Bangkok air quality sees big improvement #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Bangkok air quality sees big improvement (nationthailand.com)

Bangkok air quality sees big improvement

NationalDec 19. 2020

By THE NATION

Air quality in Bangkok has returned to healthy levels, the Air Quality and Noise Management Division of Bangkok said.

Particles less than 2.5 microns (PM2.5) in the air at 9am on Saturday was in the range of 11 and 32 micrograms per cubic metre. Particulate matter range lower 50 micrograms per cubic metre signified very good to good air quality for Bangkok.

According to the AirVisual application at 9am, the air quality index of Bangkok was 57, or at moderate levels. The average PM2.5 was 14 micrograms per cubic metre.

Military and police chiefs decline awards from Armed Forces school #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Military and police chiefs decline awards from Armed Forces school (nationthailand.com)

Military and police chiefs decline awards from Armed Forces school

NationalDec 19. 2020Armed Forces Academies Preparatory SchoolArmed Forces Academies Preparatory School 

By THE NATION

The country’s security chiefs have made a bold statement by turning down awards from the Armed Forces Academies Preparatory School (AFAPS).

Military commander-in-chief General Chalermpol Srisawat, Army chief General Narongphan Jitkaewtae, Navy chief Admiral Chatchai Sriworakhan, Air Force chief Marshal Airbull Suttiwan, and National Police chief Pol General Suwat Jangyodsuk have all refused to receive the “Jak Dao Honorary Award 2021” in the category of governing and promoting security.

The AFAPS awards are given every year to holders of high ranking military and police positions as well as selected alumni with outstanding career record.

The ceremony is scheduled for January 27, which is the school’s 63rd anniversary, and will be presided over by Prime Minister General Prayut Chan-o-cha.

The military and police chiefs announced their decision on December 15, during the AFAPS alumni meeting at the school located in Nakhon Nayok province.

Besides military and police chiefs, next year’s awards will also be offered to National Security Council secretary-general General Nattapon Nakpanich and Deputy Agriculture Minister Captain Thammanat Prompao, who are qualified to receive the awards by their positions.

Seven others will be selected by the alumni committee based on their work.

The five security honchos, who were chosen by their positions, declined the awards, saying, “we wish to be recognised by our work and would rather wait until our accomplishment become more apparent”.

It is speculated that their decision will lead to the awards being offered to other nominees by position, and the names of Nattapon and Thammanat may eventually be scratched.

If this is true, it will not be the first time that Thammanat’s name is scratched from the awards recipients list.

Thammanat

Thammanat

Last year, 36 alumni of AFAPS had agreed to remove Thammanat’s name from the list for Jak Dao awards that he was automatically qualified to receive due to his position. They cited his alleged involvement in a drug case 20 years ago and the alleged use of a fake doctorate degree, which had led to a no-confidence debate in Parliament.

Although Thammanat was cleared of all the allegations and resumed his position as Deputy Agriculture Minister, it is believed that he could be the reason the military and police chiefs decided not to receive the award, in order to prompt the alumni committee to stop giving awards to those who are qualified only by their position. Their move was supposedly to ensure that the recipients of Jak Dao Honorary Award have a truly clean record and are a good role model for current students of AFAPS.

ภาพดาวเทียมแฉอิหร่านแอบก่อสร้างใกล้โรงงานนิวเคลียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ภาพดาวเทียมแฉอิหร่านแอบก่อสร้างใกล้โรงงานนิวเคลียร์  – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 ธ.ค. 2563 เวลา 18:30 น.ภาพดาวเทียมแฉอิหร่านแอบก่อสร้างใกล้โรงงานนิวเคลียร์ ภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นการก่อสร้างในพื้นที่โรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดด้านการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐ

บริษัทเทคโนโลยีอวกาศ Maxar Technologies เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินฟอร์โด ใกล้กับเมืองกอม ห่างจากกรุงเตหะรานราว 90 กิโลเมตร ซึ่งเผยให้เห็นการก่อสร้างที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน ก.ย.

ภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. เผยให้เห็นฐานที่ถูกขุดและการตั้งเสาหลายสิบเสา โดยเสาดังกล่าวเป็นเสาสำหรับรองรับโครงสร้างตึกในบริเวณที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว

สิ่งก่อสร้างดังกล่าวยังอยู่ใกล้กับอาคารวิจัยและพัฒนาหลายอาคารในเขตโรงงานฟอร์โด เช่น อาคารศูนย์เทคโนโลยีสุญญากาศแห่งชาติ ซึ่งเทคโนโลยีสุญญากาศนี้จำเป็นต่อการทำงานของเครื่องหมุนเหวี่ยงแก๊สยูเรเนียม เพื่อผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ

โรงงานฟอร์โดตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาเพื่อป้องกันการโจมตีทางอากาศ ล้อมรอบด้วยปืนโจมตีอากาศยานและป้อมปราการ

อย่างไรก็ดี อิหร่านยังไม่ยอมรับว่ามีการก่อสร้างดังกล่าว ขณะที่หน่วยงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA ที่เข้าไปตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ในอิหร่านปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว และยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะว่าอิหร่านได้แจ้งทางหน่วยงานว่ามีการก่อสร้างที่โรงงานฟอร์โดหรือไม่

แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสิ่งก่อสร้างดังกล่าวมีเพื่อจุดประสงค์ใด แต่กิจกรรมใดๆ ที่โรงงานฟอร์โดก็อาจนำไปสู่ความกังวลได้  เนื่องจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ใกล้หมดวาระลง และ โจ ไบเดน กำลังจะรับช่วงเป็นผู้นำสหรัฐคนต่อไป

โรงงานนิวเคลียร์ฟอร์โดถูกสหรัฐค้นพบเมื่อปี 2009  แต่ขณะนั้นสหรัฐเพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่าโรงงานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ทางการทหาร เนื่องจากแม้จะสามารถจุเครื่องหมุนเหวี่ยงแก๊สยูเรเนียมได้ถึง 3,000 เครื่อง แต่ก็ยังมีขนาดเล็กเกินกว่าจะเป็นโรงงานนิวเคลียร์

การค้นพบครั้งนั้นนำมาสู่การทำข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2015 โดยอิหร่านตกลงยอมลดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อแลกกับการผ่อนปรนการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แต่หลังจากทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงนี้ในปี 2018 อิหร่านก็กลับมาเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมอีกครั้ง

คดีตัวอย่าง! ผู้นำชิลีถูกปรับเป็นแสนเพราะไม่สวมหน้ากากอนามัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

คดีตัวอย่าง! ผู้นำชิลีถูกปรับเป็นแสนเพราะไม่สวมหน้ากากอนามัย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 ธ.ค. 2563 เวลา 16:30 น.คดีตัวอย่าง! ผู้นำชิลีถูกปรับเป็นแสนเพราะไม่สวมหน้ากากอนามัยประธานาธิบดีก็ไม่รอด ชิลีเอาจริงปรับคนไม่สวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ

กระทรวงสาธารณสุขของชิลีเผยว่า ประธานาธิบดี เซบาสเตียน ปินเญรา ถูกปรับเป็นเงิน 3,500 เหรียญสหรัฐ หรือ 104,412 บาทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากถ่ายภาพเซลฟี่กับผู้คนที่ชายหาดโดยไม่สวมหน้ากากอนามัย

ภาพเซลฟี่ดังกล่าวถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยในเวลาต่อมาประธานาธิบดีปินเญราได้กล่าวขอโทษและเข้ามอบตัวกับทางการ พร้อมอธิบายว่าตัวเองออกไปเดินเล่นลำพังที่ชายหาดใกล้บ้านในเมืองกาชากัว เมื่อหญิงในภาพจำได้จึงมาขอถ่ายภาพ โดยที่ทั้งคู่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยและยืนใกล้ชิดกัน

ทางการชิลีบังคับใช้มาตรการป้องกัน Covid-19 แพร่ระบาดอย่างเข้มงวด รวมทั้งการสวมหน้ากากอนนามัยในที่สาธารณะทุกที่ หากฝ่าฝืนอาจถูกปรับ หรือแม้กระทั่งจำคุก

ชิลีพบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสจำนวนมากในเดือน พ.ค.-มิ.ย.ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว จากนั้นตัวเลขลดลงเรื่อยๆ จนถึงเดือน พ.ย. แต่ขณะนี้เริ่มมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ทางการใช้มาตรการต่างๆ อย่างเข้มงวด

กษัตริย์จิกมี-พระราชินีฉลองวันชาติภูฏานปีที่ 113 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

กษัตริย์จิกมี-พระราชินีฉลองวันชาติภูฏานปีที่ 113  – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 ธ.ค. 2563 เวลา 14:30 น.กษัตริย์จิกมี-พระราชินีฉลองวันชาติภูฏานปีที่ 113 สมเด็จพระราชาธิบดี-สมเด็จพระราชินีภูฏานเสด็จพระราชดำเนินฉลองวันชาติในกรุงทิมพู  

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เปมา เสด็จพระราชดำเนินยังป้อมพูนาคา หรือพระราชวังแห่งความสุข พร้อมด้วยเจ้าชายจิกมี นัมเกล วังชุก พระโอรสองค์โตพระชันษา 4 ปี และเจ้าชายจิกมี อูเกน พระชันษา 8 เดือน เพื่อฉลองวันชาติภูฏานซึ่งตรงกับวันที่ 17 ธ.ค. โดยปีนี้เป็นปีที่ 113 นับตั้งแต่กษัตริย์อูเกน วังชุกครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์แรกในปี 1907

โดยในปีนี้ประชาชนไม่ได้ออกมาร่วมเฉลิมฉลองเนื่องจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 แต่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก อดีตกษัตริย์ภูฏาน สมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จพระราชินีอชี เคซัง โชเดน วังชุก (สมเด็จย่าของ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี)
สมเด็จพระสังฆราช และ เจ้าชายจิกมี นัมเกล วังชุก
สมเด็จพระราชินีและเจ้าชายจิกมี อูเกน

ภาพ : เฟซบุ๊ค His Majesty King Jigme Khesar Namgyel Wangchuck

ลุยต่อ! จีนจ่อส่ง ‘ยานอวกาศแบบมีคนขับ’ 4 ลำใน 2 ปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ลุยต่อ! จีนจ่อส่ง ‘ยานอวกาศแบบมีคนขับ’ 4 ลำใน 2 ปีหน้า – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 ธ.ค. 2563 เวลา 12:30 น.ลุยต่อ! จีนจ่อส่ง ‘ยานอวกาศแบบมีคนขับ’ 4 ลำใน 2 ปีหน้าจีนมีแผนจะปล่อยยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุม 4 ลำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างสถานีอวกาศของประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า อู๋เอี้ยนหัว รองผู้บริหารขององค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) แถลงต่อสื่อเกี่ยวกับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของยานฉางเอ๋อ-5 ของจีนว่า โครงการปล่อยยานอวกาศดังกล่าวจะเดินหน้าเต็มกำลังในปี 2021-2022

อู๋กล่าวว่า มีการวางแผนทั้งหมด 11 ภารกิจเพื่อสร้างสถานีอวกาศของจีนในช่วง 2 ปีหน้า ประกอบไปด้วยการก่อสร้างโมดูลแกนหลัก ที่มีกำหนดการเริ่มในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า แคปซูลห้องวิจัย 2 แคปซูล ตลอดจนยานที่มีมนุษย์ควบคุม และยานขนส่งสัมภาระอย่างละ 4 ลำ พร้อมเสริมว่า จากนั้นจีนจะทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในวงโคจรจำนวนมากบนสถานีอวกาศของจีน

ทั้งนี้ เมื่อเดือนตุลาคม องค์การอวกาศแห่งชาติจีน (CMSA) ประกาศว่าโครงการอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมของประเทศได้เข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมการภารกิจแล้ว โดยมีการคัดเลือกนักบินอวกาศสำรองกลุ่มใหม่จำนวน 18 คน

สวีเดนกลับลำสั่ง ปชช.สวมแมสก์บนรถสาธารณะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สวีเดนกลับลำสั่ง ปชช.สวมแมสก์บนรถสาธารณะ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 ธ.ค. 2563 เวลา 10:33 น.สวีเดนกลับลำสั่ง ปชช.สวมแมสก์บนรถสาธารณะสวีเดนเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ไม่บังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย

นายกรัฐมนตรี สเตฟาน เลิฟเวียน ของสวีเดนประกาศให้ชาวสวีเดนสวมหน้ากากอนามัยบนรถโดยสารสาธารณะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เร็วๆ นี้

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งลดจำนวนผู้นั่งรับประทานอาหารในร้านอาหารจาก 8 คน เหลือ 4 คนต่อโต๊ะ รวมทั้งห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังเวลา 20.00 น. และให้ประชาชนเว้นระยะห่างทางสังคมในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน มีพระราชดำรัสว่าสวีเดนล้มเหลวในการรับมือ Covid-19 เนื่องจากมาตรการต่างๆ หย่อนยาน

ก่อนหน้านี้สวีเดนเพียงแต่แนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย แต่ไม่มีบทลงโทษตามกฎหมาย ขึ้นอยู่กับว่าชาวสวีเดนจะปฏิบัติตามหรือไม่เท่านั้น โดยนับเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ไม่บังคับให้สวมหน้ากากอนามัย แม้องค์การอนามัยโลกจะแนะนำให้สวมใส่ก็ตาม ทั้งยังไม่เคยใช้มาตรการล็อกดาวน์

สวีเดนมีผู้ติดเชื้อเกือบ 360,000 คน และเสียชีวิต 8,000 คน นับว่ามากกว่าประเทศแถบสแกนดิเนเวียอื่นๆ

ทำให้จีนเชื่อง เพื่ออยู่ร่วมโลกกันให้ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทำให้จีนเชื่อง เพื่ออยู่ร่วมโลกกันให้ได้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 21:33 น.ทำให้จีนเชื่อง เพื่ออยู่ร่วมโลกกันให้ได้เปิดยุทธศาสตร์ของสหรัฐตาม “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” หรือ Peaceful Evolution เพื่อทำให้จีนเชื่องให้ได้

ถึงแม้ว่าเมื่อถึงเดือนธันวาคม 2020 รัฐบาลทรัมป์กำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้วก็ตาม แต่ลูกน้องคนสำคัญของทรัมป์ยังคงเคลื่อนไหวไม่หยุดหย่อน เขาคนนั้นคือ “ไมค์ พอมพีโอ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเดินสายสานพันธมิตรสหรัฐ-สลายหุ้นส่วนจีนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยๆ ทั้งๆ ที่เขาไม่จำเป็นต้องออกแรงช่วงโค้งสุดท้ายในตำแหน่งแบบนี้

วันที่ 9 ธันวาคมพอมพีโอเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ที่ Georgia Tech ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศสหรัฐ แต่แทนที่จะพูดเรื่องเทคโนโลยีเขากลับพูดหัวข้อเรื่อง “พรรคคอมมิวนิสต์จีนในวิทยาเขตการศึกษาอเมริกัน” แน่นอนว่ามันเกี่ยวกับการโจมตีจีนจังๆ (และโปรดสังเกตว่า Georgia Tech มีวิทยาเขตที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีนด้วย)

ความตอนหนึ่งพอมพีโอกล่าวว่า “เนื่องจากเป็นเวลานานแล้วที่พรรครีพับลิกัน, เดโมแครต ผู้นำทั่วทั้งสถาบันการศึกษา สถาบันดด้านการค้าคิดว่า ด้วยการค้าขายและมีส่วนร่วมกับจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะปฏิรูปตัวเองจะลดท่าทีอำนาจนิยม จะโอบรับเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง และจีนจะกลายเป็นความเสี่ยงที่น้อยลงต่อเสรีภาพทั่วโลก”

พอมพีโอกล่าวต่อไปว่า “แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราได้รับ แต่พวกคอมมิวนิสต์จีนกลับใช้ความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นจากสิ่งนี้ (การที่สหรัฐหันมาค้าขายและเป็นหุ้นส่วนด้วย) เพื่อกระชับการยึดอำนาจ ยึดอำนาจเหนือคนจีน และสร้างรัฐเผด็จการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างที่โลกไม่เคยเห็น”

เรามาดูส่วนแรกของสุทนพจน์กันก่อน ส่งที่พอมพีโอพูดถึงไม่ใช่การ “มโน” เอาเองของเขาเมื่อเขาบอกว่าเมื่อสหรัฐอ้าแขนรับจีนแล้วให้โอกาสจีนต่างๆ นานา จีนจะปฏิรูปตัวเองให้เสรีและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่พอมพีโอคิดเอาเอง แต่เป็นความเชื่อที่อเมริกันระดับนำคาดหวังกันมานาน อย่างที่พอมพีโอเองอ้างถึง “พรรครีพับลิกัน, เดโมแครต” และผู้นำสาขาต่างๆ

ความเชื่อที่ว่านี้มีพื้นฐานมาจาก “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” หรือ Peaceful Evolution หลักใหญ่ใจความของทฤษฎีนี้ก็คือ สหรัฐพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของระบบสังคมนิยมจีนโดยสันติวิธี เช่น การเปิดการค้าขายกับจีนและกระชับความร่วมมือต่างๆ เพื่อที่จะค่อยๆ แทรกแนวคิดประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมและค่านิยมแบบตะวันตกรวมถึงเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเขาไปในจีน เพื่อทำให้จีนละเลิกการเป็นสังคมนิยมแล้วกลายเป็นประเทศในโหมดเดียวกับสหรัฐและ “โลกเสรี” อื่นๆ

แนวคิดนี้เริ่มต้นมาจากจอร์จ เคนแนน (George F. Kennan) นักการทูตและนักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันในปี 1946 หรือหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ลงหมาดๆ และสงครามเย็นกำลังก่อตัวขึ้น เขาเสนอว่าโลกเสรีและโลกคอมมิวนิสต์สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ เพียงแต่โซเวียตมีจุดยืนทางการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ที่ “อยู่ร่วมโลกกับทุนนิยมไม่ได้” ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะโน้มน้าวโซเวียตให้คล้อยตาม

นี่คือจุดสำคัญของแนวคิดนี้ นั่นคือจะต้องเข้าใจเป้าหมาย (คือประเทศคอมมิวนิสต์) ก่อนว่าพวกเขามีอุดมการณ์แบบไหน ในส่วนของคอมมิวนิสม์นั้นมุ่งมั่นที่การปฏิวัติโดยชนชั้นแรงงานและโค่นระบอบทุนนิยม พวกเขาจึงประนีประนอมกับประเทศทุนนิยมได้ยาก

แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีทางออกเสียเลย เคนแนนเสนอว่า การโฆษณาชวนเชื่อของโซเวียตนั้นมีพลังด้านลบมาก (นั่นก็เพราะต้องการทำลายสังแคมแบบเก่า) ส่วนสหรัฐจะต้องสร้างการโฆษณาชวนเชื่อที่มีพลังด้านบวกหรือให้สหรัฐมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาชาวโลก

อีกสิบปีต่อมา จอห์น ฟอสเตอร์ ดัลลิส (John Foster Dulles) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐในรัฐบาลของไอเซนฮาวเออร์ชูแนวคิดนี้ขึ้นมาจริงๆ จังๆ โดยเสนอให้ใช้วิธีการแบบสันติ “เพื่อที่จะเร่งวิวัฒนาการของนโยบายรัฐบาลภายในกลุ่มจีน-โซเวียต” เพื่อที่จะ “ลดอายุขัยของลัทธิคอมมิวนิสม์” โดยสหรัฐและโลกเสรีจะใช้การค้าและความช่วยเหลือต่างๆ เป็นเครื่องมือหลักในการทำให้จีนเลิกเป็นประเทศคอมมิวนิสต์แล้วเป็นประเทศในกลุ่มโลกเสรี

ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า “วิธีการสันติ” มันไม่ได้สันติอย่างที่คิด เพราะประกอบด้วยเพทุบายทางการเมืองเพื่อบั่นทอนฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องใช้กำลังทหารนั่นเอง และการบอกว่า “อยู่ร่วมกัน” ก็ไม่ได้หมายถึงการอยู่อย่างฉันมิตร แต่เป็นการตัดตอนฝ่ายตรงข้ามไม่ให้เป็นภัยคุกคามแล้วอยู่ร่วมโลกกันได้กับสหรัฐนั่นเอง

เหมาเจ๋อตงผู้นำของจีนในยุคนั้นเมื่อทราบแนวคิด “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” ถึงกับชี้ว่านี่คือกลยุทธอำพรางเพื่อที่จะทำลายจีน แต่จีนกลับดูเหมือนจะเล่นตามเกมส์ของสหรัฐเสียอย่างนั้น เพราะจีนได้ประโยชน์จากทฤษฎีนี้แบบเต็มๆ ถึงขนาดเรียกได้ว่าจีนยิ่งใหญ่ขึ้่นมาได้อีกครั้งก็เพราะสหรัฐหยิบยื่นโอกาสให้ (โดยคาดไม่ถึงถึงผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับที่หวังไว้)

ย้อนกลับไปในช่วงสงครามเย็น โลกคอมมิวนิสต์ไม่ได้มีความสามัคคีกันแต่แตกออกอย่างเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายสหภาพโซเวียต (รัสเซีย) และฝ่ายจีน โดยมีประเทศคอมมิวนิสต์เล็กๆ น้อยๆ แแสดงตนเข้าข้างแต่ละฝ่าย เช่น ยุโรปตะวันออกเกือบทั้งหมดเข้าข้างสหภาพโซเวียตและแอลบาเนียเข้าข้างจีน เป็นต้น

ความแตกแยกนี้เป็นโอกาสให้สหรัฐใช้โอกาสในการแทรกแซงเพื่อบ่อนทำลายฝ่ายคอมมิวนิสต์ ในขณะที่โซเวียตมีพลังด้านการทหารสูงมาก สหรัฐเลือกที่จะหันไปสานสัมพันธ์กับจีนเพื่อใช้คานกับโซเวียตจนทั้ง 2 ประเทศเปิดสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการซึ่งสหรัฐยอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็น “จีนเดียว” และจีนแผ่นดินใหญ่กลายเป็นจีนอย่างเป็นทางการในฐานะสมาชิกของสหประชาชาติโดยที่ไต้หวันที่เคยเป็น “จีนเดียว” ต้องถูกอัปเปหิออกไป

หลังจากนั้นสหรัฐกับจีนก็สานสัมพันธ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ประธานาธิบดีสหรัฐก็กังขาต่อจีนเช่นกันว่าจะเปลี่ยนตัวเองให้เสรียิ่งขึ้นได้หรือไม่ เพราะสหรัฐไม่เพียงแต่ใช้จีนคานกับโซเวียตเท่านั้น แต่ยังหวังด้วยว่าการเข้าไปใกล้ชิดกับจีนแล้วให้โอกาสจีนด้านเศรษฐกิจจะช่วยให้จีนมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ท่าทีของจีนก็ดูเหมือนจะตอบสนองความหวังของสหรัฐ โดยในช่วงทศวรรษที่ 80 เติ้งเสี่ยวผิงได้เริ่มเปิดประเทศและทำการปฏิรูป น้อมรับเอาระบอบทุนนิยมเข้ามาผสมกับสังคมนิยมแล้วเรียกใหม่ว่า “สังคมนิยมแบบจีน” หลังจากนั้นจีนก็เริ่มเปิดกว้างทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ในช่วงทศวรรษที่ 80 นั้นจีนได้ลิ้มรสประชาธิปไตยอย่างไม่เคยมีมาก่อน สังคมมมีความเสรีไม่น้อย และยังอ้าแขนรับวัฒนธรรมสากลอย่างเต็มตัว

ในเวลาไล่เลี่ยกัน สหภาพโซเวียตดำเนินนโยบายคล้ายๆ กับจีนคือการ “เปิดกว้าง” (กลาสน็อสต์) และ “การปฏิรูปเศรษฐกิจ” (เปเรสทรอยก้า) นั่นคือการทำให้สังคมมีความเสรีมากขึ้นและระบบเศรษฐกิจเป็นแบบทุนนิยมมากขึ้น

แต่ปรากฎว่าการปฏิรูปและการเปิดกว้างในสหาพโซเวียตทำให้สหภาพโซเวียตต้องล่มสลายลง ส่วนหนึ่งเพราะประชาชนได้แสดงออกมากขึ้นและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้นทำให้รับรู้ถึงความโหดร้ายและความผิดพลาดของรัฐบาลโซเวียตที่ถูกปกปิดไว้ ส่วนการปฏิรูปเศรษฐกิจก็ไม่ได้ผลเพราะไม่กระจายสู่ระดับรากหญ้า

การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและพลพรรคยุโรปตะวันออกทั้งยวงในปี 1989 ขณะที่จีนกำลังมองเห็นการล่มสลายของอดีตคู่ปรับร่วมอุดมการณ์ด้วยความหวั่นใจว่ามันจะลามเป็นโดมิโนมาถึงตน จีนก็เกิดเรื่องขึ้นเช่นกันนั่นคือการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชนครั้งใหญ่ที่จตุรัสเทียนอันเหมินในเดือนมิถุนายน 1989

ก่อนกรณีเทียนอันเหมินจีนมองว่าสหรัฐเป็นมิตรกับจีน แต่หลังจากเกิดความวุ่นวายครั้งนั้นจีนเริ่มมองสหรัฐด้วยสายตาที่หวาดระแวงมากขึ้นและมีการเอ่ยถึง “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” กันมากขึ้นในฐานะอาวุธที่จะมาแทรกแซงจีน

แต่อย่างที่กล่าวไปว่าจีนก็ใช้ “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองเช่นกัน สหรัฐเองก็ไม่หยุดที่จะเปลี่ยนจีนด้วยความคาดหวังว่าจีนจะเปลี่ยนไปเป็นเสรีนิยม ตัวอย่างเช่น การที่สหรัฐผ่านกฎหมาย United States–China Relations Act of 2000 ซึ่งสภาคองเกรสเอาใจจีนด้วยการเปิดทางให้จีนมีสถานะเป็นคู่ค้าปกติถาวรและให้จีนเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO)

กฎหมายตัวนี้มีเงื่อนไขตรงที่จีนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีการปฏิบัติที่เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานและอนุญาตให้มีเสรีภาพทางศาสนา โดยรวมก็คือจีนได้สิทธิค้าขายแบบประเทศปกติโดยที่จีนต้องแลกกับการเปิดเสรีมากขึ้นโดยเฉพาะในด้านสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิเสรีภาพของชาวทิเบต ข้อแม้นี้ตรงกับ “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ”

ประธานาธิบดีบิล คลินตันคือผู้ผลักดันให้สภาคองเกรสอนุมัติข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐ – จีนและการเข้าร่วม WTO ของจีน โดยกล่าวว่าการค้ากับจีนมากขึ้นจะทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอเมริกาก้าวหน้า เพราะจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถรองรับทั้งทั้งผลิตภัณฑ์และบริการของสหรัฐอย่างไม่เคยมีมาก่อน

คลินตันยังบอกว่า “เป็นครั้งแรกที่บริษัทของเราจะสามารถขายและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศจีนที่ผลิตโดยคนงานที่นี่ในอเมริกาโดยไม่ต้องถูกบังคับให้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศจีน ขายผ่านรัฐบาลจีน หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีค่าเป็นครั้งแรก เราสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์โดยไม่ต้องส่งออกงาน”

แต่คลินตันคิดผิดถนัด หลังจากนั้นบริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตไปยังจีนกันเป็นว่าเล่นด้วยค่าแรงที่ถูกกว่าและทักษะที่มีมากขึ้น ทำให้จีนค่อยๆ สั่งสมความมั่งคั่งไปเรื่อยๆ ในเวลาเดียวกันจีนก็ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้เรื่องการเปิดเสรีเศรษฐกิจให้มากกว่านี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสิทธิเสรีภาพด้านอื่นๆ แถมจีนยังถูกกล่าวหาบงการค่าเงินให้อ่อนเพื่อเอาเปรียบสหรัฐและยังกีดกันทางการค้าบางอย่าง

หลังจากผ่านประธานาธิบดีสหรัฐมา 2 คนคนละสองสมัย ก็ถึงคราวที่สหรัฐจะลงมือกับจีนเสียทีเพราะเห็นแล้วว่า “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” ใช้ไม่ได้ผล เราจึงเห็นโดนัลด์ ทรัมป์ใช้ไม้แข็งกับจีนจนกลายเป็นสงครามการค้า แต่ขอให้เข้าใจว่าสงครามการค้ามีเหตุมาจากความคาดหวังที่ล้มเหลวของสหรัฐจาก “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” นั่นเอง

ที่ผ่านมาผู้นำจีนนับตั้งแต่ยุคหลังกรณีเทียนอันเหมินก็ระแวง “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บรรดาปัญญาชนและระดับนำทางการเมืองพยายามตีแผ่หรือหาทางป้องกันยุทธวิธีนี้ของสหรัฐมานาน

ที่น่าสนใจคือวิธีการรับมือที่บางคนเสนอไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็นการปรับตัวตามสิ่งที่สหรัฐคาดหวังด้วยซ้ำ เช่น การสร้างประชาธิปไตยในพรรคคอมมิวนิสต์ให้มากขึ้น ต่อต้านการคอร์รัปชั่น การปฏิบัติต่อนักวิชาการปัญญาชนอย่างเป็นธรรม มีความยืดหยุ่นในด้านอุดมการณ์ และเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (ข้อเสนอของหลี่จิ้งเจี๋ย อดีตผู้อำนวยการสถาบันโซเวียต-ยุโรปตะวันออกแห่งสถาบันสังคมศาสตร์จีน)

แต่ข้อเสนอดังกล่าวเสนอไว้มานานกว่าสิบปีแล้ว มาถึงยุคของสีจิ้นผิงเข้าเน้ย้ำถึง “สังคมนิยมแบบจีน” มากขึ้นและมีแนวโน้มที่จะรวบอำนาจมากขึ้นซึ่งสวนทางกับความคาดหวังของสรัฐอีกครั้ง และเป็นเหตุให้สงครามการค้ากลายสภาพเป็นสงครามเย็นครั้งใหม่ไปด้วย

แต่สหรัฐก็คงจะดำเนินนโยบายแบบ “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” และจีนเองก็ต้องตระหนักด้วยว่าสหรัฐมีความคาดหวังแบบนี้ หากจะอยู่ร่วมกันอย่างัสนติ ทุกฝ่ายมีหนทางเดียวเท่านั้นคือการประนีประนอม

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by NOEL CELIS / AFP

สุดเจ๋ง “ถุงตากแห้งข้าว” ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สุดเจ๋ง “ถุงตากแห้งข้าว”ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว (komchadluek.net)

สุดเจ๋ง “ถุงตากแห้งข้าว”ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

19 ธันวาคม 2563 – 12:49 น.

“ถุงตากแห้งข้าว” เลี่ยงอุบัติเหตุบนถนน ลดความชื้น รักษาคุณภาพข้าวหลังการเก็บเกี่ยว

ปลายฝนต้นหนาวเข้าสู่ฤดูการเก็บเกี่ยวข้าว การตากข้าวเปลือกลดความชื้นให้มีความชื้นเพียง 14 % เพื่อคุณภาพและการเก็บรักษาก่อนนำไปขาย ยังคงเป็นภาพที่เห็นจนชินตา โดยเกษตรกรนำข้าวเปลือกมาตากตามท้องถนน ริมถนน ขวางการจราจร ทำให้เกิดอุบัติเหตุและปัญหาสังคมตามมา ที่สำคัญการตากข้าวเปลือกไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคด้านการรักษาคุณภาพของข้าวเปลือกได้ อาจมีการเจือป่นของขี้นก หนูวิ่ง แมลง ฯลฯ หรือด้วยสภาพอากาศเมืองไทย เดี๋ยวแดด เดี๋ยวฝน

ล่าสุดเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.) ธัญบุรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มโน สุวรรณคำ ผู้อำนวยการกองกลาง อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเกษตร ได้คิดค้นนวัตกรรม “ถุงตากแห้งข้าว” เลี่ยงอุบัติเหตุบนถนน ลดความชื้น รักษาคุณภาพข้าวหลังการเก็บเกี่ยว ช่วยเกษตรกรชาวนาแปลงเล็ก 

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มโน เผยที่มาว่า ตามที่ ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี มีนโยบายว่าทางมหาวิทยาลัยต้องเป็นกลไกให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้ ประกอบกับทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ให้โอกาส สนับสนุนงบประมาณ ให้ทาง มทร.ธัญบุรี รับผิดชอบในการพัฒนาคลัสเตอร์เทคโนโลยีทางการเกษตร ทำการเชื่อมโยงพัฒนาคลัสเตอร์ทั่วประเทศตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยต้นน้ำ คือ ผู้ผลิตเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์การเกษตร กลางน้ำ คือ ผู้ที่นำเครื่องมือมาใช้ เช่น ผู้ให้บริการด้านการเกษตร ปลายน้ำได้แก่ ผู้รับบริการเครื่องมือ คือ เกษตรกร ยกตัวอย่างกลุ่มเทคโนโลยีข้าวศรีสะเกษ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดข้าวชุมชน ต.ผักไหม จ.ศรีสะเกษ เป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยได้ร่วมกลุ่มกลางน้ำ ให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อให้บริการในกลุ่มคลัสเตอร์นั้น ๆ    

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว
สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

ซึ่งคลัสเตอร์เทคโนโลยีข้าวศรีสะเกษ ผลิตข้าวอินทรีย์ ตั้งแต่กระบวนการปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว และได้มาตรฐาน IFOAM เป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ จากการลงพื้นที่พัฒนาคลัสเตอร์เทคโนโลยีทางการเกษตรในการหาโอกาส และ Pain Point ของกลุ่ม พบว่า โอกาสของกลุ่ม คือ การได้ข้าวอินทรีย์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานเริ่มตั้งแต่กระบวนการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ซึ่งจะเป็นโอกาสได้ข้าวเปลือกที่มีราคาสูง ส่วนด้าน Main Pain Point ของกลุ่ม คือ 1. หลังเก็บเกี่ยวแล้วได้ข้าวเปลือกออกมาแล้ว ต้องทำข้าวเปลือกให้แห้ง โดยมีความชื้นน้อยกว่า 14 %  และ 2. เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องเก็บข้าวเปลือกไว้เพื่อขายให้มีรายได้ แต่ปัญหาที่เจอเกษตรกร ไม่มีที่ตากข้าว ต้องนำข้าวไปตาก บนท้องถนน ริมถนน อาจมีสิ่งเจือป่น (มีนกบินมาขี้ใส่ หนูวิ่งผ่าน) หรือต้องขนข้าวเปลือกไปอบ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่ง สิ่งนี้คือ Main Pain Point ที่ทาง มทร.ธัญบุรี ต้องแก้ไขให้กับทางกลุ่ม โดยนำองค์ความรู้ สิ่งประดิษฐ์และงานวิจัย ที่คำนึงการทำงานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน (Friendly User) เป็นเทคโนโลยีใหม่ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ สามารถปรับปรุงให้เหมาะสมกับพื้นที่ “สร้างเองได้ ซ่อมเองได้ ยั่งยืน” จึงได้ออกแบบและผลิต ถุงตากแห้งข้าวต้นแบบ ให้เกษตรกรนำไปใช้ สามารถผลิตได้เองได้ รวมถึงสร้างเป็นอาชีพต่อไป 

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว
สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

สำหรับ “ถุงตากแห้งข้าว” ถุงตากแห้งข้าวต้นแบบเหมาะกับชาวนาแปลงเล็ก ผลผลิตไม่เยอะ หลักการออกแบบ คือ ใช้งานง่ายและต้นทุนในการผลิตไม่สูง ใช้พลาสติกโรงงานทั่วไป ออกแบบโดยพลาสติกใสอยู่ด้านบน เพื่อรับแสงมายังข้าวเปลือก ด้านล่างใช้พลาสติกทึบสีดำเพื่อดูดแสงเข้าไปที่ข้าวทำให้ข้าวแห้งเร็ว ใส่ซิบเปิด-ปิดถุง ติดตั้งพัดลมเพื่อไล่ความชื้นในถุง และที่สำคัญติดตั้งโครงสร้างเหล็กเพื่อยึดพลาสติก เมื่อฝนตกทำให้น้ำไหลตามแนวเอียงของด้านบนถุงลงสู่ด้านข้าง น้ำไม่สามารถเข้าไปในถุง โดยสามารถป้องกันฝนได้ถึง 99 % ระดับความร้อนในถุงไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส รักษาระดับความร้อนในถุงไม่ให้ร้อนเกินและชื้นเกินไป เพื่อคงความหอมของกลิ่นข้าว และเมื่อนำไปสีลดการแตกหักของข้าว ในการใช้งานเพียงแค่รูดซิบออก ใส่ข้าวเปลือก เกลี่ยให้ข้าวเปลือกเท่ากันประมาณ 10 เซนติเมตร จากนั้นรูดซิบปิด เปิดพัดลมไล่ความชื้นดันความชื้นออกจากถุง ใช้เวลาในการตากประมาณ 3 วัน ขนาดความยาวของถุงตากแห้งข้าวต้นแบบอยู่ที่ 10 เมตร ตากข้าวเปลือกได้ประมาณ 500 กิโลกรัม (ขนาดความยาวสามารถออกแบบได้ตามความต้องการของผู้ใช้) การสร้างต้นแบบถุงตากแห้งข้าว รับความอนุเคราะห์ในการตัดเย็บจากคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

นายไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานคลัสเตอร์เทคโนโลยีข้าวศรีสะเกษ ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี ได้เข้ามาสนับสนุน ส่งเสริมเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เชื่อมโยงองค์ความรู้และได้รับการถ่ายทอดนวัตกรรม ถุงตากแห้งข้าว เพื่อแก้ปัญหาหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวชาวบ้านจะนำข้าวไปตากริมถนน เกิดอุบัติเหตุ หรือบ้างครั้งมีฝนตกทำให้ข้าวเกิดความเสียหาย ทางอาจารย์จึงได้คิดค้นนวัตกรรมตัวนี้ขึ้นมา โดยอาจารย์ได้เข้ามาให้ความรู้ในขั้นกระบวนการตัดเย็บ วิธีการใช้ และวิธีการดูแล ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ลงทุนไม่สูง นอกจากนี้ยังสามารถนำไปปรับใช้ลดความชื้นกับพืชชนิดอื่นได้ ซึ่งทางกลุ่มมีการปลูกพืชหลังนา เช่น ถั่วเหลือง ทางกลุ่มนำไปใช้ให้ประโยชน์สูงสุด และนำไปต่อยอดสร้างอาชีพถุงตากแห้งข้าว สร้างรายได้ให้กลุ่มต่อไป

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

 ผศ.ดร.มโน กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากนวัตกรรมถุงตากแห้งข้าวแล้ว ทาง มทร.ธัญบุรี ยังได้คิดค้นเทคโนโลยีการเกษตรตามความเหมาะสมของคลัสเตอร์แต่ละพื้นที่ เช่น เทคโนโลยี Boom Sprayer (คลัสเตอร์เทคโนโลยีสับปะรดบ้านคา) จ.ราชบุรี นอกจากนี้ มทร.ธัญบุรี ได้ร่วมมือกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้สร้างแอพพลิเคชั่น “IAID”เพื่อเชื่อมโยงผู้ให้บริการเทคโนโลยีทางการเกษตรกับเกษตรกรอย่างครบวงจร ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจให้กับสมาชิกของโครงการต่อไป 

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย…… #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย…… (komchadluek.net)

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย……

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย......

19 ธันวาคม 2563 – 00:00 น.

เปิดกรุพระเครื่องนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย  พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย……  คอลัมน์…   ตามรอยตำนานแผ่นดิน  โดย… เอก อัคคี 

น้องชายของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร คือ นายพายัพ ชินวัตร ซึ่งเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางในวงการนักสะสมพระเครื่องว่า นายพายัพเป็นคนที่ชื่นชอบและนิยมสะสมพระเครื่องมานานแล้วและมีพระเครื่องยอดนิยมอยู่ในความครอบครองมากมาย ทั้งพระสมเด็จ,พระกริ่งปวเรศ ฯลฯ

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย......

อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

แต่เขาเคยออกมาเปิดเผยว่า โดยส่วนตัวนั้น แขวนเดี่ยวเหรียญเจ้าสัวหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม รุ่นแรก เนื้อทองคำ มานานแล้ว เพราะรู้สึกถูกโฉลก โดยมีหลักง่ายๆ คือ “แขวนเพื่อให้เกิดความสบายใจ เป็นเครื่องเตือนสติโดยไม่ได้แขวนพระมีราคาหรือทำให้มีปาฏิหาริย์”

แต่มีเคล็ดลับว่า ถ้าอยากรู้ว่า 
พระเครื่ององค์ไหนขลังไม่ขังให้แขวนเดี่ยว อย่างน้อย ๗ วัน!!!

และเขายังบอกอีกว่า โดยส่วนตัวก็เคยจัดชุดพระเครื่องให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะนั่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๓ ของประเทศไทย ไปพกพาบูชาติดตัว ประกอบด้วย พระพุทธชินราชใบเสมา พิมพ์ใหญ่ ,พระรอด ลำพูน, พระคง และเหรียญครูบาศรีวิชัย เพราะซึ่งส่วนใหญ่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชอบพระเครื่องของทางภาคเหนือมากกว่าพระจากภาคอื่น

กล่าวสำหรับ 
“พระชินราชใบเสมา” เป็นพระกรุเก่าที่นับว่าเป็นหนึ่งในพระยอดขุนพลที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ค้นพบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เมืองพิษณุโลก ที่ประดิษฐาน “พระพุทธชินราช” และแหล่งพระเครื่องเก่าแก่มากมายที่มีชื่อเสียงอาทิ พระนางพญาวัดใหญ่ พระท่ามะปราง พระอัฏฐารส พระชินสีห์ ฯลฯ 

พระพุทธชินราชใบเสมา มีการแตกกรุ ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หลายต่อหลายครั้ง ประมาณปี พ.ศ.๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เสด็จเมืองพิษณุโลก ได้มีประชาชนนำมาทูลเกล้าฯ ถวาย พระองค์ทรงแจกจ่ายไปยังพสกนิกรที่ติดตามเสด็จอย่างถ้วนหน้า

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย......

พระรอด

นอกจากนี้ยังพบที่ พระพิมพ์นี้ที่กรุพระปรางค์, กรุอัฏฐารส ,กรุเขาสมอแคลง ,กรุพรหมพิราม กรุเขาพนมรุ้ง ฯลฯ แต่ค่านิยมก็ลดหลั่นกันไป แต่ที่นับว่าเป็นที่นิยมมากที่สุด คือ พระชินราชใบเสมา กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ 

ส่วน พระรอด นั้นเป็นนามที่ผู้สันทัดรุ่นก่อนเชื่อกันว่า เรียกตามนามพระฤาษีผู้สร้างคือ พระฤาษี “นารทะ” หรือพระฤาษี “นารอด” พระรอดคงเรียกตามนามพุทธรูปศิลา องค์ที่ประดิษฐ์อยู่ในวิหาร วัดมหาวันที่ชาวบ้านเรียกว่า “แม่พระรอด” หรือ พระ “รอดหลวง” ในตำนานว่า คือ พระพุทธ สิขีปฏิมา ที่พระนามจามเทวี อันเชิญมาจากกรุงละโว้ 

พระรอด มีการขุดพบครั้งแรกราวต้นรัชกาลที่ ๕แต่ที่สืบทราบมาได้จากการบันทึกไว้ ของท่านอธิการทา เจ้าอาวาสวัดพระคงฤาษีในขณะนั้น และอาจารย์บุญธรรม วัดพระมหาธาตุหริภุญไชย ว่าในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ พระเจดีย์วัดมหาวันได้ชำรุดและพังทลายลงบางส่วน ในสมัยเจ้าหลวงเหมพินทุไพจิตร ทางวัดได้มีการปฏิสังขรณ์องค์พระเจดีย์ขึ้นใหม่ ในครั้งนั้นได้พบพระรอดภายในกรุเจดีย์มากที่สุด 

‘พระคง’ พบครั้งแรกที่วัดพระคงฤาษี จึงถูกขนานนามว่า พระคง พุทธลักษณะพระประธานประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชรอยู่บนฐานรัตนบัลลังค์ กับประกอบด้วยบัวลูกแก้วจำนวน ๑๘จุด (บน ๙ ล่าง ๙) มีใบโพธิ์ทั้งสิ้น๒๐ใบ มีทั้งชูก้านพริ้วสลวย เนื้อพระเป็นเนื้อดินเผาละเอียด บางองค์มีแร่ดอกมะขาม องค์พระจะมีสีอ่อนแต่ไม่เหมือนกัน อาทิ สีพิกุล สีขาว สีเขียว สีหม้อใหม่ ฯลฯ ส่วนพุทธคุณ กล่าวกันเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเลิศด้านป้องกันภยันตรายนานัปการ รวมทั้งเสน่ห์ทางเมตตามหานิยมสูง เช่นเดียวกับพระรอด

จึงไม่แปลกที่นายพายัพ จะคัดสรรพระเครื่องระดับแนวหน้ามาขึ้นคอนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพี่ชายร่วมสายโลหิต แต่ไม่นานนัก พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก็ปลดออกจากคอทั้งหมด ไม่แขวนพระเครื่องแล้ว ด้วยให้เหตุผลว่ามีธรรมะแล้ว จึงนำพระทั้งหมดบูชาไว้ที่บ้าน เพราะพระอยู่ที่ใจ

พระรอด-พระคง เคยอยู่ บนคอนายกฯทักษิณ ชินวัตรแต่สุดท้าย......

พระคง ลำพูน

ครับ-ก็สุดแท้แต่จะคิดว่า พระอยู่ที่ไหน?
พระจะอยู่ที่ไหนก็ได้ ทั้งอยู่ที่กายและอยู่ที่ใจ
แต่ที่แน่นอนที่สุด เป็นสัจธรรมที่สุดคือ กรรม อยู่ที่การกระทำ

หลายคนบอกว่าแขวนพระเครื่องเพื่อต้องการบุญญาบารมีขององค์พระและบารมีของครูบาอาจารย์เกจิอาจารย์ผู้สร้างผู้เสก มาช่วยคุ้มครองทำให้เกิดปาฏิหาริย์ ช่วยให้แคล้วคลาด ปราศจากภัยอันตราย พระองค์นั้นอาจจมีมูลค่าหลักร้อยหลักสิบหลักพันหลักแสนหลักล้านหรือหลายสิบล้าน 

แต่สุดท้าย คุณพระก็ไม่อาจจะคุ้มครองให้รอดพ้นจากความตายไปได้ เมื่อถึงเวลา
ดูอย่าง เจ้าพ่อนครบาลขนาดอมพระสมเด็จไว้ในปากยังตายคาที่หรือดูอย่างเจ้าสัวใหญ่ระดับโลก ที่บนร่างก็มีพระสมเด็จและพระรอด กรุวัดมหาวัน อยู่ติดคอ ฮ.ยังตกลงมาระเบิดไฟครอกคาที่หรือแม้แต่อัครมหาเสนาบดีที่แขวนพระหูยานที่ว่าเหนียวสุดๆยังป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย….ตาย

เพราะฉะนั้น คนเราจะแขวนพระเป็นร้อยองค์ก็ช่วยไม่ได้ ถ้าอยากจะช่วยให้รอดตาย
แต่ถ้าต้องการให้บารมีพุทธคุณแห่งองค์พระด้วยปกปักรักษาคุ้มครองดวงชะตาอาจจะได้
แต่ต้องทำใจยอมรับให้ได้นะว่า สุดท้ายเราก็แพ้กฎของธรรมชาติ
คือหนีความตายไม่พ้นคือ ต้องตายเมื่อถึงเวลาตาย
อยู่ที่ว่าตายไปแล้ว มีคุณงามความดี เหลือให้คนจดจำได้กี่มากน้อย-เท่านั้นเอง!!!