Alibaba สั่นสะเทือน พนักงานสาวแฉถูกล่วงละเมิดทางเพศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660047

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 15:03 น.

Alibaba สั่นสะเทือน พนักงานสาวแฉถูกล่วงละเมิดทางเพศหลังถูกกล่าวหาว่าทีล่วงละเมิดทางเพศ อาลีบาบา (Alibaba) เปิดการสอบสวน สั่งพักงานพนักงานหลายคน

วิบากรรมของ Alibaba ยังไม่จบสิ้นหลังจากถูกทางการจีนจับตาและตรวจสอบบอยางต่อเนื่อง ล่าสุดยังอาจตกม้าตายอีกรอบจากกรณีอื้อฉาวภายใน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง ลิมิเต็ด (Alibaba Group Holding Ltd ) อี-คอมเมิร์ซ ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของจีน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า บริษัทได้สั่งพักงานพนักงานหลายคน หลังถูกพนักงานหญิงกล่าวหาโดยแฉเรื่องราวผ่านทางอินทราเน็ตของบริษัทว่าเธอถูกเจ้านายและลูกค้าล่วงละเมิดทางเพศ

เรื่องราวจากปากคำของหญิงสาวรายนี้ ซึ่งเผยแพร่ผ่านไฟล์ PDF จำนวน 11 หน้าที่เผยแพร่ทางออนไลน์ในวงกว้าง ทำให้เกิดกระแสสังคมออนไลน์บนเว็บไซต์ไมโครบล็อก Weibo ของจีน และเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาสอบสวนแล้วโดยตำรวจในเมืองจี่หนานกล่าวเมื่อเช้าวันอาทิตย์ว่าพวกเขากำลังสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว

“Alibaba Group มีนโยบายไม่อดทนต่อประพฤติมิชอบทางเพศ และรับรองว่าสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยสำหรับพนักงานของเราทุกคนคือสิ่งสำคัญสูงสุดของอาลีบาบา” โฆษกกล่าวในแถลงการณ์

“เราได้พักงานบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ต้องสงสัยว่าละเมิดนโยบายและค่านิยมของเรา และได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจภายในเพื่อตรวจสอบปัญหาและสนับสนุนการสอบสวนของตำรวจที่กำลังดำเนินอยู่”

พนักงานหญิงของ Alibaba ซึ่งไม่เปิดเผยตัวตนของเธอ กล่าวหาว่าเจ้านายของเธอบังคับให้เธอเดินทางไปทำธุรกิจกับเขาเพื่อไปพบลูกค้าของทีมในเมืองจี่หนาน ห่างจากสำนักงานใหญ่ของ Alibaba ในหางโจวประมาณ 900 กิโลเมตร

ตามที่ผู้หญิงคนนั้นบอก ในตอนเย็นของวันที่ 27 กรกฎาคม ลูกค้าจูบเธอ หลังจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว เธอตื่นขึ้นในห้องพักในโรงแรมในวันรุ่งขึ้นเสื้อผ้าถูกถอดออกและจำเหตุการณ์ในตอนเย็นก่อนไม่ได้เลย

ภาพกล้องวงจรปิดที่เธอได้รับจากโรงแรมแสดงให้เห็นว่าเจ้านายของเธอเข้ามาในห้อง 4 ครั้งในช่วงเย็น

เมื่อกลับมาถึงหางโจว เธอบอกว่าเธอรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวกับฝ่ายทรัพยากรบุคคลและผู้บริหารระดับสูงเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม โดยขอให้เจ้านายของเธอถูกไล่ออกและขอลาพักร้อน แม้ว่าฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะตกลงกันในขั้นต้น แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ไม่ปฏิบัติตาม

แดเนียล จาง (Daniel Zhang) ซีอีโอของ Alibaba ออกมาตอบระบสถานการณ์ความสับสนวุ่นวายหลังการแแฉเรื่องนี้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาบนกระดานข้อความภายในของบริษัท แม้ว่าบริษัทจะไม่เปิดเผยเนื้อหาที่โพสต์บนอินทราเน็ตอย่างเป็นทางการ แต่สำนักข่าวรอยเตอร์ได้ข้อมูลจากจากบุคคลที่เห็นโพสต์ซึ่งระบุว่า

“ไม่ใช่แค่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเท่านั้นที่ควรขอโทษ ผู้จัดการแผนกธุรกิจที่เกี่ยวข้องยังมีความรับผิดชอบและควรขอโทษสำหรับความเงียบและความล้มเหลวในการตอบกลับอย่างทันท่วงที” จางเขียน

“เริ่มจากผม เริ่มจากฝ่ายการจัดการ เริ่มจากฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ทุกคนที่ Alibaba ต้องเห็นอกเห็นใจ ไตร่ตรอง และลงมือทำ”

Alibaba ประกาศบนอินทราเน็ตว่าผู้บังคับบัญชาของผู้หญิงคนนี้ พนักงานที่ติดต่อเธอที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และฝ่ายการจัดการโดยตรงของบุคคลเหล่านั้น ถูกพักงานแล้ว อ้างจากบุคคลที่เห็นโพสต์

Photo by GREG BAKER / AFP

‘มวยไทย’ เทรนด์ออกกำลังกายที่กำลังมาแรงในยูนนาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660040

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 13:41 น.

‘มวยไทย’ เทรนด์ออกกำลังกายที่กำลังมาแรงในยูนนานปัจจุบันมีสมาคมมวยไทยผุดขึ้นมากมายในหลายเมืองใหญ่ ยังไม่นับรวมยิมมวยที่เปิดสอนมวยไทยอีกหลายแห่งทั่วประเทศ

คุนหมิง, 5 ส.ค. (ซินหัว) — หวังอวี่เฉิน  นักเรียนวัย 9 ขวบจากมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สวมนวมและสนับแข้งขณะออกหมัดและเตะอย่างขันแข็งระหว่างฝึกล่อเป้ากับครูฝึก

หวังฝึกเรียนมวยไทย อันเป็นศิลปะการต่อสู้ที่โจมตีด้วยกำปั้น เท้า ศอก และเข่า ในยิมมวยคุนหมิง องค์บาก อินเทอร์เนชันแนล มวยไทย แอนด์ บ็อกซิง แอนด์ เอ็มเอ็มเอ (Kunming OngBak international Muay Thai&Boxing&MMA) ในย่านชานเมืองของนครคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลอวิ๋นหนาน มานานกว่า 1 ปีแล้ว

“ผมเคยเป็นหวัดบ่อยครั้ง แต่หลังจากเล่นมวยไทย ก็ไม่ค่อยเป็นมากเท่าแต่ก่อนครับ แถมศักยภาพทางกีฬาของผมที่โรงเรียนก็พัฒนาขึ้นด้วย” หวังกล่าวพร้อมเบ่งกล้ามโชว์

หวังมาเรียนมวยที่ยิมดังกล่าวพร้อมกับหวังเจี้ยนวัย 36 ปี ผู้เป็นพ่อ ซึ่งเรียนมวยไทยที่นี่มาตั้งแต่ปี 2018

หวังผู้เป็นพ่อกล่าวว่า เขาสนใจมวยไทยหลังจากได้ดูภาพยนตร์เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ของไทยเรื่อง “องค์บาก” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อยิมแห่งนี้ด้วย และการฝึกมวยไทยนั้นทำให้เขามีสุขภาพดีขึ้น มีพละกำลังมากขึ้น และมีความเข้าใจในทักษะการป้องกันตัวเป็นอย่างดี

เขากล่าวต่อว่าพวกตนไม่ใช่พ่อลูกคู่เดียวที่เรียนมวยไทยด้วยกันในยิมองค์บาก โดยยิมแห่งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้กระชับความสัมพันธ์กับลูกๆ และช่วยให้เด็กได้รู้จักเพื่อนใหม่นอกโรงเรียน

ยิมมวยองค์บากก่อตั้งขึ้นในปี 2016 เป็นหนึ่งในยิมมวยไทยแห่งแรกในคุนหมิง มีสมาชิกอยู่มากกว่า 1,200 คน ในจำนวนนี้มี 400 คนเป็นสมาชิกที่มาใช้บริการเป็นประจำ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มวยไทยกลายเป็นกิจกรรมออกกำลังกายแบบใหม่ที่ได้รับความนิยมในของคนที่นี่

จูจิ่นชิว ครูฝึกวัย 37 ปี เจ้าของยิมมวยองค์บาก กล่าวว่าโดยทั่วไปแล้วลูกค้าผู้ชายจะมาฝึกมวยไทยเพื่อเพิ่มความเป็นชาย ขณะที่ผู้หญิงจะมีเป้าหมายเพื่อลดหุ่น ส่วนการฝึกมวยไทยสำหรับเด็กนั้นช่วยสร้างความแข็งแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ จึงผู้ปกครองพาลูกหลานมาฝึกมวยไทยกันมากขึ้น

โหลวลี่ผิง พนักงานออฟฟิศวัย 39 ปี ซึ่งเริ่มเรียนมวยไทยเมื่อปี 2016 กล่าวว่าการต่อยมวยไทยไม่ได้หมายความว่าเรามีแนวโน้มชอบใช้ความรุนแรง และเมื่อต้องรับมือกับความขัดแย้ง เราจะยับยั้งตนเองมากกว่าลงมือโดยวู่วาม โดยเธอเริ่มเรียนมวยไทยเพื่อบรรเทาความเครียดจากการทำงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันก็กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิต เธอยังพยายามฝึกมวยไทยให้หลานด้วยตัวเองอีกด้วย

ทัศนคติของโหลวสอดคล้องกับค่านิยมของมวยไทยที่จูต้องการจะถ่ายทอด เขาหวังว่าทุกคนที่เรียนเทคนิคการต่อสู้แบบมวยไทยจะมีความอ่อนโยนและทรงพลัง

จูชี้ว่าปัจจุบันมีสมาคมมวยไทยผุดขึ้นมากมายในหลายเมืองใหญ่ ยังไม่นับรวมยิมมวยที่เปิดสอนมวยไทยอีกหลายแห่งทั่วประเทศ “เนื่องจากมีคนมากมายที่หลงใหลมวยไทย ผมจึงคิดว่านี่เป็นโอกาสสำคัญที่จะพัฒนากีฬานี้ในประเทศจีน” ครูมวยหนุ่มทิ้งท้าย

เนื้อหาและภาพข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

พ่อค้าอาวุธในไทยสั่งลอบสังหารทูตเมียนมาประจำยูเอ็น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660031

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 11:50 น.

