ยูเครนเริ่มโต้กลับที่บักห์มุต-อังกฤษคอนเฟิร์ม บริจาคขีปนาวุธร่อนให้เคียฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2693239

ยูเครนเริ่มโต้กลับที่บักห์มุต-อังกฤษคอนเฟิร์ม บริจาคขีปนาวุธร่อนให้เคียฟ

12 พ.ค. 2566 03:15 น.

ยูเครนเริ่มโต้กลับที่บักห์มุต-อังกฤษคอนเฟิร์ม บริจาคขีปนาวุธร่อนให้เคียฟ

กองทัพยูเครนเริ่มการโจมตีตอบโต้กองทัพรัสเซียที่เมืองบักห์มุต หลังตั้งรับมาหลายเดือน ขณะที่สหราชอาณาจักรยืนยันบริจาคขีปนาวุธร่อนให้รัฐบาลเคียฟ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 พ.ค. 2566 กองทัพยูเครนเริ่มการโจมตีตอบโต้กองทัพรัสเซียที่เมืองบักห์มุตแล้ว แม้ประธานาธิบดี โวโลดีเมีย เซเลนสกี จะบอกว่ายังต้องการเวลามากกว่านี้จึงจะเริ่มโจมตีตอบโต้ได้ก็ตาม ขณะที่สหราชอาณาจักรยืนยันว่า เตรียมบริจาคขีปนาวุธร่อนให้ยูเครน

นายเยฟจีนี พริโกซิน หัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้าง ‘Wagner Group’ ของรัสเซีย ซึ่งพยายามยึดเมืองบักห์มุต ทางตะวันออกของยูเครนมานานหลายเดือน ออกมาโจมตีนายเซเลนสกีว่า “โกหก” ที่บอกว่าต้องการเวลาเพื่อเตรียมโจมตีตอบโต้ เพราะตอนนี้ “การโจมตีตอบโต้ที่ว่าเกิดขึ้นเต็มอัตราแล้ว”

ด้านกองทัพยูเครนยืนยันว่า กองทัพของพวกเขารุกคืบอย่างมีประสิทธิภาพที่เมืองบักห์มุต หลังจากสร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่กองทัพรัสเซีย โดยผลักดันพวกเขาจนถอยร่นไปได้ราว 2 กม.เมื่อวันพุธที่ผ่านมา และในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พวกเขาดำเนินการโจมตีทางอากาศไปเกือบ 50 ครั้ง

ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรยืนยันในวันพฤหัสบดีว่า พวกเขาตัดสินใจบริจาคขีปนาวุธร่อน หรือ ครูส มิสไซล์ ‘สตอร์ม ชาร์โดว์’ (Storm Shadow) ให้แก่ยูเครน โดยจรวดชนิดนี้ถือเป็นขีปนาวุธพิสัยไกล มีระยะทำการประมาณ 250 กม. ทำให้ยูเครนสามารถโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียได้มากขึ้น

นายเบน วอลเลซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอังกฤษ บอกกับ ส.ส.ในสภาว่า การบริจาคระบบอาวุธเหล่านี้ มอบโอกาสที่ดีที่สุดในให้ยูเครนป้องกันตัวจากความโหดร้ายอย่างต่อเนื่องของรัสเซีย โดยเฉพาะการจงใจมุ่งเป้าโจมตีที่โครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนของยูเครน ซึ่งละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ที่มา : cnn

ศาลสูงสุดปากีสถานสั่งปล่อยตัว อิมราน ข่าน ชี้โดนจับอย่างผิดกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2693236

ศาลสูงสุดปากีสถานสั่งปล่อยตัว อิมราน ข่าน ชี้โดนจับอย่างผิดกฎหมาย

12 พ.ค. 2566 01:50 น.

ศาลสูงสุดปากีสถานสั่งปล่อยตัว อิมราน ข่าน ชี้โดนจับอย่างผิดกฎหมาย

ศาลสูงสุดปากีสถานตัดสินว่า การจับกุมตัวนายอิมราน ข่าน ภายในเขตศาลเมื่อวันอังคารเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และสั่งให้ปล่อยตัวเขาทันที

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 พ.ค. 2566 ศาลสูงสุดของปากีสถานมีคำตัดสินว่า การที่ตำรวจหลายสิบนายรุมจับกุมตัวนาย อิมราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงภายในเขตศาลเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และออกคำสั่งให้ปล่อยตัวนายข่านทันที

เจ้าหน้าที่อ้างว่าจับกุมตัวนายข่านฐานไม่ให้ความร่วมมือกับการสืบสวนคดีคอร์รัปชัน ที่เขาถูกกล่าวหาว่า รับสินบนสมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่การจับกุมทำให้เกิดการประท้วงรุนแรงขึ้นทั่วประเทศ ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 ศพ ผู้ชุมนุมถูกตำรวจจับกุมตัวร่วม 2,000 คน

