หมอนยางพาราตีตลาดจีน ไทยเซ็นสัญญาส่งออก-ยอดสั่งซื้อกระฉูด2.4แสนใบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311420

หมอนยางพาราตีตลาดจีน ไทยเซ็นสัญญาส่งออก-ยอดสั่งซื้อกระฉูด2.4แสนใบ

หมอนยางพาราตีตลาดจีน ไทยเซ็นสัญญาส่งออก-ยอดสั่งซื้อกระฉูด2.4แสนใบ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาซื้อ-ขายหมอนยางพารา เพื่อจำหน่ายในสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่าง เครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง หมอนยางพารา “สิรี” ในฐานะผู้แทนจำหน่ายในไทย และบริษัท Sichuan Kennan Trading Co,.LTD. ผู้จัดจำหน่ายในสาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดจากความตั้งใจของเกษตรกรชาวสวนยาง และเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ที่มีความตั้งใจที่จะดูแลเกษตรกรชาวสวนยางให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์จากยางพาราโดยเฉพาะน้ำยางสด จึงได้ตกลงร่วมกันผลิตหมอนยางพารา ส่งให้กับแบรนด์ “สิรี” ซึ่งจะรับผิดชอบในการรวบรวม รับซื้อหมอนยางพาราจากกลุ่มสหกรณ์และวิสาหกิจเครือข่าย ไปจำหน่ายยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ ภายใต้แบรนด์ “สิรี” ในการผลิตหมอนยางพาราแท้ 100% ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงมากในประเทศจีน และมีการซื้อขายกันมาเกือบ 2 ปีแล้ว โดยขณะนี้มียอดสั่งซื้อเบื้องต้น 2 หมื่นใบต่อเดือน หรือ 2.4 แสนใบต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณใกล้เคียงกับกำลังการผลิตเบื้องต้นของกลุ่มสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน หากอนาคตมียอดสั่งซื้อมากขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องสนับสนุนเพื่อขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับตลาดเพิ่ม

“ความร่วมมือดังกล่าวทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่า ต่อไปนี้สหกรณ์การเกษตรเล็กๆ จะสามารถรวบรวมน้ำยางดิบน้ำยางสดจากเกษตรกรแล้วผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นหมอนยางที่มีคุณภาพได้ ส่วนก้าวต่อไปนั้น การยางแห่งประเทศไทย จะต้องทำการศึกษาวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของผู้ใช้ทั้งในประเทศจีนและประเทศอื่น ส่วนภาครัฐต้องส่งเสริมดูแลให้สหกรณ์รายย่อยได้รวมตัวกันผลิตสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไปในอนาคต โดยความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่จะขยายไปยังความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ซึ่งต้องสร้างความมั่นใจให้ทั่วโลกเห็นว่า หากซื้อหมอนยางพาราจากประเทศไทยจะต้องได้หมอนยางพาราแท้ 100% ขณะเดียวกันทางการยางแห่งประเทศไทยจะต้องสนับสนุนให้สหกรณ์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น” นายสุพัฒน์ กล่าว

ลุยเช็คบิลทุจริตสหกรณ์รถไฟ เส้นตายคืน2.2พันล้านก่อนสิ้นธค.-ใครผิดฟันไม่เลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311417

x

ลุยเช็คบิลทุจริตสหกรณ์รถไฟ เส้นตายคืน2.2พันล้านก่อนสิ้นธค.-ใครผิดฟันไม่เลี้ยง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายณรงค์พล พัฒนศรี ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 เปิดเผยว่า จากกรณีตรวจสอบพบว่า สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด มีการจ่ายเงินกู้พิเศษที่ไม่เป็นไปตามระเบียบสหกรณ์ให้สมาชิก 6 ราย รวม 199 สัญญา เป็นเงิน 2,285 ล้านบาท ซึ่งตามระเบียบของสหกรณ์นั้นกำหนดให้จ่ายเงินกู้ให้กับสมาชิกรายละไม่เกิน 15 ล้านบาท ทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย โดยสมาชิกทั้ง 6 รายได้นำเงินกู้ไปซื้อที่ดินที่ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยทำโครงการจัดสรรและต่อมาได้นำที่ดินดังกล่าวไปค้ำประกันเงินกู้กับสหกรณ์สโมสรรถไฟ จำกัด

