‘ผู้ว่าฯอัศวิน’ สั่งรร.กทม.ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411689?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

‘ผู้ว่าฯอัศวิน’ สั่งรร.กทม.ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

20 มกราคม 2563 – 18:55 น.
ผู้ว่าฯอัศวิน,ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี,โรงเรียนกทม,่คมชัดลึก
เปิดอ่าน 842 ครั้ง

“ผู้ว่าฯอัศวิน” นั่งหัวโต๊ะที่ประชุมคณะผู้บริหารกทม.สั่งให้ทุกรร.ในสังกัดกทม. จัดให้นักเรียนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีทุกเช้าหลังเคารพธงชาติเริ่ม 21 ม.ค.2563

วันที่ 20 มกราคม 2563 – พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2/2563 เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานในเรื่องต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร โดยมี คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เขตดินแดง

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังการประชุมว่า กรุงเทพมหานครเห็นความสำคัญต่อการสร้างจิตสำนึกและความตระหนักในการเคารพรักชาติ ศาสตร์ และกษัตริย์ จึงได้สั่งการให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทุกโรงเรียนจัดให้นักเรียนมีการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีในช่วงเช้าหลังจากเคารพธงชาติ

เนื่องจากที่ผ่านมาจะเห็นว่าเคยมีการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่ปัจจุบันจะไม่ค่อยมีการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จึงเห็นควรปลูกฝังให้เด็กนักเรียนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีหลังจากการเคารพธงชาติทุกวัน เพื่อให้เด็กเกิดความตระหนักรู้ และเคารพรักในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ส่วนเวลาอื่นก็ให้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยเริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ 21 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

ทั้งนี้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร มีจำนวนทั้งหมด 437 แห่ง  เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีนักเรียนจำนวน 286,719 คน ….(ข้อมูลเมื่อปี 2561)

 อ่านข่าว : มีแน่..สวนลอยฟ้ากรุงเทพฯ เชื่อม2พระนคร

ปริศนา…โคโรนาพันธุ์ใหม่ คำตอบที่ยังต้องรอจีนเฉลย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411515?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ปริศนา…โคโรนาพันธุ์ใหม่ คำตอบที่ยังต้องรอจีนเฉลย

20 มกราคม 2563 – 12:45 น.
ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
เปิดอ่าน 120 ครั้ง

ปริศนา…โคโรนาพันธุ์ใหม่ คำตอบที่ยังต้องรอจีนเฉลย โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ Quality4444@gmail.com

ข้อมูลที่นานาประเทศรับรู้เกี่ยวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของประเทศจีนในขณะนี้ คือเกิดจากเชื้อ “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่” และมีผู้ป่วยยืนยันในจีน 41 ราย และเสียชีวิต 2 รายเป็นผู้สูงอายุเท่านั้น ส่วนความรุนแรงของโรคยังไม่มีรายงานเผยแพร่ ต้องรอให้ทางการจีนค่อยๆ ทยอยเปิดเผยข้อมูลออกมา

แม้แต่องค์การอนามัยโลก หรือฮู ก็ยังไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ได้ว่า “โรครุนแรง” หรือไม่ โอกาสการแพร่กระจายเป็นอย่างไร ทำได้เพียงการให้ข้อมูลเชิงหลักวิชาการเท่านั้นว่า “มีโอกาสที่จะติดต่อจากคนสู่คน และคนในครอบครัว” เนื่องจากข้อมูลในประเทศจีนมีรายงานว่าพบสามีป่วยและภรรยาซึ่งไม่เคยออกไปไหนหรือไปในพื้นที่ระบาด มีอาการป่วยด้วย จึงอาจเป็นไปได้ว่า “เชื้อสามารถติดคนในครอบครัวได้” แต่ยังไม่มีรายงานที่ชัดเจน

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า ไวรัสในตระกูลโคโรนา ปัจจุบันมี 6 สายพันธุ์ย่อย และตัวใหม่ที่เมืองอู่ฮั่นเป็นสายพันธุ์ย่อยที่ 7 ซึ่งในจำนวนนี้ 2 สายพันธุ์ ก่อโรครุนแรง คือ โรคซาร์ส อัตราเสียชีวิต 10% และเมอร์ส อัตราเสียชีวิต 30% อีก 4 สายพันธุ์ย่อยก่อโรคไม่รุนแรง โดย 30% ของผู้ป่วยที่เป็นหวัดเกิดจากเชื้อ 4 สายพันธุ์ย่อยนี้ เพราะมนุษย์รู้จักกับเชื้อเหล่านี้มานาน 50-60 ปี จนร่างกายมนุษย์สามารถสร้างภูมิต้านทานมาสู้กับเชื้อได้

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี อธิบายด้วยว่า เมื่อเจอเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะบอกว่าเชื้อรุนแรงหรือไม่ คือเมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์แล้วก่ออาการเจ็บป่วยในคนรุนแรงหรือไม่ ซึ่งข้อมูลที่รับรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยที่ 7 คือมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อและเสียชีวิตในจีนเพียง 2 ราย แต่ยังต้องรอการเปิดเผยข้อมูลว่าตัวใหม่นี้ที่สุดแล้ว จะอยู่ในกลุ่มที่ก่อโรครุนแรงหรือไม่รุนแรง และติดต่อจากคนสู่คนหรือไม่ อย่างไรก็ตามธรรมชาติของเชื้อโรคแม้จะก่อโรคไม่รุนแรง แต่หากปล่อยให้หมุนวนอยู่ในคน โอกาสที่จะกลายพันธุ์สามารถเกิดขึ้นได้

“ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ก่อให้เกิดโรคไม่รุนแรง หรือติอต่อจากคนสู่คนหรือไม่ ข้อมูลทั้งหมดยังอยู่ที่ประเทศจีน ส่วนในประเทศไทยพบผู้ป่วยเพียง 2 ราย และอาการไม่รุนแรง แต่การที่ไทยต้องยกระดับมาตรการเฝ้าระวังเป็นขั้นสูงสุดเพราะยังไม่รู้ว่าเชื้อนี้จะมีความรุนแรงหรือไม่ จึงต้องคิดว่าเชื้อมีความรุนแรงไว้ก่อน” รศ.(พิเศษ) นพ.ทวีกล่าว

ขณะที่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า โรคปอดบวมอู่ฮั่น โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ การระบาดและการกระจายของโรคจะรุนแรงหรือกว้างขวางขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอำนาจในการกระจายของโรค หรือที่เรียกว่า basic reproductive number ผู้ป่วย 1 คนกระจายโรคไปได้กี่คน ถ้า 3 คนตัวเลขนี้ก็จะเป็น 3 ถ้าโรคที่มีความรุนแรง การระบาดจะไม่กระจายมาก เพราะผู้ป่วยมีอาการรุนแรงไม่สามารถเดินทางไปได้ไกล เช่น อีโบลา (Ebola) ถ้ารุนแรงถึงเสียชีวิตมาก การกระจายก็จะน้อย เพราะไวรัสที่อยู่ในคนที่ป่วยรุนแรง และถึงเสียชีวิตก็จะจบอยู่ตรงนั้น

อำนาจในการกระจายโรคหมายถึงผู้ป่วย 1 คนสามารถกระจายโรคไปได้กี่คน เช่น ซาร์ส มีอำนาจการกระจายโรคเท่ากับ 3 หมายความว่าผู้ป่วย 1 คน จะมีผู้มารับช่วงเป็นโรค 3 คน และจาก 3 คนก็จะเป็น 9 คน แต่เนื่องจากโรคซาร์ส รุนแรงเสียชีวิตถึง 1 ใน 3 และคนป่วยเกือบทุกคนต้องนอนโรงพยาบาล จึงทำให้สามารถควบคุมโรคได้และหมดไปในที่สุด ไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดทั่วโลก โรคไม่รุนแรงโอกาสเสียชีวิตน้อยมาก เมื่อเป็นแล้วยังสามารถเดินทางข้ามประเทศได้ง่ายโดยที่ไม่รู้ จึงมีการกระจายได้ทั่วโลก ทั้งที่อํานาจการกระจายโรคไข้หวัดใหญ่อยู่ที่ประมาณ 1.5 ถึง 2 เท่านั้นก็ยังระบาดใหญ่ทั่วโลกได้

