กยท.ดีเดย์นำ Single Form ใช้ส่งออกยาง ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592440

กยท.ดีเดย์นำSingle Form ใช้ส่งออกยาง  ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

กยท.ดีเดย์นำSingle Form ใช้ส่งออกยาง ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กยท.เดินหน้าสู่ยุคดิจิทัล ดีเดย์นำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกไปนอกราชอาณาจักรทางอิเล็กทรอนิกส์แบบ Single Form และระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยางทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ NSW มาใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 1 ส.ค.2564 นี้ หวังลดขั้นตอน ลดความผิดพลาด ลดความซ้ำซ้อนเพิ่มสะดวกรวดเร็วและ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.เตรียมนำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ แบบ Single Form (e-SFR) และระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยาง (e-QC) ทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ National Single Window (NSW) ซึ่งเป็นระบบการบริการเชื่อมโยงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ สำหรับการนำเข้า ส่งออก และโลจิสติกส์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งและเครือข่ายโลจิสติกส์ ตามเส้นทางยุทธศาสตร์ และยังสอดคล้องกับนโยบาย THAILAND 4.0 ในด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ (Service Reform)

ทั้งนี้ คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีมติให้ปรับลดขั้นตอนกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก สินค้ายุทธศาสตร์ ได้แก่ น้ำตาล ข้าว ยางพาราสินค้า แช่แข็ง และวัตถุอันตราย ผ่านระบบ NSW เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการส่งยางออกฯ ลดปริมาณเอกสาร ขั้นตอนและระยะเวลา ในการยื่นขอใบรับรองคุณภาพยาง และใบรับค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ให้รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับระบบรับคำขอใบอนุญาตผ่านด่านศุลกากร ในอนาคต โดยการบันทึกรายการครั้งเดียว ลดความผิดพลาด และความซ้ำซ้อนของข้อมูล รวมทั้งเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการส่งยางออกนอกราชอาณาจักรที่ต้องใช้ข้อมูลร่วมกันได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากการบันทึกรายการครั้งเดียว

“เพื่อให้เป็นไปตามมติ กบส.ดังกล่าว กยท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้า ยางพารา โดยมีหน้าที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งยางออกฯ และให้บริการวิเคราะห์คุณภาพยางแก่ภาครัฐและเอกชน จึงได้บูรณาการกับกรมวิชาการเกษตร และกรมศุลกากร ร่วมกันดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ และออกแบบระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ให้รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับระบบรับคำขอใบอนุญาตผ่านด่านศุลกากร แบบ Single Form และ ระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยาง ผ่านระบบ NSW” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

สำหรับระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกฯ ทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-SFR) กยท.จะเริ่มนำมาใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป ยกเว้นผู้ประกอบการที่ชำระค่าธรรมเนียมผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และผู้ประกอบการที่ชำระค่าธรรมเนียมประเภทยางผสมสารเคมี ให้ชำระผ่านทางระบบ e-CESS ตามเดิม ส่วนระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยางทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-QC) กยท.จะนำเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2565

อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยใดๆสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายการคลัง กองจัดเก็บค่าธรรมเนียมและรายได้ โทร 0-2433-2222 ต่อ 313,319 e-mail : ecess@raot.mail.go.th ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ โทร : 0-2433-2222 ต่อ 151 e-mail: saowanee.p@raot.mail.go.th และ sanyaluk.p @ raot.mail.go.th

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : ราคามังคุดตกต่ำเกษตรกรเดือดร้อนหนัก ชาวปักษ์ใต้เรียกร้องให้รัฐลงไปช่วยเหลือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592437

ลุยเกษตรสุดเขตทั่วไทย : ราคามังคุดตกต่ำเกษตรกรเดือดร้อนหนัก ชาวปักษ์ใต้เรียกร้องให้รัฐลงไปช่วยเหลือ

วันพุธ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ลุยเกษตรสุดเขตไทยวันนี้ “หนุ่มยูโร” จะพาล่องใต้ ลงไปเป็นปากเสียงแทนพี่น้องเกษตรกร ที่ประสบปัญหาราคามังคุดและเงาะตกต่ำโดยเฉพาะมังคุดพ่อค้าไปรับซื้อกิโลกรัมละ 4 บาทเกษตรกรอยู่ไม่ได้ ไหนจะประสบปัญหากับโรคโควิดระบาดยังกลับมาเจอสินค้าเกษตรราคาตกต่ำอีก หลายจังหวัดจึงวิงวอนภาครัฐยื่นมือเข้าไปช่วยด่วนๆ

เมื่อครั้งที่ “หนุ่มยูโร” ไปตระเวนสวนผลไม้ทางภาคตะวันออกช่วงเดือนมิถุนายน ยังไปช่วยอุดหนุนซื้อมังคุดกับเกษตรกร ที่ จ.ระยอง จันทบุรีและตราด ช่วงนั้นมังคุดราคาแพง มีล้งไปรับซื้อถึงสวน กิโลกรัมละ 40-50 บาท ยังแอบดีใจแทนชาวสวน ขายได้ทั้งมังคุดและทุเรียน แต่พอมาช่วงเดือนกรกฎาคม มังคุดภาคใต้กับประสบปัญหาด้านราคา เดือดร้อนกันทั่วด้ามขวาน วิงวอนให้ภาครัฐทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ลงไปช่วยดูแลพยุงราคาหน่อย หรือจะไปช่วยชดเชยราคาก็ได้

ล่าสุดอาทิตย์ที่ผ่านมาเริ่มมีการเคลื่อนไหวจากหน่วยงานภาครัฐ เริ่มจากน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการกระจายผลไม้ภาคใต้ เพื่อลดปัญหาการกระจุกตัวและราคาตกต่ำ โดย เร่งกระจายผลไม้ของสมาชิกสหกรณ์ภาคใต้ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ นำผลไม้คุณภาพบรรจุกล่อง ส่งตรงถึงผู้บริโภค หวังบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงสถานการณ์โควิดระบาด สั่งการให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นศูนย์กลางในการจำหน่ายผลไม้สหกรณ์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเริ่มต้นจากเงาะ 3 ตัน จากสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี มูลค่ากว่า 100,000 บาท ที่จะจัดส่งถึงบ้านผู้บริโภคภายในวันเดียว และยังมีรถแท็กซี่สหกรณ์ซึ่งได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ในช่วงสถานการณ์โควิดระบาด มาร่วมเป็นรถขนส่งผลไม้จากชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยไปยังผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน และเตรียมแผนที่จะกระจายผลผลิตมังคุดและลำไย อีกด้วย

