมัครใช้บริการ ไม่เจาะลงเฉพาะอุปกรณ์ และหลักการที่ 6 เรื่องการคำนึงถึงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้บริการ และความพึงพอใจในการให้บริการของผู้ใช้บริการเป็นหลัก มีระบบตอบโต้กับผู้ใช้บริการ มีระบบการสร้างความรับรู้หลังการทำธุรกรรมทางการเงิน และลดปัญหาการชำระเงินซ้ำซ้อน.

 

นครชัย เสริมทัพรับสงกรานต์! ค่าโดยสารเท่าเดิม เพิ่มเติมความปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 เม.ย. 2560 01:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913170


นครชัยแอร์ เข้มงวด! เสริมทัพความปลอดภัย ดึงภาครัฐร่วมตรวจสอบมาตรฐาน การันตีคนขับปลอดแอลกอฮอล์ ไร้สารเสพติด มั่นใจตลอดสงกรานต์ รับประกันรถเสริมทุกคัน รักษาไว้ซึ่งมาตรฐานในราคาค่าโดยสารปกติ

นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เปิดเผยว่า นครชัยแอร์ ได้ดำเนินการเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ป้องกัน และลดอุบัติทางถนนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในข่วงเทศกาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ เตรียมความพร้อมภายใต้มาตรการหลักที่สำคัญ อาทิ จัดทำแผนการเสริมรถเพื่อรองรับความต้องการของประชาชน ภายใต้การเตรียมความพร้อมในทุกในทุกๆ ด้าน ทั้งตัวรถ พนักงานขับรถ พนักงานต้อนรับบนรถ และพนักงานทุกภาคส่วน การันตีรถทุกเที่ยวค่าโดยสารเท่าเดิม เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจเช็กสภาพรถจากเดิม โดยจัดจัดทีมงานช่างประจำสาขาคอยเฝ้าระวัง และตรวจสอบสมรรถนะรถโดยสารอย่างละเอียด เพิ่มความถี่ในการตรวจมากขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมการเดินรถที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับรถทุกคันที่อยู่บนท้องถนน แจ้งข่าวและความเคลื่อนไหวของสภาพการจราจรทั้งเส้นทางหลักและเส้นทางสำรอง ที่บริษัทฯจัดเตรียมไว้ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงพนักงานขับรถ พนักงานต้อนรับ และพนักงานที่ให้บริการลูกค้าทุกหน้าที่อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมผ่านการอบรมความรู้การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การช่วยเหลือลูกค้าในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อส่งผู้โดยสารทุกท่านถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย เพราะนอกจากการเตรียมความพร้อมของรถ ความพร้อมของพนักงานก็ถือเป็นส่วนสำคัญ

นอกจากนี้ นครชัยแอร์ ร่วมมือกับภาครัฐ เตรียมความพร้อมก่อนปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรการ “สแกนรถโดยสาร” ต้อนรับเจ้าหน้าที่จากกรมการขนส่งทางบก เข้ามาตรวจสอบรถโดยสารของนครชัยแอร์จากต้นทาง ณ สถานีเดินรถนครชัยแอร์ กรุงเทพฯ ตามรายการตรวจสอบที่กรมการขนส่งทางบก จัดทำขึ้น (Checklist) เช่น ตรวจสอบการติดตั้งระบบ GPS Tracking การติดตั้งเข็มขัดนิรภัยต้องมีครบทุกที่นั่ง และสามารถใช้งานได้ จำนวนที่นั่งไม่เกินตามที่กำหนด ตำแหน่งการติดตั้งที่นั่งต้องไม่กีดขวางประตูฉุกเฉิน สภาพยางและล้อต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เป็นต้น ด้านพนักงานขับรถ มีการตรวจใบอนุญาตขับรถ ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ ซึ่งจะต้องมีค่าเป็น 0 ก่อนและหลังการให้บริการ และไร้สารเสพติด

