สุดยอดนักทำอาหาร ‘UFS ปรุงชีวิตพิชิตฝัน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303338

สุดยอดนักทำอาหาร ‘UFS ปรุงชีวิตพิชิตฝัน’

สุดยอดนักทำอาหาร ‘UFS ปรุงชีวิตพิชิตฝัน’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ใครๆ ก็เปิดร้านอาหารได้ แต่การที่จะสร้างให้ร้านอาหารของเราเป็นร้านอาหารสุดเจ๋ง และทำรายได้ให้กับเจ้าของเป็นกอบเป็นกำ จนเป็นดาวเด่นในธุรกิจนี้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

นี่คือสิ่งที่ท้าทาย ยูนิลีเวอร์ ฟู้ด โซลูชั่นส์ (Unilever Food Solutions – UFS) กับความตั้งใจที่จะสานฝันให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดกลางและขนาดเล็ก ในการพัฒนาศักยภาพการจัดการของร้านอาหารในตัวเอง ที่ไม่เพียงแต่อาหารจะอร่อย แต่ต้องสามารถบริหารงานร้านค้าของตนเองให้ดีขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

จึงเป็นที่มาของโครงการ “UFS ปรุงชีวิตพิชิตฝัน” ที่รับสมัครและเฟ้นหาผู้ประกอบการร้านอาหาร จำนวน 10 ร้าน มาเป็น “นักปรุงพิชิตฝัน” เข้าเวิร์กช็อปอบรมคอร์สการทำธุรกิจร้านอาหาร และให้คำปรึกษาตัวต่อตัว จากกูรูด้านอาหารของ UFS อย่าง เชฟเคน-ชวลิต ยิ้มประเสริฐ เพื่อติดอาวุธให้แก่ผู้ประกอบการ ให้สามารถนำไปพัฒนางานครัว และร้านอาหารของตนให้โดดเด่น รวมทั้งคิดสร้างสรรค์เมนูใหม่และนำไปประชันในรอบสุดท้าย ซึ่งโจทย์คือ ไม่ใช่แค่ทำอาหารให้อร่อย แต่ต้องโชว์ความฝันที่แต่ละคนตั้งใจจะสานต่อให้เป็นความจริงไปพร้อมกันด้วย

และนี่คือ 2 นักปรุงพิชิตฝัน ผู้ผ่านโครงการ “UFS ปรุงชีวิตพิชิตฝัน” ที่พร้อมจะแบ่งปันความสำเร็จของพวกเขาให้เราได้รับรู้กัน

“ก๋วยเตี๋ยวไข่กรุงศรี ร้านอาหารดี สังคมรอบข้างจะดีตามไปด้วย” อาจจะสงสัยกันว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่งจะทำให้สังคมดีได้อย่างไร? รังสรรค์ ปรางวิเศษ เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวไข่กรุงศรี จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้ผ่านการขับเคี่ยวจากเวิร์กช็อป “UFS ปรุงชีวิตพิชิตฝัน” และเป็นผู้ชนะเลิศอันดับที่ 1 จากโครงการนี้มีคำตอบ

เขาบอกว่า จากเดิมร้านเองก็ขายดีระดับหนึ่ง แต่การมาอบรมกับทาง UFS ทำให้เข้าใจระบบการจัดการร้านอาหารได้ดีขึ้น“คอร์สอบรมนี้ ช่วยให้ผมมีความรู้เรื่องการจัดการสต๊อกสินค้า วัตถุดิบ เข้าใจเรื่องการจัดการต้นทุน งบประมาณ รวมไปถึงการได้สูตรแม่ซอสมาทำน้ำยำ ผมเลยลองคิดเมนูใหม่ที่ต่อยอดจากการไปอบรมขึ้นมา นั่นคือ ต้มยำไข่เต่าเจ้าพระยา และข้าวยำไก่แซ่บ”

ความตั้งใจของเขาคือ ทำให้ร้านของเขากลายเป็นร้านอาหารเอกลักษณ์ของอยุธยา เลยพยายามใช้วัตถุดิบอาหารในท้องถิ่น เช่น กุ้งแม่น้ำ หรือเห็ดตับเต่า ที่ใช้ในต้มยำไข่เต่าเจ้าพระยา ซึ่งนั่นหมายถึงการสร้างงานให้กับคนในท้องถิ่นอีกด้วย “ผมฝันมานานแล้วครับ อยากเห็นสังคมรอบข้างผมเป็นสังคมที่ดี เพราะผมมีบทเรียนจากการถูกขโมยรถมอเตอร์ไซค์ก่อนวันเปิดร้านหนึ่งวัน ทำให้ผมมาคิดกับตัวเองว่า ถ้าคนแถวนี้มีรายได้ เขาก็คงไม่มาขโมยของเราแบบนี้ นี่คือจุดเริ่มต้นความคิดที่ผมอยากทำให้สังคมรอบข้างผมดีขึ้น

ดังนั้น เริ่มต้นเลย ที่ร้านจะรับพนักงานที่เป็นคนละแวกนี้ เพราะเราคิดว่า ถ้าเราจัดการร้านอาหารของเราได้ดี เราก็จะมีลูกค้าเยอะ ผลที่ตามมาเราก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่เรา พนักงานก็จะมีรายได้คนที่หาวัตถุดิบต่างๆ ซึ่งก็เป็นคนท้องถิ่นอยุธยาเหมือนกัน พวกเขาก็มีรายได้มากขึ้น ทำให้มีชีวิตที่ดีตามไป อย่างคนหากุ้งแม่น้ำส่งที่ร้าน ตอนนี้มีรายได้ตกเดือนละ 40,000 บาทเลยทีเดียว ตัวผมเองหลังจากที่ผ่านโครงการ UFS ปรุงชีวิตพิชิตฝัน ก็นำเอาสิ่งที่ได้มาปรับปรุงกับร้าน ขณะเดียวกันร้านเองก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น ทำให้จากเดิมที่เคยมีรายได้เดือนละ 4-6 แสนบาทต่อเดือน รายได้ของร้านขยับมาเป็น 8 แสนต่อเดือน ซึ่งผมก็ตั้งเป้าให้ได้เยอะขึ้นกว่านี้อีก” และจากผลสำเร็จทางด้านรายได้ นั่นหมายถึงว่า รังสรรค์จะสามารถสร้างโอกาสเพื่อคนอื่นในชุมชนของเขาได้มากขึ้นอีก

“ชีวิตดีๆๆๆ กับเจ๊หนู โคตรอร่อย ใครที่ผ่านร้านขายอาหารตามสั่ง “เจ๊หนู โคตรอร่อย” แถวบางศรีเมือง นนทบุรี ก็คงจะพอรู้จักกับรสมือและอัธยาศัยของ เจ๊หนู-ดรุณี นาคะวะรังค์ ได้เป็นอย่างดี