รมช.มนัญญา เน้นให้สหกรณ์ต้องเรียนรู้ด้านการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภคได้ทุกช่องทาง ขบวนการโลจิสติกส์ก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผลไม้สดใหม่ต้องคู่กับการจัดส่งที่รวดเร็วให้ถึงมือผู้บริโภคเสมือนที่มารับประทานในสวนผลไม้ หากขบวนการสหกรณ์ทำได้เช่นนี้ เชื่อมั่นว่า ผลผลิตของสหกรณ์จะสามารถจำหน่ายได้จำนวนมาก

ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ชี้แจงว่า ช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน ผลไม้ในภาคใต้และภาคเหนือมีปริมาณผลผลิตออกมาจำนวนมาก โดยเฉพาะผลไม้ 3 ชนิดหลัก ได้แก่ เงาะปริมาณ 63,647 ตัน มังคุด ปริมาณ 173,116 ตัน และลำไย ปริมาณ 973,603 ตัน ได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดประสานเครือข่ายสหกรณ์ในแต่ละพื้นที่สั่งซื้อเงาะและมังคุดจากสหกรณ์ที่เป็นแหล่งผลิตในภาคใต้ กระจายสู่ผู้บริโภคของแต่ละจังหวัดนอกจากนี้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ยังจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ วงเงิน 122 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์กู้ยืมเป็นทุนหมุนเวียนรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรในราคานำตลาด เพื่อดึงราคาผลไม้ ในพื้นที่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม

จากการลงพื้นที่ของคณะกรรมการเร่งรัดการแก้ไขปัญหามังคุดและผลไม้ภาคใต้ 3 จังหวัด (ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช)ตามที่ได้รับมอบหมายจากการตรวจสอบพบว่าส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้ราคาผลไม้โดยเฉพาะมังคุดตกต่ำเกิดจากระบบการขนส่งผลไม้แบบบริการส่งถึงที่รวมทั้งระบบการค้าออนไลน์เกือบเป็นอัมพาตโดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้ามังคุดใหญ่ที่สุดของภาคใต้เพราะผู้ให้บริการรายใหญ่ด้านการขนส่งสินค้า เช่น บริษัทไปรษณีย์ไทย บริษัทเคอรี่ได้หยุดให้บริการโดยสิ้นเชิง

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันลงไปช่วยเหลือ เพราะเกษตรคือประเทศไทยเกษตรกรอยู่รอด ประเทศไทยก็อยู่ได้ครับ

‘หนุ่มยูโร’

กองทุนฟื้นฟูฯเดินหน้าช่วยเกษตรกร เร่งแก้ไขหนี้-ช่วยบุคคลผู้คำประกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592321

กองทุนฟื้นฟูฯเดินหน้าช่วยเกษตรกร เร่งแก้ไขหนี้-ช่วยบุคคลผู้คำประกัน

กองทุนฟื้นฟูฯเดินหน้าช่วยเกษตรกร เร่งแก้ไขหนี้-ช่วยบุคคลผู้คำประกัน

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.48 น.

กองทุนฟื้นฟูฯเตือนเกษตรกรอย่าปล่อยเป็นหนี้จนถูกฟ้อง แนะให้รีบมาปรึกษากองทุนฟื้นฟูฯเป็นการด่วน ระลุ ระเบียบ เบียบแก้หนี้ กรณีบุคคลค้ำประกัน ปี 63  เกษตรกรสมาชิกได้ประโยชน์เต็ม 

นายมนัส วงษ์จันทร์ ผอ.สำนักจัดการหนี้ของเกษตรกร สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร หรือ กฟก. เปิดเผยว่า จากที่มีพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร เพราะส่งผลให้การดำเนินงานด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน เป็นไปด้วยความคล่องตัว โดยเฉพาะกรณีแก้ปัญหาหนี้ที่ใช้บุคคลค้ำประกัน และได้นำมาสู่การออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรว่าด้วยการจัดการหนี้ของเกษตรกร กรณีหนี้ที่มีบุคคลค้ำประกันพ.ศ. 2563  ที่ทำให้กองทุนฟื้นฟูฯ มีอำนาจในการเข้าไปแก้ไขหนี้ที่เกิดจากอาชีพการเกษตรด้วยการกู้ยืมโดยใช้บุคคลค้ำประกัน จากสถาบันการเงินต่าง ๆ เช่น สหกรณ์ ธกส. ธนาคารพาณิชย์ และนิติบุคคล รวมทั้งธนาคารของรัฐ เป็นต้น

“ ทั้งนี้ตามกฎหมายเดิมนั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงหนี้ที่ใช้บุคคลค้ำประกัน ทำให้กองทุนฟื้นฟูฯจัดการได้เฉพาะหนี้ที่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน  พอรัฐบาลได้รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น  จึงได้ผลักดันให้แก้กฎหมายจนสำเร็จ และส่งผลให้กองทุนฟื้นฟูฯเข้าไปแก้ไขปัญหาหนี้บุคคลค้ำประกันได้ ดังนั้นจึงขอฝากไปยังพี่น้องเกษตรกรว่า อย่าปล่อยให้ปัญหาหนี้ลุกลามจนถึงขั้นถูกฟ้องล้มละลาย หรือถูกฟ้องดำเนินคดีบังคับคดีขายทอดตลาด เมื่อมีปัญหาหนี้สินขอให้พี่น้องเกษตรกรเดินเข้ามาปรึกษา กองทุนฟื้นฟูฯ พร้อมให้คำปรึกษาหาทางออก เพื่อให้ทุกคนสามารถรักษาที่ดินทำกินให้กับลูกหลานไว้ต่อไป ”

