ปั้น‘Smart Farmer’ยางพารา ระดมสมองติวเข้มยกระดับชีวิตเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317070

x

ปั้น‘Smart Farmer’ยางพารา ระดมสมองติวเข้มยกระดับชีวิตเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. พร้อมเดินหน้าโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง (SMART FARMER) เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น โดยมีการจัดสัมมนาสร้างความเข้าใจผู้บริหาร-พนักงาน กยท. เพื่อช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยาง จากการทำเกษตรสู่การแปรรูปผลผลิตยางในเชิงอุตสาหกรรมเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานระดับสากล

“เกษตรกรชาวสวนยาง มีส่วนสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรมยางและการประกอบธุรกิจ ดังนั้น เกษตรกรจะต้องมีความรู้และสามารถปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของการเกษตรยุคใหม่ ด้วยการเชื่อมโยงการเกษตรเข้ากับการแปรรูปเชิงอุตสาหกรรม เพื่อประกอบธุรกิจการค้า เกิดเป็นห่วงโซ่คุณค่าการผลิตทางการเกษตร” นายธีรวัฒน์ กล่าว

นายอภิเดช เชาวลิต ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร กล่าวว่า สำหรับหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการคัดกรองคุณสมบัติของเกษตรกรชาวสวนยาง SMART FARMER จะต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานทั้ง 6 ข้อ คือ 1.มีความรู้ในเรื่องการทำสวนยางพารา 2.มีข้อมูลด้านยางพาราประกอบการตัดสินใจ เข้าถึงแหล่งข้อมูลทั้งจากเจ้าหน้าที่หรือผ่านทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอื่นๆ เพื่อนำมาบริหารจัดการแก้ไขปัญหาและพัฒนาอาชีพของตนเองได้ 3.มีการบริหารจัดการผลผลิตและการตลาด เช่น สามารถบริหารจัดการ ด้านปัจจัยการผลิต หรือเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดเพื่อให้ขายผลผลิต หรือจัดการของเหลือจากการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Zero waste management) 4.มีความตระหนักถึงคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยของผู้ใช้ยางพารา มีความรู้ ความเข้าใจหรือได้รับการอบรมกระบวนการผลิตเกี่ยวกับมาตรฐาน GAP/GMP หรือมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 5.มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม/สังคม มีกระบวนการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม (Green Economy) รวมถึงมีกิจกรรมช่วยเหลือชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง 6.มีความภูมิใจในความเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง มุ่งมั่น ความสุข ความพึงพอใจในการประกอบอาชีพ รักและหวงแหนพื้นที่และอาชีพชาวสวนยางไว้ให้รุ่นต่อไป

เกษตรบูรณาการ : ปรับแผนใหม่ เพื่อความอยู่รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317073

251598

เกษตรบูรณาการ : ปรับแผนใหม่ เพื่อความอยู่รอด

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากทำงานแบบงึกๆงักๆ ไม่คึกไม่คักมากว่า 2 เดือนเศษ  ซึ่งว่ากันว่า เป็นไปตามแผนที่ตั้งใจเอาไว้ เพราะตามแผน  รมต.เกษตรฯ ของรัฐบาล ของครม. “ประยุทธ์ 5” ตามที่ประกาศเอาไว้ จะต้องมีอะไร ที่เป็นโล้เป็นพายให้เห็นเด่นชัดของผลงานภายใน 3  เดือน  หลังจากผลงานของ รมต. เกษตรฯที่มาจากตะหาน ผลงานที่ผ่านมา หลายปีกับกระทรวงเกษตรฯ มีแค่เสาธงแพง ระยับ  กับถนนใหม่และระแนงบังตา หน้าห้อง รมต. เกษตรฯ เท่านั้น

แล้วพี่ใหญ่ของ รมต.เกษตรฯ ที่ชื่อ“กฤษฎา บุญราช” รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายลักษณ์ วจนานวัช และนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯจึงมีการปรับกลยุทธ์การทำงานใหม่ อันเนื่องมาจากงานไม่คืบหน้า เพราะสั่งไปงานอะไรก็เงียบกริบ ไม่หือไม่อือ และขับไม่เคลื่อน  เกียร์ว่าง ไม่เข็นนโยบาย ตามที่ประกาศเอาไว้ เรื่องนี้หากปล่อยไป เห็นทีรมต. เกษตรฯ ต้องแดดิ้นยกเข่ง และมีหวังถูกปรับออกจากตำแหน่ง ไม่ช้าก็เร็ว เป็นแน่

ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าน รมว.“กฤษฎา” จึงนำ รมช. ทั้ง 2 เดินทางลงพื้นที่จ.อุบลราชธานี เพื่อร่วมประชุมมอบนโยบายพร้อมแนวทางปฏิบัติให้กับทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง เพื่อทำความเข้าใจ ข้าราชการให้เข้าใจตรงกันว่า นโยบายเกษตรแท้จริงคืออะไร พร้อมทั้งรับฟังข้อเรียกร้องเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งเน้นย้ำไปที่ชาวสวนยาง ที่ร้องให้ช่วยแก้ไขในเรื่องราคายังตกต่ำ ซึ่งเป็นเป้าหมายหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ ที่ต้องสะสางปัญหาราคาสินค้าเกษตรตามที่รับปากเอาไว้กับมวลชนชาวเกษตรกรของไทย

ว่ากันว่า งานนี้ ท่านรัฐมนตรีสวดยับกับข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ และทำความเข้าใจเสียใหม่ ว่าสิ่งที่คนกระทรวงเกษตรฯ กำลังขับเคลื่อน ปัจจุบันมันล่าช้าอืดอาด และหาค่าผลสัมฤทธิ์ยากยิ่งเมื่อเทียบกับงบประมาณที่เสียไป และเป็นที่แปลกใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับภาคเกษตร เพราะที่ผ่านมา ของบทั้งแก้ไข ทั้งวางแนวทางการพัฒนาแทบทุกปี แต่ที่ลงทุนไปมีแต่ความว่างเปล่า และแปลกใจไปกว่านั้น คนกระทรวงเกษตรฯ ส่วนใหญ่ล้วนจบมาจากรั้วเกษตรฯ ที่น่าจะเข้าใจคำว่าเกษตร ควรเดินทางไหน แต่กลับไม่เข้าใจ ไม่ปรับเปลี่ยน ปรับปรุงการทำงาน ทั้งที่ตลอดชีวิตการทำงานหน้าเดียวคือเรื่องของเกษตรฯ เมื่อเทียบกับสายงานอื่น ต้องปรับต้องเปลี่ยน เพื่อให้เข้าสมัย ที่เปลี่ยนแปลงไปสู่การพัฒนา ยุค 4…… แต่ อนิจจา คนเกษตรฯ ยิ่งทำ ยิ่ง…..เหลว และน่าจะถึงเวลา ต้องปรับแผนการทำงานใหม่  แนวทางสุดท้าย ด้วยความที่ ไม่เชื่อว่า หัวที่ รมว. เกษตรฯส่งสาร มาถึงข้าราชการรากหญ้าในพื้นที่ เข้าใจตรงกันถึงนโยบายมันไร้ผล จึงงัดทีเด็ด แจกเบอร์โทรส่วนตัว ให้ขรก.แกนนำเกษตรกร ทุกจังหวัดภาคอีสานตอนล่าง รู้เห็นอะไรไม่ดีให้รีบแจ้ง จะเปลี่ยนคนดีลงมาทำงานให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้

ว่ากันมาถึงขนาดนี้ ถึงเป็นข้าราชการที่มีใจในการทำงาน ก็คงจะเข้าใจว่า ท่าน รมว.เกษตร ฯ อึดอัดกันขนาดไหน นะเจ้าคะ ยังไงปรับปรุงด่วน มิฉะนั้นอาจต้องโดนไม้เด็ด ของรมว.เกษตรฯ ที่เป็นถึงอดีตปลัดสายบู๊ เพราะแว่วว่า ท่านเริ่มบ่นกับทีมงาน อาจต้องมีมาตรการเด็ด ที่เคยใช้ที่มหาดไทยนำมาใช้ กับข้าราชการเกษตรฯ แน่จริง บอกเลยอย่าแค่คิด หากเอาจริงทำเลย  ฟันเลยเจ้าคะท่าน รมว. “กฤษฎา” ไม่ใช่แค่คิด  เพราะคนกระทรวงเกษตรฯเขาคนจริงทุกคน คือ เขี้ยวลากดินจริงๆ หากเจอคนที่แค่พูดแล้วไม่ฟันจริง จากนี้ไป น่าจะถึงคราว ของเกษตรกรไทยต้อง
ทำใจกับ รมต. “ประยุทธ์ 5” จริงๆ ที่สัญญาว่าจะแก้ปัญหา ภาคการเกษตรฯ ให้เห็นผลชัดใน 3 เดือน ที่แท้ก็ แค่ราคาคุยจริงๆ….

ราชดำเนิน

ฉีดสารสวนมะพร้าว ปราบ‘หนอนหัวดำ’ เกษตรฯยันไม่ก่อพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317069

x

ฉีดสารสวนมะพร้าว ปราบ‘หนอนหัวดำ’ เกษตรฯยันไม่ก่อพิษ

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สารฟลูเบนไดอะไมด์ 20% ดับเบิ้ลยูจี ใช้สำหรับพ่นทางใบมะพร้าวแกงที่มีความสูงน้อยกว่า 12 เมตร รวมถึงมะพร้าวอ่อนและมะพร้าวทำน้ำตาลในทุกความสูง โดยพ่นสารให้ทั่วบริเวณใต้ใบมะพร้าว เพื่อป้องกันกำจัดหนอนหัวดำที่อาศัยอยู่ใต้ทางใบ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรทดสอบแล้วว่า ไม่ส่งผลให้เกิดพิษร้ายแรงต่อคนและสัตว์ อาทิ ผึ้งและปลา โดยค่าความเป็นพิษทั้งทางปาก ผิวหนัง โดยเฉพาะทางการหายใจ มีค่าความเป็นพิษน้อย เมื่อเทียบกับค่าความเป็นพิษของสารฉีดพ่นเพื่อกำจัดยุงในปัจจุบัน เพียงแต่ในช่วงการพ่นจะเห็นเป็นละอองค่อนข้างหนาแน่นในบริเวณกว้างเท่านั้น แล้วจะจางหายไปเองในครู่หนึ่ง (ประมาณ 10 นาที) ดังนั้นจึงขอชี้แจงให้เกษตรกรและประชาชนเกิดความเข้าใจ และไม่ตื่นตระหนกต่อการพ่นสารดังกล่าว

รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพ่นสารฟลูเบนไดอะไมด์ 20% ดับเบิ้ลยูจี จะเริ่มดำเนินการพ่นในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 นี้
โดยแนะนำให้เกษตรกรหรือผู้ที่ปฎิบัติงานพ่นสารดังกล่าวปฏิบัติตามขั้นตอนการใช้อย่างถูกต้องตามคำแนะนำ ป้องกันตัวเองอย่างมิดชิด ทั้งนี้ มีเป้าหมายในการดำเนินการกว่า 1.2 ล้านต้นใน 28 จังหวัด โดยหลังดำเนินการเสร็จสิ้นทั้งหมด จะประเมินผลหลังพ่นสารในระยะที่สองต่อไป ซึ่งในระหว่างการพ่นสารเคมีดังกล่าวจะหยุดการปล่อยแตนเบียนบราคอนประมาณ 30 วัน จากนั้นจะดำเนินการปล่อยแตนเบียนบราคอนตามแผนที่วางไว้ จำนวน 16 ครั้ง ทุก 15 วัน เพื่อรักษาสมดุลตามธรรมชาติต่อไป

อธิบดีกรมชลฯปลื้ม’เขื่อนห้วยโสมง’แก้น้ำเค็มรุกล้ำ’แม่น้ำบางปะกง-แม่น้ำปราจีนบุรี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/317057

อธิบดีกรมชลฯปลื้ม'เขื่อนห้วยโสมง'แก้น้ำเค็มรุกล้ำ'แม่น้ำบางปะกง-แม่น้ำปราจีนบุรี'

อธิบดีกรมชลฯปลื้ม’เขื่อนห้วยโสมง’แก้น้ำเค็มรุกล้ำ’แม่น้ำบางปะกง-แม่น้ำปราจีนบุรี’

วันอาทิตย์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561, 14.59 น.

อธิบดีกรมชลฯ ปลื้มสุดๆ หลัง “เขื่อนห้วยโสมง” เปิดใช้แก้น้ำเค็มรุกล้ำ “แม่น้ำบางปะกง-แม่น้ำปราจีนบุรี” ได้ผลสำเร็จ ชี้จากภัยแล้งหนักสุดปี 58 ประสบวิฤกต ค่าความเค็มเกินในน้ำปะปาส่งผล รพ.อภัยภูเบศ ไม่สามารถนำน้ำปะปามาฟอกเลือด ล้างเครื่องมือแพทย์ได้ และกระทบน้ำอุปโภค บริโภค การเกษตรเพาะปลูกไม่ได้ผลเต็มที่ เป็นปัญหาหนักขึ้นทุกปีช่วงหน้าแล้ง