สำหรับเจ๊หนูนั้น คืออีก 1 คน ที่ผ่านรอบคัดเลือกเข้าสู่การเป็น 10 นักปรุงพิชิตฝัน และคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2ในครั้งนี้มาได้ ซึ่งเธอบอกว่าโครงการนี้ให้อะไรกับเธอมาก

“จากที่ร้านขายดีอยู่แล้ว พอเราได้เข้าโครงการ UFS คนก็รู้จักเราเยอะขึ้น เขาคงเห็นเราจากเฟซบุ๊คหรือไม่ก็จากเว็บไซต์ ทำให้ลูกค้าหน้าใหม่มาร้านเราเยอะมาก จากการเข้าอบรมได้รู้เรื่องการจัดการ ได้เทคนิคการทำแม่ซอสมาสอนให้ลูกน้อง ทำให้เราสบายขึ้นเพราะเมื่อก่อนต้องมาคุมเองเพื่อให้รสชาติของแกงนิ่ง แต่ตอนนี้ลูกน้องทำแทนได้หมดแล้วเหมือนมีเจ๊หนูมายืนช่วยทำข้างๆ เอง (หัวเราะ)”

เจ๊หนูยอมรับว่า สิ่งที่ดีที่สุดจากการเข้าร่วมโครงการ UFS ปรุงชีวิตพิชิตฝันสำหรับเจ๊แล้ว คือ “การได้เคล็ดลับการทำอาหารให้อร่อยขึ้น” เพราะเจ๊เชื่อว่าถ้าอาหารอร่อย ลูกค้ามีความสุข เขาจะอยากมาทานอาหารที่ร้านเราเรื่อยๆ และน่าจะเป็นเช่นนั้น รสมือของร้านที่อัพเกรดจากการอบรมนี้ ทำให้ชีวิตของเจ๊หนูที่ดีๆ อยู่แล้วก็ดี ๆๆๆ (เพิ่มไม้ยมกให้อีกสองตัว) ขึ้นมาอีก จากเดิมที่เคยทำกับข้าว 30-40 อย่างต่อวัน ก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 60 อย่าง จากที่เคยขายได้วันละ 10,000 กว่าบาท ยอดขายที่ร้าน“เจ๊หนู โคตรอร่อย” ก็เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวมาเป็น 20,000 กว่าบาททีเดียว

นอกจากความรู้ที่มอบให้ผู้ประกอบการยังทำให้พวกเขาสามารถเพิ่มรายได้และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตลอดเวลา และนี่คือสิ่งประเมินค่าไม่ได้ที่โครงการ “UFS ปรุงชีวิตพิชิตฝัน” ได้ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่ง UFSไม่ได้หยุดเอาไว้เพียงเท่านี้ ยังคงมุ่งหน้าสร้างสรรค์กิจกรรมเวิร์กช็อป อบรม และสัมมนาให้ความรู้ในธุรกิจร้านอาหารอย่างสม่ำเสมอ สามารถติดตามและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Facebook มือโปรความอร่อยหรือ LINE @ufsthailand

ดรุณี นาคะวะรังค์ เจ้าของร้านขายอาหารตามสั่ง “เจ๊หนู โคตรอร่อย”

ดรุณี นาคะวะรังค์ เจ้าของร้านขายอาหารตามสั่ง “เจ๊หนู โคตรอร่อย”

ECHO ONE ART SPACE แกลเลอรี่เพื่อคนรักงานศิลปะสมัยใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303330

ECHO ONE ART SPACE  แกลเลอรี่เพื่อคนรักงานศิลปะสมัยใหม่

ECHO ONE ART SPACE แกลเลอรี่เพื่อคนรักงานศิลปะสมัยใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ECHO ONE ART SPACE (เอคโค่วัน อาร์ต สเปซ) แกลเลอรี่แสดงงานศิลปะใหม่ล่าสุดใจกลางกรุงเทพฯ ที่เกิดจากแรงบันดาลใจ
ของคนรักงานศิลปะของ 2 หนุ่มเพื่อนซี้ แพท–ประกาสิทธิ์ พรประภา และ ก้อง–กรุณ ซอโสตถิกุล ที่มีความชื่นชอบงานศิลปะเหมือนกัน มีเอกลักษณ์มีแนวคิดเฉพาะตัว เป็นทางเลือกใหม่สำหรับใครที่มีใจรักหรือชื่นชอบงานศิลปะจริงๆ ชูคอนเซ็ปต์ SAWASDEE SEXY ROBOT โดยศิลปินระดับตำนาน “HAJIME SORAYAMA” นำผลงาน Bearbrick & Rabbrick ที่ผ่านการสร้างสรรค์ในสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาให้คุณสัมผัสกันอย่างใกล้ชิด เพราะที่นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อให้คุณค้นหาความกล้า และเห็นความสามารถในตัว
ของคุณเองอย่างแท้จริง

แกลเลอรี่ ECHO ONE ART SPACE ถูกสร้างขึ้นมาจากความฝันและแรงบันดาลใจของสองหนุ่มเพื่อนรัก แพท-ประกาสิทธิ์ พรประภา และ ก้อง-กรุณ ซอโสตถิกุล ที่ต่างก็มีธุรกิจเป็นของตัวเองอยู่แล้ว และต่างก็มีความชื่นชอบในงานศิลปะมากเป็นพิเศษได้มีแนวความคิดร่วมกันในการเปิดแกลเลอรี่เพื่อคนรักงานศิลปะจริงๆ ที่มีการออกแบบแกลเลอรี่ให้ทันสมัยโปร่งสบายตามีความเป็นไลฟ์สไตล์ เปิดโอกาสให้บรรดาศิลปินสมัยใหม่ที่มีชื่อเสียง และมีผลงานเป็นที่ยอมรับในวงการงานศิลปะทั้งในประเทศ และต่างประเทศ นำผลงานมาแสดงในแกลเลอรี่ โดยผลงานได้ผ่านการรังสรรค์ที่ยอดเยี่ยมจากศิลปินต่างๆ มีความหลากหลายของงานศิลปะหมุนเวียนมาให้ชมกันตลอดเวลา ซึ่งทั้งสองท่านมีความตั้งใจที่จะสื่อให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาศิลปะอย่างยั่งยืน อีกทั้ง พื้นที่นี้ใช้แสดงงานศิลปะทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพถ่ายที่มีความพร้อมสมบูรณ์ที่สุดอีกแห่งหนึ่ง เดินทางสะดวกเพราะอยู่ใจกลางเมือง โดย ECHO ONE ART SPACE มีพื้นที่ให้ทุกคนแสดงผลงานที่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะสมัยใหม่ ศิลปะแบบร่วมสมัย หรือศิลปะสื่อผสม มาจัดแสดงอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์คนที่มีใจรักงานศิลปะทุกรูปแบบ โดยศิลปินคนแรกชาวญี่ปุ่น HAJIMA SORAYAMA [ฮาจิเมะ โซรายามา] ที่จะมาถ่ายทอดศิลปะที่สะท้อนถึงจินตนาการแห่งโลกอนาคต