ผอ.สำนักจัดการหนี้ของเกษตรกร กล่าวต่อไปว่า การเข้าไปจัดการหนี้ให้พี่น้องเกษตรกรตามระเบียบฯ กรณีหนี้ที่มีบุคคลค้ำประกันพ.ศ. 2563   ต้องไม่เกิน 500,000 บาท และ ต้องมีบุคคลมาค้ำประกันซึ่งแบ่งเป็น หนึ่ง หนี้เงินต้นคงค้างไม่เกิน 200,000 บาท ให้องค์กรเกษตรกรร่วมกับเกษตรกรหาผู้ค้ำประกัน 2 คน เช่น ให้บุคคลเดิมมาค้ำประกัน แต่ถ้าบุคคลเดิมหรือทายาทไม่มาค้ำประกัน หรือค้ำประกันแล้วยังไม่พอ สามารถที่จะเอาสมาชิกองค์กรเกษตรกรมาค้ำให้ได้รวม 2 คน  สอง หนี้เงินต้นคงค้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ให้องค์กรเกษตรกร ร่วมกับเกษตรกรหาผู้ค้ำประกัน 3 คน โดยให้บุคคลเดิมค้ำรวมทั้งทายาท ถ้ายังไม่พอให้สมาชิกองค์กรเกษตรกรมาค้ำประกัน  และสาม หนี้เงินต้นคงค้างตั้งแต่ 500,000 บาทขึ้นไป ให้องค์กรเกษตรกรร่วมกับเกษตรกรหาผู้ค้ำประกัน 4 คน ประกอบด้วย ทายาท 1 คน และสมาชิกองค์กรเกษตรกร 3 คน  

“แต่กรณีไม่มีทายาทมาค้ำประกัน ตามระเบียบได้เปิดโอกาสให้ให้องค์กรเกษตรกรมอบหมายกรรมการองค์กรเกษตรกรหรือสมาชิกองค์กรเกษตรกรมาค้ำประกันแทนได้ ถือเป็นข้อดีและเป็นประโยชน์ ถือเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นคำตอบว่า ทำไม กองทุนฟื้นฟูฯจึงต้องกำหนดให้เกษตรกรสังกัดองค์กร สืบเนื่องจาก เกษตรกรที่จะมาเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ต้องไปเป็นสมาชิกองค์กรเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกองทุนฟื้นฟูฯ  ดังนั้นการทำกิจกรรมหรือทำภาระผูกพันใดๆ องค์กรเกษตรกรต้องรับรู้ รวมทั้งมาค้ำประกัน นั่นหมายความว่า สมาชิกเองต้องเข้าร่วมกิจกรรม กรรมการองค์กรก็ต้องเข้ามาดูแลสมาชิก ทำให้เป็นความผูกพัน เกิดการช่วยเหลือกัน นำมาซึ่งความเข้มแข็งให้กับองค์กรเกษตรกร” นายมนัส กล่าว 

กรมชลฯเดินเครื่องหนุนโครงการเหลียวหลัง นำร่องเพิ่มประสิทธิภาพอ่างฯหนองช้างใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592160

กรมชลฯเดินเครื่องหนุนโครงการเหลียวหลัง นำร่องเพิ่มประสิทธิภาพอ่างฯหนองช้างใหญ่

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานนำแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ภายใต้โครงการเหลียวหลัง มาดำเนินโครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักให้อ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่ ต.ยางสักกระโพ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ให้สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยได้ทำการขุดลอกอ่างเก็บน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณความจุอีก 11.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) พร้อมทั้งปรับปรุงเสริมสันอ่างและปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้น (Spillway)สูงขึ้น 50 เซนติเมตร ทำให้ได้ปริมาณน้ำเพิ่มอีก 3.83 ล้านลบ.ม. ดังนั้นเมื่อดำเนินโครงการแล้วเสร็จจะสามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 15.33 ล้านลบ.ม. จากความจุเดิม 7.67 ล้านลบ.ม. รวมเป็นปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ท้ั้งหมดกว่า 23 ล้านลบ.ม.

“การดำเนินโครงการเหลียวหลัง ของกรมชลประทานนั้นเป็นการนำโครงการชลประทานที่มีอยู่เดิมหรือชำรุดทรุดโทรมมาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยไม่กระทบกับพื้นที่ข้างเคียง สร้างความมั่นคงด้านน้ำได้ในระยะเวลาอันสั้นประหยัดงบประมาณ ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้ขยายผลไปดำเนินโครงการในพื้นที่อื่นๆด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นายสัมพันธ์ เดือนศิริรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุบลราชธานี กรมชลประทาน กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่ เดิมเป็นหนองน้ำธรรมชาติที่กรมชลประทานได้เข้าไปสร้างทำนบกั้นน้ำไว้ อายุการใช้งานมานานกว่า 60 ปี ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างฯเฉลี่ยปีละประมาณ 23.4 ล้านลบ.ม. ได้ จึงทำให้ในฤดูฝนน้ำจะไหลเอ่อล้นทำนบเข้าท่วมบ้านเรือน สร้างความเสียหายเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อปี 2562 อ่างฯไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เต็มประสิทธิภาพทำให้น้ำไหลลงสมทบกับน้ำจากแม่น้ำมูลและชีเข้าท่วมตัวเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ในขณะที่ฤดูแล้งปริมาณน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค และการเกษตร

“โครงการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักให้อ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่ ไม่ได้แค่เพิ่มความจุน้ำเท่านั้น ยังจะมีก่อสร้างสถานีสูบน้ำจำนวน 4 แห่งเพื่อส่งน้ำให้พื้นที่ด้านบนอ่างฯ ได้แก่ บ้านแคน บ้านนาดีบ้านทุ่งใหญ่ และบ้านยางสักกระโพหลุ่ม ทำให้พื้นที่ชลประทานเพิ่มจากเดิม 4,300 ไร่ อีก 8,000 ไร่รวมได้พื้นที่ชลประทาน 12,300 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์เพิ่มจากเดิม 3,500 ไร่ อีก 15,000 ไร่ รวมพื้นที่รับประโยชน์ 18,500 ไร่ นอกจากนี้สามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยให้พื้นที่อีกกว่า 9,000 ไร่ และในอนาคตจะเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำให้เต็มศักยภาพ คุ้มค่ากับน้ำที่เรามี” นายสัมพันธ์กล่าว

