มาสเตอร์เชฟ จูเนียร์’ปิดฉากสุดอลังการ!! ลุ้น‘เชฟ-มาร์ค-แพทตี้’ขึ้นแท่นคว้าแชมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/381606

มาสเตอร์เชฟ จูเนียร์’ปิดฉากสุดอลังการ!! ลุ้น‘เชฟ-มาร์ค-แพทตี้’ขึ้นแท่นคว้าแชมป์

มาสเตอร์เชฟ จูเนียร์’ปิดฉากสุดอลังการ!! ลุ้น‘เชฟ-มาร์ค-แพทตี้’ขึ้นแท่นคว้าแชมป์

วันเสาร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในที่สุดก็ทราบแล้วว่าแชมป์การแข่งขันรายการ “มาสเตอร์เชฟ จูเนียร์ ประเทศไทย (Master Chef Junior Thailand) ของบริษัทเฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด เป็นของน้องคนไหน กับสุดยอดการแข่งขันการทำอาหารของเด็กๆ เพื่อเฟ้นหาเพียงหนึ่งเดียวเพื่อก้าวเป็น มาสเตอร์เชฟจูเนียร์ ประเทศไทย พร้อมรับเงินรางวัล 5 แสนบาทโดยการแข่งรอบชิงชนะเลิศนี้ต้องบอกเลยว่าเข้มข้นสุดๆ ทั้ง 3 กรรมการ ต่างจัดเตรียมโจทย์เพื่อให้น้องเชฟ-มาร์ค-แพทตี้ ได้พิสูจน์ศักยภาพความสามารถของตัวเองว่าใครจะคู่ควรกับการคว้าแชมป์มาสเตอร์เชฟ จูเนียร์ ประเทศไทย

ผ่านพ้นกับการทำเมนูแรก Appetizersไปแล้วน้องๆ ทั้ง 3 คน ก็ต้องมาต่อสู้กันต่อกับเมนูที่เหลือคือ Main Course และ Dessert เรียกว่าการแข่งขันที่เหลือทั้งสองเมนูนี้น้องๆ ทั้ง 3 คนต่างก็ทุ่มเทและตั้งใจกับการแข่งขันอย่างสุดชีวิตแม้ช่วงเวลาของการแข่งขันน้องๆ ทั้ง 3 คนจะเกิดข้อผิดพลาดจนทำให้น้ำตาร่วงกันบ้าง แต่ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อจะก้าวไปสู่ความฝันของตัวเองกับการคว้าแชมป์น้องๆ ทั้ง 3 คน ก็ฮึดสู้แบบไม่รู้จักกับคำว่าท้อแท้ นอกจากการแข่งขันในรอบชิงที่ลุ้นกันสนุกตื่นเต้นแล้ว การแข่งวันนี้ทั้ง 3 คน ยังมีเซอร์ไพรส์จากเพื่อนๆ ที่ผ่านเข้ารอบ 26 คนสุดท้ายมาเป็นกำลังใจพร้อมทั้งครอบครัวเข้ามาเชียร์แบบใกล้ชิดอีกด้วยสุดท้ายน้องคนไหนจะทำอาหารได้รสชาติดีที่สุดและมีความคิดสร้างสรรค์จนสามารถพิชิตใจ 3 กรรมการ ไปได้จนก้าวขึ้นคว้าตำแหน่ง มาสเตอร์เชฟ จูเนียร์ ประเทศไทย ไปครอง ห้ามพลาดติดตามชมความสนุกสนานความตื่นเต้นของการลุ้นแชมป์ของน้องๆ ทั้ง 3 คน ได้ในรายการ “มาสเตอร์เชฟ จูเนียร์ ประเทศไทย” วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม 2561 เวลา 18.20 น. ทางช่อง 7 สี HD

ทัพดาราศิลปิน 200 ชีวิต ร่วมฉลองปีใหม่ THAILAND&AIS BANGKOK COUNTDOWN 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/381582

ทัพดาราศิลปิน 200 ชีวิต ร่วมฉลองปีใหม่ THAILAND&AIS BANGKOK COUNTDOWN 2019

ทัพดาราศิลปิน 200 ชีวิต ร่วมฉลองปีใหม่ THAILAND&AIS BANGKOK COUNTDOWN 2019

วันเสาร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นับเป็นประสบการณ์ความบันเทิง 360 องศาเมื่อกองทัพศิลปินและดีเจดังระดับอินเตอร์กว่า 200 ชีวิตร่วมสร้างความสนุกสุดมันส์ นำโดย ดา เอ็นโดรฟิน, เจ-เจตริน &เจ้านาย, โจอี้ บอย,วงโปเตโต้, 25 Hours, SB Five, BNK48 และโชว์พิเศษของคนดัง นำโดย เจมส์-จิ, แต้ว-ณฐพร,เป๊ก-ผลิตโชค, เบลล่า-ราณี, เต้ย-จรินทร์พร,พุฒ-พุฒิชัย ร่วมฉลองแบบเรียลไทม์พร้อมกันทั่วประเทศผ่านการถ่ายทอดสดงาน AIS Bangkok Countdown 2019 @centralwOrld ทางช่อง 3SD และ 3HD หรือรับชมแบบ Multi View ผ่าน