ในการพิจารณาคดีเมื่อวันพฤหัสบดี ผู้พิพากษาสูงสุด อูมาร์ อาตา บันดิอัล บอกกับนายข่านว่า เขาถูกนำตัวมาที่ศาลตามกับสั่งของผู้พิพากษา ดังนั้นการจับกุมตัวเขาในเวลานั้นจึงเป็นโมฆะ และจำเป็นต้องย้อนคืนกระบวนการทั้งหมด

ด้านนายข่าน ซึ่งถูกถอดถอนจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังแพ้โหวตไม่ไว้วางใจเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน บอกกับผู้พิพากษาว่า เขาถูกลักพาตัวจากศาลสูงเมื่อวันอังคารและถูกทุบตีด้วยไม้กระบอง ขณะที่หน่วยงานความมั่นคงยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับคำกล่าวหาของนายข่าน

อย่างไรก็ตาม คลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุแสดงให้เห็นว่า กองกำลังตำรวจกึ่งทหารหลายสิบนายมารุมล้อมจับกุมตัวนายข่าน และพาตัวเขาออกจากเขตศาลสูง ก่อนจะนำตัวขึ้นรถหุ้มเกราะจากไป

นายข่านถูกตำรวจคุมตัวไว้ที่บ้านรับรองแห่งหนึ่งในกรุงอิสลามาบัดตั้งแต่เมื่อวันอังคาร และบ้านรับรองแห่งนี้ก็ถูกใช้เป็นศาลชั่วคราวเมื่อวันพุธ ซึ่งผู้พิพากษาแจ้งข้อหาคอร์รัปชันต่อนายข่านอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ท่ามกลางคดีความมากมายที่เขาถูกกล่าวหา โดยนายข่านปฏิเสธการกระทำผิดทั้งหมด

จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่านายข่านได้รับอนุญาตให้ออกมาแล้วหรือไม่ แต่ศาลสูงสุดปฏิเสธคำร้องของเขาที่ต้องการย้ายไปอยู่บ้านพักของตัวเอง และระบุว่า เขาควรอยู่ในที่ที่เขาอยู่ไปก่อนเพื่อความปลอดภัย

ที่มา : bbc

WHO ประกาศ ฝีดาษลิง ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลกแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2693232

WHO ประกาศ ฝีดาษลิง ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลกแล้ว

11 พ.ค. 2566 23:59 น.

WHO ประกาศ ฝีดาษลิง ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลกแล้ว

องค์การอนามัยโลกประกาศว่า ไวรัสฝีดาษลิง ไม่ได้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลกอีกต่อไปแล้ว หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อนก็เพิ่งยกเลิกสถานะนี้ของเชื้อโควิด-19

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 พ.ค. 2566 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาประกาศว่า ฝีดาษลิง หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘Mpox’ ไม่จัดเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศอีกต่อไปแล้ว เกือบ 1 ปี หลังจากไวรัสร้ายตัวนี้เริ่มแพร่กระจายไปทั่วโลกและทำให้มีผู้ติดเชื้อหลายหมื่นคน

อย่างไรก็ตามช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ล่าสุด ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวในงานแถลงข่าวออนไลน์ว่า เขายินดีอย่างยิ่งที่จะประกาศว่า เขาตอบรับคำแนะนำของคณะกรรมการฉุกเฉินขององค์การสหประชาชาติ เรื่องการยกเลิกสถานะเตือนภัยสูงสุดของเชื้อ Mpox แล้ว

ประกาศของ WHO เกิดขึ้นเพียงสัปดาห์เดียวหลังจาก พวกเขาระบุว่า เชื้อโควิด-19 ก็ไม่ได้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) แล้วเช่นกัน แต่ ดร.อัดฮานอม เกเบรเยซุส เตือนด้วยว่า “แม้ภาวะฉุกเฉินของ Mpox กับโควิด-19 จะจบลงแล้ว แต่เสี่ยงที่เชื้อทั้งสองจะฟื้นคืนกลับมายังคงอยู่ ไวรัส 2 ตัวนี้ยังคงหมุนเวียนและยังคงคร่าชีวิต”

“Mpox จะยังคงเป็นความท้าทายทางสาธารณสุขอย่างมีนัยสำคัญ ที่จำเป็นต้องมีการตอบสนองอย่างตรงไปตรงมา, เชิงรุก และยั่งยืนต่อไป” ผอ.องค์การอนามัยโลกกล่าว และเรียกร้องให้นานาประเทศอย่าประมาท

