‘รัน+ไทเกอร์’โชว์อึ้ง ‘ฉลุลายเครื่องประดับ’ซุปตาร์เวลานอก’ทาง ช่อง3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/722785

'รัน+ไทเกอร์'โชว์อึ้ง 'ฉลุลายเครื่องประดับ'ซุปตาร์เวลานอก'ทาง ช่อง3

‘รัน+ไทเกอร์’โชว์อึ้ง ‘ฉลุลายเครื่องประดับ’ซุปตาร์เวลานอก’ทาง ช่อง3

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.30 น.

สุดสัปดาห์นี้คลายร้อนไปกับคู่จิ้นพระนายจากซีรีส์ดัง “ติณณ์เต็มใจ”“รัน-กัณต์ธีภพ” และ “ไทเกอร์-เอกพล”จูงมือกันมาใช้เวลานอกด้วยกัน กับกิจกรรมไม่ธรรมดา ฉลุลายเครื่องประดับ ที่ Rock Me Studioถือเป็นงานท้าทายสุดๆ เพราะส่วนใหญ่ที่เห็นในซีรีส์ จะเป็นสายหวานทำขนมมุ้งมิ้ง แต่เจอโจทย์ให้มาฉลุลาย งานละเอียดใช้สายตา ถือเป็นเรื่องใหม่สุด โดยทีมงานแจกเกมใบ้คำ ให้ทั้งคู่ช่วยกันเล่น เพื่อเอาผลแพ้ชนะมาใช้ช่วงออกแบบลาย ถ้าแพ้จะไม่มีสิทธิ์ออกแบบลายเอง ต้องทำตามโจทย์ที่ทีมงานเลือกให้ มารอดู กันว่า สุดท้ายลายเครื่องประดับที่ทั้งคู่ทำออกมานั้น หน้าตาจะเป็นยังไง ห้ามพลาดในรายการ“ซุปตาร์​เวลานอก”ออกอากาศวันเสาร์ที่ 7 เมษายน และวันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน 2566 เวลา 20.05 น. ทางช่อง 3“ดูช่อง 3 กด 33 ดูมือถือ กด 3Plus”

‘คริส-เต้’แอบไดโนเสาร์แกะศัพท์ 2 หนังดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/722783

'คริส-เต้'แอบไดโนเสาร์แกะศัพท์ 2 หนังดี

‘คริส-เต้’แอบไดโนเสาร์แกะศัพท์ 2 หนังดี

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.29 น.

ตื่นเต้น สอนใจ อัพเดทศัพท์ใหม่ไปกับสองพิธีกรคุณภาพคริส-คริสโตเฟอร์ไรท์และ เต้-สุผจญ กลิ่นสุวรรณในรายการ “ซีนเด็ดภาษาหนัง” (Movie Language)ทางช่องMONO29เตรียมทะลุจอเข้าไปเปิดคอร์สสอนภาษาอังกฤษ ผ่านหนังดีน่าดู เพิ่มความรู้ควบคู่ความบันเทิง

โดยในวันเสาร์ที่8เมษายนนี้พบกับภาพยนตร์เรื่องยุทธจักรอสูรยักษ์สะท้านฟ้า (Kung Fu Monster) : สองพิธีกรคริส-เต้ต้องหาทางช่วยเหลือเจ้าสัตว์ประหลาดจิ๋วใจดีนามว่าเจาไฉที่ถูกล่ามโซ่อยู่ เนื่องจากมันสามารถกลายร่างเป็นปีศาจร่างยักษ์ได้ แต่กลับมีกลุ่มคนที่ต้องการใช้ผลประโยชน์จากมัน เกิดเป็นเรื่องราววุ่นวายอลเวงสอดแทรกคติสอนใจมากมาย

และในวันอาทิตย์ที่9 เมษายนนี้พบกับภาพยนตร์เรื่องจูราสสิคเวิลด์: อาณาจักรล่มสลาย (Jurassic World: Fallen Kingdom) :ทะลุจอเข้าไปในคฤหาสน์ไดโนเสาร์โดยสองพิธีกร คริส-เต้ต้องแอบแปลศัพท์เอาตัวรอด จากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงกลายเป็นเครื่องจักรสังหาร นามว่าอินโดแร็พเตอร์ไดโนเสาร์ที่ถูกปรับแต่งพันธุกรรมแล้วหลุดจากกรงขัง ตามล่าเหล่าผู้รอดชีวิตสุดโหด เกิดเป็นเรื่องราวแสนสนุก มีสาระ และได้ความรู้ภาษาอังกฤษ ติดตามทั้งหมดได้ในรายการ “ซีนเด็ดภาษาหนัง” (Movie Language) ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.55 น. ช่อง MONO29 หรือแอพพลิเคชั่น MONO29เท่านั้น

สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ยูทูปแชนแนลhttps://www.youtube.com/c/Mono29tv และเฟสบุ๊คแฟนเพจ MONOEntertain https://www.facebook.com/MonoEntertain

‘ลำเพลิน – ไหมไทย’เอาใจสายม่วนกับโปรเจกต์พิเศษ’ขี้เมาเอาแต่มันส์’รับเทศกาลสงกรานต์นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/722781

'ลำเพลิน - ไหมไทย'เอาใจสายม่วนกับโปรเจกต์พิเศษ'ขี้เมาเอาแต่มันส์'รับเทศกาลสงกรานต์นี้

‘ลำเพลิน – ไหมไทย’เอาใจสายม่วนกับโปรเจกต์พิเศษ’ขี้เมาเอาแต่มันส์’รับเทศกาลสงกรานต์นี้

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.28 น.

