มท.-ภาคประชาชนเริ่มดำเนินโครงการบรรพชาอุปสมบท ถวายพระพรเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702937

มท.-ภาคประชาชนเริ่มดำเนินโครงการบรรพชาอุปสมบท ถวายพระพรเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

มท.-ภาคประชาชนเริ่มดำเนินโครงการบรรพชาอุปสมบท ถวายพระพรเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566, 08.39 น.

รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยร่วมกับภาคประชาชนเริ่มดำเนินโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ณ วัดทุกจังหวัดทั่วประเทศถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ วันนี้(9ม.ค.) เตรียมจัดพิธีอีก 43 จังหวัด 4,387 รูป และทยอยดำเนินการตลอดเดือนม.ค. ใน 76 จังหวัด รวม 7,802 รูป

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 65 ได้ เห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพหลักดำเนินโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ วัดที่จังหวัดกำหนด ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ โดยให้ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมโครงการฯ โดยไม่ถือเป็นวันลา เสมือนเป็นการปฏิบัติราชการและได้รับเงินเดือนตามปกติ

วานนี้(8 ม.ค. 66) เป็นวันแรกของเริ่มโครงการฯ รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับภาคประชาชนในการจัดพิธีบรรพชาอุปสมบทใน 4 จังหวัด รวม 396 รูป ประกอบด้วย  1.จ.พระนครศรีอยุธยา ณ วัดพนัญเชิงวรวิหาร อำเภอพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา 2.จ.หนองบัวลำภู ณ วัดพัชรกิติยาภาราม ต.หนองหว้า อ.เมืองหนองบัวลำภู 3.จ.เชียงใหม่ ณ วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร ต.พระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่ และ 4.จ.ตรัง ณ วัดกะพังสุรินทร์ พระอารามหลวง ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง

สำหรับในวันนี้ (9 ม.ค. 66) จะมีพิธีบรรพชาอุปสมบทมากที่สุดคือ 43 จังหวัด รวม 4,387 รูป และในจังหวัดที่เหลือจะทยอยจัดพิธีไปถึงวันที่ 16 ม.ค. 66 ครบทั้ง 76 จังหวัด รวมบรรพชาอุปสมบทตลอดโครงการทั้งสิ้น  7,802 รูป

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า โครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูปฯ  ครั้งนี้จัดโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระยะเวลาดำเนินการตลอดเดือนม.ค. 66 มีเป้าหมายผู้เข้าร่วมเป็นบุคลากรภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วประเทศ เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน และเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี โดยการเจริญจิตภาวนา อีกทั้งให้การเข้าร่วมอุปสมบทได้เป็นโอกาสศึกษาพระธรรมวินัยและปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาของผู้เข้าร่วมโครงการ

‘ศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองฯ มจธ.ราชบุรี’ ยกระดับคุณภาพน้ำผึ้งไทย-เพิ่มรายได้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702841

‘ศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองฯ มจธ.ราชบุรี’ ยกระดับคุณภาพน้ำผึ้งไทย-เพิ่มรายได้เกษตรกร

‘ศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองฯ มจธ.ราชบุรี’ ยกระดับคุณภาพน้ำผึ้งไทย-เพิ่มรายได้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร (Native Honeybee and Pollinator Research Center)” เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานการเรียนรู้เรื่องผึ้ง หรือ “Bee Park” ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) วิทยาเขตราชบุรี ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2551 เริ่มดำเนินการศึกษาและทำการวิจัยเรื่องผึ้งและการใช้ประโยชน์จากผึ้งพื้นเมืองเอเชียมุ่งเน้นศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพและการปรับตัวของผึ้งพื้นเมือง

การใช้เทคโนโลยีทางด้านวิศวกรรมศาสตร์นำพัฒนาเทคโนโลยีฉลาดที่ใช้ในฟาร์มผึ้ง (Smart farming) ซึ่งเป็นผลการทำงานร่วมกันของนักวิจัยจากหลากหลายความเชี่ยวชาญ เช่น ชีววิทยา เคมี คอมพิวเตอร์และวิศวกรรม ตลอดจนการประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ มีบริการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่กลุ่มเกษตรกรที่สนใจพัฒนาการเลี้ยงผึ้งพื้นเมืองอย่างยั่งยืน

โดยมี รศ.ดร.อรวรรณ ดวงภักดี อาจารย์ประจำ มจธ.ราชบุรี เป็นหัวหน้าศูนย์วิจัยฯ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมผึ้งและภาษาผึ้งคนแรกของไทย ล่าสุด ยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติ “Regional President of Asia” ของสภาบริหารของสมาคมผึ้งโลก Apimondia (Apimondia : International Federation of Beekeepers’ Associations)

รศ.ดร.อรวรรณ กล่าวว่า บทบาทหน้าที่ของศูนย์ฯ คือ การศึกษาวิจัยด้านผึ้งใน 4 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.ศึกษาพฤติกรรมผึ้ง ความหลากหลายของผึ้งและปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผึ้งทางการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ (climate change) 2.สร้างเครื่องมือที่ชื่อว่า รังผึ้งฉลาด (smarthives) เพื่อศึกษาภาษาผึ้งผ่านแอปพลิเคชั่น beeconnex โดยทำร่วมกับภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ.

3.ใช้ประโยชน์จากผึ้งเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และ 4.สร้างน้ำผึ้งมูลค่าสูงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะจำหน่ายผ่านแบรนด์ “BEESANC” ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับผลผลิตน้ำผึ้งของเกษตรกรที่ผ่านการอบรมจากทั่วประเทศไทย โดยศูนย์ฯ เริ่มจากการศึกษาวิจัยซึ่งได้ทำงานวิจัยด้านผึ้งและต้นผึ้งมานานกว่า 10 ปี จากนั้นนำองค์ความรู้ที่ได้มาถ่ายทอดเกี่ยวกับการเลี้ยงผึ้ง ตั้งแต่ชนิดของผึ้งในประเทศไทย การคัดเลือกชนิดผึ้ง การเลี้ยง การปลูกพืชอาหารผึ้ง การออกแบบสวน ขั้นตอนการเก็บ การแยกขยายกล่อง

