มือปืนบุกกราดยิงกลางปาร์ตี้วันเกิด “สวีท ซิกซ์ทีน” ที่สหรัฐฯ วัยรุ่นดับ 4 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2681655

มือปืนบุกกราดยิงกลางปาร์ตี้วันเกิด "สวีท ซิกซ์ทีน" ที่สหรัฐฯ วัยรุ่นดับ 4 ศพ

17 เม.ย. 2566 08:25 น.

มือปืนบุกกราดยิงกลางปาร์ตี้วันเกิด “สวีท ซิกซ์ทีน” ที่สหรัฐฯ วัยรุ่นดับ 4 ศพ

เกิดเหตุสลด มือปืนบุกกราดยิงในงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของวัยรุ่นอายุครบรอบ 16 ปี สังเวยอีก 4 ศพกับปัญหาซ้ำซากความรุนแรงจากอาวุธปืนในสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2566 สำนักข่าว CNN รายงานว่า เกิดเหตุกราดยิงสุดสะเทือนขวัญ กลางงานปาร์ตี้ “สวีท ซิกซ์ทีน” (Sweet Sixteen) ที่จัดขึ้นเพื่อฉลองวันเกิดของวัยรุ่น ครบรอบอายุ 16 ปี ซึ่งจัดขึ้นที่สตูดิโอเต้นรำ “มะฮอกกะนี มาสเตอร์พีซ” ในย่านใจกลางเมืองเดดวิลล์ รัฐแอละบามา ของสหรัฐฯ

เหตุสะเทือนขวัญจากอาวุธปืนครั้งล่าสุดในสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ศพ รวมไปถึงฟิล ดาวเดลล์ นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลดาวรุ่ง ที่เพิ่งจบการศึกษาชั้นมัธยมต้น นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 28 ราย ในจำนวนนี้หลายรายมีอาการสาหัส

ตำรวจเปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลจากคำให้การของพยานที่อยู่ในเหตุการณ์กราดยิงครั้งนี้ ขณะที่ตำรวจยังไม่เปิดเผยเกี่ยวกับรายละเอียดของผู้ก่อเหตุและแรงจูงใจแต่อย่างใด

ด้านทำเนียบขาวสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่กล่าวย้ำถึงการเรียกร้องให้เพิ่มความรุนแรงของกฎหมายควบคุมการถือครองอาวุธปืน โดยระบุว่าทำไมสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่เด็กๆ ไม่สามารถออกไปงานปาร์ตี้กันได้โดยที่ไม่ต้องหวาดกลัว

ขณะที่หอจดหมายเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืนของสหรัฐฯ เปิดเผยสถิติที่ระบุว่า ในสหรัฐฯ เกิดเหตุกราดยิงที่มีคนเสียชีวิต 4 คนขึ้นไปเป็นจำนวนมากกว่า 160 ครั้งแล้วในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้.

สลด ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์พักอาศัยของคนงาน ในย่านท่องเที่ยวของนครดูไบ ดับ 16 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2681630

สลด ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์พักอาศัยของคนงาน ในย่านท่องเที่ยวของนครดูไบ ดับ 16 ศพ

17 เม.ย. 2566 07:57 น.

สลด ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์พักอาศัยของคนงาน ในย่านท่องเที่ยวของนครดูไบ ดับ 16 ศพ

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่อพาร์ตเมนต์พักอาศัยในเขตอัล มูราร์ ซึ่งเป็นย่านเมืองเก่าของนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ศพ บาดเจ็บ 9 ราย

เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2566 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่อพาร์ตเมนต์พักอาศัยในเขตอัล มูราร์ ซึ่งเป็นย่านเมืองเก่าของนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ศพ บาดเจ็บ 9 ราย โดยสถานที่เกิดเพลิงไหม้เป็นอาคาร 5 ชั้น ในย่านที่เป็นตลาดค้าเครื่องเทศ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นที่พักอาศัยของแรงงานต่างชาติ เชื่อว่าเป็นอาคารแบ่งเช่าพักอาศัยของหลายครอบครัวชนชั้นแรงงาน

“เดอะ เนชั่น” หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของดูไบ รายงานว่าทางสำนักงานป้องกันพลเรือนแห่งดูไบ ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตว่ามีมากถึง 16 ศพ โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นบริเวณชั้น 4 และเชื่อว่าตัวอาคารไม่มีระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน และวัสดุตกแต่งภายในอาจเป็นสาเหตุให้เปลวไฟไหม้ลามอย่างรวดเร็ว

รายงานข่าวระบุว่า ตำรวจกำลังสอบปากคำเจ้าของอาคารและสืบหาสาเหตุของเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น ขณะที่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับเพลิงไหม้ครั้งนี้แต่อย่างใด.

สยอง อดีตนักการเมืองอินเดีย พี่ชาย ถูกจ่อยิงระยะเผาขน ตายคากล้องทีวี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2681433

สยอง อดีตนักการเมืองอินเดีย พี่ชาย ถูกจ่อยิงระยะเผาขน ตายคากล้องทีวี

16 เม.ย. 2566 19:13 น.