ทั้งนี้ ฝีดาษลิงระบาดในแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตกมานานแล้ว แต่เมื่อเดือนพฤษภาคมปีก่อน มันกลับเริ่มแพร่กระจายเข้าสู่ยุโรป ก่อนจะลุกลามไปยังอเมริกาเหนือและประเทศอื่นๆ อีกหลายสิบแห่งทั่วโลก จน WHO ประกาศให้ไวรัสตัวนี้ เป็นภาวะฉุกเฉินระดับ PHEIC ในเดือนกรกฎาคม แต่หลังจากนั้นจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงเรื่อยๆ

ตามสถิติที่รวบรวมโดยองค์การอนามัยโลก นับตั้งแต่ที่เชื้อฝีดาษลิงเริ่มระบาดไปทั่วโลก มันทำให้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 87,000 รายใน 114 ประเทศ และมีผู้เสียชีวิต 140 ศพ แต่จำนวนผู้ติดเชื้อในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ลดลงจากช่วง 3 เดือนก่อนหน้านั้นเกือบ 90%

การยกเลิกสถานะ PHEIC ของเชื้อฝีดาษลิงกับไวรัสโควิด-19 ทำให้ปัจจุบัน เหลือเชื้อเพียงชนิดเดียวที่องค์การอนามัยโลกจัดว่าเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ นั่นคือ ไวรัสโปลิโอ ที่ครองสถานะนี้มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557

ที่มา : cna

สวยตะลึง เจ้าหญิงเคท เสด็จร่วมงานการ์เดน ปาร์ตี้ ที่วังบักกิงแฮม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2693121

 สวยตะลึง เจ้าหญิงเคท เสด็จร่วมงานการ์เดน ปาร์ตี้ ที่วังบักกิงแฮม

11 พ.ค. 2566 19:18 น.

สวยตะลึง เจ้าหญิงเคท เสด็จร่วมงานการ์เดน ปาร์ตี้ ที่วังบักกิงแฮม

เจ้าหญิงเคท ทรงมีพระสิริโฉมงดงาม ฉลองพระองค์ด้วยชุดเดรสสีฟ้าอ่อน สวมหมวกที่เข้ากับชุด ขณะเสด็จฯ พร้อมกับเจ้าชายวิลเลียม ในงานการ์เดน ปาร์ตี้ ที่วังบักกิงแฮม

สื่อต่างประเทศพากันชื่นชม แคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ หรือเจ้าหญิงเคท พระชายาในเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ ทรงมีพระสิริโฉมงดงาม จากการฉลองพระองค์ในชุดเดรสสีฟ้าอ่อน เสื้อแขนยาวผ้าโปร่งสุดสวย ขณะร่วมเสด็จออกมาต้อนรับอาสาสมัคร ข้าราชการ ตัวแทนจากหลายหน่วยงานจำนวนหลายพันคน ที่ได้รับเชิญให้มาร่วมงาน ‘การ์เดน ปาร์ตี้’ หรืองานพระราชทานเลี้ยงน้ำชา ในบริเวณสวนของพระราชวังบักกิงแฮม เมื่อช่วงบ่ายวันอังคารที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าชายวิลเลียม และเจ้าหญิงเคท เสด็จงานการ์เดน ปาร์ตี้ ในสวนของวังบักกิงแฮม
เจ้าชายวิลเลียม และเจ้าหญิงเคท เสด็จงานการ์เดน ปาร์ตี้ ในสวนของวังบักกิงแฮม

เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ พระชนมายุ 40 พรรษา และแคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ พระชายา พระชนมายุ 41 พรรษา พร้อมทั้งเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งเอดินบะระ พระชนมายุ 59 พรรษา และโซฟี ดัชเชสแห่งเอดินบะระ พระชายา พระชนมายุ 58 พรรษา ได้เสด็จฯในงานการ์เดน ปาร์ตี้ เพื่อทรงทักทายทำความรู้จัก และตรัสชื่นชมบรรดาเหล่าอาสาสมัครดีเด่น ข้าราชการ ทหาร ตัวแทนจากรัฐบาลหน่วยงาน องค์กรต่างๆ คริสตจักร และสถาบันทางศาสนาอื่นที่อุทิศทุ่มเททำงาน จนได้รับเชิญให้มาร่วมงานการ์เดน ปาร์ตี้ บริเวณสวนพระราชวังบักกิงแฮม

เจ้าหญิงแคเธอรีน หรือเจ้าหญิงเคท ทรงฉลองพระองค์ในชุดเดรสสีฟ้าอ่อน แขนยาวผ้าโปร่ง จากแบรนด์ Elie Saab ซึ่งก่อนหน้านี้ทรงเคยใส่ชุดเดรสนี้ออกงาน รอยัล แอสคอต ในปี 2019 แต่ได้นำมารีไซเคิล ดัดแปลง เพื่อนำกลับมาใส่อีกครั้งในงานเลี้ยงการ์เดนปาร์ตี้ปีนี้ อีกทั้งเจ้าหญิงเคทยังทรงสวมหมวกสีฟ้าของแบรนด์ Philip Treacy ที่เข้ากับชุด จนทำให้พระองค์ทรงมีพระสิริโฉมงดงามเป็นอย่างยิ่ง และนับเป็นการเสด็จออกงาน หลังจากเพิ่งมีพระราชพิธีราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ และพระราชินีองค์ใหม่ของอังกฤษเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา

ที่มา : peopleDailymail

มาแล้ว พายุไซโคลน ‘โมคา’ ทวีกำลัง จ่อขึ้นฝั่ง ถล่มบังกลาเทศ พม่า กระทบไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2693098

มาแล้ว พายุไซโคลน ‘โมคา’ ทวีกำลัง จ่อขึ้นฝั่ง ถล่มบังกลาเทศ พม่า กระทบไทย

11 พ.ค. 2566 16:20 น.

มาแล้ว พายุไซโคลน ‘โมคา’ ทวีกำลัง จ่อขึ้นฝั่ง ถล่มบังกลาเทศ พม่า กระทบไทย

พายุ ‘โมคา’ ในอ่าวเบงกอล ทวีกำลังเป็นพายุไซโคลนแล้ว จ่อขึ้นฝั่งบริเวณชายแดนบังกลาเทศติดพม่า กระทบถึงไทย ทำฝนตกหนัก

เมื่อ 11 พ.ค. 2566 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติอินเดีย เตือนประชาชนให้ระมัดระวังอันตรายจากพายุ ‘โมคา’ (MOCHA) ที่ก่อตัวบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของอ่าวเบงกอล ได้ทวีกำลังจาก ดีเปรสชัน ขึ้นเป็นพายุไซโคลนแล้ว และนับเป็นพายุไซโคลนลูกแรกของปีนี้ โดยคาดว่าพายุไซโคลนโมคา จะทวีกำลังเป็นพายุไซโคลนกำลังแรงมากในวันศุกร์ที่ 12 พ.ค. จนความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางพายุอาจถึง 130 กม./ชั่วโมง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอินเดีย แจ้งว่า พายุไซโคลนโมคา มีแนวโน้มทิศทางการเคลื่อนตัว ที่จะขึ้นฝั่งบริเวณพรมแดนของบังกลาเทศติดกับเมียนมา ด้วยความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางพายุ 145 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค. 2566

ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาของไทย แจ้งเตือนพายุดีเปรสชันบริเวณอ่าวเบงกอลตอนล่าง ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไซโคลน “โมคา” (MOCHA) แล้ว และคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเมียนมาในช่วงวันที่ 14-15 พ.ค. 66 ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 11-14 พ.ค. 66 บริเวณประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบน คลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่ง ในช่วงวันที่ 11-16 พ.ค. 66.

Cr ภาพ : twitter

ที่มา : hindustantimes

ออสเตรเลียสอบสวนเหตุเสียชีวิต 2 ศพ ใช้ “เมือกกบพิษ” ในพิธีบำบัดโบราณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2693051

ออสเตรเลียสอบสวนเหตุเสียชีวิต 2 ศพ ใช้ "เมือกกบพิษ" ในพิธีบำบัดโบราณ

11 พ.ค. 2566 14:59 น.

ออสเตรเลียสอบสวนเหตุเสียชีวิต 2 ศพ ใช้ “เมือกกบพิษ” ในพิธีบำบัดโบราณ

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลในรัฐนิวเซาท์เวลส์ทางตะวันออกของออสเตรเลีย ได้พิจารณาคดีที่มีความแปลกประหลาด ซึ่งเกี่ยวกับการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของชายและหญิงสองคน

นาตาชา เลคเนอร์ เสียชีวิตจากอาการที่น่าสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับหัวใจวาย ขณะที่ทางการเชื่อว่า จาร์ราด อันโตโนวิช เสียชีวิตหลังจากได้รับบาดเจ็บจากการอาเจียนอย่างรุนแรง เหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นไม่นาน หลังจากที่พวกเขาใช้กัมโบ หรือเมือกกบพิษ ในพิธีกรรมของชาวแอมะซอนโบราณ และทั้งสองเหตุการณ์ยังเกิดขึ้นในภูมิภาคทางตอนเหนือของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงในด้านป่าฝนและชายหาดที่สวยงาม รวมถึงการบำบัดทางเลือกอีกด้วย

กัมโบ (Kambo) หรือที่เรียกว่า “ซาโป” (sapo) เป็นสารคล้ายขี้ผึ้งที่ได้มาจากการขูดผิวหนังของกบใบไม้ยักษ์ที่ยังมีชีวิต โดยกบดังกล่าว ที่พบได้ทั่วไปในเขตแอมะซอน หลั่งสารนี้เพื่อเป็นกลไกป้องกัน เพื่อฆ่าหรือเตือนสัตว์ที่พยายามจะกินมัน แต่ในพิธีกัมโบ มนุษย์ใช้มันเพื่อกระตุ้นกระบวนการล้างพิษที่รุนแรง