ศิลปิน HAJIME SORAYAMA เกิดที่ทาคามัตสึ จังหวัดเอะฮิเมะ ประเทศญี่ปุ่น จบการศึกษาจากสถาบันวิจิตรศิลป์ในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นศิลปินที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางกับผลงานการออกแบบของเขา เช่น แนวคิดการออกแบบหุ่นยนต์ เพื่อความบันเทิง “AIBO” (1999) ของบริษัท SONY ที่อยู่ในคอลเลคชั่นถาวรของ MoMA (Museum of Modern Art พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ที่นิวยอร์ก) ตั้งแต่ปี 2001 การออกแบบหน้าปกอัลบั้ม “Just PushPlay” ของ Aerosmit ในปี 2001 และผลงาน “Dhyp. FUTURE MICKEY” (2003) ด้วยความร่วมมือกับ Disney และ TOMY และ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาผลงานของ “โซรายามา” ได้จัดแสดงในงานนิทรรศการต่างๆ อาทิ “Unorthodox” (Jewish Museum, New York,2015), “Desire” (โดย Larry Gagosian และ Jeffery Deitch ที่อาคารมัวร์ เมืองไมอามี่ ปี 2016) และ “The Universe and Art”(พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริ โตเกียว ปี 2016)และมีผลงานศิลปะที่โดดเด่นเกี่ยวกับพื้นผิวโลหะ และความสวยงามในรูปลักษณ์ของมนุษย์ในการเปิดตัวผลงานที่มีชื่อว่า “Sexy Robot” ในปี 1982

บรรยากาศงานเปิดตัวคึกคักเป็นพิเศษ ได้รับความสนใจจากแฟนคลับและแฟนพันธุ์แท้ ของศิลปิน HAJIME SORAYAMA ที่ได้นำงาน Bearbrick & Rabbrick มาสร้างกระแสจนประสบความสำเร็จในเมืองไทยเป็นครั้งแรก และทำเอาคนดังหลายคนควักกระเป๋าเงินซื้อภาพวาด, Bearbrick และของที่ระลึก อาทิ มาร์กี้-ราศรี บาเล็นซิเอก้า และ ป๊อก-ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์, วี-วีรภาพ สุภาพไพบูลย์, หมูตั้ง -ม.ล.อรรถดิศ ดิศกุล ฯลฯ

ECHO ONE ART SPACE ตั้งอยู่ชั้น 9 อาคารสยามกลการ ถนนพระราม 1 ตรงข้ามสนามกีฬาแห่งชาติ ปทุมวัน (BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ) เปิดบริการเอาใจคนรักงานศิลปะ (วันพุธ-วันอาทิตย์) ตั้งแต่เวลา 13.00-19.00 น. (หยุดวันจันทร์ และวันอังคาร) โดยผลงานของ HAJIMA SORAYAMA เปิดให้ชมถึง 31 ธันวาคมนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-2153507 และ www.echooneartspace.com

Oliv’ (โอลีฟ) คุณประโยชน์จาก ‘ใบมะกอก’ สู่สุดยอดผลิตภัณฑ์ความงามออร์แกนิก..

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303318

Oliv’ (โอลีฟ) คุณประโยชน์จาก ‘ใบมะกอก’  สู่สุดยอดผลิตภัณฑ์ความงามออร์แกนิก..

Oliv’ (โอลีฟ) คุณประโยชน์จาก ‘ใบมะกอก’ สู่สุดยอดผลิตภัณฑ์ความงามออร์แกนิก..

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จะดีแค่ไหน หากสามารถยืดเวลาให้ผิวสวยอยู่ กับเราได้นานขึ้น… Oliv’ (โอลีฟ)แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามออร์แกนิกชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศส ได้คิดค้นวิจัยเพื่อไขความลับอันน่าอัศจรรย์ของ “ใบมะกอก” ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ บำรุงผิวทรงประสิทธิภาพ

โดยใบมะกอกสกัด (Olive Leaf Extract) เป็นสมุนไพรธรรมชาติ ที่ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ซึ่งสารสกัดจากพืขนี้ไม่เพียงแค่ปลอดภัย แต่ยังเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วยใบมะกอกสกัดประกอบไปด้วยสารโอเล โรเปอิน อย่างน้อย 20% ซึ่งเป็นทั้งสารที่มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถต้านอนุมูลอิสระได้มากเกือบถึง 2 เท่าของสารสกัดจากชาเขียว และมากถึง 400 เท่า เมื่อเทียบกับวิตามินซี รวมถึงเป็นตัวกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

ด้วยประสิทธิภาพอันโดดเด่นและความเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกที่เชื่อถือได้ ทางร้าน All About Youร้านค้าจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความ งามออร์แกนิกจากทั่วโลก จึงได้คัดเลือกผลิตภัณฑ์ Oliv’ (โอลีฟ) มาจัดจำหน่ายในประเทศไทย ประกอบด้วย Oliv’ Moonlight Serum เซรั่มเข้มข้นที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และปกป้องการเปลี่ยนสีผิว ช่วยลดจุดด่างดำและเพิ่มความกระจ่างใส Oliv’ Moonlight Face Care ครีมบำรุงผิวที่ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสอย่างอ่อนโยน แก้ปัญหาจุดด่างดำอย่างได้ผล Oliv’ Radiance Face Mask ผลิตภัณฑ์มาส์กหน้า ช่วยดูดซับสารพิษเพื่อผิวสุขภาพดี กระจ่างใส

อีกหนึ่งความงามจากธรรมชาติ เพื่อความสวยแบบปลอดภัย และความงามที่ยั่งยืนของคุณ

ยุคนี้เลือกสวย-หล่อ ด้วยวิธีปรับรูปหน้าให้อินเทรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303321

ยุคนี้เลือกสวย-หล่อ ด้วยวิธีปรับรูปหน้าให้อินเทรนด์

ยุคนี้เลือกสวย-หล่อ ด้วยวิธีปรับรูปหน้าให้อินเทรนด์

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เทรนด์ที่มาแรงของของสมัยนี้คือ เทรนด์เรื่องหน้าตา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากไม่ว่าใครต่างก็ดูแลตัวเอง และอยากให้ตัวเองดูดีทั้งนั้น แน่นอนว่ารสนิยมของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน บางคนอยากดูคมเข้มแบบไทยๆ แต่บางคนอยากจะดูเหมือนฝรั่งตาน้ำข้าว หรือบางคนอยากจะดูเป็นคนเกาหลี แน่นอนว่าการปรับรูปหน้าให้อินเทรนด์ ไม่ว่าอยากจะเป็นสาย ฝ. (สายฝรั่ง) หรือ สาย ก. (สายเกาหลี) ตอนนี้เราสามารถเลือกทำได้อย่างใจต้องการ

