‘สศร.’พัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยส่วนภูมิภาค ปักหมุดชวนชมนิทรรศการ‘โรงสี สุพรรณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736617

‘สศร.’พัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยส่วนภูมิภาค ปักหมุดชวนชมนิทรรศการ‘โรงสี สุพรรณ’

‘สศร.’พัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยส่วนภูมิภาค ปักหมุดชวนชมนิทรรศการ‘โรงสี สุพรรณ’

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.)กล่าวว่า สศร. ได้ผลักดันโครงการพัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยสู่ภูมิภาค เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และสร้างภาคีเครือข่ายศิลปิน หอศิลป์ ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมที่กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย โดยริเริ่มขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานของหอศิลป์และแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ปี 2565-2566รวม 10 แห่ง

ได้แก่ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จ.เชียงราย หอศิลป์ริมน่านจ.น่าน หอโหวด 101 จ.ร้อยเอ็ด ศูนย์ศิลป์สิรินธร โรงเรียนศรีสงครามวิทยา จ.เลย สวนศิลป์บ้านดิน จ.ราชบุรี และศาลเจ้าเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง จ.กระบี่ เฮินศิลป์ใจ๋ยอง จ.เชียงใหม่ KULTX Collaborative Space จ.ขอนแก่น แกลเลอรี 1984+1 จ.สุพรรณบุรี และเดอลาแป อาร์ท สเปซ นราธิวาส จ.นราธิวาส โดยส่งเสริมการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม

รวมถึงมีการวางแผนพัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยสู่ภูมิภาคในระยะยาวเพื่อให้มีความยั่งยืน อาทิ การผลักดันด้านกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของหอศิลป์และแหล่งเรียนรู้ การสนับสนุนเชิงวิชาการ การศึกษาดูงาน การจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาด้านการบริหารองค์กรด้านศิลปะ และการมอบรางวัลประจำปีในด้านต่างๆ เป็นต้น โดยล่าสุด สศร. ได้ให้การสนับสนุน กลุ่มศิลปินจ.สุพรรณบุรี จัดนิทรรศการ “SUPHAN’s Echoes” หรือ เสียงสะท้อนจากสุพรรณ นำโดยนายปรีชา รักซ้อน ศิลปินผู้ก่อตั้งแกลเลอรี 1894+1

โดยได้พัฒนาโกดังโรงสีข้าวของครอบครัว ให้เกิดประโยชน์ในเชิงสร้างสรรค์ เป็นพื้นที่แสดงผลงานศิลปะแห่งใหม่ใน จ.สุพรรณบุรี ซึ่งแทบจะไม่มีหอศิลป์หรือแกลเลอรีสาธารณะอื่นๆ ดังนั้น สศร.จะสนับสนุนให้ แกลเลอรี 1894+1 เป็นหมุดหมายสำคัญของการบ่มเพาะความรักและเข้าใจในศิลปะให้กับชุมชนและสังคม รวมถึงจะมีการขยายความร่วมมือ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ จัดกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมให้ยั่งยืนต่อไป

“สำหรับนิทรรศการ “SUPHAN’s Echoes” ได้รวบรวมเทคนิควิธีการสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม มัลติมีเดีย ภาพถ่าย ตลอดจนศิลปะการแสดง ของศิลปิน จ.สุพรรณบุรีและจากพื้นที่อื่น รวม 16 คน อาทิ ผลงานภาพถ่าย “บ้านเรา (Our Home)” ผลงานชุด “กระปุกออมสินริมทาง” เป็นต้น โดยนิทรรศการดังกล่าวเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 6 ส.ค. นี้” ผอ.สศร. กล่าว

สำหรับข้อมูลนิทรรศการ “SUPHAN’S Echoes” หลังการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานของหอศิลป์และแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในส่วนภูมิภาค เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2566 แกลเลอรี 1984+1 โดย ปรีชา รักซ้อน ซึ่งในครั้งนี้รับหน้าที่ภัณฑารักษ์ ได้วางแผนการจัดนิทรรศการกลุ่มครั้งแรก ณ แกลเลอรี 1984+1 ที่สะท้อนถึงจังหวัดสุพรรณบุรี ภายใต้ชื่อ “SUPHAN’S Echoes” หรือเสียงสะท้อนจากสุพรรณ

ผ่านการสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างศิลปินทั้งชาวจังหวัดสุพรรณบุรีและจากพื้นที่อื่น ทั้งศิลปินอาวุโสและศิลปินหน้าใหม่ รวมจำนวน 16 คนจนเกิดเป็นนิทรรศการกลุ่มที่รวบรวมเทคนิควิธีการสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม มัลติมีเดีย ตลอดจนศิลปะการแสดง ด้วยความรุ่มรวยของ “สุพรรณบุรี” พื้นที่ที่เต็มไปด้วยมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สามารถสืบย้อนไปถึงศตวรรษที่ 9 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ความซับซ้อนในมิติด้านวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ความเป็นชุมชน เศรษฐกิจ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม

นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสะท้อนหรือสนทนากับประเด็นเหล่านี้ รวมถึงพื้นที่แกลเลอรี 1984+1 เองที่มีบริบทจำเพาะของการเป็นโกดังโรงสีข้าวเก่า ผลงานสร้างสรรค์ในนิทรรศการฯ อาทิ การแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัย (Contemporary Dance) ในชุด “โรงสี” ของนักศึกษาจากวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ที่รังสรรค์ขึ้นใหม่โดยชานนท์ ทัสสะ ผู้กำกับการแสดง สำหรับนิทรรศการนี้โดยเฉพาะ ร้อยเรียงเรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอารยธรรมโบราณอู่ทอง สู่ความเชื่อและวิถีชีวิตที่ผูกติดกับสังคมเกษตรกรรม วัฒนธรรมข้าว และการมาถึงของยุคอุตสาหกรรม พร้อมเพลงประกอบการแสดงที่มีการใส่เสียงต่างๆ จากโรงสีข้าวเป็นพื้นหลัง,

