แฟนคลับแห่ร่วมงาน อย่ากลัวอนาคต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411300?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

แฟนคลับแห่ร่วมงาน อย่ากลัวอนาคต

18 มกราคม 2563 – 14:33 น.
แฟนคลับ,พรรคสีส้ม,พรรคอนาคตใหม่,อย่ากลัวอนาคต,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 403 ครั้ง

แฟนคลับพรรคสีส้มแห่ร่วมงาน “อย่ากลัวอนาคต” ​รวมทั้งบูธรับบริจาคเงินเข้าพรรค​ และต่ออายุสมาชิกพรรค​

​มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ศูนย์รังสิต​ -18 ม.ค.63 พรรคอนาคตใหม่จัดงาน​ “Future is now อย่ากลัวอนาคต”​ โดยนายธนาธร​ จึงรุ่งเรืองกิจ​ ​หัวหน้า พรรคอนาคตใหม่​ ร่วมพูดคุยในเรื่องพิมพ์เขียวประเทศไทย​และอนาคตชาติ​ และนายปิยบุตร​ แสงกนกกุล​ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่​ แถลงปิดคดียุบพรรคอนาคตใหม่​ โดยคาดว่า ไฮไลท์จะอยู่ในช่วงสุดท้ายเป็นช่วงถามมาตอบตรง​โดยมีนายสุทธิชัย​ หยุ่น​ พิธีกรในช่วงดังกล่าว​

สำหรับบรรยากาศบริเวณหน้าห้องประชุมทางพรรคได้จัดบูธขายของที่ระลึก ​รวมทั้งบูธรับบริจาคเงินเข้าพรรค​ และต่ออายุสมาชิกพรรค​ ในส่วนของผู้เข้าร่วมงานมีหลากหลายวัยมีตั้งแต่นักศึกษา​ คนวัยทำงาน​ รวมถึงผู้สูงอายุ​

โดยภายในบริเวณงานมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด มีการตั้งเครื่องตรวจจับโลหะและมีพนักงานรักษาความปลอดภัยตรวจกระเป๋าสัมภาระอย่างเข้มงวด ก่อนเข้าสู่ห้องประชุมที่รองรับประชาชนได้ประมาณ 1,000 คน ขณะที่ในวันนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ ถูกใช้เป็นสถานที่​จัดการแข่งขันฟุตบอล​ชิงแชมป์เอเชีย​ ยู-23​ 2020ปี​ ทำให้เห็นว่ามีผู้ร่วมงานบางส่วนที่ใส่ชุดกีฬาทีมชาติไทยเข้าร่วมงานด้วย

กมธ.ศึกษาร่างกม.งบฯ63 แนะ รัฐบาลเข้มมาตรการคุมรายจ่าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411297?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

กมธ.ศึกษาร่างกม.งบฯ63 แนะ รัฐบาลเข้มมาตรการคุมรายจ่าย

18 มกราคม 2563 – 14:18 น.
กมธศึกษาร่างกมงบฯ63,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 60 ครั้ง

 กมธ.ศึกษาร่างกม.งบฯ63 แนะ “รัฐบาล” เข้มมาตรการคุมรายจ่าย เลิกมาตรการลดหย่อนภาษี-ลดจำนวนขรก. เร่งใช้งบลงทุนเพื่ออนาคต

รัฐสภา – 18 มกราคม 2563- กมธ.ศึกษาร่างกม.งบฯ63 แนะ “รัฐบาล” เข้มมาตรการคุมรายจ่าย เลิกมาตรการลดหย่อนภาษี-ลดจำนวนขรก. เร่งใช้งบลงทุนเพื่ออนาคต พร้อมเสนอแนะ ก.เกษตรฯ ชะลอ แบน3สารพิษ-ชะลอออกระเบียบ ก.อุตสาหกรรม ปล่อยให้ใช้จนหมด-ส่งออกสารพิษ หวังลดภาระงบประมาณ-แก้ปชช.ถูกจับเพราะครอบครองสารพิษต้องห้าม

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการนัดประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน. 3.2 ล้านล้านบาท ของวุฒิสภา ซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 20 มกราคม เพื่อให้เป็นไปตามกำหนดของมาตรา 143 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ให้ส.ว.ต้องพิจารณาว่าให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน20วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากสภาฯ คือวันที่ 13 มกราคม

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในการประชุมดังกล่าว จะมีการนำเสนอของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2563 ของวุฒิสภา โดยมีนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ ส.ว. เป็นประธานกมธ.โดยรายงานของกมธ.ฯ ชุดดังกล่าวได้จัดทำข้อสังเกตต่อร่างพ.ร.บ.งบฯ 63 ในหลายประเด็น ซึ่งมีสาระสำคัญ อาทิ การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้องค์กรปกครองส่งท้องถิ่น (อปท.) ปี 2563 จำนวน 307,950 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2562 มากถึง 31,819.9 ล้านบาท

รัฐบาลควรพิจารณาปรับเปลี่ยนบทบาทขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)  เน้นงานเชิงสนับสนุน ส่งเสริม และเป็นฝ่ายติดตามผลการดำเนินงานหรือจัดบริการสาธารณะของ อปท.​ระดับล่าง เช่น เทศบาล อบต. และเมืองพัฒนา รวมถึงททบทวนรูปแบบการจัดสรรเงินอุดหนุนรูปแบบรายหัว หรืองบส่งเสริม ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์​ปัญหาของท้องถิ่นแต่ละจังหวัด นอกจากนั้นรัฐควรนำระบบประเมินการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนหรือ ดัชนีการพัฒนามนุษย์ เป็นเครื่องมือจัดสรรงบประมาณ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนแต่ละพื้นที่ที่สอดรับกับสถานการณ์

ขณะที่การปรับโครงสร้างทางรายได้ของรัฐบาล ได้เสนอ 3 แนวทาง คือ ยกเลิกการลดหย่อนภาษีที่ไม่มีความจำเป็น, สร้างแนวทางเพิ่มสัดส่วนรายได้ของท้องถิ่นในระยะยาวต่อรายได้รัฐบาล เพื่อให้ท้องถิ่นเข้มแข็งและปรับโครงสร้างภาษีอากรให้ครอบคลุมฐานภาษีที่ครบถ้วน ทั้ง รายได้ ฐานการบริโภค ฐานทรัพย์สิน ที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ อาทิ เร่งรัดรายจ่ายด้านการลงทุน เช่น ส่งเสริมเร่งรัดโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน, พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับอนาคต นอกจากกนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการควบคุมสัดส่วนรายจ่ายไม่ให้เพิ่มขึ้น อาทิ คุมอัตรากำลังของข้าราชการ, ปรับลด หรือจำกัดการขยายตัวของบุคลากรภาครัฐอย่างเคร่งครัด และทบทวนโครงการจัดอบรมที่ซ้ำซ้อน, เร่งรัดกระบวนการตั้ง ควบรวม หรือยุบเลิกเงินทุนหมุนเวียนที่มีภารกิจซ้ำซ้อน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กมธ.ฯ ยังมีข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจ อาทิ  กระทรวงกลาโหม ให้เน้นการประชาสัมพันธ์การทำงานของหน่วยงาน, เน้นงานวิจัย และพัฒนาด้านอาวุธ แทนการนำเข้าจากต่างประเทศ, กระทรวงการต่าางประเทศ หากพบกรณีที่ที่ใช้ต่างประเทศเป็นฐานโจมตีประเทศไทย ผ่านสื่อต่างๆ ควรมีมาตรการป้องกันเชิงลึกในการประสานงานกับประเทศที่ถูกใช้เป็นฐานการโจมตี ให้รับทราบข้อเท็จจริง รวมถึงติดตามประเด็นที่โจมตีเพื่อชี้แจงอย่างทันท่วงที

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ ประเด็นการห้ามใช้สารเคมีอันตราย 3 สาร คือ พาราควอต, คอร์ไพรีฟอส และ ไกลโฟเซต ต้องใช้งบประมาณสูง กรมวิชาการการเกษตรควรมีข้อแนะนำการใช้และให้ใช้สารเคมีดังกล่าวจนหมดก่อนประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะสารเคมีดังกล่าวหากใช้ถูกต้องจะไม่เป็นอันตราย หรือกรณีไม่ต้องการให้ใช้สารเคมีดังกล่าวภายในประเทศ ควรเปิดโอกาสให้ส่งออกไปยังประเทศที่ไม่มีข้อห้ามการใช้ จนหมด ก่อนออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อประหยัดงบประมาณ หากออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมโดยไม่แจ้งทราบล่วงหน้าอย่างเหมาะสม จะทำให้เกษตรกรได้รับความเสียหาย ฐานเป็นผู้ถือครองวัตถุที่ผิดกฎหมาย ขณะที่งบประมาณของกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งถูกปรับลด ต้องใช้งบเพื่อการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติเพื่อสร้างนวัตกรรมและพัฒนาให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ

หน่วยงานของศาล เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ควรอธิบายคำวินิจฉัยคดีสำคัญให้ประชาขนทราบ เพื่อป้องกันการให้ข่าวที่บิดเบือน หรือ ให้ข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน  จนสร้างความเข้าใจผิดและสร้างความสับสนใจสังคม.

ปมทำกมธ.ร้าว เสรีพิศุทธ์ เล่นเรื่องถวายสัตย์ไม่เลิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411289?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ปมทำกมธ.ร้าว เสรีพิศุทธ์ เล่นเรื่องถวายสัตย์ไม่เลิก

18 มกราคม 2563 – 13:48 น.
สิระ,เสรีพิศุทธ์,ถวายสัตย์,ข่าววันนี้,ไม่น่าเคารพ
เปิดอ่าน 609 ครั้ง

“สิระ” ชี้เหตุทำกมธ.ร้าว “เสรีพิศุทธ์” เล่นเรื่องถวายสัตย์ไม่เลิก-ไม่น่าเคารพ จวก ไร้สำนึก ระบุ คำว่า เสือกยังน้อยเกินไป

             18 ม.ค.2563-“สิระ” ชี้เหตุ ทำ กมธ.ร้าว “เสรีพิศุทธ์”เล่นเรื่องถวายสัตย์ไม่เลิก – ไม่น่าเคารพ จวก ไร้สำนึก หลังระบุ คำว่า เสือก ยังน้อยเกินไป ระบุ ถ่อยเกินเยียวยา ต้องปลดสถานเดียว หวังสภาโหวตหนุนยุติปัญหาให้งานเดินหน้าได้

นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงความขัดแย้งภายในกรรมาธิการ ป.ป.ช. โดยยืนยันว่าทั้งตนและนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ไม่เคยมีเจตนาที่จะเข้าไปป่วนการทำงานของกรรมาธิการฯตามที่พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานกรรมาธิการกล่าวหาแต่สิ่งที่ ทำให้เกิดความไม่ราบรื่นในกรรมาธิการ ที่อยากให้สังคมช่วยกันพิจารณา มี 2 ประเด็น

คือ 1. การนำกรรมาธิการป.ป.ช มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในกรณี เล่นไม่เลิกปมถวายสัตย์ไม่ครบทั้งๆที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยกคำร้องเรื่องนี้และคิดด้วยว่าไม่มีองค์กรใดตามรัฐธรรมนูญที่จะมีอำนาจตรวจสอบเพราะเป็นเรื่องระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับฝ่ายบริหาร อีกทั้งกรรมาธิการก็มีมติให้ยุติเรื่องแล้วแต่พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ยังดึงดันที่จะเดินต่อ โดยไม่ฟังเสียงของที่ประชุม

2.วุฒิภาวะของคนเป็นประธาน กรรมาธิการฯ ควรเปิดใจกว้าง รับฟังเสียงท้วงติงรวมถึงข้อเสนอแนะของกรรมาธิการแบบไม่มีอคติ แต่พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ กลับใช้วาจาที่ไม่เหมาะสม กับสุภาพสตรีซึ่งไม่ใช่วิสัยของลูกผู้ชาย ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการป.ป.ช.ต่อไป โดยล่าสุดพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ยังไปให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เกี่ยวกับกรณีที่หลุดใช้คำว่าเสือกกับนางสาวปารีณาแบบไร้สำนึกโดยระบุว่าคำว่าเสือกอย่างน้อยเกินไปแสดงให้เห็นว่าเป็นคนที่ยากจะเยียวยาแล้ว

“ผมเชื่อว่า ถ้าพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ทำตัวน่าเคารพ ไม่ใช้กรรมาธิการมาสร้างประโยชน์ทางการเมืองให้ตัวเอง ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนเพราะทั้งผมและคุณปารีณาต่างก็ต้องการให้กรรมาธิการชุดนี้ได้ปฏิบัติภารกิจ ตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นตามบทบาทหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน แต่ตอนนี้ที่งานต้องสะดุดไปก็เพราะมีคนอย่างพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์เป็นประธานผมหวังว่าในที่ประชุมสภาจะพิจารณาญัตติถอดถอนพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ออกจากตำแหน่งประธานจะได้จบปัญหานี้เสียที” นายสิระ กล่าว

เตือน เสรีพิศุทธ์-ปารีณา-สิระ ทบทวนพฤติกรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411286?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

เตือน เสรีพิศุทธ์-ปารีณา-สิระ ทบทวนพฤติกรรม

18 มกราคม 2563 – 13:32 น.
หทบทวนพฤติกรรม,หมอระวี,เตือน,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 693 ครั้ง

“หมอระวี” เตือน “เสรีพิศุทธ์-ปารีณา-สิระ” ทบทวนพฤติกรรม หลัง ด่ากันเละ แนะ ต้องมีวุฒิภาวะ สมกับเป็นผู้แทน จี้ “ชวน” เรียกทำความเข้าใจ ปัญหาจะได้จบ

18 ม.ค.2563-นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงกรณีที่ มีการใช้คำพูดไม่เหมาะสม ตอบโต้กันไปมาระหว่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานกรรมาธิการป.ป.ช. และ นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ กับนายสิระ เจนจาคะ กรรมาธิการจากพรรคพลังประชารัฐว่า อยากให้บุคคลทั้ง 3 ทบทวนบทบาทและพฤติกรรมของตัวเอง

เพราะทุกสิ่งที่ดำเนินการในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการทำหน้าที่ ในฐานะตัวแทนปวงชนชาวไทย จึงต้องมีวุฒิภาวะ สมกับการเป็นผู้แทนปวงชนด้วย ตนจึงขอเรียกร้องไปยัง กรรมาธิการคนอื่นๆ ในชุดนี้ ว่าต้องมีบทบาทในการร่วมแก้ปัญหา ไม่ใช่นิ่งดูดาย เพราะคิดว่าธุระไม่ใช่ ปล่อยให้เกิดเหตุทะเลาะ ในระหว่างประชุม จนประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย ขณะเดียวกันก็สูญเสียโอกาสในการทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญ และเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการชุดนี้

“ผมรู้สึกไม่สบายใจ ที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ โดยภาพรวมการทำงานร่วมกันของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้เป็นไปด้วยดี ทั้ง 2 ฝ่ายช่วยกันรักษาภาพลักษณ์ของสภา ช่วยกันประคับประคองมาดี กว่าสภายุคก่อนๆมาก จึงอยากฝากถึงท่านประธานชวน หลีกภัย ในฐานะประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ด้วยว่า เรื่องนี้มาไกลเกินกว่าจะเป็นเรื่องภายในของกรรมาธิการป.ป.ช.แล้ว เพราะกระทบกับภาพลักษณ์ ของสภาทั้งหมด จึงอยากให้ท่านเรียกพล พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ นายสิระและนางสาวปารีณา มาพูดคุยทำความเข้าใจเพื่อแก้ปัญหา โดยไม่ต้องรอให้ทั้ง 3 คนนั้นร้องขอ เพื่อจบปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็ว” น.พ.ระวี กล่าว

ปารีณา ท้า เสรีพิศุทธ์-วัฒนา ลาออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411266?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ปารีณา ท้า เสรีพิศุทธ์-วัฒนา ลาออก

18 มกราคม 2563 – 11:58 น.
ปารีณา,เสรีพิศุทธ์,ลาออก,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 837 ครั้ง

“ปารีณา” ยินดีลาออก กมธ.แต่ต้องแฟร์ ท้า เสรีพิศุทธ์-วัฒนา”ลาออกพร้อมกัน เหตุทั้ง 2 คนก็คดีเพียบ ไม่เหมาะนั่ง กมธ.ปราบโกง 

18 ม.ค.2563-นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการป.ป.ช. กล่าวถึงการทำหน้าที่กรรมาธิการว่า มีหลายท่านต้องการให้ตนลาออกจาก กมธ.ปราบโกง เนื่องจากมีคดีที่ดิน ภบท.5 ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตนยืนยันด้วยความบริสุทธิ์ ว่า ไม่ได้บุกรุกและพร้อมจะสู้คดีจนถึงที่สุด

เพราะมั่นใจว่า ประชาชนทุกคนที่อาศัยและทำกินอยู่บนที่ดิน ภบท.5 ตั้งตารอดูคดีนี้ เพราะถ้าตนติดคุก ก็จะมีประชาชนที่อาศัยอยู่และทำกินบน ภบท.5 ต้องมาติดคุกทั่วแผ่นดิน
เช่นเดียวกันกับนายวัฒนา เมืองสุข ที่ปรึกษาประธาน กมธ.ชุดนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการต่อสู้คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร และเช่นเดียวกันกับคุณเสรีพิศุทธิ์ (พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส) ที่มีคดีหมิ่นเบื้องสูงถูกร้องเรียนที่ กรรมาธิการปราบโกง หมิ่นเบื้องสูง 2 คดี และคดีทุจริตอีกประมาณ 5 คดี ไม่รวมคดีต่างๆที่อยู่ที่ศาล

