งัด4กฎเหล็กพลิกโฉมทีมเกษตรฯ ‘กฤษฎา’วางเป้าล้างบัญชีเกษตรกรพ้นยากจนในปี2570

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316574

งัด4กฎเหล็กพลิกโฉมทีมเกษตรฯ ‘กฤษฎา’วางเป้าล้างบัญชีเกษตรกรพ้นยากจนในปี2570

งัด4กฎเหล็กพลิกโฉมทีมเกษตรฯ ‘กฤษฎา’วางเป้าล้างบัญชีเกษตรกรพ้นยากจนในปี2570

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯเดินมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของภาคเกษตรและประเทศไทย หากเราต้องการผลลัพธ์ใหม่ ทีมกระทรวงเกษตรฯต้องร่วมกันทำสิ่งใหม่ ปรับวิธีคิด วิธีทำงาน โดยแบ่งเป็น 4 สิ่งที่ ต้องทำ คือ 1.ต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงานให้มีมุมมองกว้างไกลกว่าในอดีต ที่มองเพียงส่งเสริมการผลิต แต่ต้องเป็นนักวางแผนการเกษตรการผลิตให้มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการของตลาดไม่ล้นตลาดเกินไป 2.ต้องรู้ลึก รู้จริง ทำได้จริง ลงพื้นที่จริง ให้ได้มากกว่าเกษตรกร หรืออย่างน้อยต้องรู้เท่าเกษตรกร 3.ทุ่มเทและมุ่งมั่นในการทำงาน และ 4.เห็นแก่ประโยชน์ของเกษตรกรและประเทศชาติ

โดยทั้งหมดนี้ เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย 5 ประการ คือ 1.เกษตรกรไทยจะต้องหลุดพ้นจากความยากจนมีรายได้มากกว่าในปัจจุบันอย่างน้อย 1 เท่าตัวภายในปี 2565 และภายในปี 2570 ครอบครัวเกษตรกรไทยในบัญชีคนยากจนจะหมดไป 2.ระบบสหกรณ์และวิสาหกิจการเกษตรต้องเข้มแข็ง สามารถปกป้องเกษตรกรไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ 3.เกิดสังคมและชุมชนเกษตรกรไทยแบบพออยู่พอเพียงอย่างทั่วถึง 4.ประเทศไทยสามารถผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย 100% ภายในปี 2565 และผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ 60% ภายในปี 2570 และ 5.ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ต้องเป็นเพื่อนร่วมคิดเป็นที่พึ่งของเกษตรกร

นายกฤษฎากล่าวอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรอันดับต้นของโลก GDP ภาคเกษตรเท่ากับ 6 แสนล้านบาท คิดเป็น 6% ของ GDP รวม เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังยากจน หรือ ประมาณ 5.1 ล้านคน จากประชากรภาคเกษตร 23.59 ล้านคน และลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 3.9 ล้านคน ซึ่งมีปัญหาหนี้สิน ขาดทุนไม่รู้ระบบการตลาด โครงสร้างตลาดสินค้าเกษตรและตลาดปัจจัยการผลิตถูกควบคุมโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ ระบบสหกรณ์ยังไม่เข้มแข็งพอ หลายคนขาดความเป็นมืออาชีพ แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเกษตร เอาชนะข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ดิน ฟ้า อากาศ เราควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเพาะปลูกได้ ประกอบกับเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรแทนกำลังแรงงาน เทคโนโลยีชีวภาพ พัฒนาพันธุ์พืชที่มีลักษณะพิเศษเหนือธรรมชาติปกติ เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เกษตรกรเชื่อมโยงกับตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ทีมกระทรวงเกษตรฯ ทั้งระดับอำนวยการและปฏิบัติการในพื้นที่จะเป็นกลไกสำคัญที่จะนำโครงการที่ประสบผลสำเร็จหรือมีปัญหาอุปสรรค มาดำเนินการ “ต่อ + เติม + แต่ง” ขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการให้มากขึ้น

“ปัญหาภาคเกษตรไทยที่ผ่านมา ไม่เพียงอยู่ที่นโยบายที่ผ่านมาหลายเรื่องไม่เหมาะสม แต่ยังมีปัญหาเรื่องการนำนโยบายไปปฏิบัติให้บรรลุผลด้วย ซึ่งตั้งใจตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าจะไม่เพียงจะช่วยทำงานในระดับนโยบายเท่านั้น แต่จะช่วยปลดล็อกอุปสรรคทางปฏิบัติด้วย เพื่อให้การนำนโยบายไปดำเนินการได้บรรลุผล แต่ข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีได้รับศรัทธาจากประชาชน ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ต้องไม่ถูกเอาเปรียบหรือได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจะเปลี่ยนผ่านปัญหาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” นายกฤษฏา กล่าว

เกษตรกรเตรียมเฮ!เตรียมปลูกพืชเศรษฐกิจได้ทุกชนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316643

เกษตรกรเตรียมเฮ!เตรียมปลูกพืชเศรษฐกิจได้ทุกชนิด

เกษตรกรเตรียมเฮ!เตรียมปลูกพืชเศรษฐกิจได้ทุกชนิด

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561, 20.08 น.

ประธานสภาเกษตรกร เผยเกษตรกรเตรียมรับข่าวดี ใครมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินเป็นของตนเอง มีแนวโน้มที่จะสามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้ทุกชนิด ทั้งไม้พยุง เทพทาโร จำปาทอง ฝาง บง สัก ชิงชัน ไม้ไผ่ ล่าสุดกระทรวงทรัพย์ฯ กำลังแก้มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 เพื่อให้เกษตรกรสามารถปลูกไม้ได้ทุกชนิด

25 ม.ค.61 นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า มีข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรไทยทั้งประเทศ ซึ่งจากการที่ได้พูดคุยหารือกันถึง 2 ครั้ง กับ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ ทาง พล.อ.สุรศักดิ์ ยืนยันว่า กำลังแก้กฎหมายในมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 เพื่อจะให้เกษตรกรสามารถปลูกไม้ได้ทุกชนิดบนพื้นที่กรรมสิทธิ์ของตนเอง ทั้งโฉนด น.ส.3 , ส.ป.ก. , น.ค.และอื่นๆ ซึ่งจะทำให้พื้นที่เหล่านั้นได้ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมากกว่าพืชเกษตร 3 – 4 ชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ซึ่งล้วนแต่มีราคาถูก ทำเท่าไรก็มีแต่หนี้

