สุดระทึก ไฟไหม้ร.ร.มัธยมคองโก นร.กระโดดตึกหนีตาย บาดเจ็บนับร้อย (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2688123

สุดระทึก ไฟไหม้ร.ร.มัธยมคองโก นร.กระโดดตึกหนีตาย บาดเจ็บนับร้อย (คลิป)

25 เม.ย. 2566 08:49 น.

สุดระทึก ไฟไหม้ร.ร.มัธยมคองโก นร.กระโดดตึกหนีตาย บาดเจ็บนับร้อย (คลิป)

ไฟไหม้โรงเรียนมัธยมสตรีในคองโก เด็กนักเรียนหลายร้อยคนติดอยู่ข้างในอาคาร ต้องขึ้นไปรวมตัวบริเวณหลังคาชั้นสอง แล้วพากันกระโดดลงมา บาดเจ็บไปเกือบร้อยราย

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารเรียน ของโรงเรียนมัธยมในเมืองโคลเวซี จังหวัดลูอาลาบา ทางตอนใต้ของประเทศคองโก ควันไฟลอยออกมาจากด้านในอาคาร ขณะที่เด็กนักเรียนจำนวนมากไปรวมตัวกันบริเวณหลังคาชั้นสอง แล้วพากันกระโดดลงมา จากระดับความสูงประมาณ 3 เมตร

เด็กนักเรียน ที่หนีออกมาได้แล้วต่างรีบไปเอาแผ่นที่นอน มารองที่พื้นชั้นล่างให้เพื่อนกระโดดลงมา ขณะที่เด็กนักเรียนบางคนก็หนีออกมาทางระเบียง และช่องลมพยายามที่จะกระโดดหนีเอาชีวิตรอด

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนมัธยมสตรีคาทอลิก ขณะที่เปลวไฟไหม้ลามอย่างรวดเร็วจากบริเวณอาคารหอพัก มายังอาคารเรียน อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ แต่คาดว่าจะมีนักเรียนจำนวนมากสำลักควัน และได้รับบาดเจ็บจากการกระโดดหนีตายลงมาจากอาคาร

ขณะที่ทางการท้องถิ่นจังหวัดลูอาลาบา เปิดเผยว่า มีนักเรียนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลประมาณ 97 ราย ในจำนวนนี้ประมาณ 30 รายมีอาการบาดเจ็บกระดูกหัก โดยทางการจะรีบประเมินความเสียหายเพิ่มเติมและสืบสวนเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น.

ชมคลิป : ที่นี่

บึม 2 ครั้งซ้อนถล่ม สนง.ต่อต้านก่อการร้ายปากีฯ ดับอย่างน้อย 12 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2688140

บึม 2 ครั้งซ้อนถล่ม สนง.ต่อต้านก่อการร้ายปากีฯ ดับอย่างน้อย 12 ศพ

25 เม.ย. 2566 08:47 น.

บึม 2 ครั้งซ้อนถล่ม สนง.ต่อต้านก่อการร้ายปากีฯ ดับอย่างน้อย 12 ศพ

เกิดเหตุรุนแรง 2 ครั้งซ้อน ถล่มอาคารสำนักงานต่อต้านก่อการร้าย ในเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ บาดเจ็บกว่า 50 ราย

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานอ้างคำเปิดเผยของ ตำรวจปากีสถานที่ระบุว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรง 2 ครั้งซ้อนถล่มอาคารสำนักงานต่อต้านก่อการร้าย ในเมืองคาบัล แคว้นไคเบอร์ ปัคตูนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ แรงระเบิดส่งผลให้ตัวอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก พบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ บาดเจ็บกว่า 50 ราย

ตำรวจระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือกลุ่มก่อการร้าย เนื่องจากได้รับรายงานว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นหลังจากมีวัตถุระเบิดเก่าที่เก็บไว้ภายในสำนักงานเกิดการระเบิด

อาคารสำนักงานแห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานตำรวจคาบัล และสำนักงานใหญ่กองตำรวจกลางสำรองปากีสถาน แต่บริเวณที่ได้รับความเสียหายคือสำนักงานตำรวจต่อต้านก่อการร้าย

รายงานข่าวระบุว่า ขณะนี้ตำรวจกำลังสืบสวนว่าเป็นเหตุโจมตีหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาตำรวจปากีสถานมักถูกโจมตีโดยกลุ่มเตห์รีค เอ ตาลีบัน ปากีสถาน ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา.

เผยเจ้าชายแฮร์รี่ ได้นั่งแถวที่ 10 ร่วมพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2687781

เผยเจ้าชายแฮร์รี่ ได้นั่งแถวที่ 10 ร่วมพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์

24 เม.ย. 2566 19:32 น.

เผยเจ้าชายแฮร์รี่ ได้นั่งแถวที่ 10 ร่วมพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์

เผยเจ้าชายแฮร์รี่ ได้นั่งแถวที่ 10 หลังพระบรมวงศานุวงศ์อังกฤษ ขณะมาร่วมพิธีราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เดือนหน้า คาดมาแบบรีบไปรีบกลับ อยู่อังกฤษแค่ 24 ชม.

เมื่อ 24 เม.ย. 2566 เดลี่เมล รายงาน อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าววงในคนหนึ่งของวังอังกฤษ ว่า เจ้าชายแฮร์รี่ ดยุกแห่งซัสเซกซ์ จะได้นั่งอยู่ในแถวที่ 10 หลังบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ระดับสูงองค์อื่นๆ ของราชวงศ์อังกฤษ ขณะมาเข้าร่วมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ใหม่แห่งอังกฤษ ซึ่งจัดขึ้นที่ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน วันที่ 6 พ.ค. 2566

พอล เบอร์เรลล์ อดีตหัวหน้าคนรับใช้ในสำนักพระราชวังอังกฤษ มีความเห็นว่า เจ้าชายแฮร์รี่อาจมีเวลาเพียงเล็กน้อยที่จะได้พูดคุยกับสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระราชบิดา และเจ้าชายวิลเลียม พระเชษฐา ในโอกาสมาร่วมพิธีบรมราชาภิเษก ในเดือนหน้า 

พอล เบอร์เรลล์ ยังกล่าวด้วยว่า ไม่มีโอกาสที่เจ้าชายแฮร์รี่ จะได้คืนดีกับพระบรมวงศานุวงศ์องค์อื่นๆ หลังจากได้ออกหนังสือบันทึกความทรงจำ Spare เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา นอกจากนั้น ถึงแม้ตำแหน่งที่นั่งในแถวที่ 10 ของเจ้าชายแฮร์รี่ที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ อาจทำให้ถูกดูแคลน แต่ก็จะช่วยทำให้พระองค์สามารถออกจากวิหารได้อย่างรวดเร็ว เพราะเจ้าชายแฮร์รี่ก็ไม่ต้องการอยู่ท่ามกลางสมาชิกราชวงศ์อังกฤษเป็นเวลานานๆ อยู่แล้ว

พอล เบอร์เรลล กล่าวกับ แดน วูตตัน ผู้ดำเนินรายการของสถานีโทรทัศน์ช่อง GB News ว่า เจ้าชายแฮร์รี่มาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกครั้งนี้ เหมือนกับเอาเท้าเข้ามาในประตูเท่านั้น และพระองค์มาก็เพราะพระราชบิดามีพระราชประสงค์ให้พระองค์ต้องมาที่นี่

ในขณะที่มีแหล่งข่าวบางคนตั้งข้อสันนิษฐานว่า เจ้าชายแฮร์รี่อาจเดินทางมาสหราชอาณาจักรเพียงแค่ 24 ชั่วโมง และกลับสหรัฐฯ ทันที เพื่อจะได้ไปร่วมฉลองวันคล้ายวันประสูติของเจ้าชายอาร์ชี โอรสองค์โต ชันษา 4 ปี ในวันที่ 6 พ.ค. ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันราชาภิเษก พร้อมกับเมแกนและครอบครัว

อังกฤษจับตา โควิด XBB.1.16 ทำดับแล้ว 5 ศพ อินเดียเตือนตาแดง ไข้สูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2687850

อังกฤษจับตา โควิด XBB.1.16 ทำดับแล้ว 5 ศพ อินเดียเตือนตาแดง ไข้สูง

24 เม.ย. 2566 19:01 น.

อังกฤษจับตา โควิด XBB.1.16 ทำดับแล้ว 5 ศพ อินเดียเตือนตาแดง ไข้สูง

โควิด XBB1.16 (อาร์คทูรัส) ระบาดในอังกฤษ ตายแล้ว 5 ศพ แต่ข้อมูลในขณะนี้ ยังไม่บ่งชี้ว่าจะทำให้เกิดอาการรุนแรงขึ้น เพียงแต่อินเดีย เตือนโควิด XBB1.16 นอกจากทำให้ตาแดง เคืองตาแล้ว ยังมีไข้สูง

เมื่อ 24 เม.ย. 2566 เดลี่เมล รายงานมีชาวอังกฤษเสียชีวิตจากเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ XBB.1.16 ซึ่งมีชื่อเล่นว่า อาร์คทูรัสแล้ว 5 ศพ ในขณะที่เชื้อโควิด XBB.1.16 ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นเชื้อโควิด-19 ที่แพร่ติดเชื้อได้เร็วที่สุดกว่าสายพันธุ์อื่น จะเข้ามาทดแทนกลายเป็นสายพันธุ์หลักในอนาคตอันใกล้ กำลังแพร่ระบาดในอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศแรกที่พบเชื้อโควิด-19 เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา

สำนักงานความมั่นคงทางสุขภาพของสหราชอาณาจักร (UKHSA) ตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด XBB.1.16 ในสหราชอาณาจักรแล้ว 135 ราย นับตั้งแต่ตรวจพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่นี้ครั้งแรก บริเวณภูมิภาคทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ

อย่างไรก็ตาม คาดว่าข้อมูลผู้ติดเชื้อโควิด XBB1.16 ในอังกฤษทั้งหมดนั้น จะมีอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้นับ เพราะขณะนี้มีเพียงเศษเสี้ยวของตัวอย่างเท่านั้นที่ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด ส่วนความรุนแรงของเชื้อโควิด XBB.1.16 ทางบรรดาผู้เชี่ยวชาญยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าเป็นสายพันธุ์ที่ทำให้อาการป่วยรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ที่ระบาดก่อนหน้านี้

ขณะที่ อินเดีย กำลังเผชิญกับการพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่เกือบ 10,000 รายต่อวัน เพิ่มขึ้นจากประมาณ 160 รายต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ จึงคาดว่าน่าจะถูกขับเคลื่อนโดยสายพันธุ์ XBB.1.16 ที่แพร่ติดเชื้อได้เร็ว และข้อมูลออกมาว่า 2 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในอินเดียจากการระบาดระลอกใหม่นี้ เป็นเชื้อโควิด XBB.1.16

เมื่อ 22 เมษายน 2566 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยกระดับการจัดเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ XBB1.16 จากสายพันธุ์ที่น่าจับตา ขึ้นเป็น สายพันธุ์ที่น่าสนใจ (variant of interest) แล้ว เนื่องจากการกลายพันธุ์ที่สไปค์โปรตีน หรือโปรตีนหนาม ซึ่งเชื้อไวรัสใช้ในการจับกับเซลล์มนุษย์นั้น ทำให้เชื้อโควิด XBB1.16 สามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ได้ดีขึ้น ทำให้มีความได้เปรียบที่จะแพร่ติดเชื้อได้รวดเร็วขึ้น จนคาดว่าเชื้อโควิดอาร์คทูรัสจะเข้ามาทดแทนเชื้อโควิดสายพันธุ์อื่นๆ ที่แพร่ระบาดก่อนหน้าในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกระบุว่า ในปัจจุบัน ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าเชื้อโควิด XBB 1.16 ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น เพียงแต่ข้อมูลที่ได้จากอินเดีย พบว่า ผู้ติดเชื้อโควิด XBB 1.16 มีอาการเคืองตาและตาแดง ซึ่งไม่เคยพบมาก่อนในเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ก่อนหน้า อีกทั้งยังทำให้มีไข้สูงและไอ โดยเฉพาะในเด็กๆ ที่ติดเชื้อ

นับถอยหลัง พิธีราชาภิเษกคิงชาร์ลส์ ภายใต้รหัส ‘ปฏิบัติการลูกโลกทองคำ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2687510

นับถอยหลัง พิธีราชาภิเษกคิงชาร์ลส์ ภายใต้รหัส 'ปฏิบัติการลูกโลกทองคำ'

24 เม.ย. 2566 15:59 น.