“ถ้าเพื่อความยุติธรรมดิฉันยินดีลาออก แต่ต้องออกพร้อมกับคุณเสรีพิศุทธิ์ และคุณวัฒนา ดิฉันขอท้าไปยังทั้ง 2 ทั้งว่าพร้อมที่จะลาออกหรือไม่ หากทั้ง 2 คน พร้อม ดิฉันก็พร้อม”นางสาวปารีณา  กล่าว

ผอ.ทิศทางไทยชี้ อนค.ใช้สถาบันฯเป็นเครื่องมือการเมืองมากสุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411261?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ผอ.ทิศทางไทยชี้ อนค.ใช้สถาบันฯเป็นเครื่องมือการเมืองมากสุด

18 มกราคม 2563 – 11:16 น.
ผอทิศทางไทย,ชี้ อนคใช้สถาบันฯ,เป็นเครื่องมือการเมืองมากสุด
เปิดอ่าน 878 ครั้ง

ดร.เวทิน ชาติกุล ชี้ อนค. คือพรรคที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากที่สุด พอจะถูกยุบก็รีบตีปิ๊ปว่า มีคนใช้สถาบันฯเป็นเครื่องมือมาทำลายตน

ดร.เวทิน​ ชาติกุล ผอ.สถาบันทิศทางไทย ระบุว่า “พรรคอนาคตใหม่คือพรรคที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง​ มากที่สุด” พอจะถูกยุบ​ พรรคอนาคตใหม่ก็รีบตีปิ๊ป​ บอกว่า​ มีคนจะใช้สถาบันฯเป็นเครื่องมือมาทำลายตน​ สร้างสังคมให้แตกแยกเป็นฝ่ายรักเจ้า​-ชังเจ้า

หุบปากเถอะครับ

เลิกพูดเถอะว่า มี​ฝ่ายอำนาจ​ใช้สถาบันฯเป็นเครื่องมือมาทำลายพวกคุณ​ วาทกรรมนี้มันเชย

และคนเขารู้ทันกันหมดแล้ว

พรรคอนาคตใหม่โดยเปลือกนอกไม่ได้คิดล้มล้าง​สถาบันฯแบบตรงๆ แต่ได้เอาสถาบันฯมา​”เล่น” การเมืองในแบบของตนเอง

ไม่ได้ทำแบบทักษิณและพรรคไทยรักษาชาติ​ทำ​

พรรคอนาคตใหม่รู้ดี…รู้ว่าสถาบันอยู่เหนือการเมือง​ แต่แสดงการท้าทายโดยอ้อม​ (เช่นปมถวายสัตย์​, แก้ม.1​ ,ไม่รับพรก.โอนกำลัง)​ รวมถึงให้เครือข่ายคนรุ่นใหม่​จงใจนำสถาบันมาแซะ(รูปรับปริญญา​ “ช่อ”, กรณี​รูปมิบังควร “พิมพ์ชนก” )​ เพราะรู้ว่าสร้างความแตกแยกได้​ สร้างความโกรธเกลียดได้ และตัวเองได้ประโยชน์จากความแตกแยกนั้น

โดยสร้างวาทกรรม​ สร้างภาพให้สถาบันฯ​ กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม​ เป็นผู้ร้ายในหลักประชาธิปไตย​ สถาบันฯ-ทหาร-ศาล​ กับระบบประชาธิปไตย​ไปด้วยกันไม่ได้

ทั้งหมดมาจากอนาคตใหม่และเครือข่ายนักวิชาการ​ อาจารย์​ ปฏิกษัตริย์นิยม​ ทั้งสิ้น​ ไม่มีใครอื่นทำ

ส่วนพรรคและแกนนำพรรรก็เล่นบทพระเอก​ เป็นผู้นำความหวัง​ จะมาปราบยุคเข็ญ​ ถูกกลั่นแกล้ง

สร้างคะแนนนิยม​ให้ตัวเอง

โดยจะรู้หรือไม่ก็ตาม​ การทำเช่นนี้ผลก็คือการเซาะกร่อนสถาบันพระมหากษัตริย์และรากฐานของประเทศให้อ่อนแอลง

หุบปาก​ ว่าใครจะใช้สถาบันฯเพื่อกลั่นแกล้งทำร้ายคุณ​ ทำสังคมไทยแตกแยก ก็เพราะนิทานเรื่องนี้พวกคุณนั่นแหละที่สร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น

กรมสมเด็จพระเทพฯพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดงาน‘วันแพะแห่งชาติ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467036

กรมสมเด็จพระเทพฯพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดงาน‘วันแพะแห่งชาติ’

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 21.01 น.