แอพพลิเคชั่น AIS PLAY และ AIS Playbox ในคืนวันที่ 31 ธ.ค. 61 นี้ โดย ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนาบอสใหญ่แห่ง ซีพีเอ็น จับมือ ศิวลี บูรณสงคราม ผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วยพันธมิตรดังระดับประเทศ จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “Eclipse of Time” การโคจรมาพบกันของช่วงเวลาความสุขส่งท้ายปี และการฉลองสุดมันส์รับปีใหม่ ผนวกเป็นปรากฏการณ์ Countdown Entertainment ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยงาน Thailand & AISBangkok Countdown 2019 จะจัดขึ้น ณ แลนด์มาร์คเคานท์ดาวน์ของซีพีเอ็น 13 สาขาทั่วประเทศ

‘โตโน่ + ใบเฟิร์น’ สัมผัสแฟลกชิพสโตร์ JD แห่งแรกในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/381592

‘โตโน่ + ใบเฟิร์น’ สัมผัสแฟลกชิพสโตร์ JD แห่งแรกในไทย

‘โตโน่ + ใบเฟิร์น’ สัมผัสแฟลกชิพสโตร์ JD แห่งแรกในไทย

วันเสาร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์และ โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ร่วมงานเปิดตัว เจดี (JD) ผู้แทนจำหน่ายรองเท้า เสื้อผ้ากีฬาแฟชั่นและสตรีทแวร์จากแบรนด์ดังระดับโลก ฉลองเปิดร้านเจดี แฟลกชิพสโตร์สาขาแรกในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ ณ ไอคอนสยาม โดยทั้งคู่ได้เผยถึงการผสมผสานกีฬาและแฟชั่นเข้ากับไลฟ์สไตล์ที่สนุกสนานและดีต่อสุขภาพของคนรุ่นใหม่ และนำทีมเปิดตัวไฮไลท์สุดพิเศษกับแฟชั่นโชว์ที่มาในคอนเซ็ปต์สตรีทสไตล์ให้กลิ่นอายของสปอร์ตแวร์ทั้งการมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้า และรองเท้าจากหลายแบรนด์ดัง

‘แม็กกี้’น้ำตาคลอ ‘เข้ม’ทำเมินไม่สน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/380187

'แม็กกี้'น้ำตาคลอ 'เข้ม'ทำเมินไม่สน!!

‘แม็กกี้’น้ำตาคลอ ‘เข้ม’ทำเมินไม่สน!!

วันเสาร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บีบหัวใจกันได้ทุกวันสำหรับละครเรื่อง “ไฮโซสะออน” จากค่าย “มีเดีย ซีน” ที่ตอนนี้กำลังสนุกกับความเข้มข้นของเรื่องราว ที่ชมแล้วจะต้องลุ้นระทึกไปกับทุกฉาก ทุกตอน

เหตุการณ์ของฉากนี้ เล่าถึง เมรี่ (แม็กกี้ อาภา) ที่รีบมาหา ไอดิน (หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล) ซึ่งได้รับการปล่อยตัวที่โรงพัก แต่ไอดินกลับพยายามหลบหน้าเมรี่ แต่ก็ไม่พ้น ด้วยความดีใจที่ไอดินได้รับการปล่อยตัว เมรี่พุ่งเข้าไปกอดเขาทันที แต่เพราะไอดินยังเข้าใจเมรี่ผิดอยู่ จึงทำเป็นไม่สนใจ และขอตัวกลับโดยขอร้องไม่ให้เมรี่มาหาเขาอีก เมื่อไอดินกลับมาถึงอู่สามัญประจำบ้าน หนูเล็ก (น้องอินเตอร์ – ด.ญ.รุ่งรดา รุ่งลิขิตเจริญ) และดาวใจ (น้ำทิพย์ เสียมทอง) เห็นก็ดีใจสุด ๆ เมรี่ซึ่งตามมาพยายามจะถามเหตุผลที่ไอดินทำเมินใส่เธอ แต่ไอดินกลับพูดบางอย่างจนทำให้เมรี่ต้องเสียน้ำตากลับไป

ฉากนี้เป็นอีกหนึ่งฉากอารมณ์ ที่ เพชร-พุฒิพงศ์ ผู้กำกับ  อยากให้ภาพที่ออกมามีความสวยงาม แต่ต้องเป็นธรรมชาติที่สุด ก่อนถ่ายทำแม็กกี้ เลยขอทำสมาธิอยู่กับบท เพราะจะต้องโต้ตอบกับเข้มด้วยอารมณ์น้อยใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ด้านเข้มเองก่อนเข้าฉากนี้ ก็ทำสมาธิเช่นกัน เพราะเขาจะต้องระเบิดอารมณ์ที่ตัวละครไอดินเก็บเอาไว้ทั้งหมด ซึ่งเมื่อถึงเวลาถ่ายทำจริงผลปรากฏว่า ทั้งคู่เล่นได้ดีมาก แม็กกี้ พูดบทไปพร้อมน้ำตาที่คลอเบ้าไปได้อย่างน่าสงสาร ด้านเข้มก็แสดงสีหน้าสับสนรวมถึงความน้อยใจออกมาได้อย่างดี