นางเครือวัลย์ กล่าวต่อไปว่า เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนเดินทาง ณ สถานีเดินรถนครชัยแอร์ กรุงเทพฯ ภายในมีห้องรับรองแยกเป็นสัดส่วน ด้วยพื้นที่กว้างขวางสะดวกสบายลดความแออัดให้เป็นส่วนตัว รองรับกลุ่มลูกค้าผู้ใช้รถวีลแชร์ เพิ่มความสะดวกสบาย พร้อมบริการระหว่างรอรถโดยสาร เช่น Free Wi-Fi, จอรับชมฟรีทีวี, ตู้ ATM, ร้านสะดวกซื้อ, ร้านขายของฝาก, ห้องรับรองผู้โดยสารติดตั้งเครื่องปรับอากาศ, บริการส่งพัสดุด่วน 2 ชั่วโมง และจัดบริการรถตู้รับ-ส่ง จากสถานีเดินรถนครชัยแอร์ กรุงเทพฯ (ถ.กำแพงเพชร 2) ไปยัง สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต (BTS) ฟรี และคิวรถ Taxi อีกทั้ง บริษัทได้จัดให้มีร้านค้าต่างๆ มาร่วมกิจกรรมส่งผู้โดยสารกลับบ้าน และจำหน่ายสินค้าพรีเมี่ยมราคาย่อมเยาว์ เพื่อคืนกำไรและแทนคำขอบคุณให้แก่ลูกค้าทุกท่าน.

 

ไอซิสตายเป็นร้อย!มะกันจัดหนัก ทิ้ง‘โคตรระเบิด’ 11ตันถล่มที่อัฟกัน (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 เม.ย. 2560 12:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913495


(ภาพ สหรัฐฯทดสอบระเบิดMOAB เมื่อปี2546)

ไอซิสตายระนาวนับ 100 หลังกองกำลังสหรัฐฯทิ้ง ‘โคตระเบิด’ MOAB น้ำหนัก 11 ตัน ถล่มที่ จ.นันการ์ฮาร์ ในอัฟกานิสถาน แก้แค้น ให้ทหารอเมริกันหน่วยปฏิบัติการพิเศษถูกไอซิสสังหารในบริเวณนี้ ขณะที่อดีตปธน.ฮามิด คาร์ไซ ประณามสหรัฐฯใช้ระเบิดแรงเกิน


http://www.thairath.co.th/clip/118406

เมื่อ 14 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้ากองกำลังสหรัฐฯทิ้งระเบิด GBU-43/B Massive Ordanance Air Blast BOMB (MOAB) ซึ่งเป็นระเบิดขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ จนได้รับฉายาเรียกขานว่า ‘Mother of All Bombs’(แม่ของระเบิดทั้งมวล) เป็นครั้งแรก โจมตีเป้าหมายแห่งหนึ่งของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือไอซิส ในเมืองอาชิน จังหวัดนันการ์ฮาร์ ประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อเวลา 19.00 น.ของวันที่ 13 เม.ย.ตามเวลาท้องถิ่นว่า เป็นเหตุให้มีสมาชิกกลุ่มไอซิสสิ้นชีพนับ 100 ราย โดยการทิ้ง ‘โคตรระเบิด’ ครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียง 5 วัน หลังจากกองกำลังสหรัฐฯต้องสูญเสียสิบเอก มาร์ก ดี อเลนซาร์ ทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษไปหนึ่งนายที่ถูกกลุ่มไอซิสปลิดชีพในพื้นที่ดังกล่าว