โรคปอดบวมอู่ฮั่น ดูแล้วโรคไม่ดูแรง ผู้ที่เสียชีวิต 1 รายมีโรคประจำตัวอยู่ อัตราการกระจายโรคน้อยกว่า 1 เพราะยังไม่มีหลักฐานการติดต่อจากคนสู่คนก็ไม่น่าจะกระจายได้มาก ถ้ามีหลักฐานการติดต่อจากคนสู่คน และโรคไม่รุนแรง โรคนี้ก็จะพบได้ทั่วโลก และเป็นโรคทางเดินหายใจโคโรนาได้เช่นเดียวกับโคโรนาตัวอื่นที่พบได้บ่อยอยู่แล้ว หรือเหมือนกับไข้หวัดใหญ่ได้เช่นกัน

ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขมีการประเมินความเสี่ยงของประเทศไทย พบว่า การเดินทางจากเมืองอู่ฮั่นมายังประเทศไทย มีผู้โดยสารขาเข้าเฉลี่ยวันละ 1,200 คน ส่วนคนไทยเดินทางไปประเทศจีนประมาณปีละ 7 แสนคน และอยู่อาศัยในประเทศจีนประมาณ 12,000 คน โดยเป็นนักเรียนนักศึกษาประมาณ 2 ใน 3 ซึ่งเมืองอู่ฮั่นมีนักศึกษาไทยไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ส่วนคนจีนเดินทางมาประเทศไทยปีละประมาณ 10 ล้านคน จากประชากรประมาณ 1,400 ล้านคน

สำหรับมาตรการเฝ้าระวังโรคและควบคุมโรคของประเทศไทย ประกอบด้วย 1.หารือกับสายการบินประเด็นการคัดกรองผู้เดินทางก่อนขึ้นเครื่อง และการทำความสะอาด การฆ่าเชื้อ ภายในเครื่องบินทุกเที่ยวบินที่มาจากเมืองอู่ฮั่น 2.คัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศใน 6 สนามบิน คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ และอู่ตะเภา 3.ขอความร่วมมือให้โรงพยาบาลคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการไข้ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ และมีประวัติการเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น และ 4.การเฝ้าระวังในชุมชน โดยให้ความรู้ประชาชนเมื่อพบนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดของโรค มีอาการไข้ ร่วมกับมีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้แจ้งบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค DDC Hotline 1422
อย่างไรก็ตามในวันที่ไทยแถลงพบผู้ป่วยยืนยันรายแรก ดร.แดเนียล  เคอร์เทซ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ร่วมแถลงด้วยและชื่นชมประเทศไทยว่า  ประเทศไทยมีระบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมและรักษาที่น่าชื่นชม โดยสามารถตรวจคัดกรองและยืนยันผลการติดเชื้อทางห้องปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็ว และขอให้ประเทศไทยแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันกับองค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเตรียมพร้อมมือโรค
“ถึงวันที่ 17 มกราคม 2563 ประเทศไทยมีรายงานพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสนี้ 2 ราย เป็นชาวจีนทั้งคู่และเดินทางจากอู่ฮั่นเพื่อมาเที่ยว ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีการระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ และนายกรัฐมนตรีกำชับให้มีการเปิดเผยข้อเท็จจริง อย่าปิดบังหรือปรุงแต่งข้อมูล” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) กล่าว

43 ร.ร.ผ่านเกณฑ์ค้นหานศ.ทุนนวัตกรรมสายอาชีพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411435?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

43 ร.ร.ผ่านเกณฑ์ค้นหานศ.ทุนนวัตกรรมสายอาชีพ

19 มกราคม 2563 – 14:33 น.
หานศทุน,ทุนนวัตกรรมสายอาชีพ,ข่าววันนี้,กสศประกาศผล
เปิดอ่าน 78 ครั้ง

กสศ.ประกาศผล 43 สถานศึกษาสายอาชีพ ร่วมโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ปี 2563 หนุนเยาวชนช้างเผือก ม.3 ม.6/ปวช.3 หรือเทียบเท่า

                   19 ม.ค.2563-กสศ.ประกาศผล 43 สถานศึกษาสายอาชีพ ร่วมโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ปี 2563 หนุนเยาวชนช้างเผือก ม.3 ม.6/ปวช.3 หรือเทียบเท่า เก่ง-ดี-มีฝีมือ 2,450 ทุน เปิดรับสมัคร ระหว่าง 1ก.พ.-2 มี.ค.2563

ที่ห้องประชุมแซฟไฟร์ 202 อาคารอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี  กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)  จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงข้อเสนอโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ระหว่างวันที่ 19 -20 มกราคม 2563 เพื่อชี้แจงและสร้างความเข้าใจแนวคิดและหลักการโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง

รวมถึงปรับปรุงและพัฒนาข้อเสนอโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ให้กับสถานศึกษาสายอาชีพที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณารุ่นที่ 2 ปี 2563 และแลกเปลี่ยนเรียนรู้การแนะแนวประชาสัมพันธ์ ค้นหา คัดกรองความยากจน และคัดเลือกนักศึกษาผู้รับทุน โดยมีผู้เข้าร่วม 180 คน จากสถานศึกษาสายอาชีพทุกสังกัด (วิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยชุมชน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล) จำนวน 43 แห่ง จากทุกภูมิภาคใน 34 จังหวัด

นายสุภกร  บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า ตามที่ กสศ. เปิดรับข้อเสนอโครงการผ่านระบบออนไลน์จากสถานศึกษาสายอาชีพที่เปิดสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง/อนุปริญญาทุกสังกัด เพื่อคัดเลือกเข้าร่วมโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ปีการศึกษา 2563 ระหว่างวันที่ 18 พ.ย.-9 ธ.ค.2562 มีสถานศึกษาส่งข้อเสนอโครงการจำนวน รวม 170 โครงการ จาก 119 แห่ง จำนวนทุนที่เสนอมาทั้งสิ้น 9,217 คน

กสศ.ได้พิจารณาคัดเลือกข้อเสนอโครงการที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาทั้งสิ้น 60 โครงการ ซึ่งจะดำเนินการในสถานศึกษาสายอาชีพ จำนวน 43 แห่ง จากทุกภูมิภาคใน 34 จังหวัด มีจำนวนทุนทั้งสิ้น 2,450 ทุน   สำหรับการพิจารณาคัดเลือกสถานศึกษาที่คุณภาพและความพร้อมสูงสุดตามคุณภาพโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนรวม 38 ท่าน โดยเป็นคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการ ที่มี ศ.ดร.นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย เป็นประธาน และคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองข้อเสนอโครงการจาก 3 ภาคส่วน ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคสื่อมวลชน

กระบวนการต่อจากนี้ สถานศึกษาสายอาชีพที่เข้าร่วมโครงการจะดำเนินการแนะแนวประชาสัมพันธ์ ค้นหา คัดกรองความยากจนผ่าน Application และคัดเลือกนักเรียนทุน โดยเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนส่วนมากไม่คาดหวังว่าจะได้เรียนต่อ ซึ่งจากดำเนินงานหากสอบถามเด็กที่ได้รับทุนนวัตกรรมรุ่นที่ 1 จะเห็นว่าส่วนใหญ่ทราบเรื่องจากคุณครู จำนวนน้อยมากที่จะทราบจากข่าวประชาสัมพันธ์และโฆษณา ดังนั้นหากเราอยากเจอเด็กที่มาจากครอบครัวยากจน สถานศึกษาต้องลงพื้นที่ค้นหานักเรียนที่เข้าข่ายยากจนตามโรงเรียนในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียงตั้งแต่ที่เด็กยังเรียนไม่จบ เพื่อให้เด็กนักเรียนชั้นม.3 ม.6 ปวช. 3 หรือเทียบเท่า มีโอกาสทางการศึกษาในสายอาชีพ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาขีดความสามารถและคุณภาพการศึกษาทางด้านสายอาชีพอีกด้วย” นายสุภกร กล่าว