นับถอยหลัง พิธีราชาภิเษกคิงชาร์ลส์ ภายใต้รหัส ‘ปฏิบัติการลูกโลกทองคำ’

  • พิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 6 พ.ค. 2566 ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน ภายใต้แผนรหัส ‘ปฏิบัติการลูกโลกทองคำ’ นับเป็นเหตุการณ์สำคัญประวัติศาสตร์ครั้งแรกในรอบ 70 ปีของอังกฤษ หลังควีนเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคต
  • คาดจะมีผู้ได้รับเชิญมาร่วมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกราว 2,200 คน ทั้งพระบรมวงศานุวงศ์อังกฤษ ผู้แทนจากรัฐสภา ประมุขและสมาชิกราชวงศ์จากต่างประเทศ ในขณะที่เจ้าชายแฮร์รี่ยืนยันแล้วว่าจะเสด็จฯ มาจากสหรัฐฯ มาร่วมในพิธีราชาภิเษกของพระราชบิดา แต่เมแกน ไม่ได้มาด้วย
  • ขั้นตอนสำคัญของพิธีบรมราชาภิเษก มี 6 ขั้นตอน โดยสำนักพระราชวังบักกิงแฮมประกาศก่อนหน้านี้แล้วว่า กษัตริย์ชาร์ลส์ จะไม่นำเพชรโค-อิ-นัวร์ มาประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกครั้งนี้ของพระองค์ โดยจะทรงสวมมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด ในขณะที่พระราชินีคามิลลา จะทรงมงกุฎของควีนแมรี

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งอังกฤษ จะมีขึ้นที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน ในวันที่ 6 พ.ค. 2566 ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งแรกในรอบ 70 ปีของอังกฤษ หลังจากสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 พระราชมารดา เสด็จสวรรคต ขณะพระชนมพรรษา 96 พรรษา เมื่อ 8 ก.ย. 2565 ภายหลังทรงครองสิริราชสมบัติ 70 ปี จนนับเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดของอังกฤษ

บีบีซีระบุว่า ถึงแม้ในทางกฎหมายของอังกฤษ จะถือว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ได้ทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่โดยอัตโนมัติในทันทีที่พระราชมารดาสวรรคต แต่ราชวงศ์อังกฤษและรัฐบาลสหราชอาณาจักรยังต้องจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามธรรมเนียมโบราณ เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการเริ่มต้นรัชสมัยอย่างแท้จริง

สำหรับรายละเอียดต่างๆ ของพระราชพิธีสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ยังคงเป็นความลับสุดยอด ภายใต้แผนการที่มีชื่อเป็นรหัสว่า “ปฏิบัติการลูกโลกทองคำ” (Operation Golden Orb)

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะมีขึ้น ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน วันที่ 6 พ.ค.2566
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะมีขึ้น ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน วันที่ 6 พ.ค.2566

นับถอยหลังพิธีบรมราชาภิเษกคิงชาร์ลส์

พิธีบรมราชาภิเษก (coronation) คือพิธีทางศาสนาที่มีการสวมพระมหามงกุฎลงบนพระเศียรของกษัตริย์พระองค์ใหม่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในการถวายพระราชอำนาจ รวมทั้งบทบาทพระประมุขแห่งศาสนจักรอังกฤษและพระอิสริยยศอื่นๆ ในคราวเดียวกัน

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระชนมพรรษา 74 พรรษา ในฐานะพระราชโอรสองค์โตในสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ผู้ล่วงลับ จะทรงได้รับการสวมพระมหามงกุฎในวันเสาร์ที่ 6 พ.ค. 2566 ตามเวลาท้องถิ่น ในขณะที่ สมเด็จพระราชินีคามิลลา พระวรชายาจะได้รับการทรงมงกุฎเคียงข้างกษัตริย์ชาร์ลส์ ที่ 3 ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์

สำหรับกำหนดวันประกอบพิธีบรมราชาภิเษกนั้น เป็นการเห็นชอบโดยรัฐบาลอังกฤษ, คริสตจักรแห่งอังกฤษ (Church of England) และสำนักพระราชวังอังกฤษ

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระราชินีคามิลลา, เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีและเจ้าชายแอนดรูว์
สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระราชินีคามิลลา, เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีและเจ้าชายแอนดรูว์

ใครจะได้รับเชิญมาร่วมในพิธีบรมราชาภิเษก?

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ถือเป็นรัฐพิธี ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลสหราชอาณาจักรจึงเป็นผู้คัดเลือกและจัดทำรายชื่อผู้ได้รับเชิญเข้าร่วมในพระราชพิธีสำคัญครั้งนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ได้รับเชิญมาร่วมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ราว 2,200 คน

นอกจากบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ราชวงศ์อังกฤษแล้ว ยังรวมถึงนายกรัฐมนตรี ผู้แทนจากรัฐสภา ประมุข และพระบรมวงศานุวงศ์จากต่างประเทศจะได้รับเชิญให้มาร่วมในพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 

ในขณะที่ เจ้าชายแฮร์รี่ ดยุกแห่งซักเซกซ์ พระราชโอรสองค์ที่สอง ซึ่งเป็นองค์เล็กในสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และเจ้าหญิงไดอานา ผู้ล่วงลับ ได้ยืนยันแล้วว่าจะเสด็จพระดำเนินจากสหรัฐอเมริกามาร่วมในพระราชพิธีสำคัญครั้งนี้ของพระราชบิดา แต่ชายา เมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ชายา จะไม่ได้มาด้วย 

ภาพในอดีต: สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พร้อมด้วยเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี่ พระราชโอรส
ภาพในอดีต: สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พร้อมด้วยเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี่ พระราชโอรส

สำหรับการมาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 นับเป็นพระราชพิธีแรกของเจ้าชายแฮร์รี่ หลังออกหนังสือบันทึกความทรงจำ Spare สั่นสะเทือนราชวงศ์อังกฤษอย่างหนักอีกครั้งเมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา นอกจากนั้น วันประกอบพิธีราชาภิเษกในวันที่ 6 พ.ค. ยังเป็นวันคล้ายวันประสูติของเจ้าชายอาร์ชี โอรสองค์โตของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ซึ่งจะมี ชันษาครบ 4 ปี 

นอกจากนั้น ผู้ที่ได้รับเชิญให้มาร่วมในพระราชพิธีครั้งนี้ ยังคาดว่าเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก พระราชอนุชาในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงมาร่วมในพิธีเช่นกัน ส่วนซาราห์ เฟอร์กูสัน ดัชเชสแห่งยอร์ก อดีตพระชายาในเจ้าชายแอนดรูว์ จะไม่ได้มา หลังจากแหล่งข่าวยืนยันว่าเนื่องจากดัชเชสแห่งยอร์กไม่ได้ถูกเชิญให้มาร่วมในพระราชพิธี 

ในขณะที่ เหล่าพระนัดดาของสมเด็จพระราชินีคามิลลาก็จะได้รับเชิญให้มาร่วมในพิธีบรมราชาภิเษกที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ เคียงข้าง เจ้าชายจอร์จ พระราชนัดดาองค์โตในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

ส่วนประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ จะไม่มาร่วมงาน แต่มอบหมายให้ จิล ไบเดน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ มาร่วมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ในฐานะผู้แทนของประธานาธิบดีไบเดน

มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน
มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน

ขั้นตอนสำคัญของพิธีบรมราชาภิเษก


บีบีซีรายงานวา การประกอบพิธีบรมราชาภิเษกของอังกฤษนั้น แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ เลยตลอดช่วง 1,000 ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 นั้น สำนักพระราชวังบักกิงแฮมได้แถลงเป็นนัยว่าอาจมีความเปลี่ยนแปลงบางประการ

แม้โดยหลักแล้วจะยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมายาวนาน แต่ก็จะมีการปรับเปลี่ยนให้ “สะท้อนถึงบทบาทของกษัตริย์ยุคใหม่และการมองการณ์ไกลไปสู่อนาคต”

โดยทั่วไปแล้ว พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของอังกฤษมี 6 ขั้นตอนหลักดังนี้

1.ถวายความจงรักภักดี : อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี ผู้นำศาสนจักรแห่งอังกฤษ ประกาศการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์พระองค์ใหม่ขณะประทับยืนอยู่ข้างพระราชอาสน์ จากนั้นผู้เข้าร่วมพระราชพิธีร้องตะโกนขึ้นพร้อมกันว่า “ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงคุ้มครองพระราชา” (God Save the King!) และมีการเป่าแตรตามมา

2.ทรงกล่าวคำปฏิญญา : กษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงให้คำมั่นว่าจะยึดถือกฎหมายและพิทักษ์รักษาศาสนจักรแห่งอังกฤษ

3.การเจิมด้วยน้ำมันศักดิ์สิทธิ์

4.ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ : อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรีถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์แก่กษัตริย์พระองค์ใหม่ ขณะที่ยังประทับบนพระราชอาสน์ โดยเริ่มจากการถวายพระลูกโลกประดับกางเขน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจทางศีลธรรมและศาสนา ตามมาด้วยการถวายพระคทาซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมและความเมตตากรุณา จากนั้นจึงจะสวมพระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดลงบนพระเศียร

5.ขึ้นประทับบนพระราชบัลลังก์ : กษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงลุกจากพระราชอาสน์เพื่อไปประทับบนพระราชบัลลังก์ จากนั้นเหล่าพระราชวงศ์และขุนนางผู้เข้าร่วมพิธีทยอยกันเข้าเฝ้าถวายความเคารพโดยคุกเข่าลงต่อหน้าพระพักตร์

6.พระราชพิธีสำหรับสมเด็จพระราชินี : หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนในพระราชพิธีของกษัตริย์พระองค์ใหม่แล้ว จะมีการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์และสวมพระมหามงกุฎให้กับสมเด็จพระราชินีด้วยเช่นกัน

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด ที่ถือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์สำคัญในพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์อังกฤษมานานกว่า 350 ปี
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด ที่ถือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์สำคัญในพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์อังกฤษมานานกว่า 350 ปี

กษัตริย์ชาร์ลส์ จะไม่นำเพชรโค-อิ-นัวร์ มาประกอบพระราชพิธีราชาภิเษก

พระราชวังบักกิงแฮมแถลงก่อนจะถึงวันประกอบพิธีบรมราชาภิเษกว่าจะไม่มีการนำเพชรโค-อิ-นัวร์ เพชรโบราณ ซึ่งเป็นหนึ่งในเพชรเจียระไนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่เป็นข้อถกเถียงมาใช้ในพระราชพิธีราชาภิเษกครั้งนี้

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด ที่ถือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์สำคัญในพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์อังกฤษมานานกว่า 350 ปี  โดยมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด ถูกสร้างขึ้นครั้งแรก เพื่อกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 ในปี ค.ศ. 1661 เพื่อทดแทนมงกุฎก่อนหน้านี้ซึ่งถูกทำลายไปหลังจากสงครามกลางเมืองในอังกฤษ

ในขณะที่สมเด็จพระราชินีคามิลลาจะทรงมงกุฎของควีนแมรีแทน ซึ่งมงกุฎนี้จะถูกนำออกจากหอคอยแห่งลอนดอนเพื่อปรับขนาดสำหรับพิธีราชาภิเษกในวันที่ 6 พฤษภาคม 2566 ซึ่งคาดว่าจะมีพสกนิกรในอังกฤษและประชาชนทั่วโลกจำนวนมากเฝ้าติดตามชมพระราชพิธีสำคัญในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบศตวรรษของอังกฤษเลยทีเดียว

ที่มา : BBC , AP

ออสเตรเลียจ่อซื้อขีปนาวุธเพิ่ม ต่อต้านภัยคุกคามจากจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2687638

ออสเตรเลียจ่อซื้อขีปนาวุธเพิ่ม ต่อต้านภัยคุกคามจากจีน

24 เม.ย. 2566 15:54 น.