หลังจากที่ผู้เข้าร่วมพิธีกรรมดื่มน้ำมากกว่าหนึ่งลิตร จะเกิดแผลไหม้เล็กๆ บนผิวหนัง และสารดังกล่าวจะถูกนำไปใช้กับบาดแผลที่เปิดอยู่ มันทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นแรง และร่างกายต้องขับของเสียด้วยการอาเจียนหรือถ่ายอุจจาระ หรือทั้งสองอย่าง อาการมีความรุนแรง และมักเกิดขึ้นนานถึงครึ่งชั่วโมง

คนพื้นเมืองในอเมริกาใต้ใช้กัมโบมานานหลายศตวรรษ โดยเชื่อว่าเป็นการปัดเป่าสิ่งอัปมงคลและพัฒนาทักษะการล่าสัตว์ ทุกวันนี้มีผู้ประกอบพิธีกรรมดังกล่าว โดยอ้างว่าช่วยให้ร่างกายขับสารพิษ ทำให้จิตใจแจ่มใส และรักษาโรคต่างๆ อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่มีผลการวิจัยที่พิสูจน์ว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ และถูกสั่งห้ามโดยหน่วยงานกำกับดูแลด้านสุขภาพของออสเตรเลีย เนื่องจากกัมโบมีความเกี่ยวข้องกับกับการเสียชีวิต อาการชัก ตับวาย และหัวใจวาย

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2019 นาตาชา เลคเนอร์ จัดพิธีกัมโบที่บ้านของเธอในเมืองมัลลัมบิมบี หลังจากเธอป่วยเป็นโรคอ้วนผิดปกติ และหันไปพึ่งยาทางเลือก เพื่อจัดการกับอาการปวดหลังเรื้อรัง แต่ในวันนั้นภายในไม่กี่วินาทีหลังจากทากัมโบบนรอยไหม้เล็กๆ 5 จุด บนหน้าอกและแขนของเธอ เธอก็หมดสติไป ไม่กี่นาทีต่อมาเธอก็เสียชีวิต

หญิงวัย 39 ปีคนนี้ ได้รับการฝึกฝนเป็นผู้ฝึกใช้กัมโบ เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่เธอจะเสียชีวิต แต่ศาลชี้ว่าเธอไม่ได้รับคำเตือนถึงความเสี่ยงของการเสียชีวิตกะทันหันจากการใช้กัมโบ

แม้จะอยู่กับผู้ฝึกใช้กัมโบอีกคน ซึ่งเป็นผู้ทำซีพีอาร์ให้ แต่ก็ไม่มีการเรียกรถพยาบาลมารับ จนกระทั่งเพื่อนร่วมบ้านของเธอกลับมาบ้านในอีก 10 นาทีต่อมา โดยพบว่าเพื่อนของเธอมี “ฟอง” ที่ปาก เชื่อว่าเธอเสียชีวิตด้วย “ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน”

ส่วนการเสียชีวิตของ จาร์ราด อันโตโนวิช เกิดขึ้นในวันที่ 16 ตุลาคม 2564 หลังจากเขาเข้าร่วมการบำบัดนานหกวันที่เมืองโยเกิล เนื่องจากอาการป่วยเรื้อรัง จากการบาดเจ็บที่สมองที่ได้รับจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งทำให้เขามีปัญหาในการพูดและการเคลื่อนไหว

การไต่สวนของศาลพบว่า ชายวัย 46 ปี ดูมีอาการไม่สบายตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่เขาเสียชีวิต และอีก 9 หรือ 10 ชั่วโมงต่อมา เขาก็เดินไม่ได้ โดยไม่มีใครช่วยเหลือ ใบหน้าและคอของเขาบวมอย่างมาก เมื่อถึงจุดหนึ่งในช่วงค่ำ คาดว่าเขาได้บริโภค “อะยาฮัวสกา” (ayahuasca) ซึ่งเป็นยาอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมักกระตุ้นให้อาเจียนอย่างรุนแรง พร้อมกับกระตุ้นอาการประสาทหลอน

ต่อมาเขาก็สลบไป และมีคนเรียกรถพยาบาล เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง พบว่าการจัดพิธีกรรมบางอย่างยังคงดำเนินต่อไป และถูกหญิงคนหนึ่งไล่ออกมา โดยอ้างว่าพวกเขารบกวน “ออร่า” ของเขา นอกจากนั้น ยังไม่มีใครบอกแพทย์ว่า นายอันโตโนวิช บริโภคกัมโบหรืออะยาฮัวสกา แต่บอกว่าเขาป่วยเป็นโรคหอบหืด ทั้งที่ในความเป็นจริง หลอดอาหารของเขาแตก

ทั้ง เลคเนอร์ และ อันโตโนวิช ได้หันมาใช้วิธีการรักษาทางเลือก หลังจากการดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิมไม่ได้ผล ขณะที่ครอบครัวของทั้งคู่ต้องการคำตอบ พวกเขายอมรับว่า ทั้งสองเสพสารนี้ด้วยความสมัครใจ แต่พวกเขาตั้งคำถามว่ามีความเสี่ยงในระดับที่ไม่จำเป็นหรือไม่ สามารถอธิบายได้หรือไม่.

