BOT calls on financial institutions to assist customers hit by virus outbreak #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/news/30381287?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

BOT calls on financial institutions to assist customers hit by virus outbreak

Jan 30. 2020
By THE NATION

The Bank of Thailand (BOT) has urged financial institutions to provide assistance to clients who are affected by the new coronavirus outbreak, the central bank’s deputy governor of financial institutions stability, Ronadol Numnonda, said on Thursday (January 30).

“Financial institutions under the Bank of Thailand as well as operators of credit cards, personal loans and business loans or nano finance should help their debtors who experience lack of circulation capital and liquidity as a result of the new coronavirus, which has impacted several industries,” he said.

The BOT has proposed the following measures:

➤ Providing additional loan for circulation capital as well as reducing interest and/or fees to make sure that debtors can keep their businesses operational.

➤ Relaxing repayment conditions and restructuring debt. Credit-card operators should consider lowering minimum monthly payment to less than 10 per cent of outstanding balance.

➤ Relaxing the maximum limit of personal loans for emergency cases.

These measures should be implemented until December 31, 2020, the deputy governor added.

Exat inks Rama III Expressway deal with CTB after six months delay #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/news/30381284?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Exat inks Rama III Expressway deal with CTB after six months delay

Jan 30. 2020
By THE NATION

The Expressway Authority of Thailand (Exat) board has signed an employment contract and Integrity Pact with CTB Joint Venture for the construction of the Rama III-Dao Khanong-Western Bangkok Outer Ring Expressway, Exat chairman Surong Bulakul said on Thursday (January 30).

“This contract covers civil work and should get the project started as soon as possible after six months of delay from the original plan,” he said.

“There are two more contracts to be signed relating to the project. The CNA joint venture is the lowest bidder, quoting Bt5.897 billion, and it is under the legal interpretation process,” he added. “The other contract will be awarded to the China Railway-Boonchai joint venture which quoted Bt6.098 billion. The contract should be signed within February if no one appeals against the bidding result.”

Surong further explained that the signing with CTB was delayed as many details of the project required a thorough study and Exat needed to be careful with the contract details to prevent future problems.

“Now that the deal is signed, we and the partner will try to finish the project within the deadline,” he said. “However it is too soon to estimate the official opening date of the expressway as there are still two more contracts left to be signed.”

The Rama III-Dao Khanong-Western Bangkok Outer Ring Expressway will start on Rama II Road and will be 5.3 kilometres long, comprising elevated highways with entrances and exits, U-turn bridges, toll booths and other facilities.

CTB was awarded the civil contract with its proposed price of Bt6.44 billion, including VAT, and it has 1,170 days to finish construction.

‘เฉลิมชัย’สั่งเร่งแปรรูปสินค้าเกษตร หาตลาดใหม่ ทดแทนจีนซมพิษไวรัสอู่ฮั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469749

news_default

‘เฉลิมชัย’สั่งเร่งแปรรูปสินค้าเกษตร หาตลาดใหม่ ทดแทนจีนซมพิษไวรัสอู่ฮั่น

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.21 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งเร่งแปรรูปสินค้าเกษตร หาตลาดใหม่ ทดแทนจีนซมพิษไวรัสอู่ฮั่น

30 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนาที่ประเทศจีน จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยมากน้อยอย่างไร ว่า ตนได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์ รวมถึงหามาตรการรองรับผลผลิตการเกษตรที่กำลังจะออกมา และมีตลาดใหญ่ที่ประเทศจีน โดยการนำไปแปรรูปให้มากขึ้นและเร่งหาตลาดใหม่ส่งออก และขณะนี้สินค้าทุกชนิด ผักผลไม้จากประเทศจีนไม่มีเข้ามาไทย ดังนั้นผู้บริโภคไม่ต้องกังวล

“เหตุการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนาที่จีนเกิดขึ้นมาอย่างกะทันหันไม่คาดคิด ซึ่งจะมีผลกระทบกับสินค้าเกษตรไทยที่ส่งไปตลาดเมืองจีน ส่วนทางการไทยต้องเร่งป้องกันโรคไม่ให้กระจาย โดยทางการจีนเชื่อมั่นว่ามาตรการปิดเมือง สามารถเอาอยู่ เพราะระยะฝักตัวของเชื้อไวรัสชัดเจน 2-3 สัปดาห์ กักคนเดินทาง และโรคนี้รักษาหายได้ จะมีอันตรายกับคนแก่ ซึ่งสภาวะต่างๆอาจชะงักไปช่วงหนึ่งทั่วโลก และสินค้าเกษตรไทยจะเร่งหาทางแปรรูปมากที่สุด และหาตลาดใหม่ๆเพิ่มการส่งออก” นายเฉลิมชัย กล่าว

เกษตรฯลุยตั้งศูนย์เทคโนโลยี 77 จว. ปูพรหมปฏิรูปภาคเกษตรไทยสู่ยุค4.0 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469742

เกษตรฯลุยตั้งศูนย์เทคโนโลยี 77 จว. ปูพรหมปฏิรูปภาคเกษตรไทยสู่ยุค4.0

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.08 น.

เกษตรฯลุยตั้งศูนย์เทคโนโลยี 77 จว. ปูพรหมปฏิรูปภาคเกษตรไทยสู่ยุค4.0

30 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม หรือศูนย์เอไอซี ว่ากำลังร่างระเบียบการบริหารจัดการของศูนย์เอไอซี ให้เป็นแหล่งบริการเกษตรกร สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดพัฒนาการผลิต อบรมบ่มเพาะเกษตรกร เปิดคาสรูมออนไลน์ให้เกษตรกรเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ เพื่อให้ภาคเกษตรไทยก้าวสู่ยุค4.0ครบวงจรโดยจะจัดตั้งศูนย์ให้ครบ 77ศูนย์ภายในปีนี้ ซึ่งตั้งขึ้นภายในมหาวิทยาลัย ในแต่ละจังหวัด

โดยเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน6ภาคี ได้แก่ กระทรวงเกษตรฯกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกร ภาควิชาการและภาคเอกชน มีรูปแบบโครงสร้าง 1 จังหวัด 1ศูนย์  ซึ่งในวันนี้นำร่องมีการลงนามกับ14 มหาวิทยาลัย เช่น ม.เกษตรศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ม.ขอนแก่น ม.สงขลานครินทร์ ม.บูรพา ม.แม่ฟ้าหลวง ม.เทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ม.เทคโนโลยีราชมลคลธัญบุรี ม.นเรศวร ม.ราชภัฏเพชรบุรี ม.ราชภัฎร้อยเอ็ด ม.ราชภัฏอุดรธานี ม.วลัยลักษณ์ และ ม.หอการค้าไทย โดยแบ่งการขับเคลื่อนเป็น12ศูนย์เอไอซี ประจำจังหวัด และศูนย์แห่งความเป็นเลิศ 2ศูนย์

ทั้งนี้ภายใต้เป้าหมายของกระทรวงเกษตรฯมุ่งการปฏิรูปภาคการเกษตรไทยให้ได้ผลสำเร็จ จึงกำหนดนโยบายการตลาดนำการผลิต เน้นขับเคลื่อนเกษตรสมัยใหม่ ลดต้นทุนการผลิต ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับสินค้า เพิ่มมูลค่าผลผลิต และมีความปลอดภัย ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค จึงจัดตั้งศูนย์เอไอซี เพื่อพัฒนาให้สินค้าเกษตรมีคุณภาพมาตรฐานสู่ตลาดโลก

“เกษตรกรไม่พ้นจากความยากจน เพราะผลิตสินค้าราคาถูก จึงเป็นที่มาของการตั้งศูนย์ เอไอซี เพื่อเพิ่มมูลค่า ยกระดับรายได้เกษตรกร จะสามารถเปลี่ยนแปลง สิ่งเกษตรกรทำมาอย่างเคยชิน ไปสู่ยุคเกษตร4.0ได้จริงที่สำคัญต้องได้ความมือจากเกษตรกร ดึงสถาบันเกษตรกร  มาให้เข้าถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม การเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเกษตรกรไทยได้ เข้าถึงได้ง่ายที่สุด คือต้องให้ลูกหลานคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้พร้อมขับเคลื่อนไปด้วยกันกับศูนย์เอไอซี โดยหัวใจของการดำเนินการ อยู่ที่นำองค์ความรู้ไปตั้งในทุกจังหวัดพร้อมกับมีศูนย์เครือข่ายเอไอซี ภายในจังหวัด ที่ประกอบด้วย ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านสินค้าเกษตร และศูนย์วิจัย ทดลอง ทดสอบด้านเทคโนโลยีฯ ซึ่งวันนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ได้รับความมือจากทุกภาคส่วน หวังว่าจากนี้ทุกฝ่ายจะทุ่มเทแรงใจ แรงกาย ผลักดันการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ได้ผลจริง ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี” นายเฉลิมชัย กล่าว

รายงานพิเศษ : สศท.7แนะเกษตรกรขัยนาท-สุพรรณฯ ปรับตัวปลูกพืชใช้น้ำน้อยลดผลกระทบแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469559

รายงานพิเศษ : สศท.7แนะเกษตรกรขัยนาท-สุพรรณฯ ปรับตัวปลูกพืชใช้น้ำน้อยลดผลกระทบแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง มีแนวโน้มรุนแรงและแผ่วงกว้างกระทบพื้นที่เกือบทุกจังหวัด ซึ่งจ.ชัยนาทและจ.สุพรรณบุรี ได้ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) ได้แปลภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 8 (ข้อมูล ณ 19 มกราคม 2563) พบว่า จ.ชัยนาท พื้นที่ต.เขาท่าพระ อ.เมืองชัยนาท
ต.กุดจอก อ.หนองมะโมงและต.ห้วยกรดพัฒนา อ.สรรคบุรี ส่วนจ.สุพรรณบุรี พื้นที่ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช ต.หนองหญ้าไซ  อ.หนองหญ้าไซ  ต.หนองสาหร่าย อ.ดอนเจดีย์ เป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรง

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของ สศท.7 เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง เบื้องต้นพบพืช ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลัง ได้รับผลกระทบทำให้ผลผลิตลดลง จึงเตรียมข้อมูลและวางแผนด้านการเพาะปลูกให้เกษตรกรที่ประสบปัญหา ให้ลดการเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำมาก โดยเฉพาะข้าวนาปรัง และหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย อาทิ ถั่วลิสง ถั่วเขียว ข้าวโพดหวาน ซึ่งเป็นพืชที่ตลาดยังต้องการต่อเนื่อง โดยสินค้าทางเลือกแต่ละชนิดมีต้นทุนและผลตอบแทน ดังนี้

ถั่วลิสง ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 5,430 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 356 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 2,146 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 21 บาท/กก. ถั่วเขียว  ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 2,283 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 123 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 3,175 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 44 บาท/กก. ข้าวโพดหวาน ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 6,776 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 60-70 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,819 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 4,138 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 6 บาท/กก.

ด้านนายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการ สศท.7 กล่าวเสริมว่า สศท.7 ในฐานะหน่วยงานผู้แทนคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด ได้เสนอแนะมาตรการแก้ปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตร โดยให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาในพื้นที่ ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ลดความเสี่ยงช่วงภัยแล้ง และยังได้สำรวจพื้นที่ขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร พร้อมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรและประชาชน ใช้น้ำอย่างประหยัด เก็บกักน้ำ และซ่อมแซมแหล่งน้ำ เพื่อให้สามารถเก็บน้ำใช้ได้อย่างเพียงพอตลอดฤดูการเพาะปลูก นอกจากนี้ เกษตรกรและประชาชนยังสามารถรับทราบข้อมูลสถานการณ์ พื้นที่แห้งแล้ง ได้ที่เว็บไซต์ http://drought.gistda.or.th เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจทำการเพาะปลูก หากแปลงเกษตรอยู่ในพื้นที่ภัยแล้งปีนี้ ควรจะเลือกปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยหรือพืชทนแล้งแทนได้ ทั้งนี้ผู้ที่สนใจรายละเอียดข้อมูลการเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยในช่วงฤดูแล้ง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.7 โทร. 0-5640-5007-8 หรืออีเมลzone7@oae.go.th

ชีวิต เม่งเอียด

ชีวิต เม่งเอียด
ทัศนีย์  เมืองแก้ว

ทัศนีย์ เมืองแก้ว

Egg Boardเคาะโควตาเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469555

news_default

Egg Boardเคาะโควตาเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ปี’63

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board)ว่า ช่วงปี 2562 กรมปศุสัตว์ ในฐานะเลขานุการ Egg Board ได้หารือเพื่อพิจารณาจัดสรรโควตาการเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ปี 2563 ร่วมกับผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ คณะกรรมการที่ปรึกษาของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ และคณะอนุกรรมการกลั่นกรองได้นำผลสรุปจากการหารือมาเสนอเพื่อพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการครั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการฯจึงมีมติเห็นชอบแผนนำเข้าเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ ปี 2563 ให้เลี้ยงปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) 3,800 ตัว และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS)  460,000 ตัว โดยจัดสรรโควตาให้ผู้ประกอบการก่อน 440,000 ตัว ส่วนอีก 20,000 ตัว ให้กันไว้ที่กรมปศุสัตว์ แล้วค่อยนำมาพิจารณาอีกครั้ง หากมีแนวโน้มขาดแคลนพันธุ์สัตว์

สำหรับสถานการณ์ไก่ไข่ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 24 มกราคม 2563) ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มฟองละ 2.70 ลูกไก่ไข่ตัวละ 28 บาท ไก่ไข่รุ่นตัวละ 150 บาท สำหรับปี 2562 มีปริมาณผลผลิตไข่ไก่ 14,742 ล้านฟอง อัตราการบริโภค 220 ฟอง/คน/ปี ส่งออกไข่ไก่สดปริมาณ 271.368 ล้านฟอง มูลค่า 765.512 ล้านบาท ตลาดหลักคือ ฮ่องกง คิดเป็นร้อยละ 90 ราคาขายส่งไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม เฉลี่ย 2.74 บาท/ฟองเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ราคาเฉลี่ย 2.56 บาท/ฟอง ราคาลูกไก่ไข่ เฉลี่ย 21.63 บาท/ตัว ราคาไก่รุ่น ปี 2562 เฉลี่ย 141.02 บาท/ตัวต้นทุนการผลิตไข่ไก่ เฉลี่ยฟองละ 2.61 บาท

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาร่างยุทธศาสตร์ไก่ไข่ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2563 – 2567) เพื่อพัฒนาและบริหารจัดการไก่ไข่ให้เกิดความเป็นธรรมทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถแข่งขัน ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มั่นคงเข้มแข็งในอาชีพ จากการรวมกลุ่มเป็นสถาบันเกษตรกร สร้างสมดุลการผลิตไข่ไก่กับความต้องการบริโภคป้องกันราคาไข่ไก่ผันผวน เพิ่มอัตราบริโภคและส่งเสริมการแปรรูปไข่ไก่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับมาตรฐานการผลิตไข่ไก่ให้ได้คุณภาพ อย่างไรก็ตาม จะให้แจ้งเวียนร่างยุทธศาสตร์ให้คณะกรรมการ พิจารณาและให้ข้อเสนอแนะ ภายใน 1 เดือน หากไม่มีข้อแก้ไขจะเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯเตรียมความพร้อมรองรับการปรับมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่เป็นมาตรฐานบังคับ โดยมอบให้กรมปศุสัตว์และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สร้างการรับรู้การปรับมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่เป็นมาตรฐานบังคับพร้อมหามาตรการดูแลช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการออกมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่ โดยปรับการเลี้ยงไก่ไข่ให้ได้รับมาตรฐานอื่นของกรมปศุสัตว์ด้วย

‘ธรรมนัส’มอบส.ป.ก.ให้เกษตรกรเมืองจันท์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469556

news_default

‘ธรรมนัส’มอบส.ป.ก.ให้เกษตรกรเมืองจันท์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รมช.ธรรมนัส มอบหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 อำเภอโป่งน้ำร้อน และอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี มุ่งหวังให้เกษตรกรได้รับโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ได้มีที่ดินทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังพิธีอบรมและมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ที่โรงเรียนเครือหวายวิทยาคม ต.โป่งน้ำร้อน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ว่า วันนี้เดินทางมามอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกรในอ.โป่งน้ำร้อนและอ.สอยดาว จ.จันทบุรี 150 ราย 173 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1,713 ไร่ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกร ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน อีกทั้ง ยังอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดจันทบุรี

“เกษตรกรที่ได้รับอนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว จะได้รับโอกาสความเสมอภาคทางสังคม มีที่ดินทำกินถูกต้องตามกฎหมายในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งกระทรวงเกษตรฯหวังให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ประกอบอาชีพได้มั่นคงยั่งยืนต่อไป”
ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ จ.จันทบุรีมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่ทั้งหมด 398,843 ไร่ เป็นเนื้อที่เขตดำเนินการปฏิรูปที่กงดิน เนื้อที่ 302,818 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ โดยจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว 14,965 ราย 19,464 แปลง เนื้อที่ 238,141 ไร่ ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 มีผลงานจัดที่ดินให้แก่เกษตร 320 ราย 373 แปลง เนื้อที่ประมาณ 3,278 ไร่

ซอกแซกอาเซียน : 30 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469552

566101

ซอกแซกอาเซียน : 30 มกราคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ที่ผ่านมา ผมมักจะเขียนเล่าเรื่องแอปเตอร์ หรือ องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม ในด้านของความเป็นไปหรือกิจกรรมการดำเนินงานในประเทศสมาชิก คราวนี้ ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านกลับมาเขียนเล่าถึงรูปร่างหน้าตาหรือองค์ประกอบต่างๆ ของแอปเตอร์ซึ่งเป็นส่วนภายในที่สำคัญ เพราะจริงๆ แล้วเรามีสำนักงานเลขานุการแอปเตอร์มาตั้งอยู่ในประเทศไทยเกือบจะสิบปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นที่รู้จักต่อสาธารณชนไม่มากเท่าที่ควร ทั้งที่เราก็พยายามประชาสัมพันธ์องค์กรมาอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นเพราะกิจกรรมของแอปเตอร์ไม่ค่อยเกิดผลกระทบโดยตรงต่อสังคมไทยเรามากนัก หรืออาจเนื่องจากประเทศไทยอยู่เย็นเป็นสุขไม่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติจนถึงขนาดต้องมีการช่วยเหลือด้านอาหารการกินก็เป็นได้ ก็ถือเป็นความโชคดีของคนไทยเราครับ

องค์ประกอบแอปเตอร์ที่สำคัญที่อยากจะพูดถึงเป็นสิ่งแรกในวันนี้ คือ กฎหมายคุ้มครองแอปเตอร์ ที่เรียกเต็มๆ ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม พ.ศ. 2559 ซึ่งรัฐสภาไทยได้ให้การอนุเคราะห์ผ่านกฎหมายฉบับนี้ พร้อมทั้งประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 133 ตอนที่ 67 ก เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 แต่มีผลบังคับใช้ในวันถัดมา คือ วันที่ 6 สิงหาคม 2559

ก่อนที่จะเล่าถึงสาระของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมขออนุญาตขอบคุณสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยกองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกองเกษตรต่างประเทศรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องอื่นทุกท่านที่ได้กรุณาช่วยกันทุ่มเทผลักดันการปรึกษาหารือ ยกร่าง ชี้แจง ปรับปรุงแก้ไข จนกระทั่งกฎหมายนี้สามารถผ่านกระบวนการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกมาได้ โดยใช้เวลานานพอสมควร คือ จากเริ่มต้นจนสำเร็จสมบูรณ์นับเป็นปีๆ ทั้งนี้ เพราะการออกกฎหมายที่ว่านี้ เป็นการรับปากหรือคอมมิทเมนท์ ของทางการไทยต่อประเทศสมาชิกแอปเตอร์ทั้ง 13 ประเทศ ว่าประเทศที่อาสาเป็นเจ้าภาพ หรือเป็นที่ตั้งของสำนักงานจะต้องมีกฎหมายคุ้มครองการดำเนินงานของแอปเตอร์ด้วย เรื่องของการออกกฎหมายในลักษณะนี้ ถือเป็นพิธีการหรือโปรโตคอลสำคัญที่บรรดาองค์การหรือองค์กรระหว่างประเทศทั้งหลายที่มีที่ตั้งในประเทศหนึ่งๆ มีความปรารถนาอย่างยิ่ง

สมัยก่อนที่ผมยังอยู่ที่กรมการข้าวนั้น สถาบันวิจัยข้าวระหว่างชาติ หรือ อีรี่ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ก็พยายามเข้าหาและร้องขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรา ร่างกฎหมายให้การคุ้มครองสำนักงานอีรี่สาขาประเทศไทย ที่อาศัยอาคารของกรมการข้าวอยู่ ตอนนั้นก็มีการเจรจากันหลายรอบ เจ้าหน้าที่อีรี่ทั้งฝรั่งและคนฟิลิปปินส์บินไปมาระหว่างมะนิลา กรุงเทพฯ อยู่หลายรอบ แต่กระนั้น การออกกฎหมายแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศเจ้าภาพก็คงต้องดูปัจจัยองค์ประกอบหรือรายละเอียดขององค์กรที่จะมาตั้งอยู่หลายประการด้วยกันว่าเข้าหลักเข้าเกณฑ์หรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งด่านสำคัญ คือกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเขามีหลักเกณฑ์อยู่ ใช่ว่าอะไรๆ ก็จะขอคุ้มครองได้ทั้งหมด เนื่องจาก “การคุ้มครอง” ที่กล่าวนั้น ส่วนใหญ่จะหนักไปทางการยกเว้นภาษีเป็นประการแรก และที่รองลงมาคือเอกสิทธิ์ทางการทูต คือ จะว่าไปกฎหมายคุ้มครองจะเกิดประโยชน์ต่อคนต่างประเทศผู้เข้ามาทำงานในองค์กรมากกว่าประโยชน์ของประเทศเจ้าภาพจะได้รับนั่นเอง นอกเสียจากหน้าตา ชื่อเสียงและผลประโยชน์อื่นทางอ้อมนิดหน่อยที่เจ้าภาพอาจได้อยู่บ้าง ในที่สุดจนป่านนี้กฎหมายคุ้มครองอีรี่ที่เขาต้องการอย่างมาก เท่าที่ผมทราบ ก็น่าจะยังไม่สำเร็จ

พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม พ.ศ.2559 นี้ ความจริงแล้ว เป็นกฎหมายสั้นกะทัดรัดมาก เพราะมีอยู่ด้วยกันเพียง 8 มาตรา และมาตราส่วนมากจะเกี่ยวกับรูปแบบมาตรฐานการเขียนกฎหมายทั่วไป เช่น มาตรา 1 เป็นเรื่องของชื่อกฎหมาย มาตรา 2 วันใช้บังคับ มาตรา 3 ความหมายคำต่างๆ และข้ามไปมาตราสุดท้ายหรือมาตรา 8 คือ เกี่ยวกับผู้รักษาการกฎหมาย ส่วนสาระจริงๆ ก็มีเพียง 4 มาตรา ซึ่งคงต้องมาพูดต่อในฉบับหน้า

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

แนะปราบ‘เพลี้ยจักจั่นมะม่วง’ให้ชะงัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469558

news_default

แนะปราบ‘เพลี้ยจักจั่นมะม่วง’ให้ชะงัด

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระยะนี้เป็นช่วงที่มะม่วงเริ่มออกดอก กรมส่งเสริมการเกษตรขอเตือนให้เกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังเพลี้ยจักจั่น ซึ่งระยะที่ทำความเสียหายมากที่สุดคือ ระยะที่มะม่วงกำลังออกดอกโดยดูดน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้แห้งดอกร่วง ติดผลน้อยหรือไม่ติดเลย ระหว่างที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายมูลมีลักษณะเป็นน้ำหวานเหนียวๆ ติดตามใบช่อดอก ผล ทำให้ใบมะม่วงเปียกต่อมาจะเกิดราดำปกคลุม ถ้าเกิดมีราดำปกคลุมมาก มีผลต่อการสังเคราะห์แสงของมะม่วงได้

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ขอแนะนำเกษตรกรชาวสวนมะม่วง ช่วงที่มะม่วงกำลังออกดอก ให้หมั่นสำรวจสวนมะม่วงอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หากพบแมลง
ขนาดเล็กคล้ายจักจั่น กระโดดไป-มา เวลาเดินเข้าใกล้ต้นมะม่วง หรือพบน้ำเหนียวๆ คล้ายน้ำหวานติดตามใบช่อดอก ผล และมีราดำขึ้นปกคลุม สามารถจัดการเบื้องต้น โดยระยะที่ดอกมะม่วงกำลังบาน การฉีดพ่นน้ำเปล่าตอนเช้าจะช่วยให้การติดมะม่วงดีขึ้น และยังช่วยลดปัญหาช่อดอกและใบดำจากราดำด้วย ใช้กับดักแสงไฟดัก จับตัวเต็มวัยเพลี้ยจักจั่นมะม่วงที่บินมาเล่นไฟ เพื่อช่วยลดความความเสียหายนอกจากนี้ เกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งทรงพุ่มต้นมะม่วง หลังเก็บเกี่ยวให้โปร่งอยู่เสมอ ช่วยลดที่หลบซ่อนการแพร่ขยายพันธุ์ของเพลี้ยจักจั่นมะม่วงได้

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ แทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/469857

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ แทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 21.08 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2562 ในวันที่ 30 มกราคม 2563 เวลา 17.30 น. ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พร้อมทั้งพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล พร้อมคู่สมรส ในวันเดียวกัน ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร

โดยปีนี้มีผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการแพทย์ ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.ราล์ฟ เอฟ ดับเบิ้ลยู บาร์เทนชลากเกอร์ (Professor Dr.Ralf F.W. Bartenschlager) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีผลงานสำคัญทางการศึกษาเกี่ยวกับวงจรชีวิตของไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus หรือ HCV) ซึ่งนำไปสู่องค์ความรู้ในการพัฒนายาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูง มีความจำเพาะและปลอดภัย และสาขาการสาธารณสุข ได้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์ เดวิด เมบี (Professor David Mabey) สหราชอาณาจักร ได้ค้นพบว่าการให้ยาเอซิโทรมัยซิน (azithromycin) เพียง 1 ครั้ง สามารถรักษาโรคริดสีดวงตาอย่างได้ผลและการให้ยาเอซิโทรมัยซินแบบครอบคลุมประชากรจำนวนมาก สามารถช่วยกำจัดโรคนี้ให้หมดไปได้ในถิ่นที่เป็นแหล่งระบาดของโลก

เมื่อ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินถึงพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  ศาสตราจารย์นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล รองประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ อ่านประกาศสดุดีเกียรติคุณและกราบบังคมทูลเบิกผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี พ.ศ. 2562 เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัลตามลำดับ

จากนั้นในช่วงค่ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ในงานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปีพ.ศ.2562 พร้อมด้วยคู่สมรส ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในโอกาสจัดงานเฉลิมฉลอง 100 ปี แห่งการพระราชสมภพ 1 มกราคม 2535 ดำเนินงานโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์

ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน มอบรางวัลให้แก่บุคคลหรือองค์กรทั่วโลกที่มีผลงานดีเด่นเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ทางด้านการแพทย์ 1 รางวัล และด้านการสาธารณสุข 1 รางวัล เป็นประจำทุกปี

ทั้งนี้ มีผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2562 ทั้งสิ้น 66 ราย จาก 35 ประเทศ คณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการได้พิจารณากลั่นกรอง และคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ ได้พิจารณาและนำเสนอต่อคณะกรรมการมูลนิธิฯ ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธาน พิจารณาตัดสินเป็นขั้นสุดท้าย

ด้านผู้ที่ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2562  ทั้ง 2 สาขา ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยสาขาการแพทย์ ศาสตราจารย์ ดร.ราล์ฟ เอฟ ดับเบิ้ลยู บาร์เทนชลากเกอร์ (Professor Dr.Ralf F.W. Bartenschlager)  หัวหน้าภาควิชาโรคติดเชื้อ อณูไวรัสวิทยา มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก  และหัวหน้าหน่วยไวรัสที่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง สถาบันวิจัยมะเร็งแห่งเยอรมนี สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีผลงานที่โดดเด่นคือการศึกษาเกี่ยวกับวงจรชีวิตของไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus หรือ HCV)  นำไปสู่องค์ความรู้ในการพัฒนายาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูง มีความจำเพาะ และปลอดภัย กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนทีมคณะทำงานรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจที่ได้รับรางวัลนี้ อุปสรรคในการทำงานมี 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกคือ การค้นหาวิธีเพาะเลี้ยงเซลล์ในช่วงแรกซึ่งยาก ต้องใช้เวลาถึง 7 ปีกว่าจะสำเร็จ และอีกปัญหาสำคัญคือ การจะทำอย่างไรให้ทีมงานไม่ท้อถอยและมีความมุ่งมั่นจนท้ายที่สุดก็ประสบความสำเร็จสามารถค้นพบยาแอนตี้ไวรัสชนิดนี้ได้ และในอนาคตอยากรักษาคนให้มากกว่านี้และทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้นด้วยการทำให้ราคายาถูกลง และอีกโรคที่ทางคณะทำงานให้ความสนใจและอยากศึกษาเพิ่มเติมคือ โรคไข้เลือดออก เพราะมองว่าเป็นโรคร้ายที่จำเป็นต้องหาทางรักษา