ไปจนถึงกระบวนการผลิตน้ำผึ้งแบบธรรมชาติเพื่อให้ได้น้ำผึ้งคุณภาพที่ดีที่สุดในเวลาที่ดีที่สุด การวิเคราะห์คุณสมบัติอาหารฟังก์ชั่นของน้ำผึ้ง จนถึงการทำตลาด โดยเน้นการเลี้ยงผึ้งแบบเลี้ยงไว้กับพื้นที่และสามารถเลี้ยงได้ตลอดทั้งปีจัดหลักสูตรอบรมการเลี้ยงผึ้งชันโรงให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจ กระทั่งสามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเครือข่ายทั่วประเทศได้เป็นจำนวนมาก อาทิ เกษตรกรกลุ่มเลี้ยงผึ้งพื้นเมืองและชันโรง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี, กลุ่มมละบริภูฟ้า ต.ภูฟ้า อ.บ่อเกลือ จ.น่าน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้อบรมการเลี้ยงผึ้งชันโรงให้กับครูและเด็กโรงเรียนชายขอบระดับชั้นป.1-ป.6เพื่อเสริมทักษะการเลี้ยงผึ้งให้กับเด็กๆ ที่ขาดโอกาส เด็กที่ครอบครัวมีฐานะยากจนจะได้มีวิชาติดตัว สามารถนำรายได้จากการน้ำผึ้งและชันโรงไปเรียนต่อได้ หรือเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวโมเดลนี้เราเริ่มทำกันแล้วในพื้นที่ที่อยู่ชายขอบราชบุรีและค่อยๆ ขยายออกไปยังจังหวัดข้างเคียงทั้งเพชรบุรีและกาญจนบุรี

“เราสอนการเลี้ยงผึ้งทุกชนิด สามารถเลือกที่เหมาะสมกับตัวเองได้ ทุกชนิดที่สอนมีศักยภาพ มีความเป็นไปได้ในการเลี้ยงทั่วประเทศ หรือแม้แต่ผึ้งพันธุ์ของต่างประเทศ ก็สามารถเลี้ยงเป็นอาชีพได้แต่มีต้นทุนสูง ต้องเลี้ยงเป็นหลักร้อยรังขึ้นไป ถึงจะคุ้มทุน ต้องใช้เวลาในการดูแลค่อนข้างมาก และไม่สามารถเลี้ยงได้ทุกพื้นที่ในประเทศไทย ขณะที่ชันโรงสามารถเลี้ยงได้ทั่วประเทศ แม้แต่คอนโดก็เลี้ยงได้และใครก็สามารถเลี้ยงได้ ผู้หญิง ผู้ชาย คนชรา หรือคนพิการ นักศึกษา นักเรียน อาชีพอะไรก็เลี้ยงได้

เนื่องจากชันโรงเป็นผึ้งขนาดเล็ก ไม่ต่อย ดูแลง่าย ใช้พื้นที่ไม่มาก ต้นทุนถูก แม้ปริมาณของน้ำผึ้งที่ได้ต่อรังจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผึ้งชนิดอื่น แต่สามารถผลิตน้ำผึ้งได้คุณภาพสูง แค่ตั้งกล่องรังไว้ 2-3 รัง ไม่ต้องให้อาหารอะไร ผึ้งก็ทำงานผสมเกสร จะได้น้ำผึ้งสูงสุด 1 กก.ต่อรัง ถ้าเป็นผึ้งโพรงจะได้น้ำผึ้ง 5-15 กก.ต่อรัง ส่วนผึ้งมิ้ม จะได้น้ำผึ้ง 0.5-1.5 กก.ต่อรัง ราคาน้ำผึ้งรับซื้ออยู่ที่ 1,000 -1,500 บาทต่อรังดังนั้น การเลี้ยงผึ้งจึงเหมือนการหยอดกระปุกค่อยๆ สะสมไป สามารถทำเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายรายได้” รศ.ดร.อรวรรณ กล่าว

รศ.ดร.อรวรรณ กล่าวต่อไปว่า จากการศึกษามากว่า 15 ปี ทำให้รู้พฤติกรรมของผึ้งแต่ละชนิดและขยายไปสู่การศึกษาเรื่องพืชอาหารผึ้ง ความสามารถในการบินหรือระยะการบินของผึ้ง ไปจนถึงการจัดการภูมิทัศน์หรือการออกแบบสวนผึ้ง หัวหน้าศูนย์วิจัยฯกล่าวว่า การสอนเลี้ยงผึ้งของเราจะเป็นแบบธรรมชาติ แต่จะแตกต่างจากที่อื่น คือ เราจะคัดเลือกตั้งแต่พืชอาหารที่ดีสำหรับผึ้ง กระบวนการทำน้ำผึ้งที่ไม่ทำให้เกิดการสูญเสีย และมีใบรับรองผลการตรวจค่าสรรพคุณและคุณภาพของน้ำผึ้งจากห้องปฏิบัติการ

ซึ่งการเลี้ยงผึ้งเพื่อพัฒนาคุณภาพน้ำผึ้งให้ได้น้ำผึ้งที่เร็วและมีคุณภาพดีที่สุด จะต้องดูจากพฤติกรรมของผึ้งว่าผึ้งชอบหรือไม่ชอบอะไร เพราะผึ้งเป็นสัตว์ที่ช่างเลือก จะเลือกกินในสิ่งที่ดีที่สุด และจะบอกต่อๆ กันในกลุ่ม ดังนั้นพื้นที่ใดมีผึ้งอยู่ที่นั่นถือว่าตอบโจทย์ความอุดมสมบูรณ์ เพราะผึ้งยังช่วยผสมเกสรทำให้ผลผลิตของเกษตรกรดีขึ้น โดยที่ผ่านมา พบว่า “เกษตรกรเครือข่ายผู้เลี้ยงผึ้งที่ทางศูนย์ฯ สร้างขึ้น ลดการใช้ยาฆ่าแมลงลงอย่างเห็นได้ชัด” ซึ่งต้องยอมรับว่าเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังคงใช้สารเคมี จึงต้องค่อยๆ ปรับพฤติกรรมโดยให้ความรู้

เช่น “ให้เขาศึกษาพฤติกรรมของผึ้งว่าผึ้งเข้าไปเอาน้ำหวานในดอกไม้ช่วงไหนมากที่สุด ช่วงไหนที่ดอกไม้บานมากที่สุด เราก็จะห้ามเขาฉีดหรือใช้ยาในช่วงนั้น พอใครเริ่มรักผึ้ง เขาก็จะลดการใช้สารเคมีลงเอง” นอกจากนี้ชนิดของพืชอาหารยังเชื่อมโยงกับการผสมเกสรของผึ้ง ปริมาณน้ำหวานของพืชแต่ละชนิดสามารถนำมาใช้กำหนดปริมาณน้ำผึ้งที่ต้องการได้ ดังนั้น คุณภาพน้ำผึ้งจะต้องดูตั้งแต่ต้นทาง คือ พืชอาหารที่ผึ้งชอบ