ข่าวแจ้งว่า การทิ้งระเบิด MOAB ซึ่งบรรจุวัตถุระเบิดน้ำหนักถึง 11 ตัน ความยาวของลูกระเบิดกว่า 9 เมตร มีพิกัดจีพีเอส ที่แม่นยำมาก และมีพลังการทำลายล้างสูงที่สุดของอเมริกา โจมตีไอซิสที่จังหวัดนันการ์ฮาร์ในครั้งนี้ของสหรัฐฯ ถือเป็นการใช้ระเบิด MOAB เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการทดสอบครั้งแรกในปี 2546 เลยทีเดียว โดยเป้าหมายของกลุ่มไอซิสที่ถูกโจมตี เป็นอุโมงค์ ถ้ำใต้ดินและบังเกอร์ ซึ่งเป็นที่พักหลบซ่อนของนักรบไอซิสในอัฟกานิสถาน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงต่อนักข่าวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า ตนไม่ได้เป็นคนสั่งโจมตีครั้งนี้ แต่ได้มอบอำนาจให้แก่ทางกองทัพสหรัฐฯทั้งหมด และพลเอกจอห์น นิโคลสัน ผู้บัญชาการกองกำลังทหารสหรัฐฯและนานาชาติในอัฟกานิสถานเป็นผู้ออกคำสั่งทิ้งระเบิด MOAB ถล่มเป้าหมายไอซิสในจังหวัดนันการ์ฮาร์ ขณะที่ นายฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยว่าเป้าหมายไอซิสที่ถูกโจมตี เป็นอุโมงค์และถ้ำที่สมาชิกไอซิสใช้เป็นช่องทางในการไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกและง่ายมากขึ้นสำหรับดำเนินการโจมตีเจ้าหน้าที่อเมริกันที่ให้คำชี้แนะด้านการทหารแก่อัฟกานิสถาน รวมทั้งกำลังทหารอัฟกานิสถานในพื้นที่ดังกล่าว

บีบีซี รายงานว่าแหล่งข่าวในพื้นที่ เผยว่า ความรุนแรงของระเบิด MOAB ตอนตกกระทบพื้นดิน ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปไกลถึง 2 เมืองใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่โดนโจมตีอยู่ในเขตภูเขาและมีประชากรอาศัยอยู่ไม่มากนัก ขณะที่ นายฮามิด คาร์ไซ อดีตประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน ทวิตข้อความทางทวิตเตอร์ ไม่เห็นด้วยกับสหรัฐฯที่ใช้ MOAB ถล่มว่า ขอใช้คำรุนแรงที่สุดในการทิ้งระเบิดที่รุนแรงที่สุด ที่ไม่ใช่ระเบิดนิวเคลียร์ในอัฟกานิสถาน.

ข่าวเกี่ยวข้อง

ทำความรู้จัก ‘MOAB’ ถูกขนานนาม แม่ของระเบิด (คลิป)

 

จับตาโสมแดงอาจทดสอบนุกฉลองวาระพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913162


เมื่อ 13 เม.ย. กลุ่มผู้สื่อข่าวต่างประเทศราว 200 คน แห่เข้าไปทำข่าวในกรุงเปียงยางก่อนถึงวัน เฉลิมฉลองวันสำคัญของชาติ “วันแห่งพระอาทิตย์” หรือวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 105 ของนายคิม อิล ซุง อดีตผู้นำผู้ก่อตั้งประเทศผู้ล่วงลับ ปู่ของนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือคนปัจจุบัน ที่จะมีขึ้นใน 15 เม.ย. ท่ามกลางความวิตกว่าเกาหลีเหนืออาจทดสอบนิวเคลียร์หรือยิงขีปนาวุธเพื่อฉลองวันสำคัญเหมือนที่เคยยิงจรวดส่งดาวเทียมเมื่อปี 2555

ส่วนความเคลื่อนไหวของผู้นำเกาหลีเหนือได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การซ้อมทางยุทธวิธีของหน่วยปฏิบัติการรบพิเศษฝึกกระโดดร่มจากเครื่องบินลงโจมตีเป้าหมาย และเป็นประธานพิธีตัดริบบิ้นเปิดตัวโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ในใจกลางกรุงเปียงยางที่มีรวมทั้งอพาร์ตเมนต์สูง 70 ชั้น และเป็นอาคารสูงที่สุดในกรุงเปียงยาง การเปิดตัวโครงการพัฒนาเมืองใหม่ข้างต้น น่าจะมีขึ้นเพื่อร่วมฉลองวาระสำคัญวันแห่งพระอาทิตย์ด้วย