ดังนั้น หากสามารถแก้กฎหมายได้ ต่อไปไม้ที่ปลูกในพื้นที่กรรมสิทธิ์ของเกษตรกรทั้งหมดสามารถจะใช้ประโยชน์ได้อย่างเสรี พืชผล ต้นไม้บนที่ทำกินของเกษตรกรต้องเป็นของเกษตรกร กฎหมายต้องละเว้นให้สามารถตัด ฟัน แปรรูป ทำการค้า ขายได้ โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะเข้ามาดูแลอำนวยความสะดวกให้ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีป่าไม้เพิ่มขึ้นจำนวนมากมาย สามารถสร้างเศรษฐกิจให้ไทยโดยรวมได้มหาศาล เกษตรกรสามารถทำการผลิตในพื้นที่ของตนเองได้มั่นคงมากยิ่งขึ้น ขณะนี้กำลังมีการรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

นายประพัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกไม้ยืนต้น โดยรัฐบาลจัดโครงสร้างสินเชื่อระยะยาวให้ เชื่อมั่นได้ว่าจะทำให้เกษตรกรหันมาปลูกไม้ยืนต้นมากขึ้น ยังมีไม้อีกหลายชนิดให้ปลูกที่น่าสนใจ เช่น ภาคอีสาน ไม้พยุง , ภาคใต้ ไม้เทพทาโร จำปาทอง , ภาคเหนือ ไม้ฝาง ไม้บง ไม้สัก ไม้ชิงชัน ไม้ไผ่ หลากหลายชนิด ปลูกในอายุ 3 – 4 ปี ก็มีผลผลิตสร้างรายได้ให้ได้แล้ว และเกิดความหลากหลายในที่ทำกินของตนเอง ซึ่งจากนี้ไปจะเข้าพบ พล.อ.สุรศักดิ์ เพื่อร่วมทำแผนส่งเสริมเกษตรกรร่วมกัน

ทั้งนี้ ได้มีโอกาสนำเสนอเรื่องการปลูกไผ่กับนายกรัฐมนตรี ในครั้งการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่ จ.พิษณุโลก ท่านเห็นด้วยในการให้เกษตรกรพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ขัดแย้ง พื้นที่ที่เกษตรกรทำกินอยู่โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์หันมาส่งเสริมการปลูกไผ่ควบคู่ไม้ยืนต้น แล้วได้เป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรฯ ทำแผนร่วมกัน ซึ่งจะเข้าพบทั้ง 2 หน่วยงาน เพื่ออาสาทำแผนงานอีกครั้ง

กรมข้าวจัดหนัก‘นาแปลงใหญ่’ l ตั้งเป้าปี’64เพิ่มการผลิตได้อีกกว่า30เปอร์เซ็นต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316326

กรมข้าวจัดหนัก‘นาแปลงใหญ่’  l ตั้งเป้าปี’64เพิ่มการผลิตได้อีกกว่า30เปอร์เซ็นต์

กรมข้าวจัดหนัก‘นาแปลงใหญ่’ l ตั้งเป้าปี’64เพิ่มการผลิตได้อีกกว่า30เปอร์เซ็นต์

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุวัฒน์ เจียระคงมั่น รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยภายหลังสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่(นาแปลงใหญ่) ปี 2561 ว่าสำหรับโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่(นาแปลงใหญ่) ปี 2561 เป็นโครงการตามนโยบายที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้การสนับสนุนชาวนามีการรวมกลุ่มมีการบริหารจัดการร่วมกันในการผลิตและจำหน่ายโดยมีตลาดรองรับที่ชัดเจน อีกทั้งยังสามารถให้ชาวนาลดต้นทุนการผลิตเพิ่มศักยภาพการผลิตทำให้ผลผลิตได้มาตรฐาน ซึ่งการดำเนินงานภายใต้โครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินงานทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน มีเป้าหมายดำเนินงานใน 71 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 2,350 กลุ่มได้แก่ กลุ่มดำเนินการต่อเนื่อง จำนวน 1,172 กลุ่ม และกลุ่มใหม่ จำนวน 1,178 กลุ่ม มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนให้ได้ไม่น้อยกว่า 1,000 บาทต่อตัน และเพิ่มผลผลิตในข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวเป็น 420 กิโลกรัมต่อไร่ ในข้าวหอมปทุมธานีและข้าวไม่ไวแสงเป็น 720 กิโลกรัมต่อไร่ มีการบริหารจัดการด้านการตลาดและการบริหารจัดการของชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน โดยมีกิจกรรมในการดำเนินงานที่มีการบูรณาการร่วมกับอีก 7 หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)

นายสุวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้านข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในการดำเนินงานโครงการระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2564 มีเป้าหมายจำนวน 18,800 แปลง พื้นที่ 19 ล้านไร่ ซึ่งทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของไทยได้กว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด โดยในปี 2561 มีเป้าหมายดำเนินการจำนวน 2,350 แปลง โดยเป็นการดำเนินการแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกกระทรวงเกษตรฯ นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดการดำเนินงานแปลงใหญ่ในรูปแบบโครงการต่างๆ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นเลิศ โครงการนำร่องการบริหารจัดการนาโดยใช้เทคโนโลยีเกษตรกรรม โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวเพื่อสุขภาพ : พันธุ์ กข 43 และโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร เป็นต้น

