พลังชาว DPU รันมหาวิทยาลัยและประเทศสู่ความยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/728058

พลังชาว DPU รันมหาวิทยาลัยและประเทศสู่ความยั่งยืน

พลังชาว DPU รันมหาวิทยาลัยและประเทศสู่ความยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 10.17 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จัดงาน DPU Sustainability Expo นิทรรศการการศึกษานำทุกคนสู่ความยั่งยืน รู้จัก SDGs ที่ประชาคมโลกกำลังร่วมด้วยช่วยกัน และชมนิทรรศการ Sustainability Education 2023 จากนักศึกษา คณาจารย์และบุคลากร และกิจกรรมน่าสนใจตลอดงาน เพื่อร่วมขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยและประเทศไทยให้ยั่งยืนและดีกว่าเดิม

สำหรับประเทศไทย เรื่องความยั่งยืน (Sustainability) และการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ปรากฏอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาตั้งแต่ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) ซึ่งต่อมาทางองค์การสหประชาชาติ (UN) จึงได้นำเสนอวาระการพัฒนาหลังปี พ.ศ. 2558 (Post-2015 development agenda) ภายใต้หัวข้อ “Transforming our world: the 2030 Agenda for sustainable development” โดยวาระ “การพัฒนาที่ยั่งยืน 2030” นี้ ทำให้มีการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งประกอบไปด้วย 17 เป้าหมาย (Proposed goals) และ 169 เป้าประสงค์ (Proposed targets) รวมถึงตัวชี้วัด (Indicators) ของแต่ละเป้าประสงค์ ร่วม 232 ตัวชี้วัด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือติดตามสภาวะของการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งจะเป็นประหนึ่งแผนที่นำทางสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย มีความครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ การพัฒนาด้านคน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สันติภาพความยุติธรรมและความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา โดยภายในงาน DPU Sustainability Expo ได้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นหลัก ผ่านนิทรรศการทางวิชาการ การเสวนา กิจกรรมน่าสนใจของคณาจารย์และนักศึกษา เพื่อช่วยกันสร้างสังคมแห่งการยั่งยืนที่เริ่มต้นได้ด้วยตัวเราทุกๆ คน เพียงแค่ลงมือทำ

ภายในงาน DPU Sustainability Expo มีการตั้งจุดคัดแยกขยะ มีการรีไซเคิลขวดน้ำพลาสติก ซึ่งเป็นขยะที่สามารถพบได้มากที่สุดในแต่ละวัน มีการพานำชมแปลงผักในโครงการ “มากินผักที่มอเรามั้ย” ซึ่งใช้ปุ๋ยจากเศษอาหาร มีการออกร้านสินค้าเพื่อความยั่งยืนจากบุคลากร มีการเปิดตัวสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพื่อใช้ในมหาวิทยาลัย มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเสื้อผ้ามือสองที่มีสภาพดีเพื่อลดการซื้อใหม่โดยไม่จำเป็น ชาว DPU ได้สัมผัสกับ YOUเทิร์น PLATFORM บริหารจัดการพลาสติกใช้แล้ว โดย GC นอกจากนี้ยังมีการแจกต้นไม้ พันธุ์ไม้ยืนต้นเพื่อช่วยฟอกอากาศจากกรมป่าไม้ มีกิจกรรมเวทีทอล์คโชว์จากเหล่าบรรดา Green Idol คนรุ่นใหม่ร่วมพูดคุยผลักดันสร้างอนาคตใหม่ และ มีกิจกรรมสอน “รำกระบอง” เพื่อพัฒนาส่งเสริมทั้งด้านร่างกาย สมาธิ และจิตใจ

มหาวิทยาลัยมหิดล จับมือ เอกชน ทำตลาดเครื่องดื่มจากผลงานวิจัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727908

มหาวิทยาลัยมหิดล จับมือ เอกชน  ทำตลาดเครื่องดื่มจากผลงานวิจัย

มหาวิทยาลัยมหิดล จับมือ เอกชน ทำตลาดเครื่องดื่มจากผลงานวิจัย

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ บริษัท โอแอนด์พี ควอลิตี้เทรด จำกัด จัดพิธีลงนามอนุญาตให้ใช้สิทธิเพื่อผลิตและจำหน่าย “เครื่องดื่มสูตรครบถ้วนปรับเนื้อสัมผัสชนิดผง” พร้อมลงนามใน “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านโภชนาการ” เพื่อเป็นการสนับสนุน และยกระดับการพัฒนาผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางด้านโภชนาการ ให้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ร่วมกันต่อไปในอนาคต

รศ.ดร.ชลัท ศานติวรางคณาผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสูตรครบถ้วนปรับเนื้อสัมผัสชนิดผง เป็นผลงานวิจัยของผช.ดร.ธัญญ์นลิน วิญญูประสิทธิ์ ซึ่งมีการคำนวณปริมาณสารอาหาร ทั้ง 5 หมู่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันที่ดี วิตามินเกลือแร่ ที่จำเป็นและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย มาปรับเนื้อสัมผัสรูปแบบผง ชงทานง่าย เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างครบถ้วน

นายโอมรัตน์ เพ็ญสวัสดิ์กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอแอนด์พี ควอลิตี้เทรด จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทดแทนชนิดเครื่องดื่มสูตรครบถ้วนปรับเนื้อสัมผัสชนิดผง ที่จะช่วยแก้ไขภาวะการกลืนลำบากแก่ผู้บริโภค ซึ่งภาวะการกลืนลำบากนี้พบได้ในประชากรทั่วไปตั้งแต่ 2-20% และพบได้มากถึง 60% ในผู้สูงอายุ โดยมีแผนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางต่างๆไม่ว่าจะเป็นทางสื่อออนไลน์ ร้านค้าชั้นนำหรือแม้แต่ทางทีวีช็อปปิ้ง และความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำองค์ความรู้ และนวัตกรรมที่มีคุณค่ามาสู่ภาคอุตสาหกรรมและการค้า เพื่อตอบสนองความต้องการและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภค รวมถึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ของบริษัท ในการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ และก้าวสู่การเป็นผู้นำทางการค้าต่อไปในอนาคต

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดค่ายนานาชาติ พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษนักศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727909

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดค่ายนานาชาติ  พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษนักศึกษา

มทร.รัตนโกสินทร์ จัดค่ายนานาชาติ พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษนักศึกษา

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) รัตนโกสินทร์ให้การต้อนรับ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล สมาชิกวุฒิสภา ประธานพิธีเปิดโครงการค่ายเยาวชนสู่สากล (International Youth Camp) จัดโดยศูนย์ภาษาและวิเทศสัมพันธ์ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ มทร.รัตนโกสินทร์

สำหรับจุดประสงค์การจัดงานก็เพื่อให้นักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ เรียนรู้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย สามารถทำงานในระดับนานาชาติได้และสร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ดี ผ่านกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ อีกทั้งสร้างเครือข่ายพัฒนากิจกรรมเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคตได้

ม.ศรีปทุม MOU ม.บูรพา ด้านวิชาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727910

ม.ศรีปทุม MOU ม.บูรพา ด้านวิชาการ

ม.ศรีปทุม MOU ม.บูรพา ด้านวิชาการ

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับ รองศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการ วิจัยและการบริการวิชาการสู่สังคม พัฒนาองค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้มีความเข้มแข็งและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ทรัพยากรร่วมกันต่อไป ณ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยบูรพา

ศธ. ร่วมพันธมิตรเร่งขับเคลื่อน พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727906

ศธ. ร่วมพันธมิตรเร่งขับเคลื่อน  พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

ศธ. ร่วมพันธมิตรเร่งขับเคลื่อน พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  (ศธ.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ระหว่างนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายไกรยศ ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นผู้แทนลงนาม เมื่อเร็วๆ นี้ณ สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) อาคารเอส.พี.พญาไท

ดร.คุณหญิงกัลยากล่าวว่า ศธ.ให้ความสำคัญและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้พื้นที่นวัตกรรมเป็นพื้นที่แสดงศักยภาพ และเห็นเป็นรูปธรรม เป็นพื้นที่จัดการศึกษารูปแบบใหม่ ตั้งแต่หลักสูตร การทดสอบและประเมินผล สื่อ-วิธีการเรียนการสอนแบบใหม่ที่เน้น Active Learning (การเรียนรู้แบบนักเรียนมีส่วนร่วมลงมือทำ) และ Problem-based Learning (การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน) ตลอดจนการบริหารจัดการแบบใหม่ในระดับโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษา เพิ่มความเป็นอิสระและกระจายอำนาจการบริหารจัดการให้แก่สถานศึกษาแต่ละจังหวัดตามบริบทที่แตกต่างกัน และที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ได้ทำการปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคในด้านต่างๆ อาทิ โรงเรียนนำร่องในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาสามารถใช้ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ได้เหมือนกับประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ก้าวหน้า แทนที่หลักสูตรแกนกลางที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2551 สามารถใช้เงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากรัฐบาลไปซื้อสื่อการเรียนการสอนนอกบัญชีของ ศธ. เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรใหม่ รวมทั้งสามารถสรรหาผู้อำนวยการด้วยการทาบทาม ตามหลักเกณฑ์พิเศษของ ก.ค.ศ. ตลอดจนสามารถปฏิเสธโครงการต่างๆ ที่เป็นภาระและไม่เอื้อต่อการเรียนการสอนตามหลักสูตร

“ปัจจุบัน พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาดำเนินการโดยใช้งบประมาณของรัฐเป็นหลัก โดยจัดสรรผ่าน ศธ. เพิ่มเติมจากจัดสรรปกติ ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะปฏิรูปการศึกษาไทยได้อย่างก้าวกระโดด หวังว่าทั้ง 3 หน่วยงาน รวมถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดึงจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานมาบูรณาการความร่วมมือเพื่อพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวไกล และก้าวทันการศึกษาโลกต่อไป” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวทิ้งท้าย

พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2562 โดยมีพื้นที่นำร่องขึ้น 8 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ ระยอง สตูล เชียงใหม่ กาญจนบุรี ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส และขยายเพิ่มขึ้นอีก 11 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย แม่ฮ่องสอน อุบลราชธานี ตราด สระแก้ว จันทบุรี กระบี่ สงขลา สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และกรุงเทพฯ รวมเป็น 19 จังหวัดในปัจจุบัน และมีเป้าหมายจะขยายผลไปทุกจังหวัดทั่วประเทศต่อไปในอนาคต

‘สมศ.’ เผยทิศทางและนโยบาย การประเมินคุณภาพฯ ปี’66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727907

‘สมศ.’ เผยทิศทางและนโยบาย  การประเมินคุณภาพฯ ปี’66

‘สมศ.’ เผยทิศทางและนโยบาย การประเมินคุณภาพฯ ปี’66

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมศ. เปิดนโยบายการประเมินคุณภาพภายนอกภายหลังสถานการณ์โควิด-19 พร้อมเดินเครื่องจัดทำแนวทางพัฒนาระบบการประเมินคุณภาพภายนอก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 4 ไตรมาส เน้นนำระบบเทคโนโลยีใช้สนับสนุนการประเมินตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ตลอดจนการนำข้อมูลสารสนเทศไปใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดภาระของสถานศึกษาให้มากที่สุด

ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวว่าใน ปีนี้ สมศ.ได้จัดทำแนวทางในการพัฒนาระบบการประเมินคุณภาพภายนอก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 4 ไตรมาส ได้แก่ ไตรมาสที่ 1 ปรับปรุงเครื่องมือการประเมินคุณภาพภายนอก การศึกษาปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านการอาชีวศึกษา และ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) พร้อมกำหนดวิธีการประเมินคุณภาพภายนอก ไตรมาสที่ 2 รับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) พร้อมประกาศกรอบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกใหม่สำหรับปี พ.ศ.2567 ไตรมาสที่ 3 พัฒนาระบบการคัดเลือกและสรรหาผู้ประเมินภายนอก ฝึกอบรมและพัฒนาผู้ประเมินภายนอก ทดลองประเมินนำร่อง KM/PLC ผู้ประเมินภายนอก ทดลองประเมินนำร่อง ไตรมาสที่ 4 ทดลองประเมินนำร่องทุกระดับการศึกษาข้างต้น และจัดทำรายงานสรุปผลเสนอต่อคณะกรรมการ สมศ.

“สำหรับแนวทางในการประเมินคุณภาพภายนอก ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สมศ. ยังคงให้ความสำคัญกับการประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อพัฒนาการยกระดับคุณภาพ (QualityImprovement) โดยกำหนดวิธีการประเมินคุณภาพภายนอกที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา (วิธีการ (Online/Onsite) และจำนวนวันประเมิน (1-3 วัน) แตกต่างกันตามบริบทสถานศึกษา นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้สนับสนุนการประเมินตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ตลอดจนการนำข้อมูลสารสนเทศไปใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดภาระของสถานศึกษาให้มากที่สุด” ดร.นันทา กล่าวทิ้งท้าย

จุฬาฯ เผยผลตรวจซีเซียม-137 ทุกพื้นที่ปลอดกัมมันตภาพรังสี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727911

จุฬาฯ เผยผลตรวจซีเซียม-137  ทุกพื้นที่ปลอดกัมมันตภาพรังสี

จุฬาฯ เผยผลตรวจซีเซียม-137 ทุกพื้นที่ปลอดกัมมันตภาพรังสี

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทีมผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วยอาจารย์ นักวิทยาศาสตร์ และนิสิต ลงพื้นที่ประสบเหตุที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อตรวจวิเคราะห์ธาตุซีเซียม-137 จากตัวอย่างในสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ อาหาร พืช ผักผลไม้ จากผลของการตรวจวิเคราะห์คือ “ไม่พบการปนเปื้อนของรังสี” และ “ไม่พบการแพร่กระจายซีเซียม-137 ในอากาศ” ประชาชนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

ซีเซียม-137 นิยมถูกนำมาใช้เป็นต้นกำเนิดรังสีแกมมาสำหรับประยุกต์ใช้ในงานอุตสาหกรรมด้านต่างๆ เช่น การฉายรังสีอาหาร เครื่องวัดระดับของวัสดุในภาชนะ เครื่องวัดความชื้นและความหนาแน่น เครื่องวัดความหนาของแผ่นโลหะ และการหยั่งธรณีในอุตสาหกรรมการขุดเจาะ สำหรับงานทางด้านการแพทย์ซีเซียม-137 ถูกนำมาใช้ก็ในการฉายรังสีรักษามะเร็ง และสามารถถูกตรวจพบได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป เช่น ดิน และน้ำ ซึ่งซีเซียม-137 ที่แพร่กระจายและสะสมอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วโลกนี้เกิดมาจากฝุ่นกัมมันตรังสี หรือ fallout ที่เกิดจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ในบรรยากาศและจากอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในประเทศยูเครน อย่างไรก็ตาม ซีเซียม-137 จากฝุ่นกัมมันตรังสีเหล่านี้ได้เกิดการสลายตัวไปมากกว่า 1 ครึ่งชีวิต ทำให้มีปริมาณลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งจากที่เกิดขึ้น ดังนั้น การลงพื้นที่เก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมบางแห่งจึงมีโอกาสพบซีเซียมอยู่ แต่ในปริมาณที่น้อยมากและไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด

ในกรณีที่ประชาชนในพื้นที่ยังไม่มั่นใจเรื่องการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีในสิ่งแวดล้อม ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ พร้อมให้บริการวิชาการและตรวจวัดรังสีด้วยเครื่องมือวิเคราะห์เชิงลึกความไวสูง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยติดต่อขอรับบริการได้ที่ ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ โทร.02-2186781

วช. หนุนงานวิจัย ม.เกษตร มุ่งส่งเสริมโครงการพัฒนามูลค่าการเลี้ยงหอยมุก สู่อุตสาหกรรมความงาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727928

วช. หนุนงานวิจัย ม.เกษตร มุ่งส่งเสริมโครงการพัฒนามูลค่าการเลี้ยงหอยมุก สู่อุตสาหกรรมความงาม

วช. หนุนงานวิจัย ม.เกษตร มุ่งส่งเสริมโครงการพัฒนามูลค่าการเลี้ยงหอยมุก สู่อุตสาหกรรมความงาม

วันจันทร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.59 น.

วช. หนุนงานวิจัย ม.เกษตร มุ่งส่งเสริมโครงการพัฒนามูลค่าการเลี้ยงหอยมุก สู่อุตสาหกรรมความงามและสุขภาพ

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนงานวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาอุตสาหกรรมเลี้ยงหอยมุก หลังนักวิจัยไทยโชว์ฝีมือค้นพบเมือกหอยมุก สุดยอดแห่งโมเลกุลเพปไทด์และโปรตีนจำนวนมาก มีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูสภาพชั้นผิวหนัง ลดการอักเสบ นับเป็นการศึกษาวิจัยที่สามารถค้นพบประโยชน์จากส่วนอื่น ๆ ของหอยมุกมากขึ้นกว่าเดิมนอกเหนือจากเปลือกและไข่มุก
     
ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง  ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา วช. ภายใต้กระทรวง อว. ให้ความสำคัญอย่างมากกับโครงการการเพิ่มมูลค่าและการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผลพลอยได้ และของเหลือใช้จากอุตสาหกรรมการเลี้ยงหอยมุกสู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพและความงาม (ปี 2562) ของ ดร.สุพนิดา วินิจฉัย หัวหน้าโครงการฯ แห่งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพราะปัจจุบันไข่มุกที่เกิดขึ้นจากหอยมุกนอกจากจะเป็นอัญมณีที่สวยงามแล้ว ยังมีประโยชน์สำคัญต่อสุขภาพด้านการปรับสมดุลร่างกาย และบำรุงผิวพรรณ นับว่าเป็นการสร้างมูลค่าที่ได้จากผงไข่มุก และเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าแทนที่จะกลายเป็นของเหลือทิ้ง


     
ดร.สุพนิดา วินิจฉัย หัวหน้าโครงการฯ แห่งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยเรื่องนี้มาจากการพบว่าชาวจีนเป็นกลุ่มแรกที่นำไข่มุกมาบดละเอียดผสมกับสมุนไพรใส่ลงไปในเครื่องสำอาง เพื่อช่วยให้ผิวไม่มีริ้วรอย คงความชุ่มชื้นและชะลอความแก่ ตามความเชื่อของชาวจีนที่เชื่อว่าไข่มุกสามารถรักษาสมดุลการไหลเวียนของพลังชีวิต ขณะที่เปลือกของหอยมุกถือว่าเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตจากไข่มุกที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ใช้ประดับตกแต่งของใช้ ประดับบานประตูโบสถ์ และวิหารของวัด อีกทั้งเปลือกหอยมุกเมื่อบดเป็นผงยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นส่วนผสมในปูนซีเมนต์เพื่อก่อสร้างได้อีกด้วย ส่วนเมือกของหอยมุก (Pearl slime) จากรายงานผลการศึกษาวิจัยพบว่า สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและทางการแพทย์ได้ด้วยเนื่องจากเมือกของหอยมุกประกอบด้วยโมเลกุลของเพปไทด์และโปรตีนจำนวนมาก จึงสามารถช่วยการต้านเชื้อจุลชีพ ช่วยในการฟื้นฟูสภาพชั้นผิวหนัง นับว่าเป็นการศึกษาวิจัยที่ทางโครงการสามารถค้นพบการใช้ประโยชน์อื่น ๆ ในส่วนต่าง ๆ ของหอยมุกมากขึ้นกว่าการเป็นเครื่องสำอางอย่างเดียว เท่ากับเป็นการช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงมุกแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ (New value creation) เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าแทนการปล่อยของเหลือทิ้ง
    
ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนาและวิธีการสกัดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับส่วนของเมือกและเปลือกหอยมุกซึ่งเป็นของเหลือจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงหอยมุก โดยใช้กรรมวิธีที่สามารถดำเนินการถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการในอนาคตต่อไป โดยจะเป็นการผลิตสารสกัดโปรตีนและแคลเซียมคาร์บอเนตจากเมือกหอยมุกและผงเปลือกหอยมุกจาก 3 พันธุ์ ได้แก่หอยมุกกัลปังหา (Pteria penguin) หอยมุกขอบดำ (Pinctada margaritifera) และหอยมุกจาน (Pinctada maxima) และศึกษาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการตลาดของของผลิตภัณฑ์จากเมือกและผงเปลือกหอยมุก ผลปรากฏว่า พบว่าสารสกัดโปรตีนจากผงเปลือกหอยมุก ทั้ง 3 สายพันธุ์ มีลักษณะเป็นผงแห้งสีขาวถึงขาวนวล สามารถออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสได้ดี มีกรดอะมิโนที่สำคัญสามารถออกฤทธิ์ต้านการอักเสบและกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ไฟโบรบลาสต์บนผิวหนังของมนุษย์ได้ดี ส่วนการสกัดคอลลาเจนจากเมือกหอยมุก พบว่ามีปริมาณคอลลาเจนอยู่ในช่วง 17- 44 % จึงมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนังของมนุษย์ สามารถออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินในเซลล์ ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูล Nation Center for Biotechnology Information 
     
สำหรับความสำเร็จสู่การนำไปใช้ หรือ ประโยชน์ที่เกิดจากงานวิจัย คือ ได้กระบวนการสกัดและสารสกัดจากโปรตีนจากผงเปลือกหอยมุกและสารสกัดคอลลาเจนจากเมือกหอยมุก ที่สามารถนำไปใช้เป็นสารป้องกันแสงแดดในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางได้ดี

อบจ.ฉะเชิงเทราประชุมผู้ปกครองนักเรียนในสังกัด อบจ.ฉะเชิงเทรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727920

อบจ.ฉะเชิงเทราประชุมผู้ปกครองนักเรียนในสังกัด อบจ.ฉะเชิงเทรา

อบจ.ฉะเชิงเทราประชุมผู้ปกครองนักเรียนในสังกัด อบจ.ฉะเชิงเทรา

วันจันทร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.38 น.

วันที่ 1 พ.ค.66 ดร.กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายก อบจ.ฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดการประชุมผู้ปกครองนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2566 ของโรงเรียนวัดสัมปทวน (บางแก้วพุทธิยาคาร) ต.สำปะทวน อ.เมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยการจัดการประชุมผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในครั้งนี้เพื่อให้ผู้ปกครองได้รับทราบนโยบายเกี่ยวกับการจัดการศึกษาและการเรียนการสอนของโรงเรียนวัดสัมปทาน (บางแก้วพุทธิยาคาร) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา ประจำปีการศึกษา 2566

‘พรรคเปลี่ยน’ ยก ‘แม่สาย’ โมเดล พลิกฟิ้นเศรษฐกิจ ‘ชายแดนใต้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548028

01 พ.ค. 2566

'พรรคเปลี่ยน' ยก 'แม่สาย' โมเดล พลิกฟิ้นเศรษฐกิจ 'ชายแดนใต้'

‘พรรคเปลี่ยน’ หาเสียงหลายจังหวัดภาคใต้ แนะเปิดการค้าด่านชายแดนเหมือนแม่สาย เพื่อพลิกฟิ้นเศรษฐกิจ จี้รัฐตอบคำถาม ‘หากสงบงบไม่มา’

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ หรือ นอท หัวหน้าพรรคเปลี่ยน พร้อมด้วยนายณัฐชนน อาภาศรีรัตน์ โฆษกพรรคเปลี่ยน พร้อมผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลงพื้นที่หาเสียงภาคใต้หลายแห่ง ศาลหลักเมืองตรัง , อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี , สวนสาธารณะพระยารัษฎา จ.ตรัง และตลาดกิมหยง ตลาดศรีตรัง จ.สงขลา และ ตลาดสดเทศบาลปัตตานี จ.ปัตตานี อ้อนขอให้พ่อค้าแม่ค้าประชาชนเลือกพรรคเปลี่ยน เบอร์ 20 

นายพันธ์ธวัช รับทราบปัญหาจากประชาชนสะท้อนมาว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมายังไม่มีอะไรพัฒนา จึงอยากเปลี่ยนและฟื้นเศรษฐกิจให้กลับคืนมา ให้ มาเลเซีย-อินโดนีเซีย เข้ามาเที่ยวประเทศไทยให้มากขึ้น ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นความคิดที่ผิดหรือถูก 

“สิ่งที่จะแก้ได้ คือ การเปิดให้แดนเป็นเศรษฐกิจเหมือนชายแดนอำเภอแม่สาย พัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเอาเศรษฐกิจมาพูดคุยกัน เพื่อทำให้ประเทศสงบ คาดว่าจะช่วยให้ 3 จังหวัดชายแดนใต้เศรษฐกิจดีขึ้น หากเปิดด่านชายแดนให้เป็นเรื่องเป็นราว ก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับคืนมาคนในพื้นที่ก็จะอยู่ได้ ขณะเดียวกันอยากให้ภาครัฐชี้แจงและเคลียร์กับประโยคที่ว่า “หากสงบงบไม่มา” เพราะคนที่เดือดร้อน คือคนหาเช้ากินค่ำ และจะยิ่งทำให้การค้าขายในพื้นที่ไม่เติบโต” นายนอทกล่าว

พรรคเปลี่ยนหาเสียงภาคใต้พรรคเปลี่ยนหาเสียงภาคใต้ นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธ์ หรือ นอทนายพันธ์ธวัช นาควิสุทธ์ หรือ นอท