ครั้งแรก! กับการปะทะกัน ระหว่างสองพี่น้องสุดจี๊ด “ลำเพลิน วงศกร &ไหมไทย หัวใจศิลป์” กับเพลงมันส์ เอาใจสายเมา สายม่วน เต้นมันส์แบบนอนสต๊อป3 เพลงรวด “ ขี้เมาเอาแต่ใจ, เหล้ากลมสุดท้าย และ โรคซึมเหล้า ” กับดนตรีใหม่จังหวะโจ๊ะๆ เหมาะมากในช่วงเทศกาลแห่งความสนุกปีใหม่ไทยปีนี้ในโปรเจกต์พิเศษขี้เมาเอาแต่มันส์ การันตีความม่วน มันส์ เต้นจนหัวสั่นไปพร้อมกันในวันที่ 10 เมษายน 2566 เวลา 12.00 น. ทางช่อง YouTube : ลำเพลิน วงศกร Official

ลำเพลิน เล่าว่า “ดีใจมากครับ ที่อ้ายไหมไทยมาร่วมร้องในโปรเจกต์ ขี้เมาเอาแต่มันส์ ที่จะปล่อยให้ได้ม่วน ได้มันส์ ไปด้วยกันช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ผมกับอ้ายไหมเคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่ออสเตรเลียมาแล้วครั้งหนึ่ง (เจอกันแบบไม่ได้นัดหมาย) เลยทำให้รู้ว่าสายเมาอารมณ์ดีตัวจริงต้องยกนิ้วให้พี่ชายคนนี้เลยครับก่อนหน้านนี้หลายๆคนคงได้ฟังเพลงเหล้ากลมสุดท้าย ในเวอร์ชั่น มนต์แคน – ไหมไทย ไปแล้ว วันนี้อยากให้ลองมาฟังเพลงนี้ในเวอร์ชั่นดนตรีโจ๊ะๆสมัยใหม่ขึ้น ตามสไตล์ “ไหมไทย – ลำเพลิน” ดูบ้างนะครับ แล้วมาฟังมาสนุกไปด้วยกันนะครับ”

‘อเล็กซ์’ร่วมสานต่อ ‘โครงการรักษ์น้ำมิตซุยกุ’ ปีที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/722765

‘อเล็กซ์’ร่วมสานต่อ 'โครงการรักษ์น้ำมิตซุยกุ' ปีที่ 3

‘อเล็กซ์’ร่วมสานต่อ ‘โครงการรักษ์น้ำมิตซุยกุ’ ปีที่ 3

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2566, 12.52 น.

ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทย ร่วมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (EEC) ผนึกกำลังส่งเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์น้ำ และฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรธรรมชาติให้กับเยาวชน เพื่อส่งต่ออนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นหลัง จัดงานแถลงข่าวเพื่อประกาศความพร้อมในการเดินหน้า “โครงการรักษ์นํ้ามิตซุยกุ” ปีที่ 3ในวันพุธที่ 5 เมษายน 2566 ณ 101 ทรูดิจิทัล พาร์ค

ในงานแถลงข่าว สมศักดิ์ สรรพโกศลกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ณัฏฐณิชา วรวรรณเศรษฐ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายสนับสนุนการบริหารงานในองค์กร ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทยและอินโดไชน่า ร่วมกันกล่าวเปิดงาน โดยอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมยังได้เปิดเผยความมุ่งมั่นต่อธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพนํ้า เพื่อรักษาแหล่งนํ้าให้สะอาด และมีอย่างพอเพียงสำหรับคนรุ่นหลัง ร่วมกับ มธุวลี สถิตยุทธการ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจและองค์กรสัมพันธ์ ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทยและอินโดไชน่า และ อเล็กซานเดอร์ ไซมอน เรนเดลล์ ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา หรือ Environmental Education Centre (EEC)

สมศักดิ์ สรรพโกศลกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กล่าวถึงบทบาทของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทยเพื่อให้เกิดความสมดุลและยั่งยืนว่า

“น้ำเป็นทรัพยากรสำคัญที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ และในปีนี้องค์การ สหประชาชาติได้ขับเคลื่อนพันธกิจตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยทรัพยากรน้ำเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ ที่มีการสร้างหลักประกันว่าจะมีการจัดให้มีน้ำและสุขอนามัยสำหรับทุกคนและมีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน

“การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นของภาครัฐ ที่จะดำเนินการพัฒนา บริหารจัดการ บำรุงรักษา ปรับปรุง ฟื้นฟู และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งมีภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน เป็นหนึ่งในองค์กรของภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในทุกมิติ เพื่อให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน”

ทั้งยังได้กล่าวถึงการร่วมงานกับพันธมิตรในโครงการรักษ์น้ำมิตซุยกุว่า “ต้องขอขอบคุณหน่วยงานภาคเอกชน ทั้งซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ดประเทศไทยและศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา ที่ได้สร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐ ด้วยการนำองค์ความรู้มาสร้างกระบวนการเรียนรู้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนอีโคสคูล (Eco-School)และเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมของ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

“โรงเรียนอีโคสคูล (Eco-School) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ โรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการ พัฒนาที่ยั่งยืน คือโรงเรียนที่มีการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ เพื่อสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริม และพัฒนานักเรียนให้เติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ ตระหนักต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาของท้องถิ่น มีความรู้ ความเข้าใจ อันเป็นผลจากการเรียนรู้
และลงมือปฏิบัติจริง พร้อมที่จะเข้าไปมีบทบาทในการป้องกัน ฟื้นฟู รักษา และใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันเรามีโรงเรียนอีโคสคูล (Eco-School) และเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมมากกว่า 517 แห่งทั่วประเทศ ที่จะช่วยปลูกฝังความเป็นพลเมืองสิ่งแวดล้อม โดยใช้กระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษาเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้

“โครงการค่ายรักษ์น้ำมิตซุยกุ ซึ่งได้เข้ามาเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับเยาวชนจากโรงเรียนอีโคสคูล(Eco-School) และเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จะทำให้เยาวชนได้รับองค์ความรู้จากประสบการณ์จริงในห้องเรียนธรรมชาติ มีความเข้าใจเรื่องน้ำอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อบวกรวมกับประสบการณ์ที่ได้รับจากกระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียน จะทำให้เยาวชนเกิดมุมมองและทักษะที่รอบด้าน มองเห็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาและปกป้องดูแลทรัพยากรน้ำในบ้านเกิดของตนเอง พัฒนาศักยภาพของตนเองไปสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อขับเคลื่อนการอนุรักษ์น้ำและทรัพยากรสิ่งแวดล้อมจากระดับจังหวัดสู่ระดับประเทศ”