กรมตรวจฯพัฒนาโปรแกรมบัญชี เสริมศักยภาพ‘สหกรณ์’ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316322

x

กรมตรวจฯพัฒนาโปรแกรมบัญชี เสริมศักยภาพ‘สหกรณ์’ครบวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ เพื่อให้บริการติดตั้งแก่สหกรณ์ สำหรับเป็นเครื่องมือการบันทึกบัญชีที่มีประสิทธิภาพ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง สะดวกและรวดเร็ว มีระบบการควบคุมภายในที่ดี อันจะส่งผลให้ผู้สอบบัญชีสามารถตรวจสอบบัญชีได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป ซึ่งกรมได้พัฒนาปรับปรุงโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร Version ใหม่ๆ เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้ครอบคลุมและครบถ้วน และให้สหกรณ์สามารถดำเนินงานให้บริการสมาชิกได้อย่างรวดเร็วแบบ One Stop Service

นอกจากนี้ ยังจัดการอบรมเสริมสร้างศักยภาพการให้บริการโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้รับความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการทำงานของโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ อาทิ การใช้งานของระบบตรวจสอบฐานข้อมูลระบบเงินให้กู้ ระบบสมาชิกและหุ้น เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการให้บริการโปรแกรมแก่สหกรณ์ได้ ส่งผลให้สหกรณ์สามารถใช้ข้อมูลทางบัญชีในการควบคุม ดูแลและติดตามผลการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้การอบรมจะจัดขึ้น 3 รุ่น ผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วย บุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 1-10 และสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ในแต่ละจังหวัด รวม 97 คน โดยจัดอบรมตลอดเดือนมกราคม 2561 ณ ห้องศูนย์ปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ชั้น 1 อาคาร 2 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

จ่อคุ้มครองพืชพันธุ์ใหม่14รายการ เกษตรฯขยับเพิกถอนการจดทะเบียนพืช23ฉบับรวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316325

x

จ่อคุ้มครองพืชพันธุ์ใหม่14รายการ เกษตรฯขยับเพิกถอนการจดทะเบียนพืช23ฉบับรวด

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธนิต อเนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรโดยสำนักคุ้มครองพันธุ์พืช ได้จัดการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชขึ้น เนื่องจากมีวาระการประชุมสำคัญที่จะต้องพิจารณาหลายเรื่อง อาทิ ร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช ร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า การเพิกถอนหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนพืชใหม่ 23 ฉบับ รวมทั้งกำหนดชนิดพืชที่พันธุ์พืชใหม่สามารถขอรับความคุ้มครอง 14 รายการ ประกอบด้วย ไผ่ มะพร้าว พืชสกุลยาสูบ พืชสกุลหญ้านวลน้อย พืชสกุลกาแฟ พืชสกุลกุหลาบ พืชสกุลดาวเรือง กระเจี๊ยบเขียว อะโวคาโด กล้วยไม้สกุลซิมบิเดียม กล้วยไม้สกุลรองเท้านารี พืชสกุลบานชื่น อินทผลัม และพืชสกุลหน้าวัว

นายธนิต กล่าวต่อว่า เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชแล้ว การดำเนินงานของกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช จะดำเนินไปตามแผนงานที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช ที่เป็นไปตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงการคลัง เช่น แผนการจัดอบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช และแนวทางการดำเนินงานของกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชให้กับชุมชนและเกษตรกร เพื่อให้มีความรู้ด้านกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์พันธุ์พืช นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการรวบรวมข้อมูลชุมชนที่มีการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นเมือง ซึ่งหากมีคุณสมบัติเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ชุมชนสามารถยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่นได้โดยชุมชนเป็นเจ้าของ

สำหรับประเด็นที่ว่า เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่แล้ว อนุกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่มีหน้าที่ยกร่างกฎหมายลำดับรอง เช่น ประกาศ กฎ ระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เสนอชนิดพืชให้เป็นพันธุ์พืชใหม่ที่จะได้รับการคุ้มครองเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร นักปรับปรุงพันธุ์ คิดค้นพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ๆ ด้วยการให้สิทธิความเป็นเจ้าของ ส่งผลให้มีพันธุ์พืชที่หลากหลายให้เกษตรกรได้เลือกใช้ และเมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่าแล้ว ชุมชนที่มีพันธุ์พืชที่มีคุณสมบัติเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น และต้องการจดทะเบียนจะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการชุดนี้ ก่อนนำเสนอคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชพิจารณาเห็นชอบต่อไป

นางสาวศิริพร บุญชุ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในประเด็นที่จะมีการเพิกถอนหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ 23 ฉบับนั้น เป็นการเพิกถอนหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนพืชใหม่ เนื่องจากผู้ทรงสิทธิไม่ชำระค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ขณะที่พันธุ์พืชใหม่มีการคุ้มครองอยู่ เกษตรกร ประชาชน สามารถปลูกขายผลผลิตและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ต่อพันธุ์ในฤดูถัดไปได้ รวมถึงนำพันธุ์ใหม่นั้นไปใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ ศึกษา วิจัยต่อยอดได้อย่างเสรี เพียงแต่ห้ามมิให้ผลิตขายเป็นส่วนขยายพันธุ์หากไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิ ส่วนพันธุ์พืชใหม่ที่ถูกเพิกถอนสิทธิคุ้มครองแล้ว เกษตรกร ประชาชนทั่วไป จะสามารถปลูกขายผลผลิต เก็บพันธุ์ไว้ปลูกและผลิตขายเป็นส่วนขยายพันธุ์ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

ส่วนการกำหนดชนิดพืชที่พันธุ์พืชใหม่สามารถขอรับความคุ้มครอง 14 รายการ จะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อนักปรับปรุงพันธุ์พืช เกษตรกร นักวิจัย ที่ปรับปรุงพันธุ์ใหม่ในพืชทั้ง 14 ชนิดดังกล่าว สามารถยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ได้ และจะได้รับสิทธิความเป็นเจ้าของในพันธุ์พืชของตนเอง

ดันเกษตรกรสู่เอสเอ็มอี ตั้งเป้าปั้นผู้ประกอบการอำเภอละแห่งทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316323

x

ดันเกษตรกรสู่เอสเอ็มอี ตั้งเป้าปั้นผู้ประกอบการอำเภอละแห่งทั่วปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรฯ ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) ร่วมกันพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการยกระดับอาชีพจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมสู่การใช้ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยกระทรวงอุตสาหกรรมสนับสนุนความรู้ ขณะที่ SME Bank เติมเต็มด้านเงินทุน นำร่องที่ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ซึ่งมีการส่งเสริมให้ปลูกไผ่ และต่อยอดด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ถ่านเชื้อเพลิง ไผ่สำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์ และบ้านจากไม้ไผ่ จากนั้นจะขยายผลไปทั่วประเทศ ซึ่งทาง SME Bank ยืนยันมีทุนเพียงพอและสามารถอุดหนุนได้ในวงเงิน 1 ล้านบาทต่อ 1 ผู้ประกอบการ โดยใช้ดอกเบี้ยเงินกู้เพียง 1% จัดเป็นสิทธิพิเศษมาก

เบื้องต้นภายในปี 2561 คาดหวังจะผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนของเกษตรกรแต่ละพื้นที่อย่างน้อยอำเภอละ 1 ผู้ประกอบการ รวม 800 ราย จากนั้นปี 2562 ค่อยขยับขยายเป็นตำบลละ 1 ผู้ประกอบการ 8,000 รายต่อไป เกษตรกรที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนนั้นเป็นบุคคลธรรมดาหรือรวมกลุ่มกัน แต่ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก่อน เช่น ห้างหุ้นส่วนจำกัด , บริษัทจำกัด, กลุ่มเกษตรกร และ สหกรณ์ จากนั้น SME Bank จะเป็นผู้พิจารณาโครงการ เพื่อนำสู่การส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นเจ้าของบริษัทธุรกิจเกษตร

ทั้งนี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติจะทำหนังสือถึงสภาเกษตรกรจังหวัดให้รับทราบเบื้องต้นก่อน จากนั้นจะลงพื้นที่ในจังหวัดเป้าหมาย เช่น ภาคเหนือจัดที่ จ.ลำปาง ภาคอีสาน จ.ขอนแก่นหรืออุดรธานี ภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช เป็นต้น เกษตรกรที่มีความพร้อมทำการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม มีนวัตกรรม พันธุกรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญา แหล่งท่องเที่ยวสวยงาม ความรู้ต่างๆ ขอให้นำเรื่องเหล่านี้พูดคุยกับเครือข่ายของตนแล้วนำไปหารือกับสภาเกษตรกรจังหวัดได้ทุกจังหวัด เพื่อจะทำเป็นโครงการขึ้นมา เมื่อสภาเกษตรกรฯและเจ้าหน้าที่ SME Bank ลงพื้นที่สามารถนำเสนอโครงการ เมื่อผ่านทุกขั้นตอนก็จะสามารถอนุมัติวงเงินกู้ได้ทันที

แตกใบอ่อน : เหตุแห่งความเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316324

807934531

แตกใบอ่อน : เหตุแห่งความเสื่อม

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

น่าตกใจไม่น้อยกับผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนของ “กรุงเทพโพลล์” ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งได้ผลออกมาค่อนข้าง “เสียดแทง” หัวใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และค่อนข้างสะท้อนถึงการต้องก้าวเข้าสู่ภาวะ “ความเสื่อม” อย่างหนัก

โดยเฉพาะจากคำถามยที่ระบุว่า “วันนี้ยังจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่” ซึ่งแม้ส่วนใหญ่ร้อยละ 36.8 จะตอบว่า “สนับสนุน” แต่หากเทียบกับการสำรวจเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 ซึ่งมีคนสนับสนุนถึงร้อยละ 52.8 จึงเท่ากับว่า คนรักบิ๊กตู่หายไปถึงร้อยละ 16 ทีเดียว ขณะที่คนโหวตว่า “ไม่สนับสนุน” ก็เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 34.8 จากเดิมที่มีเพียงร้อยละ 25.6 ซึ่งถือว่าน่าตกใจมาก สำหรับระยะเวลาเพียงแค่ 6 เดือนที่ทำให้หลายคนเปลี่ยนใจ “ไม่เอา” บิ๊กตู่ได้ถึงขนาดนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะดูน่าตกใจ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจอะไร เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งจากการกระทำของ พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงพฤติกรรมของบรรดาบริวารรอบข้าง ก็ต่างชวนให้ชาวบ้านพากันเบ้ปากกันทั้งเมือง ยกตัวอย่างง่ายๆ แค่ 2 เรื่อง โดยไม่ต้องนับประเด็น “นาฬิกาหรู” ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่สั่นคลอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลได้อย่างรุนแรง

เรื่องแรกก็เมื่อคราวกลุ่มชาวบ้านที่คัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา พากันออกเดินเท้าจากบ้านมาหา นายกฯ ที่กำลังเดินทางมาประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ทันเดินทางไปถึง ก็เจอทหารตำรวจดักสลายชุมนุมกันกลางทาง พร้อมจับชาวบ้านส่งดำเนินคดี 17 คนรวด ในข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่รัฐ พกพาอาวุธในที่สาธารณะ กีดขวางการจราจร และฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ ฯลฯ

เหตุที่เกิดขึ้นคงไม่ต้องเสียเวลามานั่งถามต่อว่า วันนี้ชาวบ้านเหล่านี้ยังจะมีความศรัทธาเหลือให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้มากน้อยขนาดไหน

ขณะที่เรื่องต่อมาเพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ คือ กรณี คสช. ส่งลูกน้องไปแจ้งความจับประชาชนกลุ่ม “People Go” 8 คน ในฐานความผิดฐานมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยกล่าวหาว่าทั้ง 8 คนที่ร่วมกิจกรรม “We Walk” เดินมิตรภาพจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ไปยัง จ.ขอนแก่น ได้จัดชุมนุมมั่วสุมปราศรัยบิดเบือนโจมตีการทำงานของรัฐบาล

อ่านแล้วทำให้รู้สึกตั้งคำถามว่า เบื้องหลังการกระทำของ คสช. ครั้งนี้ มีเจตนาขัดขวางการเดินหรือไม่ และทำให้ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมศรัทธาที่มีต่อตัวนายกฯและคสช.ถึงได้เริ่มเสื่อมถอยลงได้รวดเร็วขนาดนี้ เพราะถ้าติดตามกันดีๆ จะทราบว่า 4 ประเด็นที่กลุ่ม We Walk ต้องการสื่อสารระหว่างการเดิน ซึ่งประกอบด้วย เรื่องหลักประกันสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร สิทธิชุมชน และสิทธิทางการเมืองในรัฐธรรมนูญใหม่นั้น เป็นประเด็นที่ถูกนำมาพูดกันในทุกรัฐบาล

ที่สำคัญทุกประเด็นที่สื่อสารออกมา แม้มองเผินๆ อาจจะมีเฉี่ยวกับปมการเมืองอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นประเด็นที่จะนำมาปลุกปั่น ปลุกระดม ให้คนเกลียดคนชังซึ่งกันและกัน หรือออกมาต่อต้านรัฐบาล เหมือนกับพวกกลุ่มจ้องฉวยโอกาสทางการเมืองกำลังทำอยู่เวลานี้

การเดินของกลุ่ม We Walk ในมุมของผม รู้สึกไม่ต่างจากการเดินเท้าของ “อ.ศศิน เฉลิมลาภ” จากกรณีเขื่อนแม่วงก์เลย นั่นคือการทำกิจกรรมเพื่อ “สื่อสาร” ต่อสาธารณะเกี่ยวกับปัญหาในสังคม แต่คสช.กลับทำตัวเหมือนหวาดระแวงไปเอง เหมือนกลัวว่าเขาจะเดินเพื่อล้มรัฐบาล ปลุกปั่นให้ล้ม คสช.

บรรทัดนี้จึงอยากเตือนไว้ว่า ยิ่งคสช.ระแวง ยิ่งคสช.ทำให้คนรู้สึกว่ามีการกลั่นแกล้งขัดขวางการทำกิจกรรมของภาคประชาชนมากเท่านั้น สุดท้ายระวังกระแสเหล่านี้จะตีกลับมาทำลาย คสช. เสียเอง ไม่เชื่อก็ลองไปเช็คดูสิครับว่ากระแสความไม่พอใจการกระทำของ คสช. คราวนี้มันเริ่มกรุ่นขึ้นมาอย่างไร

ดังนั้นสุดท้ายเมื่อถึงเวลาเสื่อมหนัก ก็ไม่ต้องไปโทษใครนะครับ คสช.ต้องโทษตัวเองอย่างเดียว

มะลิลา

‘บิ๊กฉัตร’สั่งบูรณาการงบน้ำปี62 เป้าหมายโครงการลุ่มน้ำชี-ยม-เจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316364

'บิ๊กฉัตร'สั่งบูรณาการงบน้ำปี62  เป้าหมายโครงการลุ่มน้ำชี-ยม-เจ้าพระยา

‘บิ๊กฉัตร’สั่งบูรณาการงบน้ำปี62 เป้าหมายโครงการลุ่มน้ำชี-ยม-เจ้าพระยา

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561, 18.56 น.

24 ม.ค. 61 เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) พล.อ.ฉัตรชัย  สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการจัดทำงบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 คณะที่ 5.3 เรื่อง การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำครั้งที่ 1/2561 ว่า ปีงบประมาณ 2562 มีหน่วยงานเสนอกรอบวงเงิน เพื่อดำเนินการเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งสิ้น 1.3 แสนล้านบาท โดยได้ให้นโยบายกับทุกหน่วยงานว่าจะต้องบูรณาการการใช้งบประมาณให้ได้ ไม่ให้เกิดการใช้งบประมาณซ้ำซ้อน

ขณะเดียวกันจะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของโครงการแล้วจัดงบประมาณลงไปก่อน โดยเฉพาะโครงการที่นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการลงทุนเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำชี

ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์  เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า พื้นที่เป้าหมายที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกคือคือพื้นที่ลุ่มน้ำในจังหวัดที่นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ในการประชุม ครม.สัญจร คือจ.นครราชสีมา ที่ต้องให้ความสำคัญกับโครงการในลุ่มน้ำชีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  จ.พระนครศรีอยุธยา โครงการในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และจ.สุโขทัย  และลุ่มน้ำยม ซึ่งส่วนของลุ่มน้ำยมนั้น ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความตื้นเขินของลำน้ำ

“กรอบวงเงินที่ทุกหน่วยงานเสนอรวมกันอยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท แต่สุดท้ายจะเหลือเท่าใดนั้นสำนักงบประมาณจะมีการพิจารณาอีกครั้ง แต่ลำดับสำคัญของโครงการจะอยู่ในจังหวัดที่นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ในช่วง ครม.สัญจร”นายสมเกียรติ กล่าว

ขอใจแลกเบอร์โทร! ‘กฤษฎา’งัดทีเด็ดแจกสายตรงขรก.-แกนนำเกษตรกรภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316295

ขอใจแลกเบอร์โทร! 'กฤษฎา'งัดทีเด็ดแจกสายตรงขรก.-แกนนำเกษตรกรภาคอีสาน

ขอใจแลกเบอร์โทร! ‘กฤษฎา’งัดทีเด็ดแจกสายตรงขรก.-แกนนำเกษตรกรภาคอีสาน

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561, 15.37 น.

“กฤษฎา”งัดทีเด็ดแจกเบอร์โทรส่วนตัว ให้ขรก.-แกนนำเกษตรกรทุกจังหวัดภาคอีสานตอนล่าง รู้เห็นอะไรไม่ดีให้รีบแจ้ง จะเปลี่ยนคนดีลงมาทำงานให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ ยันยางราคาขึ้น60บาทต่อกก.ช่วง6เดือนนี้ ระบุไม่เคยมีนโยบายให้โค่นต้นยาง

24 ม.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายลักษณ์ วจนานวัช และนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ เดินทางลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ร่วมประชุมมอบนโยบายพร้อมแนวทางปฎิบัติให้กับทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ซึ่งได้รับฟังข้อเรียกร้องเกษตรกรสวนยาง ให้ช่วยแก้ไขในเรื่องราคายังตกต่ำและของบสนับสนุนกลุ่มเกษตรกร ยกระดับการแปรรูปผลิตภัฑณ์ยาง สินค้าเกษตรเพิ่มมูลค่า