สยอง อดีตนักการเมืองอินเดีย พี่ชาย ถูกจ่อยิงระยะเผาขน ตายคากล้องทีวี

อินเดียช็อก อดีตนักการเมืองและพี่ชายถูกจ่อยิงตายคากล้องทีวี ขณะกำลังถูกตำรวจคุมตัวจากห้องขังไปโรงพยาบาล ตำรวจคาดคนร้ายปลอมตัวเป็นนักข่าว ทำทีมาขอสัมภาษณ์ก่อนกระหน่ำยิงระยะเผาขน

เมื่อ 16 เมษายน 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ สองผู้ต้องขัง นายอาทิค อาห์หมัด อดีตนักการเมืองชาวอินเดีย และนายอัชราฟ อาห์หมัด พี่ชาย ถูกกลุ่มคนร้ายจ่อยิงในระยะเผาขน จนเสียชีวิตทั้งคู่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังควบคุมตัวนายอาทิคและนายอัชราฟ อาห์หมัด ไปโรงพยาบาล โดยเหตุการณ์ลอบสังหารครั้งนี้ที่เกิดขึ้นในเมือง Prayagraj รัฐอุตตรประเทศ ทางภาคเหนือของอินเดีย ถูกบันทึกภาพโดยกล้องโทรทัศน์และเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ในอินเดีย เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมา

นายอาทิค และนายอัชราฟ อาห์หมัด ถูกกลุ่มคนร้าย 3 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าได้ปลอมตัวเป็นนักข่าวบุกจ่อยิงเข้าที่ศีรษะในระยะประชิด เป็นเหตุให้นายอาทิค และนายอัชราฟ อาห์หมัดเสียชีวิต ขณะที่กลุ่มคนร้ายทำทีเข้ามาขอสัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่ลูกชายวัยรุ่นของนายอาทิค อาห์หมัดเพิ่งถูกตำรวจยิงตายไปไม่กี่วันก่อน จากนั้น คนร้ายทั้งสามคนได้ยอมมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังก่อเหตุทันที

ทั้งนี้ บุตรชายวัยรุ่นของนายอาทิค อาห์หมัด และชายอีกคนหนึ่งซึ่งเพิ่งก่อคดีฆ่าคนตายเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ถูกตำรวจสังหารเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา โดยตำรวจอธิบายถึงการตายของบุตรชายนายอาทิค อาห์หมัดว่าเป็นเพราะมีการยิงกัน

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นายอาทิค อาห์หมัด อดีตนักการเมืองในรัฐอุตตรประเทศ ตกเป็นผู้ต้องหาหลายสิบคดี รวมทั้งลักพาตัว ฆาตกรรม และกรรโชกทรัพย์ โดยนายอาทิค อาห์หมัด วัย 60 ปี ได้ถูกจับกุมคุมขังเมื่อปี 2562 ก่อนที่ศาลจะตัดสินนายอาทิค อาห์หมัดและผู้ต้องหาอีกสองคน กระทำความผิดในคดีลักพาตัว ถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ที่มา :mirror

เผยเจ้าชายแฮร์รี่ ตัดสินพระทัยมาร่วมพิธีราชาภิเษก หลัง ‘เปิดใจ’ คุยกับพ่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2681395

เผยเจ้าชายแฮร์รี่ ตัดสินพระทัยมาร่วมพิธีราชาภิเษก หลัง 'เปิดใจ' คุยกับพ่อ

16 เม.ย. 2566 17:12 น.

เผยเจ้าชายแฮร์รี่ ตัดสินพระทัยมาร่วมพิธีราชาภิเษก หลัง ‘เปิดใจ’ คุยกับพ่อ

เผยเจ้าชายแฮร์รี่ ตัดสินพระทัยมาร่วมพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 โดยที่ เมแกน ชายา ไม่ได้มาด้วย หลังเปิดใจคุยกับพ่อ และเป็นความประสงค์ของทั้งสองฝ่าย ที่อยากให้เจ้าชายแฮร์รี่มาร่วมงาน

เมื่อ 16 เมษายน 2566 เดลี่เมลรายงานอ้างแหล่งข่าวในพระราชวังอังกฤษ เผยเจ้าชายแฮร์รี่ ดยุกแห่งซัสเซกซ์ ตัดสินพระทัยจะเสด็จฯ มาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ที่อังกฤษ ในวันที่ 6 พ.ค. 2566 โดยที่ เมแกน ชายา จะไม่ได้มาด้วยนั้น หลังจากเจ้าชายแฮร์รี่ ได้ ‘เปิดใจ’ คุยกับสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระราชบิดา

แหล่งข่าวในวังอังกฤษเผยด้วยว่า การตัดสินพระทัยของเจ้าชายแฮร์รี่ที่จะมาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 นั้น เป็นความประสงค์ของทั้งสองฝ่าย เพื่อเยียวยารอยร้าวระหว่างพ่อกับลูกที่บาดหมางมึนตึงกัน นับตั้งแต่เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ออกมาสัมภาษณ์และเปิดเผยเรื่องราวความบาดหมางขัดแย้งในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นทั้งการทำสารคดีฉายทางเน็ตฟลิกซ์ และเจ้าชายแฮร์รี่เพิ่งออกหนังสือบันทึกความทรงจำ Spare จนสั่นสะเทือนราชวงศ์อังกฤษเมื่อต้นปี 2566

เจ้าชายแฮร์รี่ตัดสินพระทัยมาร่วมในพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์  ที่ 3 โดยที่เมแกนไม่ได้มาด้วย
เจ้าชายแฮร์รี่ตัดสินพระทัยมาร่วมในพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ ที่ 3 โดยที่เมแกนไม่ได้มาด้วย