ติดตามให้กำลังใจ  ลุ้นไปกับความรักของนายช่างปากมอม และคุณหนูไฮโซเมรี่ ได้ใน ละคร “ไฮโซสะออน”  วันศุกร์ ที่ 7 ธันวาคม นี้ เวลา 18.30 น. ทางช่อง 7HD กด 35  และ Facebook LIVE ทาง Fanpage Ch7HD หรือสามารถรับชมการออกอากาศย้อนหลังได้ทาง BUGABOO.TV

‘อั้ม-ณเดชน์’ควงคู่ยลโฉมท่าอากาศยานแห่งการช็อป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/381595

‘อั้ม-ณเดชน์’ควงคู่ยลโฉมท่าอากาศยานแห่งการช็อป

‘อั้ม-ณเดชน์’ควงคู่ยลโฉมท่าอากาศยานแห่งการช็อป

วันเสาร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ณเดชน์ คูกิมิยะ ขึ้นโชว์เพลงพิเศษเอาใจชาวพัทยา ก่อนถึงคิวของนางเอก “อั้ม” พัชราภา ไชยเชื้อ มาพร้อมเดรสสีชมพูสุดอลังการ สร้างสีสันให้ภาคตะวันออก เพื่อกล่าวเชิญชวนชาวภาคตะวันออกและจังหวัดใกล้เคียงให้แวะมาเยี่ยมเยียน ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา จุดหมายแห่งใหม่ของการช็อปปิ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ภายใต้แนวคิดท่าอากาศยานแห่งการช็อปปิ้งสุดชิคที่ยกโลกทั้งใบมารวมไว้ในที่เดียว ซึ่งจัดงานแกรนด์ โอเพนนิ่งอย่างเป็นทางการ โดยมีอนันต์ อัศวโภคิน ผู้ก่อตั้งศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 และ สนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา ร่วมเฉลิมฉลองการเปิดศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา งานนี้คู่จิ้นสุดฮอต “คริส” พีรวัส แสงโพธิรัตน์-“สิงโต” ปราชญา เรืองโรจน์ ก็ได้ขนเพลงดังมาเอาใจแฟนคลับอีกด้วย

4 เรื่องควรรู้สู้ภัยพิษสุนัขบ้าหน้าร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588074

  • วันที่ 02 พ.ค. 2562 เวลา 19:49 น.

4 เรื่องควรรู้สู้ภัยพิษสุนัขบ้าหน้าร้อน

เมื่อเข้าสู่หน้าร้อน ลิสต์ชื่อโรคอันตรายที่ระบาดแทบจะทุกปีต้องมี “โรคพิษสุนัขบ้า” หรือโรคกลัวน้ำ ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความรุนแรงมากในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดรวมถึงคน และพบได้ทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยนับเป็นภัยใกล้ตัวของบรรดาคนรักสัตว์ที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้ามาให้ ส่วนจะมีอะไรบ้างมาดูกัน

1.สถานการณ์ของโรคพิษสุนัขบ้าในปี 2562

รายงานจากกรมปศุสัตว์ โดยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าว่า พื้นที่ที่พบโรคในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา สูงสุด 10 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ นครราชสีมา กาฬสินธุ์ เพชรบุรี สระบุรี ชลบุรี บุรีรัมย์ อ านาจเจริญ ร้อยเอ็ด และกำแพงเพชร

สำหรับสถานการณ์ปีที่ผ่านมา มีตัวอย่างส่งตรวจทั้งหมด 9,275 ตัวอย่าง พบผลบวกทั้งหมด 1,469 ตัวอย่าง คิดเป็น 15.83 % ใน 54 จังหวัด สูงสุด 10 จังหวัด ได้ แก่ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด สงขลา นครราชสีมา ยโสธร ชลบุรี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ นครศรีธรรมราช และกาฬสินธุ์ ส่วนชนิดสัตว์ที่พบได้แก่ สุนัข 1,281 ตัว โค 117 ตัว แมว 51 ตัว กระบือ 15 ตัว แพะ 2 ตัว นอกจากนี้ ยังมีม้า กวาง และสุกร ชนิดละ 1 ตัว

ส่วนสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2561-22 เมษายน 2562 มีรายงานพบโรคทั้งหมด 45 จังหวัด 281 จุด ปัจจุบันยังคงประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ 35 จุด ในพื้นที่ 19 จังหวัด คือ ปทุมธานี ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว ชัยภูมิ นครราชสีมา ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ตาก ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา และสตูล

2.ความน่ากลัวของโรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนที่ร้ายแรง หากพบอาการป่วยแล้วรักษาไม่ทันเวลามีอันตรายถึงชีวิต เป็นภัยร้ายใกล้ตัวโดยเฉพาะผู้เลี้ยงสุนัข แมว รวมทั้งคนที่สัมผัสกับสุนัขและแมวเป็นประจำ โดยปัจจุบันพบผู้เลี้ยงสุนัข แมว ส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าเลี้ยงสุนัข แมว อยู่ในบ้าน ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนเพราะเลี้ยงดูอย่างดีซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด

โรคนี้เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบประสาท โดยการได้รับเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าจากน้ำลายของสัตว์ที่ป่วย เช่น แมว หนู ลิง ค้างคาว และที่พบได้มากที่สุดคือ สุนัข ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อสัตว์ที่ป่วยกัด ข่วน หรือเลีย ทำให้น้ำลายเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล  บริเวณริมฝีปาก หรือนัยน์ตา มีระยะเวลาฟักตัวระหว่าง 2-8 สัปดาห์ และมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเริ่มแรก เช่น กังวล ปวดหัว และเป็นไข้ เมื่อเชื้อแพร่กระจายไปยังส่วนประสาทส่วนกลางจะก่อให้เกิดการอักเสบในสมองและกระดูกสันหลัง ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตหากไม่สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคได้ทัน

การทำวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าให้สัตว์เลี้ยง เจ้าของควรพาสุนัขหรือแมวไปฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 3 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งที่ 6 เดือน ถึงแม้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าจะสามารถป้องกันโรคได้นานกว่า 5 ปี แต่เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นถิ่นที่มีการระบาดอยู่จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนทุกปีจึงจะปลอดภัย โรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้ระบาดเฉพาะในฤดูร้อนอย่างที่เข้าใจกัน เชื้อไวรัสสามารถเจริญเติบโตได้ดีในฤดูหนาว แต่สามารถติดเชื้อได้ทุกฤดู จึงควรฉีดวัคซีนในสัตว์เลี้ยงที่มีความเสี่ยงทุกตัว

ส่วนการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าในคน (Rabies Vaccine) ควรฉีดในกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกสัตว์กัด เช่น สัตวแพทย์และเด็ก และควรฉีดก่อนสัมผัสสัตว์ การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าก่อนสัมผัสสัตว์ ให้ฉีดวันที่ 0, 7, 21 หรือ 28

3.สังเกตอาการและระยะของโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์

หากเป็นสุนัข จะมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น จากที่ชอบเล่นกับเจ้าของก็จะแยกออกไปซุกตัวเงียบ ส่วนตัวที่กลัวคนจะมาคลอเคลียคน มีไข้ ม่านตาขยาย ประมาณ 2-3 วัน ต่อมา ระยะตื่นเต้น สุนัขจะมีอาการทางประสาท เช่น กัดแทะสิ่งของ โดยไม่เจ็บปวด ตัวแข็ง ไม่อยู่นิ่ง มีอาการประมาณ 1-7 วัน ตามด้วยระยะอัมพาต สุนัขจะลิ้นห้อย นํ้าลายไหลคล้ายกับมีของติดคอ ลุกไม่ได้ และตาย รวมเวลาประมาณ 10 วัน

ส่วนแมว จะหลบในที่มืด และอาการเช่นเดียวกับสุนัข สัตว์ชนิดอื่น เช่น สุกร อาการทางประสาท เช่น เคี้ยวปาก นํ้าลายไหล ไวต่อสิ่งแวดล้อม มักตายใน 3-4 วัน โค กระบือ ตื่นเต้น วิ่งไล่ชนสิ่งต่างๆ นํ้าลายยืดกัดฟัน  เมื่อเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเข้าสู่ระบบประสาท ถ้าเป็นสุนัขจะแสดงอาการดุร้าย กัดแทะสิ่งของโดยไม่เจ็บปวด ตัวแข็ง กระวนกระวาย เมื่อเข้าสู่ระยะอัมพาต สุนัขจะลิ้นห้อย น้ำลายไหล คล้ายกับมีของติดคอ ลุกไม่ได้ และตายในที่สุด

นอกจากนี้ ข้อมูลจากสภากาชาดไทย ได้อธิบายอาการของสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าไว้ 2 แบบ คือ แบบดุร้าย สัตว์มีอาการหงุดหงิด ตื่นเต้น วิ่งพล่าน ไล่กัดคนและสัตว์ตัวอื่น โดยสุนัขจะแสดงอาการเช่นนี้ประมาณ 2-3 วัน หลังจากนั้นจะอ่อนเพลีย ขาหลังไม่มีแรง เดินโซเซ และเสียชีวิตในที่สุด และแบบเซื่องซึมสังเกตได้ยากกว่าเพราะสัตว์จะมีอาการเหมือนโรคอื่น ๆ เช่น ไข้หวัด หรือ โรคหัด โดยจะมีอาการลิ้นห้อง ปากอ้าหุบไม่ได้ ตัวแข็งเป็นอัมพาต บางตัวมีอาการชักและตายในที่สุด

4.เมื่อโดนกัด ข่วน หรือเลีย ต้องทำอย่างไร

หากถูกสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัดหรือเลียบาดแผล ต้องรีบล้างแผลด้วยน้ำและสบู่โดยเร็วที่สุด ก่อนจะเดินทางไปพบแพทย์ และควรขังสัตว์ตัวนั้นไว้เพื่อสังเกตอาการเป็นเวลา 10 วัน ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้ อย่างไรก็ตาม แพทย์สามารถป้องกันการติดเชื้อที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เกือบ 100%

หากถูกสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัด ข่วน หรือเลียบาดแผล แม้เพียงเล็กน้อย ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำและสบู่ทันทีหลายๆ ครั้ง ประมาณ 10 นาที ใส่ยาเบตาดีนเพื่อลดการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า จากนั้นรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า หากต้องฉีดวัคซีนควรฉีดวัคซีนให้ครบชุดและตรงตามนัดจึงจะได้ผล เพราะหากติดเชื้อพิษสุนัขบ้าและปล่อยทิ้งไว้จนเชื้อเข้าสู่ระบบประสาท จนแสดงอาการป่วยออกมาแล้วจะไม่สามารถรักษาให้หายได้ ผู้ป่วยจะเสียชีวิต สิ่งที่ทำอีกประการคือ ควรขังสัตว์ตัวนั้นไว้เพื่อสังเกตอาการเป็นเวลา 10 วัน ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้ ส่วนวิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือผู้เลี้ยงสัตว์ทุกคนควรนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

นอกจากนี้ มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าโดยองค์การอนามัยโลก ระบุไว้ว่า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่เกิดจากไวรัสที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน การล้างแผลด้วยน้ำและสบู่หลังจากสัมผัสสัตว์ต้องสงสัย สามารถช่วยลดความเสี่ยงติดเชื้อได้อย่างมาก และการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไป ทำได้ด้วยการฉีดวัคซีนให้กับสุนัขและป้องกันเหตุสุนัขกัด

ทั้งนี้ โรคพิษสุนัขบ้าสามารถป้องกันได้ด้วยการยึดหลัก “คาถา 5 ย.” ได้แก่

  1. อย่าแหย่ เพราะอาจโดนข่วนหรือกัดได้
  2. อย่าเหยียบ บริเวณลำตัว ขา หรือหางของสัตว์
  3. อย่าแยก สัตว์ที่กำลังกัดกัน
  4. อย่าหยิบ อาหารขณะสัตว์กำลังกิน
  5. อย่ายุ่ง กับสัตว์ที่ไม่รู้จักคุ้นเคย

เราควรเขียนอะไรในเรซูเม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587971

  • วันที่ 02 พ.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

เราควรเขียนอะไรในเรซูเม่?

รู้เขา รู้เรา ฟิตตัวเองให้พร้อมพิชิตเขียนสิ่งที่ HR อยากรู้ในเรซูเม่กันดีกว่า งานหน้าจะได้ไม่แป้ก!!

สำหรับข้อมูลที่จำเป็นต้องมีในเรซูเม่ควรเรียงลำดับตามนี้

ข้อมูลส่วนตัว : ชื่อ-นามสกุล (ควรใส่คำนำหน้าชื่อด้วย), ที่อยู่ปัจจุบัน, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล (ควรเป็นชื่อที่ทางการ เช่น ชื่อ.นามสกุล@abc.com) และรูปถ่าย (หน้าตรง แต่งกายสุภาพเรียบร้อย)

Career objective : แนะนำให้เขียนสรุปทักษะ ความรู้ ความสามารถ หรือเขียนว่าคุณมีดีอะไร และคุณต้องการทำอะไรให้แก่องค์กรแบบสั้น ๆ **สามารถเขียนโยงให้สอดคล้องกับตำแหน่งงานที่จะสมัคร และแทรก keyword ที่คิดว่า HR จะสแกนหาในเรซูเม่

Expected salary (เงินเดือนที่คาดหวัง) : เขียนเป็นช่วงของเงินเดือนที่ต้องการ เช่น 15,000-18,000 บาท (สามารถต่อรองได้) หรือตามโครงสร้างของบริษัท (อาจจะระบุหรือไม่ก็ได้)

Education (ประวัติการศึกษา) : เขียนไล่จากปีล่าสุดลงไป เรียนที่ไหน สาขาวิชาอะไร วิชาเอกอะไร เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ และเกียรตินิยม (ถ้ามี)

Work experience (ประสบการณ์ที่ผ่านมา) : เน้นอธิบายไปที่บทบาทหน้าที่ และความสำเร็จที่ได้รับ เขียนไล่จากงานล่าสุดลงไป โดยระบุเดือน/ ปีลงไปด้วย ตามด้วยชื่อบริษัท ตำแหน่งงาน บทบาทหน้าที่ และความสำเร็จ (Achievement) โฟกัสที่ความสำเร็จ แทนที่จะบอกแค่หน้าที่ที่รับผิดชอบ เช่น เปลี่ยนจากเขียนว่า “managed email list” มาเป็น “increased email subscribers by 20 percent in six months” แทน **อย่าลืม เขียนโยงให้สอดคล้องกับตำแหน่งงานที่จะสมัคร และแทรก keyword ที่คิดว่า HR จะสแกนหาในเรซูเม่

Extracurricular activity (กิจกรรมนอกหลักสูตร) : เน้นอธิบายไปที่ ได้อะไรจากกิจกรรมที่ทำบ้าง และจะนำทักษะหรือสิ่งที่ได้จากกิจกรรมนั้น มาปรับใช้กับงานที่จะสมัครได้ยังไง HR ให้ความสำคัญกับพวกกิจกรรมนอกหลักสูตร กิจกรรมกับมหาวิทยาลัย หรือการทำงาน Part-time เพราะเป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าคุณอาจเคยผ่านการทำงานเป็นทีม มีทักษะการเจรจาต่อรอง หรือมีทักษะอื่น ๆ มาแล้ว โดยเขียนไล่จากงานล่าสุดลงไป โดยระบุเดือน/ ปีลงไปด้วย ตามด้วยชื่อโครงการที่ทำ/ ชื่อบริษัท ตำแหน่งงาน บทบาทหน้าที่ และความสำเร็จ **อย่าลืม เขียนโยงให้สอดคล้องกับตำแหน่งงานที่จะสมัคร และแทรก keyword ที่คิดว่า HR จะสแกนหาในเรซูเม่