นายกฤษฎา ให้สัมภาษณ์ว่า ได้พาผู้บริหารกระทรวงมาพบปะพี่น้องข้าราชการเกษตรจำนวนมาก ตนมาให้แนวทางปฎิบัติที่เป็นรูปธรรม ในภาระกิจรับผิดชอบทั้งเรื่องน้ำ พื้นดิน ฝนหลวง ต้องบูรณาการลงไปช่วยเกษตรกรได้มากขึ้น พร้อมกับได้เชิญภาคเอกชน มาพูดคุยใช้หลักคิดการตลาดนำการผลิต ขณะนี้ตลาดต้องการสินค้าอะไร จึงแนะนำให้เกษตรกรปลูกหรือเลี้ยง จะทำให้ขายได้ ไม่ขาดทุน พร้อมกับรับฟังข้อเรียกร้องเกษตรกรในพื้นที่ จะได้ไม่เสียเวลาไปพบตนที่กรุงเทพฯ ซึ่งเวทีต่อไป จ.ข่อนแก่น ชลบุรี พิษณุโลก และสงขลา

สำหรับข้อเรียกร้องชาวสวนยาง ขอให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มาสร้างโรงงานแปรรูป ในเรื่องนี้ตรงกันกับรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี ให้มาดูเกษตรกร ร่วมกลุ่มกันได้เพื่อแปรรูป จะดูจัดงบกลางปี วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท มาช่วยกลุ่มเกษตรกร เช่น สร้างโรงเก็บอบยาง รีดยาง ลานตากข้าว เพื่อให้เกษตรกรเก็บวัถตุดิบไว้ขายตรงมีอำนาจต่อรองพ่อค้าได้ ตนคาดว่าช่วง 6 เดือนนี้ ราคายางจะสูงขึ้น เพราะความต้องการใช้ยางในตลาดโลกมีมากแน่นอน

“ตอนนี้ราคายาง 47 บาท ผมเข้ามา 40 กว่าบาท ต่อไปนี้จะไป 50 – 60 บาทแน่นอน ผมกล้าพูด เพราะผมศึกษาที่ว่ายางล้นโลกไม่มีทาง ประเทศจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ และเศรษฐกิจจีนกำลังดีขึ้น จะใช้รถกันมาก กำลังการผลิตล้อยางมากขึ้นด้วย วันนี้อยากมาคุยกับเกษตรกร อยากมีโรงเก็บยาง โรงรีดยาง ทำได้เลย เพราะนายกฯ ให้งบมา โดยคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรเข้มแข็งได้งบอุดหนุน ผมยืนยันไม่มีนโยบาย หรือบังคับ ให้โค่นตัดต้นยาง แต่มีทางเลือก อยากทำอย่างอื่น จะสนับสนุนอาชีพ เสริมรายได้ ส่วนกลุ่มเกษตรกรของบสนับสนุน รวมทั้งอยากค้าขายยางเอง ตรงใจผมมาก อยากพัฒนาเกษตรกรค้าขายยาง ต้องการให้เป็นเสือตัวที่หก ให้ซื้อยางเอง ตุนยางเอง ชักยางราคาขึ้นลงแข่งกับ 5 เสือ และตลาดโลก” นายกฤษฎา กล่าว และว่า เกษตรกรทุกคนเห็นอะไรไม่ดีอย่าไปรับ รีบแจ้งมาที่ตน เป็นข้าราชการต้องแจกปุ๋ยดี พันธุ์พืช สัตว์ ต้องดี ราคาไม่แพงกว่าท้องตลาด อย่าให้เกิดเรื่องราคาแพงและของไม่ดี นายกฯ สั่งการมา ข้าราชการที่คิดคดในข้องอในกระดูก อยู่ไม่ได้ รัฐบาลนี้ไม่เอาไว้

ต่อจากนั้น นายกฤษฎา ได้กล่าวเปิดประชุมว่า ได้น้อมนำเพลงฮีโร่คิงส์ มาเปิดนำ เนื่องจากในการเข้าเฝ้าในหลวง ร.10 พระองค์ทรงพระราชทานแนวทางของในหลวง ร.9 ให้รัฐบาลนำไปปฎิบัติเพื่อให้ประชาชนมีความสุข ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมถึงข้าราชการทุกคนต้องทำงานเข้าถึงประชาชน เกษตรกร ตามพระราชปณิธาน และขอให้นำพระจริยวัตรของในหลวง ที่ทรงมุ่งมั่น บุกขึ้นเขาลงห้วยช่วยเหลือประชาชน

“ผมหวังใจอย่างยิ่งข้าราชการมุ่งมั่นทำงานถวายในหลวง ร.10 พระราชทานพระบรมราโชวาท นำมาปฎิบัติกัน ผมมุ่งหวังกระทรวงเกษตร มีถึง 15 กรม ยิ่งใหญ่กว่ากระทรวงมหาดไทย เพราะรับผิดชอบทั้งหมดหากรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ที่บอกว่าเกษตรกรไทยลำบาก หลังสู่ฟ้าหน้าสู่ดิน คงผ่านไปได้ ถ้าลงไปหาชาวบ้านและนั่งอยู่ในใจเกษตรกรได้ มีเรื่องมีปัญหาให้เกษตรกรคิดถึงมาหาข้าราชการเกษตรก่อน นี่คือความสำเร็จ” นายกฤษฎา กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ตนใช้นโยบายมุ่งมั่นพัฒนาเกษตรกรรมก้าวหน้า นำพาเกษตรยั่งยืน วันนี้สถานการณ์เกษตรเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มูลค่าเกษตรปีละ 6 แสนล้านบาท คิดเป็นจีดีพี อันดับต้นๆ ของทั่งประเทศ แต่รายงานล่าสุด กระทรวงคลัง มาสำรวจความยากจน เกษตรกรไทยไปลงทะเบียนถึง 3.96 ล้านคน จะเห็นว่ามูลค่าเกษตรสูง แต่เกษตรกรยากจน รายได้ไปเข้ากระเป๋าคนรวย นายทุน ผู้ประกอบการ

ซี่งกระทรวงเกษตรฯ ต้องยอมรับว่าทำให้ตัวเกษตรกรยังไม่เข้มแข็ง ขณะที่เทคโนโลยีก้าวไปเร็ว จะสู้ประเทศอื่นไม่ได้ มีความท้าทาย 3 ด้าน เราต้องปฎิรูปภาคเกษตร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ให้งบกลาง 1.5 แสนล้านบาท มีเป้าหมายให้กระทรวงเกษตร 3 หมื่นล้านบาท คือ 1.เป้าหมายปฎิรูปการเกษตร ทุกหน่วยงานต้องคิดจะทำให้เกษตรกรเข้มแข็งอย่างไร 2.การพัฒนากลไกตลาด สินค้าเกษตรมากขายแล้วไม่ได้เงิน ทำอย่างไรกลไกตลาดมาเอื้อสินค้าเกษตรเงินถือมือเกษตรกร 3.กติกาโลกเสรีเปลี่ยนไป เช่น สินค้าประมงขายไม่ได้ถ้ายังใช้คนต่างด้าวผิดกฎหมาย

“การดูแลแก้ไขปัญหาของเกษตรกรของประเทศไทย ยังไม่ดีเท่าที่ควร หมายถึงกระทรวงเกษตร การแก้ไขทำแบบวูบวาบ ไม่ยั่งยืน เป็นไปตามภาวะการเมืองยุคใด ประกัน รับจำนำ แปลงใหญ่ เกษตรอินทรีย์ พอมายุคผม ไม่มีอะไรใหม่ ผมมาต่อ เติม แต่ง เพื่อขยายผลจากสิ่งที่จะทำจากสิ่งดีๆ ที่ทำไปแล้ว งบปี 62 ขอไป 2.2 แสนล้านบาท งบปี 61 กว่า 1 แสนล้านบาท จะทำอย่างไรให้เงินจำนวนมากไปตกกับเกษตรกร ไปแก้ไขภัยคุกคามให้ได้” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า กำหนดเป้าหมายในการทำงาน 5 ประการ เป้าหมายสู่อนาคต 1.เกษตรกรไทยต้องหลุดพ้นจากความยากจน ระยะแรกขอให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว ปี 65 จาก 4 หมื่นบาท เป็น 8 หมื่นบาท เกษตรกรยากจน 3.96 ล้านคน ให้หมดไป 2.พัฒนากลุ่มเกษตรกรให้เข้มแข็ง ให้เป็นกลุ่มใหญ่ เป็นวิสาหกิจสหกรณ์การเกษตร 3.ทำอย่างไรครัวเรือนเกษตรกรไทยอยู่อย่างพอเพียงทุกครัวเรือน ไม่ใช่ปลูกพืชสวนครัวรับประทานได้ หมายถึง มีรายได้สามหมื่น แต่ไปซื้อรถมอเตอร์ไซค์ มีมือถือแพง 4.ตลาดสินค้าปลอดภัยให้มากที่สุดปี 65 ในปี 70 จะเป็นเกษตรอินทรีย์ ข้าราชการเกษตรฯ ต้องเป็นเพื่อนคู่คิดของเกษตรกรไทย

นอกจากนี้ ในการทำงานไปสู่เป้าหมาย ต้องปรับพฤติกรรม การทำงานถึงสำเร็จใช้หลักความคิด 3 ประการ 1.อย่าคิดว่าข้าราชการเกษตรฯ ต๊อกต๋อย ต้องมีความมั่นอกมั่นใจมีเกียรติทำงาน ไม่เบียดเบียนเกษตรกร 2.ทีมเกษตรอยู่ในแต่ละจังหวัด อยากให้ทำงานไร้ข้อต่อ ผนึกกำลังกัน ทำให้เกษตรกรต้องลืมตาอ้าปากสู้ต่างประเทศได้ 3.ตลาดนำการผลิต แนะนำปลูกหรือเลี้ยง เป็นสิ่งที่ตลาดต้องการ

“กระทรวงคุมแผนระดับชาติ ข้าราชการในพื้นที่เป็นโซ่ข้อกลาง สำนักงานเกษตรจังหวัด วางแผน งานยุทธศาสตร์ ดูเรื่อง 4 เอ็ม งาน รบ. ระบบ คน ประสานพาณิชย์จังหวัด หอการค้า บริษัทประชารัฐสามัคคี ให้เกษตรกรตำบล ปฎิบัติได้เดินได้ถูกทางเข้าถึงเกษตรกร สิ่งสำคัญ ในหลวง ร.10 ทรงพระราชทานโครงการจิตอาสา ครั้งแรกมาพัฒนาพื้นที่ กทม.ครั้ง 2 ช่วยงานพระบรมศพในหลวง ร.9 ครั้งนี้พระราขทานให้จิตอาสา มาช่วยงานรัฐบาล ให้มีเกษตรกรเป็นจิตอาสา มาร่วมกลุ่มทำงานทรงพระราชทานให้แล้ว” รมว.เกษตรฯ กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวว่า อย่าทำงานเป็นไฟไหม้ฟาง นายกฯ บอกว่า เวลาจัดบูธโชว์ ให้เอาที่ทำได้จริงมาแสดง อะไรที่ทำไม่ได้ก็บอกกันตรงๆ ครั้งหนึ่งเคยรณรงค์เลี้ยงแพะ เต็มไปหมด พอปล่อยแพะลงจากรถผอมโกรก แล้วเอาเชือดกินหมด อย่าให้เกิดขึ้นอีก เช่นไก่กระทงราคา 15 บาท กล้ายางเท่าเอว ราคาแพง กว่าของชาวบ้าน ปีใหม่ไม่ต้องเอาของไปให้ตน ให้ดูแลชาวบ้านเต็มที่ ศีลมี 5 ข้อ ตนถือข้อเดียวไม่ลักทรัพย์ ไม่คดในข้องอในกระดูก ไม่เคยผิดข้อนี้ตลอดชีวิต มีความซื่อสัตย์สุจริต ถ้าข้าราชการทำไม่ได้สักข้อบ้านเมืองจะแย่

“เน้นย้ำ กยท.ต้องลงไปดูชาวบ้านมาส่งขายยาง ไม่ใช่ดูแต่แจกพันธุ์ยาง แจกปุ๋ย ให้ไปดูนายทุนมาเอาเปรียบไหม คำนวนราคายางรมควัน เท่าไหร่ ต้องคิดว่า กยท.อยู่ได้เพราะจากเงินค่าธรรมเนียมส่งออกขายยาง ผมเดินทางไปชี้แจงเกษตรกรทุกพื้นที่เพราะเรื่องข้าว ยาง ต้องแก้ให้ได้ ให้ทุกคนจดเบอร์โทรส่วนตัวผมไว้ด้วย มีเรื่องอะไรโทรถึงโดยตรง บอกเรื่องจริงมาพร้อมจัดการให้ทุกอย่าง หรือส่งเอสเอ็มเอส อย่าเกินเที่ยงคืนเพราะมีคนบอกผมเครียดเกินไปให้ไปนอนบ้าง ถ้ามีอะไรขอให้บอกผู้ว่าฯ แล้วเราจะคัดคนดีลงมา” นายกฤษฎา กล่าว

บิ๊กฉัตรนั่งไม่ติดส่งทูตแจงข้อมูลสภายุโรปหลังฮิวแมนไรซ์ วอชจี้ปิดตลาดประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316254

บิ๊กฉัตรนั่งไม่ติดส่งทูตแจงข้อมูลสภายุโรปหลังฮิวแมนไรซ์ วอชจี้ปิดตลาดประมง

บิ๊กฉัตรนั่งไม่ติดส่งทูตแจงข้อมูลสภายุโรปหลังฮิวแมนไรซ์ วอชจี้ปิดตลาดประมง

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561, 14.26 น.

“บิ๊กฉัตร”เชื่อสภายุโรปพร้อมฟังไทยหลัง“ฮิวแมนไรซ์ วอช” เสนอรายงานถึงเวลาปิดตลาดประมงไทย เผยสิ้นเดือน มี.ค. สรุปประเด็นคั่งค้างเสร็จสิ้น

24 ม.ค.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีฮิวแมนไรซ์ วอช เสนอรายงานต่อสภาอียู โดยแนะนำว่า ถึงเวลาที่ต้องปิดตลาดประมงไทยแล้ว เพราะรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ถึงแก่นว่า ตนยังไม่เห็นตัวรายงานแต่ได้ทราบจากอธิบดีกรมประมงบ้างแล้ว ขณะที่วันนี้ได้ทราบว่าเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ก็ได้มีการชี้แจงแล้ว

“เรื่องประมงกับเรื่องรายงาน ทางสภายุโรปได้แยกเป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งเรื่องตรวจสอบการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม (ไอยูยู) เราได้ดำเนินการแก้ปัญหามาตลอดและมีความคืบหน้ามาก ส่วนเรื่องแรงงานวันนี้ที่มีความพยายามดึงให้มาเกี่ยวโยงกัน ผมคิดว่าเรื่องแรงงานในภาคประมงเราเดินหน้าไปได้เยอะ แต่ก็ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข”

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่ยังติดค้างอยู่นั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องการแก้ไขกฎหมายลูก หรือกฎหมายในระดับกระทรวง ซึ่งจะเสร็จประมาณกลางเดือนก.พ. และเรื่องที่ติดค้างอยู่ทั้งหมด ทั้งเรื่องเรือประมงที่ชำรุดสูญหาย จะต้องหาหลักฐานมายืนยัน โดยสิ้นเดือน มี.ค.นี้ น่าจะสรุปประเด็นปัญหาที่เขายังสงสัยอยู่ได้

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า ตนไม่อยากคุยเรื่องไอยูยูมากนัก เพราะมันเป็นเรื่องที่ดูเหลี่ยมกันอยู่ แต่เชื่อว่าเรื่องนี้มีโอกาสดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฮิวแมนไรซ์ วอช พยายามเสนอถึงขนาดให้ปิดตลาดประมงในบ้านเรา ถือว่าเกินไปหรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ก็เป็นความพยายามของฮิวแมนไรซ์ วอช ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ แต่คนที่จะตัดสินใจคือ สภายุโรป ซึ่งเขาก็พูดดีกับเราว่า คนละเรื่องกัน และกระทรวงการต่างประเทศของเราก็เข้าไปดำเนินการ ไปชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจ

เมื่อถามว่าเรามั่นใจว่า ถึงอย่างไรอียู ก็จะรับฟังข้อมูลจากเรามากกว่าใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า เขาต้องรับฟังสิ่งที่เราได้ส่งไป และทางกระทรวงการต่างประเทศก็ทำหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการไปด้วย ดังนั้น เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา เราก็ทำงานของเราไป

เมื่อถามว่าสิ่งที่ฮิวแมนไรซ์ วอช ดำเนินการเช่นนี้ มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเขาพยายามตั้งแง่ว่า เราเป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร มีเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาตลอด พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ไม่อยากมองไปอย่างนั้น แต่ถ้าจะอ้างแบบนี้ก็แสดงว่าเขาไม่ได้เอาเรื่องของไอยูยู มาเป็นตัวพิจารณา แต่เอาเรื่องอื่นมาพันด้วย ซึ่งเราก็ต้องชี้แจงไปว่ามันไม่ใช่  คนละเรื่องกัน แต่ก็ถือว่าเป็นข้อดีที่ทางไอยูยูเขาเข้าใจ และเขาเป็นฝ่ายพูดเองในที่ประชุมว่าเป็นคนละเรื่องกัน

“กรณีของไอยูยู มีความก้าวหน้าไปมาก อีกไม่กี่ประเด็นที่เขาทักท้วงและเรากำลังแก้ ซึ่งสิ้นเดือนมี.ค.นี้น่าจะจบ ส่วนที่มองกันว่ามีความพยายามของล็อบบี้ยิสต์ ที่เดินเกมผ่านองค์กรเหล่านี้หรือไม่นั้น ผมไม่มองลึกไปถึงขนาดนั้น อย่าไปคิดมาก” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว