ยูเอ็นปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชีสารเสพติดร้ายแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ยูเอ็นปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชีสารเสพติดร้ายแรง  – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 03 ธ.ค. 2563 เวลา 16:00 น.ยูเอ็นปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชีสารเสพติดร้ายแรง คณะกรรมาธิการองค์การสหประชาชาติลงมติให้ปลดกัญชาออกจากบัญชีสารเสพติดร้ายแรง กรุยทางให้ใช้ในทางการแพทย์

คณะกรรมาธิการยาเสพติด (CND) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) มีมติ 27 ต่อ 25 เสียง ให้ปลดกัญชาและยางกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภท 4 ตามอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ.1961 ถือเป็นการยอมรับว่ากัญชาไม่ใช้สารเสพติดที่มีอันตรายร้ายแรงและยอมรับประโยชน์ด้านการแพทย์ของกัญชามากขึ้น

ยาเสพติดให้โทษประเภท 4 ตามอนุสัญญาเดี่ยวนี้ได้แก่ สารที่ให้ผลเกิดการเสพติดสูง มีคุณสมบัติอันตราย และมีผลในการใช้รักษาน้อยมากหรือไม่มีเลย อาทิ กัญชา ยางกัญชา เฮโรอีน ฝิ่น

กลุ่มองค์กรสนับสนุนนโยบายด้านยาเสพติดออกแถลงการณ์ว่า “นี่เป็นข่าวดีสำหรับผู้คนนับล้านที่ใช้กัญชาเพื่อการบำบัดรักษาโรคและเป็นการสะท้อนความเป็นจริงของตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ใช้กัญชาเป็นส่วนประกอบที่กำลังโตขึ้น”

อย่างไรก็ดี แอน ฟอร์ดแฮม กรรมการบริหารหน่วยงานความร่วมมือด้านนโยบายยาเสพติดระหว่างประเทศ ระบุว่า “เรายินดีกับการยอมรับว่ากัญชาเป็นยา อย่างไรก็ดี การปลดล็อกเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เนื่องจากในระดับนานาชาติกัญชายังไม่ได้รับการจัดประเภทอย่างถูกต้อง”

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยังไม่ยอมถอดสารสกัดจากกัญชาและทิงเจอร์ออกจากบัญชีสารเสพติดให้โทษประเภท 1

อดีตผู้นำสหรัฐพร้อมฉีดวัคซีนโชว์สร้างความเชื่อมั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อดีตผู้นำสหรัฐพร้อมฉีดวัคซีนโชว์สร้างความเชื่อมั่น – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 03 ธ.ค. 2563 เวลา 15:00 น.อดีตผู้นำสหรัฐพร้อมฉีดวัคซีนโชว์สร้างความเชื่อมั่น3 อดีตประธานาธิบดีพร้อมฉีดวัคซีนต่อหน้าสาธารณชนเพื่อสร้างความมั่นใจและกระตุ้นให้ประชาชนฉีดวัคซีน

ซีเอ็นเอ็นรายงาน อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา, จอร์จ ดับเบิลยู บุช และบิล คลินตัน เผยพร้อมเป็นอาสาสมัครเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาต่อหน้าสาธารณชนทันทีที่คณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอนุมัติวัคซีนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีน

อดีตประธานาธิบดีทั้ง 3 คนหวังว่าการรณรงค์ในครั้งนี้จะสามารถเสริมสร้างความมั่นใจใก่แก่ประชาชนถึงเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของสหรัฐกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนรับวัคซีน

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีประชาชนจำนวนมากแสดงความกังวลในเรื่องความปลอดภัยและไม่เชื่อมั่นในวัคซีน โดยเฉพาะกลุ่มคนผิวสี ซึ่งผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้พบว่ากลุ่มคนผิวสีไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะฉีดวัคซีนเมื่อเทียบกับคนกลุ่มอื่นๆ

โดยโอบามากล่าวว่าหากมีการยืนยันว่าวัคซีนปลอดภัยเขาก็พร้อมที่จะฉีดวัคซีนและบันทึกภาพหรือถ่ายทอดทางโทรทัศน์เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ พร้อมกล่าวว่า “วัคซีนเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่เป็นโรคโปลิโออีก และเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่ต้องเห็นเด็กๆ เสียชีวิตจากโรคหัดและไข้ทรพิษ รวมถึงโรคอื่นๆ ที่เคยกวาดล้างประชากรและชุมชนต่างๆ มาแล้ว”

รวมถึงบุชซึ่งได้ติดต่อกับ ดร. แอนโทนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ และผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้ออันดับต้นๆ ของประเทศ รวมถึง ดร.เดบอราห์ เบิร์กซ์ ผู้ประสานงานด้านไวรัสโคโรนาของทำเนียบขาว เพื่อทราบว่าจะมีการส่งเสริมวัคซีนอย่างไรบ้าง โดยบุชต้องการที่จะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนได้รับการฉีดวัคซีน

เช่นเดียวกับคลินตันที่กล่าวว่าเขาพร้อมเข้ารับการฉีดวัคซีนและจะฉีดต่อหน้าสาธารณชนหากจะช่วยกระตุ้นให้ชาวอเมริกันทุกคนฉีดวัคซีนเช่นเดียวกัน

Photo by CHANDAN KHANNA / AFP

ทรัมป์จะลงเลือกตั้งอีกสมัยในปี 2024 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทรัมป์จะลงเลือกตั้งอีกสมัยในปี 2024 – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 03 ธ.ค. 2563 เวลา 14:05 น.ทรัมป์จะลงเลือกตั้งอีกสมัยในปี 2024โดนัลด์  ทรัมป์ เอ่ยปากเป็นครั้งแรกว่าอาจจะลงเลือกตั้งผู้นำสหรัฐอีกครั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า และกำลังเตรียมหาทางอภัยโทษให้ลูกๆ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เอ่ยปากเป็นครั้งแรกระหว่างการจัดปาร์ตี้วันคริสต์มาสที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นว่า อาจจะแพ้การเลือกตั้งครั้งล่าสุด และจะลงเลือกตั้งชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐอีกครั้งในปี 2024

“มันเป็น 4 ปีที่น่าอัศจรรย์มาก เรากำลังพยายามทำอีก 4 ปี หรือไม่งั้นคุณอาจเจอผมอีกทีใน 4 ปีข้างหน้า”

แม้จะผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว 1 เดือน แต่ทรัมป์ก็ยังไม่ยอมรับว่าตัวเองพ่ายแพ้ให้แก่ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ทั้งยังพยายามยื่นฟ้องร้องว่ามีการโกงการเลือกตั้งในหลายรัฐ แม้ว่า บิลล์ บาร์ อัยการสูงสุดจะยืนยันว่าไม่พบหลักฐานว่าเกิดการทุจริตการเลือกตั้งก็ตาม