​นายสุภกร กล่าวด้วยว่า  ส่วนการดำเนินโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงรุ่นที่ 2 นั้น กสศ. เน้นการทำงานเชิงรุกและเจาะกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น โดยประสานงานกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือคุยกับสถาบันที่จะสามารถฝึกอาชีพให้เด็กพิการ แม้อาจจะยังทำได้จำนวนไม่มากในรุ่นที่ 2 แต่ กสศ. จะพยายามพัฒนาตัวแบบเฉพาะกลุ่มให้มากขึ้น เพื่อเป็นการขยายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้เด็กอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงเป็นโครงการที่มีคนจับตาดู เพราะจะทำให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเด็กที่ขาดโอกาสนับหมื่นคน ดังนั้นถ้าโครงการสำเร็จก็จะทำให้เด็กได้รับโอกาสด้านทุนการศึกษาที่เพิ่มขึ้น และยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาสายอาชีพ

ด้านน.ส.ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วม นวัตกรรม และทุนการศึกษา  กสศ. กล่าวว่า  ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง แบ่งเป็น ทุน5 ปี (ปวช.ต่อเนื่องปวส.) จำนวน 810 ทุน สำหรับนักเรียนชั้นม.3 ที่จะจบการศึกษาในปี 2562 และทุน2 ปี (ปวส. อนุปริญญา) จำนวน 1,640 ทุน สำหรับนักเรียนชั้นม.6/ปวช.3 ที่จะจบการศึกษาในปี 2562 ส่วนเกณฑ์การรับสมัครนั้น จะพิจารณาจาก 3 หลักเกณฑ์สำคัญ 1. การขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส โดยต้องเป็นนักเรียนยากจนหรือด้อยโอกาส มีรายได้เฉลี่ยสมาชิกครัวเรือนต่อคนต่อเดือนไม่เกิน 3,000 บาทและผ่านกระบวนการคัดกรองความยากจน 2. ศักยภาพในการเรียนต่อจนจบหลักสูตร

โดยเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนสะสมดี เกรดเฉลี่ยสะสมตลอดช่วงชั้นไม่ต่ำกว่า 2.75 หรือภาคเรียนสุดท้ายมีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.0  กรณีเป็นนักเรียนชั้นม.3 ที่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไขของกสศ. มีเกรดเฉลี่ยสะสมอยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ30 บนของระดับชั้นเมื่อเทียบกับกลุ่มนักเรียนม.3ของโรงเรียน   หรือเป็นผู้มีความสามารถพิเศษโดดเด่นที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่สถานศึกษาเปิดรับ ได้แก่ด้านทักษะฝีมือ และเชิงนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ ได้รับรางวัลระดับกลุ่มโรงเรียน ระดับจังหวัด หรือระดับกลุ่มจังหวัด

และ 3. คุณสมบัติเฉพาะ อาทิ ความสนใจ ความถนัดและการมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนสายอาชีพ โดยสิ่งที่นักศึกษาทุนจะได้รับการสนับสนุนค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายรายเดือน พร้อมกับกิจกรรมเสริมคุณภาพจนสำเร็จการศึกษากับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ

“สถานศึกษาสายอาชีพทั้ง 43 แห่ง จะเปิดรับสมัครนักเรียนทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 2 มีนาคม2563 ผู้สนใจสามารถสมัครทุนได้ได้โดยตรงกับสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานศึกษา สาขาที่เปิดรับ และดาวน์โหลดแบบฟอร์มสมัครทุน ได้ที่ www.eef.or.th หรือ02-079-5475 กด2 ” น.ส.ธันว์ธิดา กล่าว

​ขณะที่ ผศ.ดร.จำนงค์  จุลเอียด  ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนราธิวาส มหาวิทยาลัย นราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดนราธิวาส มีโรงเรียนขยายโอกาสตั้งอยู่หลายแห่ง ซึ่งเด็กๆเขามีความตั้งใจจะเล่าเรียน แต่ด้วยสถานการณ์ความไม่งบของ3จังหวัด  ทำให้ผู้ปกครองไม่สามารถออกไปทำงานประกอบอาชีพได้อย่างปกติ  จึงไม่มีทุนทรัพย์ที่จะส่งให้เด็กได้เล่าเรียน ดังนั้น โครงการนี้ถือเป็นการให้โอกาสเด็กที่เรียนดีแต่ยากจน โดยเฉพาะเรื่องการสร้างโอกาสในวิชาชีพเกษตร สร้างนวัตกรรใหม่ๆ เช่น สมาร์ทฟาร์มเมอร์ เพื่อพัฒนารูปแบบการผลิต

​“พอนักเรียนรู้ว่ามีโครงการนี้ พวกเขาตื่นเต้นดีใจมาก หลังจากนี้ทางวิทยาลัยจะประชุมวางแผนการดำเนินงาน เน้นคัดกรองคนหาเด็กที่ยากจน ตามเกณฑ์เงื่อนไขที่กสศ.กำหนด โครงการนี้จะช่วยได้อย่างมาก ต้องขอบคุณภาครัฐและกสศ.ที่เปิดโอกาส ให้กับเด็กนราธิวาส” ผศ.ดร.จำนงค์  กล่าว

กสศ.ตั้งใจใช้บทเรียนจากสาธารณสุข แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411306?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

กสศ.ตั้งใจใช้บทเรียนจากสาธารณสุข แก้เหลื่อมล้ำการศึกษา

18 มกราคม 2563 – 15:05 น.
กสศ,แก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 111 ครั้ง

“ดร.ประสาร” ชี้ กสศ.ตั้งใจใช้บทเรียนจากสาธารณสุข แก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา เน้นงานวิจัยเชิงระบบ-นวัตกรรม-ภาคีเครือข่าย           

                  18 ม.ค.2563-“ดร.ประสาร” ชี้ กสศ.ตั้งใจใช้บทเรียนจากสาธารณสุข แก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา เน้นงานวิจัยเชิงระบบ-นวัตกรรม-ภาคีเครือข่าย เพื่อค้นหา ช่วยเหลือ เด็กตกหล่นด้อยโอกาส สร้างเด็กช้างเผือก เพื่อก้าวพ้นความยากจน ระบุ รัฐลงทุนเพื่อความเสมอภาคฯ เท่ากับอุดหนุนสวัสดิการสังคม เสริมการเติบโตเศรษฐกิจประเทศ

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวปาฐกถา หัวข้อ “การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา บทเรียนจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ในงานรำลึก ๑๒ ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์  จัดโดย มูลนิธิมิตรภาพบำบัด (กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) ที่โรงแรมทีเคพาเลซ ตอนหนึ่งระบุว่า ความสำเร็จของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขที่เคยมี ระหว่างคนที่มีฐานะแตกต่างกันในการเข้าถึงบริการของรัฐ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประชาชนมีความสุข มีหลักประกันในชีวิตว่าจะไม่ต้องเป็นหนี้สินหรือล้มละลายจากค่าใช้จ่ายรักษายามป่วยไข้ และยังทำให้ประเทศไทยที่แม้จะเป็นประเทศกลุ่มรายได้ปานกลาง แต่ยังสามารถเป็นกรณีตัวอย่าง เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ในความสำเร็จทำให้เกิดระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าขึ้นมาได้