28 ม.ค.61 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ภายหลังที่เขื่อนห้วยโสมง หรืออ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี มีความจุ 295 ล้าน ลบ.ม.ได้เริ่มกักเก็บน้ำตั้งแต่ปี 2529 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มีปริมาณน้ำ 195 ล้าน ลบ.ม.ระบายวันละ 1.3 ล้าน ลบ.ม.มาช่วยควบคุมความเค็มในแม่น้ำปราจีน ให้อยู่ระดับปกติได้ผลชัดเจน ทำให้ อ.บ้านสร้าง อ.เมืองปราจีน นำน้ำผลิตทำปะปา ตามค่าความเค็มไม่เกิน 0.5 กรัมเกลือต่อลิตร และใช้เรื่องการกระเกษตร ไม่เกิน 2 กรัมฯ และไม่เกิน 1 กรัมฯ ช่วงเพาะปลูกข้าวต้นฤดู ซึ่งปริมาณน้ำจากอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา สามารถแก้ปัญหาความเค็มได้ผลสำเร็จ จากที่ผ่านมารุกล้ำหนักขึ้นทุกปีช่วงเดือน ม.ค. , ก.พ.จนถึงเดือน มี.ค.จะมีปัญหาค่าความเค็มขึ้นไปกว่า 1 กรัมฯ ผลิตน้ำปะปาไม่ได้ และปัจจุบันค่าความเค็มอยู่ที่ 0.3 กรัม ที่เขื่อนบางปะกง

นายทองเปลว กล่าวว่าจากที่ผ่านมาแม่น้ำแม่น้ำบางปะกง ประสบปัญหาวิกฤตค่าความเค็มเกิน เพราะฝนหมดเร็ว น้ำในเขื่อนสียัด เขื่อนพระปรง มีน้อยทำให้ควบคุมความเค็มไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อมีอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา สามารถเก็บน้ำได้ตั้งแต่ปี 59 ส่งน้ำมาควบคุมความเค็มได้ในฤดูแล้งปี 60 – 61 มีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอในการผลักดัน ส่วนพื้นที่ตอนล่าง อ.บางปะกง อ.บางน้ำเปรี้ยว อ.บางคร้า สามารถใช้น้ำปลูกข้าว ทำการเกษตร สวนมะม่วงน้ำดอกไม้ ไม่มีผลกระทบ และชาวบ้านใช้น้ำแม่น้ำบางปะกงได้ปกติ สามารถควบคุมความเค็มให้อยู่ในระดับ 0.22 – 0.30 กรัมเกลือต่อลิตร จาก อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ถึงเขื่อนทดน้ำบางปะกง

“เกิดปัญหาความเค็มเกิน ลุกล้ำเข้าลำน้ำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปีในช่วงฤดูแล้ง ถ้าฤดูฝนหมดเร็ว ต้องวางแผนปล่อยน้ำมาผลักดัน จากเขื่อนคลองสียัด เขื่อนพระปรง แต่ก็มีน้ำน้อย ทำให้การควบคุมความเค็มไม่มีประสิทธิภาพปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างฯเหล่านี้ มีไม่เพียงพอที่จะระบายลงมาเจือจางความเค็มได้อย่างเต็มศักยภาพ ทำให้บางปีความเค็มรุกล้ำเข้าไปถึงบริเวณ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ระยะทางกว่า 190 กิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ที่ไม่สามารถนำน้ำประปามาฟอกเลือดและล้างเครื่องมือทางการแพทย์ได้ ต้องขอสนับสนุนน้ำสะอาดจากภาครัฐและเอกชน จากที่เคยมีภัยแล้งวิกฤติหนักในปี 58 ค่าความเค็มในแม่น้ำปราจีน ขึ้นไปถึง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ซี่งในปีนี้ค่าความเค็มบริเวณ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี อยู่ในเกณฑ์ บริเวณ อ.เมืองฉะเชิงเทรา วัดได้ 0.30 กรัมต่อลิตร การประปาส่วนภูมิภาคสาขาฉะเชิงเทรา กลุ่มเกษตรกร และทุกภาคส่วน ยังสามารถใช้น้ำจากแม่น้ำบางปะกงทำกิจกรรมต่างๆ โดยล่าสุดวัดค่าความเค็มที่เขื่อนบางปะกง 0.22 กรัมเกลือต่อลิตร ทำให้เห็นว่าจากปากแม่น้ำบางปะกง การคุมความเค็มได้ตลอดลำน้ำ โดยเฉพาะเหนือเหนือบางปะกงขึ้นไป ที่คุมได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างชัดเจน และการใช้น้ำภาคส่วนต่างมีเพียงพอทั้งลุ่มน้ำปราจีน – บางปะกง” นายทองเปลว กล่าว