นอกจากนี้ ในช่วงนี้ทรัมป์ยังพยายามเก็บตัวอยู่ในทำเนียบขาว ลดการปรากฏตัวต่อสาธารณะ และเข้าร่วมการประชุมอย่างเป็นทางการบ้าง แต่ยังคงทวีตข้อความกล่าวหาว่าถูกโกงเลือกตั้งในทวิตเตอร์อย่างต่อเนื่อง

ทว่า รายงานข่าวระบุว่า ทรัมป์กำลังเตรียมตัวก้าวลงจากตำแหน่งและพูดคุยหารืออถึงความเป็นไปได้ในการประกาศอภัยโทษล่วงหน้าให้ลูกๆ ทั้ง 3 คน ได้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์, เอริค และจาเร็ด คุชเนอร์ สามีของอิวองกา รวมทั้งรูดี จูลิอานี ทนายความส่วนตัว และพูดคุยกับจูลิอานีถึงการอภัยโทษให้ตัวเอง

หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานว่า ทรัมป์กังวลว่ากระทรวงยุติธรรมในยุคของไบเดนอาจหาทางแก้แค้นตัวเองโดยพุ่งเป้าไปที่ลูกๆ ทั้ง 3 คนจากทั้งหมด 5 คน เนื่องจาก โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ เคยถูกสอบสวนเรื่องสัญญาที่ทำกับเจ้าหน้าที่รัสเซียเพื่อนำข้อมูลออกมาโจมตี ฮิลลารี คลินตัน ระหว่างการเลือกตั้งเมื่อปี 2016 แต่บุตรชายบคนโตของทรัมป์ยังไม่เคยถูกตั้งข้อหา

ส่วนคุชเนอร์บุตรเขยเคยให้ข้อมูลเท็จกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลชั้นความลับของทางการ ขณะที่ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าเอริคและอิวองกาจะถูกดำเนินคดีในประเด็นใด แต่การสอบสวนกรณีหลีกเลี่ยงภาษีของบริษัท Trump Organisation โดยอัยการในเมืองแมนฮัตตันอาจโยงกลับมาถึงอิวองกา

ออสเตรเลียจับมือสหรัฐพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกยับยั้งจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ออสเตรเลียจับมือสหรัฐพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกยับยั้งจีน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 03 ธ.ค. 2563 เวลา 13:00 น.ออสเตรเลียจับมือสหรัฐพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกยับยั้งจีนออสเตรเลียและสหรัฐร่วมกันพัฒนาขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงขณะที่ความตึงเครียดกับจีนเพิ่มขึ้น

ซีเอ็นเอ็นรายงาน ออสเตรเลียร่วมมือกับสหรัฐในการพัฒนาขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงเพื่อตอบโต้จีนและรัสเซียซึ่งกำลังพัฒนาขีปนาวุธเช่นเดียวกัน

ไมเคิล ครัตซิออส รักษาการในกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวว่าโครงการนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า การทดลองวิจัยการบินแบบบูรณาการเซาเธิร์นครอส (Southern Cross Integrated Flight Research Experiment-SCIFiRE) ซึ่งจะสร้างความมั่นใจว่าสหรัฐและพันธมิตรของสหรัฐเป็นผู้นำโลกในการพัฒนาขีดความสามารถในการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง

ลินดา เรย์โนลด์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลียกล่าวว่าออสเตรเลียจะลงทุนต่อไปเพื่อให้กองกำลังของประเทศมีทางเลือกมากขึ้นในการรับมือกับผู้ที่รุกรานผลประโยชน์ของออสเตรเลีย โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณและระยะเวลาในการพัฒนาขีปนาวุธดังกล่าว

เรย์โนลด์ส กล่าวว่าการลงทุนในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคของออสเตรเลียรวมถึงพันธมิตรด้านความมั่นคง ซึ่งออสเตรเลียยังคงยึดมั่นในสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

ทั้งนี้ ออสเตรเลียกล่าวในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้น 40% ในช่วง 10 ปีข้างหน้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารในการโจมตีระยะไกลทั้งทางอากาศ, ทางทะเล และทางบก

โดยในปีนี้ออสเตรเลียได้จัดสรรงบประมาณสูงถึง 6,800 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับระบบป้องกันขีปนาวุธระยะไกลความเร็วสูงรวมถึงการวิจัยด้านความเร็วเหนือเสียง

โดยการพัฒนาขีปนาวุธของออสเตรเลียและสหรัฐอาจเพิ่มแรงกดดันให้กับจีน ซึ่งประกาศตัวเป็นศัตรูกับออสเตรเลีย และความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศย่ำแย่ลงจนถึงระดับต่ำสุดเมื่อเจ้าหน้าที่อาวุโสของจีนเผยแพร่ภาพปลอมซึ่งระบุว่าทหารออสเตรเลียถือมีดจ่อคอเด็กชาวอัฟกานิสถาน

นอกจากนี้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นออสเตรเลียระบุว่า ออสเตรเลียตั้งเป้าที่จะเริ่มทดสอบขีปนาวุธทางอากาศภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

ไบเดนยันไม่ยกเลิกข้อตกลงการค้าที่ทรัมป์ทำไว้กับจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไบเดนยันไม่ยกเลิกข้อตกลงการค้าที่ทรัมป์ทำไว้กับจีน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 03 ธ.ค. 2563 เวลา 11:30 น.ไบเดนยันไม่ยกเลิกข้อตกลงการค้าที่ทรัมป์ทำไว้กับจีนไบเดนเผยจะยังไม่ยกเลิกข้อตกลงการค้าและการเก็บภาษีนำเข้าที่ทรัมป์เคยตกลงไว้กับประเทศจีน

วันที่ 2 ธ.ค. โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐให้สัมภาษณ์กับเดอะนิวยอร์กไทมส์ ระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะยกเลิกข้อตกลงการค้าเฟสแรกที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามร่วมกับประเทศจีน และจะยังไม่มีการยกเลิกภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในทันทีที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

โดยไบเดนกล่าวว่าจะยังไม่ดำเนินการใดๆ ในทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง เนื่องจากเบื้องต้นจะต้องดำเนินการตรวจสอบและทบทวนข้อตกลงดังกล่าวเสียก่อน และยังกล่าวว่าต้องหารือกับพันธมิตรของสหรัฐในเอเชียและยุโรป เพื่อที่จะพัฒนากลยุทธ์ที่สอดคล้องกันก่อนที่จะดำเนินการเกี่ยวกับภาษีศุลกากร

ไบเดนกล่าวว่า “ผมคิดว่ากลยุทธ์ต่อประเทศจีนที่ดีที่สุดคือการให้ทุกฝ่ายที่เป็นหรือเคยเป็นพันธมิตรของสหรัฐยืนอยู่ข้างเดียวกัน มันจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในช่วงสัปดาห์แรกของการดำรงตำแหน่งของผม เพื่อพยายามให้พันธมิตรของสหรัฐยืนอยู่ข้างเดียวกับสหรัฐ”

นอกจากนี้ไบเดนยังเผยว่านโยบายหลักนั้นจะพุ่งเป้าไปที่การจัดการหลักปฏิบัติต่างๆ ของจีนที่ไม่ถูกต้อง อาทิ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การทุ่มตลาด การอุดหนุนภาคธุรกิจโดยไม่ถูกกฎหมาย และการบังคับให้บริษัทสัญชาติอเมริกันต้องถ่ายโอนเทคโนโลยีให้กับคู่ค้าในจีน เป็นต้น

ไบเดนยังกล่าวว่ารัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การบริหารของตนจะเน้นย้ำความสำคัญของการมุ่งจัดทำฉันทามติที่เป็นกลางภายในประเทศ รวมถึงการลงทุนและงานวิจัยและพัฒนาในประเด็นโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา เพื่อให้ภาคธุรกิจของสหรัฐสามารถแข่งขันกับจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ข้อตกลงการค้าเฟสแรกของสหรัฐและจีนได้ลงนามในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว จีนตกลงที่จะซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐอย่างน้อย 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงปี 2020-2021 และสหรัฐเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตรา 25%

Photo by CHANDAN KHANNA / AFP

จอร์จ โซรอส ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงม็อบไทยที่ถูกคนในบ้านเกิดเกลียดที่สุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จอร์จ โซรอส ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงม็อบไทยที่ถูกคนในบ้านเกิดเกลียดที่สุด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 22:00 น.จอร์จ โซรอส ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงม็อบไทยที่ถูกคนในบ้านเกิดเกลียดที่สุดการสนับสนุนทางการเงินให้กับองค์กรต่างๆ ทำให้เขาถูกโจมตีว่าพยายามสร้างความแตกแยกในประเทศอื่น

ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มราษฎรมีการพูดถึงบ่อยครั้งว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังแกนนำนักเรียนนักศึกษา และหนึ่งในเบื้องหลังนั้นมีชื่อของชาวต่างชาติอยู่คนหนึ่งที่ถูกพาดพิงบ่อยมาก นั่นก็คือ จอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีผู้คร่ำหวอดในวงการการเงินวัย 90 ปี ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” สนุบสนุนการชุมนุมเพื่อบ่อนทำลายประเทศไทย

ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเคยพูดถึงเขาว่า “ชอบเข้าไปยุ่งวุ่ยวายกับทุกสถานการณ์ทั่วโลก” ส่วนประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอาน ของตุรกีอ้างว่าโซรอสพยายามสร้างความแตกแยกและทำลายตุรกี

และไม่เฉพาะที่ไทย ตุรกี และรัสเซียเท่านั้นที่โซรอสเจอข้อหา “บ่อนทำลายประเทศ” แม้แต่ในฮังการีประเทศบ้านเกิดเจ้าตัวก็หนีไม่พ้นข้อกล่าวหาว่าพยายามล้มล้างรัฐบาล

เพื่อที่จะทำความเข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังของชายคนนี้เราต้องย้อนปูมหลังของเขาเสียก่อน

โซรอสเกิดเมื่อปี 1930 ที่ฮังการี ในครอบครัวชาวยิวโดยมีพ่อเป็นทนายความ โดยเขาใช้ชื่อว่า ยอร์จ ชวาร์ตซ์ (György Schwartz) ต่อมาครอบครัวต้องเปลี่ยนนามสกุลเป็นโซรอสเพื่อให้ฟังเหมือนเป็นชาวฮังการีมากกว่าชาวยิว เนื่องจากช่วงนั้นกระแสเกลียดชังชาวยิวค่อนข้างรุนแรงในฮังการี

ช่วงที่กองทัพนาซีของเยอรมนีบุกฮังการี พ่อของโซรอสได้ติดสินบนเจ้าหน้าที่ให้เปลี่ยนประวัติของครอบครัวว่าไม่ใช่ชาวยิว เพื่อไม่ให้ถูกนาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รวมทั้งช่วยชีวิตชาวยิวไว้หลายคน

การเปลี่ยนประวัติครอบครัวทำใหโซรอสถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และยึดทรัพย์สินชาวยิวในฮังการี และยังถูกกล่าวหาอีกว่าไม่ใช่ชาวยิว แต่เป็นนาซีเยอรมันที่รอดชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ฝ่ายที่กล่าวหาจะไม่เคยมีหลักฐานมาสนุบสนุนเลยก็ตาม

ต่อมาในปี 1947 โซรอสย้ายไปอังกฤษ และเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย London School of Economics ก่อนจะย้ายไปอยู่สหรัฐ กลายเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยจากการลงทุนและเป็นผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟัน

หลังทำกำไรจากการลงทุนได้มหาศาล ในปี 1979 โซรอสตัดสินใจตั้งมูลนิธิ Open Society Foundation โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความยากจน ส่งเสริมความโปร่งใส และให้ทุนการศึกษาทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปตะวันออกและอดีตสหภาพโซเวียต

หนึ่งในนักศึกษาที่ได้ทุนจากมูลนิธิของโซรอสไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดก็คือ ประธานาธิบดี วิกตอร์ ออร์บัน ของฮังการี ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับโซรอสอยู่ในขณะนี้ และในอีก 2 ทศวรรษต่อมาทางมูลนิธิยังบริจาคเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐให้รัฐบาลของออร์บันเพื่อนำไปใช้ทำความสะอาดหลังโคลนและน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน

นับตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิ โซรอสบริจาคเงินไปแล้วกว่า 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทว่ามูลนิธิของเขามักจะสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ทำให้เขากลายเป็นตัวร้ายในสายตาของรัฐบาลชาตินิยมและรัฐบาลที่ไม่ฝักใฝ่แนวคิดเสรีนิยม และเป็นเป้าหมายโจมตีหมายเลขหนึ่งของประธานาธิบดีออร์บันที่มีแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง

มีการอ้างกันว่าประธานาธิบดีออร์บันดีรับคำแนะนำจาก อาร์เธอร์ ฟิงเคิลสตีน ที่ปรึกษาด้านการเมืองในตำนานที่เคยให้คำปรึกษาทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์, จอร์จ บุช ผู้พ่อ,โรนัลด์ เรแกน และริชาร์ด นิกสัน รวมทั้งเป็นคนที่ทำให้คำว่า “เสรีนิยม” เป็นคำแสลงหูในทางการเมือง ให้ใช้โซรอสเป็นตัวล่อเป้าความเกลียดชังเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง รวมทั้งให้ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้นำฮังการีสมัยที่ 2

ในการหาเสียงเมื่อปี 2017 ประธานาธิบดีออร์บันติดโปสเตอร์โจมตีโซรอสทั่วประเทศ เป็นภาพโซรอสกำลังยิ้มและมีข้อความว่า “อย่าให้โซรอสได้หัวเราะเป็นคนสุดท้าย” รวมทั้ง “99% ไม่ยอมรับผู้อพยพผิดกฎหมาย” เพื่อสร้างความเกลียดชังโซรอสและชุมชนชาวยิว จนะการเลือกตั้งกลับมา

ขณะที่โซรอสประกาศต่อสาธารณชนหลายครั้งว่าตัวเขาสนับสนุนให้กลุ่มประเทศยุโรปรับผู้อพยพราว 300,000 คนต่อปีโดยผ่านกระบวนการคัดกรอง โดยมองว่าเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายภาคการผลิตและการบริการของยุโรป

แนวคิดและท่าทีของโซรอสในเรื่องการรับผู้อพยพ ไม่เป็นที่พอใจของรัฐบาลพรรคฟิแดสซ์ (Fidesz) ของฮังการี ซึ่งมีจุดยืนแบบชาตินิยมขวาจัด ต่อต้านยิวและอิทธิพลจากต่างชาติ รวมทั้งปิดประตูไม่ต้อนรับผู้อพยพ

ส่วนตัวประธานาธิบดีออร์บันเองก็โจมตีว่า โซรอสมีแผนจะปล่อยให้ผู้อพยพหลั่งไหลเข้ามาในฮังการีและทำลายประเทศของตัวเอง และยังกล่าวหาว่ามหาเศรษฐีวัย 90 ปีทำลายชีวิตผู้คนนับวิบนับร้อนล้านคนจากการเก็งกำไรค่าเงิน

นอกจากตัวโซรอสเอง เราไม่มีทางรู้ความจริงเลยว่าเจตนาที่แท้จริงในการก่อตั้งมูลนิธิของ Open Society Foundation เป็นไปเพื่อวางยาประเทศอื่น รวมทั้งฮังการีหรือไม่

แต่ในมุมมองของ ฮานเนส กราสเซเกอร์ ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์  Das Magazin ในวิตเซอร์แลนด์ ไม่ว่าจะที่ไหนในโลกโซรอสก็ถูกเกลียดชังทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเพราะรากเหง้าและอาชีพการงานของเขา “ฝ่ายขวาจัดเกลียดเขา (โซรอส) เพราะเขาเป็นชาวยิว ฝ่ายซ้ายจัดเกลียดเขาเพราะเขาเป็นนักลงทุน”

กระเทาะแก่นการศึกษาไทย ถ้าไม่สนใจเครื่องแบบนักเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กระเทาะแก่นการศึกษาไทย ถ้าไม่สนใจเครื่องแบบนักเรียน (komchadluek.net)

กระเทาะแก่นการศึกษาไทย ถ้าไม่สนใจเครื่องแบบนักเรียน

กระเทาะแก่นการศึกษาไทย ถ้าไม่สนใจเครื่องแบบนักเรียน

2 ธันวาคม 2563 – 19:50 น.

เริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาด้วยการยอมรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ผู้ที่ต้องรับผลจากการจัดการศึกษาไทย ไม่ใช่ให้ผู้ใหญ่คิดแทน หยุดการแย่งตำแหน่ง ปรับโครงสร้าง เพิ่มเงินเดือน มาฟังเด็กดูบ้าง…โดยชัยวัฒน์ ปานนิล

อย่าบดบังและกดทับการศึกษาไทยด้วยเครื่องแบบนักเรียน

หลายท่านอาจจะคิดว่า แค่เครื่องแบบนักเรียนยังใส่ไม่ได้ จะทำอะไรได้ เป็นคำตอบง่ายๆ ที่จะปัดไม่รับฟังความคิดของเด็ก ที่ผ่านมาการศึกษาไทยมีการปฏิรูปมาแล้วหลายครั้ง แต่เป็นการปฏิรูปโดยผู้มีอำนาจทางการบริหาร สุดท้ายก็จบแค่โครงสร้างและตำแหน่ง 

อ่านข่าว : เปิดใจรับฟัง หาความต่าง ‘135 ปี’ เครื่องแบบนักเรียนไทย

แต่ครั้งนี้เป็นการปฏิรูปการศึกษาที่เริ่มโดยนักเรียน ถ้ายอมรับและฟังความคิดของเด็กได้ ปลดเครื่องแบบนักเรียนออก ท่านอาจจะได้เห็นเนื้อในของวงการศึกษา

ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็น ขอบอกไว้ก่อนว่า เครื่องแบบไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ชุดเครื่องแบบหรือชุดยูนิฟอร์มนั้น มีการเริ่มสวมใส่กันมาตั้งแต่ในสมัยยุคโรมัน สำหรับประเทศไทยของเราการสวมใส่เครื่องแบบเริ่มมีขึ้นมาตั้งแต่สมัย สุโขทัย อยุธยา จนเข้ามาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น 

แล้วพัฒนามาเรื่อยๆ จนถึงสมัยช่วงรัชกาลที่ 4 และในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปรับปรุงจนทำให้เกิดเป็นชุดราชปะแตน ซึ่งมีที่มาจาก คำว่า “ราช” รวมกับคำว่า “แพทเทิร์น” กลายเป็น ราชปะแตน ชุดราชปะแตนจะเป็นเสื้อสีขาวลักษณะคอเสื้อจะเป็นคอตั้ง ทรงเสื้อจะมีลักษณะแบบแขก มีกระดุมด้านหน้า 5 เม็ดด้วยกัน ส่วนด้านล่างจะเป็นการนุ่งโจงกระเบนและใส่รองเท้าแบบฝรั่ง

เครื่องแบบ (Uniform) จริงๆ แล้วหมายถึง การอยู่ภายใต้ข้อบังคับบางอย่าง เพื่อให้ผู้ที่สวมใส่มีลักษณะเหมือนกันเป็นเนื้อเดียวกัน มีความเป็นหมู่คณะ จัดอยู่ในกลุ่มหรือหมวดหมู่เดียวกันไม่ว่าจะเป็น ชุดนักเรียน ชุดนักศึกษา ชุดแต่งงาน ชุดทำงาน ชุดพนักงาน หรือแม้กระทั่งชุดพ่อครัว

ในสังคมของเรานั้นต้องมีการจัดการกับคนหมู่มาก เพื่อให้สามารถแยกแยะผู้คนได้ จึงทำให้เกิดเป็นเครื่องแบบขึ้น และชุดเครื่องแบบยังถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลดความเป็นตัวตนของผู้ที่สวมใส่ ยกตัวอย่าง เช่น การใส่ชุดนักเรียน ก็จะทำให้เรารู้ว่าในช่วงนั้นคือเราควรทำอะไร มีขอบเขตแค่ไหน ช่วยในการกล่อมเกลาจิตสำนึกว่าผู้ที่สวมใส่อยู่คือเยาวชนที่มีหน้าที่เล่าเรียนหนังสือและกำลังสวมบทบาทเยาวชนของชาติ

กระเทาะแก่นการศึกษาไทย ถ้าไม่สนใจเครื่องแบบนักเรียน

นอกจากนี้แล้วเครื่องแบบบางอย่างยังสวมใส่เพื่อเป็นการแสดงตัวตนให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ชุดของเหล่าอาร์ตติสที่ส่วนใหญ่มักจะเห็นว่าเป็นชุดสีดำล้วน ดังนั้นเครื่องแบบจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในชีวิตประจำวันเพื่อทำให้เราสามารถรู้ได้ว่าคนนี้ทำอาชีพอะไร คนที่ใส่เครื่องแบบเองก็จะรู้ว่าตัวเองมีขอบเขตในการปฏิบัติตัวอย่างไร นี่จึงเป็นคำตอบที่ว่าทำไมต้องใส่เครื่องแบบ

ย้อนกลับมาที่ ทำไมถึงต้องมาสนใจ เรื่องการแต่งตัวของนักเรียน ทั้งๆที่ระบบการศึกษามีปัญหาตั้งมากมาย เรื่อง การศึกษา ที่ถูกมองและแก้โดยผู้ใหญ่มาหลายหน เช่น โรงเรียนไม่พอ ,หลักสูตรไม่พัฒนา ,ภาษาไม่ได้ ,วิชาการแพ้เพื่อนบ้านแม้แต่ในอาเซียน ,ปิดเทอมไม่ตรงประเทศรอบข้าง ,หนี้ครูท่วมหัว ,ละเมิดทางเพศในโรงเรียน ,นักเรียนยกพวกตีกัน ฯลฯ 

คิดและแก้วนเวียนอยู่กับผู้บริหาร นักวิชาการศึกษา ที่เรียกกันสวยหรูว่า “ปฏิรูปการศึกษา” สุดท้ายก็จบกันแค่ปรับโครงสร้าง เงินเดือนและตำแหน่ง ผู้บริหารเพิ่มมากขึ้น ครูได้ค่าตอบแทนมากขึ้น (แต่ก็ยังเป็นหนี้เหมือนเดิม) ผู้บริหารระดับสูงแทบจะเดินชนกัน แต่การศึกษาทำไมไม่ดีขึ้น

ถึงคราวของเด็กเขาคิดบ้าง เขาก็อยากสะท้อนปัญหาบ้าง เครื่องแบบไม่ได้น่ารังเกียจขนาดนั้น อย่าหลงประเด็นไป นักเรียนเขาต้องการสะท้อน ”อำนาจนิยม” ที่กดทับอยู่มากกว่า อย่าสงสัยเลย ว่า ”เครื่องแบบนักเรียน“ กลายเป็น “อำนาจที่กดทับ” ไปได้อย่างไร แค่เรื่องการสถาปนาอำนาจนำแบบพื้นๆก็อธิบายได้แล้ว การดำรงอยู่ของอำนาจนำ ไม่ได้จัดการตัวเองด้วยมิติเดียว มันสร้างภาพลวงไว้หลายมิติ ทั้งอำนาจ”แข็ง” และอำนาจ “อ่อน”

เครื่องแบบเป็นแค่สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและสะท้อนในเชิงรูปธรรมของ นักเรียนได้ง่ายที่สุดแล้วเท่านั้นเอง หลังจากเขาเห็นว่าการแก้ปัญหาแบบ “ถอดบทเรียน” ตามเวทีสัมมนา มันก็แค่นั้น สังคมลืมตั้งแต่ผู้อภิปรายยังไม่ลงจากเวที การเปิดประเด็นสู่การถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวาง จึงต้องลงมือทำอย่างเห็นจริง

ถอดเครื่องแบบของระบบการศึกษาออก เพื่อพิจารณาปัญหาที่แท้จริง ถึงเวลารับรู้ รับฟัง จากผู้ที่ได้รับผลที่แท้จริงจากการศึกษา กันเสียที!!!

จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน (komchadluek.net)

จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน

จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน

2 ธันวาคม 2563 – 19:25 น.

เป็น ‘เด็กอาชีวะ’แล้วไง ทำความรู้จักเขาให้มากขึ้น ‘ดร.พระนาย กังวาลรัตน์’ อดีตเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน เรื่องและภาพโดย อลงกรณ์ รัตตะเวทิน

“การที่เราจะใช้ชีวิตการทำงานได้ดีนั้น อาจต้องมีต้นแบบและแรงบันดาจใจที่ดีด้วยเช่นกัน”

มุมมองจากศิษย์เก่าราชมงคล CEO รายใหญ่มากความสามารถระดับแถวหน้าของเมืองไทย ที่โดดเด่นทั้งเรื่องงานและการบริหาร สำหรับ ดร.พระนาย กังวาลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจด้านพลังงานและการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ ที่น่าจับตามองอยู่ขณะนี้

ความสงสัยเริ่มต้นขึ้นเมื่อเอ่ยถึงชื่อ ‘พระนาย’ ซึ่งเป็นชื่อที่พระได้ตั้งให้ เป็นคำลำลองสำหรับผู้มีบรรดาศักดิ์ชั้นสูงในสมัยก่อน ปัจจุบันเขาอายุ 46 ปี จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี) ปริญญาโทและเอก วิศวกรรมศาสตร์ เช่นเดียวกันจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง

ดร.พระนาย เล่าว่า ตนเป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรี พ่อและแม่รับราชการ ทางบ้านผลักดันให้เรียนสูง ๆ เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งเดียวที่มีค่าติดตัวเราไปตลอด หลังจากที่เรียนสายช่างมาตลอด ก็มุ่งตรงในการเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ต่อไป ช่วงที่เรียน ป.ตรี นับเป็นช่วงที่สนุก มีพรรคพวกและความสัมพันธ์เหนียวแน่น การเดินทางไปเรียนสมัยนั้นค่อนข้างลำบาก จึงได้เช่าบ้านอยู่กับเพื่อนด้วยกันย่านพรธิสาร จ.ปทุมธานี

“ที่ราชมงคล สอนและสร้างสมความเป็นนักปฏิบัติ เน้นการใช้เครื่องไม้เครื่องมืออย่างเต็มที่ ให้ลุยหน้างานจริง ถือเป็นความโดดเด่นที่พิสูจน์ได้จนถึงทุกวันนี้”

ก่อนก้าวมาเป็น CEO เคยทำงานที่บริษัทโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยแห่งหนึ่งมาก่อน และเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง จึงได้ผันตัวออกมาตั้งบริษัทเกี่ยวกับไฟฟ้าร่วมกับเพื่อนเป็นเวลา 2-3 ปี จนพบว่าตลาดที่เราถืออยู่นั้นเติบโต มีแนวโน้มที่ดีในอนาคต บวกกับทีมงานของเรามีความชำนาญและประสบการณ์มากขึ้น

จึงแยกส่วนมาตั้งเป็นบริษัทของตนเอง เริ่มต้นจากห้องแถวเล็ก ๆ ค่อยเป็นค่อยไปอย่างมั่นคง และเติบโตเรื่อยมาจนสามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันเติบโตกว่า 10 เท่าที่เป็นอยู่เดิม และมีสินทรัพย์มากกว่าหมื่นล้านบาทในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงาน

บริษัทของเราทำ 4 ธุรกิจหลัก คือ (1) ธุรกิจออกแบบ จำหน่าย และติดตั้งระบบจ่ายไฟฟ้าและตรวจวัดจัดการสภาพแวดล้อม (2) ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน และโรงไฟฟ้าพลังงานหลัก (3) ธุรกิจจำหน่ายและขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเหลว และ (4) ธุรกิจการก่อสร้าง และจัดหาทางวิศวกรรมของโรงไฟฟ้า คลังแก๊ส และคลังน้ำมัน อีกทั้งมีการลงทุนในธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่ออีกด้วย โดยมีลูกน้องผู้ร่วมงานกว่า 300 ชีวิต

ล่าสุดบริษัทได้รับรางวัลบริษัทจดทะเบียนยอดเยี่ยมแห่งปี Best Public Company of the Year 2020 จากวารสารการเงินธนาคาร “รางวัลดังกล่าว มองว่าเกิดขึ้นจากการเติบโตของบริษัท ผลกำไร การดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงธรรมาภิบาล หากมองย้อนกลับไปจากธุรกิจห้องแถวเล็ก ๆ ดังที่กล่าว จนจับต้องสินทรัพย์กว่าหมื่นล้านบาท นั่นอาจเป็นเพราะว่าเรามีเหล่ากัลยาณมิตรทางธุรกิจที่ดี”

ขณะที่ความสำเร็จทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง พระนายก็ยอมรับว่ามีปัญหา อุปสรรค รวมถึงวิกฤตเกิดขึ้นอยู่บ้าง อย่างที่กำลังประสบอยู่คือการระบาดของโควิด-19 ซึ่งธุรกิจทุกภาคส่วน ทั้งเล็กกลางใหญ่ต่างได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้นทั่วโลก

โดยบริษัทเองก็ประสบปัญหา กล่าวคือ มีการใช้พลังงานน้อยลง ทำให้ยอดขายลดลง รายได้หรือกำไรก็ลดลง แต่มองว่าเป็นโอกาสในการปรับตนเอง “กระแสเงินสด หรือ Cash Flow เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญมาก” เราต้องบริหารให้ดี รัดกุม ไม่ก่อให้เกิดหนี้เสีย มีการเจรจาลดดอกเบี้ยกับธนาคาร

นำการบริหารแบบ LEAN Management มาปรับใช้ ขณะเดียวกันเราก็ต้องใช้เทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการประชุมออนไลน์ การใช้ซอฟต์แวร์ในการพัฒนาตนเอง หรือแม้กระทั่งการดูแลป้องกันตนเอง

“บริษัทเราโชคดีอย่างหนึ่งที่มีคนรุ่นใหม่ไฟแรงมาร่วมงาน พวกเขาสามารถปรับตนเองได้ง่าย เรียนรู้ไว และกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา”

หากจะมองหาคนร่วมงาน นอกจากการรับคนที่ตรงสาขาแล้ว จะพิจารณาถึงความรับผิดชอบ ความมุ่งมั่นทุ่มเท สิ่งเหล่านี้สังเกตได้จากการทดลองงาน และการประเมินผล ขณะเดียวกันก็ชอบที่คนกล้าลุยงาน และทำงานเป็นอย่างมืออาชีพ

แง่คิดสำคัญที่เชื่อมั่นและใช้มาตลอด นั่นคือ “ถ้าเราทำในสิ่งเราถนัด เราจะทำออกมาได้เป็นอย่างดี” บางคนหลงทางกับธุรกิจ สับสนตลาด สับสนกับลูกค้าเป้าหมาย ดังนั้นการมีทีมที่ปรึกษาทางธุรกิจ จึงเป็นเรื่องที่ดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจสตาร์ทอัพ ส่วนการสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจ ก็นับว่าเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง เนื่องจากเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ที่จะช่วยพาบริษัทก้าวต่อไป

ถามถึงแนวทางในอนาคตต่อจากนี้ พระนาย ตอบอย่างมั่นใจที่ว่า “ทุกธุรกิจและทุกบริษัท ต่างก็ต้องการความมั่นคง การเติบโตด้วยความแข็งแกร่ง เพื่อให้ดำรงอยู่ได้ต่อไป ภายใต้สถานการณ์แวดล้อมทั้งที่ควบคุมได้และไม่ได้ในเวลาเดียวกัน และนี่คือโจทย์ใหญ่อันสำคัญของนักบริหาร”

จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน

จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน

จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน

จากเด็กอาชีวะ สู่นักธุรกิจหมื่นล้าน

จากวิสัยทัศน์และมุมมองทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นทักษะที่ ดร.พระนาย เรียนรู้ สั่งสม ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ และสามารถเป็นต้นแบบจุดพลังให้กับผู้ประกอบการธุรกิจต่อไปได้

ศึกล้านนา ‘แม้ว’ ไม่ทน สยบเกม ‘จตุพร’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศึกล้านนา’แม้ว’ ไม่ทน สยบเกม ‘จตุพร’ (komchadluek.net)

ศึกล้านนา’แม้ว’ ไม่ทน สยบเกม ‘จตุพร’

  ศึกล้านนา'แม้ว' ไม่ทน สยบเกม 'จตุพร'

3 ธันวาคม 2563 – 18:09 น.

แผนโต้กลับ “เดอะตู่” เข้าเป้า ล่อ “ทักษิณ” ออกจากถ้ำ เปิดศึกชน “บุญเลิศ” ชำระแค้นแบบนิ่มๆ

++
    ศึกชิงเก้าอี้นายก อบจ.เชียงใหม่ ระหว่าง “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่ สังกัดกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม กับ “พิชัย เลิศพงศ์อดิศร” พรรคเพื่อไทย ได้ยกระดับจาก “ท้องถิ่น” เป็นระดับชาติเรียบร้อยแล้ว
    หลังจาก ทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลงทุนเขียนจดหมายอ้อนชาวเชียงใหม่ ให้เลือก “ส.วก้อง” พิชัย เป็นนายก อบจ.เชียงใหม่
    เนื้อหาของจดหมายน้อยจากดูไบ ได้เล่าถึงความสำเร็จของนโยบายประชานิยม สมัยรัฐบาลไทยรักไทย
    แต่ความแสบสันต์ของจดหมายออนไลน์ฉบับนี้ อยู่ตรงประโยคที่ว่า มีคนเพื่อไทยบางคน ทิ้งตระกูล “ชินวัตร”
    “ผมอาจจะถูกทิ้งโดยนักการเมืองบางคนไปบ้าง ผมรู้สึกเฉยๆครับ แต่ถ้าพี่น้องชาวเชียงใหม่บ้านเกิดของผมทิ้งผม ผมคงเสียใจมาก”

  ศึกล้านนา'แม้ว' ไม่ทน สยบเกม 'จตุพร'

                   สองพี่น้อง อ้อนคนเชียงใหม่ 

++
ใครทิ้งทักษิณ
++
    ทักษิณไม่ได้ระบุในจดหมายว่า นักการเมืองคนไหนทิ้งเขา แต่กลับยืมปาก “สุนัย จุลพงศธร” ที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐฯ พูดผ่านช่องยูทูบ ที่มีคนติดตามฟังมากมาย
    “สุนัย” อัด “จตุพร พรหมพันธุ์” ตรงๆว่า ทิ้งพรรคเพื่อไทย ไปช่วยบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ แข่งกับคนของพรรค ซึ่งอดีต ส.ส.นครสวรรค์ บอกว่า บุญเลิศย้ายฝั่งไปแล้ว ไปสวามิภักดิ์กลุ่มเผด็จการ
    จริงๆแล้ว “บุญเลิศ” เจอข้อหา “อยู่ฝั่งเผด็จการ” และเคยให้การสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ มาตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562 
เมื่อถึงฤดูเลือกตั้งท้องถิ่น ก็เจอซ้ำอีก
    “บุญเลิศ” จึงต้องแก้เกมให้ “เดอะตู่” ประธาน นปช. มาช่วยยืนยันความเป็นคนฝั่งประชาธิปไตย
    โดยประธาน นปช. เดินสายปราศรัย 7 อำเภอ เน้นย้ำเรื่องเก่าสมัยรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญ 2560 

  ศึกล้านนา'แม้ว' ไม่ทน สยบเกม 'จตุพร'

                         จตุพร เล่นจริง เจ็บจริง 

    เนื่องจาก “บุญเลิศ” และหลานสาว ได้ทำจดหมายถึงประชาชน รณรงค์ไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ จึงถูก คสช.ดำเนินคดี ต้องพักงานในตำแหน่งนายก อบจ.เชียงใหม่ และไปติดคุก มทบ.11 อยู่ 1 เดือน 
    จตุพรเชิดชู “บุญเลิศ” เป็นนักสู้ประชาธิปไตย ยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย จนติดคุก 1 เดือน แถมโดนพรรคเพื่อไทยทอดทิ้ง
    หลังจบปฏิบัติการชุดแรก “บุญเลิศ” โพสต์เฟซบุ๊คว่า “ชัดเจนแล้วนะครับ ว่าผม และกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม อยู่ฝั่งประชาธิปไตย และเคียงข้างทุกคนเสมอมา” 


  ศึกล้านนา'แม้ว' ไม่ทน สยบเกม 'จตุพร'

                   บุญเลิศขออยู่ฝั่งประชาธิปไตย

++
แค้นเจ๊แดง
++
    ย้อนไป 20 กว่าปีที่แล้ว นับแต่ทักษิณ ชินวัตร ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ตระกูล “บูรณุปกรณ์” ยืนเคียงข้างตระกูล “ชินวัตร” มาโดยตลอด
    บุญเลิศลงสนามนายก อบจ.เชียงใหม่ หนที่แล้ว ก็ยังสวมเสื้อกลุ่มเพื่อไทยเชียงใหม่ เพียงแต่หนนี้ “เจ๊แดง” สนับสนุน “ส.ว.ก้อง” ให้ลงสมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ มาแต่ปี 2561 
    นัยว่า ช่วงที่บุญเลิศโคน คสช.เล่นงานนั้น ปรากฏว่า ไม่มีใครยื่นมือมาช่วย และบุญเลิศต้องดิ้นรนต่อสู้ด้วยตัวเอง จึงมีข่าวลือไปถึงหูเจ๊แดงว่า บุญเลิศแปรพักตร์
    
    ปี 2561 ตอนที่ “ส.ว.ก้อง” พิชัย เลิศพงศ์อดิศร ทำทีมฟุตบอลเจแอลเชียงใหม่ สภากาแฟคนเมืองได้พูดกันหนาหูว่า “เจ๊แดง” กำลังปูทางให้ ส.ว.ก้อง มาลงเล่นสนามท้องถิ่นแทนบุญเลิศ
    ด้วยเหตุที่ตระกูล “บูรณุปกรณ์” อยู่กับการเมืองท้องถิ่นเชียงใหม่มานานกว่า 3 ทศวรรษ จึงหยั่งรากฝังลึกเครือข่ายไว้ทั่วทุกอำเภอ
    ส่วน “ส.ว.ก้อง” คนหน้าใหม่ เพิ่งเล่นการเมือง อาศัยแบรนด์เพื่อไทยอย่างเดียวไม่พอ แม้จะให้สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยาใจเจ๊แดงมาเดินแนะนำตัว ส.ว.ก๊อง ก็อาจไม่ทันการณ์
    “ทักษิณ” จึงต้องอ้อนคนเมืองผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อยืนยันว่า ส.ว.ก้องคือตัวแทนของ “ชินวัตร” 

อบจ.ฝั่งโขง 3 คน 3 ค่าย โตมาจากทักษิณ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อบจ.ฝั่งโขง 3 คน 3 ค่าย โตมาจากทักษิณ (komchadluek.net)

อบจ.ฝั่งโขง 3 คน 3 ค่าย โตมาจากทักษิณ

อบจ.ฝั่งโขง 3 คน 3 ค่าย โตมาจากทักษิณ

3 ธันวาคม 2563 – 14:35 น.

นครนาคาเดือด “คนกันเอง”บรรเลงศึก อบจ. เครือญาติ ส.ส. ท้าชิงอดีตเด็กปั้น

++
ส่องสนามเลือกตั้งนายก อบจ.นครพนม ปี 2563 ถือว่าเป็นการแข่งขันที่คู่คี่สูสีมาก เพราะผู้สมัครตัวเต็ง ต่างมีจุดแข็ง จุดอ่อน ไม่ต่างกันมากนัก แถมกองเชียร์ระดับชาติก็ไม่ธรรมดา

อ่านข่าว…  “พ่อมดดำ” เพื่อไทยชายโขง ดับฝัน “ป๊อก”

อ่านข่าว… คู่รักคู่แค้น’ชิดชัย’ชน “กัลป์ตินันท์” 

อบจ.ฝั่งโขง 3 คน 3 ค่าย โตมาจากทักษิณ

แชมป์เก่า สมชอบ

ข้อสังเกตประการหนึ่ง ผู้สนับสนุนผู้สมัครนายก อบจ.นครพนม ทั้ง 3 คนคือ สมชอบ นิติพจน์ ,ศุภพานี โพธิ์สุ และณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ ล้วนแต่เป็นคนกันเอง เคยอยู่ใต้ร่มเงา “ทักษิณ” มาก่อน

++
อดีตเด็กปั้นไพจิตร
++
กองเชียร์เพื่อไทย นครพนม อาจรู้สึกแปลกๆ วันที่ “เกรียง กัลป์ตินันท์” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถ่อสังขารจากอุบลฯ มาถึงนครพนม เพื่อเปิดตัว “สมชอบ นิติพจน์” ผู้สมัครนายก อบจ. ในนามกลุ่มรวมเพื่อไทย..เพื่อนครพนม    

จากนั้น คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ได้มีมติส่งสมชอบ ลงสมัครนายก อบจ.นครพนม สังกัดพรรคเพื่อไทย    

“สมชอบ” เล่นการเมืองท้องถิ่น เป็น สจ.นครพนม เขต อ.ปลาปาก โดยการสนับสนุนของไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม สมัยที่ยังสังกัดพรรคความหวังใหม่    

ปี 2551 สมชอบ ได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.นครพนม สมัยแรก โดยการสนับสนุนของ ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน 

ปี 2555 สมชอบ แข่งกับ “น้ำผึ้ง” ณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ หลานสาว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เวลานั้น น้ำผึ้งได้สวมเสื้อเพื่อไทย ส่วนสมชอบ ลงสมัครอิสระ แต่สุดท้าย สมชอบชนะอีกครั้ง    

นายกฯ สมชอบ ตั้ง สุจินดา ศรีวรขาน ภรรยา ไพจิตร ศรีวรขาน นั่งรองนายก อบจ.คนที่ 1 และพูนสุข โพธิ์สุ ภรรยา ศุภชัย โพธิ์สุ นั่งรองนายก อบจ. คนที่ 2    

พูดง่ายๆ สมชอบ ได้ “สิงห์เหนือ“ ครูแก้ว ศุภชัย โพธิ์สุ พรรคภูมิใจไทย และ”เสือใต้” ไพจิตร ศรีวรขาน พรรคเพื่อไทย เป็นผู้สนับสนุนหลัก จึงชนะหลานสาวบิ๊กจิ๋ว    

ปีนี้ สถานการณ์เปลี่ยน สมชอบไปใช้บริการ “เสี่ยเกรียง” ส่วนสิงห์เหนือ-เสือใต้ ปั้นเด็กใหม่ส่งเข้าประกวดแทน

อบจ.ฝั่งโขง 3 คน 3 ค่าย โตมาจากทักษิณ

ลูกสาวครูแก้ว

++
ลูกสาวครูแก้ว
++
ขวัญ” ศุภพานี โพธิ์สุ กลุ่มนครพนมร่วมใจ ลูกสาวคนโตของ “ครูแก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ และ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ออกหาเสียงล่วงหน้ามาเป็นปีแล้ว    

สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ศุภชัย ส่งลูกสาว- ศุภพาณี ไปเป็นเลขานุการ รมว.มหาดไทย (ชวรัตน์ ชาญวีรกูล) เป็นการฝึกงานการเมือง และทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย ส.ส.ให้บิดามาหลายสมัย    

ศุภพานี ประกาศชื่อคณะผู้บริหารทันทีคือ นพ.อลงกต มณีกาศ อดีต ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อแผ่นดิน และชูกัน กุลวงษา อดีต ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย    

ครูแก้วโตมาจากการเมืองท้องถิ่น และลงสมัคร ส.ส.ก็สอบตกหลายหน แต่เริ่มมีบทบาทในสภาฯ สมัยพรรคพลังประชาชน และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์

อบจ.ฝั่งโขง 3 คน 3 ค่าย โตมาจากทักษิณ

คันคาย ส.ส.เก่า พาธนาธร และน้องชาย เดินหาเสียง

++
น้องคันคาย
++
“ณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ” น้องชาย อรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพยสิทธิ์ อดีต ส.ส.นครพนม 7 สมัย ก่อตั้งกลุ่มมหานครพนม เปิดตัวลงสมัครนายก อบจ.นครพนม ก่อนเจรจากับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โยกมาลงสมัครในนามคณะก้าวหน้า     

ณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ์ เดินตามรอยพี่ชายเล่นการเมืองท้องถิ่น และลงสมัคร ส.ส. แต่สอบตก    

สมัยรัฐบาลสมชาย และรัฐบาลสมัคร ณพจน์ศกร เป็นเลขานุการรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย และที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์     

ปี 2554 ณพจน์ศกร ลงสมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เขต 4 นครพนม สอบตก และปี 2562 มีชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อคนไทย ก็ไม่ได้เป็น ส.ส. ก่อนจะเบนเข็มมาเล่นการเมืองท้องถิ่น