ดร.ประสาร กล่าวว่า บริการภาคการศึกษา มีโครงสร้างพื้นฐาน ที่คล้ายคลึงกับโครงสร้างของภาคสาธารณสุข และประสบปัญหาหลายๆ  อย่างเหมือนกับระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ยากไร้ ด้อยโอกาส เช่น ปัญหาการเข้าถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพ ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่สูงเกินระดับรายได้ครอบครัว การที่เด็กและเยาวชนต้องหลุดออกไปจากโรงเรียนก่อนเวลาอันสมควร ความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพระหว่างคนจนกับคนรวย เป็นต้น

แม้ว่าประเทศไทยได้ร่วมเป็นภาคีสหประชาชาติ ในการร่างปฏิญญาจอมเทียน เมื่อสามสิบปีที่แล้ว เพื่อเป็นการประกันว่าเด็กทุกคนจะได้รับการศึกษาอย่างถ้วนหน้า (Education for All) และในภาพรวมประเทศไทยมีนโยบายเพิ่มการเข้าถึงการศึกษาที่ดีพอสมควร แต่ยังมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่ต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา เด็กที่เข้าไปเรียนแต่ไม่มีความพร้อม นักเรียนต้องหยุดเรียนเพื่อช่วยพ่อแม่ทำงาน เด็กที่ไม่มีอาหารมื้อเช้ากินก่อนเข้าเรียน


“สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พบว่า เด็กที่อยู่ในกลุ่มครอบครัวที่ยากไร้ที่สุดมีโอกาสได้เรียนต่อขั้นสูงกว่าการศึกษาระดับมัธยมปลายเพียง 5% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของครอบครัวทั่วไปที่สามารถส่งลูกเรียนต่อในระดับสูงกว่าชั้นมัธยมปลาย 35% ดังนั้นโอกาสที่เด็กที่มาจากครอบครัวกลุ่มยากไร้ที่สุดจะสามารถขยับตัวให้พ้นจากวงจรความยากจนโดยอาศัยการศึกษาจึงยิ่งเป็นไปได้ยาก”

ดร.ประสาร กล่าวว่า ข้อมูล PISA ปี 2018 พบว่าเด็กกลุ่มฐานะด้อยโอกาส มีความเสียเปรียบใน ทุกๆ ด้าน ทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ทัศนคติในชีวิต ความเชื่อที่ว่าชีวิตตนเองสามารถพัฒนาและเติบโตได้ (Growth Mindset) หรือแม้แต่การรังแก (Bullying) กัน ก็เกิดในกลุ่มที่ครอบครัวด้อยโอกาสมากที่สุด ข้อมูลล่าสุดจาก PISA ที่น่าเป็นห่วงคือสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของการศึกษาภายในประเทศ ที่ประเทศไทยมีการแบ่งแยกโรงเรียนตามฐานะทางเศรษฐกิจของนักเรียนอยู่ในลำดับต้น ๆ ของโลก เป็นรองแค่ประเทศในละตินอเมริกาแค่ไม่กี่ประเทศเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ภาพที่น่ายินดีนัก

แต่มีเด็กไทยจำนวนหนึ่ง (ประมาณ 13%) มาจากครอบครัวที่ยากจน (ในกลุ่ม 25% ล่างสุดในสังคม) แต่สามารถทำคะแนน PISA ได้อยู่ในกลุ่มสูงสุด 25% ของประเทศ ซึ่งทาง PISA เรียกว่ากลุ่มเด็กช้างเผือก (หรือ Academic Resilient)  เด็กกลุ่มนี้แม้ฐานะยากจน แต่มีความพยายามสูง มีทัศนคติที่ดี มองโลกในแง่บวก มีพ่อแม่ที่แม้จะยากจนแต่ก็สนับสนุนการศึกษา ตัวเขาเองก็มีความหวังที่จะได้เรียนต่อจนจบการศึกษาขั้นสูงสุดเพื่อที่จะข้ามพ้นความจนของครอบครัวได้

“เด็กกลุ่มนี้ที่ กสศ.ตั้งใจค้นหาและเข้าไปสนับสนุนช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และเราต้องการขยายผลให้เด็กในกลุ่มยากจน กลุ่มเสี่ยงคนอื่นๆ ได้รับการส่งเสริมพัฒนาให้กลายเป็นเด็กช้างเผือกด้วยเช่นกัน ถ้าเพิ่มจำนวนเด็กช้างเผือกจาก 13% เป็น 20% หรือ 30% ได้ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของคนเปลี่ยนไปได้มาก”

โดย กสศ. ได้ศึกษาบทเรียนของการปฏิรูประบบสาธารณสุขโดยเฉพาะในเรื่องการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผ่านกระบวนการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ นวัตกรรม การวิจัยเชิงระบบ การสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ และผลักดันนโยบายผ่านประโยชน์ที่สังคมได้รับจากนวัตกรรมที่ กสศ. ได้ทำขึ้นมา เช่น เรื่องบัญชีรายจ่ายประชาชาติด้านการศึกษา การจัดทำระบบคัดกรองนักเรียนผู้รับทุนเสมอภาค และการสร้างระบบฐานข้อมูลสารสนเทศของนักเรียน การวิจัยและพัฒนาเพื่อค้นหานวัตกรรมการเรียนการสอน การศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการจัดสรรทรัพยากรในรูปแบบต่าง ๆ การใช้นวัตกรรมและเครือข่ายท้องที่ค้นหานักเรียนที่ตกหล่น ซึ่งหลาย ๆ เรื่อง ก็ได้เรียนรู้ผ่านบทเรียนการทำงานของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ และผู้ร่วมอุดมการณ์ในการปฏิรูประบบสวัสดิการภาคสาธารณสุข ว่าความสำเร็จต้องสอดประสานกันทั้งด้านวิชาการที่เข้มแข็ง การสร้างเครือข่ายผู้มีอุดมการณ์เพื่อสังคม และการผลักดันเชิงนโยบาย

ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ. ยังกล่าวว่า การที่ประเทศหันมาลงทุนกับงบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศลดการเติบโตลง ประเทศส่วนใหญ่ในโลกที่มีระบบการศึกษาที่มีความเสมอภาค และมีคุณภาพสูง ก็มักจะเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างก้าวหน้า เช่น หลายประเทศในยุโรป แสกนดิเนเวีย หรือเอเชียตะวันออก ดังนั้นการที่ภาครัฐทุ่มเทงบประมาณในการช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ยากจน ด้อยโอกาส เทียบเท่ากับการได้ช่วยพัฒนาการศึกษาให้กับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

ดร.ประสาร กล่าวว่า ผลของการลงทุนทางการศึกษาส่งผลในทางเดียวกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ งานวิจัยจากนักวิชาการหรือสถาบันที่น่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ แสดงตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ให้เห็นว่า เป้าหมายทางการศึกษากับเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน เช่น งานของศาสตราจารย์ James Heckman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ที่นำเสนอผลวิจัยเรื่องผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจจากการลงทุนในการศึกษาระดับปฐมวัยโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กด้อยโอกาสว่าทำให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนตลอดช่วงชีวิตกว่า 7 เท่า (Heckman, 2008) หรือการศึกษาเรื่องเด็กออกนอกระบบ (Out of School Children) ที่พบกว่าการที่ประเทศไทยต้องมีเด็กที่ออกนอกระบบก่อนเวลาอันสมควร

มีผลกระทบในทางเสียหายต่อ GDP ของประเทศเป็นมูลค่าถึง 3% ของ GDP หรือประมาณ 3.3 แสนล้านบาท (Burnett, 2016) หรือการศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลผลทดสอบมาตรฐานวิชาการระดับนานาชาติของหลายประเทศ ก็พบว่าหากประเทศสามารถทำให้จำนวนของนักเรียนที่มีระดับทักษะความรู้ขั้นพื้นฐาน (basic literacy) เพิ่มขึ้น 10% หรือสร้างให้มีนักเรียนที่มีทักษะในระดับสูง (high performers) เพิ่มขึ้น 2.5% จะมีผลเชิงบวกต่อระดับการเติบโตของ GDP per capita ของประเทศถึง 0.3% ต่อปี (Hanusek & Woessmann, 2012) เป็นต้น

ผุด 421 แก้มลิงเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 1.2 ล้านไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411482?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ผุด 421 แก้มลิงเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 1.2 ล้านไร่

20 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ภัยแล้ง,แก้มลิง,เฉลิมชัย,กระทรวงเกษตร,น้ำ,เขื่อน,ขาดน้ำ,กรมชปลระทาน,เจ้าพระยา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 253 ครั้ง

เฉลิยชัย สั่งทุกหน่วยงานเดินหน้ารับมือภัยแล้ง ลดความเดือร้อนประชาชน เร่งเพิ่มแหล่งน้ำแก้มลิง 421โครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า1.2ล้านไร่

20 มกราคม 2563 “เฉลิมชัย สั่งด่วนที่สุดทุกหน่วยงานเดินหน้ารับมือภัยแล้งทั่วประเทศ ลดความเดือร้อนประชาชนให้น้อยที่สุด เร่งเพิ่มแหล่งน้ำ แก้มลิง421โครงการแล้วเสร็จโดยเร็ว เพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า1.2ล้านไร่” 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าสั่งการด่วนที่สุดให้ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร นำเสนอสถานการณ์น้ำและการบรรเทาผลกระทบต่อปลัดกระทรวงฯ และรมว. เกษตรฯ ทุกวัน อีกทั้งให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ จัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ ลดความเดือดร้อนประชาชนให้น้อยที่สุด

ทั้งนี้กรมชลประทาน จะเร่งก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และแก้มลิงที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้แล้วเสร็จรวม 421 โครงการ จะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1,232,121 ไร่และปริมาตรเก็บกัก 942 ล้าน ลบ.ม. สำหรับงบประมาณปี 2563 จะดำเนินโครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 176,968 ไร่ และปริมาณน้ำเก็บกัก 199.54 ล้าน ลบ.ม.

จากสภาพฝนที่มีความผันแปรสูงมากในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำท่าและน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2562 ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ใช้น้ำเกินแผนที่ได้จัดสรรไว้ทำให้เกิดปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็ม ส่งผลต่อระบบนิเวศและคุณภาพน้ำด้านอุปโภค-บริโภคและเกษตรกรรม ซึ่งต้องผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในฤดูแล้ง ปี 2562/2563 ปริมาตร 850 ล้าน ลบ.ม.

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ความจำเป็นเร่งด่วนคือ การพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น การทำแก้มลิง เพื่อให้มีน้ำใช้อุปโภคบริโภคในชุมชน ขุดสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานขนาด 1,260 ลบ.ม.ให้เกษตรกรที่ขอรับการสนับสนุนทั่วประเทศ  40,000 บ่อเพื่อกักเก็บน้ำ บรรเทาและชะลอความแห้งแล้ง เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดินในฤดูฝนทิ้งช่วงหรือฤดูแล้งในระดับไร่นา ให้เกษตรกรสามารถมีน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง สำหรับปลูกพืชผักแบบผสมผสานเลี้ยงปลา ตกกล้า ซึ่งเป็นการทำการเกษตรแบบใช้น้ำน้อย

นอกจากนี้ยังให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจัดหน่วยการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 ชุดพร้อมปฏิบัติการทั่วประเทศในบริเวณที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม การเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งการบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า

ราคาพุ่ง ผลิตไม่ทัน เนื้อแพะ แกะขาดแคลน 3 ประเทศซื้อไม่อั้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411358?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ราคาพุ่ง ผลิตไม่ทัน เนื้อแพะ แกะขาดแคลน 3 ประเทศซื้อไม่อั้น

19 มกราคม 2563 – 00:00 น.
งานแพะแห่งชาติ,ปศุสัตว์,เกษตรกร,ประภัตร โพธสุธน,ข่าววันนี้,ส่งออก,จีน,เวียดนาม
เปิดอ่าน 1,871 ครั้ง

เร่งส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงแพะส่งออกเวียดนาม จีน มาเลยเซียความต้องการสูง

19 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรละสหกรณ์ กล่าวว่า แพะเป็นสัตว์ที่นิยมเลี้ยงกันทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย ในปี 2562 มีจำนวนแพะทั้งสิ้น 832,533 ตัว มีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ 709 ราย 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งแก่ชมรมเกษตรกรเลี้ยงแพะระดับจังหวัด 64 ชมรมจังหวัด เกษตรกรเลี้ยงแพะ 8,877 ราย สภาพการเลี้ยงส่วนใหญ่เลี้ยงเป็นอาชีพเสริม สามารถผลิตและส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะแพะเนื้อ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวเป็นองค์กรเกษตรกรที่เข้มแข็ง และเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ในทุกระดับ โดยเฉพาะด้านการตลาด

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ส่งเสริมอาชีพ ด้านแพะ แกะ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดด้วย เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และผู้สนใจในอาชีพการเลี้ยงแพะ แกะ ได้รับรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้การเลี้ยงแพะตลอดจนการพัฒนาแพะแกะด้านต่างๆ เพื่อเข้าสู่มาตรฐานในอนาคต รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด ตลอดจนแหล่งเงินทุน เพื่อให้การเลี้ยงแพะแกะ  มีความยั่งยืน สามารถประกอบเป็นอาชีพหลักเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรต่อไป

“ต้องยอมรับว่าความก้าวหน้าการผสมเทียมและการขยายพันธุ์แพะของกรมปศุสัตว์นั้นประสบความสำเร็จทำให้มีการเพิ่มจำนวนของแพะมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ตลาดมีความต้องการแพะเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม จีน และมาเลเซีย โดยราคาแพะที่หน้าฟาร์มอยู่ที่กิโลกรัมละ 130 บาท แต่ปริมาณของแพะกลับไม่เพียงพอ ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ จึงมีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ภายใต้บันทึกความเข้าใจ ระหว่าง กรมปศุสัตว์ และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ซึ่งเชื่อว่าโครงการดังกล่าว จะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรให้มีอาชีพและสร้างรายได้ในช่วงน้ำแล้งได้” นายประภัตร กล่าว

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ มีแนวทางส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงแพะ ทั้งในด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด โดยเน้นตลาดนำการผลิต ตลอดจนพัฒนาสู่รูปแบบการจัดการแบบเกษตรแปลงใหญ่ นอกจากนั้น ยังได้พัฒนาเกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer และให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบปศุสัตว์เข้าสู่ยุค 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล

ได้กำหนดกรอบนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะแก่เกษตรกรรายย่อย ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะต้องศึกษาพัฒนาการเลี้ยงของตนเอง พัฒนาสายพันธุ์แพะที่เลี้ยง ให้เลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนทานต่อโรค ซึ่งนำมาแสดงอยู่ในงานนี้ด้วยเช่นกัน เกษตรกรต้องหมั่นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเพื่อนเกษตรกร ผู้เลี้ยงแพะด้วยกัน

อีกเรื่องที่ถือเป็นเรื่องสำคัญคือการทำอาหาร และผลิตภัณฑ์จากเนื้อแพะ คนเลี้ยงแพะควรจะมีเมนูอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อแพะ เพราะหากผู้ที่เลี้ยงไม่บริโภคเนื้อแพะ โดยเลี้ยงเพื่อขายอย่างเดียวแล้ว อาจทำให้ราคาขึ้นอยู่กับตลาดหรือพ่อค้าคนกลาง เป็นเหตุให้ผู้เลี้ยงขายแพะยกฝูงเมื่อราคาไม่จูงใจให้เลี้ยง แต่หากผู้เลี้ยงมีเมนูอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแพะ ก็จะไม่ขายยกฝูงทีเดียวเพราะสามารถเลี้ยงเอาไว้บริโภคเอง หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย ซึ่งในงานนี้จัดให้มีการประกวดการปรุงอาหาร และผลิตภัณฑ์จากเนื้อและนมแพะ ด้วยเช่นกัน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การจัดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 จัดขึ้นเพื่อให้เกษตรกร ที่เข้าร่วมงาน และผู้สนใจในอาชีพการเลี้ยงแพะ ได้รับรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้การเลี้ยงแพะ แกะ ตลอดจนการพัฒนาความรู้ด้านต่างๆ เพื่อเข้าสู่มาตรฐานการเลี้ยง รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด เพื่อให้นำไปปรับใช้กับ การเลี้ยงแพะของตนเอง

กรมปศุสัตว์จึงได้กำหนดกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การประกวดพันธุ์แพะเนื้อ/แพะนม  ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตลอดจนการประกวดแพะลูกผสม/แกะลูกผสม นิทรรศการให้ความรู้ และข้อมูลด้านวิชาการต่างๆ ตลอดจนแนวทางการส่งเสริมการเลี้ยงแพะ ทั้งในรูปแบบของนิทรรศการมีชีวิต นิทรรศการวิชาการ ตลอดจนนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติแสดงพระราชกรณียกิจ ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ  ภายในงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 เพื่อจะได้ศึกษาหาความรู้อย่างเต็มที่ และนำความรู้กลับไปปรับใช้ในการเลี้ยงแพะ แกะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง การผลิตให้ดียิ่งขึ้น เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศต่อไป

พลิกโฉมระบบแจ้งเตือนคุมเข้มสินค้าประมงมีความเสี่ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411359?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พลิกโฉมระบบแจ้งเตือนคุมเข้มสินค้าประมงมีความเสี่ยง

19 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ประม,ผู้ประกอบการ,ระบบแจ้งตรวจสินค้า,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 118 ครั้ง

เปิดห้องชี้แจงผู้ประกอบการเผยเวอร์ชั่นใหม่ ลดความยุ่งยาก เพิ่มความสะดวก นำเข้าส่งออกสัตว์น้ำไทยทั่วโลก      

19 มกราคม 2563 กรมประมงชี้แจงผู้ประกอบการ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบแจ้งตรวจสินค้าประมงภายใต้หลักบริหารจัดการความเสี่ยง (Smart FSW) ผ่านระบบ Fisheries Single Window (FSW) ช่วยอำนวยความสะดวก ลดต้นทุน และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าส่งออกให้ผู้ประกอบการ 

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง  กล่าวว่า จากภารกิจดังกล่าวข้างต้น กรมประมงได้พัฒนารูปแบบการขออนุญาตนำเข้าส่งออกจากรูปแบบเอกสาร เปลี่ยนเป็นการนำระบบการขอใบอนุญาตและใบรับรองการนำเข้าส่งออกสัตว์น้ำและปัจจัยการผลิตผ่านอินเตอร์เน็ต (Fisheries Single Window : FSW) ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้ดำเนินการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความคล่องตัวทางการค้า เกิดความสะดวก ลดระยะเวลา ลดขั้นตอน ลดเอกสาร อันจะนำไปสู่การลดความผิดพลาดด้านข้อมูล เพิ่มความถูกต้องโปร่งใสด้วยการตรวจสอบข้อมูลระหว่างหน่วยงาน (Data Cross Checking) ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการปลอมแปลงเอกสารได้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับควบคุมของหน่วยงานรัฐ  และยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายทั้งภาครัฐ-ผู้ประกอบการ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการดำเนินธุรกิจด้านการนำเข้าส่งออกสินค้าประมงและเป็นการเพิ่มทางเลือกการให้บริการแก่ประชาชนด้วย

ปัจจุบันระบบ FSW ของกรมประมง มีการพัฒนาจนสามารถรองรับการออกใบอนุญาตตามกฎหมายและภารกิจงานที่มีการปรับเปลี่ยน รวมถึงการพัฒนาระบบให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลการลงทะเบียนกับระบบ National Single Window (NSW) ของกรมศุลกากรและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง  และพัฒนาระบบการแจ้งการตรวจปล่อยสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์

โดยการนำหลักการบริหารจัดการความเสี่ยงมาใช้ในการพัฒนาระบบประมวลผล เพื่อในการเปิดตรวจสินค้าประมงที่นำเข้าส่งออกนำผ่าน โดยมีหลักทั่วไปว่าจะมุ่งเน้นควบคุมเฝ้าระวังในสินค้าที่มีความเสี่ยง และผู้ประกอบการนำเข้าส่งออก และตัวแทนออกของที่มีประวัติการกระทำความผิดตามกฎหมายประมงหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการกำกับดูแล การควบคุมตรวจสอบการนำเข้าส่งออกสินค้าประมง และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ FSW ที่มุ่งพัฒนาให้บริการเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกหน่วยบริการ อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินพิธีการศุลกากรแบบไร้กระดาษได้อย่างเต็มรูปแบบ ลดเวลาและขั้นตอนการติดต่อ รองรับการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการเชื่อมโยงกับระบบ ASEAN Single Window (ASW) ในอนาคต ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก

ชวน สั่งสอบ ปมให้สิทธิออกเสียงแทน ฉลอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411682?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ชวน สั่งสอบ ปมให้สิทธิออกเสียงแทน ฉลอง

20 มกราคม 2563 – 17:48 น.
ชวน,สั่งสอบ,เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน,ให้สิทธิออกเสียงแทน,ฉลอง,เลขาฯสภา
เปิดอ่าน 259 ครั้ง

“เลขาสภาฯ​เผย “ชวน” สั่งสอบ ปมให้สิทธิออกเสียงแทน “ฉลอง” เรียกทีมหารือด่วน พรุ่งนี้ 09.30 น.

จากกรณีนายนิพิฎฐ์ อินทร สมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการตรวจสอบการทำหน้าที่ ส.ส. พบการให้สิทธิเสียบบัตรแสดงตน และกดบัตรออกเสียงแทน ของนายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย กับบุคคลอื่นระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ซึ่งอาจทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีปัญหาและส่อเป็นโมฆะนั้น

ล่าสุด นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ เปิดเผยว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ได้เรียกตนเข้าพบและสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว โดยตนจะเรียกประชุมคณะทำงานด้านกฎหมาย เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ในวันพรุ่งนี้ (21 มกราคม) เวลา 09.30 น. เบื้องต้นจะตรวจสอบว่าการเสียบบัตรแทนกันจริงหรือไม่ โดยจะดูให้ละเอียดรอบคอบ ส่วนจะแล้วเสร็จภายในวันเดียวหรือไม่ ตนไม่ทราบแต่พยายามจะทำให้เร็วที่สุด.