“โครงการรักษ์นํ้ามิตซุยกุ” คือหนึ่งในโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ที่ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ดประเทศไทย ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ปี 2564 เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งต่อองค์ความรู้ในการอนุรักษ์แหล่งน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ โดย “โครงการรักษ์น้ำมิตซุยกุ” ปีที่ 3 ในปีนี้ เป็นการขยายโครงการรักษ์น้ำ ต้นแบบกระบวนการเรียนรู้จากระดับจังหวัด
สู่ระดับประเทศ เพื่อจุดประกาย ความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ให้กับเยาวชน โดยมีครูเป็นผู้ส่งต่อและสร้างแรงบันดาลใจ

ณัฏฐณิชา วรวรรณเศรษฐ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายสนับสนุนการบริหารงานในองค์กร ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทยและอินโดไชน่า กล่าวว่า “น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต และซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลและอนุรักษ์น้ำมาโดยตลอด เป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นต่อคำสัญญา ‘To inspire the brilliance of life,by creating rich experiences for people, in harmony with nature.’ หรือในภาษาไทยว่า ‘เพื่อบันดาลให้เกิดความล้ำเลิศของชีวิตด้วยการสร้างประสบการณ์อันล้ำค่าให้กับผู้คนอย่างสอดประสานกับธรรมชาติ’ ของซันโทรี่ กรุ๊ป ที่ได้สนับสนุนโครงการเกี่ยวกับน้ำในระดับสากล รวมถึงกิจกรรมอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ โดยยึดหลักปรัชญาว่าด้วยการรักษาน้ำให้ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด ‘Growing for Good’ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

“ในปี 2564 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้น โครงการรักษ์น้ำมิตซุยกุ ดำเนินงานภายใต้แนวคิด ‘ช่วยน้ำ ช่วยโลก’ โดยทำงานร่วมกับศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (EEC) พาเด็กๆ ในพื้นที่ของจังหวัดภูเก็ต ไปเรียนรู้เรื่องราวของน้ำและการอนุรักษ์แหล่งน้ำผ่านห้องเรียนธรรมชาติที่ทะเลภูเก็ต เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของแหล่งน้ำในบ้านเกิด

“ต่อมาในปี 2565 ได้ดำเนินงานภายใต้แนวคิด ‘คืนสมดุลให้น้ำ คืนสมดุลให้โลก’ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันกับศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา และสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกวัยจังหวัดระยอง (RILA) เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเห็นถึงประโยชน์และความสำคัญของน้ำ ผ่านการจุดประกายคุณครูให้ตระหนักถึงปัญหาและความสำคัญของน้ำ นำไปสู่การออกแบบห้องเรียนสิ่งแวดล้อม
และส่งต่อองค์ความรู้และแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียน

“และในปี 2566 ซึ่งเป็นปีที่ 3 ของโครงการรักษ์น้ำมิตซุยกุ ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทยร่วมกับศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา และกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สานต่อกิจกรรมจากปีที่ผ่านมา สู่การดำเนินงานภายใต้แนวคิด ‘รักษ์น้ำ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน’ โดยทำงานร่วมกับโรงเรียนในโครงการอีโคสคูล (Eco-School) และเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายโครงการรักษ์น้ำ ต้นแบบกระบวนการเรียนรู้จากระดับจังหวัดสู่ระดับประเทศ ปลุกพลังและจิตวิญญาณความเป็นครู ผู้ส่งต่อและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน และจุดประกายความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) สร้างพลเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อน
การอนุรักษ์น้ำและทรัพยากรสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในบ้านเกิด สู่ระดับประเทศ”

มธุวลี สถิตยุทธการ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจและองค์กรสัมพันธ์ ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทยและอินโดไชน่า กล่าวว่า “หนึ่งในพันธกิจของ ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด คือความ รับผิดชอบต่อสังคมและธรรมชาติ เราจึงมีความมุ่งมั่นในการร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ซึ่งโครงการรักษ์น้ำมิตซุยกุ เกิดจากความต้องการส่งเสริมและให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรธรรมชาติให้กับเยาวชน โดยเฉพาะเรื่องน้ำซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศและการดำเนินชีวิต เพื่อตอกย้ำปรัชญาของซันโทรี่

“ในปีนี้ ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ประเทศไทย สานต่อโครงการจากปีที่ผ่านมา โดยทำงานร่วมกับศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา และกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายผลของโครงการรักษ์น้ำ ต้นแบบกระบวนการเรียนรู้จากระดับจังหวัดสู่ระดับประเทศ ใน 4จังหวัด 4 ภูมิภาค ซึ่งแบ่งออกเป็นพื้นที่ต้นน้ำ จังหวัดเชียงราย พื้นที่กลางน้ำ จังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่ปลายน้ำ จังหวัดฉะเชิงเทรา และพื้นที่ทะเล ในจังหวัดกระบี่

“โดยมีแผนดำเนินงาน 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 รับสมัครครูจากโรงเรียนอีโคสคูล (Eco-School) และเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้ง 4 จังหวัด ที่มีความสนใจด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นผู้ขับเคลื่อนการศึกษาเพื่อปลุกปั้นเยาวชนให้ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อดูแลน้ำและสิ่งแวดล้อม และปกป้องบ้านเกิด โดยครู 1 คนจะมีน้อง ๆ เยาวชนอีก 4 คน เข้าร่วมทีม และเมื่อผ่านการคัดเลือกจะได้เข้าร่วมทำกิจกรรมในค่ายรักษ์น้ำ ซึ่งจะเกิดขึ้นในแผนดำเนินงานระยะที่ 2

“กิจกรรมค่ายรักษ์น้ำ เป็นกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษาผ่านห้องเรียนธรรมชาติ ซึ่งจะจัดขึ้นใน 4 จังหวัดเป้าหมาย โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นทีมครูและนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกจังหวัดละ 6 กลุ่ม กิจกรรมในค่ายรักษ์น้ำได้รับการออกแบบโดยศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา อาทิ กิจกรรมสำรวจและศึกษาความสำคัญของพื้นที่และวิถีของคนที่อยู่ร่วมกับป่า ผจญภัยตามรอย ‘ตาน้ำ’ ผลผลิตจากป่า และจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน ฟังเรื่องเล่าจากผู้พิทักษ์ป่า และจัดทำผลงานเป็นคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นการต่อยอดหรือนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตนเอง

“จากนั้นจะเข้าสู่แผนการดำเนินงานระยะที่ 3 สร้างฐานการเรียนรู้ของชุมชนพลเมืองสิ่งแวดล้อม และการต่อยอดของผู้นำการเปลี่ยนแปลง ผ่านเวทีนำเสนอผลงาน เพื่อให้เพื่อนๆ ในโครงการ ทั้งที่ได้เข้าร่วมและไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมค่ายรักษ์น้ำได้เข้าฟัง และคลิปวิดีโอที่เป็นผลงานจะถูกนำไปแชร์ในช่องทางการสื่อสารต่างๆ ของโครงการ”

อเล็กซานเดอร์ ไซมอน เรนเดลล์ ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (EEC) กล่าวว่า “ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาเน้นการทำงานกับกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ทั่วภูมิภาค เพราะเยาวชนคืออนาคตของประเทศ และอนาคตของประเทศจะอยู่ในมือของคนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในเรื่องสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติในกิจกรรมค่ายรักษ์น้ำเราได้สร้างกระบวนการเรียนรู้เรื่องน้ำที่เชื่อมต่อ
กับทุกๆ ภูมิภาคของประเทศ เพื่อให้เยาวชนได้มีความเข้าใจว่าการดำรงชีวิตของตัวเองสร้างผลกระทบอะไรให้กับต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และทะเลบ้าง เป็นการกระตุ้นการดูแลสิ่งแวดล้อมระดับชาติในสังคมของเยาวชน

“สิ่งที่พิเศษของโครงการรักษ์น้ำมิตซุยกุในปีนี้ คือเป็นโครงการระยะยาวตลอดปีที่ได้ทำกับเยาวชนในพื้นที่ การได้เข้าร่วมกับภาครัฐอย่างกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทำให้เราได้เยาวชนที่มาจากโรงเรียนอีโคสคูล (Eco-School) และเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กที่มีพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้วทำให้ง่ายขึ้นในการเพิ่มเติมองค์ความรู้เรื่องน้ำผ่านห้องเรียนธรรมชาติ โดยต่อยอดจากสิ่งที่ภาครัฐได้ทำมา เป็นความหวังที่จะได้เห็นเยาวชนกลุ่มนี้เติบโตมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมในอนาคต

“ซึ่งการได้รวมตัวกับภาครัฐและเอกชน ทำให้มีพลังและมีการสนับสนุนอย่างทั่วถึง โครงการในปีนี้จึงมีโอกาสสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้เข้าร่วมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การได้พาเยาวชนจากโรงเรียนในแต่ละภูมิภาคไปเรียนรู้ในห้องเรียนธรรมชาติในพื้นที่ จะทำให้เขาได้เห็นความสำคัญของธรรมชาติในสถานที่จริงของจังหวัดตนเอง ซึ่งการรวมตัวของหลายโรงเรียนที่มารวมตัวกันเป็นหนึ่ง จะทำให้องค์ความรู้ถูกส่งต่อและกระจายออกไป ได้แบ่งปันความรู้กับภาคอื่นๆ และนำองค์ความรู้เกี่ยวกับน้ำจากการเข้าค่ายไปถ่ายทอดเป็นวิดีโอ ส่งต่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกัน”

ทั้งนี้ โครงการรักษ์น้ำมิตซุยกุได้วางแผนการดำเนินงานโครงการระยะยาวต่อเนื่อง 3 ปี โดยปีแรกคือปี 2566เป็นจุดเริ่มต้นในการเพาะเมล็ดพันธุ์ ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและน้ำในพื้นที่ปี 2567 คือการขยายเมล็ดด้วยการเพิ่มจำนวนคน และสร้างการรับรู้ที่เพิ่มขึ้น และปี 2568 เป็นปีแห่งการปลูกเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นการนำต้นแบบการเรียนรู้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือโรงเรียนอีโคสคูล (Eco-School) และสร้างฐานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและน้ำออกไปให้กว้างที่สุด เพื่อสร้างพลเมืองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ร้อนแรงมาก! ‘จีน่า เดอะเฟซ’นุ่งบิกินี่เว้าสูงสาดความแซ่บ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/722756

ร้อนแรงมาก! 'จีน่า เดอะเฟซ'นุ่งบิกินี่เว้าสูงสาดความแซ่บ

ร้อนแรงมาก! ‘จีน่า เดอะเฟซ’นุ่งบิกินี่เว้าสูงสาดความแซ่บ

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2566, 11.41 น.

7 เม.ย.66 ทำเอาไอจีแทบลุกเป็นไฟเลยทีเดียว สำหรับนางแบบสาวสวย “จีน่า เดอะเฟซ” หรือ จีน่า วิรายา ภัทรโชคชัย เจ้าของตำแหน่ง The Face All Stars

ล่าสุด สาวจีน่าได้แชะภาพอวดหุ่นแซ่บเบาๆ ในชุดบิกินีตัวจิ๋วริมทะเล แต่งานนี้เจ้าตัวขอใช้สติ๊กเกอร์อิโมจิปิดท่อนล่างแบบพอกรุบกริบ โดยเจ้าตัวได้เขียนแคปชั่นไว้ว่า “ปิดไว้ เดี๋ยวแฟนในอนาคตว่า”

สสกสว.แลกเปลี่ยนงานวิจัย ม.การกีฬาแห่งชาติ ยกระดับด้านการกีฬาของประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/723011

สสกสว.แลกเปลี่ยนงานวิจัย ม.การกีฬาแห่งชาติ ยกระดับด้านการกีฬาของประเทศ

สสกสว.แลกเปลี่ยนงานวิจัย ม.การกีฬาแห่งชาติ ยกระดับด้านการกีฬาของประเทศ

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2566, 22.50 น.

สกสว. ร่วมกับ ม.การกีฬาแห่งชาติ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เสริมสร้างความเข้มแข็ง ด้านการบริหารจัดการแผนงานและโครงการด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนการวิจัยด้านกีฬา สู่การยกระดับความสามารถทางด้านกีฬาของประเทศ  

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2566 มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (มกช.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการตามแผนงานเสริมสร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการแผนงานและโครงการด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 “กิจกรรมที่ 1 สัมมนายกระดับขีดความสามารถบุคลากรในการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ” แก่คณาจารย์ นักวิจัย ของ มกช. ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund-FF) จาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ผ่าน กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ทั้ง 29 โครงการ โดยมี นายวิษณุ ไล่ชะพิษ อธิการบดี มกช. นายบรรณากิจบรรจง ทองจำปา รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพการศึกษา ผศ.ดร.นิกร สีแล รองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ และ ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนา ววน. ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เชิงพื้นที่ และลดความเหลื่อมล้ำ สกสว.เข้าร่วมการอบรมดังกล่าว

โอกาสนี้ อธิการบดี มกช. กล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ และ วิทยากร ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนโยบาย เทคนิคการนำผลผลิตจากงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ เทคนิคการตีพิมพ์ บทความวิจัยระดับชาติและนานาชาติ โดย มกช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คณาจารย์และนักวิจัย ทั้ง 29 โครง จะได้องค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการพัฒนาการวิจัยและนวัตกรรม ให้มีความเชี่ยวชาญยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถนำผลผลิตจากการวิจัยไปใช้ประโยชน์ และตอบพันธกิจ ของ มกช. ทั้งในส่วนของการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านศาสตร์การกีฬา การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม ด้านศาสตร์การกีฬา การบริการวิชาการแก่สังคม และทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การละเล่นพื้นบ้านและกีฬาไทย รวมถึงส่งเสริมและพัฒนานักเรียนและนักศึกษาให้มีศักยภาพด้านกีฬาสูงสุดของแต่ละบุคคล 

สำหรับการใช้ประโยชน์จากการวิจัย ส่วนตัวมองว่า การเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ประโยชน์ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัย จะช่วยให้งานวิจัยถูกนำไปใช้ได้อย่างแท้จริง ทั้งในส่วนที่เป็นนักกีฬา นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป 

ด้าน ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง กล่าวว่า สกสว. มีพันธกิจในการจัดทำนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ และกรอบงบประมาณด้าน ววน. ของประเทศ รวมถึงบริหารระบบงบประมาณด้าน ววน. ผ่านการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม ววน. ให้กับหน่วยงานในระบบ ววน. ซึ่งแบ่งออกงบประมาณเป็น 2 ส่วน ได้แก่ งบประมาณเพื่อสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund-SF) ตามแนวนโยบายระดับชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ แผนด้าน ววน. หรือ ประเด็นเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งประเด็นที่เกิดจากความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์โดยตรงซึ่งสร้างผลกระทบในวงกว้าง ให้กับหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ทั้ง 9 แห่ง และ งบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund-FF) โดยจัดสรรในรูปแบบงบประมาณแบบวงเงินรวม (Block Grant) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานตามพันธกิจการพัฒนาประเทศให้แก่ กระทรวง กรม มหาวิทยาลัย ทั้งในและนอกกระทรวง อว. กว่า 170 หน่วยงาน ซึ่ง มกช. เป็นหนึ่งในจำนวนนี้

นอกจากงบประมาณ FF เพื่อดำเนินการตามพันธกิจแล้ว นักวิจัย ยังสามารถเสนอของบประมาณ SF และการนำผลการวิจัยเป็นโยชน์ ทั้งในส่วนของการต่อยอดจากโครงการวิจัยเดิม และการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ โดยอ้างอิงตามแผนด้าน ววน. ปี 2566-70 ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ ตามจุดมุ่งเน้นของนโยบายของแผนงานสำคัญ และ 25 แผนงานหลัก อาทิ การพัฒนาการเป็นศูนย์กลางกำลังคนระดับสูง (Hub of Talent) และศูนย์กลางการเรียนรู้ (Hub of Knowledge) ของอาเซียน เพื่อยกระดับกำลังคนทางด้านกีฬา การพัฒนาสังคมสูงวัยด้วย ววน. โดยการส่งเสริมคุณภาพชีวิต สภาพแวดล้อมและสังคม ด้วยการกีฬา การพัฒนาเมืองน่าอยู่ที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาชุมชน/ท้องถิ่น และกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมสู่ทุกภูมิภาค เป็นต้น

สุดท้ายนี้ สกสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดสรรงบประมาณสำหรับแผนงาน โครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือ โครงการวิจัยและนวัตกรรม แก่ มกช. จะตอบโจทย์พันธกิจของหน่วยงาน ให้สามารถนำองค์ความรู้จากการวิจัยไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอน และการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างผลกระทบด้านการกีฬาและสุขภาพที่ดีของคนไทย อีกทั้งยกระดับความสามารถของนักกีฬาไทยอีกทางหนึ่ง

เสวนา การเลือกตั้ง ปี 66 ส่วนร่วมของประชาชนกับอนาคตประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722897

เสวนา การเลือกตั้ง ปี 66 ส่วนร่วมของประชาชนกับอนาคตประเทศไทย

เสวนา การเลือกตั้ง ปี 66 ส่วนร่วมของประชาชนกับอนาคตประเทศไทย

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.08 น.

คณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต ร่วมกับ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนจัดเสวนาเรื่อง “การเลือกตั้ง ปี 66 :ส่วนร่วมของประชาชนกับอนาคตประเทศไทย”       

อ.ดร.นิดาวรรณ เพราะสุนทร รองคณบดีฝ่ายวิชาการ ม.รังสิต ผู้ดูแลหลักสูตรนิติศาสตร์ออนไลน์ กล่าวว่า”ในวันที่ 20 เม.ย.66 นี้ คณะนิติศาสตร์ ม.รังสิตโดย ศ.(พิเศษ)วิชา  มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต ร่วมกับนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา จัดเสวนาเรื่อง “การเลือกตั้ง ปี 66 :ส่วนร่วมของประชาชนกับอนาคตประเทศไทย” 

ในการเสวนาครั้งนี้ ได้เชิญวิทยากร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี / นพ.พลเดช  ปิ่นประทีป สมาชิกวุฒิสภาและโฆษกคณะกรรมาธิการฯ / รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร ผอ.ศูนย์วิจัยและการพัฒนาการเมืองม.รังสิต มาบรรยายเกี่ยวกับการเลือกตั้งในปีนี้ ซึ่งจะทำให้นักศึกษานิติศาสตร์ และบุคคลภายนอกได้รับความรู้ที่เกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย” 

“นอกจากนั้นยังได้เชิญ คุณสมชาย  พหุลรัตน์ ประธานสถาบันเครือข่ายไทยสร้างสรรค์(สคทส.) มาเป็นผู้ดำเนินรายการร่วมกับดิฉัน โดยมี อ.เชฎฐ์  คำวรรณ รองคณบดีฝ่ายบริหาร กล่าวรายงานก่อนที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกล่าวเปิดงาน และศ.(พิเศษ)วิชา มหาคุณ กล่าวปาฐกถาพิเศษก่อนการบรรยายของวิทยากร โดยงานจะเริ่มตั้งแต่ 08.30-12.30 น. (20เม.ย.) ณ ห้องประชุม B1-3 วุฒิสภา”

ด้านนายสมชาย พหุลรัตน์ ประธานสถาบันฯ ในฐานะผู้ดำเนินรายการร่วมกับ อ.ดร.นิดาวรรณฯ กล่าวว่า”การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นถือว่าเป็นวาระของประชาชนทุกคนที่จะได้ไปลงคะแนนเลือกผู้แทนที่เข้าไปทำหน้าที่สภาฯ และวิทยากรที่นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรี   ทั้ง3ท่านล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างมากมาย

จบดราม่า คลิปนร.ก้มกราบครูในงานปัจฉิม ชี้เป็นแนวคิดเด็ก เลขาฯกพฐ.ย้ำอย่าบังคับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722806

จบดราม่า คลิปนร.ก้มกราบครูในงานปัจฉิม ชี้เป็นแนวคิดเด็ก เลขาฯกพฐ.ย้ำอย่าบังคับ

จบดราม่า คลิปนร.ก้มกราบครูในงานปัจฉิม ชี้เป็นแนวคิดเด็ก เลขาฯกพฐ.ย้ำอย่าบังคับ

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.58 น.

จบดราม่า คลิปนร.ก้มกราบครูในงานปัจฉิม ชี้เป็นแนวคิดเด็ก เลขาฯกพฐ.ย้ำอย่าบังคับ

7 เมษายน 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยกรณีผู้ใช้ติ๊กต็อกโพสต์วิดีโอนักเรียน โรงเรียนแห่งหนึ่งในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สุพรรณบุรี เขต 1 นั่งก้มกราบครูทุกคน จนกว่าครูจะเดินผ่านทั้งหมด ว่า ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยทางโรงเรียนรายงานว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมปัจฉิมนิเทศของนักเรียนชั้น ม.3 และ ม.6  ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดกิจกรรมปัจฉิมนิเทศทุกปี ในปีนี้นักเรียนไปร่วมกันคิดและออกแบบกิจกรรมขึ้นเองเพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิตาระหว่างลูกศิษย์กับคุณครู ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการแสดงความกตัญญูและเป็นแบบอย่างที่ดี

“เรื่องดังกล่าวนี้อยู่ที่มุมมองของแต่ละคนว่านักเรียนก้มกราบครูในวันปัจฉิมนิเทศ มองได้ 2 มิติ คือ 1.ถ้าเป็นการแสดงออกด้วยจิตวิญญาณของความกตัญญู ผมว่ากิจกรรมนี้ควรจะคงกิจกรรมนี้ไว้ และ 2. ถ้าเป็นการบังคับให้เด็กทำ โดยเด็กไม่เต็มใจ หรือไม่เกิดจากความภาคภูมิใจ ไม่มีแรงบันดาลใจก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  ดังนั้นการจะให้คน คนหนึ่ง มาก้มกราบใคร หรือมาทำกิจกรรมอะไร ต้องดูความสมัครใจ และความต้องการของเด็กด้วย แต่อย่าไปบังคับให้เด็กทำ ในขณะเดียวกันถ้าเด็กมีความผูกพันกับคุณครูและกราบครูก่อนจะจบไปจึงทำด้วยความภาคภูมิใจในมิติของเด็ก ดังนั้นเรื่องนี้จึงอยู่ที่มุมมองและวิธีคิด” นายอัมพร กล่าว

ศธ.จับมือ กกต.จัดกิจกรรม‘6 สัปดาห์ประชาธิปไตย รณรงค์เลือกตั้ง ส.ส.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722775

ศธ.จับมือ กกต.จัดกิจกรรม‘6 สัปดาห์ประชาธิปไตย รณรงค์เลือกตั้ง ส.ส.’

ศธ.จับมือ กกต.จัดกิจกรรม‘6 สัปดาห์ประชาธิปไตย รณรงค์เลือกตั้ง ส.ส.’

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.11 น.

เมื่อวันที่ ​7 เมษายน 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าว การจัดกิจกรรม “6 สัปดาห์ประชาธิปไตย รณรงค์เลือกตั้ง ส.ส.” โดยมี นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผู้บริหารระดับสูงของศธ.ร่วมด้วย ว่า ศธ.จัดทำโครงการกิจกรรม “6 สัปดาห์ประชาธิปไตย รณรงค์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ในช่วงเวลาระหว่างเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2566 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ครู นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสามารถถ่ายทอดความรู้แก่คนในครอบครัวเพื่อเกิดการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติให้ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้ง และออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากขึ้น

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินโครงการระดับกระทรวง สัปดาห์ที่ 1 วันที่ 1 – 7 เมษายน ได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินโครงการกิจกรรมระดับกระทรวง และระดับจังหวัด จัดพิมพ์คู่มือและเอกสารประชาสัมพันธ์ความรู้การเลือกตั้ง ส.ส.จำนวนรวม 80,000 เล่ม ประกอบด้วยคู่มือครูและคู่มือนักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา และจัดพิมพ์เอกสารรณรงค์เผยแพร่การเลือกตั้ง ส.ส.สำหรับเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษา จำนวน 200,000 เล่ม กระจายไป ศธจ. 77 จังหวัด เพื่อเผยแพร่ต่อไป ในสัปดาห์ที่ 2 วันที่ 8 – 14 เมษายน จัดประชุมชี้แจงการดำเนินงานร่วมกับผู้บริหารองค์กรหลัก และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) 77 แห่ง เพื่อให้แนวทางการปฏิบัติงานถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งจัดสรรงบประมาณให้กับ ศธจ.และสัปดาห์ที่ 3 – 6 วันที่ 15 เมษายน – 12 พฤษภาคม เป็นช่วงเวลาของการลงพื้นที่ติดตามประเมินผลการดำเนินงานในพื้นที่ และสร้างเครื่องมือติดตามในระดับกระทรวง

“ขณะเดียวกันคณะกรรมการดำเนินโครงการระดับจังหวัด จะทำงานคู่ขนานไปพร้อมกันด้วย โดยช่วงสัปดาห์ที่ 1 – 2 จะประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินกิจกรรมฯ ร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานระดับจังหวัด เช่น ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ประธานอาชีวศึกษาจังหวัด (อศจ.) ผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งสถานศึกษาเอกชน เป็นต้น ส่วนสัปดาห์ที่ 3 – 4 ดำเนินการสร้างการรับรู้ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ให้ครูนำคู่มือ สื่อ แอพพลิเคชั่นของ กกต.ภาพยนตร์สั้น กิจกรรมการประกวดคลิป TikTok รณรงค์การเลือกตั้งสู่ผู้เรียนและผู้ปกครอง จากนั้นจะเป็นการติดตามประเมินผลการดำเนินกิจกรรมโดยการลงพื้นที่และสร้างเครื่องมือติดตามในระดับพื้นที่ ในสัปดาห์ที่ 5 – 6” นายอรรถพล กล่าว

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม จะมีลูกเสืออาสา กกต.เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย มาให้บริการและช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ณ บริเวณหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศอีกด้วย “6 สัปดาห์ประชาธิปไตย รณรงค์เลือกตั้ง ส.ส.” เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน ผู้ปกครอง ครู ผู้บริหารสถานศึกษา และชุมชน ได้มีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้เกิดประสบการณ์ตรงจากการที่ได้เรียนรู้วิถีทางแห่งประชาธิปไตยภาคปฏิบัติ และซึมซับจิตวิญญาณของความเป็นนักประชาธิปไตย โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 6 สัปดาห์ เพื่อสอดคล้องเหมาะกับห้วงเวลาของการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งแบ่งรูปแบบกิจกรรมเป็น 4 ระดับชั้น เพื่อความเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน

นายวีระ กล่าวว่า กกต.พร้อมดันแฮชแท็ก #ไทยโหวตคนไทยพร้อมใช้สิทธิ และจัดทำแอปพลิเคชันเพื่ออำนวยความสะดวกและให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง SMART ECT สะดวกครบ จบทุกเรื่องเลือกตั้ง ได้แก่ แอปพลิเคชัน “ตาสับปะรด” ร่วมต่อต้านทุจริตการเลือกตั้ง, แอปพลิเคชัน Smart Vote รอบรู้ทุกเรื่องเลือกตั้ง และแอปพลิเคชัน CIVIC Education รวมพลังสร้างพลเมืองคุณภาพ โดยสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ Android และ iOS หรือดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ กกต.

“ทั้งนี้ กกต.ขอสื่อสารไปยังข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง เพราะถ้าวางตัวไม่เป็นกลาง ก็เท่ากับว่าเป็นการช่วยนักการเมืองหาเสียง ซึ่งจะเสี่ยงต่อการถูกกลุ่มการเมืองอื่นร้องเรียนได้ ตลอดจนระมัดระวังการใช้ตำแหน่งหน้าที่กระทำการใดๆ อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งหากมีคำถาม หรือข้อคิดเห็นอื่นใดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1444 ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกคำถาม มีคำตอบ ทุกคำตอบ เราติดตามด้วยความใส่ใจ” นายวีระ กล่าว

ไพศาล ประเมิน เพื่อไทย ลุ้นตั้งรัฐบาลยาก หากไม่จับมือ ลุงป้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/546431

08 เม.ย. 2566

ไพศาล ประเมิน เพื่อไทย ลุ้นตั้งรัฐบาลยาก หากไม่จับมือ ลุงป้อม

ไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผุ้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ประเมินสถานการณ์หลังเลือกตั้ง แลนด์สไลด์ 310 เสียงยาก เชื่อต้องจับมือพลังประชารัฐ ชี้ ก้าวไกล ยกโหวตให้เพื่อไทย

รายการ คมชัดลึก เนชั่นทีวี พูดคุยกับ นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผุ้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ในประเด็น อดีต กุนซือ “บิ๊กป้อม” เปิดดีลลับ ตั้งรัฐบาล เริ่มต้นรายการเปิดด้วยคำถามว่า ทิศทางการตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร

ไพศาล ประเมิน เพื่อไทย ลุ้นตั้งรัฐบาลยาก หากไม่จับมือ ลุงป้อม

นายไพศาล ตอบว่า คำพูดนักการเมืองในช่วงเวลานี้ เชื่อถืออะไรไม่ได้ ใครจะร่วมกับใครจับมือกับใคร เชื่อถือไม่ได้ แต่ความเป็นไปได้ในการจะจัดตั้งรัฐบาล การเมืองเป็น 2 ขั้วชัดเจน ขั้วที่เป็นฝ่ายค้านเดิม พรรคเพื่อไทยเป็นกระแสที่ฮือฮามากว่าจะเป็นแลนด์สไลด์ ปัญหามีเพียงว่าจะแลนด์สไลด์ถึง250 เสียงหรือจะไปถึง 310 เสียง ซึ่งความหมายมันต่างกัน

ไพศาล ประเมิน เพื่อไทย ลุ้นตั้งรัฐบาลยาก หากไม่จับมือ ลุงป้อม

กับขั้วที่2 พวกที่มีอำนาจเดิม คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา วันนี้เราก็เห็นอาการพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ไม่ยอมเป็นหัวหน้าพรรค และไม่ยอมลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งแบ่งเขต หรือปาร์ตี้ลิสต์ เอาเรื่องเดียวคือเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ฝั่งนี้จะเรียกว่าขั้วเก่าก็ได้ ไม่ใช่ขั้วเก่าในปี 2562 อีกแล้ว แต่เป็นขั้วใหม่ในปี 2566 พลังประชารัฐได้สถาปนาตัวเองขึ้นหลังประกาศเอกราช แม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมายังมีการสร้างภาพว่า 3 ป.ยังเป็นพวกเดียวกัน ถัดมาก็มาเปลี่ยนว่าใครมีเสียงมากคนนั้นเป็นนายกฯ 

ตอนนี้ พล.อ.ประวิตรประกาศชัดเจน 2-3 เรื่อง อย่างแรก แตกต่างกับพล.อ.ประยุทธ์ คือต้องการให้มีความสมานฉันท์ ก้าวข้ามความขัดแย้ง เป็นทิศทางการเมืองใหม่ ที่ทำให้การแยกตัวเห็นชัดเจน ต่อมาเรื่องประกาศความพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 คำนี้ไม่มีใครได้ยินจากปากพล.อ.ประวิตร ส่วนมากจะเป็นคำว่า ไม่รู้ แต่ในความเป็นจริงรู้ทุกเรื่อง และความพร้อมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คนที่พูดแต่ไม่รู้ แต่มาประกาศความพร้อมต้องคิดบวกเพิ่มขึ้นไปด้วย การเมืองเวลานี้มีความชัดเจน ในการพร้อมจัดตั้งรัฐบาล เพื่อไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ 


ในเรื่องของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หนึ่งใน3 ป. ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าขณะนี้อยู่ฝ่ายไหน นายไพศาล บอกว่า พล.อ.อนุพงษ์มีความใกล้ชิดกับพล.อ.ประยุทธ์มากกว่า และเป็นกุนซือตัวจริง เป็นผุ้มีบทบาทหลักในรัฐบาลประยุทธ์ พล.อ.อนุพงษ์ดูมหาดไทยมาตลอด เดิมมหาดไทยดูแลการเลือกตั้ง ก่อนสำนักงานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกกต.ไม่มีคนจัด ก็ต้องอาศัยมหาดไทยสนับสนุน และตำแหน่งของพล.อ.อนุพงษ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนตัวคิดว่าพล.อ.อนุพงษ์ไม่วางมือตามที่เป็นข่าว ใครจะตั้งรัฐบาลได้จะต้องประกอบด้วยเงื่อนไข 2 ข้อ อย่างแรก จะต้องมีเสียงหรือรวบรวมเสียงข้างมากในสภา ต้องมีอย่างน้อย 253 คน ความจริงก็ประมาณ 251 เสียง แต่ต้องมีคนไปทำหน้าที่ประธาน รองประธาน 3 คน โดยมารยาทลงเสียงไม่ได้ ถ้าไม่มีตัวนี้จะบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ นอกจากแอบไปซื้อกล้วย ต่อมา ต้องได้รับเสียงจาก 2 สภา จำนวน 376 เสียง พอหลังเลือกตั้งก็ต้องเลือกประธานสภา ตามหลักพรรคเสียงข้างมากก็เป็นประธานสภาไป จากนั้นก็เป็นการประชุมสภา เลือกนายกฯ ตรงนี้จึงต้องการเสียง 376 เสียง ในการรวบรวมเสียง เช่น เพื่อไทยรวมได้ ถึง 310 เสียง เหลืออีกไม่มาก 

แม้ก้าวไกลจะมีท่าทีไม่ร่วมรัฐบาล แต่จากการตรวจสอบเชื่อว่า ก้าวไกลจะโหวตให้เพื่อไทยเป็นนายกฯ แต่จะไม่ร่วมรัฐบาล ซึ่งจะทำให้ได้การเมืองมาก แม้จะไม่มีสิทธิมีส่วนในการร่วมรัฐบาล แต่เคารพในฉันทามติของประชาชน เคารพระบอบประชาธิปไตย และเพื่อเป็นการสั่งสอน สว.บางคน ที่ออกมาพูดว่า ต่อให้เพื่อไทยได้เสียงข้างมาก แต่จะตั้งรัฐบาลไม่ได้ แม้ตนจะเอื้อเฟื้อกับทางรัฐบาล แต่ได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกไม่ดี เหมือนเหยียบย่ำหัวใจประชาชน 


และอย่ามองข้ามภูมิใจไทย หลังจากแกนนำสำคัญถูกพักหน้าที่ในการทำงานกระทรวงคมนาคม ก็มีการประสานเข้าไปกินข้าวที่บ้านป่ารอยต่อ และมีการจับมือพร้อมเป็นขั้วจับตั้งรัฐบาล มีแรงหนุนทั้งบ้านใหญ่บุรีรัมย์ และ บ้านใหญ่กรุงเทพ ในการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าเสียงเพื่อไทยไม่ถึง 310 เสียง การจัดตั้งจะอยู่ที่พล.อ.ประวิตร รวมกับภูมิใจไทย ประเมินตัวเลข 120 เสียง ส่วนตัวเชื่อว่า เพื่อไทย ปากแข็งไปอย่งานั้น เพราะต้องรู้ดีในสถานการณ์ มีสิ่งที่แข็งตัวอยู่หลายอย่าง ถ้ามาเป็นรัฐบาลถามว่า ความขัดแย้งจะสิ้นสุดไหม ทันทีที่เพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็จะเกิดขบวนการต่อต้านขึ้นมา ดังนั้นก็ต้องทำให้ไฟที่ร้อนแรงลดลงชั่วคราว จึงต้องเป็นพล.อ.ประวิตร