ด้านศูนย์วิจัยอิสระ “38 นอร์ธ” ในสหรัฐฯที่ติดตามความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือ ระบุพบสัญญาณความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นต่อเนื่องโดยรอบพื้นที่ทดสอบนิวเคลียร์ปุงกเยรี แถบชายฝั่งตะวันออกเกาหลีเหนือ แสดงให้เห็นว่าพร้อมสำหรับทดสอบครั้งใหม่ ความเคลื่อนไหวที่ปุงกเยรี มีขึ้นขณะสถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดขึ้นทุกขณะหลังสหรัฐฯส่งกองเรือจู่โจมมุ่งหน้าสู่คาบสมุทรเกาหลีเพื่อปรามเกาหลีเหนือที่ก็ได้ขู่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีตอบโต้ทุกการยั่วยุของสหรัฐฯอีกทั้งมีความวิตกกันด้วยว่าสหรัฐฯอาจชิงโจมตีเกาหลีเหนือเหมือนที่เพิ่งยิงจรวดโทมาฮอว์กโจมตีฐานที่มั่นกองทัพซีเรียที่ถูกกล่าวหาใช้อาวุธเคมีถล่มฝ่ายกบฏ แต่เรื่องนี้นายยุน บุง เซ รมว.ต่างประเทศของเกาหลีใต้ ระบุเชื่อว่าสหรัฐฯจะหารือกับเกาหลีใต้ก่อนหากคิดจะเปิดฉากชิงโจมตีเกาหลีเหนือ เพราะเป็นหนึ่งในข้อตกลงความเป็นพันธมิตรระหว่างกัน

วันเดียวกัน รัสเซีย สมาชิกถาวรคณะมนตรีความ มั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) และโบลิเวีย สมาชิกไม่ถาวรคัดค้านมติที่เสนอโดยอังกฤษ ฝรั่งเศสและสหรัฐฯเพื่อประณามรัฐบาลซีเรียกรณีถูกกล่าวหาใช้อาวุธเคมีโจมตีฝ่ายกบฏ และเรียกร้องให้เร่งสอบสวนโดยด่วน ส่วนจีน คาซัคสถาน และเอธิโอเปีย งดใช้สิทธิ์

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เผยว่า ความสัมพันธ์ ระหว่างสหรัฐฯกับรัสเซียตอนนี้อาจอยู่ระดับต่ำสุดเท่าที่เคยเป็นมา ตรงข้ามกับ ความสัมพันธ์กับจีนกลับดีขึ้น และจะไม่ตราหน้าจีนว่าเป็นประเทศปั่นค่าเงิน.

 

สหรัฐฯ-รัสเซียเดือด จ่อเผชิญหน้าสมรภูมิซีเรีย! หวั่นสงครามโลกครั้งที่3?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/912952


นาทีนี้ ชาวโลกกำลังจับจ้องสถานการณ์สงครามกลางเมืองในซีเรียด้วยความวิตกกังวลมากขึ้นว่า มีโอกาสจะพัฒนาไปสู่การเผชิญหน้า จนเกิดสงครามใหญ่ ที่อาจพัฒนาไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่!?!

หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้สั่งกองทัพยิงขีปนาวุธร่อนนำวิถีพิสัยไกล ‘โทมาฮอว์ก’ ถึง 59 ลูก โจมตีฐานทัพอากาศซีเรีย ช่วงเช้าตรู่ 7 เม.ย.โดยอ้างว่ารัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาดของซีเรียโหดเกินไปที่ใช้อาวุธเคมีโจมตีจังหวัดอิดลิบ จนทำให้พลเรือน รวมทั้งเด็กๆซีเรีย ต้องพลอยดับสลด ถึงเกือบ 100 ราย

งานนี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย โกรธมาก ในฐานะที่เป็นชาติมหาอำนาจที่ส่งทั้งกำลังทหารนับ 4,000 นายและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปสนับสนุนประธานาธิบดีอัสซาดอย่างเต็มตัว เพื่อช่วยปราบกบฏต่อต้านรัฐบาลและกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือไอซิสที่มีฐานอยู่ในซีเรียและอิรัก โดยรัสเซีย ชี้ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ โจมตีชาติที่มีอธิปไตย และเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ที่สำคัญ คือ ยังไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์ยืนยันแน่ชัดว่าการใช้อาวุธเคมีโจมตีครั้งนี้ คือฝีมือของกองทัพซีเรียจริงๆ