‘ยิ่งลักษณ์’ เดือด แจ้งความเอาผิดแฮกเกอร์ปลอมเฟซบุ๊ก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411680?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

‘ยิ่งลักษณ์’ เดือด แจ้งความเอาผิดแฮกเกอร์ปลอมเฟซบุ๊ก

20 มกราคม 2563 – 17:45 น.
ยิ่งลักษณ์,ปลอบเพซบุ๊ก,แจ้งความเอาผิด,แฮกเกอร์
เปิดอ่าน 876 ครั้ง

“ยิ่งลักษณ์” เหลืออดส่งทนายความ แจ้งความดำเนินคดี แฮกเกอร์ปลอมเฟซบุ๊ก หาประโยชน์ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย เตือนจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2563 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว”Yingluck Shinawatra”มีใจความว่า “หลายเดือนที่ผ่านมานี้ดิฉันพบว่ามีผู้ทำเฟซบุ๊กปลอมขึ้น โดยใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Yingluck Shinawatra และใช้รูปภาพของดิฉันเป็นรูปโปรไฟล์ (Profile) บนเฟซบุ๊กดังกล่าว ซึ่งมีจำนวนหลายบัญชี (Account) โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กปลอมได้โพสต์ภาพของดิฉันทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นเฟซบุ๊กของดิฉัน และได้กล่าวอ้างและบิดเบือนข้อเท็จจริงว่า ดิฉันตั้งมูลนิธิการกุศลบ้าง ต้องการความช่วยเหลือบ้าง หรือชักชวนให้ลงทุนบ้าง เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊กปลอมหลายบัญชีตามที่กล่าวมานั้น ได้มีการเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กปลอมบางส่วน ได้มีการกล่าวพาดพิงถึงบุคคลภายนอก ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายได้

การปลอมเฟซบุ๊กดังกล่าว อยู่นอกเหนือการรับรู้และความยินยอมของดิฉันทั้งสิ้น ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่อาจจะหลงเชื่อเฟซบุ๊กปลอมทั้งหลาย วันนี้ดิฉันจึงได้มอบหมายให้ทนายไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียบร้อยแล้ว เพื่อดำเนินการสืบค้น สืบหาตัวผู้ทำเฟซบุ๊กปลอมดังกล่าวต่อไปค่ะ

ดิฉันขอเรียนแจ้งพี่น้องประชาชนว่า ดิฉันมีเฟซบุ๊กเพียงบัญชีเดียวที่มี “ที่อยู่ของเว็บ” หรือ “Web URL” คือ http://www.fb.com/yshinawatra เท่านั้น โดยขอให้สังเกตจากด้านหลังชื่อบนเพจของดิฉันจะมีรูปเครื่องหมายถูกในวงกลมสีฟ้า ซึ่งเป็นเครื่องหมาย “verified” เป็นการบ่งชี้ว่าดิฉันได้ทำการยืนยันตัวตนอย่างเป็นทางการและถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพเหล่านี้ ขอให้พี่น้องประชาชนสังเกตที่เครื่องหมายนี้นะคะ

พร้อมกันนี้ ดิฉันขอแจ้งเตือนไปยังผู้ที่ทำเฟซบุ๊กปลอมของดิฉันว่าขอให้หยุดการกระทำเสีย ไม่เช่นนั้นดิฉันจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไปจนถึงที่สุดค่ะ

อ่านข่าว : วิษณุ โยนกรมบังคับคดีแจงยึดทรัพย์ยิ่งลักษณ์

บิ๊กตู่ กล่อมเด็กใต้ อย่าเพิ่งหวังรัฐบาลหน้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411673?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

บิ๊กตู่ กล่อมเด็กใต้ อย่าเพิ่งหวังรัฐบาลหน้า

20 มกราคม 2563 – 16:59 น.
บิ๊กตู่,นายกฯ,เด็กใต้,อย่าเพิ่งหวัง,รบหน้า,เชื่อฉัน อย่าหลงไปเชื่อใคร,เชื่อฉัน อย่าหลงไปเชื่อใคร,ศึกซักฟอก,อภิปรายไม่ไว้วางใจ
เปิดอ่าน 509 ครั้ง

“บิ๊กตู่” เป่ากระหม่อม “เด็กใต้” อย่าเพิ่งไปหวัง “รบ.หน้า” ตอนนี้ “เชื่อฉันก่อน อย่าหลงไปเชื่อใคร” ถามหากำลังใจ ก่อนเผชิญ “ศึกซักฟอก”

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2563 – ที่โรงเรียนนราธิวาส ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พบปะนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จ.นราธิวาสที่เข้าร่วมโครงการ “รินน้ำใจสู่พี่น้องชาวใต้” ซึ่งเป็นโครงการเตรียมความพร้อมให้นักเรียน ชั้น ม.6 ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดภาคใต้ชายแดนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา

โดยนายกฯ กล่าวว่า ทุกประเทศพยายามแก้ไขปัญหาความมั่นคงเพราะกลัวเรื่องความขัดแย้ง การพัฒนาเรื่องการเมือง หลายประเทศสู้รบปรบมือกันตายจำนวนมาก สงครามในชาติ แต่ประเทศไทยไม่มี เราอาจเป็นประเทศที่มีความสุขมากด้วยซ้ำไป แต่ก็อย่าให้ใครมาทำแหลกสลายไป เพราะทุกอย่างมาด้วยชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อมาถึงช่วงนี้ นายกฯได้ถามนักเรียนว่า ตอนเช้าเราร้องเพลงชาติไทยเริ่มต้นด้วยอะไร ซึ่งนักเรียนได้ร้องพร้อมกัน “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ผไทผองไทยทุกส่วน”

จากนั้น นายกฯ กล่าวว่า ยังมีเพลงที่ทำให้เรารู้สึกมีความภาคภูมิใจในชาติ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แล้วนายกฯได้ร้องท่อนหนึ่งของเพลงพระราชนิพนธ์ “ดุจบิดามารดร” ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ว่า “รักชาติยอมสละแม้ชีวี” พร้อมกล่าวว่า เป็นเพลงของทหารและยังมีอีกหลายเพลงสมัยก่อนทำให้น้ำตาซึม เพราะมีความซาบซึ้ง โดยจังหวะนี้นักเรียนได้ร้องเพลง “คืนความสุขให้คนชาติ” ว่า “เราจะทำตามสัญญาขอเวลาอีกไม่นาน” พล.อ.ประยุทธ์ ยิ้มพร้อมกล่าวแซว นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ว่า รัฐมนตรีบอกให้ร้องเพลงนี้แน่เลย แต่มีเพลงสมัยใหม่คือเพลง “ศรัทธา” ของหินเหล็กไฟ พร้อมพูดท่อนที่ว่า “ใจสู้หรือเปล่าไหวไหมบอกมา” และนายกฯได้ถามว่า ใจสู้หรือเปล่า สู้ไม่สู้ ทนไหวไหมบอกมา นายกฯและรัฐมนตรีรับทุกเรื่อง

จากนั้น นายกฯได้แนะนำส.ส.ที่มา พร้อมกล่าวว่า เป็นส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ตอนนี้จะพรรคอะไรก็เป็นพรรครัฐบาล วันนี้พรรคร่วมรัฐบาล มีพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย เป็น 3 พรรคหลัก รัฐบาลนี้มี 19 พรรคอยู่ภายใต้การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยมีมากเท่านี้มาก่อนแล้วคิดดูซิว่าจะปวดหัวไหม แต่น่ารักทุกคนไม่มีปัญหาหรอก ฉะนั้นเอารัฐบาลนี้ก่อนเพราะความหวังอยู่ที่รัฐบาลนี้ อย่าเพิ่งไปหวังในรัฐบาลหน้า ตอนนี้เชื่อฉันก่อนอย่าหลงไปเชื่อใคร เข้าใจใช่ไหม มีอะไรก็บอกมารัฐบาลจะไปแก้ไข รัฐบาลจะพยายามแก้ไขปัญหาให้ได้ทั้งหมด ขอให้กำลังใจรัฐบาลและขอให้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง เรื่องอะไรที่ขัดแย้งอย่าไปฟังมากนักเพราะไม่เกี่ยวกับเรา หน้าที่ของเราคือเรียนหนังสือ ดูแลพ่อแม่และมีครอบครัวที่เข้มแข็งต่อไปในอนาคต นั่นแหละจะทำให้เราเป็นคนที่มีคุณภาพ ถ้าจะมาบอกว่าภาคใต้แย่กว่าภาคอื่น ตนว่าไม่แย่รัฐบาลดูแล เพราะอยู่ที่วิธีการพัฒนาตัวเองของพวกเรา รัฐบาลจะดูแลพื้นฐานให้ครบสมบูรณ์แต่ทั้งหมดก็อยู่ที่คน