 พ่อค้าอาวุธในไทยสั่งลอบสังหารทูตเมียนมาประจำยูเอ็นสหรัฐระบุแผนเล่นงานทูตเมียนมาประจำ UN เข้าข่าย ‘รูปแบบการก่อกวน’ ของเผด็จการ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐประณามแผนการโจมตีเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำสหประชาชาติ (UN) ในนครนิวยอร์กเมื่อวันเสาร์ (7 ส.ค.) โดยระบุว่าสอดคล้องกับ “รูปแบบการก่อกวน” ของผู้นำเผด็จการเมียนมาและผู้สนับสนุนเผด็จการที่พยายามข่มเหงฝ่ายตรงข้ามทั่วโลก

ทางการสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันศุกร์พลเมืองเมียนมา 2 คนถูกจับกุมในรัฐนิวยอร์ก ฐานวางแผนร่วมกับพ่อค้าอาวุธในไทย ซึ่งขายอาวุธให้กองทัพพม่า เพื่อสังหารหรือทำร้ายเอกอัครราชทูตสหประชาชาติของเมียนมาร์

เอกอัครราชทูต จอ โม ตุน (Kyaw Moe Tun) ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของเมียนมา ซึ่งถูกทหารโค่นล้มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันพุธว่า มีการข่มขู่เขา และทางการสหรัฐ ได้เพิ่มความปลอดภัยให้กับเขา

ลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ (Linda Thomas-Greenfield) เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ภัยคุกคาม “สอดคล้องกับรูปแบบที่กรก่อกวนของผู้นำเผด็จการและผู้สนับสนุนของพวกเขาที่มีอยู่ทั่วโลก … เพื่อข่มเหงและปราบปรามนักข่าว นักเคลื่อนไหว และคนอื่นๆ ที่กล้าพูด หรือต่อต้านพวกเขา”

โธมัส-กรีนฟิลด์ยังอ้างถึงคริสตินา ชิมานูสกายา (Krystsina Tsimanouskaya) นักกีฬาชาวเบลารุสที่ปฏิเสธที่จะกลับบ้านจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวและลี้ภัยในโปแลนด์ รวมถึงแผนการที่ขัดขวางโดยชาวอิหร่านหลายคนเพื่อลักพาตัวนักข่าวและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิชาวนิวยอร์กที่วิพากษ์วิจารณ์อิหร่าน

“นี่เป็นเพียงการปราบปรามข้ามชาติครั้งล่าสุดเท่านั้น และต้องพบกับการประณามของโลก และต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่”

สำนักข่าว The New York Time รายงานตามเอกสารของศาลและอัยการว่า การสมคบคิดเริ่มขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วเมื่อพ่อค้าอาวุธของไทย ซึ่งอัยการรัฐบาลกลางกล่าวว่าขายอาวุธให้กองทัพเมียนมาร์ ติดต่อเพียว เฮน ทุต (Phyo Hein Htut) หนึ่งในผู้ก่อเหตุ

หลังจากได้รับการติดต่อจากผู้ค้าอาวุธในประเทศไทยแล้ว เพียว เฮน ทุต หนึ่งในผู้ก่อเหตุตกลงที่จะ “จ้างผู้โจมตี” เพื่อทำร้ายเอกอัครราชทูตจอ โม ตุน เพื่อพยายามที่จะบังคับให้เขาสละตำแหน่งหากเอกอัครราชทูตซึ่งทหารของเมียนมาพยายามเปลี่ยนตำแหน่งหลายครั้ง แต่โจ มอ ตุน ปฏิเสธที่จะลาออก ดังนั้นผู้ค้าอาวุธในไทยจึงเสนอให้ผู้ลงมือทำการสังหารทูตโจ มอ ตุน เสีย

เพียว เฮน ทุตบอกกับผู้สืบสวนของ FBI ว่าพ่อค้าอาวุธในไทยกล่าวว่าได้ตัดสินใจที่จะติดต่อ เพียว เฮน ทุตทาง Facebook และผ่าน FaceTime หลังจากที่เขาได้เห็นรูปถ่ายของ เพียว เฮน ทุต เอกสารของศาลระบุว่าผู้ค้าอาวุธรายนี้ซึ่งไม่ได้ระบุชื่อ เสนอเงินให้ เพียว เฮน ทุตเพื่อจ้างคนมาทำร้ายทูตและบังคับให้เขาออกจากตำแหน่ง และฆ่าเขาหากเขาไม่เห็นด้วย

ผู้สมคบคิดอีกคนคือ เย เฮน ซอ รับหน้าที่เป็นคนกลางติดต่อระหว่างนายหน้าค้าอาวุธของไทยและเป็นผู้รับเงิน 4,000 ดอลลาร์ผ่านแอปชำระเงิน Zelle ในปลายเดือนกรกฎาคม เย เฮน ซอ บอกกับผู้สอบสวนว่าเขาติดต่อกับผู้ค้าอาวุธชาวไทยเป็นประจำ โดยจ่ายเงินแทนเขา และเพิ่งจองการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาให้กับคนอีก 2 คน ตามคำขอของผู้ค้าอาวุธชาวไทย

ทั้งนี้ ผู้ลงมือคือ เพียว เฮน ทุต (Phyo Hein Htut) อายุ 28 ปี และเย เฮน ซอ (Ye Hein Zaw) อายุ 20 ปี ซึ่งอัยการกล่าวว่าทำหน้าที่เป็นสื่อกลางและจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนในการทำร้ายทูตเมียนมา แต่ละคนต้องเผชิญกับข้อหาสมรู้ร่วมคิดที่จะประทุษร้ายร่างกายและโจมตีเจ้าหน้าที่ต่างประเทศด้วยความรุนแรง

อิสราเอลยังไม่ชนะโควิด ต้องงัดมาตรการคุมเดลตาอีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660029

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 11:11 น.

อิสราเอลยังไม่ชนะโควิด ต้องงัดมาตรการคุมเดลตาอีกครั้งอิสราเอลฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็วและดูเหมือนเอาชนะโควิด-19 เริ่มเอาไม่อยู่ติดเชื้อเกือบ 4,000 ต่อวันงัดมาตรการมาใช้อีก

กระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอบเมื่อวันศุกร์รายงานผู้ป่วยโควิด-19ใหม่เกือบ 4,000 รายในวันก่อนหน้าและเตรียมจะประกาศข้อจำกัดใหม่เพื่อควบคุมการระบาดที่จะมีผลในสัปดาห์หน้า

ตามตัวเลขของกระทรวงพบผู้ติดเชื้อ 3,843 รายในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันที่มีผู้ป่วยรายใหม่ทะลุ 3,000 ราย มีผู้ติดเชื้อ 27,525 รายจากการติดเชื้อที่ได้รับการยืนยัน 891,811 รายในอิสราเอลตั้งแต่เริ่มระบาด (ทั้งนี้ ไม่รายงานสถิติในวันหยุดสุดสัปดาห์)

กระทรวงยังระบุด้วยว่า จากประชากรของอิสราเอลประมาณ 9.3 ล้านคน มากกว่า 5.8 ล้านคนได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดส เกือบ 5.4 ล้านคนได้รับสองโดส และเพียง 350,000 คนได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นโดสที่สาม

The Times of Israel รายงานว่าเมื่อวันพฤหัสบดีกระทรวงได้อนุมัติการขยายข้อจำกัดการชุมนุมภายใต้ระบบ Green Pass โดยนับตั้งแต่วันอาทิตย์เป็นต้นไป การชุมนุมทุกขนาด ทั้งในบ้านและนอกบ้าน จะเปิดโอกาสให้เฉพาะผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีน หรือผู้ที่หายจากไวรัส หรือผู้ที่มีผลตรวจโควิดเป็นลบ ซึ่งจะครอบคลุมไปยังการบริการของโรงแรม ร้านอาหาร และโรงยิมด้วย

ทั้งนี้ ระบบ Green Pass จะมักำหนดการบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นระบบบันทึกว่าคนๆ นั้นปลอดจากไวรัสหรือฉีดวัคซีนแล้ว เพื่อแสดงตนเมื่อเข้าไปในสถานที่ที่มีคนมากกว่า 100 คน

คณะรัฐมนตรีจัดการโคโรนาไวรัสยังอนุมัติข้อจำกัดหลายประการ เช่น ให้สวมหน้ากากออกนอกบ้านในที่ที่มีการชุมนุม 100 คนขึ้นไป งานในสำนักงานข้าราชการจะลดขนาดกลับไปเป็นร้อยละ 50 โดยสนับสนุนให้ภาคเอกชนอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้

ก่อนการประกาศมาตรการเหล่านี้ ดูเหมือนว่าอิสราเอบจะเอาตัวรอดโรคระบาดได้ด้วยโครงการฉีดวัคซีนจำนวนมากอย่างรวดเร็ว แต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน เริ่มกลับมามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เพราะสายพันธุ์เดลตา โดยมีผู้ป่วยรายใหม่มากถึงครึ่งหนึ่งที่ได้รับวัคซีนแล้ว ตามที่ Business Insider รายงาน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับวัคซีนมีอาการความรุนแรงน้อยกว่า

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม อิสราเอลเริ่มฉีดวัคซีน Pfizer/BioNTech ครั้งที่ 3 แก่ผู้สูงวัย ตามผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงหลังจากผ่านระยะเวลาหลายเดือน

Photo by EMMANUEL DUNAND / AFP

สหรัฐติดเชื้อพุ่งสูงสุดรอบ 6 เดือน แม้จะฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660024

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 10:03 น.

สหรัฐติดเชื้อพุ่งสูงสุดรอบ 6 เดือน แม้จะฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเดลตากำลังรุกรานสหรัฐอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 6 สัปดาห์หลังเคสต่ำสุดกลับมาสูงสุดในรอบ 6 เดือน

ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ในสหรัฐพุ่งขึ้นมามากกว่า 100,000 รายต่อวัน กลับสู่ระดับเมื่อ 6 เดือนที่แล้วช่วงที่เกิดการระบาดหนักช่วงฤดูหนาว

ตัวเลขรวมรายสัปดาห์นับถึงวันศุกร์ผ่านหลัก 750,000 รายซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ตามข้อมูลที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) และสำนักข่าว Bloomberg อันเป็นผลมาจากการระบาดอย่างรวดเร็วของสายพันธุ์เดลตา

ทั้งนี้ จากการรายงานของ AP สหรัฐมีผู้ป่วยเฉลี่ยประมาณ 11,000 รายต่อวันในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ตอนนี้จำนวนคือ 107,143

มีรายงานผู้ป่วยเกือบ 135,000 รายต่อสัปดาห์ในรัฐฟลอริดานับถึงวันศุกร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 รายของผู้ติดเชื้อในสหรัฐ รัฐหลุยเซียน่ากล่าวว่า 1% ของประชากรทั้งหมดติดเชื้อในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากการระบาดของเชื้อเดลตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้ไม่ได้รับวัคซีน

AP รายงานว่าสหรัฐใช้เวลาประมาณ 9 เดือนกว่าจะหลุดพ้นจากจำนวนผู้ป่วยเฉลี่ย 100,000 รายในเดือนพฤศจิกายนปี 2020 ก่อนที่จะถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 250,000 ในต้นเดือนมกราคม 2021 จนกระทั่งอัตราการติดเชื้อต่ำลงที่สุดในเดือนมิถุนายน แต่หลังขจากนั้นแค่ 6 สัปดาห์ก็หวนคืนสู่ระดับ 100,000 แม้ว่าจะฉีดวัคซีนให้ประชากรผู้ใหญ่กว่า 70% แลฃ้วก็ตาม

ตามรายงานของ Bloomberg Vaccine Tracker พบวาอัตราการฉีดวัคซีนในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากถดถอยมาเป็นเวลาหลายเดือน แต่ก็ยังไล่ไม่ทันการระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐภาคใต้ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำอยู่แล้ว เช่น รัฐหลุยเซียนาและอาร์คันซอ จำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในเดือนที่ผ่านมา

ภาพประกอบ – (FILES) ในไฟล์ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2020 ผู้ดำเนินการเผาศพผลักกล่องเผาศพที่ติดธงชาติสหรัฐซึ่งบรรจุศพของทหารผ่านศึกที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ไปที่เตาเผาศพที่ Stauffer Funeral Homes ในเมืองเฟเดอริก, แมริแลนด์ (ภาพโดย ANDREW CAALLERO-REYNOLDS / AFP)

มทร.ธัญบุรีขานรับนโยบายสสว. เปิดอบรม ‘Digital Marketing’ ปี 5 เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการมุ่งสู่จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593583

มทร.ธัญบุรีขานรับนโยบายสสว. เปิดอบรม ‘Digital Marketing’ ปี 5 เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการมุ่งสู่จีน

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้มอบหมายให้ มทร.ธัญบุรี ดำเนินการอบรมออนไลน์ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ด้วย Digital Marketing ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดยดูแลผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น ในปี 2563 ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการเข้าร่วมการอบรมกว่า 3,600 ราย มีการเปิดร้านจำหน่ายสินค้าออนไลน์ กว่า 2,400 ร้านค้า และสามารถช่วยพัฒนาสินค้าขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์ กว่า 30,000 ผลิตภัณฑ์ เพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการได้ถึง 385 ล้านบาทซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นเพราะมหาวิทยาลัยได้รับความร่วมมือกับภาคเอกชนที่เป็นแพลตฟอร์มด้านตลาดออนไลน์ เช่น Shopee Lazada ตลาดดอมคอม LNWShop เป็นต้น ที่จัดส่งที่ปรึกษาจากแพลตฟอร์มต่างๆ ร่วมกับอาจารย์ของมหาวิทยาลัยอบรมดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ

สำหรับการอบรมเป็นการอบรมแบบออนไลน์ ระยะเวลา 3-5 วัน โดยแบ่งผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่ยังไม่มีช่องทางขายออนไลน์ แต่มีสินค้า เป็นกลุ่มที่ต้องอบรมความรู้พื้นฐานด้านการตลาดออนไลน์ โดยที่ปรึกษาจากมทร.ธัญบุรีจะช่วยสร้าง Content เกี่ยวกับตัวแบรนด์ รายละเอียดสินค้าบริการที่ต้องการสื่อสารไปยังลูกค้า ถ่ายภาพสินค้า สอนเทคนิคการทำตลาด จนไปถึงการนำสินค้าวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์

2. กลุ่มที่มีร้านค้าออนไลน์อยู่แล้ว มีสินค้าแต่ยังไม่สามารถขายได้ จัดที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคเข้าไปช่วยใช้เครื่องมือออนไลน์ เพื่อเพิ่มกลยุทธ์ทางการตลาด 3.กลุ่มที่มีศักยภาพอยู่แล้ว ที่สามารถจำหน่ายสินค้าบนช่องทางออนไลน์ได้ และสินค้ามีมาตรฐาน กลุ่มนี้จะมีการจัดที่ปรึกษาเป็นรายกิจการ เพื่อช่วยทำแผนธุรกิจเป็น Digital marketing Plan เกิดการทำธุรกิจออนไลน์แบบยั่งยืน และมีคัดเลือกผู้ประกอบการจากกลุ่มนี้ 40 ราย ที่มีศักยภาพ ขยายช่องทางการตลาดออนไลน์เพื่อวางจำหน่ายในแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์เถาเป่า หรือทีมอลล์ ของประเทศจีน โดยที่ปรึกษาจะช่วยดำเนินการจัดทำคอนเทนต์เป็นภาษาจีนการจัดส่งสินค้า พร้อมจดเครื่องหมายการค้าและทั้งหาคู่ค้าในประเทศจีน

ชายคาพระพิรุณ : 9 สิงหาคม 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/593585

ชายคาพระพิรุณ : 9 สิงหาคม 2564

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ขณะนี้แม้เข้าสู่หน้าฝนแล้ว แต่สถานการณ์ฟ้าฝนยังไม่แน่นอน บางพื้นที่ยังมีฝนทิ้งช่วง เกษตรกรควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับตัวรับมือสถานการณ์ และใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อลดสูญเสีย โดย นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงขอแนะนำเกษตรกรให้ใช้น้ำอย่างเหมาะสมตามความต้องการของพืช อย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับสภาพฟ้าฝนที่ไม่แน่นอน โดยกรมส่งเสริมการเกษตรมีข้อแนะนำดังนี้ 1.ใช้น้ำอย่างประหยัด โดยหลีกเลี่ยงวิธีการให้น้ำแบบท่วมขังหรือเกินความต้องการของพืช จะช่วยลดการสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ได้ 2.รักษาความชื้นให้กับพืชและลดการคายน้ำของพืชด้วยวิธีเขตกรรม เช่น การใช้วัสดุคลุมดินที่โคนต้นพืช หรือแปลงเพาะปลูก การปรับปรุงบำรุงดินให้มีโครงสร้างดินที่เหมาะสมกับการอุ้มน้ำและความชื้น ด้วยพรวนดินและใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีให้เหมาะสมกับความต้องการของพืช การระวังป้องกันสภาพแวดล้อมของแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียความชื้นได้ง่าย เช่น การลดความเข้มของแสงแดดด้วยการพรางแสง หรือการปลูกไม้บังลม รวมทั้งการตัดแต่งกิ่ง เพื่อลดการคายน้ำของพืช3.ควบคุมความชื้นในแปลงเพาะปลูกพืชช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฝนตกชุกหรือช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่อง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีน้ำขังในบริเวณต้นพืช จะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคพืชที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา หรือรากพืชขาดอากาศเน่าตาย และต้นพืชหรือผลผลิตเสียหาย โดยในกรณีสภาพพื้นที่เป็นดินเหนียวจัด ให้ปรับปรุงโครงสร้างดินให้ระบายน้ำได้ดีขึ้นด้วยปุ๋ยอินทรีย์ สำหรับไม้ผลควรให้ดินโคนต้น (หลุมปลูก) ยกสูงขึ้นเป็นเนินเต่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ดินเหนียวเพื่อป้องกันน้ำขัง ส่วนในแปลงพืชไร่-พืชผัก ควรให้หน้าดินบนแปลงมีลักษณะราบเรียบไม่เป็นแอ่งเพื่อไม่ให้น้ำขังได้ง่าย มีการใช้วัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้นพืช แต่ต้องให้มีแสงแดดส่องถึงโคนต้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีความชื้นสูงเกินไป และตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง เพื่อลดการเกิดเชื้อราและศัตรูพืช รวมทั้งเกษตรกรควรหมั่นกำจัดวัชพืช และดูแลรักษาสวนหรือแปลงเพาะปลูกพืชไม่ให้รก เพื่อให้พื้นที่เพาะปลูกมีอากาศถ่ายเทสะดวกด้วย 4.ให้น้ำพืชด้วยระบบน้ำที่เหมาะสมกับชนิดพืช ซึ่งควรมีการออกแบบติดตั้งรวมทั้งการใช้และดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อให้น้ำได้ตามความต้องการของพืชและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เกษตรกรที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามที่ได้สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

ขุนเกษตรา

สธ. รณรงค์เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 6 เดือนแรก ปี 68 ตั้งเป้าครอบคลุมเด็กแรกเกิด 50% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593653

สธ. รณรงค์เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 6 เดือนแรก ปี 68 ตั้งเป้าครอบคลุมเด็กแรกเกิด 50%

สธ. รณรงค์เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 6 เดือนแรก ปี 68 ตั้งเป้าครอบคลุมเด็กแรกเกิด 50%

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 10.57 น.

กระทรวงสาธารณสุข รณรงค์การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สัปดาห์นมแม่โลกในเดือนวันแม่แห่งชาติ ภายใต้แนวคิด “A Shared Responsibility Project Breastfeeding : ร่วมมือร่วมพลัง ปกป้องสังคมนมแม่” พร้อมตั้งเป้าหมาย ปี 2568 ทารก ร้อยละ 50 จะได้กินนมแม่อย่างเดียวถึง 6 เดือน

ดร.สาธิต  ปิตุเตชะ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยภายหลังการแถลงข่าวรณรงค์การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สัปดาห์นมแม่โลกในเดือนวันแม่แห่งชาติ ภายใต้แนวคิด “A Shared Responsibility Project Breastfeeding : ร่วมมือร่วมพลัง ปกป้องสังคมนมแม่” ณ ห้องประชุมกำธร สุวรรณกิจ อาคาร  1 ชั้น 1 กรมอนามัยว่านานาประเทศได้ร่วมกันกำหนดให้วันที่ 1-7 สิงหาคมของทุกปีเป็นสัปดาห์นมแม่โลก หรือ World Breastfeeding Week เพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญและมีทัศนคติที่ดีในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งจากผลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย ของสำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ ในปี 2562 (MICS 6)พบว่ามีทารกไทยเพียงร้อยละ 34 ได้กินนมแม่ภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และมีเพียงร้อยละ 14 ที่ได้กินนมแม่อย่างเดียวในช่วง6 เดือนแรกของชีวิต และยังมีทารกเพียงร้อยละ 15 ที่ได้กินนมแม่ต่อเนื่องถึง 2 ปี จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกคนในสังคมต้องร่วมมือกันสนับสนุนและปกป้องให้เด็กไทยทุกคนได้กินนมแม่ตามสิทธิของเด็กเพื่ออนาคตของประเทศไทย

“กระทรวงสาธารณสุขจึงได้มีนโยบายส่งเสริม สนับสนุนและปกป้องให้เด็กทุกคนได้กินนมแม่อย่างต่อเนื่อง ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก คือ กินนมแม่ตั้งแต่1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด กินนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต และกินนมแม่ต่อเนื่องควบคู่อาหารตามวัยจนถึงอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้น โดยตั้งเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขไว้ว่าในปี 2568 ทารกร้อยละ 50 จะได้กินนมแม่อย่างเดียวถึง 6 เดือน ซึ่งสอดคล้องตามเป้าหมายของทุกประเทศทั่วโลก” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าว

ทางด้าน นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรค โควิด-19 ยิ่งทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว6 เดือน เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งขึ้นจากความสมบูรณ์ของสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็ก และสร้างภูมิคุ้มกันโรคและแม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ในทุกสถานการณ์ โดยก่อนการให้นมลูกทุกครั้งควรเช็ดทำความสะอาดบริเวณเต้านม และหัวนมและล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างน้อย 20 วินาทีก่อนให้นม รวมทั้งสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาที่ให้นมบุตรแม้แต่ในกรณีที่แม่เป็นผู้เข้าข่ายสงสัยติดเชื้อหรือได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19 นั้น ก็ยังคงสามารถให้นมลูกได้ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ(UNICEF) ว่า หากแม่ที่ติดเชื้อมีอาการไม่มาก สามารถให้นมจากเต้าได้แต่ต้องมีการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้ออย่างเคร่งครัดโดยสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมืออย่างถูกวิธี และห้ามใช้มือสัมผัสบริเวณใบหน้า จมูกหรือปากรวมถึงการหอมแก้มลูก

“ทั้งนี้ ควรให้คุณแม่และครอบครัวมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหากคุณแม่ไม่สะดวกที่จะให้นมจากเต้า แต่ยังสามารถบีบเก็บน้ำนมได้ ควรให้พ่อหรือผู้ช่วยเป็นผู้ป้อนนมแก่ลูกแทน โดยผู้ช่วยจะต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพดี มีทักษะในการให้นมและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้ออย่างเคร่งครัด ในกรณีที่แม่ติดเชื้อมีอาการรุนแรง แนะนำงดให้นมบุตร และอาจบีบน้ำนมทิ้งไปก่อนเพื่อให้แม่คงสภาพที่สามารถให้นมลูกได้เมื่ออาการดีขึ้น นอกจากนี้ แม่หลังคลอดให้นมลูก ควรไปฉีดวัคซิน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ลดการเจ็บป่วยรุนแรง ซึ่งภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นในแม่ยังสามารถส่งผ่านน้ำนมไปยังลูกได้”อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

1 เดือน ‘ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์’ ไปได้สวย รีสตาร์ท ‘ธุรกิจ-จ้างงาน’ ฝ่าวิกฤติโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593522

1 เดือน‘ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์’ไปได้สวย  รีสตาร์ท‘ธุรกิจ-จ้างงาน’ฝ่าวิกฤติโควิด-19

1 เดือน‘ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์’ไปได้สวย รีสตาร์ท‘ธุรกิจ-จ้างงาน’ฝ่าวิกฤติโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) นำร่องเปิดครบ 1 เดือนแรก ยอดนักท่องเที่ยวเดินทางเที่ยวภูเก็ตแบบไม่กักตัวกว่า 1.4 หมื่นคน แม้หลุดเป้า 2 หมื่นคน แต่ถือว่าประสบความสำเร็จ เดินหน้าเปิดโครงการฯได้ภายใต้วิกฤติโควิด-19 ระลอก 4 ในไทย กรุยทางรีสตาร์ทธุรกิจ พร้อมฟื้นการจ้างงาน ด้านจังหวัดภูเก็ต เร่งเคลียร์บ้านขจัดโควิด-19 ออกให้หมดจากพื้นที่ กู้ความเชื่อมั่น หวังไฮซีซั่นไตรมาส 4 นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์มากขึ้น

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้จัดทำสรุปโครงการ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” เปิดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกของประเทศไทย รับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วเที่ยวภายในภูเก็ตแบบไม่ต้องกักตัว หลังเปิดโครงการฯ ครบ 1 เดือนแรก ตั้งแต่วันที่ 1-31 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยว14,055 คน เป็นนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกามากที่สุด 1,802 คน รองลงมาคือสหราชอาณาจักร 1,558 คนอิสราเอล 1,455 คน เยอรมนี 847 คน และฝรั่งเศส839 คน ก่อให้เกิดการจองห้องพักโรงแรมที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและสุขอนามัย SHA+ จำนวน 190,843 คืน

“แม้จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 14,055 คน จะหลุดจากเป้าหมายซึ่งตั้งไว้ที่ 20,000 คนตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ก็นับว่าประสบความสำเร็จที่สามารถเปิดดำเนินโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ได้ภายใต้วิกฤติการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอก 4 อันรุนแรงของประเทศไทย นอกจากโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์จะช่วยสร้างรายได้แก่ภูเก็ต 829 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวคนละ 58,982 บาทต่อทริปแล้ว ยังสร้างเงินหมุนเวียนที่ก่อให้เกิดรายได้ต่อระบบเศรษฐกิจทั้งหมดรวม 1,925 ล้านบาท สร้างผลตอบแทนในรูปของเงินเดือนค่าจ้าง ค่าตอบแทนให้กับพนักงานและลูกจ้างทั้งหมดเป็นมูลค่า 210 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงาน รักษาตำแหน่งงานเทียบเท่าระยะเวลา 1 ปี (Full Time Equivalent) จำนวน 2,719 คน”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากได้ประชุมเรื่องการดำเนินโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ร่วมกับ นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการยกระดับมาตรการคัดกรองคนเข้าพื้นที่จังหวัดภูเก็ตตามประกาศฉบับล่าสุด มีผลตั้งแต่วันที่ 3-16 สิงหาคมนี้ เป้าหมายของจังหวัดภูเก็ตคือล้างโควิด-19 ออกให้หมดจากภูเก็ตภายใน 14 วันดังกล่าว เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นแก่คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยหวังว่าจะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์มากขึ้นในช่วงไตรมาส 4 นี้ซึ่งเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่น

ขณะที่ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า จากสถิติเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางเข้าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์สะสม 34 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา จำนวน 15,587 คน ไม่พบผู้ติดเชื้อ 15,545 คน รอผลตรวจ 3 คน คัดกรองพบผู้ติดเชื้อ 39 คน ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.25% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เดินทางเข้าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ขณะที่สถานการณ์ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในจังหวัดภูเก็ตรอบ 7 วันล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา มีจำนวน 256 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 245 คน ขณะที่ผู้ติดเชื้อต่างประเทศมีเพียง11 คน โดยทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการควบคุมโรคแล้ว

ส่วนยอดการจองห้องพักโรงแรมในภูเก็ตที่ได้มาตรฐาน SHA+ ช่วงไตรมาส 3 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายนนี้ มีจำนวน 323,954 คืน แบ่งเป็นเดือนกรกฎาคม 190,843 คืน เดือนสิงหาคม 121,795 คืน และเดือนกันยายน 11,316 คืน และเมื่อรวมยอดการจองห้องพักตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564-กุมภาพันธ์ 2565 มีจำนวน 331,488 คืน

อย่างไรก็ตาม นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก หลังจากเผชิญวิกฤติโควิด-19 มานานกว่า 1 ปีครึ่ง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างมาก การเปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์จึงช่วยให้ภาคธุรกิจเริ่มขยับและกลับมาเดินได้อีกครั้ง เห็นภาพการจ้างงานทยอยฟื้นตัวและส่งผลดีต่อกำลังซื้อของคนตัวเล็กในพื้นที่มากขึ้น เช่น พนักงานโรงแรมได้รับเงินเดือนเต็มเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน มัคคุเทศก์มีเงินไปจ่ายค่าเทอมให้ลูก เป็นต้น

‘ครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย’ จ.ปทุมธานี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593531

‘ครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย’จ.ปทุมธานี

‘ครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย’จ.ปทุมธานี

วันจันทร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ทรงห่วงใยและทรงตระหนักถึงความเดือดร้อนของราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงพระราชทานพระราชานุญาตให้สภากาชาดไทย โดยสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ จัดตั้ง “ครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย” ณ ศูนย์คหกรรมศาสตร์ ช่อพวงชมพู คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกใหม่สำหรับนำไปมอบให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นการจัดตั้งครัวพระราชทานฯ แห่งที่ 13 นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

โดยเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2564 เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิด “ครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย” พร้อมมอบอาหารพระราชทานให้แก่ผู้แทนจากอำเภอคลองหลวง 1,077 ชุด อำเภอธัญบุรี 600 ชุด อำเภอลำลูกกา 900 ชุด อำเภอเมืองปทุมธานี 300 ชุด อำเภอสามโคก 100 ชุด อำเภอลาดหลุมแก้ว 200 ชุด และอำเภอหนองเสือ 100 ชุด รวมจำนวน 3,277 ชุด ณ ศูนย์คหกรรมศาสตร์ช่อพวงชมพู คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จากนั้นประธานและคณะได้เดินทางเข้าเยี่ยมผู้พิการผู้สูงอายุ และผู้ป่วยยากไร้ จำนวน 3 ราย ในพื้นที่ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวงพร้อมมอบอาหารพระราชทานน้ำดื่ม และชุดธารน้ำใจกู้ชีวิตฝ่าวิกฤติโควิด-19ความปลาบปลื้มแก่ประชาชนที่ได้รับอาหารพระราชทานและต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

“ครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย” จังหวัดปทุมธานี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-16 กรกฎาคม 2564 รวมระยะเวลา 10 วัน มอบอาหารพระราชทานให้แก่ประชาชนในพื้นที่รวม 7 อำเภอ รวมจำนวนทั้งสิ้น 35,172 ชุด และได้ลงพื้นที่มอบอาหารพระราชทาน ชุดธารน้ำใจกู้ชีวิตฝ่าวิกฤติโควิด-19 พร้อมน้ำดื่ม ให้แก่ผู้สูงอายุผู้ป่วย ผู้พิการ และผู้ยากไร้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 30 ราย

ทั้งนี้ ได้สนับสนุนให้ผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดปทุมธานี จัดทำอาหารตามเมนูด้วยมาตรฐานครัวพระราชทานฯ ตามที่ สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทยกำหนด โดยผู้ประกอบการทุกร้านได้ผ่านการควบคุมมาตรฐานการปรุงอาหาร การแต่งกาย การใช้อุปกรณ์ประกอบอาหาร โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ความสะอาด เพื่อรักษามาตรฐานของอาหารพระราชทานและความปลอดภัยของประชาชนที่รับอาหารพระราชทานเป็นสำคัญ นอกจากนี้ มีหน่วยงานต่างๆ ร่วมแสดงพลังจิตอาสา ในการประกอบอาหารปรุงสุกใหม่สำหรับนำไปมอบให้แก่ประชาชน ได้แก่ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1 รักษาพระองค์ กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 4 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 เหล่ากาชาดจังหวัดปทุมธานี ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 1 ปทุมธานี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 “ครัวพระราชทาน อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย” ได้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2563-16 กรกฎาคม 2564 มอบอาหารปรุงสุกให้กับประชาชนไปแล้ว ในพื้นที่ 13 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร สระแก้ว นนทบุรี กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น นครราชสีมา เชียงราย นราธิวาส ประจวบคีรีขันธ์ บุรีรัมย์ นครสวรรค์ ตรัง และปทุมธานี รวมทั้งสิ้น 368,242 ชุด และยังคงให้ความช่วยเหลือในจังหวัดอื่นๆ ต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเงิน 99 บาท ในโครงการ “พลังใจ 99 บาท ก้าวผ่านวิกฤต COVID-19” เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ต้องกักกันตน ผู้สูงวัยที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ และไร้ที่พึ่ง เพื่อลดความเสี่ยง ป้องกัน และเยียวยาในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านการดำเนินงานของสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด สถานีกาชาด เหล่ากาชาดจังหวัด และกิ่งกาชาดอำเภอ ด้วยการสแกน QR CODE ผ่านแอปพลิเคชั่นธนาคารในระบบ E-DONATION หรือโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาสำนักสีลม ชื่อบัญชี “สภากาชาดไทย เพื่อภัยพิบัติ” ประเภทบัญชี “กระแสรายวัน” เลขที่ 001-1-34567-0 หรือธนาคารกรุงไทย สาขาสุรวงศ์ ชื่อบัญชี “สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย” ประเภทบัญชี “กระแสรายวัน” เลขที่ 023-6-06799-0 สอบถามเพิ่มเติม โทร.1664