รศ.ดร.อรวรรณ ยังกล่าวอีกว่าจากงานวิจัยและผลการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการ (Lab) พบว่าพืชที่ให้น้ำหวานที่มีคุณภาพดีที่สุดปลูกง่าย และไม่ต้องดูแลมาก อันดับหนึ่งได้แก่ “ดอกดาวกระจาย” เป็นดอกไม้ที่ให้น้ำผึ้งเกรดเอ โดยผล Lab ตรวจพบสรรพคุณทางยาที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านการอักเสบสูงถึงร้อยละ 97-98 ซึ่งมีสรรพคุณเทียบเท่าหรือเหนือกว่าน้ำผึ้งมานูก้าที่มีราคาแพง รองลงมาคือ “ดอกเสี้ยวป่า” เนื่องจากพบว่ามีสรรพคุณทางยาที่ให้สารต้านการอักเสบถึงร้อยละ 95

นอกจากนี้ยังมี ดอกประดูป่า ดอกฟักทอง ดอกพิกุล ดอกหญ้า ดอกมะระ เป็นต้น ล่าสุด เตรียมขยายผลทำการวิจัยกับดอกดาวกระจายเพิ่มอีก และภายในสิ้นปี 2565 จะทำการศึกษาวิจัยกับดอกแมกคาเดเมียและกาแฟ โดยพืชแต่ละชนิดที่ค้นพบนี้จะจัดทำเป็นตารางพืชอาหารผึ้ง เพื่อแสดงดัชนีพืชอาหารให้เห็นรอบปีการปลูก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรสามารถนำใช้ประกอบการปลูกพืชอาหารผึ้งในพื้นที่ได้

“ก่อนจะเก็บน้ำผึ้งควรปล่อยให้จุลินทรีย์และเอนไซม์ทำงานเต็มที่ เพราะน้ำผึ้งที่มีคุณภาพสูงจะต้องมีความชื้นเหลืออยู่ที่ 22-21% นอกจากนี้หากพืชเริ่มต้นน้ำหวานมีคุณสมบัติทางยาเมื่อเป็นน้ำผึ้งจะเข้มข้นขึ้น ตั้งแต่ 10-100 เท่า เมื่อผสานกับนวัตกรรมการการบ่มน้ำผึ้งที่ให้จุลินทรีย์และเอนไซม์ ยิ่งทำให้น้ำผึ้งมีความเป็นยามากขึ้น เป็นตัวอย่างที่เราค้นพบและนำมาสอนให้กับเกษตรกรและผู้สนใจ” รศ.ดร.อรวรรณ กล่าวแนะนำในตอนท้าย

“น้ำผึ้งไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก” แต่จะทำอย่างไรให้คนไทยและทั่วโลกได้รู้จักมากขึ้น เพราะมาตรฐานน้ำผึ้งระดับสากล (CODEX standard for honey) ที่ใช้กันอยู่ถูกจำกัดเฉพาะน้ำผึ้งจากชาติตะวันตก ขณะที่น้ำผึ้งเขตร้อนฝั่งชาติเอเชียที่มีคุณภาพยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก ส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดของผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งในกลุ่มตลาดไฮเอนด์ และตลาด Healthcare ซึ่งปัจจุบันน้ำผึ้งเป็นที่ต้องการของตลาดสูงมาก รวมถึงรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง

แต่งานวิจัยของศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสรนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้การพัฒนาน้ำผึ้งของไทยมีคุณภาพสูงขึ้นเทียบเท่าหรือเหนือกว่าน้ำผึ้งราคาแพงของต่างประเทศและมีการันตีคุณภาพจาก Lab ที่จะทำให้ผู้ซื้อและผู้บริโภคมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น และจะเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ความพยายามในการสร้าง “มาตรฐานน้ำผึ้งเขตร้อน” ในระดับภูมิภาคเอเชียให้เกิดขึ้นต่อไปในอนาคต!!!

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

‘ม.เทคโนโลยีมหานคร’มุ่งพัฒนาหลักสูตร ปั้นบัณฑิตพร้อมใช้-ป้อนตลาดอุตสาหกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702842

‘ม.เทคโนโลยีมหานคร’มุ่งพัฒนาหลักสูตร  ปั้นบัณฑิตพร้อมใช้-ป้อนตลาดอุตสาหกรรม

‘ม.เทคโนโลยีมหานคร’มุ่งพัฒนาหลักสูตร ปั้นบัณฑิตพร้อมใช้-ป้อนตลาดอุตสาหกรรม

วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จากชื่อเสียงที่สั่งสมมานานกว่า 3 ทศวรรษของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ที่โดดเด่นในด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีและได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนอันดับหนึ่งของไทย ด้านวิจัยนวัตกรรมและสังคม จากการจัดอันดับของ SCImago Institutions Rankings(SIR) ในปี 2021 รวมถึงจากข้อมูลสถิติยังพบบัณฑิตของ MUT มีงานทำอยู่ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ สูงถึงร้อยละ 95

ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จและเป็นสิ่งพิสูจน์ถึงความตั้งใจตลอดระยะเวลากว่า 33 ปี แห่งความมุ่งมั่นดังวิสัยทัศน์ที่ว่า “บัณฑิตและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครต้องเป็นที่ยอมรับและต้องการของภาคอุตสาหกรรม” และ MUT พร้อมก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีที่ดีเยี่ยมสำหรับทุกคน (Premium Technological University for All)

ผศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กล่าวว่า แนวการเรียนการสอนของที่นี่ไม่ใช่แค่การให้องค์ความรู้ที่เป็นทฤษฎีอยู่ในตำราเรียนเท่านั้น แต่ยังทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษามาโดยตลอด เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการความรู้ระหว่างศาสตร์กับเทคโนโลยีหลายแขนง เพื่อให้ทุกหลักสูตรมีคุณภาพ

ทุกกระบวนการเรียนการสอนทันสมัยและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ก่อให้เกิดผลงานวิจัยชั้นนำที่โดดเด่น ทั้งแนวคิดผลิตผลเชิงนวัตกรรมที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ MUT ในหลายมิติ เพื่อให้นักศึกษาของ MUT สำเร็จเป็นบัณฑิตที่เปี่ยมคุณภาพ หรือเป็น “บัณฑิตพร้อมใช้” แนวการเรียนการสอนของ MUT จึงมุ่งเน้นสร้างความรู้และทักษะในการทำงานทั้งด้าน Hard skills และ Soft skills ที่แข็งแกร่งรอบด้านอย่างเป็นองค์รวม (Holistic Knowledge & Skills) ให้เกิดขึ้นในตัวนักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ไปจนจบการศึกษา MUT

จึงมีการพัฒนาหลักสูตรกระบวนการเรียนการสอนแนวใหม่สำหรับนักศึกษาสายวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี โดยจำแนกเป็น 2 แผน เพื่อกลุ่มผู้เรียนเป้าหมาย 2 กลุ่ม ดังนี้ 1.แผนการเรียนระดับปริญญาตรี 4 ปี สำหรับนักเรียนที่เรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญ และระดับ ปวช. ทุกสายทุกสาขา สามารถสมัครเรียนตามแผนที่นำทางหรือ Road Map ของหลักสูตรต่างๆ ที่ถูกออกแบบไว้อย่างดี