หมอเกรซ-พญ.เสาวภาคย์ พงศ์ศศิธร จาก DoctorGrace Clinic กล่าวว่า เทรนด์และเทคนิคการทำหน้าแบบสาย ก.เกาหลี ซึ่งเทรนด์รูปหน้าแบบสายเกาหลีที่ดูโดดเด่นและนิยมกันคือ 1.ใบหน้าต้องเรียวเล็กได้รูป เห็นกรอบหน้าชัดๆ ซึ่งสามารถใช้โบท็อกซ์ฉีดลดบริเวณกรามพร้อมทั้งใช้การฉีดไหมลดไขมันบริเวณกรอบหน้าและเหนียงให้ชัดได้ 2.คางยาวสวยรับกับรูปหน้า เพื่อที่เวลาถ่ายรูปแล้ว จะดูเป๊ะแบบทุกมุม การใช้ฟิลเลอร์ปรับรูปคางให้สวยได้รูป ก็เป็นอีกวิธีที่นิยมกัน และ 3.การดูแลผิวพรรณ ให้ดูเนียนสวยใสแล้วนั้น ซึ่งนอกจากครีมบำรุงผิวแล้ว การฉีดเมโสโบท็อกซ์ เข้าที่ใบหน้า จะยิ่งช่วยให้ใบหน้าดูไร้รูขุมขม และดูมีออร่ามากยิ่งขึ้น

สำหรับสาย ฝ. หรือฝรั่งตาน้ำข้าว ดูดีเป็นแบบคนยุโรปนั้น การปรับรูปหน้าอาจไม่ได้เน้นให้ ใบหน้าเรียวเล็ก เห็นกรอบใบหน้าชัดแบบคนเกาหลี หมอเกรซแนะนำว่า 1.ใบหน้าไม่ต้องเรียวเล็ก เห็นกรอบหน้าชัด แต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องมีเหนียง หรือแก้มย้อยๆ ห้อยๆ การฉีดโบท็อกซ์ลดเหนียง ลดกราม จะช่วยให้ใบหน้าดูมีสัดส่วนมากขึ้น 2.ส่วนใหญ่คนยุโรป นั้น ดวงตามักจะดูเฉี่ยว หางตาดูยกขึ้น ซึ่งนอกจากการฉีดโบท็อกซ์ยกหางตาขึ้นแล้วนั้น การร้อยไหมก็ช่วยให้ใบหน้าของคุณดูดีขึ้นอีกด้วย 3.ริมฝีปาก ต้องอวบอิ่มสักเล็กน้อย เพราะเขาไม่ฮิตปากเล็กเป็นปากกระจับกัน การฉีดฟิลเลอร์ริมฝีปาก จะช่วยให้ดูเซ็กซี่แบบคนยุโรปได้แล้ว

“นอกจากเคล็ดลับการปรับรูปหน้าให้ดูเป็นคนยุโรป หรือคนเกาหลี ที่หมอได้กล่าวไปข้างต้นแล้วนั้น แน่นอนว่าการดูแลสุขภาพ การออกกำลังดูแลร่างกาย เป็นส่วนสำคัญ และการแต่งหน้านั้นสามารถช่วยได้มากเลยทีเดียว”

เปิดตลาดนัดร่วมสมัย พร้อมชิมอาหารจากแผ่นดิน ในงาน‘รอยัล โปรเจ็คต์ มาร์เก็ต แอท สยาม พารากอน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303367

เปิดตลาดนัดร่วมสมัย พร้อมชิมอาหารจากแผ่นดิน ในงาน‘รอยัล โปรเจ็คต์ มาร์เก็ต แอท สยาม พารากอน’

เปิดตลาดนัดร่วมสมัย พร้อมชิมอาหารจากแผ่นดิน ในงาน‘รอยัล โปรเจ็คต์ มาร์เก็ต แอท สยาม พารากอน’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชฎาทิพ จูตระกูล, ม.ร.ว.ภวรี สุชีวะ และ ดร.ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์

ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรไทยอันยิ่งใหญ่อย่างหาที่สุดมิได้นี้ มูลนิธิโครงการหลวงร่วมกับ ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดงาน “รอยัล โปรเจ็คต์ มาร์เก็ตแอท สยาม พารากอน” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “อาหารจากแผ่นดิน” งานจำหน่ายผลิตผลโครงการหลวงที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครในรูปแบบตลาดนัดร่วมสมัย พร้อมเมนูอาหารสุขภาพจากผลิตผลโครงการหลวง ที่รังสรรค์ขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ระหว่างวันที่ 23-30 พฤศจิกายน 2560 ทั้งนี้ ยังได้รับพระกรุณาจาก พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จมาทรงเปิดงาน ในที่ 23 พฤศจิกายน 2560 เวลา 14.30 น. ณ บริเวณฮอลล์ ออฟ เฟม และ พาร์ค พารากอน ชั้น เอ็ม ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ดร.ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายตลาด มูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า งาน “รอยัล โปรเจ็คต์ มาร์เก็ต แอท สยาม พารากอน” จัดขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าโครงการหลวง ด้วยการยกตลาดโครงการหลวงมาไว้ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเผยแพร่ผลงานของโครงการหลวงด้านการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภค โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “อาหารจากแผ่นดิน” ซึ่งกว่าจะเกิดเป็นอาชีพและรายได้ที่สร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรบนที่สูง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงทุ่มเทพระวรกายทรงงานอย่างหนัก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพืชผัก ผลไม้เขตหนาว และปศุสัตว์หลากชนิด เพื่อทดลองและวิจัยจนได้พันธุ์ที่ดีและเหมาะสม โดยเรื่องราวเหล่านี้จะถูกนำมาร้อยเรียงเป็นนิทรรศการ ด้วยเทคนิคแอนิเมชั่น “แมปปิ้ง” นำเสนอตั้งแต่จุดเริ่มต้นของมูลนิธิโครงการหลวง ตั้งแต่ยังเป็นภูเขาหัวโล้นที่เต็มไปด้วยฝิ่น จนกลายเป็นพื้นที่การเกษตรเขียวชอุ่มในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังได้รังสรรค์พื้นที่ขายผลิตผลและผลิตภัณฑ์โครงการหลวงในรูปแบบตลาดนัดร่วมสมัย เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์
คนรุ่นใหม่ที่มีความแตกต่าง ทันสมัย ทั้งยังนำผลิตผลผลิตภัณฑ์อาหารจากแผ่นดิน 9 ชนิด ได้แก่ พีช, มะเดื่อฝรั่ง, ถั่วแดงหลวง, สตรอเบอร์รี่,ข้าวกล้องดอย, รูบาร์บ, ชา, กาแฟ และปศุสัตว์ มารังสรรค์ขึ้นเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ ทั้งอาหารคาวและหวานมาจำหน่ายภายในงานโดยเฉพาะ อาทิ ข้าวเกรียบอ่อนไส้ปลาเทราต์, ข้าวเกรียบอ่อนไส้ถั่วแดงหลวง, ส้มตำข้าวเกรียบหลวง, ยำขนมจีนปลาเทราต์น้ำพริกลีซู, สลัดผักย่าง, เค้กข้าว,น้ำผักอินทรีย์ปั่น ฯลฯ ซึ่งเป็นอาหารที่เรียกว่า “พรีเมียมฟู้ด” ที่ให้ความสำคัญทั้งเรื่องโภชนาการและความสด สะอาด ปราศจากสารเคมี