‘เขื่อนราษีไศล’ปิดการระบายน้ำ100% คาดไม่กระทบข้าวนาปรัง-สวนหอมแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316664

'เขื่อนราษีไศล'ปิดการระบายน้ำ100%  คาดไม่กระทบข้าวนาปรัง-สวนหอมแดง

‘เขื่อนราษีไศล’ปิดการระบายน้ำ100% คาดไม่กระทบข้าวนาปรัง-สวนหอมแดง

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561, 09.39 น.

จากการที่ไม่มีน้ำในลำน้ำมูลจากต้นทางไหลเข้าเขื่อน เจ้าหน้าที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง ได้ปิดการระบายน้ำเขื่อนราศีไศล ต.หนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ทั้งหมดมาได้เกือบ 2 เดือนแล้ว เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งนี้ แต่น้ำใต้เขื่อนราษีไศลยังไม่แห้ง เนื่องจากเขื่อนหัวนาซึ่งกั้นลำน้ำมูลเช่นเดียวกัน และตั้งอยู่ใต้ลงไป โดยอยู่ที่ ต.หนองแก้ว อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ก็ได้ปิดบานระบายน้ำทั้ง 14 บาน จึงมีน้ำเอ่อจากหน้าเขื่อนหัวนา ขึ้นมาถึงท้ายเขื่อนราษีไศล ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยงระบบนิเวศน์ มีน้ำใช้อุปโภคบริโภคและน้ำใช้ในการเกษตร ซึ่งมีทั้งข้าวนาปรังและสวนหอมแดงอย่างพอเพียง

เตือนเกษตรกรปลูกถั่วลันเตา เฝ้าระวังการระบาดโรคราแป้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316567

x

เตือนเกษตรกรปลูกถั่วลันเตา เฝ้าระวังการระบาดโรคราแป้ง

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลันเตา ในระยะนี้มีอากาศเย็น ขอให้เฝ้าสังเกตการระบาดของโรคราแป้ง สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโต มักพบอาการของโรคได้กับทุกส่วนของพืช อาการเริ่มแรกจะพบที่ใบล่างติดโคนต้นก่อน โดยมีลักษณะคล้ายผงแป้งสีขาวเกิดกระจายเป็นหย่อมๆ ทั้งบนใบและใต้ใบ หากอาการรุนแรง จะเห็นต้นถั่วลันเตาขาวโพลนทั้งต้น

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูก กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก และบริเวณใกล้เคียงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความชื้น ลดแหล่งสะสมเชื้อราสาเหตุโรค ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการระบาดของโรค หากเริ่มพบต้นที่เป็นโรค ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารซัลเฟอร์ 80% ดับเบิลยูพี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนแคป 19.5% ดับเบิลยูพีอัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ซัลเฟต 30% ดับเบิลยูพี อัตรา 12.5-25 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฮกซะโคนาโซล 5% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน หลีกเลี่ยงการพ่นสารซัลเฟอร์ในสภาพอากาศร้อน หรือมีแดดจัด เพราะอาจจะทำให้ใบไหม้ได้

สำหรับในแปลงที่พบการระบาดของโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เกษตรกรเก็บซากต้นถั่วลันเตาไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อสาเหตุโรค การปลูกในฤดูถัดไป ไม่ควรปลูกพืชแน่นจนเกินไป ควรปรับระยะปลูกให้มีความเหมาะสม อากาศถ่ายเทสะดวก และมีแสงแดดส่องผ่านแปลงปลูกได้อย่างทั่วถึง รวมถึงทำความสะอาดเครื่องมือหลังใช้งานทุกครั้ง

‘แอมเวย์’หนุนข้าวสหกรณ์ไทย 19ปีทำยอดทะลุกว่า862ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316568

x

‘แอมเวย์’หนุนข้าวสหกรณ์ไทย 19ปีทำยอดทะลุกว่า862ล้านบาท

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดทำ
ตลาดขายตรงข้าวสารสหกรณ์ เพื่อเป็นการช่วยให้สหกรณ์มีตลาดจำหน่ายข้าวสารที่แน่นอน เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง และทำให้ลดขั้นตอนการตลาดได้มาก โดยสหกรณ์ได้เริ่มจำหน่ายข้าวสารให้บริษัท แอมเวย์ ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา ซึ่งข้าวสารที่ส่งมอบ ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปที่มีคุณภาพ เป็นข้าวสารที่ได้มาตรฐานสินค้าสหกรณ์ (ส.ม.ส.) บรรจุถุงภายใต้สัญลักษณ์ “Amway” ซึ่งแบ่งเป็นข้าวสารหอมมะลิบรรจุถุงสุญญากาศ ขนาดถุงละ 5 กิโลกรัม และข้าวกล้องหอมมะลิบรรจุถุงสุญญากาศ ขนาดถุงละ 2 กิโลกรัม ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 Amway ได้สั่งผลิตสินค้าชนิดใหม่ คือ ข้าวกล้องงอกบรรจุถุงสุญญากาศ ขนาดบรรจุถุงละ 2 กิโลกรัม

ขณะที่ปัจจุบันมีการลงนามบันทึกข้อตกลงซื้อขายข้าวสารสหกรณ์เพื่อส่งมอบให้กับแอมเวย์ ครั้งที่ 42 กำหนดการส่งมอบระหว่างเดือนมกราคม – เมษายน 2561 ปริมาณข้าวสาร รวม 430 ตัน แบ่งเป็นข้าวขาวหอมมะลิ 380 ตัน ข้าวกล้องหอมมะลิ 36 ตัน และข้าวกล้องงอก 14 ตัน มูลค่ารวมกว่า 13.252 ล้านบาท โดยมีสหกรณ์ร่วมโครงการ 5 แห่ง ประกอบด้วย 1.สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด 2.สหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด 3.สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด 4.ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด และ 5.สหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด ซึ่งทุกสหกรณ์มีศักยภาพในการผลิตข้าวสาร โดยมีโรงสีข้าวที่ผ่านมาตรฐาน GMP HACCP และอย. มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 40-100 ตันต่อวัน เป็นสหกรณ์ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องการผลิตข้าวสารที่มีคุณภาพ ซึ่งหากนับรวมตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลา 19 ปีแล้วที่มีข้าวกล้องหอมมะลิและข้าวกล้องงอก ที่ส่งมอบให้กับบริษัท แอมเวย์ รวมปริมาณกว่า 36,479.768 ตัน มูลค่ารวม 862.907 ล้านบาท

เลาะรั้วเกษตร : กัญชง-กัญชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316569

281225166

เลาะรั้วเกษตร : กัญชง-กัญชา

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ได้ยินข่าว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ วิวัฒน์ ศัลยกำธร จะหนุนสภาเกษตรกรแห่งชาติภายใต้การนำของ ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ให้ทดลองปลูกกัญชา เพื่อนำไปใช้ทางการแพทย์ เลยสะดุดหยุดฟัง และหาข้อมูลเกี่ยวกับกัญชามาเรียนรู้ เพราะก่อนหน้านี้ทราบเพียงว่ากัญชา เป็นพืชเสพติด ที่ใครมีไว้ในครอบครองก็จะเข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

บทลงโทษของการมีกัญชาไว้ในครอบครอง จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผลิต นำเข้า หรือส่งออกจำหน่าย มีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตั้งแต่ 2 – 15 ปี ปรับ 2 หมื่น – 1.5 แสนบาท ถ้าเสพอย่างเดียว จำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

หาข้อมูลมาอ่าน ก็พอเข้าใจได้ว่า กัญชามีทั้งคุณและโทษ ว่าด้วยเรื่องคุณประโยชน์ของกัญชาก่อนก็ได้เขาบอกว่า กัญชาไม่ใช่ยาที่เสพแล้วติด ถ้าจะเลิกกัญชาก็หยุดได้เลยไม่มีอาการที่เรียกว่า ลงแดง เหมือนฝิ่น หรือ เฮโรอีน เขายังบอกอีกว่า เลิกกัญชาง่ายกว่าเลิกบุหรี่….และกัญชายังไม่ทำลายสมองเท่ากับเหล้าด้วยซ้ำ

กัญชา ยังเป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมคุณภาพดี มีข้อมูลระบุว่าในอดีตมีการปลูกกัญชาไว้ทำกระดาษและสิ่งทอคุณภาพสูง แถมยังบอกด้วยว่า กระดาษแผ่นแรกที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ทำมาจากกัญชา มีคุณสมบัติไม่เหลือง ไม่ขาดง่าย คัมภีร์ไบเบิ้ลเล่มแรกของโลกก็เขียนบนกระดาษที่ทำจากเยื่อกัญชา

กัญชา เป็นยารักษาโรค ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยมะเร็ง รักษาไขมันอุดตันในหลอดเลือด เป็นยานอนหลับที่ไม่มีผลข้างเคียง รักษาโรคซึมเศร้า เพราะฤทธิ์ของกัญชาทำให้อารมณ์ดี ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย

คราวนี้มาดูโทษของกัญชาบ้าง ข้อมูลระบุว่า สารที่อยู่ในกัญชา สามารถทำลายการทำงานของอวัยวะได้หลายส่วน ทำให้ร่างกายอ่อนแอ อ่อนเพลีย ผู้ที่เสพกัญชาปริมาณมากๆ เป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม กัญชาทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำให้ติดเชื้อได้ง่าย

ผู้ที่เสพกัญชาในปริมาณมาก มักจะเป็นโรคจิตในภายหลัง วิตกกังวล หวาดระแวง มีอาการเลื่อนลอย สับสน ฟั่นเฟือน ประสาทหลอน ควบคุมตัวเองไม่ได้

ในทางการแพทย์ มีการใช้กัญชา เพื่อบำบัดรักษาโรคจริง แต่ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น..

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อ้างว่ามีโครงการของกระทรวงสาธารณสุข ปลูกกัญชาเพื่อสกัดเป็นยารักษาโรค และได้ออกกฎกระทรวงมาอนุญาตให้ปลูกกัญชาได้ ประกอบกับต่างประเทศหลายๆ ประเทศ เขาส่งเสริมปลูกกัญชาเพื่อนำมาใช้เป็นยารักษาโรค จึงน่าจะเป็นโอกาสทองของไทยที่จะปลูกกัญชานำมาสกัดเป็นยารักษาโรคส่งออกทำรายได้ให้ประเทศ…..จึงเสนอให้มีการปลูกในพื้นที่เป็นพันๆ ไร่…เป็นความหวังดีอย่างแท้จริง แต่คงต้องคิดให้รอบคอบ กว่าการเห็นคนอื่นเขาทำ แล้วทำตาม….

ขนาดไม่ได้ส่งเสริมให้ปลูกและมีการปราบปรามอย่างเข้มงวด ป.ป.ส. ยังมีข้อมูลว่า กัญชา เป็นยาเสพติดที่มีผู้เสพมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากยาบ้า เพราะปัจจุบันสามารถซื้อหาได้ง่าย….ถ้าส่งเสริมอย่างเสรีคงมีคนเสพกัญชามากกว่านี้….คงเห็นคนอารมณ์ดี…หัวเราะ เลื่อนลอย สับสน ฟั่นเฟือน ไปจนประสาทหลอนมากขึ้น….

โล่งใจที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ออกมายืนยันว่า โครงการที่ท่านประพัฒน์ อ้างว่ากระทรวงสาธารณสุข ออกกฎกระทรวงฯ อนุญาตให้ปลูกกัญชานั้น ที่แท้จริง เป็นกฎกระทรวง อนุญาตให้ปลูก กัญชง ไม่ใช่กัญชา และต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้อนุญาตด้วย

อันว่ากัญชงนี้ ตามพ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ก็ถือเป็นยาเสพติดเหมือนกัน แต่มีสารออกฤทธิ์น้อยกว่ากัญชา ครม.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อนุมัติให้ปลูกกัญชง ใน 6 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก เพชรบูรณ์ เพื่อให้ประชาชนมีอาชีพตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา เพื่อนำผลผลิต คือ เยื่อกัญชงไปทำสิ่งทอ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ …..ไปผลักดัน กัญชง ให้สำเร็จก่อนดีกว่า…ค่อยมาเชียร์ กัญชา ทีหลัง

เสื้อใยกัญชง แพงเกือบเท่าผ้าไหมนะครับท่าน…..

แว่นขยาย

เปิดตัว‘DOAE Farmbook’ สมุดทะเบียนเกษตรกรออนไลน์-โหลดใช้งานได้ฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316571

เปิดตัว‘DOAE Farmbook’ สมุดทะเบียนเกษตรกรออนไลน์-โหลดใช้งานได้ฟรี

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า แอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook คือ สมุดทะเบียนเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้แทนสมุดทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรพัฒนาขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Smart Phone) และช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถวางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดของสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นนวัตกรรมสำหรับเกษตรกรในยุค 4.0 ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเกษตร โดยขอเชิญชวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนแล้ว และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ไปใช้งานได้ฟรี โดยพิมพ์คำค้นหาว่า “DOAE Farmbook” ที่ Google Play Store สำหรับสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ แล้วกดติดตั้ง หลังจากนั้นเข้าใช้งานระบบด้วยการใช้เลขที่ใน ทบก. หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ ส่วนระบบปฏิบัติการ iOS นั้นอยู่ระหว่างการพัฒนา

สำหรับข้อมูลในแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook ประกอบด้วย 9 ด้าน คือ 1.ข้อมูลพื้นฐานครัวเรือน 2.สมาชิกในครัวเรือนและการเป็นสมาชิกองค์กร 3.การถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรทั้งที่เป็นของตนเอง ที่ดินเช่า ประเภทเอกสารสิทธิ เลขที่เอกสาร และเนื้อที่ตามเอกสาร 4.การประกอบกิจกรรมการเกษตร โดยระบุรายละเอียดของประเภทกิจกรรมการเกษตร วันที่และเนื้อที่ปลูก และวันที่และเนื้อที่ที่จะเก็บเกี่ยว 5.การเข้าร่วมโครงการภาครัฐ 6.รายได้ 7. หนี้สิน 8.เครื่องจักรกลการเกษตร และ9.แหล่งน้ำ ซึ่งจะรวบรวมอยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร

สำหรับประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากแอพพลิเคชั่น DOAE Farmbook นี้คือ เกษตรกรสามารถแจ้งปรับปรุงข้อมูลการประกอบกิจกรรมการเกษตรได้สะดวกด้วยตัวเองผ่าน smart phone โดยไม่ต้องเดินทางมาที่สำนักงานเกษตรอำเภอ เกษตรกรสามารถตรวจสอบความถูกต้องและความเป็นปัจจุบันของข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ตามที่ให้ข้อมูลไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อสิทธิประโยชน์ และการเข้าร่วมโครงการต่างๆ และใช้เป็นเอกสารยืนยันตัวตนความเป็นเกษตรกรในรูปแบบดิจิทัล นอกจากนี้ยังใช้ตรวจสอบข้อมูลกิจกรรมการเกษตรบนแผนที่แบบออนไลน์ รวมถึงเป็นช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ด้านการเกษตรจากภาครัฐและการตรวจสอบสิทธิเกษตรกรที่ได้รับความช่วยเหลือในกรณีประสบภัยพิบัติ หรือ ตามมาตรการแก้ปัญหาอื่นๆ ของภาครัฐ

ยุบบอร์ดผลิต-ตลาดข้าว เหลือ5คณะเพิ่มความรวดเร็วขับเคลื่อนโครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316570

x

ยุบบอร์ดผลิต-ตลาดข้าว เหลือ5คณะเพิ่มความรวดเร็วขับเคลื่อนโครงการ

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร (ด้านการผลิต) มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงคณะทำงานดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร จาก 10 คณะ เหลือ 5 คณะ เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ได้แก่ 1.คณะทำงานกำหนดพื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวและปรับลดพื้นที่ไม่เหมาะสม มีหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำข้อมูลการกำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าวในแต่ละรอบการผลิตของปีการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด 2.คณะทำงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีหน้าที่ในการอำนวยการ กำกับ ควบคุม ดูแล ให้คำแนะนำ ปัญหาอุปสรรค และแนวทางแก้ไขปัญหาการดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) และการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว จัดทำแผนปฏิบัติงานโครงการฯ ส่งเสริมการผลิตข้าวให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานคุณภาพ

3.คณะทำงานส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับ ควบคุม ดูแล ให้คำแนะนำ และแก้ไขปัญหาการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ พิจารณาให้ความเห็นชอบบัญชีรายชื่อผู้ได้รับเงินอุดหนุน และอนุมัติการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 4.คณะทำงานจัดทำข้อมูลสารสนเทศข้าวครบวงจร มีหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการผลิตข้าวให้เป็นเอกภาพ ชัดเจน แม่นยำ เพื่อใช้เป็นข้อมูลกลางในการบริหารจัดการเชิงนโยบายตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร และ 5.คณะทำงานประชาสัมพันธ์แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร มีหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำแผนประชาสัมพันธ์โครงการ มาตรการ ภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร รวมทั้งประสานคณะทำงานทุกคณะ เพื่อนำข้อมูลมาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และประชาชนทั่วไปได้รับทราบ