กับ 2.แผนการเรียนเทียบโอนสำหรับผู้เรียนที่เพิ่งเรียนจบสายอาชีวศึกษาระดับ ปวส. และต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี หรือผู้ที่เรียนจบ ปวส. หรือจบปริญญาตรีแล้วในหลากหลายสาขาอาชีพ มีงานทำหรือเคยทำงานและมีความสนใจหรือจำเป็นต้อกลับมาเรียนสายวิศวกรรมศาสตร์ฯ รวมถึงผู้ที่เรียนจบปวส. ออกไปทำงานแล้วมาอย่างน้อย5 ปี อายุ 30 ปีขึ้นไป และต้องการกลับมาเรียนต่อ สามารถนำประสบการณ์การทำงาน ความรู้ที่มีอยู่มาเทียบโอนเพื่อเรียนเฉพาะด้านหรือหัวข้อวิชาที่ยังขาดทักษะความรู้ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นเรียนวิชาพื้นฐานทั่วไปซ้ำอีก

“เรามีนโยบายในการบริหารจัดการนักศึกษาทั้ง 2 กลุ่มแตกต่างกัน กล่าวคือถ้าเป็นนักศึกษาภาคปกติเรียน 4 ปี เมื่อเรียนถึงปีสุดท้าย นักศึกษาอาจลืมสิ่งที่ได้เรียนมาเมื่อตอนปี 1 ถึงปี 3 ไปแล้วหากไม่ได้ทบทวน จึงเป็นหน้าที่ของคณาจารย์และมหาวิทยาลัย ที่จะต้องแก้ปัญหาว่าทำอย่างไรให้นักศึกษาปี 4 เมื่อจบไปแล้วมีความพร้อมตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

MUT จึงพัฒนากระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียนด้วยสถานการณ์จริง นั่นคือ นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายจะได้ฝึกทำงานจริง ในบริษัทจำกัดที่มหาวิทยาลัยจัดตั้งขึ้นเพื่อรับงาน R&D จากภาคเอกชนและภาครัฐ ซึ่งต่างจากกลุ่มของนักศึกษาระดับ ปวส. ที่มาเรียนแผนการเรียนเทียบโอน ทาง MUT ก็จะมาดูทักษะ ความจัดเจนของนักศึกษากลุ่มนี้ว่ายังขาดอะไร เพื่อจะช่วยเติมเต็มความรู้และพัฒนาศักยภาพของน้องๆ กลุ่มนี้ให้มีความชำนาญในระดับที่สูงมากขึ้น” ผศ.ดร.ภานวีย์ กล่าว

ปัจจุบัน MUT ได้ปรับหลักสูตรและจัดกระบวนการเรียนการสอนแนวใหม่ชื่อว่า MUT Selected Topics สำหรับการเรียนในปีสุดท้ายของนักศึกษา ไม่ว่าจะเลือกเรียนแผนการเรียนปริญญาตรี 4 ปี หรือ แผนการเรียนเทียบโอน จะมีวิชาที่คัดสรรอย่างดีมาให้นักศึกษาแต่ละคนได้เลือกเรียนตามความถนัด ตามความสนใจหรือที่จำเป็นตามสายงานแต่ละอาชีพ แต่ละกิจการ หรือตามแต่ละอุตสาหกรรมที่นักศึกษาสนใจร่วมงานเมื่อสำเร็จการศึกษา

ผศ.ดร.ภานวีย์ กล่าวต่อไปว่า MUT มุ่งเน้นการเรียนการสอนแบบบูรณาการ เพื่อให้นักศึกษามีทักษะและเรียนรู้แบบองค์รวมเน้นการเรียนรู้ครบทุกมิติ และเรียนเพื่อให้รู้จักสังคม เพื่อก้าวสู่โลกของการทำงานจริงได้อย่างมั่นคง จึงมีการออกแบบหลักสูตรบางรายวิชาสำหรับนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ฯและนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มาควบรวมไว้ด้วยกันเพื่อให้นักศึกษาทั้งสองคณะได้พัฒนาทักษะและแลกเปลี่ยนความรู้ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

โดยในส่วนคณะบริหารธุรกิจ จากปกติที่มีการเรียน Workshop ทั้งหมด 6 รายวิชา จะมีการเสริมทักษะให้นักศึกษาที่เรียนบริหารธุรกิจให้ได้มีแนวคิดเชิงวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้มีความเข้าใจทฤษฎีเชิงระบบว่า เพราะเหตุใดการทำงานใดๆ จึงต้องมีนวัตกรรมเป็นองค์ประกอบ และสิ่งต่างๆ มีไว้เพื่อทำอะไรได้บ้าง เป็นการทำให้นักศึกษาที่เรียนบริหารธุรกิจ กับ MUT มีความได้เปรียบกว่า เพราะสามารถคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันนั่นเอง

ขณะเดียวกันนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี ก็จะได้เรียนรู้เรื่องการบริหารธุรกิจด้วย เพื่อให้นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ฯได้มีความรู้เชิงการบริหารงาน การคิดต้นทุน กำไร ขาดทุน รู้วิธีทำธุรกิจ การทำมาร์เก็ตติ้ง การใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดีย เป็นต้น ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการเสริมทัพความแข็งแกร่งให้นักศึกษาของ MUT ทุกคน ไม่ว่าจะเรียนสายวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สายบริหารธุรกิจ เมื่อเรียนจบออกไปทำงานในภาคอุตสาหกรรม ก็จะมีความรู้แบบองค์รวม ไม่ใช่มีแค่ความรู้ด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะเท่านั้น

ส่วนคณะสัตวแพทยศาสตร์ ก็เป็นอีกหนึ่งสาขาที่โดดเด่นและ MUT ให้ความสำคัญอย่างมากเช่นกัน โดย MUT วางแผนที่จะเข้าไปเปิดโรงพยาบาลรักษาสัตว์ในย่านใจกลางเมือง ซึ่งจะมีเคสสัตว์ป่วยเข้ามาให้ตรวจรักษาเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เพื่อให้นักศึกษาสัตวแพทย์ได้มีโอกาสพัฒนาทักษะในวิชาชีพมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นหลักคิดในการบริหารและจัดกระบวนการเรียนการสอนแนวใหม่ที่เป็นจุดเด่นและเป็นความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครกับสถาบันอุดมศึกษาอื่น

“ผมเคยพูดอยู่เสมอว่า ความคาดหวังในอนาคต คือ ผมอยากให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เป็นเพียงมหาวิทยาลัยขนาดเล็กที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำและยอดนิยมด้านวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทยเท่านั้น