ด้าน ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า ศูนย์การค้าสยามพารากอน
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสมอมา เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งาน ซึ่งจะช่วยเผยแพร่พระราชกรณียกิจที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และยังเป็นงานที่ให้ประโยชน์ทั้งผู้บริโภค และเกษตรกรชาวดอย เพราะรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ ภายในงานนี้ จะคืนกลับไปสู่เกษตรกรชาวดอย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยปีนี้ได้จัดงานในรูปแบบที่ไม่ซ้ำใครโดยการออกแบบและตกแต่งพื้นที่พาร์ค พารากอน ให้กลายเป็นตลาดนัดร่วมสมัย ที่มีทั้งความเก๋ และให้กลิ่นอายของบรรยากาศบนดอย รวมไปถึงการจัดนิทรรศการ ซึ่งจะจัดในบริเวณฮอลล์ ออฟ เฟม ของสยามพารากอน

ภายในนิทรรศการจะได้ชมพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร กับผลิตผลอาหารจากแผ่นดิน 9 อย่าง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปยังโครงการหลวงที่ต่างๆ ที่นำเทคโนโลยีทันสมัยอย่างแมปปิ้ง มาถ่ายทอดเรื่องราวของมูลนิธิโครงการหลวง ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน และเพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสบรรยากาศบนดอย ทำความรู้จักกับมูลนิธิโครงการหลวง และผลิตผลผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากยอดดอย โดยเฉพาะผลิตผลไฮไลท์ในคอนเซ็ปต์ “อาหารจากแผ่นดิน” รวมถึงการรังสรรค์เมนูอาหารสุดพิเศษที่มีทั้งอาหารคาวและหวาน จึงได้จัดทำหนังสือ “Food for Health อาหารจากแผ่นดิน” ที่ตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อจำหน่ายภายในงานนี้อีกด้วย

ม.ล.อรดิศ สนิทวงศ์ และ เกล็ดดาว พานิชสมัย

ม.ล.อรดิศ สนิทวงศ์ และ เกล็ดดาว พานิชสมัย
ถั่วแดงหลวง 1 ในอาหารจากแผ่นดิน

ถั่วแดงหลวง 1 ในอาหารจากแผ่นดิน
มะเดื่อฝรั่ง 1 ในอาหารจากแผ่นดิน

มะเดื่อฝรั่ง 1 ในอาหารจากแผ่นดิน
ข้าวกล้องดอย 1 ในอาหารจากแผ่นดิน

ข้าวกล้องดอย 1 ในอาหารจากแผ่นดิน
รูบาร์บ 1 ในอาหารจากแผ่นดิน

รูบาร์บ 1 ในอาหารจากแผ่นดิน
เมนูเพื่อสุขภาพทั้งอาหารคาวและหวาน

เมนูเพื่อสุขภาพทั้งอาหารคาวและหวาน

ยูนิโคล่เสริมทักษะชีวิตน้องผู้ด้อยโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303335

ยูนิโคล่เสริมทักษะชีวิตน้องผู้ด้อยโอกาส

ยูนิโคล่เสริมทักษะชีวิตน้องผู้ด้อยโอกาส

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ยูนิโคล่ สานต่อปรัชญา “ทำให้โลกน่าอยู่ยิ่งขึ้น” ชวนน้องผู้ด้อยโอกาสเสริมทักษะคุณภาพชีวิต ผ่านโครงการ “In-store Shopping Experience” ครั้งที่ 6

ยูนิโคล่ ผู้นำตลาดเสื้อผ้าและแฟชั่นระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานยูนิโคล่จิตอาสาจัดกิจกรรม “In-store ShoppingExperience” อย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 6 โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาทักษะ ประสบการณ์ รวมถึงคุณภาพชีวิตของเยาวชน ผู้บกพร่องทางกายและสติปัญญา เพื่อตอกย้ำแนวทางการรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืนด้วยปรัชญา “ทำให้โลกน่าอยู่ยิ่งขึ้น” ที่ร้านยูนิโคล่ สาขา เอ็มควอเทียร์

ด้วยหลักขององค์กรที่เรียกว่า FR Way (Fast Retailing Way) และความมุ่งมั่นในการรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืนด้วยปรัชญา “ทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น” ยูนิโคล่ จึงมีความพร้อมที่จะให้โอกาสและความช่วยเหลือกับทุกๆ คน รวมถึงน้องๆ ผู้ด้อยโอกาสในกิจกรรม “In-store ShoppingExperience” โดยได้ความร่วมมือจากผู้บริหารและพนักงานยูนิโคล่ที่จิตอาสาที่ร้านยูนิโคล่ สาขาเอ็มควอเทียร์ ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการได้ตระหนักถึงคุณค่าและพัฒนาความสามารถของตัวเองผ่านทางกิจกรรมต่างๆ เช่น การสื่อสาร การแก้ปัญหา การสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่นในสังคม เพื่อที่จะเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต พร้อมนำทักษะไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวในอนาคต

มร.เซอิเคน ชิโนะ ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงกิจกรรม In-store Shopping Experience ว่า “การรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน คือสิ่งที่ยูนิโคล่ให้ความสำคัญอยู่เสมอ พวกเรามีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในความสามารถและพลังของคนทุกเพศทุกวัยรวมถึงผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและทางกายที่มาเข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ยูนิโคล่เชื่อว่าน้องๆ เหล่านี้ล้วนมีศักยภาพที่จะพัฒนาตัวเอง หากได้รับการดูแลและให้ความช่วยเหลืออย่างถูกต้อง จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า น้องๆ ทุกคนจะได้รับการเสริมทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในสังคมจากพี่ๆ พนักงานยูนิโคล่จิตอาสา เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต การทำงาน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยในภายภาคหน้าต่อไป”

แพทย์รามาฯ ชี้สาวออฟฟิศเสี่ยงเป็นโรคชํ้ารั่ว โรคใกล้ตัวกวนใจที่รักษาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303323

