เครื่องบินขนชาวญี่ปุ่นหนีไวรัสอู่ฮั่นถึงโตเกียวแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613153

  • วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 10:28 น.

เครื่องบินขนชาวญี่ปุ่นหนีไวรัสอู่ฮั่นถึงโตเกียวแล้ว

เครื่องบินเช่าเหมาลำที่รัฐบาลญี่ปุ่นส่งไปรับประชาชนออกจากอู่ฮั่นถึงโตเกียว ไม่พบผู้ติดเชื้อ ส่วนสหรัฐฯส่งเครื่องไปรับแล้วเช่นกัน

วันนี้ (29 ม.ค.) เครื่องบินเช่าเหมาลำของสายการบิน ANA ซึ่งเดินทางไปรับพลเมืองญี่ปุ่นจากนครอู่ฮั่น ศูนย์กลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ได้เดินทางมาถึงยังสนามบินฮาเนดะแล้ว เมื่อเวลาราว 08.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น พร้อมด้วยผู้โดยสาร 206 ชีวิต

นักบินสวมชุดป้องกันเชื้อขณะเครื่องลงจอดยังสนามบินอู่ฮั่น

 

ผู้โดยสารบนเครื่องได้รับการตรวจสอบจากทีมแพทย์ที่เดินทางไปด้วยขณะอยู่บนเครื่องลำดังกล่าว โดยเบื้องต้นได้แจ้งว่าไม่มีชาวญี่ปุ่นคนใดติดเชื้อไวรัสดังกล่าว อย่างไรก็ดีมีรายงานว่าญี่ปุ่น ได้เตรียมรถพยาบาลจำนวนมากมารอรับผู้โดยสารที่สนามบินฮาเนดะเพื่อนำตัวไปคัดกรองอีกรอบตามสถานพยาบาลเพื่อความมั่นใจหลังเดินทางถึง Takeo Aoyama พลเมืองญี่ปุ่นรายหนึ่งซึ่งทำงานให้บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นในจีน ได้เผยต่อผู้สื่อข่าวว่า รู้สึกโล่งใจเมื่อได้กลับบ้าน โดยขณะนี้ยังมีคนญี่ปุ่นอีกหลายคนรอคอยความช่วยเหลือที่จะได้กลับบ้าน

สำหรับเครื่องบินลำดังกล่าว ญี่ปุ่นได้นำเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ป้องกันเชื้ออาทิ หน้ากากอนามัย 15,000 ชิ้น ถุงมือ 50,000 คู่ และแว่นตาป้องกันอีก 8,000 ชิ้นไปสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่จีนด้วย

ด้านนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ กล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนฯเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า “เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อนำทุกคนกลับบ้าน”

ทั้งนี้ มีพลเมืองญี่ปุ่นในอู่ฮั่นราว 600 คนซึ่งยังรอคอยการเดินทางกลับ โดยคาดว่าหลังจากนี้ญี่ปุ่นเตรียมส่งเที่ยวบินที่สองไปรับเพิ่มอีก

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว มีรายงานว่าทางกระทรวงต่างประเทศสหรัฐได้ส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำไปรับเจ้าหน้าที่ทูตและพลเมืองอเมริกันจำนวน 240 ราย ออกจากอู่ฮั่นแล้ว โดยเครื่องจะลงจอดยังสนามบินในมณฑลซานเบอร์นาดิโนรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งทางสหรัฐได้เตรียมศูนย์กักกันโรคไว้รองรับแล้ว

‘เฉลิมชัย’เดินหน้าเกษตรกรรมยั่งยืน ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป็น5ล้านไร่ใน2ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469575

news_default

‘เฉลิมชัย’เดินหน้าเกษตรกรรมยั่งยืน ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป็น5ล้านไร่ใน2ปี

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 18.53 น.

“เฉลิมชัย”เดินหน้าเกษตรกรรมยั่งยืน ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป็น5ล้านไร่ใน2ปี พร้อมทุ่มงบ8พันกว่าล้านเพิ่มเกษตรอินทรีย์อีก8หมื่นราย มอบ”อลงกรณ์”ขับเคลื่อนทั้งภาครัฐ-เอกชน-ภาคเกษตรกร ลงนามMOUให้เป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ เป็นประธานในประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ครั้งที่ 1/ 2563

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบเพื่อขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างภาครัฐ อันประกอบไปด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาไทย กระทรวงพาณิชย์ สภาพัฒน์ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนภาคประชาชน เช่น สภาเกษตรกรแห่งชาติขับร่วมการขับเคลื่อนบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนด้วย

นอกจากนั้น ที่ประชุมยังมีการรายงานล่าสุดมีผลการดำเนินงานเกษตรอินทรีย์ ปี 2562 มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 3,233,711 ไร่ และสนับสนุนงบประมาณทั้งสิ้น 3,645 ล้านบาท ซึ่งในปี 2563 – 2564 ได้ตั้งเป้า เพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ และเกษตรกรรมยั่งยืน รวม 1,100,100 ไร่ รวมเป็น 5,000,000 ไร่ทั่วประเทศ งบประมาณสนับสนุนกว่า 8,359 ล้านบาทและจะต้องมีเกษตรกรอินทรีย์เพิ่มขึนไม่ต่ำกว่า 80,000 ราย และเพื่อตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยขับเคลื่อนโดยยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยมีโครงการขับเคลื่อน ได้แก่ โครงการซึ่งทางกระทรวงมหาไทยได้คัดเลือกจังหวัดนำร่องเพื่อขับเคลื่อนไปแล้ว 56 จังหวัด มีเกษตรกรเข้าร่วมจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) รวมพื้นที่กว่า 3.4 ล้านไร่
การจัดทำฐานข้อมูลที่กรมพัฒนาที่ดินร่วมจัดทำกับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับรองมาตรฐานแล้ว 119 กลุ่ม จำนวน 40,774 ราย พื้นที่กว่า 520,000 ไร่
โครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย – Organic Tourism- การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) การควบคุมปัจจัยการผลิตเกษตรอินทรีย์ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด การตลาดเกษตรอินทรีย์ที่ใช้ตลาดของกระทรวงที่มีอยู่ หรือตลาดสีเขียว งานวิจัยเพื่อสนับสนุนเกษตรอินทรีย์. การประชาสัมพันธ์เกษตรอินทรีย์ เพื่อเป็นการขับเคลื่อน สร้างความเข้าใจ และสร้างการเปลี่ยนผ่านการเกษตรไทยสู่เกษตรอินทรีย์

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า การประชุมครั้งนี้ได้เน้นย้ำให้เกิดการขับเคลื่อนผ่านศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) ที่จัดตั้งร่วมกับมหาวิทยาและภาคการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทยให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) การเกษตรสีเขียวเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Greenovation Agriculture) ซึ่งนำไปสู่การเกิดความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหาร เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน ตามแนวทางของศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของภาคการเกษตรไทยตลอดไปด้วย

กรมชลฯเร่งสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรัก กักน้ำต้นทุนใช้หน้าแล้ง-แก้อุทกภัย’เชียงคาน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469570

กรมชลฯเร่งสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรัก กักน้ำต้นทุนใช้หน้าแล้ง-แก้อุทกภัย’เชียงคาน’

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 18.47 น.

กรมชลเร่งสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรักฯเสร็จให้จบปีนี้ กั้นแม่น้ำเลยก่อนไหลลงแม่โขง กักน้ำต้นทุนไว้ใช้ในหน้าแล้ง-แก้ปัญหาอุทกภัยเชียงคาน

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังจากได้รับรายงานจาก นายยุทธนา มหานุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 12 ที่รับผิดชอบงานก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเลย ว่า งานก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรัก ตามแผนจะแล้วเสร็จในปี 2565 แต่ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำไว้ในแม่น้ำเลยบางส่วน ไม่ให้ไหลลงสู่แม่น้ำโขงทั้งหมด จึงได้เร่งรัดการก่อสร้างประตูลำน้ำเดิม (ประตูกั้นแม่น้ำเลย) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2563 เพื่อให้สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกคนสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนอย่างเข้มข้น เพื่อให้รับทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อโครงการฯแล้วเสร็จ ปัจจุบันมีความคืบหน้าในการก่อสร้างไปพอสมควรแล้ว คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้

สำหรับโครงการประตูระบายน้ำศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างขึ้น ประกอบไปด้วยการก่อสร้างประตูระบายน้ำปิดกั้นระหว่างลำน้ำเลยกับแม่น้ำโขง จำนวน 5 ช่อง กว้าง 15 เมตร สูง 13.2 เมตร สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยในช่วงฤดูน้ำหลาก จะยกบานประตูน้ำขึ้น เพื่อเร่งระบายน้ำในแม่น้ำเลยลงสู่แม่น้ำโขง ส่วนในช่วงที่น้ำในแม่น้ำโขงสูง จะทำการปิดบานประตูระบายน้ำลง เพื่อกั้นน้ำจากแม่น้ำโขงไม่ให้ไหลเข้ามาในแม่น้ำเลย นอกจากนี้ ประตูระบายน้ำแห่งนี้ จะทำหน้าที่สำคัญในการทดน้ำเพื่อเก็บกักน้ำในแม่น้ำเลยไว้ใช้ในฤดูแล้งของทุกปี ซึ่งในส่วนของประตูระบายน้ำลำน้ำเดิม จะมีประตูระบายน้ำจำนวน 2 ช่อง กว้าง 10 เมตร สูง 12.5 เมตร แบบให้เรือสัญจรผ่านได้ มีขีดความสามารถระบายน้ำได้สูงสุด 400 ลบ.ม.ต่อวินาที