นายกฯ กล่าวว่า คนเปลี่ยนไปตามช่วงวัย เพราะหลายอย่างเข้ามาสอดแทรกทั้งเศรษฐกิจ การค้า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างกฎหมายรัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อเป็นกรอบกว้างๆ ในการทำงานของกฎหมายลูกทั้งหมด ความผิดในรัฐธรรมนูญต้องไปดูในกฎหมายลูกว่าอย่างไร ทุกคนทุกอยากเดินไปตามกฎหมายปกติ กฎหมายลูก กฎหมายแพ่ง กฎหมายพาณิชย์ กฎหมายรัฐธรรมนูญกว่า 200 มาตรา เกี่ยวข้องกับกฎหมายลูกหลายพันมาตรา การทำอะไรก็แล้วแต่จะละเมิดหรือไม่ละเมิดก็ต้องไปดูที่กฎหมายลูกและจะต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน คนที่เขาไม่ได้มาก็เดือดร้อน นี่แหละคือปัญหาที่กำลังไม่เข้าใจกันอยู่

“ลุงเองไม่ได้ไปบังคับหรือขู่เข็นใครซักคนเลย ลุงไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แต่ยิ่งพูดไป ทำไปคนที่จะเดือดร้อนคือตัวลุงเอง แต่ก็ยอมเพราะเพราะชีวิตนี้พลีเพื่อแผ่นดิน” นายกฯกล่าว และผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายกฯพูดมาถึงตรงนึ้ นักเรียนในห้องได้ส่งเสียงเชียร์และปรบมือดังลั่นห้อง โดยนายกฯ กล่าวว่า ที่ส่งเสียงเชียร์จะหาว่าตนเว่อร์หรือเปล่า จริงๆ ตนรับราชการทหารมา 40 กว่าปี ชีวิตนี้มีแค่นั้น ตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้แต่ก่อนเดินตามชายแดนไม่โดนเหยียบกับระเบิดแขนขาขาดก็บุญแล้ว พวกเราหาใครที่จะเป็นทหารจะต้องเป็นทหารที่ดี เข้มแข็งกล้าหาญ เสียสละ เพราะรายได้ไม่มากนัก ถ้าอยากรวยต้องไปประกอบอาชีพอื่น ถ้าเข้ามาแล้วบอกว่าจนมีแต่หนี้ จะลบความตั้งใจทุกอย่างไป และขาดแรงบันดาลใจในการทำงาน

จากนั้น พล.ประยุทธ์ ได้หยอกล้อกับเด็กนักเรียน ก่อนกล่าวว่า ที่ตนนำมาวันนี้เพราะนำความสุขมาให้กับทุกคน เอาความรักจากคณะรัฐมนตรีมาให้กับทุกคนด้วยเช่นกัน วันนี้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ต้องลดความขัดแย้งให้ได้มากที่สุด เพราะถ้าเรายังมีความขัดแย้งกันอยู่ มันก็จะทำอะไรไม่ได้ บริหารประเทศไม่ได้ งบประมาณก็ออกไม่ได้ ขณะที่ส.ส.เมื่อได้รับปัญหาจากประชาชนแล้ว ก็จะส่งมาให้ตน แต่ถ้ายังมีความขัดแย้งกันอยู่ ก็จะแก้ปัญหาเหล่านั้นไม่ได้ด้วย ขณะที่กลไกต่างๆ มีขั้นตอนอยู่แล้ว โดยการบริหารราชการแผ่นดินมีอำนาจ 3 ส่วน ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ ซึ่งทั้ง 3 ส่วน ต้องเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ไม่เช่นนั้นก็จะอยู่กันไม่ได้ กฎหมายต่างๆ ที่ออกมา มันถูกต้องหมด แต่อยู่ที่ว่าจะบังคับใช้ได้หรือไม่ และมีกระแสต่อต้านมากน้อยเพียงใด

ขณะเดียวกัน ก็มีบางเรื่องที่คนไม่เข้าใจจริงๆ หรือมีคนที่แกล้งไม่เข้าใจ และอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย ซึ่งมันทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้แล้วว่า ประชาชนทุกคนต้องรู้กฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายพื้นฐาน และต้องไม่ไปละเมิดคนอื่น แม้จะมีการรวมตัวกันก็จะต้องไม่กีดขวางการจราจร และที่มีการรวมตัวกันถ้าทำในเขตเมือง ก็ทำให้คนจำนวนมากเดือดร้อน เจ้าหน้าที่ก็มีงานเพิ่ม จึงขอให้ทุกคนช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย แล้วก็จะเดินหน้ากันต่อไปได้ ขณะที่รัฐบาลก็เดินหน้าบริหารงานต่อไป ส่วนการใช้จ่ายงบประมาณก็ให้มีการตรวจสอบว่ามีการทุจริตหรือไม่ อะไรผิดก็ผิด อะไรถูกก็ว่าถูก เพราะถ้ากล่าวหากันลอยๆ ก็จะทำให้เกิดการท้อแท้

พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ตอนนี้เขากำลังจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ จากนั้น นายกฯ กล่าวถามเด็กนักเรียนว่า “เขาจะเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจชุดนี้ มีใครอยากให้กำลังใจลุงไหม” ขณะที่เด็กนักเรียนไม่มีใครยกมือ ก่อนนายกฯ กล่าวย้ำว่า เขาจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไล่นายกฯ เด็กทั้งหมดภายในห้องประชุมร้อง “อ้อ” แล้วนายกฯ ก็ยิ้มก่อนถามอีกว่า “จะช่วยเขาหรือจะช่วยเรา วันนี้ไม่ได้พูดเรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องความรักส่วนตัว ระหว่างเรา คนชอบพอกัน พูดให้เห็นหัวใจของลุง ลุงมีสี่ห้องหัวใจ แต่ข้างในมีชั้นเยอะ” ทำให้เด็กนักเรียนต่างพากันหัวเราะ
หลังจากนั้น นายกฯ ได้พูดย้ำเรื่องความสวย ขอให้ทุกคนสวยอย่างเป็นธรรมชาติ คนจะงาม งามน้ำใจใช่ใบหน้า คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน คนจะสวย รวยสุนทานใช่บ้านโต ซึ่งที่โบราณกาลเขียนแบบนี้เขาก็มีหลักการ ก่อนถามว่ารู้จักพันท้ายนรสิงห์หรือไม่ ก่อนจะเล่าเรื่องพันท้ายนรสิงห์ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของผู้รักษากติกาบ้านเมือง ยอมตายเพื่อรักษากฎระเบียบ ก่อนนายกฯ พูดกับเด็กนักเรียนว่า อย่าลืมสัญญาที่บอกว่าจะดูแลกัน ตนก็จะดูแลประชาชน และขอให้ทุกคนช่วยกันรักประเทศชาติของเรา พร้อมกับอย่าลืมว่าเรามาจากไหน เราคือประเทศไทยที่มีความเป็นหนึ่งเดียว จะยอมให้ใครมาแบ่งแยกประเทศของเราไม่ได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 1 เขียนไว้แล้ว ว่าประเทศของเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อันเป็นประมุข และขอให้ทุกคนเอาสาระสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ชาติมาดู
จากนั้นนายกฯ ถามว่าจะร้องเพลงอะไรให้ฟัง ซึ่งเด็กนักเรียนทั้งหมดร้องเพลง “คืนความสุข” ซึ่งนายกฯ พูดแซวว่า “ตอนนี้ระวังหน่อยนะ เพราะมีคนบอกว่า คสช.อยู่นานพอสมควรแล้ว” จากนั้นนายกฯ ก็ร้องเพลงคืนความสุข  และร้องท่อนหนึ่งของเพลงศรัทธาว่า “ใจ…สู้หรือเปล่า” พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้ทุกคนช่วยกันดูแล เจ้าหน้าที่และข้าราชการในพื้นที่ เพราะเขาทำงานหนักในการดูแลประชาชน