กรมสมเด็จพระเทพฯพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดงาน‘วันแพะแห่งชาติ’

17 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ประธานเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย เกษตรกรและประชาชนในพื้นเข้าร่วมงานในครั้งนี้

กรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในด้านการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะแก่เกษตรกร โดยแนวทางที่ใช้ในการส่งเสริม ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป และการจัดการด้านการตลาด เน้นการตลาดนำการผลิต ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งวิธีการหนึ่งที่ดำเนินการในด้านการส่งเสริม คือการจัดงานมหกรรมปศุสัตว์ การจัดงานแพะแห่งชาติ ที่มีกิจกรรมหลัก ได้แก่ การจัดงานประกวดพันธุ์แพะ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันจากนักวิชาการ แกนนำเกษตรกร สถาบันการศึกษา และผู้มีประสบการณ์ด้านต่างๆ ที่มาพบปะกันในงาน การนำสินค้าและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากแพะมาจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนรับรู้ในวงกว้าง

กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงแพะ จึงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงแพะมาอย่างต่อเนื่อง จากสถิติในปี 2562 มีแพะที่เลี้ยงรวม 832,533 ตัว (แพะเนื้อ 803,768 ตัว แพะนม 28,765 ตัว) เกษตรกร 65,850 ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะ โดยการขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะ ตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบัน มีกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงแพะจำนวน 531 กลุ่ม ชมรมแพะระดับจังหวัด 64 ชมรมจังหวัด เครือข่ายระดับเขต 9 เขต สมาชิกเกษตรกรเลี้ยงแพะ 8,877 ราย มีแพะจำนวน 244,510 ตัว และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ งบประมาณจากจังหวัด งบประมาณจากกลุ่มจังหวัด และงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้มีแนวทางปรับเปลี่ยนอาชีพการเกษตรที่ผลผลิตมีปัญหาด้านการตลาด ได้แก่การทำนา การทำสวน ให้ปรับเปลี่ยนเป็นเลี้ยงแพะเป็นอาชีพมากขึ้น จากการประมาณการพบว่าจำนวนแพะที่ใช้บริโภคในประเทศ ประมาณปีละ 377,000 ตัว โดยมีการส่งออกแพะไปยังตลาดมาเลเชีย ประมาณ 100,000 ตัว/ปี ตลาดลาว และเวียดนาม ประมาณ 40,000 ตัว/ปี

นอกจากนั้น มีการนำเข้าแพะจากประเทศพม่า จำนวน 39,231 ตัว/ปี ซึ่งสรุปภาพรวมการผลิตแพะในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะได้มีการพัฒนาทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป และการจัดการด้านการตลาดตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มและเครือข่ายเกษตรกร อย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล กรมปศุสัตว์จึงกำหนดให้มีการจัดงานแพะแห่งชาติเป็นประจำทุกปี โดยจัดติดต่อกันมาแล้ว 16 ครั้ง ในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 17 โดยได้ร่วมกับจังหวัดสระบุรี ซึ่งมีศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) ร่วมเป็นแม่งาน รวมถึง ส่วนราชการ และภาคเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะในพื้นที่ ร่วมกันจัดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 ขึ้น ซึ่งกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 17 – 19 มกราคม 2563 ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และทุกครั้งที่ผ่านมามีการตอบรับจากเกษตรกร นักวิชาการ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจที่มาร่วมงานเป็นอย่างดี

สำหรับในปีนี้ กรมปศุสัตว์ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ การประกวดแพะ ประเภทแกรนด์แชมเปี้ยน แพะเนื้อ/แพะนม (เพศผู้ และเพศเมีย) รวม 4 รางวัล วัตถุประสงค์ของการจัดงาน คือ 1. เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมีการตื่นตัวในการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยง การจัดการฟาร์ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 2. เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างเกษตรกร นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะ การจัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “ตลาดแพะนำการผลิต พิชิตปัญหาเกษตรกร นำพาประเทศสู่เศรษฐกิจเข้มแข็ง”

3. การประชุมเสวนาเกษตรกร หัวข้อ “แพะไทยคุณภาพ เกษตรกรเข้มแข็ง สู่ตลาดนานาชาติ” เพื่อสานสัมพันธ์เครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย 4. เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาการแปรรูป และการตลาดให้เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสม 5. เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ตลาดแพะ ให้กว้างขวางทั้งตลาดในพื้นที่และตลาดประเทศเพื่อนบ้าน และ 6. เพื่อส่งเสริมการตลาด ให้แก่เกษตรกรเลี้ยงแพะ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานฯ ในครั้งนี้ ที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

กรมวิชาการเกษตรจับมือ4บ.เอกชน พัฒนาขยายผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466692

news_default

กรมวิชาการเกษตรจับมือ4บ.เอกชน พัฒนาขยายผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ผสานความร่วมมือ4 ผู้ประกอบการภาคเอกชน ร่วมลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าวโพดและข้าวฟ่าง” “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าว” และ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับอ้อยและมันสำปะหลัง” เน้นถ่ายทอดข้อมูลองค์ความรู้งานวิจัยด้านการเกษตร มุ่งพัฒนาขยายผลงานวิจัยปรับใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับการผลิตผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีราคาถูก และยังเป็นประโยชน์ในการช่วยยกระดับภาคการเกษตรและเศรษฐกิจของไทย พร้อมสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตรก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรกำหนดพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าวโพดและข้าวฟ่าง” “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์สำหรับข้าว” และ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับอ้อยและมันสำปะหลัง” วันศุกร์ที่ 17 มกราคมที่ โถงชั้น 1 อาคารศูนย์ปฏิบัติการฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมวิชาการเกษตร โดยมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยาน และตัวแทนจากผู้ประกอบการภาคเอกชน 4 บริษัทลงนามในบันทึก คือ บริษัท คริสตอลลา จำกัด บริษัท อะโกรไบโอเมท จำกัด บริษัท ไบโอฟิล เทคโนโลยี จำกัด และบริษัท อินโนฟาร์ม ไบโอเทค จำกัด

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมมีภารกิจหลักในการวิจัยพัฒนาด้านพืชและเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งมีผลงานวิจัยมากมายที่เป็นองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตพืชการเกษตร และได้ขับเคลื่อนผลงานวิจัยปรับใช้ประโยชน์สู่เกษตรกรตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ โดยบูรณาการผ่านโครงการ อาทิ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งกรมฯพร้อมถ่ายทอดผลงานวิจัยขยายผลสู่ภาคเอกชนคือ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าวโพดและข้าวฟ่าง” “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าว” และ สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับอ้อยและมันสำปะหลัง” เพื่อนำไปขยายผลดำเนินการผลิตต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง ส่งผลให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนที่เป็นรูปธรรม เกิดการพัฒนาผลิตพืชภาคการเกษตรที่ได้มาตรฐาน และกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น พร้อมยกระดับสินค้าเกษตรของไทยสู่มาตรฐานสากลต่อไป

กษ.ปลุกสำนึกรักบ้านเกิด ปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่สานต่ออาชีพพ่อแม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466693

news_default

กษ.ปลุกสำนึกรักบ้านเกิด ปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่สานต่ออาชีพพ่อแม่

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รมช.มนัญญาสั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดทำโครงการนำลูกหลานสมาชิกสหกรณ์และผู้ที่ต้องการกลับสู่บ้านเกิดสานต่ออาชีพการเกษตรจากรุ่นพ่อแม่ จัดอบรมบ่มเพาะความรู้การทำเกษตรสมัยใหม่ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมมามาพัฒนาการผลิตและแปรรูป ตลอดจนประสานช่องทางตลาดจำหน่ายผลผลิต เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2563

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร  เป้าหมายสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพการเกษตรและต้องการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อสานต่ออาชีพการเกษตรของครอบครัว และมีเวลาใกล้ชิดครอบครัวมากยิ่งขึ้น โดยจะสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางส่งเสริมอาชีพการเกษตรที่มั่นคงให้คนรุ่นใหม่ และเป็นพี่เลี้ยงดูแลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งด้านการถ่ายทอดความรู้การทำเกษตร จัดหาปัจจัยการผลิต บริการเครื่องจักรและเครื่องมืออุปกรณ์ สนับสนุนโอกาส เข้าถึงแหล่งเงินทุนประกอบอาชีพ และแนะนำช่องทางจำหน่ายผลผลิตสู่ตลาด โดยกรมฯจะดำเนินโครงการ 3 ปี ระหว่างปี 2563-2565 พัฒนาและบ่มเพาะอาชีพการเกษตรเพื่อให้เป็นเกษตรกรที่มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง

ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้ที่ตั้งใจหันมาประกอบอาชีพทำการเกษตร อายุไม่เกิน 50 ปี  สมัครใจและพร้อมกลับไปทำการเกษตรที่บ้านเกิด ต้องมีที่ดินเป็นของตัวเองหรือเช่าที่ดิน เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ โดยกรมฯจะประสานหน่วยงานเข้ามาให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ทำการเกษตร ทั้งการปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา และทำปศุสัตว์ ตามความประสงค์ที่แจ้งไว้ในใบสมัคร โดยจะใช้รูปแบบเกษตรผสมผสาน หรือใช้หลักทฤษฎีใหม่ มาบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร และส่งเสริมการทำเกษตรสมัยใหม่หรือเกษตรแม่นยำ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เน้นผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนประสานภาคเอกชนจัดหาตลาดมารองรับผลผลิต พร้อมช่วยวางแผนผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

“กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาสานต่ออาชีพทำเกษตร เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรไทยส่วนใหญ่อายุมากขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานนิยมไปทำงานในเมือง ทำให้ขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร จึงอยากเชิญชวนลูกหลานเกษตรกรที่เป็นคนรุ่นใหม่ กลับสู่บ้านเกิดทำอาชีพการเกษตรแบบสมัยใหม่ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เครื่องมือและอุปกรณ์ มาพัฒนาการผลิตและการแปรรูปผลผลิตการเกษตร รวมถึงต้องวางแผนการตลาด เป็นการทำเกษตรที่เน้นคุณภาพ ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยเพื่อบริโภค ขายในประเทศให้เพียงพอ และส่งออกเป็นครัวโลก” รมช.เกษตรฯกล่าว

พะเยาเปิดงานField Dayปี’63 เน้นถ่ายทอดเทคโนโลยีปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466694

news_default

พะเยาเปิดงานField Dayปี’63 เน้นถ่ายทอดเทคโนโลยีปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้จัดกิจกรรมผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ซึ่งมีกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสินค้าหลักและเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ ประกอบด้วย เกษตรกรต้นแบบ แปลงเรียนรู้ หลักสูตรการเรียนรู้และฐานการเรียนรู้ โดยองค์ความรู้ในศูนย์เรียนรู้ฯจะผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีจากหน่วยงานรัฐกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯจึงจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day)ขึ้นเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2563 โดยสนับสนุนให้เกษตรกรมีองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต เข้าถึงปัจจัยการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯถ่ายทอดให้ไปประยุกต์ใช้จริง จะทำให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้เป็นอย่างดี และการขยายผลหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทำให้เกษตรกรเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ กรมฯจึงจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 10 มกราคมที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หมู่ 2 ต.งิม อ.ปง จ.พะเยาเน้นถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เกษตรกร

ด้านนายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของอ.ปง โดยมีเกษตรกรที่เพาะปลูกตลอดทั้งปีรวม 5,123 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 64,446 ไร่ แบ่งออกเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา 1,891 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 8,412 ไร่ ดังนั้น งานวัน Field Day ครั้งนี้จึงได้นำเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาถ่ายทอดให้เกษตรกรได้เรียนรู้ 4 สถานี ได้แก่ 1.สถานีการลดต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยการปรับปรุงบำรุงดินก่อนการเพาะปลูก การผลิตปุ๋ยหมัก สูตร พด. และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี รวมถึงลดการใช้เมล็ดพันธุ์เพาะปลูก 2.สถานีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยใช้เครื่องจักรกลเพื่อลดต้นทุนการผลิต จากการใช้แรงงาน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว 3.สถานีการบริหารจัดการศัตรูพืชโดยพัฒนาเกษตรกรให้พัฒนาระบบการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยอาศัยหลักการป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามระบบการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (IPM) เพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืชเช่น หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (Fallarmyworm) 4.สถานีพัฒนาเกษตรกรสู่อาชีพทางเลือกโดยยกระดับเกษตรกรสู่เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) รวมทั้งผู้ที่มีพื้นที่เหมาะสมสำหรับการผลิตสัตว์ และประมงเศรษฐกิจ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรสร้างรายได้ในช่วงพักการเพาะปลูกพืชหลัก