สำหรับดินจำนวนมากกว่า 10 ล้านลบ.ม. ที่ขุดขึ้นมาได้นำไปสร้างถนนรอบอ่างฯ พร้อมเลนปั่นจักรยานระยะทางรวม 16 กิโลเมตร ประโยชน์เพื่อเกษตรกรลำเลียงพืชผลทางการเกษตร และประชาชนทั่วไปใช้ออกกำลังกาย ขณะเดียวกับกรมชลประทานได้ดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับสถานีสูบน้ำ และเสาไฟถนนรอบโครงการฯ เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายค่ากระแสไฟอีกด้วย

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดหลายหน่วยงาน เช่น ประมงจังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด เกษตรจังหวัด เป็นต้น เพื่อสนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำ และเมล็ดพันธุ์พืชให้เกษตรกร เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากน้ำต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถึง3 เท่า รวมถึงประสานงานร่วมกับสำนักออกแบบและการท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี ในการปรับปรุงภูมิทัศน์รอบอ่างฯหนองช้างใหญ่เพื่อใช้เป็นแหล่งพักผ่อนของชาวอุบลราชธานี ทั้งนี้ โครงการทั้งหมดมีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2564 พร้อมทั้งได้มีการสำรวจพื้นที่อื่นๆ ที่จะดำเนินโครงการในลักษณะเดียวกันกลับพบว่า ในพื้นที่จ.อุบลราชธานี มีอ่างเก็บน้ำมากกว่าสิบแห่งที่สามารถปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพได้ภายใต้โครงการเหลียวหลัง

‘เฉลิมชัย’ สั่งปูพรมสำรวจพื้นที่ เร่งทำลายโรคใบด่างมันสำปะหลัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/592161

‘เฉลิมชัย’สั่งปูพรมสำรวจพื้นที่  เร่งทำลายโรคใบด่างมันสำปะหลัง

‘เฉลิมชัย’สั่งปูพรมสำรวจพื้นที่ เร่งทำลายโรคใบด่างมันสำปะหลัง

วันอังคาร ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการที่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังซึ่งสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ จึงได้สั่งการกรมส่งเสริมการเกษตร เร่งดำเนินการสำรวจพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง พร้อมกำชับให้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังให้หมดไป โดยขณะนี้พบว่าในบางพื้นที่ยังมีเกษตรกรบางรายที่พบการระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลังในแปลง แต่ไม่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงต้องชี้แจงข้อมูลเน้นหนักถึงขั้นตอนการดำเนินงาน และประโยชน์ที่เกษตรกรและประเทศชาติจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ คือ ภาครัฐจะดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคใบด่างมันสำปะหลังด้วยการเข้าทำลายพื้นที่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังและจ่ายค่าชดเชยการทำลายให้กับเกษตรกรหลังตรวจสอบผลการทำลายไปแล้ว 30 วัน การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ท่อนพันธุ์สะอาดและทนทานต่อโรค โดยจะสนับสนุนท่อนพันธุ์ จำนวนไร่ละ 500 ลำ รวมทั้งมาตรการทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 สำหรับเกษตรกรเจ้าของแปลงที่พบโรคเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจต่อการเข้าร่วมโครงการต่อไป

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลังแบบครอบคลุมพื้นที่ ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 ผลการดำเนินการล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2564) จากการสำรวจพื้นที่ของสำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภอ พบพื้นที่ระบาด 187,508.81 ไร่ ใน 27 จังหวัด คือ จังหวัดกาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ลพบุรี ศรีสะเกษ สระแก้ว สระบุรี สุพรรณบุรี สุรินทร์ อุทัยธานี อุดรธานี และอุตรดิตถ์ โดยมีเกษตรกรสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ แล้ว 6,174 ราย พื้นที่ 59,227.19 ไร่ ซึ่งในจำนวนนี้มีพื้นที่ที่ทำลายแล้ว 1,158.71 ไร่ (คิดเป็น ร้อยละ 0.62 ของพื้นที่ระบาด) และพื้นที่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการทำลาย 58,068.48 ไร่(คิดเป็นร้อยละ 30.97 ของพื้นที่ระบาด)

ทั้งนี้ จากการสำรวจการระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลังในจังหวัดสระแก้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2564) พบมีการระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลังถึง 54,392.25 ไร่แม้ว่าจะมีปริมาณการระบาดค่อนข้างสูง แต่เป็นจังหวัดที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความร่วมมือกับเกษตรกร ภายหลังจากการให้ข้อมูล วิธีดำเนินการ และรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับโครงการฯ รวมไปถึงความรู้เกี่ยวกับโรคใบด่างมันสำปะหลัง การป้องกันกำจัด มาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และการใช้พันธุ์มันสำปะหลัง ทนทานโรค เกษตรกรให้ความสนใจและสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 50,391 ไร่คิดเป็นร้อยละ 92.64

นอกจากนี้สำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภอ ในพื้นที่เป้าหมายได้ลงพื้นที่สำรวจแปลงพันธุ์สะอาด ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานต่อโรคใบด่าง โดยแปลงพันธุ์สะอาดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมส่งเสริมการเกษตรนั้นจะต้องไม่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง หรือห่างจากพื้นที่ที่พบการระบาดไม่น้อยกว่า 6 กิโลเมตร และต้องปลูกพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ทนทาน ได้แก่ พันธุ์ระยอง 72 เกษตรศาสตร์ 50 ห้วยบง 60และระยอง 90 และพันธุ์อื่นๆ ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานราชการในการเข้าร่วมโครงการได้ มีเกษตรกรสนใจสมัครเข้าร่วมแปลงพันธุ์สะอาดแล้วรวม พื้นที่ 2,331.46 ไร่(ข้อมูล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2564) และคาดว่าจะมีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ทนทานโรคใบด่าง สนใจเข้าร่วมโครงการเพื่อร่วมกันผลิตท่อนพันธุ์ทนทานโรคใบด่างได้เพียงพอกับความต้องการ

หากเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสนใจเข้าร่วมโครงการ หรือมีข้อสอบถามเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ยชุมชน โทร. 0-2955-1626 หรือ สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัดใกล้บ้านท่าน อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติม

ชายคาพระพิรุณ : ร่วมฝ่าวิกฤติโควิด… เร่งกระจายผลไม้ภาคใต้ด้วยพลังเครือข่ายสหกรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591939

ชายคาพระพิรุณ : ร่วมฝ่าวิกฤติโควิด… เร่งกระจายผลไม้ภาคใต้ด้วยพลังเครือข่ายสหกรณ์

วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงกรกฎาคม – กันยายน ของทุกปีเป็นช่วงที่มีผลไม้หลายชนิดทยอยออกสู่ตลาด ในปีนี้ ผลไม้ในภาคใต้และภาคเหนือมีผลผลิตออกมาจำนวนมากใน 3 ชนิดหลัก ได้แก่ เงาะ ปริมาณ 63,647 ตัน มังคุด ปริมาณ 173,116 ตัน และลำไย ปริมาณ 973,603 ตันแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การกระจายผลผลิตเป็นไปอย่างลำบาก ส่งผลกระทบทั้งด้านการส่งออกและการจำหน่ายภายในประเทศ ทำให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก และเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรอย่างเร่งด่วน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ร่วมกับเครือข่ายสหกรณ์จัดกิจกรรมการกระจายผลไม้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรภาคใต้ขึ้น โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นประธานในพิธี

โดย นางสาวมนัญญาได้กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานว่า การกระจายผลผลิตเงาะจากภาคใต้ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ผลิตผลไม้ของภาคใต้โดยใช้ขบวนการสหกรณ์ เป็นกลไกในการกระจายผลผลิตจากเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการหยุดรับซื้อของพ่อค้าในพื้นที่ ไปสู่ผู้บริโภคทั่วไปและส่งถึงมือผู้บริโภคโดยตรง โดยมีชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด เป็นศูนย์กลางในการจำหน่ายผลไม้สหกรณ์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เริ่มต้นจำนวน 3 ตัน มูลค่ากว่า 100,000 บาท ซึ่งเงาะที่นำมาจำหน่ายครั้งนี้ ส่งตรงมาจากสหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีรถแท็กซี่สหกรณ์ ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ในช่วงสถานการณ์โควิด มาร่วมเป็นรถขนส่งผลไม้จากชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ไปยังผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน และยังมีแผนที่จะกระจายผลผลิตมังคุด และลำไยต่อไปอีกด้วย

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ผ่านสถาบันเกษตรกร เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร ช่วยเหลือเป็นค่าบริหารจัดการ ค่าขนส่ง และบรรจุภัณฑ์เพื่อเร่งรัดการกระจายผลิต โดยใช้กลไกสหกรณ์ในการเข้าช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ 2 มาตรการ คือ 1.มาตรการการแลกเปลี่ยนผลผลิตกันระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ เน้นข้าวสารแลกกับผลไม้ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบเรื่องช่องทางการตลาดในขณะนี้ และ 2.การซื้อขายโดยตรงระหว่างสหกรณ์ชาวสวนผลไม้กับสหกรณ์ผู้บริโภคในจังหวัดต่างๆ เป็นการกระจายผ่านเครือข่ายของศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ และสหกรณ์ขนาดใหญ่ระดับอำเภอ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการแลกเปลี่ยนสินค้าข้าวและผลไม้ไปแล้ว จำนวน 11 สหกรณ์ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือปริมาณผลผลิต 854 ตัน มูลค่ากว่า 21,624,670 บาท ส่วนการซื้อขายโดยผ่านขบวนการสหกรณ์ ดำเนินการแล้ว 35 แห่ง ปริมาณ 204 ตัน มูลค่ากว่า 7,049,954 บาท

ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดประสานเครือข่ายสหกรณ์ในแต่ละพื้นที่ สั่งซื้อเงาะและมังคุดจากสหกรณ์ที่เป็นแหล่งผลิตในภาคใต้ กระจายสู่ผู้บริโภคของแต่ละจังหวัด โดยให้สหกรณ์ต้นทาง 7 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พังงา พัทลุง และยะลา เปิดจุดรวบรวมเงาะ มังคุด จากเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ชาวสวนผลไม้เน้นผลไม้ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP ก่อนนำมาคัดเกรดบรรจุลงกล่อง และเร่งจัดส่งให้สหกรณ์ที่เป็นตลาดปลายทางเพื่อให้ถึงผู้บริโภคโดยเร็ว พร้อมจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ วงเงิน 122 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์กู้ยืมเป็นทุนหมุนเวียนรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรในราคานำตลาด เพื่อดึงราคาผลไม้ในพื้นที่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่พี่น้องเกษตรกร

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการอุดหนุนผลไม้สหกรณ์ภาคใต้ สามารถสั่งซื้อผ่านเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดของท่าน สำหรับส่วนกลางในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล สามารถสั่งซื้อได้ที่ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด โทร. 08-1823-3639

ขุนเกษตรา

เร่งเพิ่มศักยภาพผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตั้งเป้า 152,000 ตัน/ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591940

เร่งเพิ่มศักยภาพผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตั้งเป้า152,000 ตัน/ปี

เร่งเพิ่มศักยภาพผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตั้งเป้า152,000 ตัน/ปี

วันจันทร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ยังคงระบาดต่อเนื่องและรุนแรง เป็นปีที่ 2 และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะคลี่คลายลงเมื่อใดได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนักหน่วงและกว้างขวาง ซึ่งพี่น้องชาวนาไทยก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน กรมการข้าวจึงตระหนักต่อปัญหาที่พี่น้องชาวนากำลังเผชิญโดยเฉพาะเรื่องของความต้องการเมล็ดพันธุ์ดีที่ยังไม่เพียงพอปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 70 ล้านไร่ มีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีเพาะปลูกปีละประมาณ 1,364,800 ตัน แต่ในขณะเดียวกันกรมการข้าว รวมไปถึงสหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชน และภาคเอกชนร่วมกันจะสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีได้ประมาณ 537,000 ตัน จำแนกเป็น กรมการข้าว 95,000 ตัน สหกรณ์การเกษตร 30,000 ตัน ศูนย์ข้าวชุมชน 112,000 ตัน และภาคเอกชน 300,000 ตัน หรือประมาณ 40% ของปริมาณเมล็ดพันธุ์ดีต้องการใช้ในการยกระดับคุณภาพและปริมาณการผลิตข้าวของประเทศไทย ถึงแม้ต่อมากรมการข้าวจะได้รับงบประมาณเงินกู้เพื่อใช้ดำเนินการเพิ่มศักยภาพการผลิตและปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวไปจนสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ได้ส่วนหนึ่งจากเดิมที่เคยมีกำลังการผลิต 85,000–95,000 ตัน/ปี เป็น 120,000 ตัน/ปี

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ดีให้กับพี่น้องชาวนา กรมการข้าวจึงเสนอของบประมาณเพื่อดำเนินงานโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตและประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวขึ้น เพื่อรองรับเป้าหมายการผลิตเมื่อดำเนินการโครงการเดิมเสร็จสิ้น 120,000 ตัน/ปี และเพิ่มกำลังการผลิตอีก 32,000 ตัน/ปี รวมเป็น 152,000 ตัน/ปี ซึ่งจะก่อให้เกิดอาชีพผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กรมการข้าว จำนวน 4,400 ราย กระตุ้นการจ้างแรงงานภาคการเกษตรในชุมชน สนับสนุนและส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเข้าไปในระบบการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ ยกระดับ ปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าวของประเทศ โดยมีเป้าหมายที่จะดำเนินการ คือการเพิ่มศักยภาพโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ โดยการจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อทดแทนของเดิมที่มีอายุการใช้งานมานาน และประสิทธิภาพการทำงานต่ำ จำนวน 9 ชุด และจะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยการก่อสร้างอาคารโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ ปรับอากาศพร้อมครุภัณฑ์ประกอบ จำนวน 15 แห่ง สำหรับใช้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวระยะยาวเพื่อ รองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การเกิดโรคและศัตรูข้าวระบาด ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การผันผวนของความต้องการ พันธุ์ข้าว ราคาข้าวเปลือก เศรษฐกิจครัวเรือนและสำรองไว้เพื่อความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศ

สำหรับแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ร่วมมือกันจากทุกภาคส่วน มีกระบวนการเริ่มจากกรมการข้าว โดยกองวิจัยและพัฒนาข้าวเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คัดและเมล็ดพันธุ์หลัก กองเมล็ดพันธุ์ข้าวรับข้าวพันธุ์หลักจากกองวิจัยและพัฒนาข้าวมาผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ขยาย และหลังจากนั้นสมาคมผู้รวบรวม ศูนย์ข้าวชุมชน สหกรณ์ เป็นผู้รับเมล็ดพันธุ์ขยายต่อไป

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ไปรษณีย์โทรเลข’ ภูมิการสื่อสารไร้พรมแดนของสยาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593341

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไปรษณีย์โทรเลข’ ภูมิการสื่อสารไร้พรมแดนของสยาม

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไปรษณีย์โทรเลข’ ภูมิการสื่อสารไร้พรมแดนของสยาม

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 08.15 น.

แสตมป์ไทยชุดแรก

วันที่ ๔ สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นวันสื่อสารแห่งชาติ หรือวันกำเนิดกิจการไปรษณีย์โทรเลขสยาม โดยคณะกรรมการจัดงานปีการสื่อสารโลกได้พิจารณาเห็นว่า วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๔๒๖ นั้้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนากิจการไปรษณีย์โทรเลข โดยตั้้งกรมไปรษณีย์และตั้งกรมโทรเลขเป็นครั้งแรกในสยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดตั้งการไปรษณีย์ขึ้นในสยาม เพื่อดูแลกิจการไปรษณีย์ ครั้งนั้้นพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ เตรียมการจัดตั้งการไปรษณีย์ตามแบบอย่างในต่างประเทศ และดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์เป็นพระองค์แรกและได้เปิดรับฝากส่งหนังสือ (จดหมาย) ในเขตพระนครและธนบุรีเป็นการทดลองเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ ที่ทำการแห่งแรกตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนปากคลองโอ่งอ่าง เรียกว่า “ไปรษณียาคาร” ในวันเดียวกันยังมีการจัดตั้งกรมโทรเลข เพื่อดูแลกิจการโทรเลข ซึ่งเป็นการให้บริการการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นกิจการแรกของประเทศสยามต่อมาพ.ศ.๒๔๒๙ กรมโทรเลข นั้้นได้รับโอนกิจการโทรศัพท์จากกระทรวงกลาโหมมาดำเนินการ และขยายบริการโดยเปิดให้ประชาชนได้เช่าใช้เครื่องโทรศัพท์ภายในกรุงเทพฯ และธนบุรีเป็นครั้งแรกพ.ศ.๒๔๔๑ ได้ยุบรวมกิจการกรมโทรเลขเข้ากับกรมไปรษณีย์ ใช้ชื่อใหม่ว่า “กรมไปรษณีย์โทรเลข” โดยดำเนินกิจการไปรษณีย์ โทรศัพท์ และโทรเลข และได้ย้ายที่ทำการมาอยู่ที่ถนนเจริญกรุง

ตรากรมไปรษณีย์และโทรเลขสยาม

ต่อมา พ.ศ.๒๔๗๒ ได้โอนคลังออมสินจากกรมพระคลังมหาสมบัติ มาดำเนินการรับฝากเงินจากประชาชน ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๒ และได้แยกคลังออมสินออกไปจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจในชื่อ ธนาคารออมสิน ในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๐ ต่อมาได้โอนกิจการโทรศัพท์กรุงเทพฯ และธนบุรี ให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ.๒๔๙๗ ในปี พ.ศ.๒๕๑๙ ได้มีการจัดตั้งการสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม โดยรับมอบกิจการด้านปฏิบัติการและกิจการให้บริการไปรษณีย์จากกรมไปรษณีย์โทรเลขมาดำเนินการ เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๐ ต่อมาได้มีการแปรรูปเป็นบริษัท ๒ บริษัท คือ ไปรษณีย์ไทย และ กสท โทรคมนาคม มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมการสื่อสารในประเทศไทยได้เริ่มต้นขึ้นในรัชกาลที่ ๕ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กิจการสื่อสารของไทยได้พัฒนาก้าวหน้ามาเป็นสำดับ มีการจัดตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารของทางราชการขึ้นอีกหลายหน่วยงาน เช่น กรมประชาสัมพันธ์ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เป็นต้นในส่วนของภาคเอกชนก็มีบริษัทห้างร้านที่ดำเนินกิจการด้านการสื่อสารเพิ่มมากขึ้นหน่วยงานเหล่านี้ได้ร่วมกันสนองพระราชปณิธานในอันที่จะพัฒนากิจการสื่อสารของประเทศให้เจริญก้าวหน้าตลอดมาจนบัดนี้

ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการสื่อสารได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศและบทบาทของภาคเอกชนมีมากขึ้น รวมทั้งการแข่งขันในกิจการสื่อสารทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ได้ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ความได้เปรียบในเรื่องเศรษฐกิจของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ขึ้นอยู่กับการมีระบบการสื่อสารให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่น คณะรัฐมนตรีได้ตระหนักถึงบทบาทความสำคัญของการสื่อสารดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงได้มีมติเมื่อวันที่ ๒สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ กำหนดให้วันที่ ๔ สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันสื่อสารแห่งชาติ” นับตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๖ เป็นต้นมาจากกิจการกรมไปรษณีย์และกรมโทรเลข โดยทำให้จากการส่งจดหมาย ส่งโทรเลข ส่งวิทยุ พูดโทรศัพท์ นั้นได้มีการพัฒนากิจการสื่อสารตามยุคสมัยด้วยเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยจากดาวเทียม และเครือข่ายระบบดิจิทัลและอื่นๆ…จนเป็นโลกไร้พรมแดนที่กว้างไกลด้วยข่าวสารข้อมูลมาจนทุกวันนี้ จนต้องมีการควบคุมและเฝ้าระวังมากขึ้น…ระหว่างข่าวจริงและข่าวปลอม ส่วนใครจะจริงหรือปลอมนั้นถึงพูดไม่ได้ แต่ปิดการแพร่หลายของเรื่องจริงเรื่องปลอมได้ยากนักรัชกาลที่ ๕

รัชกาลที่ ๕รัชกาลที่ ๕

รัชกาลที่ ๕แสตมป์ดวงแรกของสยามแสตมป์ดวงแรกของสยามเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ไปรษณีย์สยามไปรษณีย์สยามกิจการโทรเลขสยามกิจการโทรเลขสยามกิจการไปรษณีย์สยามกิจการไปรษณีย์สยามส่งจดหมายถึงบ้าน

ส่งจดหมายถึงบ้านสำนักงานไปรษณีย์โทรเลขสยาม

สำนักงานไปรษณีย์โทรเลขสยามไปรษณีย์กลาง

ไปรษณีย์กลางที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขวันสื่อสารแห่งชาติ

วันสื่อสารแห่งชาติ

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593338

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 08.00 น.

ฟิลิปโป โทซู นักวิ่งผลัดทีม 4×100 เมตร ไม้สุดท้ายของอิตาลี พุ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก เฉือนชนะ นาธาเนียล มิตเชลล์-เบลค คู่แข่งจากอังกฤษที่เขาเส้นชัยเป็นที่สอง ในการแข่งขันวิ่งผลัด 4×100 ทีมชาย คว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์ให้อิตาลีได้แบบพลิกความคาดหมาย

เอมมานูเอล คิปคูรุย โครีร์ จากเคนยา ชูมือหราขณะวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกและคว้าเหรียญทอง ในการแข่งขันวิ่ง 800 เมตรชาย

อันโตเนลลา พัลมิซาโน จากอิตาลี ชูมือยิ้มอย่างชื่นมื่น ขณะวิ่งผ่านเส้นชัยเป็นคนแรก คว้าเหรียญทองกรีฑาอีกเหรียญให้อิตาลี ในการแข่งขันเดินทน 20 กิโลเมตรหญิง

คาร์สเทน วอร์โฮล์ม จากนอร์เวย์ ยกมือกุมศีรษะและทำหน้าแบบไม่เชื่อสายตาตนเอง หลังจากคว้าเหรียญทองในการแข่งขันวิ่งข้ามรั้ว 400 เมตรชายได้เป็นผลสำเร็จ

คุยกัน7วันหน : โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า คุกคามกลยุทธ์โควิดเป็นศูนย์ของจีนอย่างไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/593382

คุยกัน7วันหน : โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า  คุกคามกลยุทธ์โควิดเป็นศูนย์ของจีนอย่างไร?

คุยกัน7วันหน : โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า คุกคามกลยุทธ์โควิดเป็นศูนย์ของจีนอย่างไร?

วันอาทิตย์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.45 น.

ตอนนี้ จีนกำลังเผชิญกับการระบาดครั้งใหม่ของโควิด-19 ในรอบหลายเดือน เพียงไม่กี่สัปดาห์มีผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้ารายใหม่หลายร้อยคนในหลายเมืองใหญ่ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า โควิดสายพันธุ์เดลต้าคุกคาม“กลยุทธ์โควิดเป็นศูนย์” ของจีนได้อย่างไรและวิธีดั้งเดิมของจีน ยังคงจะรับมือการระบาดระลอกใหม่ได้หรือไม่

การระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลต้าในจีน เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา หนึ่งในผู้โดยสารของสายการบิน แอร์ ไชน่า เที่ยวบินที่ CA910 ซึ่งเดินทางจากกรุงมอสโก ของรัสเซียไปยังนครหนานจิง เมืองเอกของมณฑลเจียงซู ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้า หลังจากผู้โดยสารลงจากเครื่องบินพนักงานก็เข้าไปทำความสะอาด ปรากฏว่าพนักงานทำความสะอาดสนามบิน 9 คนติดเชื้อโควิดเดลต้า จากนั้นได้แพร่ระบาดไปอีก 26 เมืองทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่เชื่อว่าพนักงานทำความสะอาดบนเครื่องบินไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19และยอมรับว่าอนุญาตให้เที่ยวบินดังกล่าวลงจอดได้ แม้จะถูกสั่งห้ามบินหลายครั้ง เนื่องจากมีผู้โดยสารติดโควิดเดินทางมาด้วย

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นฤดูร้อนที่มีการท่องเที่ยวสูงสุด มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้าในมณฑลและเขตเทศบาลของจีนอย่างน้อย 16 แห่ง ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับคลัสเตอร์ที่หนานจิง แม้ว่าจะมีผู้ป่วยไม่กี่ร้อยคน ซึ่งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรกว่า 1,400 ล้านคนแต่หลายฝ่ายก็กังวลเพราะพบผู้ติดเชื้ออยู่ในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงปักกิ่งเซี่ยงไฮ้ และอู่ฮั่น

เพื่อรับมือกับการระบาดครั้งนี้จีนได้กลับไปใช้วิธีที่คุ้นเคย นั่นคือการตรวจหาเชื้อเชิงรุก มาตรการล็อกดาวน์และตัดขาดเส้นทางคมนาคมขนส่งในบางพื้นที่ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจหาเชื้อ 3 ครั้งให้กับประชาชนในนครหนานจิงแล้ว 9.2ล้านคน และใช้มาตรการล็อกดาวน์กับประชาชนหลายแสนคน ขณะที่ทางการอู่ฮั่นกำลังตรวจหาเชื้อประชาชนทั้งเมือง ที่มีจำนวนกว่า 12 ล้านคน ผู้เชี่ยวชาญเรียกสิ่งเหล่านี้ ว่าเป็นกลยุทธ์การไม่อดทนหรือกำจัดสิ่งที่พบเห็น ไม่เพียงแค่ใช้ในจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ด้วย แต่ความรวดเร็วในการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้า ทำให้เกิดคำถามว่า แนวทางดังกล่าว มีความยั่งยืนอย่างแท้จริงในจีนหรือไม่ เมื่อเผชิญกับโควิดสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดได้มากกว่า

BBC รายงานว่า ในขณะเดียวกันบางคนกังวลว่าวัคซีนของจีนจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ หลังจากที่ทางการเปิดเผยว่าผู้ติดเชื้อในหนานจิงในช่วงแรกหลายคนได้รับวัคซีนต้านโควิดครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน ระบุว่า ขณะที่ยังไม่มีวัคซีนชนิดใดที่สามารถป้องกันการติดโควิดได้วัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันยังคงสามารถควบคุมเชื้อกลายพันธุ์ได้ทุกชนิด แม้ล่าสุด ทางการจีนได้ฉีดวัคซีนต้านโควิดไปแล้วมากกว่า 1,700 ล้านโดส แต่ไม่ได้ระบุจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนครบถ้วนแล้ว นั่นทำให้ศาสตราจารย์หยาน จง หวงผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระดับโลกของสภาวิเทศสัมพันธ์ มองว่า การที่จีนไม่เปิดประเทศ หลังจากฉีดวัคซีนไปจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าไม่เต็มใจจะเปลี่ยนวิถีทางรับมือกับการระบาดครั้งล่าสุด และขาดความมั่นใจในวัคซีนของตน

ขณะที่บทบรรณาธิการของ The Global Times เมื่อเร็วๆ นี้ ปฏิเสธแนวคิดเรื่องการเปิดประเทศอีกครั้งแบบเดียวกับอังกฤษ ระบุว่า “แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางการเมือง” เนื่องจากจะส่งผลให้เกิด “ค่าใช้จ่ายทางสังคมและความเจ็บปวดที่คาดไม่ถึง”

จิน ตงหยาน นักไวรัสวิทยา จากมหาวิทยาลัยฮ่องกงระบุว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากทัศนคติที่ผ่อนคลายไปจนถึงการล็อกอย่างเข้มงวด เป็นสไตล์ปกครองของจีน ซึ่งสุดโต่งมาก อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนไปใช้สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า “กลยุทธ์บรรเทาผลกระทบ “ที่มุ่งเน้นลดการเสียชีวิตมากกว่า ลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ขณะที่หนึ่งในความท้าทายที่สุดสำหรับทางการ คือการโน้มน้าวใจชาวจีนที่ไม่ชอบความเสี่ยง เนื่องจากตอนที่เกิดการแพร่ระบาดในอู่ฮั่น ระบบสาธารณสุขรับผู้ป่วยจนล้นมือ หากเปิดประเทศอีกครั้ง เกรงว่าระบบสาธารณสุขจะไม่อาจรองรับการระบาดระลอกใหม่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท

ศาสตราจารย์แนนซี เจคเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวจริยธรรม จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ระบุว่า หากจีนไม่เปลี่ยนแปลงเร็วพอ ผลกระทบจะรุนแรงขึ้นในทุกระดับสังคม แนะว่าควรมีแนวทางที่เหมาะสมขึ้น เช่น การล็อกดาวน์ในระดับท้องถิ่นมากขึ้น และการจัดลำดับความสำคัญ เช่น อนุญาตให้โรงเรียนเปิดได้ ขณะที่โรงยิมและร้านอาหารต้องปิดให้บริการ

พร้อมกับระบุว่า โลกจะถูกแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ ผู้ที่ยังคงดำเนินกลยุทธ์โควิดเป็นศูนย์ และผู้ที่เปลี่ยนไปใช้มาตรการบรรเทาผลกระทบ แต่สุดท้ายอาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับมัน และในช่วงหลังของการระบาด การเสียชีวิตจะลดลง แต่ไวรัสจะปรากฏขึ้นอีกทุกปีเหมือนเป็นหวัด และหากเป็นเช่นนั้น จีนก็จะต้องอยู่กับมันต่อไปให้ได้