Skill (ทักษะความสามารถ) : ระบุทักษะที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่ต้องการสมัคร สามารถไปดูแนวทาง keyword ที่ประกาศงานได้ แต่ถ้าคุณใช้คำเดียวกันนี้เขียนลงไปในเรซูเม่ของคุณ ผู้ประกอบการอาจยังมองไม่เห็นภาพว่าคุณจะใช้ทักษะที่มีกับการทำงานได้อย่างไร คุณควรใช้คำง่าย ๆ และเขียนให้ชัดเจนว่า คุณประสบความสำเร็จอย่างไรในการใช้ทักษะที่คุณมีนี้ และยังรวมถึงผลสอบทางด้านภาษาต่าง ๆ และทักษะความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือโซเชี่ยลมีเดีย (เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคดิจิทัล เทคโนโลยีมีความสำคัญ)

References (บุคคลอ้างอิง) : บุคคลที่นายจ้างสามารถสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวเราได้ ต้องไม่ใช่ญาติพี่น้อง โดยระบุชื่อ-นามสกุล ตำแหน่งงาน บริษัท และ เบอร์โทรศัพท์ แต่อาจยังไม่ต้องอ้าง reference ก็ได้แต่ให้เขียนว่า “References will be sent on request.” (หมายความว่า เอกสารอ้างอิงจะส่งให้กรณีที่ทางบริษัทร้องขอมา)

 

ตัวอย่างการเขียนเรซูเม่

ภาพ freepik.com

7 ข้อดีของโยคะยามเช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587968

  • วันที่ 02 พ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

7 ข้อดีของโยคะยามเช้า

“โยคะ” การออกกำลังกายที่ไม่เคยล้าสมัย แถมยังให้ประโยชน์ได้มากกว่าที่หลายๆ คนคิด โดยเฉพาะ “โยคะยามเช้า” ที่จะช่วยเปลี่ยนเช้าวันธรรมดาให้เป็นอีกวันที่ไม่ธรรมดา

7 ข้อดีจากการฝึกโยคะยามเช้า

1.ช่วยสร้างระเบียบวินัย การออกกำลังกายยามเช้าหลังตื่นนอน เป็นสิ่งที่สามารถเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อเราปรับเปลี่ยนเวลา มาออกกำลังกายในช่วงเช้าประมาณ 1 สัปดาห์ ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวและสามารถตื่นตัวได้อัตโนมัติเมื่อถึงเวลา ซึ่งเป็นการเริ่มต้นสร้างระเบียบวินัยได้เป็นอย่างดี

2.มีเวลามากขึ้น การตื่นเช้าและเริ่มต้นออกกำลังกายเป็นสิ่งแรกของวัน จะช่วยให้เรามีโอกาสได้ออกกำลังกายมากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ เพราะในช่วงเวลาอื่นของวันเป็นช่วงที่อาจมีกิจกรรมเข้ามาแทรกในระหว่างวันได้ ทำให้เราพลาดการออกกำลังกาย อีกทั้งช่วงเย็นก็เป็นช่วงเวลาที่เราอาจจะเหนื่อยเกินไป และการตื่นเช้ายังจะช่วยให้เราเหลือเวลาในการทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น

3.สมองปลอดโปร่ง การฝึกโยคะตอนเช้าสามารถช่วยลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น ทำให้สมองตื่นตัว ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ตลอดวัน ราวกับได้ดื่มกาแฟรับเช้าวันใหม่

4.กระตุ้นระบบเผาผลาญ การออกกำลังกายในช่วงเช้าจะช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดวัน ซึ่งหลังจากการฝึกโยคะในช่วงเช้า อย่าลืมกินมื้อเช้าที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งจะช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี โดยไม่รู้สึกอยากกินจุบจิบอีกด้วย

5.หัวใจแข็งแรง โยคะยามเช้าจะช่วยกระตุ้นระบบการทำงานของหัวใจ ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจและระบบหลอดเลือดทำงานได้ดี และส่งผลให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน

6.การยืดเหยียดร่างกายทุกเช้าหลังตื่นนอน จะช่วยป้องกันอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายมีความอ่อนตัว ลดการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายในรูปแบบอื่นๆ ได้อีกด้วย

7.ช่วยให้จิตใจสงบนิ่ง รู้สึกผ่อนคลายมีสมาธิ สมองปลอดโปร่ง ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ แลดูมีชีวิตชีวา เพราะการฝึกโยคะเป็นการออกกำลังกายโดยมีสติอยู่กับการกำหนดลมหายใจให้สอดประสานเข้ากับท่วงท่าต่างๆ ทำให้เราได้มีสติจดจ่อและรู้สึกสงบนิ่ง ผ่อนคลายได้ในระหว่างการฝึก

ภาพ เอเอฟพี

ท้องเสีย ท้องร่วง อาการน่าเป็นห่วงช่วงอากาศร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587873

  • วันที่ 01 พ.ค. 2562 เวลา 11:30 น.