ผมไม่ต้องการเปิดหลักสูตรอะไรมากมายตามกระแสนิยม หรือ ตามเทรนด์ แต่ผมจะนำความต้องการหรือเทรนด์ที่เกิดขึ้นมาพัฒนาปรับปรุงและประยุกต์ใช้ให้เข้ากับระบบการเรียนการสอนในหลักสูตรที่เป็น Core Value ของ MUT เพื่อปั้นบัณฑิตพร้อมใช้สู่ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสร้างบัณฑิตที่สามารถรับมือกับเทคโนโลยีการผลิต การวบริการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” ผศ.ดร.ภานวีย์ กล่าวในตอนท้าย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT)

‘ปลัดมท.’เผยหลายจังหวัดร่วมอนุโมทนาจัดโครงการบรรพชาอุปสมบทรวม 396 รูป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702920

‘ปลัดมท.’เผยหลายจังหวัดร่วมอนุโมทนาจัดโครงการบรรพชาอุปสมบทรวม 396 รูป

‘ปลัดมท.’เผยหลายจังหวัดร่วมอนุโมทนาจัดโครงการบรรพชาอุปสมบทรวม 396 รูป

วันอาทิตย์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2566, 19.59 น.

“ปลัดมท.”เผยหลายจังหวัดร่วมอนุโมทนาจัดโครงการบรรพชาอุปสมบทรวม 396 รูป ถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยร่วมกับมหาเถรสมาคมและทุกจังหวัดทั่วประเทศ จัดโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพลานามัยแข็งแรงในเร็ววัน โดยกำหนดจัดบรรพชาอุปสมบท ซึ่งเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดเมตตาประทานผ้าไตร 76 ไตร ให้กับทุกจังหวัด จังหวัดละ 1 ไตร โดยเสด็จพระกุศลในโครงการฯ นี้ด้วย

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้าและความจงรักภักดีของข้าราชการและพสกนิกรทุกจังหวัดทั่วประเทศ จึงพร้อมใจกันสมัครเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทฯ เพื่อร้อยรวมใจตั้งจิตอธิษฐานถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพลานามัยแข็งแรงในเร็ววัน ซึ่งในวันนี้ได้มีการจัดพิธีบรรพชาอุปสมบท เพื่อถวายเป็นพระกุศลถวายพระพรฯ จำนวน 4 จังหวัด รวม 396 รูป ได้แก่

1. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ณ วัดพนัญเชิงวรวิหาร อำเภอพระนครศรีอยุธยา นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นำหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายอำเภอ ทหาร ตำรวจ เหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และพี่น้องประชาชนเข้าร่วมพิธีบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

2. ที่ จ.หนองบัวลำภู ณ วัดพัชรกิติยาภาราม ตำบลหนองหว้า อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู พระราชวชิรธาดา เจ้าคณะจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุวิทย์ จันทร์หวร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ประกอบพิธีมอบผ้าไตรและพิธีบรรพชาอุปสมบท ตามโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพลานามัยแข็งแรง และเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ โดยมีผู้แทนนาคเข้ารับผ้าไตรประทานของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก และรับมอบผ้าไตรของกระทรวงมหาดไทย และผ้าไตรของจังหวัดหนองบัวลำภูและคณะเจ้าภาพ ทั้งนี้ นาคที่ได้เข้ารับการบรรพชาสามเณรโดยมีพระราชวชิรธาดา เจ้าคณะจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นพระอุปัชฌาย์ ทุกรูปได้รับฉายาที่มีคำขึ้นต้นด้วย “วชิระ” ซึ่งมีความหมายว่า เพชร หรือ พัชระ อันเนื่องมาจากพระนามของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยหลังจากการบรรพชาเสร็จสิ้นเรียบร้อย สามเณรทั้งหมดจะเข้ารับการอุปสมบท ณ วัดศูนย์กลางประจำตามแต่ละอำเภอที่สังกัดต่อไป

3. ที่ จ.เชียงใหม่ ณ วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พระเทพปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าอาวาสวัดเจ็ดยอด พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบทตามโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งพระสงฆ์ที่ได้ทำการอุปสมบทในครั้งนี้ จะปฏิบัติธรรม ศึกษาพระวินัย เพื่อถวายพระพร ระหว่างวันที่ 7 – 22 มกราคม 2566

4. ที่ จ.ตรัง ณ วัดกะพังสุรินทร์ พระอารามหลวง ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พระราชวรากร เจ้าคณะจังหวัดตรัง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีบรรพชาอุปสมบท 99 รูป เพื่อถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  และขอพรให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวร และทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงในเร็ววัน

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ ในวันนี้หลายจังหวัดได้มีการประกอบพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับพิธีบรรพชาอุปสมบทตามโครงการฯ อาทิ

1. ที่ จ.กาฬสินธุ์  ณ วัดกลาง พระอารามหลวง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีปลงผมนาคเตรียมเข้าสู่พิธีบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยพระครูจันทธรรมานุวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์  เหล่ากาชาดจังหวัดกาฬสินธุ์ หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน ร่วมในพิธี ซึ่งการจัดพิธีพร้อมกันทั้ง 18 อำเภอ รวม 99 นาค และนาคทั้งหมดจะเข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท ที่วัดกลาง พระอารามหลวง พร้อมกันในวันที่ 9 มกราคม 2566

2. ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ณ วัดกุยบุรี อ.กุยบุรี  พระราชรัตนวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าอาวาสวัดกุยบุรี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายเสถียร เจริญเหรียญ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีปลงผมนาคโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 103 นาค มี นางฐิตยาภา เจริญเหรียญ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดฯ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และพุทธศาสนิกชนจำนวนมากร่วมพิธี ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบท จำนวน 103 นาค เกิดอานิสงส์จากการรวมความศรัทธาและความจงรักภักดีถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

3. ที่ จ.อำนาจเจริญ ณ วัดบ้านเก่าบ่อ ตำบลหนองแก้ว อำเภอหัวตะพาน พระครูภาวนากิจจาทร ประธานฝ่ายสงฆ์ และนายชนาส ชัชวาลวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ประธานฝ่ายฆราวาส ประกอบพิธีมอบผ้าไตร ตามโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เพื่อเป็นการถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรง และเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ มีผู้เข้าร่วมโครงการ 99 คน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ภาคเอกชนและประชาชนชาวจังหวัดอำนาจเจริญร่วมใจประกอบพิธี

4. ที่ จ.เพชรบูรณ์ ณ วัดมหาธาตุ พระอารามหลวง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ นายกฤษณ์ คงเมือง  ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีขลิบปอยผมนาค โครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มีผู้เข้าร่วมโครงการ 99 คน โดยมี รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะผู้บริหารเเละเจ้าหน้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วมพิธีฯ

5. ที่ จ.อ่างทอง ณ หอประชุมสงฆ์จังหวัดอ่างทอง วัดอ่างทอง วรวิหาร อำเภอเมืองอ่างทอง นายรังสรรค์  ตันเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เป็นประธานในพิธีปลงผมนาค ในโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กระทรวงมหาดไทย เพื่อถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงโดยเร็ววัน และเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ มีผู้เข้าร่วมโครงการ 99 คน โดย พระครูสุทธิกิจจาทร รองเจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง เจ้าอาวาสวัดอ่างทอง วรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง เหล่ากาชาดจังหวัดอ่างทอง รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดอ่างทอง (ท.) อัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอ่างทอง หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอทุกอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดอ่างทอง เข้าร่วมพิธี

6. ที่ จ.นครนายก ณ วัดอุดมธานี พระอารามหลวง อำเภอเมืองนครนายก จัดพิธีปลงผมในโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป เพื่อถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มีผู้เข้าร่วมโครงการ 103 คน โดยมีท่านเจ้าคุณพระราชพรหมคุณ เจ้าคณะจังหวัดนครนายก เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นายอำพล บุญประภากร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พันเอก อภิชาติ มีธัญญากร รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดฝ่ายทหาร เหล่ากาชาดจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด ข้าราชการ และประชาชน เข้ามาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

7. ที่ จ.พะเยา ณ วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง อำเภอเมืองพะเยา พระราชปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา ประธานฝ่ายสงฆ์ และว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ โรจนโสทร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ประธานฝ่ายฆราวาส ประกอบพิธีปลงผมนาคตามโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เพื่อเป็นการถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพลานามัยแข็งแรง และเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในกรุณาธิคุณ การประกอบพิธีปลงผมในวันนี้ มีนาคเข้ารับการปลงผมตามโครงการฯ ของจังหวัดพะเยา จำนวน 99 คน

“กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับมหาเถรสมาคม จัดโครงการบรรพชาอุปสมบท 99 รูป ถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งการจัดโครงการฯ ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากพลังแห่งความจงรักภักดีและพลังศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาเพื่อบำเพ็ญกุศลปฏิบัติบูชาน้อมถวายพระพร ด้วยความตั้งใจของข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ญาติพี่น้องของผู้เข้าร่วมโครงการ ตลอดจนพี่น้องประชาชนพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ และภายหลังจากเสร็จพิธีบรรพชาอุปสมบทแล้ว ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมกับทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหาร น้ำปานะ ตลอดจนประกอบศาสนกิจ เพื่อถวายพระกุศลถวายพระพรให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงหายจากพระอาการประชวร และทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงในเร็ววัน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

– 006

‘ในหลวง-พระราชินี’โปรดเกล้าฯพระราชทานเงิน-สิ่งของ เนื่องวันคล้ายวันประสูติ’เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702858

'ในหลวง-พระราชินี'โปรดเกล้าฯพระราชทานเงิน-สิ่งของ เนื่องวันคล้ายวันประสูติ'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ'

‘ในหลวง-พระราชินี’โปรดเกล้าฯพระราชทานเงิน-สิ่งของ เนื่องวันคล้ายวันประสูติ’เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.07 น.

“ในหลวง-พระราชินี” โปรดเกล้าฯพระราชทานเงิน สิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่ วัด โรงพยาบาล และสถานสงเคราะห์ รวม 24 แห่ง เนื่องวันคล้ายวันประสูติ “เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี”

8 มกราคม 2566 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและทรงให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงสุขอนามัยพื้นฐาน และการโภชนาการของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทั้งพระสงฆ์ เด็กเยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้เจ็บป่วย ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสในสังคม ในการนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเงิน และสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ตลอดจนเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่โรงพยาบาล และสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา วันที่ 8 มกราคม 2566 

เวลา 08.40 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเงิน สิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่โรงพยาบาล และสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ จำนวน 24 แห่ง ดังนี้

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ หม่อมหลวงทรงลักษณ์  สวัสดิวัตน์ เชิญสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่ผู้พิการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ ณ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านเฟื่องฟ้า สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านนนทภูมิ สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านราชาวดี (ชาย) และสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านราชาวดี (หญิง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นางศรินดา  จามรมาน เชิญสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่เด็ก เยาวชน ผู้พิการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ ณ สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลออทิสติก และสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด (บ้านภูมิเวท) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นางรติรส  จุลชาต เชิญเงินพระราชทานไปถวายแด่พระสงฆ์ และมอบแก่ผู้ป่วย รวมถึงเจ้าหน้าที่ ณ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ  โรงพยาบาลสงฆ์ เขตราชเทวี สภากาชาดไทย เขตปทุมวัน และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นางสาวธันย์ชนก  ฟักอุดม เชิญสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่แก่เด็ก เยาวชน ผู้พิการ ผู้สูงอายุ รวมถึงเจ้าหน้าที่ ณ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านราชวิถี เขตราชเทวี โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ เขตดุสิต สถานพักฟื้นคนชราบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร และสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นางสาวพัชรินรุจา  จันทโรนานนท์ เชิญตุ๊กตาพระราชทาน ไปมอบแก่ผู้ป่วย เด็ก เยาวชน ณ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก)  เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร และเชิญสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม และเด็ก รวมถึงเจ้าหน้าที่ ณ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี  และมูลนิธิสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี  

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นางสาวธารารัตน์  เกษนาวา เชิญสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาสในสังคม และเด็ก รวมถึงเจ้าหน้าที่ ณ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค (บ้านบางแค 1) เขตภาษีเจริญ บ้านผู้สูงอายุบางแค 2 เขตบางแค และสมาคมสงเคราะห์เด็กกำพร้าแห่งประเทศไทย เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายกิติภัค  เกสรสิริธร เชิญเงินพระราชทาน ไปถวายแด่พระสงฆ์ และมอบแก่เจ้าหน้าที่ ณ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดถ้ำกระบอก อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี และวัดพระบาทน้ำพุ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นพระราชภารกิจสำคัญ ในการบำบัดทุกข์ และบำรุงสุขแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าให้มีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์แข็งแรง และมีโภชนาการที่ดี อันจะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเงิน สิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค อุปกรณ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่โรงพยาบาล วัด และสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันคล้ายวันพระราชสมภพ วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่าง ๆ มาโดยตลอด ยังความปลื้มปีติ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นในพระมหากรุณาที่พระราชทานแก่ราษฎรและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

คณะบุคคล-ปชช.ร่วมลงนามถวายพระพร’เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702828

คณะบุคคล-ปชช.ร่วมลงนามถวายพระพร'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี' เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ

คณะบุคคล-ปชช.ร่วมลงนามถวายพระพร’เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ

วันอาทิตย์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2566, 14.49 น.

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2566 ที่พระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวังเปิดให้หน่วยราชการต่างๆ คณะบุคคล และประชาชน ร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 8 มกราคม 2566

โดยที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ในพระบรมมหาราชวัง มีราชสกุล บุคคลสำคัญ นำแจกันดอกไม้ไปถวายหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมลงนามถวายพระพร อาทิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมภริยา, คณะรัฐมนตรี และคณะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

ส่วนที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง มีหน่วยงานราชการ ภาครัฐและเอกชน นำแจกันดอกไม้ไปถวายหน้าพระรูป พร้อมลงนามถวายพระพร อาทิ พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง พร้อมด้วยข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์, สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ประธานวุฒิสภา, สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการคลัง, กระทรวงยุติธรรม, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, กระทรวงพลังงาน, กรมชลประทาน, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ, ผู้บัญชาการเหล่าทัพ, กองบัญชาการกองทัพไทย, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), คณะสื่อมวลชนข่าวในพระราชสำนักจากสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ, และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นต้น และที่บริเวณเต็นท์ข้างศาลาลูกขุนใน มีประชาชนใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เดินทางไปลงนามถวายพระพรเนื่องในวันคล้ายวันประสูติด้วย

ทั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเจลแอลกอฮอล์ และน้ำดื่ม แก่ประชาชนที่เดินทางมาลงนามถวายพระพร ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

– 006

บุคคลในข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/local/2596511

"สัญญา สายอ๋อง" มอบทุนการศึกษาให้เยาวชน 7 จังหวัดภาคใต้

8 ม.ค. 2566 04:42 น.

  • ธนูเทพ

“สัญญา สายอ๋อง” มอบทุนการศึกษาให้เยาวชน 7 จังหวัดภาคใต้

มอบทุน สัญญา สายอ๋อง จัดพิธีมอบทุนการศึกษาโครงการ “คาลเท็กซ์สานฝัน ปันโอกาสการเรียนรู้” ประจำปี 2565 เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนไทยใน 7 จังหวัดภาคใต้ โดยมี ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ มาร่วมในพิธีด้วย ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช วันก่อน.

"สัญญา สายอ๋อง" มอบทุนการศึกษาให้เยาวชน 7 จังหวัดภาคใต้
เล่นสนุก วินัย ทองรัตน์ เปิดตัวโครงการ “ปรับ เปลี่ยน ปลุก ปั้น” เพื่อสร้างพื้นฐานการเล่นกีฬาอย่างถูกต้องให้เยาวชนนำไปสู่การสร้างสังคมคนรักกีฬาในอนาคต โดยมี ประชุม บุญเทียม,สุปราณี คุปตาสา และ สุรศักดิ์ เกิดจันทึก มาร่วมงานด้วย ที่การกีฬาแห่งประเทศไทย วันก่อน.

การเตรียมพร้อมรับมือปัญหาช่วยลดอุปสรรค

หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ยักษ์ใหญ่สารพัดสี จำหน่ายมากที่สุดของประเทศ ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม 2566

  • “ธนูเทพ” ประจำการรับใช้ท่านผู้อ่าน …ในระหว่างรอเปิดตัวอย่างเป็นทางการ สมัครเป็นสมาชิก พรรครวมไทยสร้างชาติ ควบ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในบัญชีพรรค ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันที่ 9 ม.ค.นี้…เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ก็ถือโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการ จังหวัดสิงห์บุรี โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ชัยวุฒิ ธนาคมา นุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ ธนกร วังบุญคงชนะ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมคณะตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนน้ำตาล และเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “ข้าวรักษ์โลก” ที่ตำบลน้ำตาล อำเภออินทร์บุรี ร่วมกิจกรรมขับรถดำนาปลูกข้าว พบปะพูดคุยกับชาวบ้านที่มาร่วมงาน
"สัญญา สายอ๋อง" มอบทุนการศึกษาให้เยาวชน 7 จังหวัดภาคใต้
ให้มูลนิธิ ปิยะศักดิ์ ศรีบัว มอบเงินรายได้จากการจัดกิจกรรม “Haier 10K Thailand Open 2022” ให้ ธัชพล จิโรจน์วีรภัทร ประธานมูลนิธิสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย โดยมี ซุน กวง เหล่ย และ โปรดปราน ชูจิตร มาร่วมมอบด้วย ที่ไฮเออร์ แฟล็กชิปสโตร์ เซ็นทรัลเวิลด์ วันก่อน.
  • นอกจากนี้ นายกฯประยุทธ์ ยังสวมบทติดดินนั่งร่วมวงกินข้าวกับตัวแทนชาวนาอย่างเป็นกันเอง…งานนี้แม้ไม่ได้เป็นการลงพื้นที่หาเสียงโดยตรง แต่ก็ถือว่าได้มา โชว์ตัวเรียกเรตติ้งแบบเนียนๆ ก่อนโดดลงคลุกฝุ่นการเมืองอย่างเต็มตัว…บทบาทลีลาไม่แพ้นักเลือกตั้งเลยทีเดียวเชียว 
"สัญญา สายอ๋อง" มอบทุนการศึกษาให้เยาวชน 7 จังหวัดภาคใต้
ช่วยชุมชน ภิญญดา ธนาติณณภพ และ รัชดาพล สมบัติ จัดกิจกรรม “คาลเท็กซ์รวมพลัง สร้างสรรค์เพื่อชุมชน” เพื่อมอบถุงยังชีพจำนวน 450 ชุด ช่วยแบ่งเบาภาระผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง โดยมี สุเมธ อมรศรีวรากุล มาร่วมงานด้วย ที่ชุมชนโรงสี ถนนพระราม 3 วันก่อน.
  • อืม…เป็นไปตามคาด หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ เปิดหน้าชัดว่าย้ายค่ายออกจาก พรรคพลังประชารัฐ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้า พรรค เพื่อแยกตัวไปอยู่ พรรครวมไทยสร้างชาติ จะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ บรรดา ส.ส.และกลุ่มก๊วน ใน พรรคพลังประชารัฐ รวมทั้ง พรรคอื่นๆ ต้องรีบแสดงตัวแสดงตนย้ายตามพล.อ.ประยุทธ์ ออกไปอยู่ค่ายใหม่…อย่างล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช แกนนำ ส.ส.ภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐ ออกมาระบุชัดว่า จากการที่ นายกฯประยุทธ์ จะไปเปิดตัวสมัครสมาชิก พรรครวมไทยสร้างชาติ ในวันที่ 9 ม.ค.นี้ ตนเองและทีม ส.ส.ภาคใต้ จะเดินทางไปให้กำลังใจด้วย เพราะได้ประกาศแล้วว่าจะไปกับ นายกฯประยุทธ์ ไม่ว่าจะไปอยู่พรรคไหน โดยตนเองและ ทีมภาคใต้ จะไปสมัครเป็นสมาชิก พรรครวมไทยสร้างชาติ หลังปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 28 ก.พ. และลาออกจากการเป็นสมาชิก พรรคพลังประชารัฐ โดยในส่วนของ ส.ส.ในทีมภาคใต้ และพรรคอื่น รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 30 คน ทั้งใน พรรคพลังประชารัฐ และจาก พรรคประชาธิปัตย์ เช่น รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม และ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ส.ส.นครศรีธรรมราช ก็จะลาออกจากพรรคสังกัดเดิม มาสมัครเป็นสมาชิก พรรครวมไทยสร้างชาติ เช่นเดียวกัน…นาทีนี้ต้องยอมรับชื่อ “ประยุทธ์” กลายเป็นแม่เหล็กพลังแรงสูง ดึงดูดนักการเมืองได้ทุกค่ายเชียวนะจ๊ะ
"สัญญา สายอ๋อง" มอบทุนการศึกษาให้เยาวชน 7 จังหวัดภาคใต้
เวลคัม เดวิด มาร์เทนส์ ให้การต้อนรับ อำนวย พิณสุวรรณ และ ฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา ในโอกาสมาร่วมงาน TBEX 2022 การประชุมของนักเขียนออนไลน์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์และผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์บีช รีสอร์ท ภูเก็ต วันก่อน.
  • ผ่างๆ…การท่องเที่ยวเมืองไทยคึกคักรับ ปีกระต่ายทอง หลังจาก รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ในประเทศ ตั้งแต่ 8 ม.ค. นี้ โดยอนุญาตให้ชาวจีนที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศไม่ต้องโดนกักตัวเมื่อเดินทางกลับเข้าประเทศจีน ขณะที่ ประเทศไทย ถือเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ที่ ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ต้องการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว โดยจะเริ่มทยอยเดินทางเข้ามาตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค.นี้ เป็นต้นไป ขณะที่ รัฐบาล ก็ได้เตรียมพร้อมในการรองรับทั้ง เรื่องการดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และ การดูแลควบคุมโรคติดต่อ โดยเฉพาะ โควิด–19 ตามมาตรการสากลทางด้านสาธารณสุขเอาไว้แล้ว….

ล่าสุด กาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาระบุถึงการเตรียมพร้อมในการรับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยว่า ชาวจีนเป็นกลุ่มที่นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม โดย รัฐบาล ประมาณการว่า นักท่องเที่ยวชาวจีน จะเดินทางเข้ามาในไทยใน ไตรมาสแรก ของปี 2566 ประมาณ 300,000 คน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยมีการประชุมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดวางมาตรการเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวจากทุกประเทศ โดยจะใช้มาตรฐานเดียวกัน และอาจจะสุ่มตรวจผู้ที่เดินทางมาจากประเทศต่างๆโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ…ทั้งนี้เชื่อว่าขีดความสามารถของ ระบบสาธารณสุขไทย ยังสามารถรองรับได้หลังจากที่ได้พิสูจน์มาแล้วในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด–19 มาตลอด 3 ปีว่าเอาอยู่ อีกทั้งขณะนี้ผู้ติดเชื้อมีอาการไม่รุนแรงมาก และสายพันธุ์ที่มีการระบาดหรือติดเชื้อในจีนและหลายประเทศก็ไม่ได้มีความรุนแรงไปกว่าสายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศ อื่นๆ จึงมั่นใจว่า ระบบสาธารณสุขไทย จะรองรับได้ เพื่อดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนในประเทศและนักท่องเที่ยว พร้อมกับการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยด้วย

"สัญญา สายอ๋อง" มอบทุนการศึกษาให้เยาวชน 7 จังหวัดภาคใต้
วันวิวาห์ อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในงานวิวาห์ระหว่าง ซาเวรีน่า มาซิโน บุตรี บุบผา จานทอง กับ สิปปกร สุขพนัส บุตร นิพล–นลฤดี พิชัยนาวี โดยมี นันทนัช พิชัยนาวี มาร่วมงานด้วยความชื่นมื่น ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น วันก่อน.
  • นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของ ระบบรองรับการขอตรวจลงตรา (วีซ่า) กรณีที่ชาวจีนจำนวนมากประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศไทยว่า กระทรวงการต่างประเทศ มีระบบการขอวีซ่าออนไลน์ โดย กรมการกงสุล สถานเอกอัครราชทูตไทย และ สถานกงสุลใหญ่ไทยในจีน เตรียมความพร้อมไว้แล้ว มั่นใจว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวจีนที่คาดว่าจะเข้ามาเมืองไทย ไตรมาสแรก 300,000 คน สามารถบริหารจัดการได้แน่นอน…ถ้าทุกฝ่ายบูรณาการร่วมกันอย่างเป็นระบบในการเตรียมรองรับ นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ที่กำลังจะหลั่งไหลเข้ามาประเทศไทย ก็น่าจะช่วย ขจัดปัญหาอุปสรรคต่างๆ เกี่ยวกับ การอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวได้…ที่สำคัญ อย่าให้พลาดจนทำให้ขายหน้าเหมือนที่เคยผ่านมาก็แล้วกัน
"สัญญา สายอ๋อง" มอบทุนการศึกษาให้เยาวชน 7 จังหวัดภาคใต้
มอบทุน สัญญา สายอ๋อง จัดพิธีมอบทุนการศึกษาโครงการ “คาลเท็กซ์สานฝัน ปันโอกาสการเรียนรู้” ประจำปี 2565 เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนไทยใน 7 จังหวัดภาคใต้ โดยมี ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ มาร่วมในพิธีด้วย ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช วันก่อน.
  • สังคมทั่วไป…สวดพระอภิธรรม พญ.เสริมศรี สินธวานนท์ มารดา นพ.จิโรจ สินธวานนท์ ศาลากวีนิรมิต (ศาลากลางน้ำ) วัดเทพศิรินทราวาสฯ 18.30 น. ถึง 10 ม.ค. 
"สัญญา สายอ๋อง" มอบทุนการศึกษาให้เยาวชน 7 จังหวัดภาคใต้
ผิวสวย รุจิตร สุธนะเสรีพร เปิดตัว “Ecological Compound advanced formula” ผลิตภัณฑ์ฟื้นบำรุงผิวด้วยสูตรผสมสกัดของพืชพรรณธรรมชาติจาก ซิสเล่ย์ โดยมี ภัทรา ศิลาอ่อน และ สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม มาร่วมงานด้วย ที่ The Glass House ปาร์คนายเลิศ วันก่อน.
  • ศพ ดร.สมนึก หนูเส็ง ตั้งสวดศาลา 2 วัดหัวลำโพง 18.00 น. ถึง 14 ม.ค. พระราชทานเพลิง 15 ม.ค. 

“ธนูเทพ”