เจ้าชายวิลเลียม เจ้าหญิงเคท งามสง่า ในพระราชพิธีราชาภิเษกคิงชาร์ลส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691785

เจ้าชายวิลเลียม เจ้าหญิงเคท งามสง่า ในพระราชพิธีราชาภิเษกคิงชาร์ลส์

6 พ.ค. 2566 21:20 น.

เจ้าชายวิลเลียม เจ้าหญิงเคท งามสง่า ในพระราชพิธีราชาภิเษกคิงชาร์ลส์

เจ้าชายวิลเลียม เจ้าหญิงเคท ทรงงามสง่า ร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ ที่ 3 ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ขณะที่เจ้าชายจอร์จ ทรงทำหน้าที่เป็นเด็กถือผ้าคลุมยาวของพระราชาเดินเข้าพิธี

เมื่อ 6 พ.ค. 2566 เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ รัชทายาทลำดับที่ 1 แห่งราชวงศ์อังกฤษ และพระชายา แคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทรงงามสง่า ขณะเสด็จร่วมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 พระราชบิดา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ พร้อมด้วยพระโอรสพระธิดาทั้งสามองค์ ได้แก่ เจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายลูอิส

แคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทรงสวยงามอย่างมาก ในชุดผ้าไหมสีงาช้างออกแบบและตัดเย็บโดยแบรนด์ห้องเสื้อ Alexander McQueen ที่พระองค์ทรงชื่นชอบและไว้วางพระทัยในการให้ออกแบบชุดฉลองพระองค์ขณะเสด็จฯ ออกงานพระราชพิธีเสมอ

ในขณะที่เจ้าหญิงแห่งเวลส์ได้ทรงสวมเทียร่าทำด้วยเงิน ลายรูปดอกไม้ประดับเพชรอย่างสวยงาม เพื่อให้เข้ากับชุดฉลองพระองค์ อีกทั้งยังทรงเลือกแบบเทียร่าของเจ้าหญิงชาร์ลอตต์ พระธิดาให้เข้ากันกับเทียร่าของพระองค์ด้วย เพียงแต่มีขนาดที่เล็กกว่าเท่านั้น 

เจ้าหญิงชาร์ลอตต์
เจ้าหญิงชาร์ลอตต์

สำหรับในการพระราชพิธีราชาภิเษกในครั้งนี้เจ้าชายจอร์จ พระโอรสองค์โตในเจ้าชายวิลเลียมและแคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทรงได้ทำหน้าที่เป็นหนึ่งใน Page of Honor หรือเด็กชายที่ถือผ้าคลุมยาวของกษัตริย์เดินตามเข้าพิธีราชาภิเษกในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์

เจ้าชายจอร์จ ทรงได้ทำหน้าที่ Page oh Honor หรือเด็กชายที่ถือผ้าคลุมยาวของพระราชา เข้ามาในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในการพระราชพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ ที่ 3 เมื่อ 6 พ.ค. 2566
เจ้าชายจอร์จ ทรงได้ทำหน้าที่ Page oh Honor หรือเด็กชายที่ถือผ้าคลุมยาวของพระราชา เข้ามาในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในการพระราชพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชาร์ลส์ ที่ 3 เมื่อ 6 พ.ค. 2566

ในขณะที่เจ้าชายลูอิส ชันษา 4 ปี ทรงได้รับความสนใจจากสื่อและประชาชนอย่างมาก ด้วยความน่ารักสดใสสมวัย จนถูกสื่ออังกฤษเรียกพระองค์ด้วยความเอ็นดูว่า ‘จอมขโมยซีน’

เจ้าหญิงแห่งเวลส์, เจ้าชายลูอิส และเจ้าหญิงชาร์ลอตต์ ในพระราชพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชารลส์ ที่ 3
เจ้าหญิงแห่งเวลส์, เจ้าชายลูอิส และเจ้าหญิงชาร์ลอตต์ ในพระราชพิธีราชาภิเษกกษัตริย์ชารลส์ ที่ 3

ที่มา : Dailymail

ที่มาน้ำมันเจิมศักดิ์สิทธิ์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691756

ที่มาน้ำมันเจิมศักดิ์สิทธิ์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

6 พ.ค. 2566 18:50 น.

