‘ต่อ-เติม-แต่ง’ศาสตร์พระราชา ขยายผลขับเคลื่อนงาน‘ศูนยศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312025

x

‘ต่อ-เติม-แต่ง’ศาสตร์พระราชา ขยายผลขับเคลื่อนงาน‘ศูนยศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อน’

วันพุธ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา ได้ศึกษาทดลอง วิจัย ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน การพัฒนาป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 38 ปี โดยมีผลสำเร็จ ได้แก่ การปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ในระบบเกษตรยั่งยืน การเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน การเลี้ยงเป็ดไข่ปากน้ำ การปลูกและแปรรูปสมุนไพรว่านสาวหลงและการเลี้ยงกบนา เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานของศูนย์ฯ มีความเข้มแข็ง สืบสานงานตามศาสตร์พระราชาได้อย่างยั่งยืน จึงเห็นควรเชิญชวนผู้ที่เคยทำงานรับใช้สนองพระราชดำริในหลวง ร.9 ในโครงการพระราชดำริต่างๆ มาร่วมกันพัฒนาสืบสานงานของพระองค์ เพื่อให้องค์ความรู้เหล่านี้ได้แพร่ขยายไปยังรุ่นลูกหลาน โดยมีการระดมความคิดเห็นว่า จะสามารถต่อ-เติม-แต่ง โครงการที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นได้อย่างไร เพื่อขยายองค์ความรู้ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยจะระดมภาคส่วนต่างๆ มาบูรณาการทำงานร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และมหาวิทยาลัยต่างๆ

ทั้งนี้ ศูนย์ศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้รับการสถาปนาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2522 ในคราวเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดศาลพระบวรราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีเนื้อที่ทั้งหมด 1,895 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรม 707 ไร่ พื้นที่ป่า 698 ไร่ น้ำ 162 ไร่ และสิ่งก่อสร้างอาคารสำนักงาน 328 ไร่ ต่อมาได้พระราชทานนามว่า “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ตลอดระยะเวลา 38 ปี ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้ดำเนินการศึกษาวิจัย และพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่โดดเด่น จำนวน 13 หลักสูตร และได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระองค์ท่าน ไปขยายผลในพื้นที่หมู่บ้านรอบศูนย์ รวม 43 หมู่บ้าน 3 ตำบล และพื้นที่ขยายผลองค์ความรู้รวม 11 จังหวัด นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน การเพาะเห็ด การเลี้ยงแพะ การเลี้ยงกบ และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร รวมจำนวน 16 แห่ง

เดินหน้าขยายผล‘ศาสตร์พระราชา’ เคลื่อน‘โคกหนองนาโมเดล’ส่งเสริมขุดสระน้ำในไร่นา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311630

เดินหน้าขยายผล‘ศาสตร์พระราชา’  เคลื่อน‘โคกหนองนาโมเดล’ส่งเสริมขุดสระน้ำในไร่นา

เดินหน้าขยายผล‘ศาสตร์พระราชา’ เคลื่อน‘โคกหนองนาโมเดล’ส่งเสริมขุดสระน้ำในไร่นา

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้จัดฝึกอบรมการขับเคลื่อนงาน “ศาสตร์พระราชา สู่โคกหนองนาโมเดล” ภายใต้โครงการลดต้นทุนการผลิตและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่โรงแรมบ้านเชียง อ.เมือง จ.อุดรธานี โดย “โคกหนองนาโมเดล” เป็นแนวคิดที่มาจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงงานในด้านการจัดการน้ำและป่า โดยแนวคิดนี้จะช่วยลดพื้นที่ภูเขาหัวโล้น การปลูกพืชเศรษฐกิจที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์แก่ผืนป่าของประเทศไทย พร้อมยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรในการทำเกษตรแนวใหม่ โดยจัดการพื้นที่ให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่การเกษตร และอาศัยแหล่งน้ำเป็นสำคัญเป็นการผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่ง จ.อุดรธานี ได้เห็นความสำคัญในการทำโคกหนองนาโมเดลมาขยายผลในพื้นที่ โดย จ.อุดรธานี มีแหล่งน้ำชลประทานสำหรับใช้ในการทำการเกษตรเพียง 6% (พื้นที่ทำการเกษตรจำนวน 4.89 ล้านไร่) เมื่อประสบภัยแล้งจึงได้รับผลกระทบด้านการทำการเกษตรเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงได้จัดให้มีการฝึกอบรมการขับเคลื่อนงาน “ศาสตร์พระราชา สู่โคกหนองนาโมเดล” ขึ้น เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่เข้าใจหลักการนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในพื้นที่การทำเกษตรของตนเองให้เหมาะสม โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมการฝึกอบรมจำนวน 400 คน ประกอบด้วย เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ปี 2560 ในกลุ่มเอ คือเกษตรกรที่สามารถพัฒนาตนเองสู่เกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 และทำเป็นต้นแบบได้ ปราชญ์เกษตร ประธานศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ศาสตร์พระราชาถือเป็นตำราแห่งชีวิตที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรวบรวมหลักการทำงานและวิธีการทำงานที่ทรงทำเป็นตัวอย่างตลอดระยะเวลา 70 ปี อย่างไรก็ตามในการแก้ปัญหาภัยแล้งนอกเขตชลประทาน จะต้องส่งเสริมให้เกษตรกรขุดสระน้ำในพื้นที่ของตัวเองในลักษณะหลุมขนมครก เพื่อเก็บกักน้ำฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยเกษตรกรสามารถทำเองได้ รวมทั้งชุมชนต่างๆ ต้องให้ความสำคัญกับการขุดลอกห้วย หนอง คลอง บึง ต่างๆ ไว้รองรับน้ำฝน ทั้งหมดนี้ถือเป็นแนวทางตามศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงได้มีการออกแบบพื้นที่ตามหลัก โคก หนอง นา โมเดล หรือการสร้างหลุมขนมครกตามที่รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแนวพระราชดำริไว้เป็นแนวทางการรับมือภัยพิบัติเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วม และ
น้ำแล้ง ได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ

สำหรับแผนสืบสานศาสตร์พระราชาจะดำเนินการ 3 ระดับ 5 กลไก 7 ภาคส่วน ประกอบด้วย 3 ระดับ คือ ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่ 5 กลได้ คือ 1) กลไกการประสานงาน 2) กลไกบูรณาการแผน 3) กลไกการจัดการความรู้ 4) มีนวัตกรรมและสืบสาน และ 5) การสื่อสารสู่สังคม และ 7 ภาคส่วนคือ 1) ภาคประชาชน 2) ศาสนา 3) วิชาการ 4) สื่อมวลชน 5) ประชาสังคม 6) ภาครัฐ และ 7) ภาคเอกชน ซึ่งจะต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนแผนสืบสานศาสตร์พระราชาให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

เกษตรฯเปิดหลักสูตรติวเข้ม พัฒนา‘นักบริหารระดับสูง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311627

x

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้จัดฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับสูง เพื่อพัฒนาศักยภาพและความสามารถของบุคลากรในระดับนักบริหารของหน่วยงานในสังกัด ให้สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจสภาพความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการบริหารและการปฏิบัติงาน ต้องก้าวตามให้ทันวิทยาการใหม่ๆ ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมความพร้อมแก่ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการหรือเทียบเท่าในการเข้าสู่ตำแหน่งประเภทบริหาร ขยายโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งรองอธิบดี รองเลขาธิการ หรือเทียบเท่าของผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยจัดการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้อื่น

ด้าน นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักสูตรดังกล่าวได้ถูกพัฒนาขึ้น และจัดขึ้นเป็นรุ่นแรกในครั้งนี้ เพื่อขอรับการประเมินจาก ก.พ. หากผ่าน
การประเมินแล้ว ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมดังกล่าว และมีคุณสมบัติตามที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด จะสามารถเข้ารับการฝึกอบรมเสริมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (ส.นบส.) ของสำนักงาน ก.พ. และเมื่อผ่านหลักสูตร ส.นบส. แล้ว จะถือว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติเสมือนได้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.) ของสำนักงาน ก.พ. ซึ่งปัจจุบันมีหลักสูตรที่ก.พ. พิจารณาให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเสมือนได้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพียงไม่กี่หลักสูตร ประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงยุติธรรม สถาบันพระปกเกล้า และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร บางหลักสูตรเท่านั้น

ไทยค้นพบ‘ช้างงาเอก’ พืชชนิดใหม่ของโลก-ฝีมือนักวิจัยม.เกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311628

x

ไทยค้นพบ‘ช้างงาเอก’ พืชชนิดใหม่ของโลก-ฝีมือนักวิจัยม.เกษตรฯ

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ผศ.ดร.ฉัตรชัย เงินแสงสรวย อาจารย์ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ค้นพบ “ช้างงาเอก” ซึ่งเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก โดยเป็นพืชไม้พุ่มสูง 1.2 ม. กิ่งเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก เป็นสี่เหลี่ยม เปลือกเรียบ เมื่ออ่อน สีเขียว เมื่อแก่สีน้ำตาลเข้ม มักมีช่องอากาศ เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน ส่วนต่างๆ มียางสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน ตายอดอยู่ในซอกก้านใบที่ปลายกิ่งใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปใบหอกแกมรูปไข่ รูปไข่ หรือรูปรี ปลายเรียวแหลมหรือแหลม แข็ง โคนเว้ากึ่งรูปหัวใจ ขอบเรียบและเป็นคลื่นเล็กน้อย หนา แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ช่วงปลายพับหากันรูปคล้ายอักษรวี มักบิดและโค้งลง ด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างสีเขียวอ่อนดอกแยกเพศต่างต้น ช่อดอกแบบช่อกระจุกสั้น ออกตามซอกใบที่ปลายกิ่งหรือตามซอกใบที่ใบร่วงแล้ว ดอกตูมมีกลีบเลี้ยงสีชมพูหรือสีชมพูอมเหลืองอ่อน ดอกบานสีเหลืองอ่อนหรือสีนวล

ช้างงาเอก กระจายพันธุ์ในประเทศทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดบึงกาฬ และจังหวัดนครพนม พบตามป่าดิบแล้งและชายป่าดิบแล้ง ที่สูงจากระดับทะเล 150-220 ม. ออกดอกเดือนธันวาคมถึงกรกฎาคม เป็นผลเดือนธันวาคมถึงเมษายน มักเป็นผลเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ในต่างประเทศคาดว่าพบที่ลาว ช้างงาเอกมีกลุ่มประชากรขนาดเล็ก ชาวบ้านใช้รากเป็นพืชสมุนไพร นำไปดองเหล้า มีความเชื่อว่าเป็นยาบำรุงกำลัง เป็นสาเหตุทำให้จำนวนประชากรลดลง จึงจัดอยู่ในสถานภาพพืชมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์

เลาะรั้วเกษตร : ส่งสินค้าเกษตรทางไปรษณีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311625

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ส่งสินค้าเกษตรทางไปรษณีย์

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วันนี้อาจจะออกจากรั้วเกษตรไปไกลสักหน่อย……

เมื่อก่อนเมื่อพูดถึงไปรษณีย์ หลายคนจะนึกถึงแต่การส่งจดหมาย การส่งพัสดุ แสตมป์ และการส่งโทรเลข เพราะไปรษณีย์ให้บริการอยู่เท่านั้นภายใต้ภารกิจของ “กรมไปรษณีย์โทรเลข” ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 มีการจัดตั้ง “การสื่อสารแห่งประเทศไทย” หรือ กสท. ขึ้น เป็นรัฐวิสาหกิจ มีภารกิจเกี่ยวกับการสื่อสารโทรคมนาคม และดึงงานของกรมไปรษณีย์โทรเลขมารวมอยู่ด้วย

กิจการของ กสท. ดำเนินการไปได้พักใหญ่ราว 26 ปี ในปี พ.ศ. 2546 รัฐบาลมีนโยบายแปรสภาพรัฐวิสาหกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ก้าวหน้าพัฒนาเทียบเท่าภาคเอกชน จึงมีการแปรสภาพการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือ กสท. เป็นบริษัท โดยแยกออกเป็น 2 บริษัท คือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ ปณท. และบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด หรือ เรียกกันสั้นๆ ว่า CAT

CAT ก็แข่งขันกับเอกชนที่ให้บริการด้านโทรคมนาคม การสื่อสาร โทรศัพท์เคลื่อนที่ค่ายต่างๆ ไปอย่างหืดขึ้นคอ ส่วน บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ไม่มีคู่แข่ง แต่ต้องแข่งกับตัวเอง เพราะการส่งจดหมาย การส่งโทรเลขต่างๆ มีเทคโนโลยีของโทรศัพท์เคลื่อนที่ และอินเตอร์เนตเข้ามาแทนที่ ผู้คนไม่ส่งจดหมายติดแสตมป์ทางไปรษณีย์ แต่ส่งทางอี-เมล หรือที่เรียกว่าไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

ที่เท้าความย้อนหลังมากมายเพียงเพื่อจะบอกว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ต้องแข่งกับตัวเอง ในการต่อสู้กับเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนภารกิจบริการของไปรษณีย์ที่เคยมี เพื่อแสวงหารายได้เราจึงเห็นไปรษณีย์ฉีกแนวไปในเรื่องของการส่งพัสดุไปรษณีย์ ซึ่งแต่ก่อนมีเพียงพัสดุขนาดเล็ก แต่เดี๋ยวนี้รถมอเตอร์ไซค์ก็ส่งได้ แต่ก่อนมีแต่ของแห้งๆ เดี๋ยวนี้ของสดอย่างอาหาร เช่น แหนมเนือง ก็ส่งได้

ช่วงเทศกาลปีใหม่ เคยเห็นไปรษณีย์บริการรับส่งผลไม้ของขวัญปีใหม่ เช่น ส้ม และแตงเมล่อน จากฟาร์มของเกษตรกร ไปให้กับผู้รับภายในเวลา 1-2 วัน แต่ทั้งนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ตกลงกันหรือเป็นคู่สัญญากันเป็นครั้งคราวไป

เมื่อเดือนมกราคม ปี 2560 ธ.ก.ส. ก็ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ และ บริษัท ไทยธุรกิจเกษตร จำกัด ลงนามความร่วมมือกันในการช่วยเหลือเกษตรกรจำหน่ายข้าวสาร ณ ที่ทำการไปรษณีย์ และจัดส่งข้าวสารขนาดบรรจุต่างๆ ให้กับผู้รับทางไปรษณีย์

ล่าสุด มีข่าวเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อไม่กี่วันมานี้ว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ ร่วมกับ กรมการค้าระหว่างประเทศทำโครงการ “Thai Smart Farmers Promotion จากท้องนา ส่งตรงถึงผู้บริโภค” โดยทำการจัดส่งข้าวสารที่สั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ http://www.thaitrade.com/rice ไปยังผู้รับปลายทางภายในเวลา 3-4 วัน สามารถใช้บริการได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ

บริการดีๆ แบบนี้ก็น่าเชียร์กัน สินค้าเกษตรทั้งสดและแปรรูปมีมากมาย ถ้าจัดการและวางระบบให้ดี การส่งทางไปรษณีย์ก็น่าจะช่วยกระจายสินค้าได้มาก แต่เท่าที่เคยประสบกับตนเอง บริการของไปรษณีย์ในระยะหลังๆ ไม่ค่อยจะประทับใจ เช่น จดหมาย EMS แทนที่จะได้รับภายใน 1-2 วัน กลับช้าเป็นสัปดาห์ รวมทั้งข่าวที่มีผู้ส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนประกันสิ่งของเสียหาย แต่ของที่ส่งกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ถ้าบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ยังปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ผู้ใช้บริการจะวางใจได้อย่างไร คงถึงเวลาที่ต้องยกเครื่อง บริษัท ไปรษณีย์ไทยฯ อีกสักครั้งละกระมัง

เร่งก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งซ้าย-ขวา เพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำ‘นฤบดินทรจินดา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311629

x

เร่งก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งซ้าย-ขวา เพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำ‘นฤบดินทรจินดา’

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุทธิศักดิ์ เชี่ยวพาณิช รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 7 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี ได้ดำเนินการแล้วเสร็จและเริ่มเก็บน้ำมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ซึ่งระบบชลประทานฝั่งขวาเป็นคลองคอนกรีตสายใหญ่ความยาว 14 กม. พร้อมคลองซอย 9 สาย ความยาวรวม 19 กม. สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ 16,500 ไร่ ในเขต อ.นาดี ส่วนระบบชลประทานฝั่งซ้ายจะมีลักษณะเดียวกัน คือ คลองดาดคอนกรีตสายใหญ่ยาว 46 กม. พร้อมคลองซอย 37 สาย ส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 94,800 ไร่ ในเขต อ.นาดี และอ.กบินทร์บุรี ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างระบบส่งน้ำดำเนินการไปแล้วร้อยละ 30 คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดในปี 2563 สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 111,300 ไร่ แต่คาดว่าในปี 2562 จะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกบางส่วนได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำ แต่ช่วงฤดูฝนปี 2560 อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาสามารถเก็บกักน้ำได้ 230 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 78 ของความจุช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมชุมชนตลาดเก่า อ.กบินทร์บุรี และทำให้มีน้ำต้นทุนสำหรับช่วยรักษาระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็ม ในแม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำบางปะกง ในฤดูแล้งของปี พ.ศ.2561 ที่จะมาถึงได้อีกด้วย

“อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ตัวเขื่อนกักเก็บน้ำ ได้ 295 ล้าน ลบ.ม. จากปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 319 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี เป็นเขื่อนดินแบบแบ่งโซน (Zone Type Dam) ความสูง 32.75 เมตร ความยาว 3,967 เมตร มีทำนบปิดช่องเขาขาด 2 แห่ง ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำ งบในการลงทุนโครงการประมาณ 9,078.00 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จนอกจากจะสามารถส่งน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค การเกษตร และการผลักดันน้ำเค็มแล้ว ยังช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีบางส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้น้ำและที่ดิน ลดอัตราการเสียหน้าดินเนื่องจากการพัดพาชะล้างของน้ำฝนที่ไหลบ่า รวมทั้งยังเป็นแหล่งน้ำดิบที่สำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก” นายสุทธิศักดิ์กล่าว

เกษตรฯรวมสินค้าคุณภาพสหกรณ์ จัดลงกระเช้าเปิดขายเทศกาลปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311626

x

เกษตรฯรวมสินค้าคุณภาพสหกรณ์ จัดลงกระเช้าเปิดขายเทศกาลปีใหม่

วันศุกร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดกิจกรรมจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์ในชื่อ “โครงการส่งความสุขเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์” เพื่อส่งเสริมการตลาด สินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค โดยสินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ ได้ที่คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ เน้นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมกะดังงา ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องงอด ข้าวสังข์หยด

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์มีภารกิจในการส่งเสริมกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์การเกษตรผลิตและแปรรูปสินค้าการเกษตรชนิดต่างๆ พร้อมพัฒนากระบวนการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน รวมถึงจัดหาช่องทางการจำหน่ายสินค้า โดยได้รวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพและเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนและจังหวัดต่างๆ มาจัดเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์เพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี โดยปีที่ผ่านมามียอดขายถึง 2 ล้านบาท

สำหรับรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ จะนำสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพต่างๆ มาจัดวางและตกแต่งให้สวยงามด้วยผ้าขาวม้าหรือกระดาษสาลามี่ หรือตามวัสดุที่ลูกค้าต้องการ โดยราคากระเช้ามีหลายราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึง 3,000 บาทขึ้นไป มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าเลือกสินค้าที่ต้องการจะให้จัดกระเช้าได้ด้วยตัวเองโดยกรมได้จัดเตรียมห้องจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ อาคาร 3 ชั้น 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ และเปิดจำหน่ายทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น.

นอกจากนี้ ในปีนี้ทางกรมได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์ ผ่านระบบ E-Commerce เป็นปีแรก โดยร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์, บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเปิดจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ http://www.coop-mart.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เปิดพื้นที่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เปิดร้านค้าออนไลน์โดยการนำสินค้าต่างๆ มาโพสต์ขายผ่านเว็บไซต์นี้ได้

ยกระดับทำงานรับรอง‘GAP’ ดึงระบบOnlineลดความล่าช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311415

x

ยกระดับทำงานรับรอง‘GAP’ ดึงระบบOnlineลดความล่าช้า

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร ได้ร่วมกันพัฒนาการรับรองแหล่งผลิตพืชตามระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP พืช) โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้พัฒนาระบบ GAP Online เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปฏิบัติงาน เกษตรกรที่ต้องการขอรับการรับรอง GAP สามารถเข้ามายื่นคำขอ ณ สำนักงานเกษตรทั่วประเทศ แล้วกรมส่งเสริมการเกษตรจะทำการเพิ่มข้อมูลเกษตรกรเป้าหมายลงในระบบ แล้วดำเนินการจัดอบรมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร เพื่อเตรียมการเข้ารับการประเมินแปลงเบื้องต้น เมื่อกรมวิชาการเกษตรได้รับข้อมูลดังกล่าวผ่านระบบ จะสำรวจพื้นที่ตรวจแปลง และเมื่อมีการประเมินผลตามเงื่อนไขแล้วเสร็จ ก็จะแจ้งผลการประเมินในระบบ และกรมส่งเสริมการเกษตรสามารถนำผลดังกล่าวไปแจ้งต่อเกษตรกรว่าได้รับการรับรอง GAP หรือไม่ หากไม่ได้รับการรับรองเนื่องจากดำเนินการไม่ถูกหลักในข้อปฏิบัติใด จะได้ทำการแก้ไขในปีต่อไป ทั้งนี้ ทั้ง 2 หน่วยงาน สามารถเชื่อมโยงข้อมูลในระบบได้ทันที ลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน และความล่าช้าของเอกสาร นอกจากการพัฒนาระบบ GAP online แล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรยังได้พัฒนา ระบบ Organic Online เพื่อรองรับการทำงานในอนาคตต่อไป

“การทำให้เกษตรกรได้รับมาตรฐาน GAP จะเป็นแนวทางการทำการเกษตรที่จะส่งผลให้ผลผลิตของเกษตรกรมีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐาน ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกร และผู้บริโภค และการทำระบบ GAP Online มาเป็นเครื่องมือ จะทำให้การทำงานเกิดความสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติม

แตกใบอ่อน : ของขวัญปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311418

807934531

แตกใบอ่อน : ของขวัญปีใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คอลัมน์ “แตกใบอ่อน” ประจำสัปดาห์นี้ ทิ้งท้ายปีเก่า เตรียมต้อนรับปีใหม่ 2561 ขอถือโอกาสกราบอวยพรท่านผู้อ่านทุกท่านให้ประสบแต่ความสุข ความโชคดี คิดหวังสิ่งใดที่ดีๆ ก็ขอให้สมกับความมุ่งมาดปรารถนากันตลอดทั้งปีนะครับ

ไหนๆ ก็อยู่ในช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว จึงอยากใช้โอกาสนี้คุยแต่เรื่องดีๆ เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่การเริ่มต้นปีใหม่ เพราะนอกเหนือจากคำอวยพรที่เราจะมีให้แก่กันแล้ว ก็ยังมีเรื่องดีๆ ที่รัฐบาลได้เตรียมเอาไว้เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน

โดยแทบจะถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทุกปีจะต้องมีของขวัญจากหน่วยงานต่างๆ มามอบให้คนไทยอยู่เสมอ โดยในปีนี้ถ้าดูตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา ก็เห็นมีมากถึงกิจกรรมมากถึง 85 โครงการ ที่หน่วยงานต่างๆ นำมาเป็น “ของขวัญปีใหม่” มอบให้กับคนไทยทุกคน โดยที่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญสำหรับปีหนี้ ก็คงหนีไม่พ้นของขวัญที่ถูกเตรียมมามอบให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีดังนี้

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คืนดอกเบี้ย 30% ของดอกเบี้ยที่ชำระให้แก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐที่มีต้นเงินคงเป็นหนี้ ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ไม่เกิน 3 แสนบาท, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) คืนเงิน 1 พันบาท สำหรับลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระหนี้ดีย้อนหลัง 48 เดือน, ธอส.จัดสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อย บุคลากรภาครัฐและผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยให้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษต่ำสุดที่ 2.5% ต่อปี, สำนักงานธนานุเคราะห์ขยายเวลาลดอัตราดอกเบี้ยให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย, โครงการตลาดประชารัฐ พัฒนาตลาดใหม่และขยายพื้นที่ตลาดเดิมให้แก่เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ไม่มีสถานที่ค้าขาย, เพิ่มพลังปีใหม่ ซื้อสินค้าเกษตรไทยคุณภาพดีในราคาพิเศษ, ให้บริการขนส่งข้าวเพื่อช่วยชาวนา และขนส่งสินค้าเกษตร/เกษตรแปรรูปในอัตราพิเศษ

ขณะที่ในฝั่งของ กระทรวงเกษตรฯ เองก็มี “ของขวัญ” ที่เตรียมเอาไว้สำหรับมอบให้กับประชาชนและเกษตรกรโดยเฉพาะ ซึ่งมีกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม ประกอบด้วย

1.กิจกรรม “มอบของขวัญเกษตรกรไทย มีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง” โดยส่งมอบโครงการต่างๆ ให้กับเกษตรกร เช่น โครงการชลประทานขนาดเล็ก ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหม่ (ข้าว ประมง) โครงการโคบาลสร้างอาชีพ โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ/โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560-2561 โครงการปรับปรุงคุณภาพดิน โครงการก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน แจกปัจจัยการผลิต (ศูนย์หม่อนไหมฯ 21 ศูนย์)

2.กิจกรรม “เพิ่มพลังปีใหม่ ซื้อสินค้าเกษตรไทยคุณภาพดีในราคาพิเศษ” โดยนำสินค้าราคาถูกมาเปิดจำหน่ายให้ประชาชน รวม 23 แห่ง เช่น สินค้าปศุสัตว์ราคาถูก (ปศ.) ผลิตภัณฑ์จากยางพารา (กยท.) เทศกาลส่งความสุขด้วยผลไม้ไทย (อตก.) ตลาดสีเขียว (ผักอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้า OTOP) (อสค.) ตลาดเกษตรกร ตลาดนัดชาวดอย เทศกาลชิมชาและกาแฟ และวัฒนธรรมชนเผ่าดอยแม่สลอง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ (สวพส.) การจัดกระเช้า/ชุดของขวัญ จากสินค้าเกษตรปลอดภัย ได้มาตรฐาน และสินค้าประมง NON – IUU (กสส. มกอช.
อตก. อสป.) เป็นต้น

3.กิจกรรม “ปีใหม่เที่ยวทั่วไทยสุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” โดยเปิดสถานที่ของหน่วยงานในสังกัดให้ประชาชนเข้าชมในช่วงเทศกาลปีใหม่ 29 ธันวาคม 2560 – 2 มกราคม 2561 ดังนี้

– เปิดสถานที่หน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นจุดให้บริการประชาชนในช่วงปีใหม่ 342 จุด

– เปิดศูนย์ศึกษา ศูนย์เรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และให้ความรู้ด้านการเกษตร รวม 97 แห่ง เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ้องไคร้ฯ จ.เชียงใหม่, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ จ.สกลนคร, สถานีเรดาร์ฝนหลวง, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จ.ฉะเชิงเทรา, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จ.นราธิวาส, ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดิเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ จ.ราชบุรี, อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรทั่วประเทศ

– เปิดสถานที่ให้ประชาชนเข้าชมฟรี ไม่คิดค่าบริการ 11 แห่ง เช่น สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ, ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร, ฟาร์มโคนมไทย – เดนมาร์ค และพิพิธภัณฑ์กษัตริย์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

นี่แหละครับ เรื่องดีๆในช่วงต้นปีที่รัฐบาลมอบให้กับเราเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยประเดิมปีใหม่ 2561

ปีใหม่นี้ จึงขอให้มีความสุขกันทุกท่านครับ

มะลิลา

ขยายผลแปลงใหญ่‘สุโขทัย’ พัฒนาโคเนื้อ-โคขุนลดนำเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/311414

x

ขยายผลแปลงใหญ่‘สุโขทัย’ พัฒนาโคเนื้อ-โคขุนลดนำเข้า

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรที่ฟาร์มโคขุน ต.คลองกระจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นฟาร์มที่ดำเนินการตามแผนงานของกรมปศุสัตว์ ที่ขับเคลื่อนตามทิศทางการพัฒนาภาคเหนือ โดยจังหวัดสุโขทัยมีปริมาณการผลิตโคเนื้อมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ มีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประมาณ 35,000 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริม โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อที่ขึ้นทะเบียนกรมปศุสัตว์ ประมาณ 5,724 ครัวเรือน จำนวนโคเนื้อรวม 63,422 ตัว สามารถแยกการเลี้ยงเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ การเลี้ยงโคผลิตลูก หรือโคต้นน้ำ และการเลี้ยงโคขุน-โคมัน หรือโคกลางน้ำ ซึ่งโครงการส่งเสริมในจังหวัดสุโขทัย ได้แก่ โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโค โครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 2 โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้านโคเนื้อ ซึ่งทั้ง 3 โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเลี้ยง เพิ่มปริมาณการผลิตโคเนื้อในจังหวัด รวมทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโค เพื่อผลิตโคเนื้อที่มีสายพันธุ์และคุณภาพซากดี รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันด้านราคากับโคเนื้อจากต่างประเทศได้

ทั้งนี้ โอกาสการพัฒนาพบว่ายังมีความต้องการโคเนื้อ-โคขุน อีกมาก หากสามารถสร้างกลุ่มผู้เลี้ยงแม่โครุ่นเพศผู้สายพันธุ์ดี ป้อนให้กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุน เพื่อผลิตโคเนื้อที่มีคุณภาพซากดีเทียบเท่าเนื้อโคที่นำเข้าจากต่างประเทศ ลดปริมาณการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ จะทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคมีความมั่นคงในอาชีพ อีกทั้งการสร้างศูนย์ผลิตอาหารหยาบสำหรับเลี้ยงโค เพื่อผลิตอาหารหยาบคุณภาพดีมีปริมาณที่เพียงพอต่อการเลี้ยงโคตลอดปี จะสามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต สามารถแข่งขันกับโคจากต่างประเทศเทศได้ นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในการพัฒนาส่งเสริมการรวมกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ-โคขุน ปรับระบบการเลี้ยง ผลิตโคที่มีสายพันธุ์ดี คุณภาพซากดี เพื่อเพิ่มมูลค่า มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ รวมทั้งสร้างระบบการตลาด มีข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้า