รายงานพิเศษ : ม.เกษตรฯ เตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติปี2561 ชูแนวคิด‘ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316147

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรฯ เตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติปี2561  ชูแนวคิด‘ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย4.0’

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรฯ เตรียมจัดงานวันเกษตรแห่งชาติปี2561 ชูแนวคิด‘ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย4.0’

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ จัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2561 ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา การพัฒนาเกษตรไทยสู่ 4.0” พร้อมระดม 22 หน่วยงานในสังกัด โชว์นวัตกรรมด้านการเกษตรมาจัดแสดง เชื่อมโยงศาสตร์พระราชาสู่แนวทางพัฒนาเกษตรกรไทย หวังยกระดับคุณภาพชีวิต

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายบริหารกิจการภายใน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2561 ซึ่งปีนี้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพจัดงาน ภายใต้ธีมงาน “ร่วมกันก้าวไป เกษตรไทย 4.0” ซึ่งได้ให้นโยบายหลักการในการทำงานให้น้อมนำศาสตร์พระราชา หลักการทำงาน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งโครงการพระราชดำริต่างๆ มาบูรณาการและเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่นๆ หรือนำมาเป็นต้นแบบในการทำวิจัย การเรียนการสอนที่ปัจจุบันโลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน แต่ยังยึดศาสตร์พระราชาเป็นต้นแบบ เป็นตัวตั้งในการตั้งโจทย์ เพื่อศึกษา วิจัย ให้ตอบโจทย์และสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้ โดยเฉพาะด้านการเกษตร อาหารและเทคโนโลยีชีวภาพในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการลดเวลาการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ เพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนเพื่อพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน ที่สำคัญนักวิจัย นักวิชาการ จะต้องลงพื้นที่จริง ไปคุยกับเกษตรกรชาวบ้าน เพื่อนำปัญหาหรือภูมิปัญญาของท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้านมาศึกษาค้นคว้าวิจัย และร่วมกันสร้างนวัตกรรมใหม่ หรือร่วมกันพัฒนาต่อยอดงานวิจัย อันจะนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิต ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชาติให้มีความผาสุกและมีความยั่งยืนตลอดไป

โดยในงานดังกล่าวจะมีการเผยแพร่ผลงานที่ด้านการพัฒนาการเกษตร ผลงานทางวิชาการ ผลงานวิจัย รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมของนักวิจัย ของภาครัฐและเอกชนให้แก่เกษตรกร ประชาชน นักเรียน นิสิตและนักศึกษาได้นำไปบูรณาการและนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพหรือในการดำเนินชีวิตประจำวันซึ่งในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มีการนำสิ่งประดิษฐ์คิดค้นและพัฒนาผลงานนวัตกรรมงานวิจัยในด้านต่างๆ จำนวน 100 ผลงาน ภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาเศรษฐกิจไทยไป 4.0” มานำเสนอ สำหรับไฮไลท์การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือการจัดแสดงนวัตกรรมผลงานวิจัยหรือผลงานที่พัฒนาต่อยอดใหม่ๆ ของนักวิจัย นักวิชาการ และภาครัฐและเอกชนนำมาจัดแสดงภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาเศรษฐกิจไทยไป 4.0” เปิดให้ชมตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. ภายในอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ โดยจัดแบ่งเป็นโซนต่างๆ ประกอบด้วย

นิทรรศการ “เทคโนโลยีก้าวไกล พัฒนาเศรษฐกิจไทยไป 4.0” จำนวน 100 ผลงาน 9 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรและการแปรรูป 22 ผลงาน กลุ่มอาหาร 13 ผลงาน กลุ่มเครื่องจักร เครื่องมือ จำนวน 5 ผลงาน กลุ่มสิ่งแวดล้อม 6 ผลงาน กลุ่มสัตว์และประมง 15 ผลงาน กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 13 ผลงาน อาทิ กลุ่มผลงานที่ได้รับรางวัลของ มก. 12 ผลงาน กลุ่มภาคเอกชนที่รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในงานวิจัย จำนวน 9 ผลงาน และกลุ่มหน่วยงาน มก. จำนวน 5 ผลงาน อาทิ UBI TM FIN FIN INNOVATION Cordybiotech

นอกจากนี้ จะมีการสาธิตผลงานนวัตกรรม การฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น การจัดแสดงผลงานผลิตภัณฑ์ ที่เป็นอาหาร และไม่ใช่อาหาร ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ชนะการประกวด Thailand Green Design Awards 2018 ผลิตภัณฑ์จาก KU Farm Ku Outlet รวมทั้งการประกวดและการแสดง อาทิ แนวคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมเพื่อพัฒนาอาหารและบรรจุภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ การประกวดไม้ดอก ไม้ประดับ กล้วยไม้ ผลไม้ สัตว์เลี้ยง (แพะ แกะ) ปลากัด การจัดตู้ปลาสำหรับนักเรียนระดับต่างๆ กิจกรรมการจำหน่ายของชมรม สโมสร และร้านอาหารของนิสิตคณะต่างๆ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมบนเวทีกลาง และตลาดนัด 13 โซน เพื่อเปิดพื้นที่ให้กลุ่มเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์การเกษตร องค์กรการเกษตร มาจำหน่ายสินค้า ผลิตผลทางการเกษตร เช่น ข้าวสาร มะขามหวาน ผลิตภัณฑ์แปรรูป หอมกระเทียม เทคโนโลยีการเกษตร เครื่องจักรกลการเกษตร ต้นไม้ อุปกรณ์ทางการเกษตร นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นและของเด่นของดังจาก 8 ตลาดน้ำ ตลาดบก ตลาดโบราณ และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาจำหน่ายภายในงาน