สหรัฐฯ เสริมกำลังเจ้าหน้าที่รับมือคลื่นผู้อพยพพรมแดนเม็กซิโก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2693026

สหรัฐฯ เสริมกำลังเจ้าหน้าที่รับมือคลื่นผู้อพยพพรมแดนเม็กซิโก

11 พ.ค. 2566 14:31 น.

สหรัฐฯ เสริมกำลังเจ้าหน้าที่รับมือคลื่นผู้อพยพพรมแดนเม็กซิโก

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ หลายหมื่นนายถูกส่งไปยังชายแดนติดกับเม็กซิโก ขณะที่ผู้อพยพที่รอข้ามพรมแดน แสดงความสับสนและไม่พอใจต่อการเปลี่ยนแปลงกฎการเข้าประเทศ

สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าจะมีผู้อพยพจำนวนมากอ้างสิทธิการลี้ภัยจากปัญหาทางการเมือง ภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ และความยากจน ในขณะที่มาตรการจำกัดช่วงโรคโควิด-19 ระบาดจะสิ้นสุดลงในคืนวันพฤหัสบดีเข้าสู่เข้าวันศุกร์ตามเวลาสหรัฐฯ

สหรัฐฯ ระดมกำลังตำรวจชายแดนประมาณ 24,000 นาย และเจ้าหน้าที่ประมวลผล 1,100 คน เพื่อประจำการตลอดแนวชายแดนสหรัฐฯ และเม็กซิโก ที่มีความยาวกว่า 3,218 กิโลเมตร ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของปีที่แล้ว เพื่อรับมือกับคลื่อนผู้อพยพ ส่วนกระทรวงกลาโหมได้ส่งกองกำลังพิเศษ 1,500 นาย ไปเสริมกำลัง 2,500 นายที่ประจำการแล้ว

นายอเลฮันโดร มายอร์กาส รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าใจดีถึงความท้าทายในการยุติข้อจำกัดของโควิดที่รู้จักกันในชื่อ “มาตรา 42” แม้จะมีการเตรียมการมาเกือบ 2 ปี แต่สหรัฐฯ คาดว่าจะมีผู้อพยพจำนวนมากที่ชายแดนทางใต้ ในไม่กี่วันและหลายสัปดาห์หลังจากวันที่ 11 พฤษภาคม

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ยอมรับว่าพื้นที่ชายแดนจะมีความวุ่นวายไปอีกระยะหนึ่ง แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามอย่างเต็มที่ก็ตาม

ประเด็นคนเข้าเมืองกลายเป็นเรื่องร้อนแรงทางการเมืองระหว่างพรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีโจ ไบเดน และพรรครีพับลิกันที่ใช้มาตรา 42 สกัดคนเข้าเมืองเมื่อ 3 ปีก่อนตั้งแต่สมัยรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์

ทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีใช้มาตรา 42 ซึ่งเป็นมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นเครื่องมือสกัดผู้อพยพ แต่ทั้งสหรัฐฯ และองค์การอนามัยโลกกล่าวว่าระยะฉุกเฉินของการแพร่ระบาดสิ้นสุดลงแล้ว

วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันกลุ่มหนึ่งกล่าวหาว่าฝ่ายบริหารของนายไบเดนว่าตอบสนองช้าเกินไป และโจมตีการตัดสินใจหยุดข้อเสนอของทรัมป์เรื่องการสร้างกำแพงกั้นพรมแดน โดยจดหมายที่วุฒิสมาชิก มิตต์ รอมนีย์ ส่งถึงนายมายอร์กัส ระบุว่า “ฝ่ายบริหารล้มเหลวในการรับทราบวิกฤติที่ชายแดน และเพิ่งตระหนักในชั่วโมสุดท้ายว่า การสิ้นสุดของมาตรา 42 ที่จะเกิดขึ้น และการข้ามพรมแดนของผู้อพยพจำนวนมาก จะส่งผลร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศของเรา”