ผู้นำรัสเซีย ตอบโต้สหรัฐฯ ทันที ด้วยการส่งเรือรบลำใหญ่ ‘แอดไมรอล กรีกอโรวิช’ (Admiral Grigorovich) ติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี พร้อมกองเรือรบจากทะเลดำ มาเสริมทัพที่ซีเรีย! ทำให้อุณหภูมิความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียเพิ่มขึ้นอีกหลายระดับ ถือเป็นความขัดแย้งของ 2 ชาติมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ที่ต่างฝ่ายต่างมีชาติพันธมิตรของตน คอยสนับสนุน จน ‘ใกล้’ จะเกิดการเผชิญหน้ากันมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นเลยทีเดียว ที่น่าสะพรึงกลัวมากขึ้น ก็คือ สงครามใหญ่ ที่อาจเกิดขึ้น มีโอกาสเป็นสงครามนิวเคลียร์!!

* 2 ชาติมหาอำนาจ กระโจนสู่สงครามกลางเมืองในซีเรีย

นับตั้งแต่รัสเซียกระโจนเข้าสู่สงครามกลางเมืองในซีเรียเมื่อปี 2558 ขณะที่สหรัฐฯ ตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามาได้ส่งทหารและเครื่องบินรบนำชาติพันธมิตรปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มกลุ่มไอซิสในอิรักและซีเรียก่อนหน้าแล้วนั้น ดูเหมือนนักวิเคราะห์การเมืองได้จับตามาตั้งแต่นั้นแล้วว่า มีโอกาสที่สองชาติมหาอำนาจจะเกิดการเผชิญหน้าขึ้นได้ตลอดเวลา เนื่องจากรัสเซียหนุนรัฐบาลซีเรีย ขณะที่สหรัฐฯกลับให้การสนับสนุนฝ่ายกบฏต่อต้านรัฐบาล

มีนักวิเคราะห์การเมืองจำนวนไม่น้อยมองกันมานานแล้วว่า ‘สมรภูมิในตะวันออกกลาง’ โดยเฉพาะสงครามกลางเมืองในซีเรียที่ดำเนินมานานนับ 6 ปี คือ ‘สงครามโลกครั้งที่ 3 รูปแบบใหม่’ เพราะตอนนี้ มีประเทศต่างๆ เข้ามาร่วมในสงครามซีเรียเกินกว่า 30 ประเทศแล้ว อีกทั้งยังแบ่งออกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่ายชัดเจน เหมือนสมัยเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ไม่ผิดเพี้ยน!!

โดยฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับรัสเซีย ที่มีจีน อิหร่าน อิรัก ซีเรีย และเยเมน จับมือกัน และ (อาจมีเกาหลีเหนือมาเป็นพวกเพิ่มเข้ามาอีกประเทศ) ส่วนอีกฝ่ายเป็นฝ่ายโลกตะวันตก คือ สหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิสราเอล รวมทั้งชาติที่เป็นสมาชิกนาโต ไปจนถึงตุรกี

* เชื่อปูตินยังไม่ต้องการให้เกิดสงคราม

ตามรายงานของเว็บไซต์ The Sun ในอังกฤษ เผยตามความเห็นของเซอร์ แอนโธนี เบรนตัน อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำรัสเซีย มองว่า เอาเข้าจริง ถึงแม้ประธานาธิบดีปูติน จะส่งกำลังทหาร เครื่องบินรบ และเรือรบไปซีเรีย แต่เชื่อว่าขณะนี้ ปูตินยังไม่อยากให้เกิดสงครามเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ หรอก เพราะถ้าประเมินขุมกำลังทางทหารและอาวุธกันแล้ว รัสเซีย ยังถือว่าเป็น ‘รอง’ หรือด้อยกว่าแสนยานุภาพทางทหารของฝ่ายตะวันตกและสหรัฐฯ โดยผู้นำรัสเซียเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของเดลี่ มิร์เรอร์ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วอย่างตรงไปตรงมาว่า พวกเขาไม่ต้องการให้เกิดสงคราม เพราะมีโอกาสที่จะเป็นฝ่ายแพ้

*สถานการณ์เปลี่ยน…  รัสเซีย อิหร่านเดือด ขู่โต้กลับแน่

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีรายงานรัฐบาลซีเรียส่งเครื่องบินรบใช้อาวุธเคมีอย่างโหดเหี้ยม ทำให้ทรัมป์ สั่งกองทัพยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กโจมตีซีเรีย จน รัสเซีย และอิหร่าน ซึ่งเป็นชาติปรปักษ์กับสหรัฐฯ ตัวเอ้เช่นกัน ได้ออกมาประณาม สหรัฐฯ ‘ล้ำเส้น’ ที่ถล่มฐานทัพซีเรีย ทั้งรัสเซียและอิหร่าน รวมถึงกลุ่มติดอาวุธที่ภักดีต่อประธานาธิบดีอัล อัสซาดยังได้ประกาศตั้งกองกำลังร่วม พร้อมออกแถลงการณ์เตือนรัฐบาลสหรัฐฯ ตลอดจนชาติพันธมิตร อย่างแข็งกร้าวว่า หากลงมือโจมตีซีเรียครั้งต่อไป จะต้องถูกตอบโต้ทางทหารจากฝ่ายรัสเซียแน่นอน

หลังจากก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ประกาศจะเพิ่มระบบป้องกันภัยทางอากาศในซีเรียให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการถูกโจมตีทางอากาศในอนาคต พร้อมกับตัด ‘ฮอตไลน์’ สายด่วนที่ใช้เป็นทางติดต่อสื่อสารระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียทันที

‘ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พวกเราจะใช้กำลังทหารตอบโต้ต่อการรุกราน หรือการก้าวข้าม ‘เส้นแบ่ง’ โดยใครทุกคนไม่ว่าหน้าไหนก็ตาม และสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็รู้ศักยภาพของพวกเราในการตอบโต้เป็นอย่างดี’ แถลงการณ์จากกองบัญชาการร่วม ของรัสเซีย อิหร่าน และกองกำลังติดอาวุธหนุนรัฐบาลซีเรีย

* กำลังเสี่ยงที่จะเกิดสงครามใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหรือ?

แน่นอน ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับรัสเซีย ที่ดูจะหวานชื่นขึ้นกว่าเดิมหลังทรัมป์ สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แปรเปลี่ยนเป็น ‘ขม’ ตึงเครียดขึ้นทันที หลังจากทรัมป์สั่งยิงโทมาฮอว์กโจมตีซีเรีย แม้สื่อต่างชาติได้รายงานในเวลาต่อมาว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้แจ้งไปยังรัสเซียก่อนหน้าแล้วก็ตามว่าจะมีการยิงโทมาฮอว์กถล่มฐานทัพอากาศเซย์รัต ในเมืองฮอมส์ ซึ่งเครื่องบินรบซีเรียได้ทะยานออกจากฐานทัพอากาศแห่งนี้ในปฏิบัติการโจมตีด้วยอาวุธเคมีในจังหวัดอิดลิบ ขนาดนายกรัฐมนตรีดมิทรี เมดเวเดฟ แห่งรัสเซีย ถึงกับพูดว่า ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังอยู่ริมเส้นที่จะเกิดการเผชิญหน้าปะทะกันทางทหารกับรัสเซีย

แต่ถึงกระนั้น ตามความเห็นของสื่อต่างชาติมองว่า ถึงแม้ประธานาธิบดีปูตินจะไม่พอใจสหรัฐฯ อย่างมากในเรื่องนี้ แต่ก็ยังคงไม่ยกเลิกกำหนดการเดินทางมาเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการของนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกให้พอทราบว่า รัสเซียยังไม่ถึงกับสะบั้นสัมพันธ์กับอเมริกาเลยทีเดียว

แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่า คือ ท่าทีของรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งเป็นชาติพันธมิตรหลักชาติหนึ่งของประธานาธิบดีอัสซาดแห่งซีเรีย ต่างหาก ว่าจะตอบโต้สหรัฐฯ รุนแรงขนาดไหน ขณะที่ทราบกันดีว่าอิหร่าน ถือเป็นชาติหนึ่งบนโลกนี้เช่นกันที่พยายามพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ เช่นเดียวกับเกาหลีเหนือ

เรียกว่า ถึงตอนนี้ สงครามโลกครั้งที่ 3 ตามความเห็นของสื่อและนักวิเคราะห์ต่างชาติ มองว่า คงยังไม่ระเบิดเปรี้ยงปร้างขึ้นมาอย่างฉับพลันทันที แต่ถึงกระนั้น สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสมรภูมิสงครามกลางเมืองที่ซีเรีย ดูเหมือนกำลังทำให้สถานการณ์ในซีเรีย ทวีความรุนแรงจนไปถึงจุดนั้น รวมทั้งยังได้มีเสียงเตือนจากนักการเมืองรัสเซียบางคนแล้วว่า สงครามที่กำลังเกิดอาจรุนแรงถึงขั้น เป็นสงครามนิวเคลียร์ !!

 

กีวีรับมือไซโคลนคุก แรงรอบ 50 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913156


ทางการนิวซีแลนด์เฝ้าจับตาความเสียหายจากไซโคลน “คุก” ที่จะพัด ขึ้นฝั่งทางตอนเหนือของประเทศ มุ่งลงสู่ทิศใต้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นพายุที่รุนแรง ที่สุดในรอบเกือบ 50 ปี ด้วยความเร็วลมกว่า 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดย จากรายงานเบื้องต้นพบว่าพายุได้พัดขึ้นบริเวณอ่าวเพลนตีของเกาะเหนือแล้ว เมื่อเวลา 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันที่ 13 เม.ย. และจะเข้าสู่พื้นที่เกาะใต้ในวันที่ 14 เม.ย.

จากการประเมินสถานการณ์ทำให้ทางการนิวซีแลนด์ประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ชายฝั่งเกาะเหนือ ที่อาจเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลัน และเสาไฟฟ้า หักโค่นได้รับความเสียหาย พร้อมมีการอพยพประชาชนจากพื้นที่ชายฝั่งเรียบร้อย และสั่งตุนเสบียงอาหารสำหรับกรณีฉุกเฉิน ส่วนโรงเรียนและบริษัท ได้ปิดเร็วกว่ากำหนด เช่นเดียวกับสายการบินแอร์นิวซีแลนด์ ในท่าอากาศเทารังกาในเกาะเหนือ ที่ระงับการให้บริการชั่วคราว นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากหน่วยดับเพลิงในพื้นที่ว่า ได้รับสายด่วนขอความช่วยเหลือจำนวนมาก แต่เท่าที่ตรวจสอบยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ กระนั้นทางการนิวซีแลนด์ยังแสดงความกังวลต่อพื้นที่กรุงเวลลิงตันและเมืองโอ๊คแลนด์ เนื่องจากเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักจากผลของไซโคลนเด็บบีที่ออสเตรเลีย ทำให้ตอนนี้ดินอุ้มน้ำไว้ในปริมาณมาก.

 

อาห์มาดิเนจาดเมินประมุข ลงสมัคร ปธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913155


เมื่อวันที่ 12 เม.ย. นายมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด อดีตประธานาธิบดีสาย กร้าวแห่งอิหร่าน สร้างความประหลาดใจด้วยการฝ่าฝืนคำสั่งอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำทางศาสนาสูงสุดและประมุขของประเทศ ที่เคยเตือนเมื่อปีกลายไม่ให้ลงเล่นการเมือง ด้วยการเข้ายื่นเอกสารสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 19 พ.ค.นี้ ท่ามกลางความตกตะลึงของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่รับใบสมัคร นายอาห์มาดิเนจาดชี้แจงว่า คำเตือนดังกล่าวของอยาตอลเลาะห์เป็นเพียงคำแนะนำ และการลงสมัครชิงตำแหน่งสมัยที่ 3 นี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือ

นายฮามิด บากาอี อดีตรองประธานาธิบดีสมัยที่ตนเป็นผู้นำ อย่างไรก็ตาม การจะได้เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น นายอาห์มาดิเนจาดจะต้องได้รับความเห็นชอบส่วนใหญ่จากสภาผู้พิทักษ์ 12 คน ซึ่งจะทำหน้าที่รับรอง ในจำนวนนี้สภาผู้พิทักษ์ 6 คน มาจากการแต่งตั้งโดยประมุขรัฐ

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญอิหร่านกำหนดไว้ว่าประธานาธิบดีจะดำรงตำแหน่งต่อเนื่องได้ไม่เกิน 2 สมัย หรือ 8 ปี ซึ่งนายอาห์มาดิเนจาด อดีตประธานาธิบดี อิหร่าน วัย 60 ปี ขึ้นเป็นผู้นำอยู่ 2 สมัย ในช่วงปี 2548-2556 ก่อนที่นายฮัซซัน รูฮานี ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนถัดมา.

 

ทำความรู้จัก ‘MOAB’ ถูกขนานนาม แม่ของระเบิด (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 เม.ย. 2560 03:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913256


พาไปทำความรู้จัก GBU-43/B Massive Ordnance Air Blast Bomb หรือ ‘MOAB’ (Mother of All Bombs) แม่ของระเบิด ซึ่งทางการสหรัฐฯ ได้ทำการทิ้งลงทางภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน เป้าหมายเพื่อทำลายแหล่งที่ซ่อนตัว ของกองกำลังไอซิส (สหรัฐฯ ทิ้ง ‘โคตรแม่ระเบิด’ ใส่เทือกเขาในอัฟกัน เป้าหมายทำลายรังไอซิส)

– MOAB หรือที่เรียกว่า แม่ของลูกระเบิดทั้งหมด (Mother of All Bombs) ถูกใช้ในการสู้รบครั้งแรก โดยทิ้งออกจากเครื่องบิน C-130 ในอัฟกานิสถาน เมื่อวันพฤหัสบดี (13 เม.ย.)

– MOAB มีน้ำหนัก 21,600 ปอนด์ ในจำนวนนี้ มีวัตถุระเบิด ถึง 18,000 ปอนด์

– MOAB เป็นอาวุธ ที่ไม่ใช่อาวุธนิวเคลียร์ ที่ใหญ่ที่สุดในคลังแสงของสหรัฐอเมริกา

– MOAB มีอานุภาพความรุนแรง เทียบกับ TNT ได้ถึง 11 ตัน

– MOAB ได้รับการทดสอบครั้งแรกในปี 2003

– แนวคิดของ MOAB ได้รับการพัฒนาขึ้นครั้งแรก จากสงครามเวียดนาม โดยอาวุธ ที่มีชื่อเรียกว่า “Daisy Cutter” ซึ่งมีน้ำหนักราว 15,000 ปอนด์ นอกจากนี้ ยังถือเป็นอาวุธทางจิตวิทยา ด้วยเสียงที่ดังกระหึ่ม ช่วยสร้าง “ความตกใจและความกลัว” ให้กับศัตรู

– MOAB มีความยาวเกือบ 20 ฟุต และได้รับการออกแบบให้เจาะลึกถึงพื้นดิน 200 ฟุตและคอนกรีต 60 ฟุต ก่อนที่จะมีการระเบิด

** ชมคลิป **

 

สหรัฐฯ ทิ้ง ‘โคตรระเบิด’ ใส่เทือกเขาในอัฟกัน เป้าหมายทำลายรังไอซิส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 เม.ย. 2560 00:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/913185


สหรัฐฯ ทิ้ง ‘โคตรระเบิด’ ขนาด 21,600 ปอนด์ ทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน เป้าหมายทำลายแหล่งซ่อนตัว ไอซิส …

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดขนาดใหญ่ GBU-43/B หรือ MOAB จากเครื่องบิน MC-130 ทางภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. วันที่ 13 เมษายน (ตามเวลาท้องถิ่น)

ทั้งนี้ MOAB เป็นที่รู้จักกันดีว่า ในชื่อ Mother of All Bombs (แม่ของระเบิดทั้งมวล) หนักราว 21,600 ปอนด์ ซึ่งระเบิดดังกล่าวไม่ใช่ระเบิดนิวเคลียร์ แต่มีพิกัดจีพีเอส ที่แม่นยำมาก และก็มีพลังการทำลายล้างสูงที่สุดของอเมริกา

ซึ่งเป้าหมายสำคัญคือ แหล่งที่ซ่อน ของไอซิส และกองกำลังในเขตอะชิน จังหวัดนานกาฮาร์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– ทำความรู้จัก ‘MOAB’ ถูกขนานนาม แม่ของระเบิด (คลิป)