ดังนั้น ผู้ตรวจการสหกรณ์ และนายทะเบียนสหกรณ์ จึงได้ใช้อำนาจสั่งการให้สหกรณ์ฯดำเนินการ 4 แนวทาง คือ 1.ระงับการจ่ายเงินกู้ที่ผิดระเบียบฯ 2.หาตัวผู้รับผิดชอบหากเกิดความเสียหาย ซึ่งในกรณีนี้ผู้ที่รับผิดชอบ คือ ผู้ที่ทำการจ่ายเงินกู้ผิดระเบียบ โดยมีคณะกรรมการ 5 ชุดต้องรับผิดชอบ 3.ให้เรียกเงินกู้คืนจากสมาชิกทั้ง 6 รายพร้อมยกเลิกสัญญาเงินกู้ทันที และหากไม่ได้รับคืนให้ฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อเรียกเงินกู้คืนภายใน 30 วัน และ 4.แจ้งคณะกรรมการทั้ง 5 ชุด มาชดใช้ความเสียหายกับสหกรณ์ และหากไม่ชดใช้จะถูกร้องทุกข์และดำเนินคดี โดยระยะเวลาที่นายทะเบียนสหกรณ์ กำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ดำเนินการเรียกให้สมาชิกผู้กู้นำเงินมาชำระหนี้ และแจ้งให้ผู้ที่ทำให้สหกรณ์เสียหายมาชดใช้ จะครบกำหนดในสิ้นเดือนธันวาคม 2560 เมื่อครบกำหนดแล้วสหกรณ์ยังไม่ได้รับการชดใช้ คณะกรรมการจะต้องดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีภายใน 30 วัน และหากคณะกรรมการฯไม่ดำเนินการ นายทะเบียนสามารถใช้อำนาจสั่งปลดคณะกรรมการ พร้อมดำเนินการร้องทุกข์และฟ้องร้องคดีแทนสหกรณ์ได้

นายณรงค์พล กล่าวอีกว่า ในฐานะรองนายทะเบียนสหกรณ์ และหน่วยงานที่ดูแล แนะนำส่งเสริม ได้ให้คำแนะนำให้สหกรณ์ เร่งทำแผนการดำเนินกิจการทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อใช้ในการทำความเข้าใจกับสมาชิกและเจ้าหนี้ โดยสหกรณ์ต้องแสดงความจริงใจและต้ังใจจริงในการแก้ไขปัญหา อันจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ต่อไป ทั้งนี้ ได้ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์เข้าให้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยเหลือสหกรณ์ได้อย่างทันท่วงที

จีดีพีภาคเกษตรขยายร้อยละ5.3 สศก.ชี้นโยบายหนุน-ศก.ดี/คาดปีหน้าโตต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311419

จีดีพีภาคเกษตรขยายร้อยละ5.3 สศก.ชี้นโยบายหนุน-ศก.ดี/คาดปีหน้าโตต่อเนื่อง

จีดีพีภาคเกษตรขยายร้อยละ5.3 สศก.ชี้นโยบายหนุน-ศก.ดี/คาดปีหน้าโตต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2560 พบว่า ขยายตัวร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับปี 2559 ปัจจัยบวกที่ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรขยายตัว คือ นโยบายที่กระทรวงเกษตรฯได้กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืนโดยเน้นการบูรณาการงานใน 13 นโยบายหลัก ประกอบกับสภาพอากาศและปริมาณน้ำเอื้ออำนวยต่อการผลิต ปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญมีเพียงพอ โดยเฉพาะการผลิตข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาแถบภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าปรับตัวดีขึ้น

ส่วนปัจจัยลบ พบว่า ช่วงธันวาคม 2559 – มกราคม 2560 หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ อาทิ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และพัทลุง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยางพารา ปาล์มน้ำมัน และกุ้งขาวแวนนาไม ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างรุนแรง ทำให้ผลผลิตยางพาราและกุ้งขาวแวนนาไมในไตรมาสแรกของปี 2560 มีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้ ปลายเดือนกรกฎาคม – ต้นเดือนสิงหาคม และช่วงเดือนกันยายน 2560 หลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวเหนียวนาปีประสบภัยพิบัติจากอิทธิพลพายุเซินกาและทกซูรี ผลผลิตบางส่วนได้รับความเสียหาย อีกทั้งปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม 2560 หลายพื้นที่ในภาคใต้ประสบน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตยางพารา ปาล์มน้ำมัน และประมงบางส่วนได้รับความเสียหาย

หากพิจารณาเป็นรายสาขา พบว่า สาขาพืช ปี 2560 ขยายตัวร้อยละ 6.8 เมื่อเทียบกับปี 2559 พืชสำคัญที่มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย ทุเรียน มังคุด และเงาะ

สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 2.0 เนื่องจากการขยายปริมาณการผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคของตลาดในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน มีการเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดที่ดี รวมทั้งสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยให้สัตว์เติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา

สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ 2.2 โดยผลผลิตกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงออกสู่ตลาดมากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี ใช้พันธุ์กุ้งที่ต้านทานต่อโรค ประกอบกับมีการปรับวิธีการเลี้ยงโดยนำเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ ทำให้ผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น

สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 4.7 โดยการจ้างบริการเตรียมดิน ไถพรวนดิน และการเกี่ยวนวดข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้น ในส่วนอ้อยโรงงานมีการใช้บริการทางการเกษตรเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย และสาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 2.3 โดยไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส และรังนก มีผลผลิตเพิ่มขึ้น

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 3.0 – 4.0 โดย สาขาพืช ขยายตัวร้อยละ 3.5 – 4.5 สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 1.3 – 2.3 สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ 2.0 – 3.0 สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 2.0 – 3.0 และสาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 1.5 – 2.5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรต่างๆ ที่เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยขยายผลให้ครอบคลุมทั้งประเทศ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต และพัฒนาคุณภาพของผลผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด สภาพอากาศและปริมาณน้ำยังคงเอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร และเศรษฐกิจโลกในปี 2561 มีทิศทางดีขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลดีต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย

ชงไอเดียยิง‘ดาวเทียม’เกษตร เพิ่มความแม่นยำข้อมูล-พัฒนาดิน-น้ำ-ป้องกันภัยพิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311166

x

ชงไอเดียยิง‘ดาวเทียม’เกษตร เพิ่มความแม่นยำข้อมูล-พัฒนาดิน-น้ำ-ป้องกันภัยพิบัติ

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดการสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2560 และแนวโน้มปี 2561 ในหัวข้อ “น้อมนำศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ว่า การพัฒนาการเกษตรของประเทศให้เกิดความยั่งยืนภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงสร้างต้นแบบและพระราชทานบทเรียนในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นแนวคิด คำสอน และแนวปฏิบัติที่พระองค์ได้ทรงศึกษาอย่างเป็นระบบ จนกลายเป็นองค์ความรู้ที่มีพื้นฐานบนความเป็นจริง มีเหตุมีผล และปฏิบัติได้จริง หรือเรียกว่า “ศาสตร์พระราชา”

ตลอดระยะเวลา 70 ปี ของการทรงงานของพระองค์ เป็นบทพิสูจน์แล้วว่า หลักการทรงงานของพระองค์ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ทรงพระราชทานแนวคิดและแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เช่น การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการแกล้งดิน แก้ปัญหาดินเสีย การพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ หรือ “ฝนหลวง” โดยขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีการพัฒนาจนสามารถใช้ต้นทุนการทำฝนหลวงเพียง 12 บาท ต่อไร่

อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำของข้อมูลด้านเกษตรเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ จึงได้เสนอแนวทางว่า กระทรวงเกษตรฯควรมีดาวเทียมที่ทันสมัยและมีความแม่นยำของข้อมูล เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาการเกษตรทั้งเรื่องดิน น้ำ ข้อมูลการชะล้างหน้าดิน ผลกระทบจากภัยแล้ง น้ำท่วม เป็นต้น โดยจะมีการหารือร่วมกันระหว่าง กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอื่นๆ ต่อไป

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า การจัดงานสัมมนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1.เพื่อนำเสนอผลการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2560 และคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2561 รวมทั้งสถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนและ 2.เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับนักวิชาการ ผู้ประกอบการ และตัวแทนเกษตรกร เกี่ยวกับ “ศาสตร์พระราชา” เพื่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศให้มีความยั่งยืนและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

รายงานพิเศษ : ผ่ายุทธศาสตร์ดันราคายางทะลุเป้า! ของขวัญปีใหม่ 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311178

รายงานพิเศษ : ผ่ายุทธศาสตร์ดันราคายางทะลุเป้า!  ของขวัญปีใหม่ 2561

รายงานพิเศษ : ผ่ายุทธศาสตร์ดันราคายางทะลุเป้า! ของขวัญปีใหม่ 2561

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สถานการณ์ยางพาราช่วงปลายปีนี้ ปกติราคาจะอยู่ในช่วงขาลงเช่นเดียวกับทุกปี ปีนี้ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาไม่ถึง 50 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าราคาต้นทุนของการปลูกยาง จนทำให้เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศโดยเฉพาะชาวสวนยางภาคใต้เดือดร้อน ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ในที่สุดคณะรัฐมนตรีก็ได้มอบของขวัญปีใหม่ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยเห็นชอบมาตรการแก้ปัญหาราคายางตั้งแต่ระดับต้นทาง กลางทาง และปลายทาง รวม 7 โครงการ มีเป้าหมายให้ราคายางพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 65 บาทต่อกิโลกรัม โดย 5 โครงการแรกเป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) เสนอ คือ

1.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมยางพาราวงเงิน 10,000 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายเบี้ยประกัน 0.36% ต่อปี หรือ 36 ล้านบาทต่อปี เป็นเวลา 3 ปี รวม 108 ล้านบาท เดิม ครม. ให้ใช้เงินจากกองทุนพัฒนายางพารา แต่ กนย. เห็นว่าตามกฎหมายไม่สามารถดำเนินการได้ จึงเสนอ ครม. ให้รัฐสนับสนุนงบประมาณค่าเบี้ยประกันแทน และสนับสนุนค่าบริหารโครงการ 0.14% ด้วย

2.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง วงเงิน 20,000 ล้านบาทเป้าหมายดูดซับยางออกจากระบบ 350,000 ตัน จากผลผลิตทั้งปี ประมาณ 3.2 ล้านตัน ระยะเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม 2561-ธันวาคม 2562 โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ในอัตราตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี (ไม่เกิน 600 ล้านบาท) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ถึงเดือนธันวาคม 2562 และมีระยะเวลาการชำระเงินคืนเงินกู้ไม่เกิน 1 ปีนับจากวันทำสัญญาต่อปี

3.โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้รับแจ้งความประสงค์ในการใช้ยางของหน่วยงานรัฐปี 2561 และรัฐบาลมีนโยบายพร้อมสั่งการให้หน่วยงานภาครัฐใช้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มขึ้น จะใช้งบประมาณรับซื้อยางใหม่จากเกษตรกร 12,000 ล้านบาท เพื่อนำมาให้กับหน่วยงานรัฐในโครงการต่างๆ โดยใช้งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐนี้จะช่วยดูดซับปริมาณยางออกจากตลาด ทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น โดย กยท. รับซื้อผลผลิตยางพารา ได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 น้ำยางสด ยางก้อนถ้วย หรือยางชนิดอื่นๆ
ผ่าน ตลาดยาง กยท. ตลาดเครือข่าย และตลาดกลางยางพารา กยท. ในช่วงเดือนธันวาคม 2560-30 เมษายน 2561 จำนวน 200,000 ตัน
เพื่อนำไปใช้งานหน่วยงานภาครัฐ เช่น การทำถนนลาดยางมะตอยผสมยางพาราชนิดผสมร้อน ทำชั้นพื้นทางของถนน ทำยางปูพื้น ทำสนามฟุตซอลทำสนามเด็กเล่น ยางปูสระน้ำ เป็นต้น

4.โครงการควบคุมปริมาณผลผลิต มีเป้าหมายจะลดพื้นที่การปลูกยางถาวร 2 แสนไร่ และลดพื้นที่ปลูกยางชั่วคราวอีก 2 แสนไร่ รวม 4 แสนไร่ โดยใช้เงินจากกองทุนพัฒนายางพารา และลดปริมาณผลผลิตยางของหน่วยงานภาครัฐที่มีสวนยางจำนวน 1 แสนกว่าไร่ ใช้งบกลางมาดำเนินการ 303 ล้านบาท

“โครงการนี้เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างปริมาณการผลิตและความต้องการใช้ ด้วยมาตรการลดพื้นที่ปลูกควบคุมปริมาณผลผลิต เป็นการเร่งรัดการโค่นยางมากยิ่งขึ้น ด้วยการสนับสนุนการโค่นยางเพื่อปลูกแทนด้วยไม้ยืนต้นชนิดอื่น ทั้งไม้ผล ไม้แปรรูป และอื่นๆ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ จำนวน 2 แสนไร่ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้ชาวสวนยางรายละ 4,000 บาท ในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2561 นี้ จะเป็นการลดพื้นที่ปลูกยางแบบถาวร นอกจากนี้ยังส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี เน้นการปลูกแทนแบบผสมผสานอีกจำนวน 2 แสนไร่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ซึ่งจะลดปริมาณผลผลิตได้ไม่น้อยกว่า 90,000 ตัน”ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

ส่วนการลดปริมาณผลผลิตยางของหน่วยงานภาครัฐที่มีสวนยาง 1 แสนกว่าไร่ ซึ่งประกอบด้วย สวนยางของ กยท. กรมวิชาการเกษตร และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) นั้น เป็นมาตรการระยะสั้นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดได้ไม่น้อยกว่า 6,780 ตันในระยะเวลา 3 เดือน คือ ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2561 นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรัฐบาลไทยร่วมมือกับประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย งดการส่งออกยางปริมาณ 350,000 ตัน 3 เดือน เพื่อให้เกิดสมดุลในตลาดโลก

5.โครงการจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง ระหว่าง กยท.และผู้ส่งออกรายใหญ่ 5 บริษัท มีเงินตั้งต้น 1,200 ล้านบาท มอบหมายให้ กยท.หารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อนไปตั้งกองทุนต่อไป

ส่วนอีก 2 โครงการ เป็นการทบทวนมติ ครม.เดิมคือ โครงการชดเชยดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท สำหรับขยายกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ให้กับผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางชั้นปลายน้ำ ส่วนนี้ ครม. เคยอนุมัติวงเงินสินเชื่อไว้แล้ว 15,000 ล้านบาท และกำหนดให้สมัครเข้าร่วมโครงการถึงเดือนกันยายน 2559 แต่ขณะนี้ยังเหลือวงเงินอยู่ 6,112 ล้านบาท จึงให้ขยายเวลารับสมัครไปถึงเดือนมิถุนายน 2561 จากปัจจุบันมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 29 ราย แต่ได้รับอนุมัติสินเชื่อเข้าร่วมโครงการฯเพียง 16 ราย วงเงินรวมมากกว่า 8,887 ล้านบาท ทำให้ปริมาณการใช้ยางเพิ่มขึ้น 35,550 ตัน/ปี ขณะนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการอีกหลายราย ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น

สำหรับโครงการสุดท้ายคือ โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา ซึ่งกำหนดวงเงินสินเชื่อไว้ 5,000 ล้านบาท รัฐชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% และกองทุนพัฒนาสหกรณ์ สนับสนุนดอกเบี้ยให้สถาบันเกษตรกร 0.49% ต่อปี เนื่องจากตามพ.ร.บ.สหกรณ์กำหนดให้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ช่วยเหลือได้เฉพาะสถาบันเกษตรกรที่เป็นสหกรณ์เท่านั้น ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนไม่สามารถรับเงินอุดหนุนดอกเบี้ยจากกองทุนนี้ได้ ครม. จึงมีมติให้รัฐสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยให้กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนในอัตรา 0.49% แทนกองทุนพัฒนาสหกรณ์ โดยยอดประมาณการตลอดระยะเวลาโครงการฯ 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2558-2567) รวมเป็นเงินประมาณการทั้งสิ้น 3,868,000 บาท แบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกร 3,564,000 บาท วิสาหกิจชุมชน จำนวน 304,000 บาท

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการแก้ปัญหายางพาราอย่างยั่งยืน ล่าสุด กนย. ยังเห็นชอบให้มีการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี (พ.ศ.2560 – 2579) ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมและและประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้วจากทุกภาคส่วนเรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ให้มีความเข้มแข็ง และมีรายได้ที่มั่นคง ส่งเสริมการผลิตยาง ผลิตภัณฑ์ยาง และไม้ยางพาราให้มีคุณภาพได้มาตรฐานระดับสากล รวมทั้ง ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจแปรรูปยาง ไม้ยางพารา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ พัฒนาระบบตลาด และช่องทางการจัดจำหน่ายยาง และผลิตภัณฑ์ยาง ไม้ยางพารา ส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ

นอกจากนี้ยุทธศาสตร์ยางพารา ยังกำหนดให้มีปรับปรุงข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับยางพาราทั้งระบบ ให้มีความเป็นเอกภาพ และปรับปรุงกฎระเบียบ กฎหมาย ตลอดจนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราจะเป็นแนวทางและกรอบการแก้ปัญหายางพาราในระดับโครงสร้างโดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้และการส่งออกด้วยการเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศ และมุ่งเน้นการส่งออกสินค้าในรูปของผลิตภัณฑ์ยางอีกด้วย

ราคาเป้าหมาย 65 บาทต่อกิโลกรัมจะสำเร็จหรือไม่ ปี 2561 รู้กัน!!

ส่องเกษตร : เร่งมือ…ของขวัญปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311164

449007

ส่องเกษตร : เร่งมือ…ของขวัญปีใหม่

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้เป็นสัปดาห์สุดท้าย ส่งท้ายปีระกา-ไก่ 2560 แล้ว วันจันทร์หน้าก็จะเริ่มต้นปีใหม่-ปีจอ 2561 ฉะนั้นผมขอถือโอกาสนี้ ร่วมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยคำอวยพรถึงผู้อ่าน“แนวหน้า”ทุกท่าน ตลอดจนพี่น้องเกษตรกรและพี่น้องคนไทยทุกคน ขอให้มีความสุข ความเจริญ อะไรที่เคยทุกข์ เคยโศก เคยเป็นปัญหาในชีวิต ขอให้หมดสิ้นไปพร้อมปีเก่า แล้วเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสดใส มีความหวังและสมหวังในที่สุดด้วยเทอญ

ในบรรยากาศต้อนรับปีใหม่นี้ เรื่องหนึ่งที่ผู้คนมักนึกถึงน่าจะเป็น“ของขวัญปีใหม่”ทั้งคิดว่าจะหาของขวัญอะไรมอบให้คนที่รัก ญาติสนิท มิตรสหายและผู้ที่เคารพนับถือ รวมถึงแอบคาดหวังให้ตัวเองว่า จะได้รับอะไรจากคนอื่น โดยเฉพาะจากคนซึ่งเป็นที่รัก ให้ของขวัญปีใหม่ที่ถูกอกถูกใจบ้าง

สำหรับประชาชนทั่วไปแน่นอนย่อมคาดหวังด้วยว่า รัฐบาลที่บริหารประเทศชาติอยู่ จะมีอะไรให้เป็นของขวัญปีใหม่ เพื่อสร้างความสุขให้คนในชาติ ทั้งแบบเฉพาะหน้าที่เห็นได้ จับต้องได้ทันที ช่วงปีใหม่ แม้จะแค่เล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ก็ต้องเป็นของขวัญแบบถาวร ที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

หลายๆ ปีที่ผ่านมา เลยกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว ที่รัฐบาลต้องเตรียมกิจกรรมพิเศษหรือออกมาตรการสำคัญๆอะไรออกมาช่วงปีใหม่ เพื่อมอบเป็นของขวัญให้ประชาชน โดยรัฐบาลคสช.เองที่เข้ามายึดอำนาจตั้งแต่ปี 2557 ด้วยสโลแกนจะ “คืนความสุขให้ประชาชน” ก็มีมติครม.มาตลอด 3 ปีในเรื่องของขวัญปีใหม่ และปีนี้ก็เช่นกัน ได้ให้แต่ละกระทรวงไปกำหนดของขวัญปีใหม่ เสนอเข้ามาให้ครม.รับทราบหรือบางของขวัญที่เป็นเรื่องใหญ่ๆก็ต้องให้ครม.อนุมัติ มีการทยอยประกาศออกมาหลายกระทรวงแล้ว

สำหรับการประชุมครม.นัดสุดท้ายของปี 2560 ซึ่งเป็นการ“สัญจร”ไปที่ภาคเหนือ จังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัย ประชุมกันวันอังคารที่ 26 ธันวาคม ก็มีข่าวจะประกาศแพ็กเกจของขวัญปีใหม่หลายกระทรวงด้วยกัน ไม่แน่ใจว่า จะมีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยหรือไม่ ซึ่งขณะที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ มติครม.ยังไม่ออกมา จึงยังไม่ทราบกัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ช่วงที่ทีมรัฐมนตรีเกษตรฯชุดใหม่ 1 รมว.-กฤษฎา บุญราช กับ อีก 2 รมช. “ลักษณ์ วจนานวัช และวิวัฒน์
ศัลยกำธร” เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ เมื่อต้นเดือนธันวาคม ก็ได้เข้าร่วมประชุมกับรองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พร้อมกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ตั้งเป้าให้เห็นผลใน 3 เดือนตามที่ผมและสื่อต่างๆเคยรายงานไปแล้ว ซึ่งในโอกาสดังกล่าว รองนายกฯสมคิดได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้กระทรวงเกษตรฯทำ“มาตรการแก้ไขหนี้เกษตรกร 3.9 ล้านคน”เพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่ชิ้นใหญ่แก่เกษตรกร

โดยมาตรการแก้ไข“หนี้เกษตรกร 3.9 ล้านคน”นี้ เป็นเกษตรกรที่ได้ลงทะเบียน“คนจน”ในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยไว้(จากคนจนที่ลงทะเบียนทั้งหมดกว่า 11.4 ล้านคน) แยกเป็นลูกหนี้ ธกส.3.3 ล้านคน และลูกหนี้ระบบสหกรณ์ราว 6 แสนคน ซึ่งมีข้อเสนอเบื้องต้นที่จะรวมหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบเข้าด้วยกัน จากนั้นทำการปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกร ตั้งเป้าหมาย 3-5 ปีที่จะล้างหนี้ได้เฉลี่ยตั้งแต่รายละ 2.5 หมื่นถึง 3 แสนบาท

แพ็กเกจมาตรการ”แก้หนี้เกษตรกร 3.9 ล้านคน”นี้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของถ้อยคำที่รองนายกฯสมคิดเคยประกาศไว้ว่า “จะทำให้คนจนหมดไปจากประเทศไทยในปี 2561“ด้วย

อย่างไรก็ตามถ้ามีการชง“มาตรการแก้หนี้เกษตรกร 3.9 ล้านคน”ผ่านการเห็นชอบจากครม.ออกมา ก็คงถือเป็น“ของขวัญปีใหม่”ได้ในระดับแค่“ลมปาก”เท่านั้น เพราะเมื่อมีมาตรการแล้ว ก็ยังต้องดูกันต่อไปว่า จะทำได้จริงและได้ผลแค่ไหน เพราะที่ผ่านๆ มา เคยมีมาตรการสารพัดที่ออกมาเพื่อ“แก้จน” แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าเป้าสักเท่าไหร่

ก็เช่นเคยที่ผมคงไม่ปรามาสไปก่อน มีแต่ให้กำลังใจ ขอให้ทำได้จริง เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ที่ก่อประโยชน์สุขแก่เกษตรกรทั้งปวง แต่คงต้องขอให้เร่งมือหน่อย เร่งทำให้เห็นผล เพราะอย่างมาตรการที่จะยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้ได้ใน 3 เดือน โดยตัวแรกที่เน้นคือ“ยางพารา”นั้น ตั้งแต่ทีมรัฐมนตรีเกษตรฯชุดนี้เริ่มงานมาเกือบ 1 เดือนแล้ว ราคายางฯก็ยังทรงๆ ขยับขึ้นนิดเดียว จากกก.ละ ประมาณ 41 บาทมาอยู่ที่ 42 บาท เหลืออีก 2 เดือนจะครบกำหนด ถ้ายังทรงๆ แค่นี้ ก็ล้มเหลวแน่

เอาใจช่วยอีกที และขอให้โชคดีปีใหม่ทุกๆ ท่าน

สาโรช บุญแสง

ไทย-อินโดฯ-มาเลย์ จับมือลดส่งออกยาง อั้นไม่เกิน3.5แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311165

x

ไทย-อินโดฯ-มาเลย์ จับมือลดส่งออกยาง อั้นไม่เกิน3.5แสนตัน

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภาไตรภาคียางพารา (ITRC) นัดพิเศษระหว่าง 3 ประเทศสมาชิก ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เห็นชอบให้เดินหน้ามาตรการ AETS ร่วมกำหนดโควตาการส่งออกยางพาราร่วมกันทั้ง 3 ประเทศ รวมไม่เกิน
350,000 ตัน ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 มีนาคม 2561 พร้อมสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แก้ปัญหาสถานการณ์ราคายางที่ผิดปกติและมีความผันผวน โดยประเทศไทยจะนำข้อตกลงดังกล่าวมาดำเนินการอย่างเคร่งครัด ภายใต้การปฏิบัติตามมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพาราของประเทศไทย

“มาตรการความร่วมมือระหว่างประเทศในการควบคุมการส่งออกยางครั้งที่ 5 นี้ จะเป็นอีกหนึ่งในมาตรการสำคัญต่างๆ ที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาสถานการณ์ราคายางผันผวน เพื่อช่วยยกระดับราคายางในตลาดให้สูงขึ้น ให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแก่พี่น้อง
เกษตรกรชาวสวนยาง” นายลักษณ์ กล่าว

ด้าน ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในนาม ITRC มีความมั่นใจว่าการดำเนินการร่วมกันในมาตรการนี้ จะส่งผลให้ราคายางมีเสถียรภาพขึ้น และส่งผลดีต่อเกษตรกรรายย่อย สถาบันเกษตรกร และทุกส่วนที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานยางพารา ให้ได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรมในระยะยาวต่อไป

‘Smart hive’ to save bee colonies wins cup for King Mongkut U students

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/Startup_and_IT/30342198

[From left] Boonrit Boonmarueng, Watcharit Boonying, and Thitiya Trithipkaiwanpon , the 4th year students  from Computer Engineering Department, King Monkut’s University of Technology Thonburi are the winner of Microsoft Imagine Cup Thailand 2018.
[From left] Boonrit Boonmarueng, Watcharit Boonying, and Thitiya Trithipkaiwanpon , the 4th year students from Computer Engineering Department, King Monkut’s University of Technology Thonburi are the winner of Microsoft Imagine Cup Thailand 2018.

‘Smart hive’ to save bee colonies wins cup for King Mongkut U students

Tech April 01, 2018 11:21

By The Nation

Three computer engineering students from King Mongkut’s University of Technology Thonburi, under the name “Team BeeConnex” brought their Smart Hive project to win the Microsoft Imagine Cup Thailand 2018.

Team members Boonrit Boonmarueng, Watcharit Boonying and Thitiya Trithipkaiwanpon emerged victorious amid stiff competition between the finalist 10 teams. The Smart Hive project is an

Internet of thing (IoT) beehive management device that monitors and detects problems inside beehives to solve the mystery behind the mechanism of colony collapse disorder (CCD).

CCD is a global phenomenon that occurs when the majority of worker bees in a colony disappear and leave behind a queen, dooming the beehive’s future productivity. The students’ solution could potentially increase the production of the agricultural product significantly.

After settling on the idea of the Smart Hive, they built an IoT device to help beekeepers manage the beehives more efficiently. The device uses cognitive technology to analyse the pattern of buzzing sound inside the hive, detect irregularities, and alert the beekeepers through the dashboard and in-app IM.

BeeConnex team member Boonrit said that bees have a great impact on the natural ecosystem and studies have indicated that without them, the entire ecosystem could collapse. They are also important to the economy, as they are used commercially for large-scale pollination.

“However, beekeepers are currently facing a major threat known as the CCD and this encouraged us to learn more about bee-related issues,” said Boonrit. “People have been studying the disorder for a long time, but technology has never been fully utilised to address this issue.

“We discovered from our installed sensor device that bees send countless patterns of signals with different meanings, called a ‘Bee Dance’. The device later sent the information to cloud computing, Microsoft Azure. It made me realise that this wasn’t only an idea for a competition, but was also a smart way of studying the countless and complicated bee patterns in a short time that could never been done through human hearing.”

With the ability to analyse and anticipate problems, Microsoft Azure can also prevent colony collapse disorder by providing live notifications once bees begin to exhibit abnormal behaviours, said Boonrit.

“We are honoured to see our idea become something tangible that can contribute to preserving the natural ecosystem in terms of food production from the effective pollination,” said Boonrit. This year’s competition was supported by key partners, Unicef and SiriVenures, who sponsored two special recognition awards that reflected the awareness of integrating technology to support youth education in every sector, said event organisers. Education on the Cloud was sponsored by Unicef, and Smart Living on the Cloud by SiriVentures.

The winner of the Education on the Cloud award is team Bot Therapist, a group of students from King Mongkut’s University of Technology Thonburi who proposed the idea of “Bliss”, a robot designed to be a companion to help autistic kids learn and grow. And inSpectra, a group of students from King Mongkut’s University of Technology Thonburi won the Smart Living on the Cloud award with a system to detect gas leak and various substances based on multi-spectral imaging and image fusion.

Team BeeConnex will receive a Royal trophy from HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn and on April 4 represent Thailand together with inSpectra, the team that won the Smart Living on the Cloud award by SiriVentures in the 2018 Imagine Cup Southeast Asia in Kuala Lumpur, Malaysia.

They will compete with teams from nine countries for a chance to win a trip to the World Finals in Seattle in June this year. The best and brightest teams from across the globe will compete for the title of World Champion, a $100,000 (Bt3.11 million) cash prize and the chance to take home the Imagine Cup.

Leaked Facebook memo questions cost of growth

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/Startup_and_IT/30342080

An illustration picture taken through a magnifying glass on March 28, 2018 in Moscow shows the icon for the social networking app Facebook on a smart phone screen. /AFP
An illustration picture taken through a magnifying glass on March 28, 2018 in Moscow shows the icon for the social networking app Facebook on a smart phone screen. /AFP

Leaked Facebook memo questions cost of growth

Tech March 30, 2018 11:45

By Agence France-Presse
San Francisco

Facebook troubles worsened late Thursday with the leak of a two-year-old memo from a high-ranking executive hinting that the social network was determined to grow despite risks to users.

The 2016 memo published by news website Buzzfeed was written by veteran Facebook executive Andrew Bozworth, considered part of chief executive Mark Zuckerberg’s inner circle.

“The ugly truth is that we believe in connecting people so deeply that anything that allows us to connect more people more often is ‘de facto’ good,” the memo read.

The memo pointed out that connecting people can lead to good outcomes, such as finding love or preventing suicide.

It could also have negative consequences, Bozworth reasoned.

“Maybe it costs a life by exposing someone to bullies,” the memo read.

“Maybe someone dies in a terrorist attack coordinated on our tools.”

Bozworth is known to be an outspoken defender of Facebook, and unabashed in expressing his views.

“I don’t agree with the post today and I didn’t agree with it even when I wrote it,” Bozworth said in a statement to AFP.

“The purpose of this post, like many others I have written internally, was to bring to the surface issues I felt deserved more discussion with the broader company.”

In response to an AFP inquiry, Zuckerberg referred to Bozworth as a talented leader who says provocative things, the leaked memo among them.

“This was one that most people at Facebook including myself disagreed with strongly,” Zuckerberg said.

“We’ve never believed the ends justify the means. We recognize that connecting people isn’t enough by itself. We also need to work to bring people closer together.”

Even if the Bozworth memo was meant solely to get colleagues to grapple with tough issues, it hints that Facebook executives were aware of risks associated with connecting and sharing on the social network.

The leak of the memo came as Facebook continued to be battered by a data breach involving Britain-based Cambridge Analytica, a consulting firm linked to Donald Trump’s presidential campaign.

Facebook faces probes on both sides of the Atlantic over the hijacking of 50 million users’ personal data by the firm.

The firestorm has raised new awareness on how personal data is stored and shared by internet platforms and marketers.

Facebook has begun to produce documents and wants to be “cooperative” with a New York investigation into the Cambridge Analytica data breach, state attorney general Eric Schneiderman said Thursday.

On Monday, the Federal Trade Commission, a US consumer protection agency, said it had opened an inquiry into Facebook’s privacy practices, including whether the company violated an earlier agreement with the FTC on how it handles user data.

Facebook signed a consent decree with the consumer agency in 2011 settling charges that it deceived consumers by telling them they could keep their information on Facebook private, and then allowing it to be shared and made public.

Video games may help ageing pooches stay mentally nimble

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/Startup_and_IT/30342078

x

Video games may help ageing pooches stay mentally nimble

Tech March 30, 2018 11:32

By Agence France-Presse
Vienna

At first sight, enthusiastic Border Collies Miley and Tiara may not appear to be providing insights into the deeper workings of the canine mind.

Even while demonstrating an experiment used in a recent study at Vienna’s University of Veterinary Medicine, they’re having too much fun.

It involves them running to a touchscreen with one round and one square shape. Every time they hit the round shape with their noses, they’re rewarded with a treat.

The results gathered after hundreds of dogs took part in the study suggest that older dogs benefit from similar games, just as Sudoku and other brain exercises can help their owners stay mentally agile.

“Sometimes with older dogs we might feel that we can just let them retire to the couch and let them sleep all day and that’s fine,” Lisa Wallis, one of the authors of the report, told AFP.

“But you’re not really doing them a kindness,” she said.

Even if owners keep giving their dogs physical exercise, this won’t improve their mental agility, says Professor Ludwig Huber, one of the lead authors.

“The brain needs more stimulation and also problems to solve,” he says.

‘Unlimited number of stimuli’

In contrast to most toys which can soon become repetitive, Huber says a touchscreen can be used to present an “unlimited number of stimuli” and the games could get gradually more complex.

Other games used in the study involved having to touch a moving shape or being trained to distinguish between “good” and “bad” images and then choose them accordingly.

The younger dogs and dogs who were already used to playing similar games fared best but even with the older dogs, performance improved with practice.

The results follow a study conducted among humans last year in the United States that suggested older participants who regularly played computer brain games may have cut their chances of dementia, although experts cautioned further research was necessary in that case.

The authors of the Vienna study admit that although the dogs and their owners appeared to have enjoyed taking part in the study, it would be difficult to replicate at home.

Wallis says that short of installing a similar screen at home – as she has done for her own dogs – or at vet’s surgeries and dog daycare centres, the need of the hour is for new technologies.

The team at the university is working on software that could be used more commonly, ideally paired with tablets or other devices adapted for dogs.

“Wet noses will always be a problem,” Wallis admits.

But even if touchscreens for dogs are a little way off, Huber says using touchscreens with different species could open up a whole new vista for scientists and researchers.

“It can also be used with wolves, which is a very important one in scientific terms.”

The fact that species with different levels of dexterity can use the equipment means a very similar apparatus can even be used with reptiles and even birds, which touch the screens with their beaks, he adds.