ดร.ดำรงค์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้มีการพัฒนาระบบการจัดจำหน่ายสินค้าด้วยเทคโนโลยี เพื่อประหยัดการใช้ทรัพยากรการผลิตเงินตราและธนบัตร เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งมหาวิทยาลัยโดยความร่วมมือจากธนาคารไทยพาณิชย์ ในการซื้อสินค้าในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2561 สามารถซื้อสินค้าจากร้านค้าภายในงานผ่านการสแกน QR Code ด้วย แอพพลิเคชั่นจากธนาคารต่างๆ และมีโปรโมชั่นพิเศษ เฉพาะผู้ใช้ SCB Easy App อีกช่องทางหนึ่งด้วย ในส่วนของการประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 56 ภายใต้หัวข้อ “ศาสตร์เกษตรสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ร่วมกับทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆ มาร่วมจัด ในวันที่ 30 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2561 ณ อาคารจุฬาภรณ์พิศาลศิลป์ และอาคารศูนย์เรียนรวม 3 โดยงานวันเกษตรแห่งชาติ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2561 ณ บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ติดตามรายละเอียดงานวันเกษตรแห่งชาติได้ http://www.ku.ac.th/

พร้อมจัดวันถ่ายทอดเทคโนโลยี ช่วยเกษตรกรเริ่มต้นฤดูผลิตใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316144

x

พร้อมจัดวันถ่ายทอดเทคโนโลยี ช่วยเกษตรกรเริ่มต้นฤดูผลิตใหม่

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แปลงใหญ่กุ้งทะเล : นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการแปลงใหญ่ประชารัฐ (กุ้งทะเล) จ.จันทบุรี เมื่อเร็วๆ นี้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับมอบหมายให้เป็นแกนหลักจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตปีการเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิต และใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ทั้ง 882 ศูนย์ เป็นแหล่งศึกษาความรู้ ซึ่งจะมีกิจกรรม อาทิ สถานีเรียนรู้ที่มีเนื้อหาและเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อกระบวนการผลิตของสินค้าที่เลือกดำเนินการ และสอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดงาน ซุ้มนิทรรศการ การแสดงและจำหน่ายสินค้าของกลุ่ม/สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

การจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) จะแบ่งตามฤดูกาลผลผลิต โดยไม้ผลภาคตะวันออก จัดงานในช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ ไม้ผลภาคภาคใต้ จัดงานในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเน้นให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน ลดต้นทุนการผลิต เชื่อมโยงการตลาด และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวข้าว จะจัดในช่วงเดือนพฤษภาคม เน้นการลดต้นทุน สร้างคุณภาพสินค้า ส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียนและปรังปรุงคุณภาพดิน เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องราคาและการระบาดของศัตรูพืช พืชไร่ ช่วงเดือนเมษายน เน้นการลดต้นทุนด้วยการจัดการด้านปัจจัยการผลิต โดยใช้เครื่องจักรกลเข้ามาสนับสนุนการเกษตร พืชผัก ช่วงเดือนเมษายน เน้นการวางแผนการผลิตการจัดการแปลง รวมถึงการผลิตที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน เป็นต้น อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติม

ส่องเกษตร : ขับเคลื่อนศก.พอเพียง-แหล่งน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316143

449007

ส่องเกษตร : ขับเคลื่อนศก.พอเพียง-แหล่งน้ำ

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มีข่าว 2 เรื่องที่ผมเห็นว่า น่าสนใจยิ่งในการแก้ไขปัญหาให้ภาคการเกษตรได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ข่าวแรกนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งมาเป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อผลักดันแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง”ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้เร่งมือเรื่องนี้แล้ว โดยประชุมติดตามงานคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และกอ.รมน. เป็นต้น

สาระที่น่าสนใจคือได้มีการแต่งตั้งผู้นำการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(นขพ.)ทุกจังหวัดจังหวัดละ 12 คน เป็นตัวแทนมหาดไทยในพื้นที่ 5 คน,กระทรวงเกษตรฯ 3 คนและ
คัดเลือกผู้นำท้องถิ่นมาร่วม 4 คน มีรองผู้ว่าฯเป็นประธาน รวม 77 จังหวัดทั่วประเทศมี นขพ.กว่า 900 คน ซึ่งผ่านการฝึกอบรมแนวเศรษฐกิจพอเพียงที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องมา จะเป็นผู้นำการขับเคลื่อนของแต่ละจังหวัด ทั้งนี้ได้ลงพื้นที่ทำแผนกันแล้ว สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ทุกแผนมีเป้าหมายให้คนไทยน้อมนำศาสตร์พระราชาไปใช้ดำเนินชีวิต โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นรากฐานของประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ให้ได้