ในส่วนของไวรัสโคโรนาที่กำลังระบาดในขณะนี้ หัวหน้าภาควิชาโรคติดเชื้อ อณูไวรัสวิทยา แนะนำว่า ไม่ควรตื่นตระหนกตกใจ เพราะเป็นการแพร่ระบาดของไวรัสตัวใหม่ที่ติดต่อระหว่างสัตว์มาสู่มนุษย์ และมนุษย์สู่มนุษย์ เริ่มต้นที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งในขณะนี้มีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตยังไม่เกิน 2% เมื่อเทียบกับโรคซาร์สและเมอร์ส มีความรุนแรงน้อยกว่าเยอะ ซึ่งมองว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ การป้องกันการเคลื่อนย้ายผู้มีโอกาสติดเชื้อให้อยู่กับที่มากที่สุด

ในประเทศไทยมีมาตรการที่รัฐบาลประกาศชัดเจนอยู่แล้ว คอยดูอย่างใกล้ชิดสำหรับผู้ที่มาจากประเทศจีน มีการตรวจสอบวัดไข้ เฝ้าดูอาการ ส่วนพวกเราทุกคนต้องคอยดูแลตัวเองด้วยการล้างมือบ่อยๆ อย่าเอามือไปสัมผัสดวงตา ถ้าไม่แน่ใจควรสวมใส่หน้ากากอนามัย ทั้งนี้ เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนต้องทำอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องคอยติดตามสถานการณ์ของโรคต่อไป และเชื่อว่าจะค้นพบวัคซีนที่สามารถรักษาโรคนี้ได้ในเร็ววันนี้

ขณะที่ สาขาการสาธารณสุข ศาสตราจารย์นายแพทย์เดวิด เมบี (Professor David Matey) ศาสตราจารย์สาขาโรคติดต่อ และภาควิชาวิจัยคลินิก วิทยาลัยสุขภาพและเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยลอนดอน สหราชอาณาจักร เผยว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ประจำปี 2562 ในสาขาสาธารณสุข ตนได้ศึกษาเกียรติประวัติของพระองค์ท่านเกี่ยวกับวงการแพทย์ไทย และตนเลือกทำวิจัยเกี่ยวกับโรคริดสีดวงตา ซึ่งเป็นโรคของการติดเชื้อที่ทำให้ตาบอดได้บ่อยที่สุด แต่ผู้คนไม่ค่อยสนใจโรคนี้  โดยโรคดังกล่าวเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า “คลามิเดีย ทราโคมาติส” (Chlamydia Trachomatis) ซึ่งทำให้ตาบอดหรือเกิดความพิการทางสายตาได้มากถึงปีละ 2 ล้านคนทั่วโลก การติดเชื้อแพร่กระจายได้โดยการสัมผัสกับสารคัดหลั่งจากตาหรือจมูกของผู้ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่มีสุขอนามัยไม่ดี ประชากรอยู่อย่างหนาแน่น และไม่มีแหล่งน้ำสะอาดที่เข้าถึงได้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ก่อนพบตัวยารักษานี้ ผู้ป่วยโรคริดสีดวงตาต้องป้ายยาที่ตาวันละ 2 ครั้ง ทำให้ไม่ได้รับการรักษาต่อเนื่อง ภายหลังทำวิจัยจนพบยารักษา ทำให้ทุกคนได้รับการรักษาอย่างทั่วถึงและสามารถช่วยเหลือคนในประเทศที่กำลังพัฒนาได้