ท้องเสีย ท้องร่วง อาการน่าเป็นห่วงช่วงอากาศร้อน

ภาพ : freepik.com

ในเดือนที่อุณหภูมิสูงที่สุดในรอบปี ความร้อนเช่นนี้ส่งผลให้เชื้อโรคโดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี เราจึงควรเฝ้าระวังโรคที่อาจมาจากอาหารและน้ำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอาการท้องเสีย ท้องร่วง และอาหารเป็นพิษ

สังเกตอาการอย่างใดอย่างหนึ่งของท้องเสีย ท้องร่วง เช่น ท้องเสียต่อเนื่องนานเกิน 3 วัน มีอาการปวดท้องและอาเจียนรุนแรง มีไข้สูง มีเลือดปนอุจจาระ เด็กมีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อย ผิวหนังเย็น ชีพจรเต้นเร็ว และไม่สามารถรับประทานน้ำเกลือแร่ทดแทนได้

ข้อควรปฏิบัติเมื่อมีอาการท้องเสีย ท้องร่วง

1.ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส โดยให้จิบทีละนิดแต่บ่อยครั้ง เพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่ ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร แต่ควรกินอาหารที่รสอ่อนและย่อยง่าย เช่น  ข้าวต้ม แกงจืด

2.หากมีอาการผิดปกติควรรีบนำส่งโรงพยาบาล เช่น ถ่ายหรืออาเจียนไม่หยุดมากกว่า 4 ครั้ง หิวน้ำตลอดเวลา หรือปัสสาวะไม่ออก (แสดงว่าขาดน้ำมาก) หน้ามืด ช็อกหรือหมดสติ มีไข้ ปวดท้องอย่างรุนแรง หรือเวลาถ่ายแล้ว ปวดเบ่งตลอดเวลา (อาการของบิด)

3.ขับถ่ายในสุขภัณฑ์ที่ถูกสุขลักษณะ ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งหลังการขับถ่าย

4.กำจัดอาเจียนของผู้ป่วย โดยเททิ้งลงในส้วม ราดน้ำให้สะอาด แล้วใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ หรือน้ำยาซักผ้าขาวราดซ้ำ

5.รักษาความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย รวมทั้งซักเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าเช็ดตัวของผู้ป่วยให้สะอาด และนำไปตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรค

6.ผู้ดูแลใกล้ชิดผู้ป่วยควรหมั่นล้างมือ ฟอกสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อป้องกันเชื้อปนเปื้อนจากมือสู่อาหารและเกิดการติดโรคได้

ข้อห้ามเมื่อท้องร่วง ท้องเสีย

1.ห้ามรับประทานยาฆ่าเชื้อ เพราะบางทีท้องร่วงมีหลายสาเหตุ ไม่ได้เกิดจากเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย แต่อาจเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งยังไม่มียาฆ่าเชื้อ ดังนั้น การกินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียลงไปก็ไม่หาย สิ้นเปลืองเงินและอาจทำให้เชื้อดื้อยา

2.ห้ามรับประทานยาหยุดถ่าย การถ่ายเป็นกลไกของร่างกายในการขับเชื้อโรคและของเสียออกจากร่างกาย หากรับประทานยาหยุดถ่ายเข้าไปจะทำให้ลำไส้ทำงานน้อยลง จากเดิมที่ลำไส้เคยบิดตัวเพื่อไล่ของเสียออก ลำไส้ก็จะอยู่ นิ่งๆ ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโต เข้าสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น

การป้องกันท้องเสียหน้าร้อน

1.ล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ ช่วยลดการแพร่เชื้อท้องเสียระหว่างคนต่อคนได้ ควรล้างด้วยสบู่เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ปนเปื้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร

2.ล้างผักผลไม้ให้สะอาด ต้องล้างผ่านน้ำหลายๆครั้ง หรือแช่ในน้ำเกลือ หรือน้ำผสมเบกกิ้งโซดา

3.แยกอาหารที่เป็นวัตถุดิบกับอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เพราะบางครั้ง เนื้อสัตว์หลายชนิดจะปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย จึงควรแยกออกจากกัน การเก็บในตู้เย็นก็ไม่ควรวางปนกัน อาหารที่ปรุงสุกแล้วควรใส่ภาชนะที่ปิดสนิท

4.รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ ที่สำคัญ การปรุงควรถูกต้องตามเกณฑ์ เช่น ถ้าจำเป็นต้องเก็บมารับประทานใหม่ ควรทำให้ร้อนจึงจะปลอดภัย โดยมีวิธีสังเกตง่ายๆ คือ ถ้าน้ำเดือดปุดๆ แสดงว่าอุณหภูมิถึง 100 องศาเซลเซียสแล้ว

5.การเลือกวัตถุดิบที่ถูกสุขลักษณะ ควรเลือกผักผลไม้ที่สดและสะอาด เสียเวลาในการเลือกนานขึ้น แต่สบายใจ เมื่อนำมารับประทาน

6.ล้างภาชนะให้สะอาดทุกครั้ง เช่น เขียงกับมีดต้องล้างให้สะอาดทุกครั้งก่อนใช้งาน และควรใช้ช้อนกลาง ขณะที่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