แหล่งข่าววงในยังเผยกับ Sun on Sunday ว่า คิงชาร์ลส์ทรงมีความสุขที่พระราชโอรส เจ้าชายแฮร์รี่ตัดสินพระทัยเช่นนี้ และยังเข้าใจดีว่า เมแกน ชายาจะต้องอยู่ที่บ้านที่แคลิฟอร์เนีย กับโอรสและธิดา เจ้าชายอาร์ชีและเจ้าหญิงลิลิเบต ซึ่งเจ้าชายอาร์ชีจะครบรอบวันคล้ายวันประสูติ 4 ชันษา ในวันที่ 6 พ.ค. ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันราชาภิเษกด้วย

ก่อนหน้านี้แหล่งข่าวเผยว่า เจ้าชายแฮร์รี่ได้มีการหารือโต้ตอบไปมากับเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังบักกิงแฮมเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของพระองค์ที่จะเสด็จฯ มาร่วมในพิธีราชาภิเษก รวมทั้งภารกิจหน้าที่ของพระองค์ที่อาจจะต้องทำในพระราชพิธีสำคัญครั้งนี้ของพระราชบิดา ไปจนถึงตำแหน่งที่นั่งภายในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งได้มีการเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ และบุคคลทรงเกียรติมาร่วมในพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 นับ 2,000 คน.

ฝ่าเสียงประท้วง ปธน.มาครง ลงนามประกาศใช้ ก.ม.ปฏิรูปบำนาญในฝรั่งเศสแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2681228

 ฝ่าเสียงประท้วง ปธน.มาครง ลงนามประกาศใช้ ก.ม.ปฏิรูปบำนาญในฝรั่งเศสแล้ว

16 เม.ย. 2566 14:31 น.

ฝ่าเสียงประท้วง ปธน.มาครง ลงนามประกาศใช้ ก.ม.ปฏิรูปบำนาญในฝรั่งเศสแล้ว

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ฝ่าเสียงประท้วง ลงนามประกาศใช้กฎหมายปฏิรูปบำนาญในฝรั่งเศส ขยายอายุคนวัยเกษียณจาก 62 ปี เป็น 64 ปีแล้ว

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2566 สำนักข่าวอัลจาซีรารายงาน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงแห่งฝรั่งเศส ลงนามประกาศใช้กฎหมายปฏิรูประบบบำนาญในประเทศฝรั่งเศสแล้ว ภายหลัง คณะตุลาการรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส 9 คน ได้ลงมติเห็นชอบเมื่อวันศุกร์ที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมา อนุมัติร่างกฎหมายปฏิรูประบบบำนาญในฝรั่งเศส ซึ่งรวมถึงการขยายอายุคนวัยเกษียณในฝรั่งเศส จาก 62 ปี ออกไปเป็น 64 ปี และการขยายระยะเวลาการทำงานเพื่อจะได้รับเงินบำนาญเต็มจำนวน

มีเพียงข้อเสนอ 5 ข้อในประเด็นเล็กๆ เท่านั้นที่ถูกปฏิเสธ จากคณะตุลาการรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส เช่น การบังคับให้บริษัทขนาดใหญ่ตีพิมพ์บอกจำนวนพนักงานที่อายุเกิน 55 ปี และการทำสัญญาพิเศษสำหรับพนักงานสูงอายุ

ชาวฝรั่งเศสจำนวนมากประท้วงคัดค้านกฎหมายปฎิรูปบำนาญของรัฐบาลประธานาธิบดีมาครง
ชาวฝรั่งเศสจำนวนมากประท้วงคัดค้านกฎหมายปฎิรูปบำนาญของรัฐบาลประธานาธิบดีมาครง

การประกาศใช้กฎหมายปฏิรูประบบบำนาญในฝรั่งเศสครั้งนี้ของประธานาธิบดีมาครง ถือเป็นการฝ่าเสียงประท้วงต่อต้านอย่างหนักจากบรรดาสหภาพแรงงานและผู้ประท้วงจำนวนมากในฝรั่งเศสที่ออกมาชุมนุมคัดค้านกฎหมายปฏิรูปบำนาญ โดยเฉพาะเกิดความไม่พอใจอย่างมากที่รัฐบาลประธานาธิบดีมาครงชิงใช้อำนาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญ ผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปบำนาญโดยไม่ผ่านการลงมติเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฝรั่งเศส เมื่อเดือนมีนาคม 2566

ช็อก นายกฯ คิชิดะโดนปาระเบิดควัน หลัง ‘ชินโสะ อาเบะ’ ถูกลอบสังหารไม่ถึงปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2681115

ช็อก นายกฯ คิชิดะโดนปาระเบิดควัน หลัง 'ชินโสะ อาเบะ' ถูกลอบสังหารไม่ถึงปี

16 เม.ย. 2566 12:00 น.

ช็อก นายกฯ คิชิดะโดนปาระเบิดควัน หลัง ‘ชินโสะ อาเบะ’ ถูกลอบสังหารไม่ถึงปี

ญี่ปุ่นช็อก นายกฯ คิชิดะถูกลอบทำร้าย โดนขว้างระเบิดควันเข้าใส่ หลังชินโสะ อาเบะ อดีตนายกฯ เพิ่งถูกลอบสังหาร 9 เดือนก่อน ด้านตร.ญี่ปุ่นเปิดชื่อหนุ่มคนร้าย วัย 24 แล้ว แต่ยังไม่เผยมูลเหตุจูงใจ

เมื่อ 16 เมษายน 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าเหตุลอบทำร้ายนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะแห่งญี่ปุ่น หลังถูกคนร้ายขว้างระเบิดควันเข้าใส่ ขณะกำลังปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งอยู่ที่เมืองวากายามะ ภูมิภาคคันไซ ทางภาคใต้ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันเสาร์ที่ 15 เมษายน 2566 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทันที ว่า นับเป็นเหตุการณ์ลอบทำร้ายนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเป็นครั้งที่ 2 ในเวลาเพียง 9 เดือน หลังจากอดีตนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะเพิ่งถูกลอบสังหาร ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 67 ปี ขณะกำลังปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งวุฒิสภา ที่เมืองนารา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565  

นายริวจิ คิมูระ อายุ 24 ปี ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ในที่เกิดเหตุ หลังขว้างระเบิดควันใส่นายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะแห่งญี่ปุ่นขณะปราศรัยหาเสียงที่เมืองวากายามะ เมื่อ 15 เมษายน 2566
นายริวจิ คิมูระ อายุ 24 ปี ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ในที่เกิดเหตุ หลังขว้างระเบิดควันใส่นายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะแห่งญี่ปุ่นขณะปราศรัยหาเสียงที่เมืองวากายามะ เมื่อ 15 เมษายน 2566

จากการสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุขว้างระเบิดควันใส่นายกรัฐมนตรีคิชิดะรายนี้ ชื่อ นายริวจิ คิมูระ อายุ 24 ปี ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ในที่เกิดเหตุ และขณะนั้นยังพบว่านายคิมูระยังมีอาวุธมีดติดตัว นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบระเบิดควันอีกหนึ่งลูก ที่นายคิมูระทิ้งลงพื้น ขณะเขาถูกเจ้าหน้าที่จับกุม

ระเบิดควันที่คนร้ายขว้างใส่นายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ขณะปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งช่วยลูกพรรคที่เมืองวากายามะ เมื่อวันเสาร์ที่ 15 เมษายน 2566
ระเบิดควันที่คนร้ายขว้างใส่นายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ขณะปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งช่วยลูกพรรคที่เมืองวากายามะ เมื่อวันเสาร์ที่ 15 เมษายน 2566

ตามรายงานข่าวระบุว่า นายคิมูระได้ยืนอยู่ห่างจากนายคิชิดะประมาณ 10 เมตร ท่ามกลางฝูงชนประมาณ 200 คนที่มาฟังนายคิชิดะปราศรัยหาเสียงเพื่อช่วยลูกพรรคเสรีประชาธิปไตยในการเลือกตั้ง โดยระเบิดควันได้ถูกขว้างมาตกห่างจากนายคิชิดะเพียง 1 เมตรเท่านั้น และก่อให้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นและควันลอยฟุ้งตลบอบอวล สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้แก่ทุกคนในบริเวณนั้น

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นยังไม่เปิดเผยมูลเหตุจูงใจที่ทำให้นายคิมูระบุกมาก่อเหตุลอบทำร้ายขว้างระเบิดควันใส่นายกรัฐมนตรีคิชิดะ ซึ่งได้รับการอพยพ คุ้มกันออกจากจุดเกิดเหตุได้อย่างปลอดภัย ในขณะที่เหตุร้ายแรงครั้งนี้ เป็นเหตุให้มีตำรวจได้รับบาดเจ็บหนึ่งราย แต่อาการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย 

ที่มา : Japantimes

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เผยเบื้องหลังความงดงามนิทรรศการ‘สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/724653

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เผยเบื้องหลังความงดงามนิทรรศการ‘สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ’

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เผยเบื้องหลังความงดงามนิทรรศการ‘สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ’

วันจันทร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ไขความลับเบื้องหลังความงดงามของนิทรรศการ “สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ” ที่จัดแสดงฉลองพระองค์ พระมาลาฉลองพระบาท พระพัชนี และพระกลดของ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะที่ทรงเผยแพร่ความงามของผ้าไทยให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยพระองค์เอง เมื่อครั้งเสด็จฯ ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ นับเป็นการส่งเสริมผ้าทอและงานศิลปหัตถกรรมไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับไปทั่วโลก วิทวัส เกตุใหม่ ภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์ บอกเล่าที่มาของแรงบันดาลใจการคัดเลือกวัตถุ กระบวนการเก็บรักษาวัตถุ และการจัดแสดงนิทรรศการ เพื่อสะท้อนเรื่องราวอันทรงคุณค่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แรงบันดาลใจในการคัดเลือกผลงานมาจัดแสดงนิทรรศการ

แรงบันดาลใจในการคัดเลือกผลงานมาจากภัณฑารักษ์ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ได้สัมผัสกับสถานที่และผู้คนที่มีเรื่องราวสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวัตถุนั้นๆ เป็นต้น ซึ่งนำไปสู่แนวคิดในการจัดนิทรรศการ โดยทุกครั้งจะมีความแตกต่างกันไปตามเรื่องราวที่ต้องการนำเสนอ หรือวัตถุที่นำมาจัดแสดง โดยแนวคิดของแต่ละนิทรรศการจะต้องเหมาะสมกับสถานที่เนื้อหาที่จัดแสดง สอดคล้องกับวัตถุที่นำมาจัดแสดง และช่วยส่งเสริมให้วัตถุมีความโดดเด่นมากขึ้น

เคล็ดลับในการคัดเลือกวัตถุต่างๆ ที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการ

ภัณฑารักษ์จะเป็นผู้คัดเลือกผ้า หรือวัตถุให้มีความเกี่ยวข้องและสอดคล้องกับเนื้อหาของนิทรรศการที่จัดแสดง จากนั้นจะทำรายการวัตถุเพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่อนุรักษ์และทะเบียนเป็นผู้จัดเตรียมวัตถุ โดยวัตถุที่คัดเลือกต้องมีสภาพที่เหมาะสม สามารถนำไปจัดแสดงได้ ซึ่งทางภัณฑารักษ์และเจ้าหน้าที่อนุรักษ์จะหารือถึงวิธีการจัดแสดงที่เหมาะสมกับวัตถุนั้นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้วัตถุเสื่อมสภาพ หรือเกิดความเสียหายในระหว่างการจัดแสดง

กรรมวิธีในการจัดเก็บรักษาผืนผ้าต่างๆ ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์

งานอนุรักษ์ของพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากลของงานอนุรักษ์ โดยดำเนินการดูแลและป้องกันวัตถุเพื่อชะลอการเสื่อมสภาพ เริ่มตั้งแต่การตรวจสอบสภาพของวัตถุทุกชิ้น การจดบันทึกข้อมูลอย่างละเอียด การฆ่าเชื้อวัตถุแรกรับด้วยการแช่แข็งภายใต้อุณหภูมิลบ 20 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 10-20 วัน เพื่อกำจัดเชื้อราและแมลงที่ติดมากับตัววัตถุ ก่อนจัดเก็บที่ห้องคลัง หรือนำไปจัดแสดง

การจัดเก็บจะมีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น กรณีที่เป็นผ้าผืน หรือผ้าปักประดับต้องจัดเก็บในกล่อง หรือแกนกระดาษไร้กรด กรณีที่เป็นชุดเสื้อผ้าจะใช้ถุงคลุมที่ทำจากผ้าในการเก็บชุดแต่ละชุดแยกจากกัน และนำผ้าหรือเครื่องแต่งกายที่ได้รับ

การจัดเก็บอย่างมิดชิดสมบูรณ์แล้ว ไปเก็บรักษาไว้ภายในตู้จัดเก็บวัตถุในห้องที่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอยู่ตลอดเวลา

ขั้นตอนในการคัดเลือกและการจัดแสดงผลงานของภัณฑารักษ์

เริ่มตั้งแต่ภัณฑารักษ์จะทำการคัดเลือกวัตถุที่มีความสอดคล้องกับนิทรรศการ ก่อนจะทำรายการวัตถุแจ้งไปยังแผนกอนุรักษ์และทะเบียน หลังจากนั้น ภัณฑารักษ์และเจ้าหน้าที่อนุรักษ์จะทำการประเมินสภาพวัตถุที่คัดเลือกในเบื้องต้นเพื่อตรวจสอบสภาพวัตถุต่อไป หากวัตถุนั้นมีความชำรุดเสียหายก็ต้องหาวิธีในการซ่อมแซมที่เหมาะสม เพื่อให้มีสภาพที่แข็งแรงและคงทนมากขึ้น

ในกรณีที่วัตถุมีความพร้อมที่จะนำไปจัดแสดงได้ ก็ต้องหารือถึงวิธีการจัดแสดงที่เหมาะสมกับสภาพวัตถุ เพื่อป้องกันไม่ให้เสื่อมสภาพไปมากกว่าเดิม โดยวัตถุที่ได้รับการคัดเลือกต้องจัดแสดงภายในตู้ที่มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสม ตลอดจนการเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่ไร้กรด และไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมี ทั้งในส่วนการจัดเก็บและการจัดแสดง เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมตามมาตรฐานงานอนุรักษ์

การจัดทำระบบฐานข้อมูลของชิ้นงาน ที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการ

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ มีระบบการฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการจัดเก็บรูปภาพ ข้อมูล รวมถึงรายละเอียดต่างๆ ของวัตถุทุกชิ้นที่พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ได้คัดเลือกนำมาจัดแสดง
ในนิทรรศการ รวมไปถึงวัตถุที่ได้รับมอบให้เข้ามาจัดเก็บในพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ โดยระบบฐานข้อมูลดังกล่าวเป็นระบบที่มีมาตรฐานสากลและนิยมใช้ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งทั่วโลก ทั้งยังสะดวกต่อการใช้งานของเจ้าหน้าที่ผู้บันทึกข้อมูล และผู้สืบค้นข้อมูลอีกด้วย

นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ยังวางแผนที่จะจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับผืนผ้าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และมีความน่าสนใจอย่างมากไม่ว่าจะเป็น นิทรรศการผ้าในราชสำนัก เช่น ผ้าลายอย่าง ผ้ายก เป็นต้น นิทรรศการผ้าชาติพันธุ์ เช่น ผ้ามัดหมี่ ผ้าชาวไทยภูเขา เป็นต้น

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ“สิริราชพัสตราบรมราชินีนาถ” เรียนรู้พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงผ่านฉลองพระองค์ในช่วงเวลาต่างๆ และสนุกกับการเรียนรู้เรื่องผ้าจากท้องถิ่นต่างๆ อันมีชื่อเสียงในประเทศไทยที่มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้รวบรวมไว้ ภายในห้องกิจกรรม “ปัก : ถัก : ทอ”(Woven Dialects) เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมเวลา 15.30 น. บัตรเข้าชมผู้ใหญ่ ราคา150 บาท ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) ราคา 80 บาทนักเรียนหรือนักศึกษา (โปรดแสดงบัตรประจำตัว) และเด็กอายุ 12-18 ปี ราคา 50 บาทเด็กอายุต่ำว่า 12 ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

Bottega Veneta คอลเลคชั่น Summer 2023 Sardine

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/724648

Bottega Veneta คอลเลคชั่น Summer 2023 Sardine

Bottega Veneta คอลเลคชั่น Summer 2023 Sardine

วันจันทร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สานต่อความเป็น Bottega Veneta ในคอลเลคชั่น Summer 2023 จากที่เปิดตัวไปในคอลเลคชั่น Winter 2022 ที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนี้กระเป๋าหนังรุ่น Sardine มาในขนาดเล็กลงและยังมาพร้อมสายสะพายแบบครอสบอดี้ตัวกระเป๋ามาในรูปทรงแบบพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวโดดเด่นด้วยเทคนิคการสานชั้นสูงอย่าง intrecciatoอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ โดยกระเป๋ารุ่น Sardine เปรียบเสมือนเครื่องประดับที่ชวนให้นึกถึงทรงกระเป๋ารุ่นไอคอนิกที่มีความโค้งมนอย่างกระเป๋ารุ่น Jodie

กระเป๋ารุ่น Sardine มาพร้อมที่จับโค้งมนสีทองเหลือง รังสรรค์โดยกรรมวิธีการหล่อหลอมด้วยไมโครอะลูมิเนียมและเคลือบทับด้วยสีทองเหลืองให้ความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่าง ทันสมัย และเหมาะสำหรับการใช้งาน นอกจากนี้ กระเป๋ารุ่น Sardine ยังเฉลิมฉลองมรดกอันล้ำค่าของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคนิคการสานอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง intrecciato และความเป็นนวัตกรรมการรังสรรค์หูหิ้วกระเป๋าที่ยกระดับความทันสมัย

กระเป๋า Sardine มาพร้อมกับขนาดมินิ (Mini) และขนาดเล็ก (Small) ให้เลือกในหลากหลายสี อาทิ สีดำ (Black) สีทีลเขียวอ่อน(Glacier) สีแดงเข้ม (Barolo) สีเขียวเข้ม (Dark Green) สีเหลืองอ่อน (Sherbert) และ สีขาว (Chalk)

ตีท้ายครัว‘เชฟสุกัญญา งามศรีขำ’ห้องอาหาร‘เบญจรงค์’ กับมื้อไฟน์ไดนิ่ง อาหารไทยโบราณ ช่วงรอยต่อสามกรุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/724646

ตีท้ายครัว‘เชฟสุกัญญา งามศรีขำ’ห้องอาหาร‘เบญจรงค์’  กับมื้อไฟน์ไดนิ่ง อาหารไทยโบราณ ช่วงรอยต่อสามกรุง

ตีท้ายครัว‘เชฟสุกัญญา งามศรีขำ’ห้องอาหาร‘เบญจรงค์’ กับมื้อไฟน์ไดนิ่ง อาหารไทยโบราณ ช่วงรอยต่อสามกรุง

วันจันทร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จากแรงบันดาลใจของตำรับอาหารไทยโบราณที่สืบทอดมาตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี ถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เชฟสุกัญญางามศรีขำ หัวหน้าทีมครัวของห้องอาหารเบญจรงค์ พร้อมสร้างมื้ออาหารไฟน์ไดนิ่ง ด้วยเมนูชุดใหม่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องแกง น้ำพริก น้ำปรุง ยำรสเด็ด และของหวานเย็นใจ ที่จะมอบรสสัมผัสที่น่าหลงใหล ในบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นส่วนตัวในเรือนอาคารโบราณเกือบร้อยปีของบ้านดุสิตธานี ในซอยศาลาแดง

เชฟปุ๋ม-สุกัญญา งามศรีขำ หัวหน้าทีมครัวของห้องอาหาร เบญจรงค์ ณ บ้านดุสิตธานี เล่าว่า ในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรสยามเพิ่งเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่มาจากค้าขายกับต่างประเทศ เข้ามาหลอมรวมกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิม กลายเป็นตำรับอาหารไทยที่ยังคงไว้ด้วย รูป รส กลิ่น และสัมผัสแห่งวัฒนธรรมความเป็นไทยอันเข้มข้นอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเมนูใหม่ที่ทีมเชฟของเบญจรงค์นำมาปรุงอย่างประณีต บรรจง และพิถีพิถันตามกรรมวิธีโบราณ และสอดแทรกด้วยเทคนิคตะวันตก ในการคงความสดใหม่ๆ ของวัตถุดิบ เพื่อให้รสชาติกลมกล่อมเข้นข้น ถึงรสถึงเครื่อง

ทีมงานฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มจากกลุ่มดุสิตธานี (หรือดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล) ใช้เวลาเกือบร่วมปี ในการสืบเสาะ ค้นคว้า และเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญรวมถึงพ่อแก่ แม่เฒ่าในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่เหนือจรดใต้ จากภาคตะวันออกสู่ตะวันตก เพื่อรวบรวมตำราอาหารโบราณที่มีความโดดเด่น น่าสนใจ เพื่อนำมาทำงานร่วมกับทีมครัวของห้องอาหารเบญจรงค์ ผู้มากประสบการณ์ในด้านอาหารไทยแบบไฟน์ไดนิ่ง ครอบคลุมอาหารไทยชาววัง ไทยฟิวชั่น ไทยโมเดิร์นจนรังสรรค์เป็นเมนูชุดใหม่ที่คงไว้ซึ่งรสชาติอันเป็นรอยต่อของสามกรุง ที่เข้มข้นด้วยกลิ่นอายของความดั้งเดิม หลอมรวมกับเทคนิคอันลึกล้ำของนวัตกรรมตะวันตก มาปรุงอาหารไทยแท้ๆ ที่นำเสนอผ่านมุมมองอันแปลกใหม่ ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์อันหลากหลายมิติ และเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ

เชฟปุ๋ม สุกัญญา งามศรีขำ

“อาหารไทยขึ้นชื่อในเรื่องรสชาติอันเข้มข้น และความหอมของเครื่องเทศสมุนไพรอยู่แล้ว แต่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ทันตระหนักว่า นี่เป็นอิทธิพลของการผสมผสานความหลากหลายในหลากวัฒนธรรมที่หลอมรวมพร้อมกับอารยธรรมไทยมานานหลายร้อยปีฉะนั้นสิ่งที่พวกเราต้องการนำเสนอในเมนูใหม่ คือ รากเหง้าทางวัฒนธรรมในอาหารไทย ซึ่งสามารถสืบค้น ย้อนกลับไป จากตำรับต้นตระกูลเก่าๆในดินแดนด้ามขวานทองของการเข้าครัวในยุคสมัยที่เราเรียกตัวเองว่า “ชาวสยาม”

เราปรุงอาหารทุกจานตามขั้นตอนและเทคนิคโบราณอันซับซ้อน เพื่อแสดงออกถึงการเคารพต้นฉบับอาหารไทยอันทรงคุณค่า และนำมาเสนอผ่านมุมมองของความร่วมสมัยในยุคปัจจุบันซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์แปลกใหม่บนโต๊ะอาหาร ตอนที่เราเริ่มทำเมนูใหม่นี้ ทีมครัวทุกคนมีความสุขกับการทำอาหารมาก เพราะทุกคนได้ย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาที่เราเริ่มต้นตกหลุมรักการทำอาหาร เราสนุกกับการคัดสรรวัตถุดิบชั้นยอดที่หาได้ยากและเป็นของดีขึ้นชื่อจากแต่ละจังหวัด นำมา โขลก ตำ กวน ปิ้ง นึ่ง ย่าง จี่ อบ ต้ม ผัด หลน และงบ เพื่อได้เครื่องแกงและซอสปรุงรสที่มีรสสัมผัสดั้งเดิม อันโดดเด่นด้วยมือของทีมครัว ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่าจะได้ลิ้มรสแห่งความสด สะอาด และจากธรรมชาติล้วนๆ ในทุกเมนู เปรียบเสมือนอาหารยา”

ที่สำคัญ “ทุกอย่างคือความสมดุล” เชฟปุ๋ม-สุกัญญา กล่าว “วิธีรับประทานอาหารไทยที่เราอยากแนะนำ คือ การเลือกเมนูที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ซุป แกง ยำ ของทอดน้ำพริก รับประทานร่วมกับข้าวหอมมะลิออร์แกนิกที่เรารับตรงมาจากกลุ่มชาวนาเกษตรอินทรีย์จากทุ่งกุลาร้องไห้ เพื่อเปิดรับรสหวาน เค็ม เผ็ด และเปรี้ยว ที่จะช่วยส่งเสริมและตัดรสชาติกันและกันอย่างลงตัว รวมทั้งให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันในแต่ละเมนู จากวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมซึ่งจะทำให้มื้ออาหารที่ห้องอาหารเบญจรงค์ กลายเป็นมื้ออันน่าจดจำของทุกคน”

ต้มยำขแมร์

ชุดเมนูใหม่ มีให้เลือกสรรกว่า 32 เมนู อาทิ ต้มยำขแมร์ ทำจากน้ำสต๊อกกุ้งเผา แตงกวา ปลาแห้ง และมะม่วงดิบ, แกงแขกขาเป็ดและผลไม้แห้งทำจากเครื่องแกงและผงมาซาลาแบบโฮมเมด ผลไม้แห้ง หอมเจียว และกระเทียม, ไข่สามเขย ซึ่งประกอบด้วยไข่ 3 ชนิด คือ ไข่นกกระทา ไข่เป็ด และไข่ไก่, หมูกรอบสี่สหาย ที่กรอบนอกนุ่มในและหอมกรุ่นด้วยพริกไทยหอมสี่ชนิด, แกงพริกสดปูม้า ปรุงด้วยเครื่องแกงคล้ายแกงไตปลา หน่อไม้น้ำ และเนื้อปูก้อนจัดจ้านแบบอาหารใต้, น้ำพริกกุ้งย่างสายบัว ที่ใช้เนื้อกุ้งสดและปลาแห้ง โขลกกับเคยชั้นดี ตัดรสฝาดด้วยสายบัวซอยหั่น เข้าคู่กับไข่เป็ดต้มและกากหมูทอด,เนื้อกวางสะเต๊ะลือ ที่หมักเครื่องเทศที่แทรกไปทุกอณูของเนื้อ แล้วนำไปย่างเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มถั่ว และอาจาด ที่ได้ชื่อว่าอร่อยลือลั่นไปทั่วพระนคร, แกงจืดหมูสามชั้น และปลาหมึกพริกไทยอ่อน ที่เชฟต้มน้ำซุปจากกระดูกสะโพกหมูอบกว่า 10 ชั่วโมงจนงวดกลมกล่อมเข้าคู่กับหมูสามชั้นสไลด์บางเฉียบ และปลาหมึกอ่อนที่ผ่านการปรุงด้วยพริกไทยอ่อนและนึ่งจนนุ่มละลายในปาก ตลอดจนปูม้านึ่งนมสด, ข้าวผัดสับปะรดไข่แมงดา,แกงคั่วปักษ์ใต้ขาแกะ และ แกงกุ้งลายเสือดอกดาหลา

สำหรับเมนูขนมหวาน นำเสนอ พุดดิ้งมะพร้าว ที่หอมนุ่มละมุน เสิร์ฟพร้อมเนื้อมะพร้าวอ่อนโรย หรือจะเลือกความสดชื่นด้วย ส้มฉุน ที่ใช้ลิ้นจี่และผลไม้ต่างๆ ตามฤดูกาลมาทำเป็นของหวานลอยแก้วดับร้อน ด้วยรสหอมไม่เปรี้ยวแหลมจากส้มซ่า และดอกมะลิที่ให้ความหอมสดชื่น ของหวานโบราณที่สามารถบ่งบอกเรื่องราวของการรู้จักวัตถุดิบพื้นถิ่นของคนไทยในอดีตได้เป็นอย่างดี

ห้องอาหาร “เบญจรงค์” ยังเป็นมากกว่าห้องอาหารไทย เพราะเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันน่าจดจำ อยู่ใน “บ้านดุสิตธานี” ที่งดงามและโดดเด่นสะดุดตาด้วยสถาปัตยกรรมอาคารทรงตะวันตกจากยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และบริเวณโดยรอบที่รายล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวของพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่ทางกลุ่มดุสิตธานีได้เก็บรักษาโครงสร้างอาคารและสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้ แต่นำมาปรับปรุงตกแต่งใหม่ให้มีกลิ่นอายของความเป็นดุสิตธานีจัดแสงไฟโทนอบอุ่น เพิ่มกลิ่นหอมอโรมาและใส่ดนตรีที่บรรเลงอย่างแผ่วเบา เพื่อสร้างบรรยากาศแบบผ่อนคลายและเพิ่มรสชาติให้มื้ออาหาร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งทั้งสำหรับมื้อกลางวันและมื้อค่ำได้ที่ อีเมล : info@baandusitthani.com, Official Line Account @baandusitthani เว็บไซต์ http://www.baandusitthani.com หรือโทร. 02-2009009

แกงแขกขาเป็ดและผลไม้แห้ง

แกงแขกขาเป็ดและผลไม้แห้ง

ปูม้านึ่งนมสด

ปูม้านึ่งนมสด

ส้มฉุน

ส้มฉุน

รวมนํ้าใจ ยิ่งให้ ยิ่งรับ‘Plus 1 เพิ่มจำนวนครั้ง เพิ่มโลหิต เพิ่มชีวิต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/724627

รวมนํ้าใจ ยิ่งให้ ยิ่งรับ‘Plus 1 เพิ่มจำนวนครั้ง เพิ่มโลหิต เพิ่มชีวิต’

รวมนํ้าใจ ยิ่งให้ ยิ่งรับ‘Plus 1 เพิ่มจำนวนครั้ง เพิ่มโลหิต เพิ่มชีวิต’

วันจันทร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรวมน้ำใจ ยิ่งให้ยิ่งรับ จัดกิจกรรม “Plus 1 เพิ่มจำนวนครั้งเพิ่มโลหิต เพิ่มชีวิต” เชิญชวนพนักงาน ผู้ประกอบการร้านค้า ลูกค้าศูนย์การค้า และประชาชนทั่วไป มาบริจาคโลหิตสำรองใช้ก่อนวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมลงทะเบียนบริจาคอวัยวะและดวงตา รวมถึงลงทะเบียนอาสาสมัครกาชาด บริเวณชั้น 4 โซน D  เมื่อวันก่อน                  

โดยภายในงาน ศตกมล วรกุลผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัทเอ็ม บี เค จำกัด ตัวแทนผู้บริหารศูนย์การค้าฯ ต้อนรับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่อาสาสภากาชาดไทยพร้อมขอบคุณผู้เข้ารับบริจาค ซึ่งมีผู้สนใจเตรียมร่างกายเข้ามาบริจาคโลหิตตลอดทั้งวัน รวมได้จำนวนโลหิตสำรองใช้ทั้งหมดกว่า 111 ยูนิต (44,400 cc) โดยทางศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้เตรียมพร้อมจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตครั้งถัดไปในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริจาคอย่างต่อเนื่องสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามกิจกรรมดีๆ ของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ที่ www.mbk-center.co.th และ www.facebook.com/mbkcenterth