ขณะที่แผนปฏิรูปภาคเกษตรของกระทรวงก็บรรจุหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 8 ประเด็น ทั้งเรื่องการจัดการ“น้ำ” การจัดการ“ดิน” ฯลฯ คาด 2-3 เดือนนี้แผนปฏิรูปประเทศทั้ง 13 ด้านรวมทั้งแผนปฏิรูปภาคเกษตรฯจะเสร็จเรียบร้อย นำเข้าครม.ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีกรอบงบประมาณ มีระยะเวลาปฏิบัติที่ทุกหน่วยงานจะเดินตามแผนลงสู่พื้นที่ ตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้ เป็นต้นไป

นับเป็นเรื่องที่ต้องจับตาติดตามดูการปฏิบัติดังกล่าว ด้วยความหวังอย่างยิ่งว่า จะทำกันอย่างจริงจังจนเกิดผลดีอย่างยั่งยืนต่อการพัฒนาภาคการเกษตรไทยเพื่อสืบสานให้เป็นไปตามพระราชปณิธานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ตลอดไป

ส่วนอีกข่าวหนึ่ง…มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่มีม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เป็นเลขาธิการ ได้เสนอโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำให้เกษตรกร โดยมูลนิธิจะเข้าไปพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่มีอยู่ 8,403 แห่ง ใน 69 จังหวัดทั่วประเทศ เป็นระบบชลประทานอันเนื่องมาจากพระราชดําริ 1,317 แห่ง และโครงการชลประทานขนาดเล็กของกรมชลประทานที่ถ่ายโอนภารกิจไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว 7,086 แห่ง

ปัจจุบันแหล่งน้ำเหล่านี้ส่วนใหญ่เสียหายจากอายุการใช้งานและภัยธรรมชาติ โครงการอันเนื่องจากพระราชดําริบางแห่งก็ยังไม่มีระบบกระจายน้ำเข้าแปลงเกษตร โดยเฉพาะโครงการที่ถ่ายโอนภารกิจไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อเกิดชํารุดเสียหาย หลายแห่งไม่ได้ตั้งงบฯซ่อมแซมและขาดบุคลากรด้านวิศวกรรมชลประทานที่จะเข้าไปปรับปรุงและเสริมประสิทธิภาพแหล่งน้ำ

คุณชายดิศนัดดาระบุว่า หากเริ่มซ่อมฝายเดือนม.ค.ตามที่เสนอ คาดส่วนใหญ่จะแล้วเสร็จทันช่วงฤดูฝนเดือนพ.ค. โดยผลศึกษาคาดจะใช้งบทั้งหมดไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพราะต้นทุนที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯเคยทำมาแล้ว 500 แห่ง ส่วนใหญ่ 80% ใช้งบฯราว 4 แสนบาทต่อ 1 แห่ง เท่านั้น

“แค่ซ่อมแซมแล้วต่อท่อถึงชาวบ้านเสร็จ ใช้เวลา 3-6 เดือน ก็ส่งน้ำให้ได้ทันที เกษตรกรได้ประโยชน์เต็มที่ มีน้ำทำเกษตรนอกฤดูกาลได้ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการแก้ปัญหาเห็นผลรวดเร็ว ที่สำคัญเป็นการนำแหล่งน้ำทุกพื้นที่ของประเทศที่มีอยู่แล้ว มาใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพเพื่อเกษตรกรไม่ต้องเสียโอกาส ถ้าทำสำเร็จจะเกิดรายได้ในท้องถิ่นเพิ่ม 30,000-48,000 ล้านบาท และเกิดเงินหมุนในระบบอีก 12 เท่า” ซึ่งคุณชายดิศนัดดายืนยันว่า ในที่ประชุมร่วมกับอาจารย์ยักษ์และกรมต่างๆ เพื่อพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผ่านงบกลางปีของรัฐบาลที่จะตั้งขึ้น 1.5 แสนล้านบาท ซึ่ง 4 หมื่นล้านบาท เป็นงบฯปฏิรูปภาคเกษตรนั้น กระทรวงเกษตรฯยืนยันพร้อมสนับสนุนตามที่ปิดทองหลังพระเสนอ

ทั้งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและข้อเสนอพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กนี้ ผมเห็นว่า เป็นการเดินตามแนวทางพระราชดำริ และน่าจะถือเป็นการ “ให้เบ็ด” กับ “สอนวิธีตกปลา” ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่เกษตรกร ไม่ใช่แค่เอา “ปลา” ไปให้แก้หิวชั่วครู่ แบบโครงการ “ประชานิยมแปลงรูป”ทั้งหลาย