ทั้งนี้ หากโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรักฯ แล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค การบรรเทาอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลาก และยังช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้อีกกว่า 72,500 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 44 หมู่บ้าน 7 ตำบล ของอำเภอเชียงคาน ประชากรได้รับประโยชน์รวมกว่า 9,200 ครอบครัว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอเชียงคาน ที่จะสามารถสร้างรายได้และประโยชน์สูงสุดให้แก่ราษฎรในพื้นที่ได้อีกด้วย

เกษตรฯทุ่ม 700 ล้าน ขุด 4 หมื่นบ่อน้ำขนาดเล็กใน 66 จว.แก้แล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469491

news_default

เกษตรฯทุ่ม 700 ล้าน ขุด 4 หมื่นบ่อน้ำขนาดเล็กใน 66 จว.แก้แล้ง

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.21 น.

เกษตรฯทุ่ม 700 ล้าน ขุด 4 หมื่นบ่อน้ำขนาดเล็กใน 66 จว.แก้แล้ง

29 มกราคม 2563 น.ส.ภิทราภรณ์ โสเจยยะ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งขุดบ่อน้ำขนาดเล็กในไร่นาเกษตรกร นอกเขตชลประทาน เพิ่มอีก 4 หมื่นบ่อทั่วประเทศ 66 จังหวัด โดยยกเว้นภาคกลาง 11 จังหวัดในปี 2563 ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำไว้ใช้ช่วงฤดูแล้งให้กับเกษตรกรกว่า 5 แสนครัวเรือน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯโดยกรมพัฒนาที่ดิน ให้งบขุดบ่อละ 17,800 บาท รวมกว่า 700 ล้านบาท ส่วนเกษตรกรสมบทอีก 2,500 บาทต่อบ่อ ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจความต้องการเกษตรกร มีเอกสารสิทธิในที่ดิน และที่ส.ป.ก. เกษตรกรใช้ทำการเกษตร พื้นที่ขุดบ่อประมาณ 1 งาน ขนาดบ่อ 20 คูณ 30 เมตร ลึกไม่เกิน 3 เมตร จุ 1,260 คิว สามารถใช้หล่อเลี้ยงต้นพืช ในช่วงขาดแคลนน้ำ โดยเร่งรัดขุดให้เสร็จก่อนฝนมาเดือนพฤษภาคม จะรองรับน้ำฝนได้ทัน

“ขณะนี้เกษตรกรสมัครเข้ามา 4 หมื่นราย เจ้าหน้าที่ไปสำรวจพื้นที่ และเตรียมพร้อมจัดซื้อจัดจ้าง เมื่องบผ่าน ดำเนินได้เลย ใช้เวลาดำเนินการขุดบ่อ 2-3 เดือนโดยสถานีพัฒนาที่ดินแต่ละพื้นที่ ตั้งคำของบ ระบุเป็นรายตำบล จะไม่มีการผูกขาดกับผู้รับเหมารายใด เพราะหากเกิน 5 แสนบาท จะเป็นระบบอีบิดดิ้ง ผ่านการประมูล ที่ต้องสมเหตุสมผลกับจำนวนบ่อ ระยะเวลา ที่เหมาะสม ผู้รับจ้าง ต้องมีขีดความสามารถ และต้องดูศักยภาพ ที่ผ่านมาไม่มีปัญหาการร้องเรียน” น.ส.ภิทราภรณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามผู้รับเหมา สามารถรับงานข้ามจังหวัดได้ ส่วนจะเป็นผู้รับเหมารายเดิมๆ เพราะงานไม่ยาก ส่วนปี 2564 ได้สำรวจแล้วมีความต้องการ กว่า4หมื่นบ่อ ได้ตั้งคำขอไปที่สำนักงบประมาณแล้ว สำหรับภารกิจขุดแหล่งน้ำในที่สาธารณะ ซึ่งเดิมอยู่ในการดูแลของกรมพัฒนาที่ดิน ได้ถ่ายโอนภารกิจไปให้ท้องถิ่น เป็นผู้ดำเนินการต่อไป และได้ตัดงบส่วนนี้ ในงบประมาณปีนี้ไปแล้วกว่า 800 ล้านบาท

ร่วมด้วยช่วยกัน! เกษตรกร’พิจิตร’ เก็บฟางไว้ใช้แทนการเผา-แถมสู้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469481

ร่วมด้วยช่วยกัน! เกษตรกร’พิจิตร’ เก็บฟางไว้ใช้แทนการเผา-แถมสู้ภัยแล้ง

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.01 น.

เกษตรกรจังหวัดพิจิตร ทำการเก็บฟางหลังเก็บเกี่ยว นำไปเป็นอาหารให้กับสัตว์เลี้ยงในช่วงหน้าแล้ง งดการเผาทำให้เกิดหมอกควัน

29 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพิจิตร ว่า สถานการณ์ภัยแล้ง แหล่งน้ำแห้งขอดลงในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบกับการทำการเกษตรแล้ว ยังส่งผลกระทบกับเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ ที่บรรดาแหล่งอาหารโดยเฉพาะหญ้าสดได้ลดจำนวนลง ทำให้เกษตรกร ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ต่างนำเอาอุปกรณ์ ทำการเก็บฟางข้าว หลังจากที่ทำการเก็บเกี่ยวข้าว โดยนำฟางที่ได้นำใส่รถเพื่อนำไปเป็นอาหารให้สำหรับวัวที่เลี้ยงไว้ เนื่องจากแหล่งอาหารโดยเฉพาะหญ้า ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้แหล่งอาหารจึงลดลง เกษตรกรจึงต้องทำการเก็บฟางในแปลงนาเพื่อไว้เป็นอาหาร แทนการเผา ทำให้เกิดหมอกควันที่ส่งผลกระทบกับสภาพอากาศ

โดยนางปราณี บัวเกิด เกษตรกรหมู่ที่ 5 ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า “ในช่วงสถานการณ์ภัยแล้ง ส่งผลทำให้หญ้าซึ่งเป็นแหล่งอาหารของวัว ลดน้อยลง จึงต้องออกมาทำการเก็บฟางข้าว หลังชาวนาเก็บเกี่ยว เพื่อสำรองเป็นอาหารให้กับวัวที่เลี้ยงไว้ กว่า 30 ตัว โดยการเก็บฟางข้าว ส่งผลดี เป็นอาหารที่สำคัญกับสัตว์เลี้ยง รวมถึงงดการเผาฟางข้าวที่ทำให้เกิดหมอกควันที่ทางหน่วยราชการและผู้นำหมู่บ้านได้รณรงค์งดการเผาที่จะส่งผลให้เกิดหมอกควัน

สำหรับการเก็บฟางในนาข้าว จะได้ประโยชน์ในการรักษาผลผลิตไม่ให้ได้รับความเสียหายจากผลกระทบของภัยแล้งที่รุนแรงในพื้นที่จังหวัดพิจิตรแล้ว การนำฟางในนาข้าวยังเป็นผลดีในการลดภาวะโลกร้อน เนื่องจากฟางในนาข้าวมาใช้จะลดปริมาณฟางข้าวในนาข้าว เป็นการลด การเผาตอซังซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มหมอกควันและมลพิษจากการเผาตอซางข้าวอีกด้วย

ม็อบเกษตรกรเฮลั่น! ธกส.ยอมปล่อยกู้ ทำอาชีพใหม่ช่วยภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469449

ม็อบเกษตรกรเฮลั่น! ธกส.ยอมปล่อยกู้ ทำอาชีพใหม่ช่วยภัยแล้ง

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.33 น.

“ม็อบเกษตรกร”กว่าพันคนจาก23จว. บุกกระทรวงเกษตรฯ ร้อง ของความชัดเจน โครงการขุนโค เฮลั่นกระทรวงเกษตรฯ หลังรมช.ประภัตร เร่งเจรจา ธกส.ยอมหั่นเงื่อนไขจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน -ทำธุรกิจก่อน6เดือน-1ปี พร้อมปล่อยกู้กลุ่มเกษตรกร กลุ่มละไม่เกิน10ล้านบาท ทำอาชีพใหม่เพิ่มรายได้เลี้ยงครอบครัวช่วงภัยแล้ง”

นที่ 29 มกราคม 2563 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ ได้ประชุมร่วมกับแกนนำและกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ โคขุน กว่าพันคนเดินทางมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ นำโดยนายอนุรักษ์ แสนเวียง นายสุพล หมื่นศรีพรหม นายปิยะ ผูกจิตร เป็นแกนนำสภาประชาชนเพื่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(สปศ.) นำเกษตรกรมาจาก23จังหวัด ที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการเกษตรสร้างชาติ(ด้านปศุสัตว์ พืช ประมง) ซึ่งเป็นโครงการที่มีลงนามไปแล้วระหว่าง กรมปศุสัตว์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.) ให้สินเชื่อกับกลุ่มเกษตรกร รูปแบบวิสาหกิจชุมชนด้านการเลี้ยงโคเนื้อโคขุน รวมทั้งทำเกษตรผสมผสานปลูกพืชใช้น้ำน้อย ให้เกษตรกรมีรายได้ในช่วงฤดูแล้ง ทดแทนการปลูกพืชใช้น้ำมาก โดยใช้เงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ล้านละ100บาท ตามโครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทยของธกส.มีวงเงินสินเชื่อ5หมื่นล้านบาท

ซึ่งกลุ่มเกษตรกร มาทวงถามความคืบหน้าของโครงการและขอให้ รมช.เกษตรฯเจรจากับ ธกส.เพื่อผ่อนปรนเงื่อนไขระยะเวลาการจดทะเบียนตั้งวิสาหกิจชุมชน ประกอบธุรกิจมาก่อน 6 เดือนถึง1ปี ตัดออกไปเนื่องจากกู้เป็นกลุ่มกว่า10คนจะเซ็นค้ำประกันกันได้ พร้อมกับมอบกระเช้าผักสวนครัวให้กำลังใจ รมช.เกษตรฯที่ผลักดันโครงการนี้ด้วย

นายประภัตร กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยเกษตรกรอย่างมาก ที่ประสบภัยแล้งยาวนานได้เร่งรัดโครงการนี้ไปให้ถึงมือเกษตรกรโดยเร็วเพื่อมีอาชีพใหม่ เพิ่มรายได้เลี้ยงครอบครัว แต่ไม่ต้องการให้ก่อภาระหนี้สินเพิ่ม จึงให้ทำในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน เกษตรกรร่วมกลุ่มกันมา ไปจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ทำแผนธุรกิจ แผนกรตลาด ขอกู้กับธกส. จะปล่อยกู้ไม่เกินกลุ่มละ10ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 0.01

“ผมได้ประสานกับธกส.แล้วให้สั่งการไปยังทุกสาขา ในเรื่องเงื่อนไขกลุ่มเกษตรกร ต้องประกอบธุรกิจมาก่อน 6เดือนหรือ1ปี จึงให้กู้ จากนี้จะไม่มีเงื่อนไขนี้ เพราะเป็นกลุ่มเกษตรกรตั้งใหม่  ซึ่งการทำแผนธุรกิจและการตลาด จะต้องยื่นให้ปศุสัตว์อำเภอ เกษตรอำเภอ ดูรายละเอียดก่อนยื่นให้ธกส. ถ้ามีตลาดรองรับก็โอเคหมด วันนี้ตลาดจีนมีแล้วต้องการมากอย่างไม่จำกัดปริมาณ ที่จะรับโคเนื้อมีชีวิตจากไทย แต่ประเทศจีนปิดประเทศ เพราะโรคระบาดไวรัสโคโรนา เป็นเวรกรรม อะไรไม่รู้พอเรื่องโครงการจบก็มีเหตุขัดข้อง แต่ไม่เป็นไรกลุ่มเกษตรกร สามารถไปยื่นทำเรื่องเข้าโครงการไว้ได้ก่อน สิ่งสำคัญสุดท้ายคือต้องมีตลาดรับซื้อ ถ้าไม่มีตลาดเราตายอีก ทุกวันนี้เกษตรเราทำอะไรล้มเหลวเพราะตลาดไม่มี ดังนั้นธกส. ได้มีประกันโคทุกตัวด้วย ขอให้ท่านสบายใจ โครงการนี้เดินหน้าต่อแน่นอน ในสัปดาห์หน้าทุกคนสามารถไปยื่นกับธกส.ได้”นายประภัตร กล่าว

ส่วนตัวแทนธกส. กล่าวว่าโครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย จะวัดความสามารถประกอบอาชีพ และการชำระหนี้ รัฐบาลไม่สนับสนุนให้ก่อหนี้เพิ่ม และต้องการลดความเสี่ยง จะพิจารณาว่ากิจกรรมไหนมีตลาดรองรับชัดเจน ภาครัฐสนับสนุนเต็มที่ เพื่อให้เกษตรกรมีกำลังใจผลิตสินค้ามีคุณภาพ ปลอดภัย และได้ราคาดี

ต่อจากนั้นนายประภัตร ได้เดินลงมาพบปะเกษตรกรพร้อมทั้ง ชี้แจงให้เข้าใจขั้นตอนโครงการ พร้อมกับตะโกนให้กำลังใจว่า “เกษตรกรไทย รวยๆๆ” กลุ่มเกษตรกร ต่างตะโกนรับเสียงดังก้องไปทั้งกระทรวงอย่างพอใจและแยกย้ายเดินทางกลับภูมิลำเนา

กรมประมงเวิร์กช็อปเสริมทักษะจนท. ต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469312

news_default

กรมประมงเวิร์กช็อปเสริมทักษะจนท. ต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำ

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรมประมงนำคณะเข้าร่วมประชุม The Technical Committee on Management Procedures (TCMP) ที่อินเดีย เมื่อวันที่ 14-15 มิถุนายน 2562 ที่ประชุมมีการลงมติขอให้คณะกรรมาธิการปลาทูน่าแห่งมหาสมุทรอินเดีย (IOTC) จัดฝึกอบรมด้านการประเมินกลยุทธ์การจัดการ (MSE)ให้ประเทศภาคีสมาชิกของ IOTC โดยเน้นการจัดการทรัพยากรปลาทูน่าและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐ รวมถึงสนับสนุนการจัดการด้านประมง  การทำประมงอย่างมีประสิทธิภาพยั่งยืน ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกที่ให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าว จึงจัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร“Capacity Building on  Harvest Strategies” ที่กรมประมง ระหว่างวันที่ 21-22 มกราคม 2563

สำหรับการฝึกอบรมหลักสูตรดังกล่าวได้เชิญวิทยากรจากมูลนิธิเพื่อความยั่งยืนของอาหารทะเลสากล (ISSF) และคณะกรรมาธิการปลาทูน่าแห่งมหาสมุทรอินเดีย (IOTC) มาอภิปรายหัวข้อสำคัญ อาทิ  การประเมินกลยุทธ์การจัดการ (MSE) และขั้นตอนกลยุทธ์การประมง หารือเกี่ยวกับ“ตัวอย่างจริง” กรณีปลาทูน่าตาโตของ IOTC แนวทางการบริหารจัดการของ IOTC และสถานะของทรัพยากรสัตว์น้ำ อีกทั้งยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการใช้ตัวชี้วัดการแปลความหมายของผลลัพธ์และการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์กับกระบวนการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดให้เจ้าหน้าที่กรมประมงที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงาน เพื่อเสริมสร้างทักษะความรู้ความเข้าใจให้เจ้าหน้าที่กรมประมงนำความรู้ด้านกลยุทธ์จัดการประมงดังกล่าวไปต่อยอดในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในประเทศไทยต่อไป

รายงานพิเศษ : โชว์กล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่‘สุโขทัย1’ ให้ผลผลิตสูง-คุณค่าทางโภชนาการชนะเลิศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469317

รายงานพิเศษ : โชว์กล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่‘สุโขทัย1’ ให้ผลผลิตสูง-คุณค่าทางโภชนาการชนะเลิศ

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร คลอดกล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่ “สุโขทัย 1” ผลกลมป้อม ใหญ่ยาว เนื้อทั้งสุกและดิบสีครีมอ่อน เนื้อละเอียดเหนียว รสชาติหวานไม่อมเปรี้ยว ให้ผลผลิตสูง 1 เครือมี 9 หวี  น้ำหนักเครือกว่า 16 กิโลกรัม ทึ่งคุณค่าทางโภชนาการ วิตามินบี 3 และโพแทสเซียมสูงแซงพันธุ์การค้า

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่าประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกล้วยประมาณ 481,639 ไร่  ในจำนวนนี้มีพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้ามากที่สุดจำนวน 328,456 ไร่ กล้วยไข่จำนวน 63,233 ไร่ กล้วยหอมจำนวน 62,525 ไร่ และกล้วยอื่นๆจำนวนประมาณ 27,425 โดยพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้าจะปลูกมากที่สุดในเขตภาคเหนือ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในประเทศไทยแต่ยังขาดกล้วยน้ำว้าพันธุ์ดี และขาดข้อมูลของพันธุ์ ดังนั้น ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย  กรมวิชาการเกษตร จึงศึกษาหาสายต้นหรือพันธุ์กล้วยน้ำว้าที่ดีมีคุณภาพ เพื่อปรับปรุงพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะดีเด่น ให้ผลผลิตสูงมีคุณภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าพันธุ์การค้า เป็นที่ยอมรับของเกษตรกรและผู้บริโภค เพื่อเป็นพันธุ์ทางเลือกสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร

ระหว่างปี 2547-2554 ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย ได้คัดเลือกสายต้นหรือพันธุ์กล้วยน้ำว้าจากแปลงรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมกล้วยของศูนย์ฯ  โดยใช้เกณฑ์การคัดเลือกคือ ให้ผลผลิตสูง มีจำนวนหวีต่อเครือไม่ต่ำกว่า 7 หวี เนื้อแน่น สีเนื้อขาวนวลถึงเหลือง รสชาติหวาน คุณภาพการบริโภคดี ผู้บริโภคยอมรับสูง  โดยสามารถคัดเลือกไว้ 7 สายต้น นำไปปลูกเปรียบเทียบสายต้น และคัดเลือกสายต้นที่ดีเด่นไว้ 2 สายต้น  ปี 2558-2560 นำไปปลูกทดสอบที่ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเลย และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่มีสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน พบว่า กล้วยน้ำว้าสายต้น สท.55-4 เจริญเติบโตได้เร็ว ต้นแข็งแรง ผลผลิตเฉลี่ยน้ำหนักเครือและจำนวนหวีต่อเครือสูงสุดทั้ง 3 สถานที่ผลิต ที่สำคัญยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดตรงกับวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงพันธุ์

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย เป็นหน่วยงานในการพัฒนาพันธุ์กล้วยน้ำว้าสายต้น สท.55-4 ดังนั้น จึงได้ตั้งชื่อกล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่นี้ว่า “กล้วยน้ำว้าสุโขทัย 1” ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตสูง น้ำหนักเครือ 16.1 กิโลกรัมสูงกว่ากล้วยน้ำว้ามะลิอ่องซึ่งเป็นพันธุ์การค้าที่ให้ผลผลิต 13.7 กิโลกรัม จำนวน 9 หวี/เครือ  สูงกว่ากล้วยน้ำว้ามะลิอ่องซึ่งให้จำนวนหวี 8 หวี/เครือ ให้คุณค่าทางโภชนาการ ได้แก่ วิตามินบี 3 และโพแทสเซียม สูงกว่าพันธุ์การค้า นอกจากนี้ กล้วยน้ำว้าพันธุ์สุโขทัย 1ยังลักษณะผลค่อนข้างป้อมกลม  ผลค่อนข้างใหญ่กว้าง 3.8 เซนติเมตร และยาว 14 เซนติเมตรซึ่งใหญ่กว่าพันธุ์การค้า เนื้อผลทั้งดิบและสุกมีสีครีมอ่อน เนื้อละเอียดเหนียว และมีรสชาติหวานไม่ปนเปรี้ยว

ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัยมีแปลงแม่พันธุ์กล้วยน้ำว้าพันธุ์สุโขทัย 1 พร้อมขุดแยกหน่อได้ปีละ 2,000 – 3,000 หน่อ ใช้ปลูกในพื้นที่ประมาณ 20-30 ไร่  โดยในปี 2562 ที่ผ่านมาสามารถขุดแยกหน่อได้ประมาณ 2,000 หน่อ ใช้ปลูกในพื้นที่ 20 ไร่  เกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-5567-9085-6

ส่องเกษตร : เมื่อความมั่นคงทางอาหารสู่ฐานการพัฒนาเศรษฐกิจชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469314

449007

ส่องเกษตร : เมื่อความมั่นคงทางอาหารสู่ฐานการพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันเวลาเปลี่ยน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปแต่ชีวิตก็ยังคงต้องดำรงกันต่อไป ผมได้ทบทวนชีวิตกว่า 37 ปีในชีวิตการรับราชการที่ผ่านมา มีหลายอย่างที่ได้ทำและอีกหลายอย่างที่อยากทำแต่ทำไม่ได้สิ่งที่เลือกทำ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ณ จุดนั้น แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เคยเห็นว่าดี ณ เวลานั้น ก็อาจกลายเป็นสิ่งไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันก็เป็นได้จำต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาให้เหมาะสมกับสถานการณ์แวดล้อมที่เป็นปัจจุบัน เช่นเดียวกับการพัฒนาภาคการเกษตร ในยุคเริ่มแรกที่ภาคการเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของวิถึชีวิต โดยเฉพาะวิถีชีวิตของผู้คนในเขตชนบท มีความผูกพันระหว่างธรรมชาติกับการทำการเกษตร ประเพณี วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ในชุมชน เกิดความรัก ความผูกพัน และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นรูปแบบของสังคมที่มีความอบอุ่นและห่วงใยซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

เมื่อวันเวลาผ่านไป วิธีคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ โดยใช้ภาคการเกษตรเป็นรากฐานในการผลักดันการเจริญเติบโต บริบทต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องถูกนำมาใช้ในการพัฒนาดังกล่าว ผลักดันให้เกษตรกรเป็นฟันเฟืองหนึ่งของระบบการผลิต เริ่มคำนึงถึง input output และ outcome ของระบบการผลิตที่เปลี่ยนไป มองกระบวนการผลิตทางการเกษตร เป็นเหมือนกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม เทคโนโลยีต่างๆ ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตให้ได้ผลตอบแทนสูงสุดซึ่งกำไร-ขาดทุนเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของกระบวนการผลิตในรูปแบบดังกล่าว

หากเมื่อย้อนกกลับไปพิจารณาจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการพัฒนาการเกษตรที่เกิดขึ้น มนุษย์ในยุคโบราณเริ่มรู้จักการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์แทนการล่าสัตว์และการหาจากธรรมชาติ เพื่อนำมาเป็นอาหารเลี้ยงชีพเป็นหลัก ไม่ได้เริ่มต้นจากการแสวงหาผลตอบแทนสูงสุดแต่ประการใด แต่เมื่อรูปแบบของสังคมเปลี่ยนแปลงไป การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อสะสมความมั่งคั่ง การแสวงหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับชีวิต การทำการเกษตรกลายเป็นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจ การนำหลักคิดของกำไรขาดทุนเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาการเกษตร มีการพัฒนาเทคโนโลยี ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ผิดไปจากเดิมที่เป็นไปตามธรรมชาติ บังคับให้พืช-สัตว์ ติดดอก ออกผล ให้ผลผลิต ตามที่ต้องการ ให้ทันกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และความต้องการอันไม่จำกัดของผู้คนในสังคมโลก ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากภาคการเกษตรถูกนำไปสร้างความมั่งคั่งให้กับภาคการผลิตอื่นๆ ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่มากเครือข่ายทางธุรกิจของกลุ่มมหาเศรษฐีหลายๆ กลุ่ม เริ่มต้นมาจากธุรกิจเกษตร ก่อนที่จะต่อยอดไปสู่ภาคอื่นๆ และขยายเครือข่ายครอบคลุมไปทั่วโลก

ผลจากการพัฒนาภาคการเกษตรเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ส่งผลกระทบตีกลับไปยังต้นทุนการผลิตภาคการเกษตรที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมอันมาพร้อมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กระทบสู่แนวทางการลดต้นทุนตามหลักeconomic of scale ซึ่งจำต้องเปลี่ยนจากเกษตรกรรายย่อยพัฒนาเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ใช้ทุนในการดำเนินการสูงขึ้น เพื่อผลิตให้ได้ปริมาณมากขึ้นเกิดความคุ้มค่าในการลงทุน การผลิตในรูปแบบนี้ทำให้เกิดการผูกขาดในระบบการผลิต เพราะเป็นระบบการผลิตที่กำหนดให้ใช้เทคโนโลยีเฉพาะเจาะจง ต้องใช้ปัจจัยการผลิตตามที่กำหนด มีแบบแผนการผลิตที่แน่นอนและต้องทำตามจึงจะให้ผลผลิตตามที่คาดหวัง การใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่กล่าวถึงย่อมกระทบต่อตนเองและสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งขยายผลกระทบนั้นสู่ชุมชน สู่สังคมที่กว้างขวางขึ้น กลายเป็นความขัดแย้งของทิศทางการพัฒนาว่าสุดท้ายแล้วการพัฒนาการเกษตรของเราจะก้าวไปทางไหน ระหว่างการพัฒนาเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนในชาติ หรือ การใช้การเกษตรเป็นฐานการพัฒนาการเศรษฐกิจของชาติ ได้อย่างก็คงต้องเสียอย่าง จะสร้างสมดุลทั้งสองด้านได้อย่างไร คงต้องคิดและตัดสินใจให้รอบคอบและถี่ถ้วน เพราะหากตัดสินใจพลาด การย้อนกลับมายืน ณ จุดเดิม จะยากยิ่งขึ้นไปอีก

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ก.เกษตรฯเซ็นMOUพัฒนามาตรฐานผลิตข้าวลุ่มน้ำโขง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469313

news_default

ก.เกษตรฯเซ็นMOUพัฒนามาตรฐานผลิตข้าวลุ่มน้ำโขง

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อม ดร.วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ผู้อำนวยการสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong-Lancang Cooperation :MLC) Special Fund ประจำปี 2018 โดยมีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย กัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

นายสุดสาครกล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong-Lancang Cooperation (MLC) Special Fund) ประจำปี 2561 ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง มีสาระสำคัญมุ่งให้เกิดสันติภาพความมั่นคงในอนาคตต่อสมาชิกแม่โขง-ล้านช้าง มีการปรึกษาหารือร่วมมือช่วยเหลือ และมีผลประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งเคารพกฎหมายและกฎระเบียบของไทยและจีน และร่วมกันติดตามประเมินโครงการและใช้งบประมาณจากกองทุน

นายสุดสาครกล่าวอีกว่า การลงนามครั้งนี้เพื่อพัฒนาส่งเสริมการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐานระดับอนุภูมิภาค นอกจากนี้ ยังตั้งศูนย์ตรวจสอบพยากรณ์แมลงศัตรูพืชและภัยธรรมชาติอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยดำเนินการผ่าน 2 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาศูนย์เฝ้าระวัง พยากรณ์ และเตือนภัยการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง-ล้านช้าง (Development of Center for Monitoring, Forecasting and Warning of Sustainable Rice Production under Climate Change in Mekong – Lancang Sub-Region) และ2.โครงการพัฒนาและการดำเนินการตามมาตรฐานการผลิตข้าวในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Development and Implementation of CommonRice Production Standard in Mekong-Lancang Sub-Region) ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี วงเงิน 27,624,045 บาท

“โดยกิจกรรมโครงการความร่วมมือระหว่าง 6 ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คือ ไทย จีน กัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม ซึ่งการดำเนินงานทั้ง 2 โครงการสอดคล้องกับนโยบายภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2559 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและพัฒนาสังคมระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง”อธิบดีกรมการข้าว กล่าว