ขณะที่รัฐบาลไบเดนโต้ว่า ได้ขับคนเข้าเมืองมากเป็นประวัติการณ์ตามที่ได้มีความร่วมมือกับหลายประเทศ โดยได้ขับไปมากกว่า 3 ล้านคน ในช่วง 2 ปี 6 เดือนที่ผ่านมา และได้ใช้วิธีการที่มีมนุษยธรรม ไม่พรากเด็กจากพ่อแม่เหมือนสมัยรัฐบาลทรัมป์

แต่ฝ่ายบริหารระบุเมื่อวันพุธว่า ได้ออกกฎแล้วว่าบุคคลใดก็ตามที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อเข้าสหรัฐฯ จะถือว่าไม่มีสิทธิ์และอาจถูกขับออก แม้ว่าจะมีข้อยกเว้นหากบุคคลสามารถพิสูจน์ได้ว่ามี “ความกลัวที่สมเหตุสมผล” ต่อการถูกทรมาน ในการกลับมาของพวกเขา

นายมายอร์กัส กล่าวว่า ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากผู้ลักลอบนำผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ ที่พยายามเผยแพร่ข้อมูลเท็จว่าจะมีการเปิดชายแดนหลังจากวันที่ 11 พฤษภาคม และกล่าวย้ำว่า ขอให้ผู้อพยพอย่าหลงเชื่อผู้ลักลอบเข้าเมืองที่โกหกพวกเขาเพียง เพื่อหวังผลกำไร “เรากำลังสร้างเส้นทางที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้คุณเดินทางมายังสหรัฐฯ”

ขั้นตอนต่างๆ ที่ทาการสหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ การเปิดศูนย์ดำเนินการระดับภูมิภาคที่มุ่งช่วยเหลือผู้ย้ายถิ่นฐานที่สมัครเข้ามายังสหรัฐฯ รวมถึงขยายการเข้าถึง CBP One ซึ่งเป็นแอปที่ผู้อพยพสามารถใช้เพื่อนัดหมายการขอลี้ภัยได้.

ฮือฮาลูกไฟปริศนาพุ่งตกกลางท้องฟ้าญี่ปุ่น คาดเป็นชิ้นส่วนจรวดของจีน (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2693036

ฮือฮาลูกไฟปริศนาพุ่งตกกลางท้องฟ้าญี่ปุ่น คาดเป็นชิ้นส่วนจรวดของจีน (คลิป)

11 พ.ค. 2566 14:28 น.

ฮือฮาลูกไฟปริศนาพุ่งตกกลางท้องฟ้าญี่ปุ่น คาดเป็นชิ้นส่วนจรวดของจีน (คลิป)

ชาวญี่ปุ่นบนเกาะโอกินาวะต่างโพสต์คลิปลูกไฟประหลาดพุ่งเป็นลำอยู่บนท้องฟ้าในยามค่ำคืน โดยต่างตั้งข้อสงสัยว่า ลำแสงที่พุ่งตกลงมาเป็นทางยาวคือสิ่งใดกันแน่

ประชาชนในแถบพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะบนเกาะโอกินาวะ ต่างมองเห็นลูกไฟปริศนาพุ่งผ่านฟากฟ้าในยามค่ำคืนช่วงเวลาประมาณ 20.33 น.วานนี้ จนมีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ว่าลำแสงดังกล่าวคือสิ่งใด

โดยล่าสุดหอดูดาวแห่งชาติญี่ปุ่นได้ออกมาเฉลยแล้วว่า ลูกไฟที่พุ่งเป็นทางยาวดังกล่าวน่าจะเป็นชิ้นส่วนจรวดที่ปล่อยโดยทางการจีน ไม่ใช่อุกกาบาต หรือดาวตกแต่อย่างใด โดยจะแยกความแตกต่างได้จากความเร็วในการพุ่งตก และทิศทางที่แสงเคลื่อนไหว ซึ่งดูเหมือนจะเป็นชิ้นส่วนจากจรวดที่พุ่งผ่านชั้นบรรยากาศเข้ามาจนเกิดการลุกไหม้ โดยคาดว่าน่าจะเป็นจรวดลองมาร์ช 3B ที่จีนปล่อยไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม จากการคาดการณ์ทิศทางในการตกแล้ว คาดว่าชิ้นส่วนจรวดดังกล่าวน่าจะพุ่งตกลงในทะเล และไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด จึงขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับเรื่องดังกล่าว.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

เกาหลีใต้ยกเลิกข้อบังคับ คนติดโควิดไม่ต้องกักตัว 7 วันแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2692976

เกาหลีใต้ยกเลิกข้อบังคับ คนติดโควิดไม่ต้องกักตัว 7 วันแล้ว

11 พ.ค. 2566 12:08 น.