สาโรช บุญแสง

เตรียมจ่ายชดเชยรายได้‘ชาวนา’ อุดหนุนผู้ร่วมโครงการส่งเสริมผลิตข้าวอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316145

x

เตรียมจ่ายชดเชยรายได้‘ชาวนา’ อุดหนุนผู้ร่วมโครงการส่งเสริมผลิตข้าวอินทรีย์

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ ปี 2560 เพื่อส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรผลิตข้าวอินทรีย์ตามมาตรฐานข้าวอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรฯ และเพื่อขยายพื้นที่การผลิตข้าวให้ได้การรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ โดยมีเป้าหมาย 77 จังหวัด เกษตรกรเข้าร่วมโครงการในปีที่ 1 จำนวน 300,000 ไร่ ปีที่ 2 จำนวน 300,000 ไร่ ปีที่ 3 จำนวน 400,000 ไร่ รวม 3 ปี 1,000,000 ไร่ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินอุดหนุนเพื่อชดเชยรายได้จากการผลิตข้าวระบบอินทรีย์ ที่ทำให้ผลผลิตลดลงในระยะเริ่มต้นของการผลิตระบบอินทรีย์ โดยสนับสนุนเงินอุดหนุนต่อเนื่อง 3 ปี ตามหลักเกณฑ์การพิจารณาให้เงินอุดหนุนตามข้อกำหนดมาตรฐานข้าวอินทรีย์

โดยเร็วๆนี้ กรมการข้าว จะส่งทะเบียนรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการประเมินเบื้องต้น สำหรับงวดเงินงบอุดหนุนครั้งที่ 1 จำนวน 69.161 ล้านบาท พื้นที่ 34,580.35 ไร่ เกษตรกร 186 กลุ่ม จำนวน 4,009 ราย ในพื้นที่ 16 จังหวัด แบ่งเป็นภาคเหนือ 11 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จังหวัดและภาคใต้ 1 จังหวัด ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) สำนักงานใหญ่ ตรวจสอบความถูกต้องและโอนเงินอุดหนุนเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรตามหลักเกณฑ์ของโครงการ ต่อไป ส่วนเกษตรกรที่ยังเหลือบางส่วนกำลังนำเสนอต่อสำนักงบประมาณพิจารณาจำนวน 115 กลุ่ม เกษตรกร 2,532 ราย ในพื้นที่ 26,436.75 ไร่ เป็นเงิน 52.873 ล้านบาท และอีกบางส่วนกำลังดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป คาดว่าจะสามารถดำเนินการเรียบร้อยได้ทั้งหมดภายในเร็วๆ นี้

สำหรับการดำเนินโครงการในปี 2561 ขณะนี้ได้ปิดการรับสมัครแล้ว โดยมีเกษตรกรที่ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 52 จังหวัด เกษตรกร 1,946 กลุ่ม จำนวน 45,607 ราย พื้นที่ 487,105.80 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 300,000 ไร่ โดยขั้นตอนต่อไปศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวและศูนย์วิจัยข้าวจะดำเนินการกลั่นกรองข้อมูล เอกสารต่างๆให้ถูกต้องตามเงื่อนไขโครงการและนำเสนอ chief of Operation จังหวัดเห็นชอบภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561

กรมชลฯยันสถานการณ์น้ำเขื่อนทั่วประเทศปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/316182

กรมชลฯยันสถานการณ์น้ำเขื่อนทั่วประเทศปกติ

กรมชลฯยันสถานการณ์น้ำเขื่อนทั่วประเทศปกติ

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561, 20.39 น.

กรมชลฯยันสถานการณ์น้ำในเขื่อนทั่วประเทศยังปกติ ไม่ขาดแคลน แต่ขอความร่วมมือให้ใช้น้ำอย่างประหยัด

23 ม.ค.61 ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(23 ม.ค. 61) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 60,361 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 79 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 36,440 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 70 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2560 จำนวน 9,050 ล้าน ลบ.ม.  เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 19,073 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 77 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม 12,377 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 68 ของปริมาณน้ำใช้การได้

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้วางแผนจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2560/61 โดยใช้น้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลัก รวมกันทั้งสิ้น 14,187 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง (1 พ.ย. 60 – 30 เม.ย. 60) จำนวน 7,700 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำ สำหรับอุปโภคบริโภค 1,140 ล้าน ลบ.ม., รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 1,450 ล้าน ลบ.ม. และการเกษตร 5,110 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีก 6,487 ล้าน ลบ.ม. จะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2561

ส่วนผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาปี 2560/61 ตั้งแต่ 1 พ.ย. 60 – 23 ม.ค. 61 ได้มีการระบายน้ำตามแผนฯไปแล้วจำนวน 3,138 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 41 ของแผนจัดสรรน้ำฯ และเป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้ โดยปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ได้ถูกส่งเข้าระบบชลประทาน ทั้งฝั่งตะวันอกและฝั่งตะวันตก เพื่อให้เกษตรกรได้ทำการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งตามแผนที่วางไว้อย่างทั่วถึง

ขณะที่การระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ยังคงมีอยู่ในอัตรา 90 ลบ.ม.ต่อวินาที(ปี 2560 มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพียง 70 ลบ.ม.ต่อวินาที) เพื่อรักษาระบบนิเวศด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจนถึงปากอ่าวไทย และควบคุมค่าความเค็มที่สถานีสูบน้ำสำแลไม่ให้เกินเกณฑ์เฝ้าระวังที่กำหนดไว้ 0.25 กรัมต่อลิตร ปัจจุบัน(23 ม.ค. 61)วัดค่าความเค็มได้ 0.18 กรัมต่อลิตร ไม่มีผลต่อน้ำดิบที่การประปานครหลวงใช้ในการผลิตประปาได้ตามปกติ ส่วนการส่งน้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตชลประทาน กรมชลประทานยังสามารถสนับสนุนได้อย่างเพียงพอ ไม่เกิดความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามกรมชลประทาน ได้วางแผนจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่างๆทั่วประเทศ ทั้งในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำอื่นๆ โดยให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนการใช้น้ำ ซึ่งเพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำในเขตชลประทานได้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ให้ร่วมแรงร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดให้เป็นไปตามแผนฯที่ได้วางไว้ พร้อมทั้งขอให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในอนาคตข้างหน้าอย่างไม่ขาดแคลนด้วย