ที่มาน้ำมันเจิมศักดิ์สิทธิ์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร มีหมายกำหนดการของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่สำคัญยิ่งช่วงหนึ่ง ที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ คือการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีที่มาที่ต่างจากอดีต

ที่มาของน้ำมันเจิมศักดิ์สิทธิ์นี้ สำนักพระราชวังบักกิงแฮมแถลงก่อนหน้านี้ว่า ส่วนประกอบของน้ำมันเจิมศักดิ์สิทธิ์ มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอก ดอกกุหลาบหอม และดอกส้ม แตกต่างจากอดีตที่มีส่วนประกอบน้ำมันจากสัตว์ ซึ่งเป็นไปตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ที่ไม่ประสงค์ใช้น้ำมันจากสัตว์ และได้รับการปลุกเสก ที่เมืองเก่า ในนครเยรูซาเล็ม ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ประเทศอิสราเอล

น้ำมันเจิมศักดิ์สิทธิ์นี้ บรรจุในขวดรูปนกอินทรี ที่ทำจากทองคำแท้ ตั้งแต่ปี 1661 หรือมีอายุ 362 ปี พระราชพิธีช่วงนี้ประกอบในฉากบังตามีลวดลายของต้นไม้ ใบไม้ ที่มีจำนวนรัฐในเครือจักรภพ

สาเหตุที่มีฉากบังตาเพราะเชื่อว่า เป็นพระราชพิธีศักดิ์สิทธิ์ ระหว่างกษัตริย์ กับพระผู้เป็นเจ้า ในฉลองพระองค์ผ้าลินินสีขาว

จากนั้นเสด็จออกจากฉากบังตา คลุมด้วยฉลองพระองค์ชุดสีทอง อายุกว่า 170 ปี แล้วเสด็จประทับนั่งบัลลังก์ที่มีอายุกว่า 700 ปี เพื่อประกอบพระราชพิธีเครื่องราชกกุธภัณฑ์

คิงชาร์ลส์ ได้รับการสวมมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่อังกฤษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691753

คิงชาร์ลส์ ได้รับการสวมมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่อังกฤษ

6 พ.ค. 2566 18:33 น.

คิงชาร์ลส์ ได้รับการสวมมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่อังกฤษ

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ได้รับการทรงสวมพระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด และราชินีคามิลลาทรงได้รับการสวมมงกุฎพระราชินีแมรี ในพิธีบรมราชาภิเษก เป็นกษัตริย์และราชินีองค์ใหม่อังกฤษอย่างเป็นทางการแล้ว

เมื่อเวลาประมาณ 12.04 น. ของวันที่ 6 พ.ค. 2566 ตามเวลาท้องถิ่นในอังกฤษ หรือตรงกับเวลา 18.04 น. ตามเวลาในประเทศไทย สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงได้รับการสวมมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด โดยอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี ผู้นำหลักของคริสตจักรแห่งอังกฤษ หลังจากทรงได้รับการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์สำหรับกษัตริย์ ได้แก่ลูกโลก, พระคทากางเขน, พระคทานกพิราบ และสิ่งของอื่นๆในขั้นตอนสำคัญของพิธีราชาภิเษก เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของอังกฤษอย่างเป็นทางการ และถือเป็นการเริ่มต้นรัชสมัยของพระองค์ 

จากนั้น สมเด็จพระราชินีคามิลลา ทรงได้รับพระคทากางเขนและพระคทานกพิราบสำหรับราชินีอังกฤษ ก่อนจะได้รับการทรงมงกุฎพระราชินีแมรี เป็นสมเด็จพระราชินีองค์ใหม่ของอังกฤษอย่างเป็นทางการ

โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ และเป็นกษัตริย์องค์ที่ 40 ของอังกฤษ ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน ได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ของวันที่ 6 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับ 17.00 น.ตามเวลาในประเทศไทย นับเป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกที่ได้เห็นในอังกฤษในรอบ 70 ปี หรือนับตั้งแต่ค.ศ.1953

ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานประชาชนหลายล้านคนทั่วโลกได้เฝ้าชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของอังกฤษด้วยความปีติยินดี

เปิดรายชื่อคนดังที่มาร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691749

เปิดรายชื่อคนดังที่มาร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3

6 พ.ค. 2566 18:15 น.

เปิดรายชื่อคนดังที่มาร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3

ในเวลานี้ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วตั้งแต่เวลา 16.00 น.ตามเวลาประเทศไทย โดยงานนี้ได้มีคนดังจากหลากหลายวงการ ตั้งแต่นักดนตรี นักแสดง และอดีตนักการเมือง

วันนี้ 6 พฤษภาคม 2023 ถือเป็นอีกหนึ่งวันในหน้าประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร เนื่องจากเป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา โดยสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 นับเป็นพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษในลำดับที่ 40 นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1066 เป็นต้นมา 

รายงานของสำนักข่าวบีบีซี ระบุว่า รายชื่อแขกที่ได้รับเชิญมาร่วมงานพิธีบรมราชาภิเษกมีอยู่ประมาณ 2,000 คน ซึ่งสมาชิกที่มาแน่นอนก็คือ สมาชิกของราชวงศ์วินด์เซอร์ นำโดยเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าหญิงแคทเธอรีน แห่งเวลส์ พร้อมด้วยเจ้าชายแฮร์รี่ 

จอห์น เมเจอร์ และ โทนี แบลร์ อดีตนายกฯ สหราชอาณาจักร
จอห์น เมเจอร์ และ โทนี แบลร์ อดีตนายกฯ สหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ แขกที่ได้รับเชิญในจำนวน 2,000 คนนั้น ยังรวมถึงนักการเมือง ผู้นำโลก และเชื้อพระวงศ์จากต่างประเทศ โดยในฝั่งนักการเมืองของอังกฤษ ประกอบไปด้วย โทนี แบลร์, จอห์น เมเจอร์ และลิซ ทรัสส์ ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรทั้งหมด

ลิโอเนล ริชชี
ลิโอเนล ริชชี
นิค เคฟ
นิค เคฟ

พร้อมกันนี้ ภายในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้เห็นการปรากฏตัวของ เคที เพอร์รี่ นักร้องและนักดนตรีชาวอเมริกัน เช่นเดียวกับ นิค เคฟ ร็อกเกอร์จากวง Nick Cave and the Bad Seeds เจ้าของเพลงดัง Red Right Hand และ Into My Arms เรื่อยไปจนถึง ลิโอเนล ริชชี ศิลปินอาร์แอนด์บี 

เอ็มมา ทอมป์สัน
เอ็มมา ทอมป์สัน

นอกจากนี้ เอ็มมา ทอมป์สัน นักแสดงเจ้าบทบาทที่เคยฝากผลงานการแสดงในภาพยนตร์ชุด Harry Potter และ Love Actually มาร่วมงานพร้อมกับชูสองนิ้วให้กล้อง และสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา จิลล์ ไบเดน ได้เดินทางมาร่วมงานแทนประธานาธิบดี โจ ไบเดน ซึ่งได้แจ้งผ่านทางโทรศัพท์ต่อสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 ก่อนหน้านี้แล้วว่าไม่สามารถมาร่วมงานได้ เนื่องจากติดภารกิจ

จิลล์ ไบเดน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา
จิลล์ ไบเดน สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

สำหรับการถ่ายทอดสดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สามารถรับชมได้ผ่านแชนแนลอย่างเป็นทางการของบีบีซี 

ในหลวง-พระราชินี เสด็จร่วมพระราชพิธีราชาภิเษก กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691736

ในหลวง-พระราชินี เสด็จร่วมพระราชพิธีราชาภิเษก กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3

6 พ.ค. 2566 17:31 น.

ในหลวง-พระราชินี เสด็จร่วมพระราชพิธีราชาภิเษก กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินถึงมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อทรงร่วมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2566

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์และพระราชินีพระองค์ใหม่ของอังกฤษอย่างเป็นทางการ เริ่มขึ้นในเวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (หรือตรงกับเวลา 17.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 

ภาพจาก: Reuters

ขบวนเสด็จฯ คิงชาร์ลส์ ราชินีคามิลลา ออกจากพระราชวังบักกิงแฮมแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691724

ขบวนเสด็จฯ คิงชาร์ลส์ ราชินีคามิลลา ออกจากพระราชวังบักกิงแฮมแล้ว

6 พ.ค. 2566 16:43 น.

ขบวนเสด็จฯ คิงชาร์ลส์ ราชินีคามิลลา ออกจากพระราชวังบักกิงแฮมแล้ว

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เสด็จพระราชดำเนิน ด้วยราชรถพัชราภิเษก (Diamond Jubilee State Coach) ออกจากพระราชวังบักกิงแฮมมายังมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ใจกลางกรุงลอนดอน ในการพระราชพิธีราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์และพระราชินีองค์ใหม่ของอังกฤษแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 10.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีพสกนิกรเฝ้ารอชมขบวนเสด็จฯ สองข้างทางเป็นจำนวนมากและพากันเปล่งเสียงด้วยความยินดีขณะขบวนเสด็จฯ เคลื่อนผ่าน

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของอังกฤษอย่างเป็นทางการ จะมีขึ้นในเวลา 11.00 น.ของวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่น และจะใช้เวลาในการประกอบพระราชพิธีราชาภิเษก ประมาณ 2 ชั่วโมง

องค์พระประมุข แขกทรงเกียรติ เข้าวิหารเวสต์มินสเตอร์ ร่วมพิธีราชาภิเษกคิงชาร์ลส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691708

องค์พระประมุข แขกทรงเกียรติ เข้าวิหารเวสต์มินสเตอร์ ร่วมพิธีราชาภิเษกคิงชาร์ลส์

6 พ.ค. 2566 16:02 น.

องค์พระประมุข แขกทรงเกียรติ เข้าวิหารเวสต์มินสเตอร์ ร่วมพิธีราชาภิเษกคิงชาร์ลส์

องค์พระประมุข ผู้แทนประเทศและบรรดาแขกทรงเกียรติ เข้ามาในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ เพื่อทรงร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และราชินีคามิลลา

เมื่อ 6 พ.ค. 66 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน องค์พระประมุขแห่งรัฐ ผู้แทนประเทศและเหล่าแขกผู้มีเกียรติที่ได้รับเชิญให้มาร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของอังกฤษอย่างเป็นทางการ ได้เข้ามาในเขตมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอนแล้ว ก่อนที่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะเริ่มขึ้นในเวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ของวันนี้ (6 พ.ค. 2566) หรือตรงกับเวลา 18.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย

องค์พระประมุข ผู้แทนประเทศและเหล่าแขกทรงเกียรติเข้ามาภายในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ เพื่อร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา ในวันที่ 6 พ.ค. 2566
องค์พระประมุข ผู้แทนประเทศและเหล่าแขกทรงเกียรติเข้ามาภายในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ เพื่อร่วมในพระราชพิธีราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา ในวันที่ 6 พ.ค. 2566

ขณะเดียวกัน ได้มีประชาชนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในเขตพื้นที่ที่ทางการจัดเตรียมไว้ให้สำหรับการเฝ้าชมขบวนเสด็จโดยราชรถเทียมม้าของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลาที่จะเคลื่อนขบวนออกจากพระราชวังบักกิงแฮม ไปยังมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในการพิธีราชาภิเษกของทั้งสองพระองค์ ที่จะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่และสมเด็จพระราชินีองค์ใหม่ของอังกฤษ

ประชาชนเฝ้ารอชมขบวนเสด็จฯของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา ในวันพระราชพิธีราชาภิเษก 6 พ.ค. 2566
ประชาชนเฝ้ารอชมขบวนเสด็จฯของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา ในวันพระราชพิธีราชาภิเษก 6 พ.ค. 2566

ในหลวง-พระราชินี ทรงร่วมงานพระราชทานเลี้ยงรับรองพระประมุขฯ ณ วังบักกิงแฮม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691700

ในหลวง-พระราชินี ทรงร่วมงานพระราชทานเลี้ยงรับรองพระประมุขฯ ณ วังบักกิงแฮม

6 พ.ค. 2566 15:17 น.

ในหลวง-พระราชินี ทรงร่วมงานพระราชทานเลี้ยงรับรองพระประมุขฯ ณ วังบักกิงแฮม

ในหลวง-พระราชินี ทรงร่วมงานพระราชทานเลี้ยงรับรองพระประมุข ประมุข และผู้แทนของประเทศต่างๆ ณ พระราชวังบักกิงแฮม ⁣เนื่องในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และราชินีคามิลลา

เมื่อ 5 พ.ค. 2566 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระราชปฏิสันถารด้วยสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ และไอร์แลนด์เหนือ ในงานพระราชทานเลี้ยงรับรองพระประมุข ประมุข และผู้แทนของประเทศต่างๆ เนื่องในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา แห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ และไอร์แลนด์เหนือ ณ พระราชวังบักกิงแฮม กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ⁣

ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักรในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2566 ⁣



ขอบคุณภาพ : สำนักพระราชวัง ⁣

สุดล้ำค่า ‘มหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด’ กษัตริย์ชาร์ลส์ จะได้สวมครั้งเดียวในชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2691563

สุดล้ำค่า 'มหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด' กษัตริย์ชาร์ลส์ จะได้สวมครั้งเดียวในชีวิต

6 พ.ค. 2566 14:19 น.

สุดล้ำค่า ‘มหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด’ กษัตริย์ชาร์ลส์ จะได้สวมครั้งเดียวในชีวิต

หนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่มีความสำคัญที่สุดและล้ำค่าที่สุดในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกกษัตริย์พระองค์ใหม่ของอังกฤษ ที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี นั่นคือ มหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด (St.Edward’s Crown) 

เพราะมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด ที่ตั้งชื่อเรียกตาม ‘พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดธรรมสักขี’ อดีตพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์เวสเซกซ์แห่งอังกฤษเมื่อเกือบพันปีก่อน ถือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่ใช้เป็น ‘มงกุฎราชาภิเษก’ (Coronation Crown) อย่างเป็นทางการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์พระองค์ใหม่ของอังกฤษมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา 

มงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด
มงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด

สำหรับมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดองค์ปัจจุบัน ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1661 หรือ 362 ปีก่อน เพื่อใช้สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 โดยมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดองค์ปัจจุบัน มีลักษณะคล้ายกับมงกุฎองค์เดิม ต่างเพียงแค่ส่วนโค้ง ซึ่งทำแบบศิลปะบารอกแทน 

มหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดองค์ปัจจุบัน ทำจากทองคำ มีความสูง 30 ซม. หนัก 2.23 กิโลกรัม ประดับด้วยอัญมณีและรัตนชาติล้ำค่า กว่า 444 ชิ้น โดยสร้างขึ้นแทนมงกุฎองค์เดิมที่ถูกทำลายในสมัยของโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ระหว่างสงครามกลางเมือง และเชื่อกันว่าเป็นมงกุฎที่สร้างเลียนแบบมงกุฎของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดธรรมสักขีที่มีองค์ประกอบบางส่วนมาจากมงกุฎของสมเด็จพระเจ้าอัลเฟรดมหาราช

มงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด
มงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด

ภายหลังจากปี ค.ศ. 1689 มงกุฎองค์นี้ ไม่ได้ถูกนำใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกเลย เป็นระยะเวลานานกว่า 200 ปี กระทั่งในปี ค.ศ. 1911 พระเจ้าจอร์จที่ 5 ได้รื้อฟื้นการใช้มงกุฎองค์นี้ในพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และถือปฏิบัติต่อเนื่องเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน (ยกเว้นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8)

ความศักดิ์สิทธิ์และความล้ำค่าชนิดมิอาจประเมินได้ของมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด ก็คือ กษัตริย์พระองค์ใหม่จะได้ทรงพระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดนี้เพียงหนึ่งชั่วโมงในระหว่างพิธีราชาภิเษก และจะไม่มีโอกาสได้ทรงสวมอีกเลยตลอดชีวิต

โดยมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด ปัจจุบันถูกเก็บรักษาอยู่ที่ ‘หอคอยแห่งลอนดอน’ หรือลอนดอน ทาวเวอร์ ร่วมกับมงกุฎอิมพีเรียลสเตทและเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ

กษัตริย์ชาร์ลส์ ที่ 3
กษัตริย์ชาร์ลส์ ที่ 3

และเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ของอังกฤษ ทางสำนักพระราชวังบักกิงแฮม จึงได้อัญเชิญมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดจากหอคอยแห่งลอนดอน มาใช้ในพระราชพิธีราชาภิเษกครั้งแรกในรอบ 70 ปีที่ผ่านมา

โดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะได้ทรงสวมมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดเพียงครั้งเดียวในชีวิตเท่านั้น ระหว่างมีการประกอบพิธีราชาภิเษก ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน วันที่ 6 พ.ค. 2566 และหลังจากพระราชพิธีราชาภิเษกเสร็จสิ้นลงแล้ว พระองค์จะได้ทรงสวมมหามงกุฎอิมพีเรียลสเตทขณะเสด็จพระราชดำเนินออกจากมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กลับไปยังพระราชวังบักกิงแฮม

มงกุฎอิมพีเรียลสเตท
มงกุฎอิมพีเรียลสเตท

มหามงกุฎอิมพีเรียลสเตท

มหามงกุฎอิมพีเรียลสเตท เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ที่กษัตริย์อังกฤษองค์ใหม่จะทรงสวมในตอนเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

มงกุฎอิมพีเรียลสเตทองค์ปัจจุบัน ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 ในปี 1937 หรือตั้งแต่เมื่อ 86 ปีก่อน

ประกอบด้วยเพชร 2,868 เม็ด ไพลิน 17 เม็ด มรกต 11 เม็ด และไข่มุกอีกหลายร้อยเม็ด รวมถึงไข่มุก 4 เม็ด จากพระกุณฑล(ต่างหู) ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 และทับทิมแบล็กพรินซ์ ที่เชื่อว่า สมเด็จพระเจ้าเฮนรีที่ 5 แห่งอังกฤษ ทรงเคยสวมใส่ที่ยุทธการอาแจ็งคูรต์ ซึ่งเป็นยุทธการในสงครามร้อยปี (Hundred Years’ War) ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1415

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์’ ล้ม ซ้ำเติมวิกฤตธนาคารโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/729022

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์’ ล้ม ซ้ำเติมวิกฤตธนาคารโลก

คุยกัน 7 วันหน : ‘เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์’ ล้ม ซ้ำเติมวิกฤตธนาคารโลก

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.20 น.

เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ (First Republic Bank) หนึ่งในธนาคารระดับกลางชั้นนำของสหรัฐฯ เผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรงเนื่องจากลูกค้าแห่ถอนเงินฝากต่อเนื่อง ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ต้องเข้ามาดูแลก่อนปัญหาจะบานปลาย โดยสำนักงานคุ้มครองการเงินและนวัตกรรมแห่งแคลิฟอร์เนียได้เข้าควบคุม เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ และมอบหมายให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากแห่งสหรัฐฯ (FDIC) เข้าพิทักษ์ทรัพย์ ก่อนจะยอมรับข้อเสนอซื้อสินทรัพย์ของ เจพี มอร์แกน เชส สถาบันการเงินรายใหญ่สุดของสหรัฐฯ ได้ครอบครองสินทรัพย์ของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ ที่ประกอบด้วยเงินกู้ 173,000 ล้านดอลลาร์ หลักทรัพย์ 30,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงเงินฝาก 92,400 ล้านดอลลาร์ ช่วยให้สำนักงานและสาขาของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์84 แห่ง ใน 8 รัฐ ยังสามารถเปิดทำการได้ตามปกติ และจะปรับเป็นสาขาย่อยของ เจพี มอร์แกน เชส ต่อไป

สถานการณ์ของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ เป็นที่จับตามองหลังการล้มของ ซิลิคอน วัลเลย์ แบงก์ หรือ SVB เนื่องจากเป็นจุดเปราะบางสุดในระบบธนาคารของสหรัฐฯ โดย เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ เน้นให้บริการบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเช่นเดียวกับ SVB นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมุ่งเน้นให้บริการชาวอเมริกันที่ร่ำรวย รวมถึงการปล่อยกู้จดจำนองดอกเบี้ยต่ำเพื่อแลกกับการฝากเงินสดไว้กับธนาคาร โดยเฉพาะเงินฝากที่มียอดเกิน 250,000 ดอลลาร์ ซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองจาก FDIC มีสัดส่วนมากถึง 2 ใน 3 แม้ว่าจะเป็นอัตราส่วนที่ต่ำกว่า SVB แต่ก็สูงกว่าธนาคารท้องถิ่นรายอื่นๆ

หากเป็นสถานการณ์ปกติ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ อาจจะไม่เผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรง เพราะที่ผ่านมาธนาคารมีสถานะที่แข็งแกร่ง แต่เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้การปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำกลายเป็นภาระ เมื่อบวกกับความกังวลของลูกค้าเกี่ยวกับเงินออมที่ฝากกับธนาคาร ทำให้เกิดการแห่ถอนเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ส่งผลให้ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ ต้องกู้ยืมเงินจำนวนมากจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ที่มีดอกเบี้ยสูง เพื่อให้ดำเนินงานต่อไปได้

ข้อมูลจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า การล้มของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ ขึ้นแท่นเป็นเหตุการณ์แบงก์ล้มครั้งใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของสหรัฐฯ เมื่อวัดในแง่มูลค่าสินทรัพย์ที่ล้มละลาย แซงหน้า SVB ที่ถูกเบียดลงไปอยู่ในอันดับ 3 โดยนับถึงวันที่ 13 เมษายน สินทรัพย์ทั้งหมดของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ อยู่ที่ 229,000 ล้านดอลลาร์ รองจากธนาคาร วอชิงตัน มิวชวล (Washinton Mutual) ที่ล้มในช่วงวิกฤตการเงินเมื่อปี 2551 ซึ่งมีสินทรัพย์อยู่ที่ 307,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ SVB มีสินทรัพย์อยู่ที่ 167,000 ล้านดอลลาร์ ตามด้วย ซิกเนเจอร์ แบงก์ ที่เพิ่งล้มตาม SVB ไม่นาน มีสินทรัพย์อยู่ที่ 110,000 ล้านดอลลาร์

หลังจาก เจพี มอร์แกน เชส เข้าซื้อเฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ มีคำถามตามมาว่าวิกฤตในภาคธนาคารของสหรัฐฯ จบลงแล้วหรือยัง และเหตุการณ์นี้ จะส่งสัญญาณความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบในวงกว้างหรือไม่ เพราะแม้จะดูเหมือนไม่น่าจะเกิดวิกฤตภาคธนาคารในระดับเดียวกับเมื่อปี 2551 แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหากับธนาคารขนาดกลางที่มีช่องโหว่คล้ายๆ กัน หากเกิดการแห่ถอนเงินขึ้นอีก

อิตามาร์ เดรสเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก วาร์ตัน สกูล มองว่ามีธนาคารจำนวนมากที่เผชิญกับความเปราะบางในลักษณะเดียวกันนี้ และอาจจะมีสถาบันการเงินล้มเพิ่มเติมอีก แม้ขณะนี้สถานการณ์จะสงบลงชั่วขณะ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าอาจจะไม่มีความเสี่ยงเชิงระบบที่สร้างความเสียหายในวงกว้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าพ้นจากอันตรายแล้ว อย่างไรก็ตาม เจมี ไดมอน CEO ของเจพี มอร์แกน เชส เชื่อว่าวิกฤตในส่วนของ เฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ จบลงแล้วและยังมองว่าระบบการเงินของสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง แต่ก็เป็นไปได้ที่ธนาคารขนาดเล็กบางแห่งอาจต้องปิดตัว

ปัญหาปั่นป่วนในภาคธนาคารกลายเป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังชะลอตัว และเผชิญปัญหาเงินเฟ้อในระดับสูง ซึ่งกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ประชุมกันในวันที่ 2-3 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.25 ตามคาด เป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 10 ในรอบ 14 เดือน ทำให้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ขยับสู่ร้อยละ 5.0-5.25 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 แต่คาดว่าหลังจากนี้จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับสูง เพื่อฉุดเงินเฟ้อลงกลับสู่เป้าหมายระยะยาวที่ร้อยละ 2.0 โดยไม่กระตุ้นให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงและสร้างความเจ็บปวดมากขึ้น