7.เก็บอาหารไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เพราะอุณหภูมิที่เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี คือ 5 -60 องศา เซลเซียส ถ้าต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส เชื้อโรคจะไม่เจริญเติบโตแต่ไม่ตาย เพราะฉะนั้นอาหารที่เราเก็บไว้ในตู้เย็น ควรอุ่นก่อนรับประทานทุกครั้ง

8.ไม่ควรรับประทานอาหารที่ปรุงทิ้งไว้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่ต้องเดินทางนั่งรถนานๆ เพราะอาหารเหล่านั้นอาจบูดเน่าได้ง่าย

9.ควรต้มน้ำให้สุกทุกครั้งก่อนนำมาดื่ม โดยเฉพาะน้ำดื่มตามตู้กดน้ำ อาจไม่ได้มาตรฐานและมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้

ทริคสำหรับเด็กจบใหม่ ต้องเตรียมตัวอย่างไร ให้ได้งาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/587798

  • วันที่ 01 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

ทริคสำหรับเด็กจบใหม่ ต้องเตรียมตัวอย่างไร ให้ได้งาน

เป็นเด็กจบใหม่ต้องเตรียมตัวเองอย่างไรให้ได้งานที่ใฝ่ฝัน วันนี้เราได้รวบรวมทริคง่ายๆ ที่ทำได้จริงมากฝากกัน

เลือกจากความเหมาะสม อันดับแรกของการเตรียมตัวสมัครงานสิ่งที่เราควรทำคือ การนั่งสำรวจตัวเอง คิดทบทวนไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนว่า ตัวเราชอบอะไร? งานอะไรที่คิดว่าทำแล้วมีความสุข? ความสนใจของเราจะอยู่กับงานนี้ไปได้นานมากแค่ไหน? ศักยภาพของเราเหมาะกับงานนั้นๆ หรือไม่? จุดเด่นจุดด้อยที่เราจะปรับให้เขากับงานที่เราทำ? เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็ควรจะหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานที่เราสนใจเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น การเลือกงานที่เหมาะสมกับตัวเองเป็นงานที่ดีที่สุด และตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เพราะคงไม่มีใครที่อยากอยากเปลี่ยนงานที่ทำบ่อยๆ

เรซูเม่และผลงานต้องพร้อม หลังจากที่เราสำรวจตัวเองจนได้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องเตรียมในส่วนของข้อมูลส่วนตัวของเรา นั่นก็คือ เรซูเม่ ที่เป็นตัววัดด่านแรกว่าบริษัทจะรับคุณเข้ามาหรือไม่ ดังนั้น ตรวจสอบให้ดี ข้อมูลส่วนตัว ชื่อ-สกุล เป้าหมายในอาชีพ (เขียนให้ชัดเจน) ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน กิจกรรมที่เคยทำ อย่าลืมที่อยู่และเบอร์ติดต่อกลับเด็ดขาด ต่อมาเป็นส่วนของผลงานตั้งแต่ตอนที่เรียนอยู่ ตอนฝึกงาน หรือใครที่รับทำงานสมัยเรียน เลือกชิ้นที่เด็ดๆ เพื่อแสดงให้เห็นทักษะและความสามารถที่เรามี ขอย้ำว่าข้อมูลเหล่านี้ต้องครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด

กิริยามารยาทเป็นเรื่องสำคัญ สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล เป็นประโยคที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยๆ หลายครั้งที่คนเก่งๆ ไม่ถูกเลือกก็เพราะการแสดงกิริยามารยาทไม่เหมาะสม สิ่งที่เราควรทำคือ ให้นึกไว้เสมอว่าเรากำลังมาสัมภาษณ์งาน โอกาสที่จะพลาดนั้นมีอยู่ ดังนั้น ต้องระวังเรื่องคำพูดและการวางตัวให้ดี ตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้าไปจนกระทั่งเดินออกมาจากห้องสัมภาษณ์ เพราะพวกเขากำลังประเมินเราอยู่ ยิ่งบริษัทที่เราไปสัมภาษณ์งานนั้นดูเป็นกันเองกับเรามากแค่ไหน เรายิ่งต้องระวังกิริยามารยาทของเราไว้ให้ดี อ่อนน้อมถ่อมตนกับผู้ใหญ่ดีที่สุด

ระวังเรื่องการตอบคำถาม ตอบให้ชัดและตรงประเด็นมากที่สุด ไม่วกไปวนมา โดยเฉพาะพวกคำถามปลายเปิดให้ตั้งสติดีๆ และตอบให้ฉะฉาน การตอบคำถามถือเป็นการแสดงให้เห็นทัศนคติ ความคิด ดังนั้นต้องระวังอย่าให้พลาด

บุคลิกภาพที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนที่มีบุคลิกภาพที่ดีนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมาก ดังนั้น เราลองสำรวจตัวเองสิว่ามีอะไรที่เราไม่มั่นใจบ้าง ตั้งแต่ทรงผม การวางตัว สีหน้า การแต่งตัว การเดิน การนั่ง การยืน แววตา น้ำเสียงเวลาพูด รีบปรับแก้ไข ก่อนจะไปสมัครงาน