เกาหลีใต้ยกเลิกข้อบังคับ คนติดโควิดไม่ต้องกักตัว 7 วันแล้ว

เกาหลีใต้ปล่อยอิสระ คนติดเชื้อโควิดไม่จำเป็นต้องกักตัวจนครบ 7 วันแล้ว ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขยังแนะนำให้แยกตัวอย่างน้อย 5 วันแต่ไม่ใช่ข้อบังคับอีกต่อไป

ทางการเกาหลีใต้ ลดระดับคุมเข้มโควิด-19 ที่เหลืออยู่ โดยนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไปผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 จะไม่จำเป็นต้องกักตัวครบ 7 วันแล้ว แม้ว่าเจ้าหน้าที่หน่วยงานสาธารณสุขจะยังคงแนะนำให้ผู้ป่วยควรแยกตัวเองอย่างน้อย 5 วัน แต่ก็จะไม่ใช่ข้อบังคับแต่อย่างใด

ด้านประธานาธิบดี ยุน ซอก ยอล ของเกาหลีใต้ได้แสดงความเห็นในระหว่างการประชุมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ว่า เขารู้สึกดีใจที่ประชาชนเกาหลีใต้ จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ หลังจากต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับต่างๆมานานถึง 3 ปี 4 เดือน

นอกจากนี้ ข้อกำหนดที่ต้องสวมหน้ากากอนามัยภายในสถานพยาบาล และร้านขายยาก็จะถูกยกเลิกไปด้วย จะยังคงยกเว้นเฉพาะในโรงพยาบาลและหอผู้ป่วยที่ยังคงต้องสวมหน้ากากต่อไป ขณะเดียวกัน นายยุนก็ยืนยันว่า รัฐบาลจะยังคงจัดงบประมาณเอาไว้เพื่อใช้สำหรับการตรวจโควิด-19 และรักษาโรคโควิด-19 ให้แก่ประชาชนอีกสักระยะ

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว องค์การอนามัยโลกได้ประกาศยุติสถานการณ์ฉุกเฉินโควิด-19 ทั่วโลกลงแล้ว หลังจากที่ประกาศให้โรคระบาดนี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินมาตั้งแต่ 30 มกราคม ปี 2563 โดยข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีใต้ซึ่งมีประชากรรวม 52 ล้านคน มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิดราว 31.3 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้รวม 34,600 ศพ.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

ระทึก แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 5.4 เขย่าญี่ปุ่น สถานทูตแจ้งคนไทยในพท.ระวังตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2692970

ระทึก แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 5.4 เขย่าญี่ปุ่น สถานทูตแจ้งคนไทยในพท.ระวังตัว

11 พ.ค. 2566 11:20 น.

ระทึก แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 5.4 เขย่าญี่ปุ่น สถานทูตแจ้งคนไทยในพท.ระวังตัว

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ขนาด 5.4 เขย่าจังหวัดชิบะ ชานกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ช่วงก่อนรุ่งสาง สถานทูตฯ แจ้งคนไทยในพื้นที่ระมัดระวังตัว เบื้องต้น ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต 

เมื่อ 11 พ.ค. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ขนาด 5.4 เขย่าจังหวัดชิบะ ชานกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเวลาประมาณ 04.16 น. ของเช้าวันนี้ (11 พ.ค. 66) ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 06.16 น. ตามเวลาในประเทศไทย 

ศูนย์กลางแผ่นดินไหวครั้งนี้ อยู่ที่บริเวณอำเภอคิซาราสึ จังหวัดชิบะ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวเพียงแค่ประมาณ 40 กิโลเมตร โดยแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้แก่ประชาชน และทำให้ตึกสูงหลายแห่งในกรุงโตเกียวสั่นโยก เบื้องต้น ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

ขณะที่ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น รายงานด้วยว่า วันนี้ (11 พ.ค. 66) เวลา 04.16 น. ตามเวลาท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่น (เร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง) เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.4 แมกนิจูดโดยมีศูนย์กลางบริเวณอำเภอคิซาราสึ จังหวัดชิบะ (ห่างจากกรุงโตเกียวประมาณ 40 กิโลเมตร) มีแรงสั่นสะเทือนสูงสุดอยู่ที่ระดับ 5+ ตามระบบของญี่ปุ่น แรงสั่นสะเทือนสัมผัสได้ในพื้นที่ดังกล่าวและจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงกรุงโตเกียว แต่ไม่มีการประกาศเตือนคลื่นสึนามิ

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเนื่องมาจากแผ่นดินไหวดังกล่าว อย่างไรก็ดี ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวโปรดดูแลรักษาตัวและเฝ้าระวังสถานการณ์โดยติดตามข่าวสารของทางการญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ในกรณีที่อาจเกิดแผ่นดินไหวตามมา (aftershocks) หรือคลื่นสูงกรณีฉุกเฉิน สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ได้ทางหมายเลขโทรศัพท์ HOTLINE +8190-4435-7812

ที่มา : Straitstimes