เตือนชาวนางดเผาตอชังข้าว แนะไถกลบเพิ่มคุณภาพดินผลผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315973

เตือนชาวนางดเผาตอชังข้าว แนะไถกลบเพิ่มคุณภาพดินผลผลิต

เตือนชาวนางดเผาตอชังข้าว แนะไถกลบเพิ่มคุณภาพดินผลผลิต

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561, 11.08 น.

23 ม.ค.61 เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมาแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ไม่ควรเผาฟางและตอชังข้าวในพื้นที่นา ซึ่งจะทำให้เกิดมลภาวะในอากาศ ทั้งเกิดภาวะโลกร้อน ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงหน้าหนาว มีอากาศแห้งและลมกระโชกแรง อาจทำให้ไฟลุกลามไหม้บ้านเรือนผู้อื่นก่อให้เกิดความเสียหาย และอาจถูกดำเนินคดีได้

นอกจากนั้น กลุ่มควันอาจจะไปบดบังทัศนะวิสัยการมองเห็นของผู้ขับขี่รถบนท้องถนน ทำให้เกิดอุบัติเหตุเป็นอันตรายต่อชีวิตทรัพย์สินของผู้อื่นได้ ดังนั้นการเผาฟางและตอชังข้าวจึงไม่เป็นผลดีต่อเกษตรกรเลย ซึ่งขณะนี้พบในหลายพื้นที่ได้มีการเผาฟางและตอชังข้าวบ้างแล้ว

ทั้งนี้ จากข้อมูลจังหวัดบุรีรัมย์มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวในปีการเพาะปลูก 2560/61 จำนวน 2 ล้านไร่เศษ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายรณรงค์ให้เกษตรกรไถกลบฟางข้าว เพื่อเป็นปุ๋ยให้กับการปลูกข้าวในฤดูการผลิตต่อไป โดยการไถกลบฟางข้าว 1 ไร่ จะได้ปริมาณฟางข้าวน้ำหนักแห้ง 500-600 กิโลกรัม

นายนวนิตย์ พลเคน เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การเผาฟางและตอชังข้าวของเกษตรกร ยังส่งผลกระทบทำให้ดินแห้งเสื่อมสภาพ ปลูกข้าวได้ผลผลิตน้อย เกษตรกรควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเผามาเป็นไถกลบตอชัง เพื่อเพิ่มธาตุอาหารและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน ทั้งจะเป็นการลดต้นทุนการผลิต และลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งจะเพิ่มผลผลิตข้าวได้อีกทางหนึ่งด้วย

ซึ่งเป้าหมายการไถกลบฟางข้าว ของจังหวัดบุรีรัมย์ ในปี 2561 คือ จำนวน 1 แสนไร่ คิดเป็นปริมาณน้ำหนัก 50,000 ตัน ซึ่งในขณะนี้มีพื้นที่การไถกลบฟางข้าวไปแล้วกว่า 5 หมื่นไร่ ปริมาณปุ๋ยอินทรีย์ 25,000 ตัน ซึ่งคาดว่าภายในเดือนมีนาคม ถึงประมาณกลางเดือนเมษายน 2561 ก็จะสามารถไถกลบฟางข้าวได้ตามจำนวนเป้าหมายที่วางไว้

 

นับถอยสิ้นสุดมาตรการปกป้องพิเศษ จับตาผลกระทบภาษีนำเข้าโคเนื้อออสซี่เหลือ0%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315899

x

นับถอยสิ้นสุดมาตรการปกป้องพิเศษ จับตาผลกระทบภาษีนำเข้าโคเนื้อออสซี่เหลือ0%

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า อีกประมาณ 2 ปี ไทยจะสิ้นสุดมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ซึ่งจะส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป สินค้าเกษตรที่นำเข้าจากออสเตรเลียจำนวน 17 รายการ จะไม่มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้า และไม่จำกัดปริมาณการนำเข้าอีกต่อไป เช่น เนื้อโคและเครื่องในเนื้อหมูและเครื่องใน นมและผลิตภัณฑ์นม เนย เนยแข็ง

ขณะที่สินค้า SSG ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียที่ผ่านมา ไทยมีสินค้า SSG 23 รายการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่สิ้นสุดมาตรการไปแล้วตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2558 จำนวน 6 รายการ ได้แก่ นมและครีมข้นไม่หวาน บัตเตอร์มิลค์ น้ำผึ้ง ส้ม องุ่น และมันฝรั่งปรุงแต่งแช่เย็นแช่แข็ง และ 2.กลุ่มที่จะสิ้นสุดมาตรการในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 จำนวน 17 รายการ เช่น สินค้าเนื้อวัวและเครื่องใน สินค้าเนื้อหมูและเครื่องในกลุ่มผลิตภัณฑ์นม เนย เนยแข็ง