แพทย์รามาฯ ชี้สาวออฟฟิศเสี่ยงเป็นโรคชํ้ารั่ว  โรคใกล้ตัวกวนใจที่รักษาได้

แพทย์รามาฯ ชี้สาวออฟฟิศเสี่ยงเป็นโรคชํ้ารั่ว โรคใกล้ตัวกวนใจที่รักษาได้

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดีเตือนสาวออฟฟิศ เสี่ยงเป็นโรคภาวะโรคปัสสาวะบีบตัวไวเกินหรือโรคช้ำรั่ว Overactive Bladder (OAB) พบมากขึ้นถึงกว่า 21.3% ด้วยไลฟ์สไตล์การทำงานที่เปลี่ยนไปมีความเร่งด่วน การจราจรที่ติดขัด ทำให้ไม่มีเวลาที่จะเข้าห้องน้ำ หรือต้องอั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน มีอาการปัสสาวะเล็ด หรือการที่มีปัสสาวะรั่วไหลโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงและเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนได้ จึงได้จัดงาน Check in OAB ชีวิตดี เมื่อโอเอบีรักษาได้ เจาะลึก รู้จริง เข้าใจเรื่องโรค OAB ในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13.00-16.30 น. ณ บริเวณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 7 เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ศ.นพ.วชิร คชการ หัวหน้าสาขาวิชาศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบภาวะโรคปัสสาวะบีบตัวไวเกิน Overactive Bladder (OAB) หรือที่เรียกว่าโรคช้ำรั่ว เป็นอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แบบปัจจุบันทันด่วนเพิ่มมากขึ้นถึง 21.3% โดยส่วนใหญ่จะพบโรคนี้กับผู้สูงอายุที่มากขึ้น มากกว่าร้อยละ 30 ของผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และสตรีเคยมีประวัติคลอดบุตรหลายคน แต่ปัจจุบันพบในผู้หญิงวัยทำงานอายุ 30-40 ปี เพิ่มมากขึ้น ด้วยไลฟ์สไตล์ และยุคสมัยที่เปลี่ยนไป มีการทำงานต่อเนื่องกันหลายชั่วโมงไหนจะออกนอกสถานที่ ไหนจะต้องเผชิญกับภาวะรถติดบ้าง ไม่มีเวลาที่จะเข้าห้องน้ำ หรือต้องอั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน อาจประสบปัญหาเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินปัสสาวะมีอาการปัสสาวะเล็ด หรือการที่มีปัสสาวะรั่วไหลโดยไม่ได้ตั้งใจ

สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะที่มีส่วนในการควบคุมการปัสสาวะ เช่น กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ระบบหูรูด กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกราน ระบบประสาทที่ควบคุมการกลั้นและขับปัสสาวะ รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงบางอย่าง เช่น การดื่มน้ำน้อย กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานทำให้กระเพาะปัสสาวะเกิดการบีบตัวผิดปกติ จนกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ นอกจากนั้นคนที่เคยผ่าตัดมดลูกมาก่อนอาจมีการเสื่อมของหูรูด และการหย่อนยานของผนังช่องคลอด รวมทั้งบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะ ทำให้บริเวณคอกระเพาะปัสสาวะปิดไม่สนิทจึงเกิดอาการปัสสาวะรั่วออกมา และในวัยสูงอายุ และประจำเดือนหมดแล้วฮอร์โมนเพศหญิงจะลดลง ทำให้เยื่อบุในท่อปัสสาวะขาดความยืดหยุ่นระบบการปิดกั้นของท่อปัสสาวะลดลง ทำให้ปัสสาวะรั่วซึมได้เช่นกัน และรวมถึง การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ พบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ปัญหาของโรคนี้คือ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าตนเองเป็น เพราะมักจะเข้าใจผิดไปเองว่า อาการปัสสาวะบ่อยนั้นเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงไม่ไปตรวจที่โรงพยาบาล ทำให้อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้เป็นปัญหาในการเข้าสังคม หรือเป็นปัญหาทางสุขภาพและอนามัย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นช้ำรั่วหรือไม่

วิธีสังเกตอาการที่เสี่ยงต่อภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

1.อาการปวดราด คือปวดปัสสาวะรุนแรงจนเล็ดราดออกมา ไม่สามารถรอไปเข้าห้องน้ำได้ทัน ลักษณะสำคัญของโรคนี้คือ จะรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยมากกว่า8 ครั้งขึ้นไปต่อวัน

2. ปัสสาวะเล็ดจากการไอ จาม หรือหัวเราะ อาการลักษณะนี้มักพบในผู้หญิงที่เริ่มมีอายุมากขึ้น น้ำหนักตัวมาก เคยมีประวัติคลอดบุตรหลายคนไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีธรรมชาติ หรือผ่าตัด เคยมีการผ่าตัดบริเวณรอบท่อปัสสาวะ หรือเคยรับการฉายรังสีรักษาบริเวณนั้นมาก่อน

3. ปัสสาวะราด คือเมื่อปวด ปัสสาวะก็ไหลออกมาเลย โดยไม่สามารถกลั้นได้

โรคช้ำรั่ว ไม่ใช่โรคร้ายที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แต่จะทำให้ผู้ป่วยเกิดความรำคาญ มีผลต่อสุขภาพจิต และการดำเนินชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียความมั่นใจที่จะเข้าสังคม ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่แย่ลงได้

อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถรักษาให้หาย หรือทำให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้ซึ่งการรักษามีหลายวิธี ทั้งการกินยา การใช้ฮอร์โมนทดแทน การฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยการขมิบช่องคลอด หรือแม้แต่การผ่าตัด นอกจากนี้ผู้ป่วยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมด้วย เช่น การลดน้ำหนัก อย่าให้ท้องผูก งดสูบบุหรี่ งดดื่มกาแฟ โซดา น้ำอัดลม เนื่องจากมีสารกระตุ้นให้เกิดการขับถ่ายบ่อยนอกจากนี้การสวมใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับผู้ใหญ่ก็จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

ศ.นพ.วชิร กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางโรงพยาบาลรามาธิบดีจึงได้จัดงานเสวนา Check in OAB ชีวิตดี เมื่อโอเอบีรักษาได้ เจาะลึก รู้จริง เข้าใจเรื่องโรค OAB โดยมีนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลรามาธิบดีมาให้ความรู้ และ Check List กลุ่มเสี่ยงที่จะมีโอกาสเป็น และเปิดประสบการณ์ตรงเตรียมพร้อมรับมือกับ OAB จากดารารับเชิญสุดพิเศษ ตุ๊ก-ดวงตา ตุงคะมณี และ คัดกิ่งรักส์ คิคคิคสะระณัง (เมจิ) พร้อมพบกับกิจกรรมดนตรี “สุขาอยู่หนใด” จากศิลปิน เบล-สุพล ในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13.00-16.30 น. ณ บริเวณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 7 เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สนใจติดต่อสำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันนี้-18 พฤศจิกายน 2560 โทร.083-2911188 ระหว่างเวลา 10.00-18.00 น. หรือลงทะเบียนผ่านอี-เมล์ OABThai@gmail.com หรือ https://goo.gl/hxEtGB

แพทย์จีนแนะวิธีผสมผสาน ต้านมะเร็งให้อยู่หมัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303319

แพทย์จีนแนะวิธีผสมผสาน ต้านมะเร็งให้อยู่หมัด

แพทย์จีนแนะวิธีผสมผสาน ต้านมะเร็งให้อยู่หมัด

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปัจจุบันประเทศไทย โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ อุบัติเหตุและโรคหัวใจ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อากาศ รวมถึงปัจจัยภายในความผิดปกติทางพันธุกรรม ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันและภาวะทุพโภชนาการ เป็นต้น

ดังนั้นเพื่อสร้างความเข้าใจ และการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ถูกต้อง ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็งจึงได้จัดงานเสวนา “นวัตกรรมผสมผสาน ต้านมะเร็งให้อยู่หมัด” ขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้ ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี กรุงเทพฯ โดยมีผู้เชี่ยวชาญรักษามะเร็งจากจีน ศาสตราจารย์ หวัง เจิ้น กั๋ว จาก ศูนย์วิจัยมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งเจิ้นกั๋ว ปักกิ่ง ที่ได้รับรางวัลระดับชาติและนานาชาติ 6 รางวัล จากผลงานคิดค้นยาจีนรักษามะเร็ง ประสบการณ์รักษามะเร็งกว่า 30 ปีร่วมเสวนา

ศาสตราจารย์ หวัง เจิ้น กั๋ว กล่าวว่า ปัจจุบันมีทั้ง ปัญหามลภาวะทางสิ่งแวดล้อม ปัญหาติดเชื้อตับอักเสบ ปัญหาการอักเสบของร่างกาย ปัจจัยภายนอกรอบกายมากมาย ทำให้คนเป็นมะเร็งมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งเป็นมะเร็งกันตั้งแต่อายุยังน้อย แค่ในจีนประเทศเดียว ทุก 1 นาที มีคนเป็นมะเร็ง 6 คน ต้องทราบก่อนว่า เราทุกคนมีโอกาสเป็นมะเร็งได้ จึงต้องป้องกันมะเร็งดีกว่ารอเป็นแล้วรักษา ในทฤษฎีแพทย์แผนจีนกล่าวถึง การขับร้อนถอนพิษ การเพิ่มภูมิคุ้มกัน สามารถช่วยป้องกันกระบวนการพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็ง แพทย์แผนจีนใช้ทั้งยาจีน ดูแลอาหารเครื่องดื่ม ปรับเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิต เพื่อลดอัตราการเกิดมะเร็ง เนื่องจากเรามองว่ามะเร็งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มกิน สภาพแวดล้อมอย่างชัดเจน เราต้องให้ความใส่ใจ หากเรามีภาวะอักเสบ ไม่ว่าจะเป็น กระเพาะอาหาร หลอดอาหาร ตับ หรือเนื้องอกธรรมดา ต้องเร่งดูแลรักษาเพื่อป้องกันการกลายเป็นมะเร็ง โดยเราใช้ทั้งยาจีน และตัวผู้ป่วยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมวิถีชีวิต

การจะอยู่อย่างสงบกับมะเร็งได้นั้น อาจต้องผสมผสานการดูแลรักษาหลายวิธีร่วมกัน ด้วยการใช้ภูมิคุ้มกันสู้โรค อย่าทอดทิ้งการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน และต้องรู้จักการผสมผสานวิธีการรักษาอย่างถูกต้อง รู้ว่ายาตัวใดมีฤทธิ์ต้านหรือเสริมกัน

การรักษามะเร็งแบบผสมผสานนั้น คุณหมอบอกว่า การรักษามะเร็งในระดับนานาชาติ ปัจจุบันล้วนมีแนวโน้มด้านการแพทย์แบบผสมผสาน โดยการรักษาที่ใช้อยู่ ได้แก่ ผ่าตัด ฉายรังสี เคมีบำบัด ยาจีน การจี้เย็น (Cryotherapy) การทำลายก้อนมะเร็งด้วยความร้อน (Thermal Ablation) ยังมีภูมิคุ้มกันบำบัด (Biotherapy) โดยการใช้ผสมผสานกันจึงได้ประสิทธิผลดี

ในประเทศจีน แต่ละปีโรงพยาบาลของผมดูคนไข้ราว 1 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะกลาง ถึงระยะสุดท้าย เมื่อผ่านการรักษาแบบผสมผสาน มีผลทำให้ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 80 มีชีวิตยืนยาวขึ้น ก้อนมะเร็งหดเล็กลง ซึ่งหากใช้ยาจีนเพียงอย่างเดียวอาจไม่ดีเท่า เรายังได้มีการศึกษาโดยนำยาจีน เคมีบำบัด ฉายรังสี ใช้ควบคู่กัน พบว่าประสิทธิผลการรักษาเพิ่มขึ้น 20% ดังนั้น ผู้ป่วยควรใช้การรักษาแบบผสมผสาน รวมทั้งต้องดูแลด้านโภชนาการ จิตใจ ใช้ดนตรีบำบัด ชี่กง อย่างนี้จะช่วยการฟื้นฟู สร้างความแข็งแรง และต้านมะเร็งได้ดีขึ้น

ในส่วนยาต้านมะเร็งของคุณหมอนั้น จะเน้นสมุนไพร เนื่องจากบ้านเกิดผมอยู่เมืองทงฮว่า มณฑลจี๋หลิน ที่นั่นมีเทือกเขาฉางไป๋ซานซึ่งเป็นแหล่งสมุนไพร ผมมีความสนใจด้านนี้ รู้ว่ามีสมุนไพรจีนหลายชนิด อาทิ โสมคน หวงฉี หนี่เจินจื่อ ไป๋ฮวาเสอเสอเฉ่า มีประโยชน์ในการต้านมะเร็ง ผมเริ่มต้นเก็บรวบรวมพืชสมุนไพรกว่า 1,200 ชนิด ทดลองผสมเป็นตำรับยาไปราว 23 ตำรับ จนในที่สุดได้เป็นตำรับยาจีน และขึ้นทะเบียนยาในจีน ในปี 1988

นอกจากยาแล้ว เรื่องของโภชนาการผู้ป่วยมะเร็งสไตล์แพทย์จีน เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คุณหมอแนะว่าสำหรับผู้ป่วยมะเร็งอาหารเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ป่วยบางคนกังวลว่าหากไม่ทานเนื้อสัตว์ร่างกายจะอ่อนแอ แต่หากจะกินก็กลัวผลของมัน สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่สำคัญ ต้องงดเนื้อปูเพราะเนื้อปูมักกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ซึ่งมะเร็งชอบการอักเสบอยู่แล้ว ผู้ป่วยไม่ดื่มน้ำเย็นหรือเครื่องดื่มเย็น ปลา กุ้ง ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ สามารถทานได้ แต่แนะนำให้เติมน้ำส้มสายชูหมัก (จากข้าว) รวมทั้งเวลารับประทานผักกลัวมีสารพิษตกค้าง ไม่ว่าจะใช้ผักประกอบอาหารกับเนื้อสัตว์ใดๆ ให้นำมาลวกผ่านน้ำร้อนก่อน จากนั้นประกอบอาหารตามปกติ ตอนปรุงให้เติมกระเทียม น้ำส้มสายชูหมัก จะช่วยลดพิษ ไม่มีผลกระทบต่อร่างกาย ควรรับประทานผักมากๆ กินเนื้อสัตว์น้อยแต่ไม่ใช่ไม่รับประทานเลย อาจเน้นเนื้อปลาเป็นหลัก แต่ละวันอาหาร 3 มื้อ อาจมีมื้อหนึ่งที่รับประทานเนื้อสัตว์

ในตอนท้าย คุณหมอยังให้เคล็ดลับแก้ไขปัญหาสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็ง ว่า ขอแนะนำสูตรที่ผมใช้เพื่อแก้ไขปัญหาของผู้ป่วยที่พบบ่อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารเครื่องดื่ม ทำง่าย ใช้ง่าย

– หากหลังผู้ป่วยรู้สึกปากคอแห้ง กระหายน้ำ ให้ใช้ถั่วเขียว ไป่เหอ หล่อฮั่งก้วย ต้มน้ำดื่ม หรือต้มจืดมะระกับกระดูกหมู

– เพื่อบำรุงชี่ บำรุงเลือด บำรุงร่างกาย อาจรับประทาน โจ๊กพุทราจีน ถั่วแดง ลูกเดือย, มะระผัดตับหมู, เห็ดหอมต้มกระดูกหมู

– ผู้ป่วยมะเร็งควรหมั่นรับประทาน เห็ดหอมเห็ดหูหนูดำ กระเทียม พุทราจีน ลูกเดือย เต้าหู้ มันเทศ ถั่วแดง ถั่วต่างๆ สมุนไพรซานย่าว ไป่เหอ โดยรับประทานสลับกันไป และสามารถใส่ในการประกอบอาหาร

กษ.ลุยติดตามความก้าวหน้า สหกรณ์สวนยาง‘ห้วยทราย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312021

x

กษ.ลุยติดตามความก้าวหน้า สหกรณ์สวนยาง‘ห้วยทราย’

วันพุธ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่พบเกษตรกรและมอบนโยบาย พร้อมติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานสหกรณ์กองทุนสวนยาง บ้านห้วยทราย จำกัด ต.นายูง อ.นายูง จ.อุดรธานี ซึ่ง จ.อุดรธานี มีพื้นที่ปลูกยางทั้งหมด 614,153 ไร่

สำหรับสหกรณ์กองทุนสวนยาง บ้านห้วยทราย จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี 2556 และเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2560 อยู่ระหว่างการจัดทำฐานข้อมูลปี 2561 มีแผนขับเคลื่อนโครงการ โดยจัดอบรมสมาชิกกำหนดเป้าหมายพัฒนาทั้งด้านการผลิต ลดต้นทุนและการตลาด รวมถึงการเข้าถึงสินเชื่อต้นทุนต่ำโครงการพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 4.0 สำหรับทุนที่ใช้ในการดำเนินการประมาณ 3 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.ได้รับการสนับสนุนเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ขนาดเล็ก จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 1.75 ล้านบาท แบ่งเป็น ใช้สำหรับเป็นทุนในการรวบรวมผลผลิตยางก้อนถ้วย 1 ล้านบาท และใช้สำหรับให้สมาชิกกู้ยืมในการประกอบอาชีพ 7.5 แสนบาท และ 2. ใช้เป็นทุนจากภายของสหกรณ์ 3 แสนบาท

นอกจากนี้สหกรณ์ ยังมีจุดแข็ง คือ สมาชิกพร้อมใจจะทำยางก้อนถ้วย ทำให้ได้ยางที่มีเปอร์เซ็นยางสูง รวมทั้งมีส่วนร่วมในการตัดสินใจการบริหารสหกรณ์ร่วมกับคณะกรรมการ ตลอดจนพร้อมใจเปลี่ยนมาใช้กรดฟอร์ลิกแทนกรดซัลฟิวลิกทุกราย อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือ สหกรณ์ไม่มีเครื่องเครปยาง (เครื่องรีดยาง) เป็นของตัวเอง ทำให้มีต้นทุนสูงในการผลิตยางเครปส่งโรงงาน อีกทั้ง ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง เนื่องจากเป็นสหกรณ์ขนาดเล็ก

เพิ่มโควตาวันทำการประมง เกษตรมอบของขวัญปีใหม่บรรเทาความเดือดร้อนเรือพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/312024

x

เพิ่มโควตาวันทำการประมง เกษตรมอบของขวัญปีใหม่บรรเทาความเดือดร้อนเรือพาณิชย์

วันพุธ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ขอให้กรมประมงจัดสรรเพิ่มวันทำการประมง เนื่องจากขณะนี้ชาวประมงพาณิชย์บางส่วนมีการใช้วันทำการประมงที่ได้รับอนุญาตในรอบปีการประมง 2560 จนใกล้หมด ขณะที่ยังเหลือระยะเวลาอีก 3 เดือนกว่า จะสิ้นสุดปีการทำประมง ส่งผลให้ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากขาดรายได้

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมอบหมายให้ กรมประมง พิจารณาแนวทางในการจัดสรรเพิ่มวันทำการประมงอย่างเหมาะสมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือชาวประมงเป็นการชั่วคราว ภายในรอบระยะเวลาที่เหลืออยู่ของปีการทำประมง 2560 คือตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2561 เพื่อเพิ่มวันทำการประมงให้แก่ชาวประมงที่มีรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่มีวันทำประมงไม่เพียงพอ โดยมีแนวทางในการจัดสรร ดังนี้

1.ฝั่งอ่าวไทย เรือประมงอวนล้อม เรือประมงจับปลากะตัก สามารถทำการประมงได้ จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 ส่วนเรืออวนลากจะได้รับวันทำการประมงเพิ่มจากที่มีอยู่แล้วอีกลำละ 42 วัน เช่น ถ้ามีวันทำประมงเหลืออยู่ 10 จะได้รับวันทำประมงเพิ่มเป็น 52 วัน ขณะที่เรือที่หมดวันทำการประมงแล้วจะได้วันทำการประมง 42 วัน เป็นต้น 2. ฝั่งอันดามัน เรือทั้งหมดสามารถออกทำการประมงได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561

ดร.อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวเสริมว่า แนวทางในการเพิ่มวันทำการประมงนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว ซึ่งจะใช้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 เท่านั้น ดังนั้น จึงขอความร่วมมือจากชาวประมง ในการร่วมกันบริหารจัดการวันทำการประมงโดยปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับแนวทางการช่วยเหลือชาวประมงในครั้งนี้นั้น ถือเป็นการมอบของขวัญให้แก่ชาวประมงในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการประกอบอาชีพ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถช่วยให้ชาวประมงที่มีวันทำการประมงเหลือน้อยสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความสมดุลและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป