โควิด-19 ไม่ได้เล่นงานแต่ปอด!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โควิด-19 ไม่ได้เล่นงานแต่ปอด!! – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 10:15 น.โควิด-19 ไม่ได้เล่นงานแต่ปอด!!หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ โพสต์ไวรัสโควิด-19 ไม่ได้เล่นงานแต่ปอด และทางเดินหายใจ สามารถเล่นงานอวัยวะอื่นๆ เช่น หัวใจ ไต ลำไส้ สมอง และไขสันหลัง

เพจเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ของนายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียู เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ ประจำที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และ ประธานชมรมเชื้อราทางการแพทย์ประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความ

…ไวรัสโควิด-19 ไม่ได้เล่นงานแต่ปอด และทางเดินหายใจ สามารถเล่นงานอวัยวะอื่นๆ เช่น หัวใจ ไต ลำไส้ สมอง และไขสันหลัง

ผลข้างเคียงของระบบประสาทจากเชื้อไวรัสโควิด- 19 แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ 3 กลุ่ม

1 กลุ่มแรกแบ่งเป็น

1.1 สมองขาดออกซิเจน Hypoxic encephalopathy เนื่องจากไวรัสโควิด-19 ทำลายเนื้อปอดในคนที่ป่วยหนักต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ทำให้ออกซิเจนในเลือดต่ำ มีผลต่อความรู้สึกตัว การรับรู้

และ 1.2 อัมพฤกษ์ อัมพาต Stroke จากการมีลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดไปเลี้ยงสมอง เนื่องจากไวรัสทำให้เลือดแข็งตัวง่ายผิดปกติ อาจเกิดขึ้นได้กับคนอายุไม่มาก

2 ไวรัสเล่นงานระบบประสาทโดยตรง ทำให้เกิดการติดเชื้ออักเสบในสมอง Acute virus encephalitis ตรวจรหัสพันธุกรรม PCR พบไวรัสโควิด-19 ในน้ำไขสันหลัง

3 ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติเกิดขึ้นหลังจากรับเชื้อไวรัสโควิด-19 ภูมิคุ้มกันของตัวเองทำให้เกิดการอักเสบและการเสียหายของสมองและไขสันหลังอย่างหนัก เช่น Acute disseminated encephalomyelitis (ADEM) และ Acute necrotizing encephalitis

ไข้หวัดใหญ่ Influenza เป็นไวรัสอีกตัวหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดความผิดปกติทางระบบประสาทเหมือนไวรัสโควิด-19 ในข้อ 2 และ 3

คนสูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัวควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี

ที่มา https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1802237996609623&id=604030819763686

รู้จัก ‘เซโรโทนิน’ สารที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รู้จัก ‘เซโรโทนิน’ สารที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 07:55 น.รู้จัก ‘เซโรโทนิน’ สารที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก‘เซโรโทนิน’ สารที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก จะเกิดอะไรขึ้นหากร่างกายขาดเซโรโทนิน ปิดท้ายที่วิธีเพิ่มระดับเซโรโทนินในร่างกายเพื่อป้องสภาวะผิดปกติทางจิต ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น

เมื่อคืนที่ผ่านมาใครนอนไม่ค่อยหลับ เช้านี้รู้สึกไม่สดชื่นเต็มร้อย คืนนี้หากอยากนอนให้ดีขึ้น ลองมาทำความเข้าใจกับ เซโรโทนิน (Serotonin) สารชีวเคมีชนิดหนึ่งทีร่างกายสร้างขึ้นมีคุณสมบัติเป็นทั้งสารสื่อประสาทและเป็นฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานในหลายๆ ส่วนของร่างกาย ทั้งด้านการควบคุมอารมณ์ การย่อยอาหาร ความรู้สึกอยากหรือเบื่ออาหาร รวมไปถึงกานนอนหลับ และยังมีความเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชหลายโรค 

หน้าที่ของเซโรโทนินต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย มีดังนี้

  • เซโรโทนินในสมองและระบบประสาท มีหน้าที่ควบคุมความรู้สึกเจ็บปวด ความหิว ความอิ่ม ความอยากอาหาร การนอนหลับ อารมณ์ทางเพศ และความรู้สึกสุขสงบ ช่วยระงับความโกรธและความก้าวร้าว
  • เซโรโทนินในระบบทางเดินอาหาร ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ กระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย ทำให้เกิดความอยากอาหาร หรือบางครั้งก็ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้เช่นกัน
  • เซโรโทนินในระบบไหลเวียนเลือด ช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัว หลอดเลือดหดตัว ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

นอกจากนี้ เซโรโทนินจะกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตผ่านการรับรู้ปริมาณสารอาหาร เมื่อร่างกายหลั่งเซโรโทนินออกมา เราจะรู้สึกอยากอาหาร หลังจากรับประทานอาหารเข้าไปอย่างเพียงพอ สารชนิดนี้ก็จะส่งสัญญาณแสดงความอิ่ม ทำให้กระเพาะและลำไส้บีบตัวเพื่อย่อยอาหาร เกิดการดูดซึมและเผาผลาญสารอาหารอย่างรวดเร็ว ทั้งยังกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อตับและเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างหรือสลายมวลกระดูกด้วย หากร่างกายมีปริมาณเซโรโทนินไม่เพียงพอ ระบบการทำงานเหล่านี้ก็จะได้รับผลกระทบและแปรปรวนไป

จะเกิดอะไรขึ้น หากร่างกายขาดเซโรโทนิน?

หากร่างกายหลั่งเซโรโทนินออกมาน้อยลง ทำให้มีระดับเซโรโทนินลดต่ำ หรือมีความผิดปกติที่ตัวรับเซโรโทนิน จะส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. มีความผิดปกติด้านอารมณ์และพฤติกรรม มีอาการซึมเศร้า การขาดเซโรโทนินมักทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล อยู่ไม่สุข โกรธง่าย หงุดหงิด และบางครั้งก็แสดงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรงได้ นอกจากนี้ ความบกพร่องในการรับเซโรโทนินยังเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของโรคซึมเศร้าและโรคทางจิตอื่นๆ โดยมีสภาวะแวดล้อมและสิ่งกระตุ้นภายนอกเป็นปัจจัยร่วม การให้เซโรโทนินจึงเป็นวิธีหนึ่งที่นำมาใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้า
  2. กระตุ้นอาการก่อนมีประจำเดือน กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน เช่น รู้สึกซึมเศร้า หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล อยากอาหารมากกว่าปกติ ไปจนถึงคลื่นไส้อาเจียน เป็นผลมาจากระดับเซโรโทนินในร่างกายที่ลดต่ำลงนั่นเอง
  3. ขาดสมาธิ เซโรโทนินเป็นสารที่ช่วยทำให้จิตใจสงบ เกิดสมาธิและความคิดสร้างสรรค์ หากร่างกายขาดเซโรโทนิน คุณจะรู้สึกกระวนกระวายจนไม่สามารถตั้งสมาธิจดจ่อกับอะไรได้ มักส่งผลต่อการเรียนและการทำงานด้วย
  4. นอนไม่หลับ หน้าที่อีกอย่างของเซโรโทนินคือควบคุมการนอนหลับ เมื่อร่างกายมีระดับเซโรโทนินลดลงจึงส่งผลให้คุณรู้สึกกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ มีอาการอ่อนเพลีย และรู้สึกไม่สดชื่น
  5. รู้สึกเจ็บปวด เซโรโทนินมีส่วนช่วยบรรเทาความเจ็บปวดต่างๆ ที่เกิดขึ้น และกระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวเพื่อให้เลือดหยุดไหลเมื่อเกิดแผล ดังนั้น หากร่างกายได้รับความเจ็บปวด เช่น ถูกมีดบาด หรือบาดเจ็บ การขาดเซโรโทนินก็จะทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงขึ้น และทำให้เลือดหยุดไหลช้าลงด้วย
  6. พฤติกรรมการรับประทานอาหารผิดปกติ เซโรโทนินเป็นสารที่ควบคุมความหิวและความอิ่ม การขาดสารนี้จึงอาจทำให้รู้สึกหิวตลอดเวลาและกินอาหารอย่างบ้าคลั่ง หรืออาจรู้สึกเบื่ออาหารก็ได้ และมักทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ คุณจึงมีอาการปวดท้อง จุกเสียด หรือแน่นท้องได้
  7. เกิดโรคลำไส้แปรปรวน เซโรโทนินเกือบ 95% ถูกผลิตและเก็บไว้ที่ลำไส้เล็ก หากขาดสารสื่อประสาทชนิดนี้ การทำงานของลำไส้เล็กก็จะเปลี่ยนไป โดยสามารถทำให้เกิดปัญหาท้องผูก ท้องเสีย หรือทำให้เกิดอาการท้องผูกท้องเสียสลับกัน ที่เรียกว่าโรคลำไส้แปรปรวน หากคุณสงสัยว่าอาการที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงกับระดับเซโรโทนินที่ลดต่ำลง คุณควรไปพบแพทย์
  8. ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หากคุณสังเกตว่าตัวเองมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง รู้สึกเหนื่อยมาก อารมณ์ไม่ดี เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อหรือเป็นหวัดบ่อยกว่าปกติ อย่าลังเลที่จะไปพบแพทย์ เพราะการมีระดับเซโรโทนินต่ำสามารถส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ร่างกายอ่อนแอกว่าที่เคย
  9. นาฬิกาชีวิตเปลี่ยนไป การมีระดับเซโรโทนินต่ำสามารถทำให้เกิดความแปรปรวนของนาฬิกาชีวิตของร่างกาย (Circadian rhythm)ซึ่งอาการทั่วไปที่พบได้คือ รู้สึกง่วงนอนในระหว่างวันมากกว่าตอนกลางคืน อาการดังกล่าวยังเป็นอาการพื้นฐานของโรคซึมเศร้าอีกด้วย เพราะผู้ป่วยโรคนี้มักมีปัญหาเกี่ยวกับการนอน ได้แก่ นอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิท ตื่นเช้ามาไม่สดชื่น เป็นต้น
  10. วิตกกังวลมากขึ้น ร่างกายของคนเรามีตัวรับเซโรโทนินที่แตกต่างกันอย่างน้อย 14 ชนิด และ 5-HT1A คือตัวที่สำคัญที่สุดในทั้งหมด ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต หากตัวรับชนิดนี้บกพร่อง คุณก็จะกลายเป็นคนที่อ่อนไหวง่าย ประหม่า และขี้กังวลมากขึ้น
  11. มีปัญหาเกี่ยวกับความจำ การขาดความสนใจต่อสิ่งต่างๆ  อ่อนเพลีย และไม่สามารถจดจ่อต่อบางสิ่งบางอย่าง ล้วนแต่มีความสัมพันธ์กับการขาดเซโรโทนินได้ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าอาการเหล่านี้พบได้ทั่วไปในคนที่เป็นโรคซึมเศร้าด้วย

วิธีเพิ่มระดับเซโรโทนินในร่างกาย

นอกจากการใช้ยา คุณสามารถใช้วิธีทางธรรมชาติในการช่วยเพิ่มระดับสาร Serotonin ในร่างกาย ดังนี้

  • กินของมีประโยชน์ ได้แก่ อาหารที่มีทริปโตเฟนสูง เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเหลือง อาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งกระตุ้นการทำงานของสารสื่อประสาท เช่น ปลาแซลมอนและปลาทูน่า อาหารที่ช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนิน เช่น ดาร์กช็อกโกแลต และควรหันมารับประทานทานแป้งไม่ขัดสีอย่างข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีทแทนแป้งขัดสี นอกจากนี้ อาหารเสริมที่มีส่วนประกอบเป็น 5-Hydroxytryptophan ก็ช่วยเพิ่มเซโรโทนินได้เช่นกัน แต่เพื่อความปลอดภัย ก่อนเลือกรับประทานอาหารเสริมใดๆ ควรปรึกษาแพทย์เสมอ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายในระดับคงที่เป็นประจำ วันละ 30-40 นาที จะช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนินและทริปโตเฟน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเซโรโทนินได้ ทั้งยังช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานเป็นปกติ
  • ออกไปรับแสงแดดเป็นประจำ มีงานวิจัยที่เผยว่าแสงแดดช่วยในการสังเคราะห์เซโรโทนิน และยังช่วยให้มีอารมณ์สดใสเบิกบานยิ่งขึ้น การเปิดบ้านรับแสงธรรมชาติ หรือออกไปเผชิญแสงแดดอ่อนๆ บ้าง จึงเป็นการช่วยบำบัดทั้งทางร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน
  • หมั่นบำบัดความเครียด ความเครียดเป็นตัวขัดขวางการหลั่งเซโรโทนิน การทำกิจกรรรมเพื่อผ่อนคลายจากความเครียด เช่น การฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกม จึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนินได้
  • เติมวิตามินซี บี  มีงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่า วิตามินซีเป็นยากล่อมประสาทตามธรรมชาติ ที่สามารถช่วยในเรื่องนี้ได้ ส่วนวิตามินบี ร่างกายได้รับปริมาณวิตามินบี 50-100 มิลลิกรัมต่อวัน  อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์ควบคู่กันไปด้วย เพื่อความปลอดภัย 
  • ลดปริมาณน้ำตาล การทานน้ำตาลมากเกินไป อาจส่งผลต่ออารมณ์ของเราจนขาดความสมดุล และอาจแสดงออกทางอารมณ์ที่ผิดพลาดได้ง่ายขึ้น

เคล็ดลับการเลือกเลนส์แว่นตาสไตล์มินิมอลแบบฉบับพี่ดู๋ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เคล็ดลับการเลือกเลนส์แว่นตาสไตล์มินิมอลแบบฉบับพี่ดู๋ – โพสต์ทูเดย์ สุขภาพ (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 10:30 น.เคล็ดลับการเลือกเลนส์แว่นตาสไตล์มินิมอลแบบฉบับพี่ดู๋เจาะลึกเคล็ดลับการเลือกเลนส์แว่นฉบับ “ดู๋-สัญญา คุณากร” เพราะเลนส์แว่นตาไม่ใช่อะไรก็ได้

หลังจากรับหน้าที่แบรนด์เอมบาสเดอร์ให้กับเอสซีลอร์มาตลอด 1 ปี พิธีกรมากความสามารถ ดู๋-สัญญา คุณากร พูดคุยผ่านรายการไลฟ์สตรีมมิ่ง เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพดวงตาและการเลือกเลนส์แว่นตาที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กับบทบาทพิธีกรที่เป็นอยู่ พร้อมสรุปเคล็ดลับการเลือกเลนส์แว่นตาฉบับมินิมอลสไตล์พี่ดู๋

คนส่วนใหญ่เมื่อเดินเข้าร้านแว่นก็มักให้ความสำคัญในการเลือกกรอบแว่นเป็นอันดับแรก เพราะคิดว่ากรอบแว่นที่สวมใส่สบายและทำให้ผู้สวมใส่ดูดีนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แล้วปล่อยขั้นตอนสำคัญในการเลือกเลนส์ให้ถูกกำหนดด้วยราคาของเลนส์มาก่อน การเลือกเลนส์ที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของเราแท้จริงแล้ว สำคัญประหนึ่งการเลือกอวัยวะที่ต้องอยู่เคียงคู่กับเราเลย เพราะเลนส์คือองค์ประกอบสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงคุณภาพการมองเห็นของเรา ฉะนั้น สิ่งแรกที่เราควรศึกษาเป็นอันดับแรกในการซื้อแว่นก็คือเลนส์นั่นเอง

ชนิดของโครงสร้างเลนส์สายตา

เลนส์ชั้นเดียว (Single Vision) คือเลนส์ที่แก้ไขปัญหาการมองเห็น จากค่าสายตาที่ผิดปกติระยะเดียว เช่น สายตาสั้น หรือสายตายาว ซึ่งอาจมีหรือไม่มีสายตาเอียงร่วมด้วย

เลนส์อายเซ็น (Eyezen) คือนวัตกรรมเลนส์รุ่นใหม่เพื่อการแก้ไขปัญหาสายตาของคนยุคดิจิทัล ที่ต้องใช้สายตาหน้าจออุปกรณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่องยาวนานตลอดวัน มีทั้งรุ่นที่ออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่คำนวณค่าบิดเบือนของแสง 2 ระยะทั้งการมองใกล้และไกล และรุ่นที่มีเทคโนโลยีช่วยลดการเพ่ง เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าดวงตาซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ที่ใช้งานสายตาในระยะใกล้อย่างหนักกับทั้งจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน โดยช่วยให้มองเห็นอย่างคมชัดสบายตายิ่งขึ้น

เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive Lenses) เลนส์หลายโฟกัสที่เหมาะกับคนอายุ 40 ปีขึ้นไป ถูกออกแบบเพื่อให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนทั้งระยะใกล้ กลางและไกลโดยไม่มีรอยต่อในเนื้อเลนส์ ด้วยคุณสมบัติในการแก้ไขปัญหามองเห็นได้หลายระยะจึงสวมใส่ได้ทุกสถานการณ์และตลอดวัน โดยไม่ต้องคอยสลับใช้แว่นตาหลายอัน เช่น เปลี่ยนใส่แว่นอ่านหนังสือ

อีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญของการเลือกเลนส์แว่นตา นอกจากการเลือกโครงสร้างเลนส์ที่สามารถแก้ไขปัญหาสายตาเราได้แล้ว ผู้สวมใส่แว่นยังสามารถมีฟีเจอร์เสริมที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านสุขภาพ และตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายได้เช่นกัน

การป้องกันแสงสีน้ำเงิน (Blue UV Capture) เพื่อกรองแสงสีน้ำเงินทั้งจากแสงอาทิตย์ ตลอดจนโทรทัศน์และหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ เนื่องจากแสงสีน้ำเงินสามารถทะลุผ่านเลนส์ตาและกระจกตาเข้าไปถึงจอประสาทตาได้ หากได้รับเป็นเวลานานจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสภาวะจอประสาทตาเสื่อมเร็วกว่าที่ควร

การเปลี่ยนสีเลนส์อัตโนมัติเข้มขึ้นตามสภาพแสง (Transitions Lens) เรียกว่าเลนส์ปรับแสง เมื่ออยู่ในที่ร่มเลนส์จะใสเหมือนเลนส์สายตาปกติ เมื่อออกแดดเลนส์จะปรับสีเข้มขึ้นคล้ายกับแว่นกันแดด ทำให้ผู้ที่มีปัญหาสายตาสามารถสวมใส่แว่นสายตาออกกลางแจ้งได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาสวมแว่นกันแดด คุณสมบัตินี้ยังช่วยกรองรังสี UV ทั้ง UVA/UVB ได้ 100% ซึ่งช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อโรคต้อกระจกที่จะเพิ่มมากขึ้นตามอายุ นอกจากป้องกันรังศี UV แล้ว เลนส์ทรานซิชั่นส์ (Transitions Lens) ยังกรองแสงสีนำเงินอีกด้วย

การตัดแสงจ้าด้วยเลนส์โพลาไรซ์หรือเอกซ์เพอริโอ เป็นเลนส์ที่ผู้มีปัญหาสายตาหลายท่านไม่ทราบว่า สามารถทำเลนส์สายตาเป็นแว่นกันแดดได้ เลนส์ชนิดนี้จะช่วยขจัดความจ้าของแสงที่สะท้อนเข้าตาที่รบกวนการมองเห็น รวมถึงเพิ่มความสบายตาในการสวมใส่เมื่ออยู่กลางแจ้งหรือขณะขับรถ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนหรือขณะทำกิจกรรมแอคทีฟต่างๆ กลางแดดจ้า

ต่อไปนี้เวลาเราเดินเข้าร้านแว่น นอกจากการเลือกกรอบให้เข้ากับรูปหน้า และเสริมบุคคุลิกของเราเองแล้ว เรายังสามารถเลือกเลนส์ที่แก้ไขปัญหาสายตา และมีนวัตกรรมเลนส์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเราเองได้อีกด้วย ที่สำคัญที่ควรเลือกแบรนด์ของเลนส์แว่นตาที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้เราได้ใช้เลนส์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่โฆษณาจริง ๆ เพราะ “เลนส์แว่นตาไม่ใช่อะไรก็ได้” สำหรับเลนส์ที่คุณดู๋แนะนำ คือ เอสซีลอร์ (Essilor) ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตเลนส์แว่นตาระดับโลกจากฝรั่งเศสเอสซีลอร์ เลนส์แว่นตาที่จบครบทุกคุณสมบัติ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขการมองเห็น การปกป้องสุขภาพดวงตา และความเคลียร์ใส ทำให้คุณทำทุกกิจกรรมอย่างเต็มที่ไม่มีสะดุด #ดูแลสุขภาพสายตา #ยิ่งเร็วยิ่งดี

ภาพหลุดจากเพนตากอนเผยยูเอฟโอโผล่จากทะเล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ภาพหลุดจากเพนตากอนเผยยูเอฟโอโผล่จากทะเล – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 05 ธ.ค. 2563 เวลา 17:37 น.ภาพหลุดจากเพนตากอนเผยยูเอฟโอโผล่จากทะเลภาพนี้สร้างความกังวลให้กลาโหมสหรัฐว่าเอเลี่ยนอาจปฏิบัติการบางอย่างอยู่ใต้มหาสมุทร

เว็บไซต์ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี The Debrief เผยแพร่ภาพที่ไม่เคยปรากฏต่อสายตาสาธารณชนมาก่อนของวัตถุรูปร่างสี่เหลี่ยมสีเงินที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้” (UAP) ปรากฏตัวจากมหาสมุทรแอตแลนติกและลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ความสูง 9.14-10.67 กิโลเมตร

The Debrief ระบุว่า ภาพหลุดดังกล่าวอยู่ในรายงาน 2 ชิ้นของหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจตรวจสอบปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุได้ (UAPTF) ซึ่งอยู่ในสังกัดของกระทรวงกลาโหมของสหรัฐที่เขียนเมื่อปี 2018 และช่วงฤดูร้อนของปีนี้

ผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่าวัตถุปริศนาคล้ายกับอุปกรณ์รวจจับข้อมูลสภาพบรรยากาศที่เรียกว่า GPS dropsonde ซึ่งถูกออกแบบให้ปล่อยลงมาจากเครื่องบินลงไปยังกลุ่มพายุเฮอร์ริเคน

อย่างไรก็ดี วัตถุในรูปไม่มีส่วนที่เรียกว่าเครื่องรับส่งสัญญาณจีพีเอสที่ห้อยลงมาเหมือนกับ GPS dropsonde และ GPS dropsonde จะตกลงสู่พื้นโลกด้วยความเร็ว 10-12 เมตรต่อวินาที แต่วัตถุปริศนาร่อนอยู่ในอากาศ

จากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ที่ได้เห็นรายงานฉบับล่าสุด หน่วย UAPTF พบเห็นวัตถุปริศนาดังกล่าวนอกชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐเมื่อปี 2019 และตั้งข้อสังเกตว่ายานที่ไม่สามารถระบุตัวตนดังกล่าวอาจปฏิบัติการจากใต้น้ำ

ภาพ: UAPTF

รัสเซียลุยฉีดวัคซีนโควิดขนานใหญ่ในมอสโก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รัสเซียลุยฉีดวัคซีนโควิดขนานใหญ่ในมอสโก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 05 ธ.ค. 2563 เวลา 16:52 น.รัสเซียลุยฉีดวัคซีนโควิดขนานใหญ่ในมอสโกรัสเซียเดินหน้าฉีดวัคซีน Covid-19 ให้ประชาชนในกรุงมอสโกแล้ว

เมื่อวันศุกร์ (4 ธ.ค.) เซอร์เก ซอบยานิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโก ประกาศว่าเมืองหลวงของรัสเซียได้เริ่มแคมเปญการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ขนานใหญ่แล้ว

ซอบยานินเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ครู และพนักงานบริการสังคมจะเป็นประชาชนกลุ่มแรกที่ได้รับวัคซีน เนื่องจากเป็นกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุด โดยผู้คนกว่า 5,000 คนได้ลงทะเบียนเข้ารับวัคซีนแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดี (3 ธ.ค.) นายกเทศมนตรีระบุว่า ทางการจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้ารับวัคซีนผ่านทางออนไลน์ในวันศุกร์ (4 ธ.ค.) พร้อมกับการเปิดบริการของศูนย์ฉีดวัคซีน

“เราคัดเลือกพื้นที่กักเก็บแบบพิเศษ รวมถึงจัดเตรียมตู้เย็นและตู้แช่แข็งสำหรับการจัดส่งวัคซีน โดยศูนย์ฉีดวัคซีนแต่ละแห่งจะมีตู้เย็นทางการแพทย์ และมีบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมพิเศษด้วย” ซอบยานินกล่าวเสริม

ทั้งนี้ ซอบยานินคาดการณ์ว่าจะมีการส่งมอบวัคซีนเพิ่มเติมในหลายสัปดาห์ต่อจากนี้ ทำให้วัคซีนพร้อมใช้งานสำหรับกลุ่มประชากรที่กว้างขึ้น

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน สั่งการให้รัฐบาลเริ่มกระบวนการฉีดวัคซีน ขนานใหญ่สัปดาห์หน้า หลังจำนวนวัคซีนที่ผลิตได้นั้นใกล้แตะ 2 ล้านโดส

รัสเซียตรวจพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพิ่ม 27,403 ราย ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ป่วยสะสม 2,402,949 ราย ส่วนกรุงมอสโก ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดหนักหน่วงที่สุดในประเทศ ตรวจพบผู้ป่วยเพิ่ม 6,868 ราย ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้มีผู้ป่วยสะสมแล้ว 632,057 ราย

สภาผู้แทนสหรัฐไฟเขียวร่างกฎหมายปลดล็อกกัญชา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สภาผู้แทนสหรัฐไฟเขียวร่างกฎหมายปลดล็อกกัญชา – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 05 ธ.ค. 2563 เวลา 14:39 น.สภาผู้แทนสหรัฐไฟเขียวร่างกฎหมายปลดล็อกกัญชาสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐผ่านร่างกฎหมายปลดกัญชาออกจากบัญชีสารเสพติดร้ายแรงในระดับประเทศเป็นครั้งแรก

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติ 228 เสียงต่อ 164 เสียงอนุมัติร่างกฎหมายว่าด้วยการปลดล็อกกัญชา เพื่อนำกัญชาออกจากบัญชีสารเสพติดประเภท 1 ซึ่งเป็นสารอันตรายที่ต้องควบคุมเช่นเดียวกับเฮโรอีนและโคเคนตามกฎหมายควบคุมยาเสพติด ค.ศ.1970 ซึ่งบังคับใช้ทั่วประเทศ

การปลดล็อกนี้จะเป็นการผ่อนผันให้ปลูกและใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการหรือการแพทย์ซึ่งจะสอดคล้องกับกฎหมายของหลายรัฐที่อนุญาตให้ใช้กัญชาอย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ดี คาดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้อาจถูกวุฒิสภาซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากตีตก เนื่องจาก มิตช์ แมคคอนเนลล์ แกนนำเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันในวุฒิสภา เป็นหนึ่งในผู้ที่คัดค้านการทำให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย

และในการลงมติครั้งนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกันหลายคนยังมองว่ากัญชาจะเป็นอันตรายกับเยาวชนและบางคนถึงกับบอกว่าการลงมติเป็นเรื่องเสียงเวลา และพรรคเดโมแครตควรจะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนจาก Covid-19 มากกว่า

เสาโลหะปริศนาโผล่หน้าร้านขนมดันยอดขายพุ่งกระฉูด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เสาโลหะปริศนาโผล่หน้าร้านขนมดันยอดขายพุ่งกระฉูด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 05 ธ.ค. 2563 เวลา 12:50 น.เสาโลหะปริศนาโผล่หน้าร้านขนมดันยอดขายพุ่งกระฉูดเสาโลหะปริศนายังโผล่ที่นั่นที่นี่ไม่หยุด ล่าสุดไปโผล่อยู่หน้าร้านขนมแห่งหนึ่งในเมืองพิตส์เบิร์กของสหรัฐ

ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ชาวโลกก็ต้องมึนงงสงสัยกับเสาโลหะปริศนาที่ไปโผล่อยู่ตามสถานที่แปลกๆ แล้วก็หายไป ไล่ตั้งแต่กลางทะเลทรายในรัฐยูทาห์ของสหรัฐไปจนถึงเชิงเขาของโรมาเนีย

และล่าสุดนี้เสาโลหะปริศนานี้ก็ไปตั้งอยู่หน้าร้านขายขนมและลูกกวาดที่ชื่อว่า แกรนด์ปา โจส์ แคนดี้ ช็อป (Grandpa Joe’s Candy Shop) ในเมืองพิตส์เบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐ

เสานี้สูงประมาณ 3 เมตร กว้าง 24 นิ้ว โดยข้างในเป็นไม้อัดห่อหุ้มด้วยแผ่นโลหะด้านนอก

เมื่อสืบไปสืบมาก็ได้คำตอบว่าที่มาของเสาโลหะต้นนี้เป็นไอเดียของ คริสโตเฟอร์ เบียร์ส เจ้าของร้านแกรนด์ปา โจส์ แคนดี้ ช็อป ที่มีสาขาถึง 10 แห่งทั้งในรัฐเพนซิลเวเนียและรัฐโอไฮโอ

เบียร์สเล่าว่า เขาสั่งให้เพื่อนทำเสาทรงสามเหลี่ยมมาตั้งหน้าร้านเพื่อโหนกระแสของเสาปริศนานี้ให้ช่วยกระตุ้นยอดขายที่ซบเซาจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่ระบาดอย่างหนักในสหรัฐ จากนั้นก็โพสต์รูปลงเฟซบุ๊ค

“มันก็เป็นเรื่องลี้ลับอยู่เหมือนกันนะ” เจ้าของร้านลูกกวาดกล่าว

ปรากฏว่าเจ้าเสา (ที่ไม่เป็น) ปริศนาต้นนี้เรียกทั้งลูกค้าและสื่อมวลชนท้องถิ่นมาที่ร้านได้ตามที่เบียร์สตั้งใจไว้ จนตอนนี้ยอดขายของร้านกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ละวันมีลูกค้าแวะเวียนมาเซลฟี่กับเสาโลหะก่อนจะเข้าไปอุดหนุนขนมในร้านไม่ขาดสาย

และยิ่งมีการโพสต์รูปลงเฟซบุ๊คก็ยิ่งกระตุ้นยอดขายทางช่องทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน

เจ้าของร้านไอเดียเจ๋งยังบอกอีกว่า “ผมหวังว่ามันจะช่วยให้คนหันมาอุดหนุนร้านเล็กๆ ในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 แล้วมันก็สนุกดีไม่ใช่หรือที่อย่างน้อยเราก็มีเรื่องอื่นคุยกันบ้าง นอกจากเรื่อง Covid-19”

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=314&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FGrandpaJoes%2Fvideos%2F699452621008957%2F&show_text=false&width=560

ฟิลิปปินส์คุมเข้ม ไฟเขียวตำรวจตีคนฝ่าฝืนมาตรการสกัดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ฟิลิปปินส์คุมเข้ม ไฟเขียวตำรวจตีคนฝ่าฝืนมาตรการสกัดโควิด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 05 ธ.ค. 2563 เวลา 10:01 น.ฟิลิปปินส์คุมเข้ม ไฟเขียวตำรวจตีคนฝ่าฝืนมาตรการสกัดโควิดตำรวจฟิลิปปินส์ขู่จะใช้ไม้เรียวหวดคนที่ฝ่าฝืนมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม สกัดการแพร่ระบาดช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง

พลตำรวจโท ซีซาร์ บินัก ผู้บัญชาการหน่วยงานรับมือ Covid-19 เผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจะออกลาดตระเวนพื้นที่สาธารณะในกรุงมะนิลาซึ่งพบการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยจะถือไม้ยาว 1 เมตรเพื่อวัดการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing

“ไม้นี้ใช้ตีพวกหัวดื้อได้” บินักกล่าว และเสริมอีกว่าหน่วยลาดตระเวนการเว้นระยะห่างทางสังคมจะเน้นตรวจตราในจุดที่มีผู้คนหนาแน่น อาทิ ศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง และตลาดต่างๆ เนื่องจากช่วงนี้เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสและปีใหม่ของชาวฟิลิปปินส์ และผู้คนก็พากันออกมาช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ โดยไม่เกรงกลัว Covid-19

จากข้อมูลของตำรวจ นับตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทางการฟิลิปปินส์จับกุม ตักเตือน และลงโทษผู้ฝ่าฝืนมาตรการสกัด Covid-19 อาทิ ไม่เว้นระยะห่าง ไม่สวมหน้ากากอนามัยไปแล้วกว่า 700,000 ราย

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์มีผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสมากที่สุดเป็นอันดับสองของอาเซียน เป็นรองเพียงอินโดนีเซียเท่านั้น โดยมีผู้ติดเชื้อรวมกว่า 436,000 ราย เสียชีวิตราว 8,500 ราย  

“ร.อ.ธรรมนัส” เปิดงานวันดินโลก ปี 2563 “Keep soil alive, protect soil biodiversity : รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ร.อ.ธรรมนัส” เปิดงานวันดินโลก ปี 2563 “Keep soil alive, protect soil biodiversity : รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน” (komchadluek.net)

“ร.อ.ธรรมนัส” เปิดงานวันดินโลก ปี 2563 “Keep soil alive, protect soil biodiversity : รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน”

"ร.อ.ธรรมนัส" เปิดงานวันดินโลก ปี 2563 "Keep soil alive, protect soil biodiversity : รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน"

4 ธันวาคม 2563 – 21:59 น.

“ร.อ.ธรรมนัส” รมช.เกษตรฯเปิดงานวันดินโลก ปี 2563 “Keep soil alive, protect soil biodiversity : รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน” น้อมนำพระราชดำริ เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนา น้ำ พืช และอาชีพของเกษตรกร

4 ธ.ค.63 ​ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานวันดินโลก ปี 2563 “Keep soil alive, protect soil biodiversity : รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน” ณ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย (CESRA) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมพัฒนาที่ดิน ได้มีการจัดงานวันดินโลก ในวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เพื่อเป็นการถวายสดุดีและเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ในฐานะที่ทรงเป็น “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” พระองค์แรกและพระองค์เดียวของโลก พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ ด้านการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ จนเป็นรากฐานการผลิตที่มั่นคงของเกษตรกร นอกจากนี้ยังทรงศึกษา และพัฒนาด้านการจัดการดิน ด้วยวิธีการเรียบง่ายและประหยัดที่เกษตรกรนำไปปฏิบัติเองได้

"ร.อ.ธรรมนัส" เปิดงานวันดินโลก ปี 2563 "Keep soil alive, protect soil biodiversity : รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน"

โดยกิจกรรมภายในงาน จะประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นิทรรศกาพระราชปณิธานการทรงงาน ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอด มีการจัดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต จัดศูนย์ฝึกเกษตร สร้างอาชีพมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มีการเสวนาวิชาการ และจุดเช็คอินดินโลกปี 2563 Landmark วันดินโลก สัญลักษณ์ World Soil Day ที่ใหญ่ที่สุดในสยาม

"ร.อ.ธรรมนัส" เปิดงานวันดินโลก ปี 2563 "Keep soil alive, protect soil biodiversity : รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน"

“กระทรวงเกษตรฯนั้น พร้อมที่จะสานต่อเจตนารมณ์ในพระราชปณิธาน พร้อมน้อมนำพระราชดำริ มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการใช้ที่ดิน การพัฒนาดิน น้ำ พืช และอาชีพของเกษตรกรให้มีความมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนา ในเรื่องทรัพยากรดินและสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหาร เพื่อขจัดความอยากไร้ ขาดแคลนให้หมดไป” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

"ร.อ.ธรรมนัส" เปิดงานวันดินโลก ปี 2563 "Keep soil alive, protect soil biodiversity : รักษ์ปฐพี คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน"

​ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานวันดินโลก ร่วมกับ สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย สมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำ สมาคมดินโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และหน่วยงานภาคีภาครัฐ เอกชน องค์กรต่าง ๆ ในปีนี้ สมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก กำหนดหัวข้อการจัดงาน “Keep Soil Alive, Protect Soil Biodiversity” โดยให้ความสำคัญของนิเวศวิทยา และความหลากหลายทางชีวภาพในดิน สิ่งมีชีวิตตั้งแต่ระดับจุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กใหญ่ ซึ่งล้วนแต่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ในระบบนิเวศ และก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของดินการจัดงานวันดินโลก และกำหนดให้มีการจัดงานระหว่างวันที่4 – 8 ธันวาคม 2563 ณ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย  อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

“พระสมเด็จจิตรลดา” และ “พระสมเด็จ” ของนายกฯสารพัดพิษ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“พระสมเด็จจิตรลดา”และ”พระสมเด็จ” ของนายกฯสารพัดพิษ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” (komchadluek.net)

“พระสมเด็จจิตรลดา”และ”พระสมเด็จ” ของนายกฯสารพัดพิษ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช”

"พระสมเด็จจิตรลดา"และ"พระสมเด็จ" ของนายกฯสารพัดพิษ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"

5 ธันวาคม 2563 – 00:00 น.

ตอน…เปิดกรุพระเครื่องนายกรัฐมนตรีของไทย  : “พระสมเด็จจิตรลดา”และ”พระสมเด็จ” ของนายกฯสารพัดพิษ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช”  คอลัมน์… ตามรอย ตำนานแผ่นดิน  โดย…  เอก อัคคี

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่๑๓ ของประเทศไทย เมื่อวันที่๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๘ ด้วยความที่เป็นมหาบุรุษผู้มากด้วยความรู้ ความสามารถ ทั้งศาสตร์และศิลป์ ทั้งบู๊และบุ๋น ดำรงสถานภาพเป็น ปราชญ์แห่งสยามประเทศท่านหนึ่ง จึงได้รับฉายาจากนักการเมือง และสื่อมวลชนมากมายว่า  “ผู้เฒ่าสารพัดพิษ” หรือ“ซือแป๋ซอยสวนพลู”เพราะเหลี่ยมคูเชิงชั้น ทางการเมือง ไม่เป็นสองรองใครในแผ่นดินลุ่มน้ำเจ้าพระยา(ในยุคนั้น)

อ่านข่าว…  เหรียญพระพิฆเนศ ที่ระลึก๗๕ ปี หาดใหญ่วิทยาลัย เข้มขลัง ศักดิ์สิทธิ์ด้วยบารมีมหาเทพ

"พระสมเด็จจิตรลดา"และ"พระสมเด็จ" ของนายกฯสารพัดพิษ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะเข้าเฝ้าในหลวง ร.9

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เผยเรื่องราวในหนังสือคึกฤทธิ์พูด ฉบับรวมปาฐกถา เล่าเรื่องบุญญาภินิหารของในหลวงรัชกาลที่๙ ที่เห็นมากับตา

ท่านเล่าเอาไว้ในหนังสือคึกฤทธิ์พูด ฉบับรวมปาฐกถา เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ ๗๘ว่า เป็นช่วงได้รับเชิญไปปาฐกถา อภิปรายในระหว่างปี ๒๕๓๑-๒๕๓๒  และในช่วงท้ายได้มีการกล่าวถึงราชวงศ์จักรีที่ทรงพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องมาทุกรัชกาล

ใจความตอนหนึ่งระบุไว้ว่า ” เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในใจของคนไทยทุกคน ถ้าจะว่าในทางบุญญาภินิหารของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่๙ นี่แหละที่คนได้เห็นบุญญาภินิหารของพระองค์มากที่สุด กระผมได้พบด้วยตัวเอง ผมเองจะว่าคนโบราณก็โบราณ แต่ความรู้วิชาสมัยใหม่ก็ยังมีอยู่ได้เห็นเองบ้าง ไม่เห็นบ้าง และได้รับคำบอกเล่าจากคนอื่นที่เชื่อถือได้

และคุณหลวงสุรัตน์ณรงค์ ราชองครักษ์ ได้เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อครั้งเสด็จประพาสทางชายพรมแดน ประทับเรือพระที่นั่งเสด็จฯ ทอดพระเนตรแม่น้ำโขงฝั่งไทย พอไปถึงตำบลหนึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมเวลานั้น ยืนอยู่ข้างพระองค์ คอยชี้แจง ก็กราบบังคมทูลว่า บ้านนี้เรียกว่าอย่างนั้น ตำบลนี้ชื่ออะไร ราษฎรมีเท่าไหร่ ทำมาหากินอะไร ไปถึงตำบลเรียกว่า”วังจระเข้”พระองค์ก็ทรงพระสรวล(หัวเราะ) มีพระราชดำรัสถามว่า”แล้วมีจระเข้ไหม”

"พระสมเด็จจิตรลดา"และ"พระสมเด็จ" ของนายกฯสารพัดพิษ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"

อดีตนายกฯเจ้าของสมญานาม เฒ่าสารพัดพิษกับพระเครื่องคู่ใจ

ผู้ว่าฯ ก็กราบบังคมทูล”ไม่มี สมัยนี้มีเรือไฟ เรืออะไร จระเข้คงไม่มีอาศัยอยู่ได้ ก็ต้องหลบหนีไป”จากนั้นก็มีพระราชดำรัสว่า”เสียดายจริง ฉันยังไม่เคยเห็นจระเข้ที่มันอยู่ตามธรรมชาติ”พอมีพระราชดำรัสขาดพระโอษฐ์เท่านั้น จระเข้ขึ้น 2 ตัว พระองค์ก็ทรงพระสรวล ชี้ให้ผู้ว่าฯ ดูว่า”เห็นไหม”

……………….
นอกจากนี้ พล.ต. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังเล่าต่อว่า ” เมื่อครั้งพระองค์เสด็จฯ เมืองเพชรบุรี เขาปลูกปะรำรับเสด็จฯ ใหญ่ที่ศาลากลางสองหลังระหว่างที่อยู่กลางแจ้งกับที่ไปถึงราษฎรเฝ้าฯ เต็มปะรำ เพราะขณะนั้นฝนตกหนัก เมื่อพระองค์เสด็จฯ มาถึง ทรงเยี่ยมราษฎรในปะรำ แรกฝนก็ยังตกหนักจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น พอถึงหมวดปะรำที่จะเสด็จฯ ออกไปอีกปะรำหนึ่ง ฝนก็ยังตกอยู่

คุณหลวงสุรัตน์ณรงค์ ราชองครักษ์ จะถวายให้คนกางกลด ทว่าพระองค์ทรงยับยั้ง บอกคุณหลวงว่า “ก็เขาเปียก เราก็เปียกได้ “ว่าแล้วเสด็จพระราชดำเนินออกไป ฝนก็หยุดตก นี่เอาไปสาบานที่ไหนก็ได้ ว่าเห็นกับตา แปลกจริง ๆ ไม่มีฝน เสด็จพระราชดำเนินไปเข้าปะรำโน้น พอลับพระองค์ ฝนตกจั้ก ๆ อย่างเก่าอีกที พวกที่ตามเสด็จฯ ไม่ต้องพูดละ โชกไปด้วยกันหมด หนีไม่พ้น แม้องค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถยังเปียก เสด็จพระราชดำเนินคล้อยตาม นี่ก็เห็นกันมาแล้ว และอื่น ๆ อีกมากมายเหลือเกิน จะเล่าไปก็ไม่มีที่สิ้นสุด ผมจึงอยากจะบอกว่า เรามีองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงมีบุญญาภินิหารอย่างยิ่ง”

"พระสมเด็จจิตรลดา"และ"พระสมเด็จ" ของนายกฯสารพัดพิษ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"

ทุกตำแหน่งคือหัวโขน อาจจะเป็นนิยามความหมายของภาพนี้

กล่าวสำหรับ พระเครื่องที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ให้ความเคารพศรัทธามากและสำคัญที่สุดของท่านคือ พระสมเด็จจิตรลดาซึ่งเป็นพระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙ ทรงสร้างด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง เพื่อพระราชทานให้กับข้าราชบริพาร

 อาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ ได้เรียกขานนามว่าพระเครื่องนี้ว่า  “พระกำลังแผ่นดิน”
พระพิมพ์ทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วปางสมาธิ ศิลปะสมัยสุโขทัย รุ่นพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน คือพระพิมพ์​รุ่นเดียวในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่สร้างโดยพระมหากษัตริย์ โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงรวมวัตถุมงคลหลายชนิดผสมกัน ได้แก่ ดินจากปูชนียสถานต่างๆ ทั่วประเทศ, ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่ใช้ในพระราชพิธีสำคัญและที่ประชาชนทูลเกล้าฯ ถวายในโอกาสต่างๆ, สีที่ทรงขูดจากผ้าใบภาพฝีพระหัตถ์, สีที่ทรงขูดจากเรือใบพระที่นั่ง และเส้นพระเจ้า (เส้นผม) ของพระองค์เอง

สำหรับต้นแบบพิมพ์พระนั้น อ.ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ปฏิมากรคนสำคัญคนหนึ่งของเมืองไทยเป็นผู้แกะถวายให้พระองค์มีพระบรมราชวินิจฉัย ในขั้นตอนนอกจากนั้น พระองค์ก็ทรงสร้างพระสมเด็จจิตรลดาในทุกกระบวนการด้วยพระองค์เอง ทั้งแกะพิมพ์ เทหยอดพิมพ์ รวมทั้งทรงจัดแต่งองค์พระทุกองค์ที่ถอดออกจากพิมพ์โดยเสร็จสมบูรณ์ โดยทรงสร้างรุ่นแรกใน พ.ศ. ๒๕๐๘ เพื่อพระราชทานแก่ข้าราชการฝ่ายในโดยไม่ผ่านพิธีพุทธาภิเษกแต่อย่างใด ต่อมาจึงทรงสร้างเพิ่มสำหรับประชาชนทั่วไป โดยพระกำลังแผ่นดินทุกองค์มีใบพระราชทานบ่งบอกลำดับที่กำกับ และทรงลงพระปรมาภิไธยจริงทุกใบ

"พระสมเด็จจิตรลดา"และ"พระสมเด็จ" ของนายกฯสารพัดพิษ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"

พระสมเด็จจิตลดาหรือพระกำลังแผ่นดิน

พล.ต.อ.วศิษฐ์ เดชกุณชร ผู้เคยได้รับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา เคยเปิดเผยเอาไว้ว่า ทรงมีรับสั่งว่า ผู้ที่ที่ได้รับพระราชทานจะต้องนำไปปิดทองด้านหลังองค์พระ ก่อนจะเลี่ยมขึ้นคอ เป็นปริศนาธรรมบางอย่างที่ทรงมีพระราชดำริในการปลูกฝังนิสัยให้ผู้รับพระราชทาน ให้นำไปคิดเป็นทำนองว่า การที่บุคคลใดจะทำกุศลหรือประโยชน์สาธารณะ พึงมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยแท้จริง มิได้หวังลาภยศ ชื่อเสียง 

ตามคติโบราณที่ว่า “ปิดทองหลังพระ” อันเป็นพระราชดำรัส ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 ตรัสแก่ผู้รับพระราชทานพระสมเด็จจิตรลดา ทุกคน 

สมเด็จจิตรลดา จัดสร้างจากมวลสารศักดิ์สิทธิ์ อาทิ เส้นพระเจ้า (เกศาของพระองค์) ดอกไม้ พวงมาลัยแห้งหน้าเครื่องถวายองค์พระแก้วมรกต ,ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตร, สีที่ขูดจากเรือใบพระที่นั่ง,ดิน ตะไคร่น้ำ ผงธูป จากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดทั่วประเทศ เป็นพระพุทธรูปพิมพ์นั่งปางสมาธิแบบขัดราบ พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย ประทับเหนือดอกบัวบาน บน ๕ กลีบ ล่าง ๔ กลีบ รวมเป็น ๙ กลีบและเชื่อกันว่า มีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์มาก

……….
พระองค์ท่านพระราชทานแก่ ข้าราชการ,ทหาร,ตำรวจ และพลเรือน ในช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๘-๒๕๑๓ มีทั้งสิ้นประมาณ ๓,๐๐๐ องค์ พระองค์พระราชทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง และเท่าที่สอบถามผู้ที่ได้รับพระราชทานมาจะไม่มีกล่องกำมะหยี่มา 

สำหรับใบกำกับพระสมเด็จจิตรลดา สำนักพระราชวังจะแจ้งให้ไปรับเอกสารกำกับในภายหลัง เป็นเอกสารกว้าง ๑๒.๗ เซนติเมตร ยาว ๑๕.๘  เซนติเมตร มีภาพพระพิมพ์ส่วนพระองค์ประกอบ พร้อมตราจักรี (จักรและตรี) ระบุลำดับที่ ชื่อผู้รับ พระราชทาน วันที่ เดือน พ.ศ. ที่ได้รับพระราชทาน กล่าวสำหรับสีพระสมเด็จจิตรลดา ที่สร้างนั้น ท่านผู้รู้บอกว่า เป็นพระเนื้อออกสีน้ำตาลแก่ ,น้ำตาลแก่ออกสีดำ และน้ำตาลอมเหลือง ความหนาบาง และความคมลึกชัดขององค์พระในแต่ละปีไม่เท่ากัน เนื้อถึงจะสีเข้ม แต่จะใส หนึกนุ่ม ของปลอมจะขาดสิ่งเหล่านี้ และของปลอมมักจะมีตำนานเรื่องเล่าพร้อมกล่องกำมะหยี่ประกอบมาด้วย

"พระสมเด็จจิตรลดา"และ"พระสมเด็จ" ของนายกฯสารพัดพิษ "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ 

แต่นอกจากพระสมเด็จจิตรลดา ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เรียกขานนามใหม่ว่า “พระกำลังแผ่นดิน”แล้ว ก็ไม่ค่อยปรากฏข้อมูลว่า ท่านจะให้ความเคารพเชื่อมั่นในพระเครื่อง วัตถุมงคลใดๆ ยกเว้นภาพที่นำมาให้ชมกัน ท่านน่าจะห้อยพระเครื่องสามองค์ คือ พระจิตรลดา,พระสมเด็จและพระนางพญา (หรือท่านใดมีข้อมูลก็นำมาแลกเปลี่ยนกันได้/เอก อัคคี)

และที่สำคัญท่านยังเขียนบทความเหน็บคนที่นิยมพระเครื่องวัตถุมงคลเสียอีก ดั่งที่ปรากฏในข้อเขียนของ คุณทองแถม นากจำนง อดีตบรรณาธิการสยามรัฐ ที่ยกเอาข้อเขียนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มาว่า

“ในขณะที่เขียนเรื่องนี้ ปรากฏว่าคนไทยกำลังนิยมพระเครื่องกันอย่างหนาแน่นอย่างไม่เคยปรากฏมา แต่ก่อนใครมีความรู้เรื่องพระเครื่อง ก็มีผู้ติดตามฝากตัวเป็นศิษย์ ใครมีพระเครื่องให้เช่า ก็มีลูกค้าติดตามคอยเช่าอยู่เป็นนิจ ใครมีบุญวาสนาใคร่จะแผ่เมตตาหว่านล้อมเอาใจคนไว้ ก็ต้องแจกพระเครื่อง ในกระบวนพระเครื่องทั้งหมด ที่มีผู้นิยมนับถืออย่างแพร่หลายที่สุดเห็นจะได้แก่พระเครื่องที่เรียกกันว่า “พระสมเด็จ”ในที่นี้ผู้เขียนก็อยากจะคุยอวดพระเครื่องกับเขาบ้าง เพราะผู้เขียนก็มี“พระสมเด็จ”กับเขาอยู่องค์หนึ่งเหมือนกัน ผิดกับคนอื่นแต่เพียงว่า “พระสมเด็จ”ของผู้เขียนเรื่องนี้จะให้ใครก็ไม่ได้ เพราะดูเหมือนจะมีเจ้าของร่วมกันอยู่หลายคน และที่สำคัญที่สุดนั้น “พระสมเด็จ”ของผู้เขียนเรื่องนี้ จะเอามาเลี่ยมทองห้อยคอ ไปไหนมาไหนเหมือนกับเขาก็ไม่ได้ เพราะท่านเป็นพระเป็น ๆ องค์โต ๆ เท่ากับพระเป็น ๆ องค์อื่น ๆ

ถ้าหากจะไปเอาท่านมาห้อยคอท่านก็คงจะเอะอะเอาเป็นแน่ แม้แต่ไม่เคยคิด จะทำถึงเพียงนั้น แต่ไปเลียบเคียงท่านด้วยเรื่องอื่น ๆ ท่านก็ยังเอะอะเอาบ่อย ๆ อยู่แล้ว ซึ่งถ้าจะว่าไป ผู้เขียนก็ไม่เคยกลัว เพราะรู้ดีอยู่ว่าท่านโกรธใครไม่เป็น ถ้าท่านเมตตาใครมาก ก็ดูเหมือนจะเอะอะกับคนนั้นมากพอ ๆ กัน

เขียนมาเพียงเท่านี้ ก็เห็นจะพอรู้กันแล้วกระมังว่า “พระสมเด็จ” องค์นี้ของผู้เขียนอยู่ที่ไหน ถ้ายังเอาไม่ออกก็จะบอกให้ว่า ท่านอยู่ที่ท่านบวรนิเวศฯ แต่ก่อนคนเรียกท่านว่า “สมเด็จญาณฯ”

ซึ่งก็คือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ 
พระราชอุปัชฌยาจารย์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่๙ นั้นเอง

ท่านบอกเอาไว้ว่า การถูกแทงฟันแล้วไม่เข้า ไม่เกิดบาดแผลแก่ตนนั้น เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่ยงคงกระพัน คนทั่วไปเชื่อกันว่าจะอยู่ยงคงกระพันได้ ด้วยพระพุทธคุณอันมีพระเครื่องเป็นสัญลักษณ์ ท่านเองพิจารณาดูตนแล้ว ก็เห็นว่าอยู่ยงคงกระพันเอาการอยู่ เพราะแผลภายนอกก็ไม่เคยรับ เนื่องด้วยไม่มีใครสนใจจะมาตีรันฟันแทง

แผลภายในก็หายและจะไม่เป็นขึ้นอีก เพราะถอดเอาหอกดาบภายในทิ้งเสียได้แล้ว ทั้งนี้ก็โดยอาศัยพระพุทธคุณเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ เพียงแต่ว่ามี “พระสมเด็จ” อันไม่สามารถจะนำไปเลี่ยมห้อยคอได้ เป็นสัญลักษณ์เท่านั้นเอง ซึ่งความจริงดูก็จะสะดวกดี เพราะการมีพระเครื่องแขวนคอนั้น ก็จำต้องมีทั้งทองคำที่เลี่ยม และสายสร้อยทองคำที่ร้อย ทองคำนั้นเองเป็นเครื่องล่อคมหอกคมดาบให้วิ่งเข้าหาตัวได้ไม่น้อยกว่าอย่างอื่น!!

………………….
คารมคมกริบสมกับฉายา เฒ่าสารพัดพิษจริงๆ
……………………