สำหรับสินค้าเนื้อโค เป็นสินค้าที่ตลาดภายในประเทศมีความต้องการสูงและมีการขยายตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะเนื้อโคคุณภาพ โดยในช่วงปี 2556-2560 การบริโภคเนื้อโคและผลิตภัณฑ์ของไทยขยายตัวที่ร้อยละ 4.80 ต่อปีประกอบกับผลผลิตภายในประเทศมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้ต้องมีการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพจากต่างประเทศโดยเฉพาะออสเตรเลีย ซึ่งในปี 2559 ไทยนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลียปริมาณสูงถึง 3,903 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 41.55 ของการนำเข้าเนื้อโคทั้งหมดของไทยซึ่งมีปริมาณ 9,392 ตัน เนื่องจากเนื้อโคเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการผลิตและส่งออกของออสเตรเลียและหากสิ้นสุดมาตรการ SSG แล้ว คาดว่าจะส่งผลให้มีการนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลียเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีราคาถูกลง

นายวินิต อธิสุข ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ (สศก.) กล่าวว่า สศก. จะดำเนินการจัดประชุมเพื่อเตรียมการเปิดตลาดสินค้าตามพันธกรณีความตกลง TAFTAในสินค้า SSG ที่จะสิ้นสุดมาตรการในกลุ่มที่ 2 ประมาณเดือนมีนาคม 2561 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ อาทิ กรมปศุสัตว์ กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย สหกรณ์เครือข่าย โคเนื้อ จำกัด สหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จำกัด เป็นต้น

ทั้งนี้ สศก. โดยกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ได้ให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าในการเพิ่มศักยภาพธุรกิจสำหรับสินค้าโคเนื้อตั้งแต่ปี 2550 จำนวน 6 โครงการ งบประมาณ 154.75 ล้านบาท อาทิ โครงการคัดเลือกพ่อพันธุ์กำแพงแสนเพื่อใช้ผลิตน้ำเชื้อ โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูง โครงการเพิ่มมูลค่าเนื้อโคขุนเกรดคุณภาพ (Premium) เพื่อรองรับตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อเพื่อ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันซึ่งผลจากการดำเนินการตามโครงการต่าง ได้ช่วยให้ไทยมีศักยภาพในการผลิตโคเนื้อและเนื้อโคเพิ่มขึ้น โดยในช่วงปี 2556-2560 ไทยสามารถผลิตเนื้อโคได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5.78 ต่อปีขณะที่สัดส่วนผลผลิตภายในประเทศต่อความต้องการบริโภคขยับเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 73.88 ในปี 2556 มาเป็นร้อยละ 76.4 ในปี 2560

เกษตรกรและผู้ที่ได้รับผลกระทบหรืออาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีดังกล่าว สามารถเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการยกเลิก SSG ภายใต้ความตกลง TAFTA ในปี 2563 ได้ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริหารกองทุนภาคเกษตร โทรศัพท์ 0-2561-4727 หรือโทรสาร 0-2561-4726 และ www2.oae.go.th/FTA หรือ E-mail : fta@oae.go.th

พัฒนาระบบส่งเสริมเกษตรSSMAP ให้บริการผ่านเว็บเสริมประสิทธิภาพวางแผนเพาะปลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315900

x

พัฒนาระบบส่งเสริมเกษตรSSMAP ให้บริการผ่านเว็บเสริมประสิทธิภาพวางแผนเพาะปลูก

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำข้อมูลด้านส่งเสริมการเกษตรบนเว็บไซต์ในรูปแบบของแผนที่ เรียกว่า ระบบบริการข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อการเกษตร หรือ SSMAP ขึ้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรใช้เป็นเครื่องมือวางแผนการบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านการติดตามโครงการส่งเสริมการปลูกพืช ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล Zoning จากผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล และการติดตามสถานการณ์น้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตร โดยสามารถเข้าใช้บริการระบบ SSMAP ได้ที่http://ssmap.doae.go.th/ssmap

สำหรับการติดตามโครงการส่งเสริมการปลูกพืช ทั้งโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 และโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้เชิญชวนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการจนถึง 31 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมานั้น ระบบ SSMAP จะช่วยให้เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรทราบว่า พื้นที่ใดบ้างเข้าร่วมโครงการ และสถานะของแปลงต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการนั้น มีความก้าวหน้าในการดำเนินการถึงระดับใดบ้าง โดยข้อมูลที่ปรากฏใน SSMAP นั้นจะเป็นแบบ Realtime Tracking

ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล Zoning จากผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัลนั้น จะวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลความเหมาะสมของการปลูกพืชเศรษฐกิจและข้อมูลภูมิสารสนเทศด้านการเกษตรอื่นๆ เช่น ข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดินเรื่องพื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชเศรษฐกิจ 13 ชนิด (Zoning) จะทำให้เกษตรกรทราบว่า พื้นที่การเกษตรของตนเองนั้นเหมาะสมที่จะปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดใด อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรยังสามารถนำข้อมูลภูมิสารสนเทศดังกล่าว มาวิเคราะห์เพื่อวางแผนพัฒนาการเกษตรภายในพื้นที่ได้ด้วย

ด้านการติดตามสถานการณ์น้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตร ระบบ SSMAP จะช่วยให้เกษตรกรมีข้อมูลเพื่อประเมินสถานการณ์น้ำเค็มรุกพื้นที่และเฝ้าระวังการปลูกพืชได้เบื้องต้น เนื่องจากในระบบมีข้อมูลสถานีวัดค่าความเค็มของกรมชลประทาน ทั้งหมด 4 ลุ่มน้ำ 7 สถานี ประกอบด้วย การวัดค่าความเค็มจากแม่น้ำแม่กลอง คือ สถานีปากคลองดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี วัดค่าความเค็มจากแม่น้ำท่าจีน คือ สถานีสามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม และสถานีประตูน้ำกระทุ่มแบน อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร วัดค่าความเค็มจากแม่น้ำเจ้าพระยา คือ สถานีท่าน้ำนนทบุรี อ.เมือง จ.นนทบุรี วัดค่าความเค็มจากแม่น้ำบางปะกง คือ สถานีประตูระบายน้ำท่าไข่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา สถานีสะพานบางขนาก อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา และสถานีบ้านสร้าง อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี

ซีพีเอฟหนุนอนุรักษ์ป่าไม้ ฟื้นฟูแหล่งอาหาร‘ชุมชน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315896

x

ซีพีเอฟหนุนอนุรักษ์ป่าไม้ ฟื้นฟูแหล่งอาหาร‘ชุมชน’

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส กลุ่มซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญของธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร โดยมุ่งมั่นสานต่อโครงการปลูกป่าบกและป่าชายเลนผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธงมีเป้าหมายปลูกป่าในพื้นที่เขาพระยาเดินธง อำเภอพัฒนานิคมจังหวัดลพบุรี 5,971 ไร่ ภายใต้แผน 5 ปี โดยปี 2559 – 2560 ปลูกป่าไปแล้ว 3,191 ไร่ และสร้างฝายชะลอน้ำ 24 ฝาย ขณะที่ปีนี้เตรียมปลูกป่าในพื้นที่เขาพระยาเดินธงอีก 1,200 ไร่ เพาะต้นกล้าเพื่อปลูกซ่อมและปลูกเสริม 99,188 ต้น

นอกจากนี้ เพื่อร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ยังได้ดำเนินโครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลนโดยจับมือกับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ภาคประชาสังคมและชุมชน ปลูกป่าและอนุรักษ์ป่าชายเลนในพื้นที่ 5 จังหวัด คือ จังหวัดชุมพร สมุทรสาคร ระยอง สงขลา และพังงา โดยปีนี้ดำเนินการต่อเนื่องปีที่ 5

นายอภิชัย เอกวนากุล ผอ.สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 5 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า การที่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรวมทั้งป่าชายเลน เป็นเรื่องที่เป็นผลดีต่อพื้นที่และสอดรับกับนโยบายของ ทช. คือ ต้องสร้างจิตสำนึกในการร่วมช่วยกันดูแลทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนในรูปแบบของประชารัฐ ซึ่งการปลูกป่าชายเลนเริ่มส่งผลที่เป็นรูปธรรมแล้วจากความหลากหลายทางชีวภาพที่เพิ่มขึ้น ทำให้เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและแหล่งเรียนรู้เรื่องการปลูกป่าให้แก่เยาวชน

รักษ์เกษตร : ลดต้นทุนการผลิต ด้วยปุ๋ยพืชสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/315902

รักษ์เกษตร : ลดต้นทุนการผลิต ด้วยปุ๋ยพืชสด

รักษ์เกษตร : ลดต้นทุนการผลิต ด้วยปุ๋ยพืชสด

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม 

ขอทราบข้อมูลความรู้เรื่อง ปุ๋ยพืชสด มีอะไรบ้าง และมีประโยชน์อย่างไรบ้างครับ

ทองสนาน อินทร์เจริญ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์

คำตอบ

ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ที่ได้จากการไถกลบเศษพืชทั้งหมด อันได้แก่ ต้น ใบ กิ่ง ก้าน และราก ที่ยังสดอยู่ผสมลงไปในดิน เมื่อซากพืชที่เน่าเปื่อยผุพังแล้ว จะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารให้แก่ดิน เป็นประโยชน์ ต่อพืชที่จะปลูกตามมา ปุ๋ยพืชสดจะช่วยบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน ทำให้ดินมีความร่วนซุย มีการระบายอากาศได้ดี ช่วยให้ดินมีการอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ลดอัตราการสูญเสียหน้าดินอันเกิดจากการชะล้าง ทั้งยังช่วยในการปราบวัชพืชบางชนิดได้เป็นอย่างดีด้วย

พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดนั้น มีหลายชนิดด้วยกัน ได้แก่ พืชตระกูลถั่ว ตระกูลหญ้า และพืชน้ำ เช่น จอก แหนแดง ผักตบชวา พืชตระกูลถั่วมีคุณสมบัติพิเศษกว่าพืชชนิดอื่นๆ คือ มีปมที่เรียกว่า ปมรากถั่ว ในปมเหล่านี้ จะมีเชื้อจุลินทรีย์พวกไรโซเบียมเป็นจำนวนมาก สามารถตรึงเอาธาตุไนโตรเจนจากอากาศมาเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ได้

ชนิดของพืชตระกูลถั่ว มี 4 ชนิด คือ

1.พืชตระกูลถั่วที่ไถกลบแล้วเปลี่ยนเป็นปุ๋ยได้รวดเร็ว สามารถขึ้นได้ดีในดินที่มีสภาพพื้นที่แตกต่างกัน ได้แก่ ปอเทือง โสนอินเดีย โสนไต้หวัน โสนคางคก เป็นต้น

2.พืชตระกูลถั่วที่ปลูกคลุมดิน สามารถคลุมดินได้ดีในสวนผลไม้ เพื่อปราบวัชพืช พืชบางชนิด ต้นเป็นเถา และใบร่วงหล่นเป็นปุ๋ยบำรุงดินได้แก่ ถั่วลาย ถั่วเสี้ยนป่า ไมยราพไร้หนาม คาโลโปโกเนียม ถั่วอัญชัน ถั่วกระด้าง ถั่วพร้า เป็นต้น

3.พืชตระกูลถั่วที่เป็นพืชเศรษฐกิจ เมล็ดและฝักเป็นอาหารสำหรับมนุษย์และสัตว์ สามารถปลูกใช้เป็นปุ๋ยพืชสดได้ หลังจากที่เก็บฝักและเมล็ดแล้ว ไถกลบลำต้นหรือส่วนที่เหลือลงในดิน ไม่นิยมปลูกเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดโดยตรง แต่ถ้าจะใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ ถั่วเขียว ถั่วพุ่ม ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วพู ถั่วแขก เป็นต้น

4. พืชตระกูลถั่วชนิดอื่นๆ เป็นพืชที่ปลูกในที่รกร้างว่างเปล่า ช่วยป้องกันวัชพืชและศัตรูพืชอื่นๆ รวมทั้งเป็นแนวกั้นลมได้ ได้แก่ กระถินยักษ์ คราม ถั่วมะแฮะ ขี้เหล็กผี เป็นต้น

การปลูกพืชตระกูลถั่ว เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดให้ได้ผลดีนั้น ต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็น ได้แก่

1.ลักษณะของดินที่จะปลูก พืชตระกูลถั่วชนิดต่างๆ ขึ้นได้ดีในดินที่ไม่เหมือนกัน ก่อนปลูกควรปรับปรุงสภาพของดินให้เหมาะสมกับพืชที่จะปลูกเสียก่อน เช่น

-ถ้าดินเป็นกรด ควรใส่สารปรับปรุงดินประเภทหินฝุ่น ปูนมาร์ล ปูนขาว หินเกร็ด เปลือกหอย ลงไปก่อน

-ถ้าเป็นดินทราย ควรใส่ปุ๋ยเคมีที่มีสูตรตัวเลขต่ำ สูตร 3-6-9 อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านเป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนจะปลูกถั่ว เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชตระกูลถั่ว และให้น้ำหนักพืชสดสูง

2.ปัจจัยในเรื่องเวลาและฤดูกาลที่ปลูก เวลาที่เหมาะสมที่สุดก็คือ ปลูกตอนต้นฤดูฝนแต่ต้องคำนึงถึงระยะเวลาในการปลูกพืชเศรษฐกิจด้วย เพราะพื้นที่อาศัยน้ำฝนช่วงฝนตก และปริมาณน้ำฝน มีความสำคัญต่อพืชเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง หรือไม่ก็ให้ปลูกหลังจากการเก็บเกี่ยวพืชหลักก็ได้ เพราะขณะนั้น ยังมีความชื้นในดินอยู่

3.อายุของพืช ในช่วงเวลาการไถกลบ ให้คำนึงถึงปริมาณน้ำหนักพืช และจำนวนแร่ธาตุที่เพิ่มลงในดิน โดยต้องพิจารณาถึงอายุของพืชเป็นหลัก ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตัดสับและไถกลบก็คือ ขณะที่ต้นพืชเริ่มออกดอกไปจนถึงระยะที่ออกดอกบานเต็มที่ เนื่องจากในระยะนี้ พืชตระกูลถั่วจะเจริญงอกงามสูงสุด และเป็นระยะที่องค์ประกอบของพืชอยู่ในสภาพที่เหมาะสมแก่การสลายตัว เมื่อไถกลบลงดิน จะให้ปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุไนโตรเจนแก่ดินสูงที่สุด

เกษตรกรทั่วไป ควรจะให้ความสนใจเรื่องการใช้ปุ๋ยพืชสด เพื่อการบำรุงดิน โดยเฉพาะปุ๋ยพืชสดจากพืชตระกูลถั่ว และนำไปปฏิบัติในพื้นที่ของตน เพราะนอกจากจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตที่นับวันจะสูงขึ้น ยังช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของพืชที่ปลูกให้สูงขึ้นอีกด้วย

 

นาย รัตวิ