ออสเตรเลียจ่อซื้อขีปนาวุธเพิ่ม ต่อต้านภัยคุกคามจากจีน

รายงานด้านกลาโหมของออสเตรเลีย ระบุว่า ออสเตรเลียจะเร่งความพยายามในการซื้อขีปนาวุธพิสัยไกลเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากจีน และเตือนว่าสภาพความโดดเดี่ยวทางภูมิศาสตร์ของออสเตรเลียไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถปกป้องประเทศได้ในยุคขีปนาวุธอีกต่อไป

รายงานยังระบุว่า จากแผนการดังกล่าว รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณราว 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 4.37 แสนล้านบาท ซึ่งรวมถึงเงินงบประมาณที่ถูกโยกย้ายมาจากโครงการอื่นที่ถูกยกเลิกไปแล้วอีกราว 7.8 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

รายงานการทบทวนยุทธศาสตร์กลาโหม (DSR) ความยาว 110 หน้า ฉบับนี้ นับว่าเป็นการยกเครื่องนโยบายการป้องกันประเทศของออสเตรเลียครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นจากท่าทีของจีนที่มีต่อไต้หวัน ซึ่งจีนเคยประกาศหลายครั้งว่าจะใช้กำลังหากจำเป็น นอกจากนี้ กองทัพเรือจีนยังได้ตั้งฐานทัพในทะเลจีนใต้ โดยอ้างว่าพื้นที่บางส่วนเป็นดินแดนของตน ซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

รายงานระบุว่า “การเสริมสร้างกำลังทหารของจีนในขณะนี้ นับว่าใหญ่ที่สุดและมีความทะเยอทะยานที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศใดๆ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และเกิดขึ้นโดยปราศจากความโปร่งใสหรือการรับรองใดๆ ต่อภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ถึงเจตนาทางยุทธศาสตร์ของจีน” 

นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี กล่าวว่า รายงานฉบับนี้จะเป็นการกำหนดอนาคต แทนที่จะรอให้อนาคตมากำหนดเรา” และคำแนะนำดังกล่าวจะทำให้ออสเตรเลียสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น เตรียมพร้อมมากขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น

ด้านนายริชาร์ด มาร์เลส รัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย เสนอแนะให้กองกำลังติดอาวุธของออสเตรเลียเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการป้องกันภาคพื้นดิน เป็นความสามารถในการโจมตีระยะไกลด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตขึ้นในออสเตรเลีย เขากล่าวว่า การได้มาซึ่งขีปนาวุธโจมตีที่มีความแม่นยำ ที่มีพิสัยการยิงไกลกว่า 500 กม. จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการยิงของกองทัพ และความคล่องตัวที่จำเป็นในอนาคต

รายงานประจำปี 2565 ยังเตือนถึง “สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด” ที่อาจเกิดขึ้นกับกองทัพออสเตรเลีย ซึ่งจีนเข้าควบคุมดินแดนในภูมิภาคที่อยู่ใกล้เคียง ในระหว่างสงครามที่อาจเกิดขึ้นกับไต้หวัน

รายงานเชิงกลยุทธ์ยังแนะนำให้ออสเตรเลียเสริมสร้างการป้องกันทางตอนเหนือของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการของกองทัพออสเตรเลียจากฐานทัพทางตอนเหนือ และออสเตรเลียจะเร่งดำเนินการตามแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง (HIMARS) ที่ใช้ภาคพื้นดิน ซึ่งกองทัพยูเครนใช้ได้ผลอย่างมากในการขัดขวางการรุกคืบของรัสเซีย ขณะที่โครงการจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงแผนการจัดซื้อปืนอัตตาจรและยานเกราะกระสุนใหม่สำหรับกองทัพ จะถูกระงับเพื่อนำเงินมาใช้สนับสนุนการจัดลำดับความสำคัญใหม่ของกองทัพออสเตรเลีย

นอกจากนี้ รายงานยังแนะนำให้จัดหาขีปนาวุธต่อต้านเรือพิสัยไกลสำหรับเครื่องบินรบ แต่ระบุว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน บี-21 ไรเดอร์ รุ่นใหม่ของสหรัฐฯ ในขณะนี้ ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสม

เมื่อเดือนที่แล้ว กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อนุมัติการขายขีปนาวุธร่อน 220 ลูกให้กับออสเตรเลียในข้อตกลงมูลค่า 895 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยขีปนาวุธที่ไม่ใช่นิวเคลียร์ดังกล่าว จะถูกใช้โดยเรือดำน้ำชั้นเวอร์จิเนียที่ออสเตรเลียซื้อมาจากสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงการป้องกัน “ออคุส” (Aukus) ที่เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ.

ระทึก เครื่องบินโบอิ้งชนกับห่านจนเครื่องยนต์ไฟลุก ต้องวนลงจอดฉุกเฉิน (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2687593

ระทึก เครื่องบินโบอิ้งชนกับห่านจนเครื่องยนต์ไฟลุก ต้องวนลงจอดฉุกเฉิน (คลิป)

24 เม.ย. 2566 15:24 น.

ระทึก เครื่องบินโบอิ้งชนกับห่านจนเครื่องยนต์ไฟลุก ต้องวนลงจอดฉุกเฉิน (คลิป)

เกิดเหตุการณ์ระทึกกับเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 737 สายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เมื่อพุ่งชนกับฝูงห่านจนเครื่องยนต์ที่ปีกเกิดไฟลุกเป็นระยะ จนต้องนำเครื่องลงจอดฉุกเฉิน

เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 737-800 สายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 1958 ที่ออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติ จอห์น เกล็น โคลัมบัส ในรัฐโอไฮโอ ของสหรัฐฯ มุ่งหน้าเมืองฟินิกซ์ รัฐแอริโซนาของสหรัฐฯ เมื่อเวลา 07.43 น. ตามเวลาในท้องถิ่น ประสบอุบัติเหตุชนกับฝูงห่าน จนทำให้เครื่องยนต์บริเวณปีกเกิดไฟลุกไหม้ หลังจากที่ออกเดินทางได้ราว 40 นาที ส่งผลให้กัปตันตัดสินใจนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัย เมื่อเวลา 08.22 น. โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่สายการบินจะย้ายผู้โดยสารทั้งหมดไปยังเครื่องบินลำใหม่ และออกเดินทางไปยังจุดหมายที่เมืองฟินิกซ์อย่างปลอดภัย ในเวลา 10.00 น.

ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ระบุว่า เครื่องบินไปชนเข้ากับฝูงห่านหลังจากที่เพิ่งนำเครื่องขึ้นได้ไม่นาน จากนั้นก็เริ่มเห็นเปลวไฟพุ่งออกมาจากเครื่องยนต์บริเวณปีกขวาเป็นระยะ และมีเสียงดังเกิดขึ้นต่อเนื่อง จนเหมือนกับเครื่องยนต์จะดับ โดยมีการโพสต์คลิปเหตุการณ์นี้ในโลกโซเชียลเป็นวงกว้าง เคราะห์ดีที่ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น ซึ่งทางหน่วยงานองค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ต่อไป.

ชมคลิป ที่นี่

ที่มา : เดลีเมล์

นักการทูต-ชาวต่างชาติทยอยอพยพออกจากซูดาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2687536

นักการทูต-ชาวต่างชาติทยอยอพยพออกจากซูดาน

24 เม.ย. 2566 13:50 น.

นักการทูต-ชาวต่างชาติทยอยอพยพออกจากซูดาน

หลายประเทศได้อพยพนักการทูตและพลเมืองออกจากเมืองหลวงของซูดาน ขณะที่การสู้รบยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดในคาร์ทูม โดยสหรัฐฯ และอังกฤษ ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ว่า ได้อพยพนักการทูตออกนอกประเทศแล้ว เช่นเดียวกับฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสเปน และชาติอื่นๆ ได้เริ่มดำเนินการอพยพแล้วเช่นกัน

ทางการสหรัฐฯ ระบุว่า ได้ทำการอพยพพลเมืองเกือบ 100 คน ด้วยเฮลิคอปเตอร์ชีนุก 3 ลำ ในเช้าวันอาทิตย์ ด้านสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงคาร์ทูมได้ปิดทำการแล้ว และทวีตในบัญชีอย่างเป็นทางการว่า เนื่องจากสถานการณ์ด้านความปลอดภัยที่ไม่แน่นอนในกรุงคาร์ทูมและการปิดสนามบิน ในขณะนี้จึงไม่ปลอดภัยที่จะดำเนินการอพยพพลเมืองสหรัฐฯ จากประสานงานโดยรัฐบาลสหรัฐฯ

ด้านรัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่าวว่า สามารถอพยพนักการทูตชาวอังกฤษและครอบครัวออกนอกประเทศได้ในปฏิบัติการที่มีความซับซ้อนและรวดเร็ว นายเจมส์ เคลฟเวอร์ลี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ทางเลือกในการอพยพชาวอังกฤษที่เหลืออยู่ในซูดานนั้น “ถูกจำกัดอย่างมาก”

ส่วนประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ยืนยันว่า เครื่องบินลำหนึ่งเดินทางมาถึงประเทศจิบูตี พร้อมผู้โดยสารชาวฝรั่งเศสและคนอื่นๆ ในวันอาทิตย์ และชาวดัตช์จำนวนหนึ่งเดินทางออกจากกรุงคาร์ทูมด้วยเครื่องบินของฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์คาดว่าจะอพยพพลเมืองเพิ่มขึ้นอีกโดยเครื่องบินในเย็นวันอาทิตย์

ขณะที่กองทัพเยอรมนีกล่าวว่า เครื่องบินลำแรกจากทั้งหมด 3 ลำ เดินทางออกจากซูดานมุ่งหน้าสู่จอร์แดน พร้อมผู้โดยสาร 101 คน เช่นเดียวกับอิตาลีและสเปน ที่สั่งอพยพพลเมืองแล้วเช่นกัน โดยภารกิจของสเปนรวมถึงการอพยพพลเมืองจากอาร์เจนตินา โคลอมเบีย ไอร์แลนด์ โปรตุเกส โปแลนด์ เม็กซิโก เวเนซุเอลา และซูดาน

ด้าน นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวว่า รัฐบาลได้อพยพเจ้าหน้าที่ทางการทูตแล้ว นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายประเทศที่สามารถอพยพประชาชนได้สำเร็จเมื่อวันเสาร์ ประชาชนมากกว่า 150 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเมืองของประเทศแถบอ่าวอาหรับ เช่นเดียวกับอียิปต์ ปากีสถาน และแคนาดา ถูกอพยพทางทะเลไปยังท่าเรือเมืองเจดดาห์ของซาอุดีอาระเบีย นอกจากนั้น ยังมีการเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากนักศึกษาต่างชาติจำนวนมาก ทั้งจากแอฟริกา เอเชีย และตะวันออกกลาง ที่ติดอยู่ในกรุงคาร์ทูม ที่มีประชากรประมาณ 6 ล้านคน

ในขณะเดียวกันมีรายงานว่า การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในซูดานเกือบล่ม ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการประสานงานช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในกรุงคาร์ทูมและเมืองอื่นๆ อย่างร้ายแรง

การแย่งชิงอำนาจระหว่างสองผู้นำทางทหารของซูดาน ส่งผลให้เกิดการทิ้งระเบิดอย่างหนักในกรุงคาร์ทูม ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนและบาดเจ็บอีกหลายพันคน การกราดยิงและการทิ้งระเบิดในกรุงคาร์ทูมและที่อื่นๆ ที่เกิดขึ้นเกือบตลอดเวลา ยังส่งผลให้ไฟฟ้าดับ และการเข้าถึงอาหารและน้ำที่ปลอดภัยสำหรับประชากรส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความยากลำบาก

การหยุดยิงหลายครั้งที่ดูเหมือนทั้งสองฝ่ายจะสามารถตกลงกันได้กลับถูกเพิกเฉย รวมถึงการหยุดยิงชั่วคราว 3 วัน เพื่อเฉลิมฉลองวันอีดิลฟิตรี หรือการฉลองละศีลอดของชาวมุสลิม ซึ่งเริ่มเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศว่า จะส่งทีมรับมือภัยพิบัติไปยังพื้นที่ดังกล่าวเพื่อช่วยประสานงานด้านมนุษยธรรม สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องอพยพทั้งภายในและภายนอกซูดาน นางซาแมนธา พาวเวอร์ จากองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID) กล่าวว่า ในช่วงแรกทีมงานจะประสานงานจากเคนยา และให้ความสำคัญกับการได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เพื่อช่วยชีวิตผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด

องค์การอนามัยโลกระบุว่า การสู้รบคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 400 คน และบาดเจ็บอีกหลายพันคน แต่เชื่อว่ายอดผู้เสียชีวิตจะสูงกว่านี้มาก เนื่องจากผู้คนประสบความยากลำบากในการเดินทาง เพื่อรับการรักษาพยาบาล เนื่องจากโรงพยาบาลส่วนใหญ่ของเมือง จำเป็นต้องปิดเนื่องจากการสู้รบ เช่นเดียวกับพื้นที่เขตดาร์ฟูร์ ทางตะวันตกของซูดาน ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการสู้รบเช่นกัน

สหประชาชาติเตือนว่า ประชาชนมากถึง 20,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ได้หลบหนีออกจากซูดาน เพื่อความปลอดภัยในประเทศชาติ ซึ่งมีพรมแดนติดกับเมืองดาร์ฟูร์.

“โจ ไบเดน” เตรียมสู้ศึกรักษาเก้าอี้ ปธน. ขณะที่ชาวอเมริกันกว่าครึ่งอยากได้ผู้นำคนอื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2686611

"โจ ไบเดน" เตรียมสู้ศึกรักษาเก้าอี้ ปธน. ขณะที่ชาวอเมริกันกว่าครึ่งอยากได้ผู้นำคนอื่น

24 เม.ย. 2566 11:16 น.

“โจ ไบเดน” เตรียมสู้ศึกรักษาเก้าอี้ ปธน. ขณะที่ชาวอเมริกันกว่าครึ่งอยากได้ผู้นำคนอื่น

  • นายโจ ไบเดน เตรียมเปิดแคมเปญเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี 2024 เพื่อกลับมาอีกสมัย ขณะที่โพลล่าสุดชี้ว่า นาทีนี้มีชาวอเมริกันเพียง 26% เท่านั้น ที่อยากให้ไบเดนลงสมัคร และชาวเดโมแครตไม่ถึงครึ่ง อยากให้ไบเดนเป็นตัวแทนพรรคลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี
  • ความนิยมชมชอบในตัวประธานาธิบดีไบเดนลดลง จากการสำรวจความเห็นชาวอเมริกัน 1,029 คน พบว่าคะแนนนิยมของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ร่วงลงมาที่ 39% ในเดือนเมษายน ซึ่งน้อยกว่าตัวเลข 42% ในการสำรวจเมื่อเดือนก่อนหน้า
  • ชาวอเมริกันจำนวนมากขึ้นบอกว่า รู้สึกเหนื่อยใจ ถ้าไบเดนต้องมาแข่งกับทรัมป์อีกรอบ ในปี 2024 เพราะคนหนึ่งก็อายุมาก แถมผลงานไม่เข้าเป้า ส่วนอีกคนก็ติดคดีความ และอาจเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างต่อสู้คดีอาญา

สื่อต่างๆ ในสหรัฐฯ รายงานว่า สัปดาห์นี้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน วัย 80 ปี เตรียมประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะสมัครเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยก่อนหน้านี้ไบเดนเคยกล่าวแย้มๆ ว่าจะลงสมัคร แต่ยังไม่ประกาศอยากเป็นทางการ ท่ามกลางคะแนนความนิยมที่ลดลงใกล้ระดับต่ำสุด นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ

คะแนนนิยมประธานาธิบดีไบเดนลดลงต่ำ

ความนิยมชมชอบในตัวประธานาธิบดีไบเดนลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม 2021 โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวรอยเตอร์ ร่วมกับสำนักโพลอิปซอส ระบุว่า จากการสำรวจความเห็นชาวอเมริกัน 1,029 คน พบว่าคะแนนนิยมของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ร่วงลงมาที่ 39% ในเดือนเมษายน ซึ่งน้อยกว่าตัวเลข 42% ในการสำรวจเมื่อเดือนก่อนหน้า และใกล้ระดับต่ำสุด นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ขณะที่ระดับต่ำสุดที่เคยสำรวจมาคือ 36% เมื่อกลางปี 2022

รอยเตอร์ชี้ว่า ทิศทางเศรษฐกิจเป็นตัวแปรสำคัญของชาวอเมริกันในขณะนี้ โดยผู้ที่อยู่ร่วมการสำรวจต่างมองว่า เรื่องเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่ที่ประเทศกำลังเผชิญ โดย 1 ใน 5 ของการสำรวจกล่าวถึงประเด็นนี้ ขณะที่ราว 1 ใน 10 ของชาวอเมริกันในการสำรวจล่าสุดนี้ มองว่าประเด็นอาชญากรรมและสิ่งแวดล้อม เป็นปัญหาสำคัญของอเมริกา

อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกันส่วนใหญ่คัดค้านการกลับคำตัดสินเรื่องสิทธิการทำแท้งของสตรีอเมริกัน โดย 68% ของชาวอเมริกันในการสำรวจนี้ บอกว่าพวกเขาคัดค้านการที่ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยกเลิกการอนุมัติยามิฟิพริสโตน (Mifepristone) เพื่อยุติการตั้งครรภ์ 

อายุเป็นเพียงตัวเลขใช่หรือไม่

ประธานาธิบดีไบเดน อายุ 80 ปี เป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ถ้าหากชนะเลือกตั้งได้กลับมาอีกสมัย พออยู่ไปครบ 2 เทอม ก็จะสิริอายุรวม 86 ปี ไบเดนเคยยืนยันว่า เขาไม่สนข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอายุของเขาที่มากเกินไป แต่ขอให้ทุกคนคอยดูการทำงานของเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งประธานาธิบดีหรือไม่ 

จากการสำรวจเมื่อ 2 ปีก่อนพบว่า ชาวอเมริกันมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตของโจ ไบเดน มีเพียง 28% และไม่กังวลเลย 44% แต่การสำรวจล่าสุดพบว่า จำนวนคนที่กังวลเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 40% โดยรวมแล้ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกือบ 7 ใน 10 คน หรือคิดเป็น 68% มองว่าไบเดนอายุมากเกินไป สำหรับการนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสมัยที่ 2

โพลชี้ชาวอเมริกันกว่าครึ่งอยากได้ผู้นำคนอื่น

ด้านสำนักข่าว AP ร่วมกับ NORC Center for Public Affairs Research จัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกัน และสมาชิกเดโมแครต ผลออกมาว่า ชาวเดโมแครตประมาณ 47% คิดว่าไบเดนควรจะลงสมัครในปี 2024 เพิ่มขึ้น จากการสำรวจเมื่อเดือนมกราคมซึ่งอยู่ที่ 37% ส่วนชาวอเมริกันโดยรวม 26 % คิดว่าไบเดนควรลงสมัคร 

อย่างไรก็ตาม ชาวเดโมแครต 78% พอใจการทำงานของไบเดนในปัจจุบัน ส่วน 81% บอกว่าจะโหวตให้ถ้าไบเดนได้เป็นตัวแทนพรรค โดยมี 41% บอกว่าหนุนไบเดนแน่นอน และ 40% บอกว่าอาจจะหนุน

สำหรับตัวเลือกอื่นในตอนนี้ นักวิเคราะห์การเมืองคาดว่า นายไบเดนจะไม่เจอกับตัวแทนสายแข็งภายในพรรคเดโมแครต ที่ประกาศตัวออกมาแล้วก็มี นายโรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี้ นักเคลื่อนไหวต่อต้านการฉีดวัคซีนโควิด ที่มีผู้สนับสนุนไบเดน 14% บอกว่าจะโหวตให้ เขาประกาศลงสมัครอย่างเป็นทางการแล้ว และเตรียมเริ่มแคมเปญหาเสียงปลายเดือนนี้

หากไบเดน-ทรัมป์ กลับมารีแมตช์

ในขณะที่ไบเดนเตรียมประกาศลงสมัคร ชาวอเมริกันจำนวนมากขึ้นบอกว่า รู้สึกเหนื่อยใจ ถ้าไบเดนต้องมาแข่งกับทรัมป์อีกรอบ ในปี 2024 เพราะคนหนึ่งก็อายุมาก แถมผลงานไม่เข้าเป้า ส่วนอีกคนก็ติดคดีความ และอาจเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างต่อสู้คดีอาญา

โดยโพลของ Yahoo News ร่วมกับ YouGov ระบุว่า จากการสำรวจชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ จำนวน 1,530 คน ระหว่างวันที่ 14-17 เมษายนที่ผ่านมา ว่าคิดอย่างไรกับคู่ “ไบเดน-ทรัมป์” ถ้าพวกเขาต้องมาแข่งกันอีกครั้ง โดยพบว่า 38% บอกว่าเหนื่อยใจ 

นอกจากนี้ ความรู้สึก ไม่กลัว อยู่ที่ 29% เศร้า อยู่ที่ 23% โกรธ อยู่ที่ 23% ตื่นเต้นอยู่ที่ 16% ภูมิใจอยู่ที่ 8% และซาบซึ้ง 7% 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ผลสำรวจระบุว่า ถ้าไบเดนลงชิงกับทรัมป์ในปี 2024 ชาวอเมริกัน 15% คิดว่าผลที่ออกมาจะเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา

โดยตอนนี้ช่องว่างระหว่างคนที่มองแง่บวกกับแง่ลบ ลดลงเหลือเพียง 3 จุด โดยผู้ลงคะแนน 29% แสดงมุมมองเชิงลบและผู้ลงคะแนน 26% แสดงมุมมองเชิงบวก ประมาณ 3 ใน 10 ยังคงมองว่าอาจจะ “มีทั้งดีและไม่ดี” ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มุมมองเชิงบวกเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม ในหมู่ทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต. 

รองปลัดฯอบรมหลักสูตร นักบริหารพัฒนาการเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726417

วันอังคาร ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดการฝึกอบรมหลักสูตร “นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับสูง (นบส.) รุ่นที่ 83” และบรรยายพิเศษหัวข้อ “ยุทธศาสตร์และนโยบายของ รมว.เกษตรฯ” โดยมีผู้เข้าร่วม 116 คน ซึ่งนายเศรษฐเกียรติ กล่าวถึงกรอบ 5 ยุทธศาสตร์และ 15 นโยบายสำคัญของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เพื่อใช้เป็นกรอบในการพัฒนาและแก้ปัญหาภาคการเกษตร และนำนโยบายไปเชื่อมโยงบูรณาการและปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ศักยภาพ สภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ ซึ่งกรอบ 5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต 2.ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 3.ยุทธศาสตร์ 3S คือ Safety-Security- Sustainability 4.ยุทธศาสตร์การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วน และ 5.ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา

ทั้งนี้ ได้ให้ปี 2566 เป็นปีที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรกรรม อาทิ การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร, การเร่งผลักดันการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร, การเร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้การดำเนินนโยบายของกระทรวงเกษตรฯให้ทั่วถึง,การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร, การส่งเสริมเกษตรปลอดภัย, การผลักดันค่าตอบแทนให้กับอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.), การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ,การเร่งขับเคลื่อน BCG Model ไปสู่การปฏิบัติให้สัมฤทธิผลตามเป้าหมายของนโยบายรัฐบาล, ส่งเสริมความรู้พืชเศรษฐกิจใหม่ผลักดันไทยเป็นครัวโลก, การผลักดันให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นกระทรวงเศรษฐกิจอย่างแท้จริง, การปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้และการให้ความสำคัญกับเกษตรกรเหมือนคนในครอบครัว