การแสดง Sound Art แบบสดของพชร ปิยะทรงสุทธิ์ ผู้สร้างเครื่องดนตรีจากอะไหล่ต่างๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโรงสีข้าวแห่งนี้ ซึ่งเขาเคยได้เห็นเมื่อครั้งที่โรงสียังเปิดทำการ, ผลงานชุด “บ้านเรา (Our Home)” ของ วิสูตร สุทธิกุลเวทย์ ศิลปินภาพถ่ายชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้นำเสนอผลงานภาพถ่ายในมุมต่างๆ ที่ทั้งคุ้ยเคยและแปลกตาในจังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดงพร้อมกับชุดผลงานภาพถ่ายของลูกชายศิลปินที่กำลังศึกษาในโครงการแลกเปลี่ยน AFS ณ ประเทศอิตาลี เพื่อสร้างบทสนทนาในความเป็นบ้านเขาและบ้านเรา,

กระปุกออมสินปูนปลาสเตอร์ผลงานสร้างสรรค์ร่วมกันของ ชญานิษฐ์ ม่วงไทย และพรยมล สุทธัง สะท้อนมุมมองของนักท่องเที่ยวจาก จ.นครปฐมที่มีต่อกระปุกออมสิน ของที่ระลึกที่วางจำหน่ายตลอดสองข้างทางระหว่างนครปฐมสู่สุพรรณบุรี กระปุกออมสินหลากสีสันในรูปแบบปลาสลิด มังกร กระทั่งแมวที่พบในโรงสี จัดแสดงบนรถเข็นหาบเร่ ผลงานเหล่านี้ล้วนส่ง “เสียงสะท้อน” ถึงความเป็นสุพรรณบุรีในมิติที่แตกต่างกันไป

จับมือ3ประสานมจธ.-โอสถสภา-หัวเว่ย’ เปิดหลักสูตร‘วิศวกรรมระบบอัจฉริยะ(ISE)’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736616

จับมือ3ประสานมจธ.-โอสถสภา-หัวเว่ย’ เปิดหลักสูตร‘วิศวกรรมระบบอัจฉริยะ(ISE)’

จับมือ3ประสานมจธ.-โอสถสภา-หัวเว่ย’ เปิดหลักสูตร‘วิศวกรรมระบบอัจฉริยะ(ISE)’

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

งานวิจัยของสถาบัน MIT ชี้ว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรมได้ 35% และลดเวลาการทำงานลง 14% และผลการสำรวจของ World Economic Forum ตั้งแต่ปี 2565-2566 ระบุว่า บุคลากรด้าน AI จะขาดแคลนอย่างมหาศาล เพราะอุตสาหกรรมการผลิตของทั้งโลกต้องพึ่งพา AI มากยิ่งขึ้น แต่การเรียนการสอนด้าน AI ของไทยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะบรรจุในเนื้อหาของวิชาคอมพิวเตอร์ เน้นทักษะความรู้เฉพาะทาง มีการเชื่อมโยงกับโจทย์หรือความต้องการจริงในภาคอุตสาหกรรมค่อนข้างน้อย

จึงเป็นที่มาของการออกแบบหลักสูตรวิศวกรรมระบบอัจฉริยะ (Intelligence Systems Engineering : ISE) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ราชบุรี) บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) และบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด โดยได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางด้านวิชาการร่วมกันขึ้น เมื่อวันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน 2566 มี รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี และนายนุกิจ ชลคุป Chief Manufacturing Officer ร่วมลงนาม พร้อมด้วย ศ.ดร.บุญเจริญ ศิริเนาวกุลที่ปรึกษา มจธ.(ราชบุรี) และตัวแทนจากบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนาม

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ.กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังคนด้าน AI ไม่เพียงพอ ประกอบกับอุตสาหกรรมในประเทศกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป จึงมีความต้องการบุคลากรด้าน AI เข้าไปช่วยพัฒนาและดูแลระบบ หากเราไม่เร่งผลิตบุคลากรด้านนี้ ในระยะยาวแล้วอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็จะมีปัญหาเรื่องกำลังคนอย่างแน่นอน

“ต้องเข้าใจว่าอุตสาหกรรมของไทยส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยียุค 3.0 และกำลังต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นเทคโนโลยี 4.0 หากเราสามารถสร้างคนที่มีทักษะ และมีประสบการณ์ทำงานด้าน AI กับภาคอุตสาหกรรมเข้าไปเติมในจุดนี้ นอกจากจะสามารถใช้ AI มาช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้อย่างเหมาะสมแล้ว ยังเป็นประโยชน์สูงสุด ทั้งกับตัวผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมของไทยโดยรวม”

ดังนั้น เพื่อให้หลักสูตรวิศวกรรมระบบอัจฉริยะ (Intelligence Systems Engineering : ISE) สามารถพัฒนาให้นักศึกษามีคุณลักษณะและความสามารถตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ระหว่างสถาบันการศึกษาและสถานประกอบการ ที่เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ด้วยบริบทจริง (Content) ของอุตสาหกรรมยุคใหม่โดยใช้โจทย์ที่ได้รับจากสถานประกอบการจริงจึงเป็นจุดเด่นที่สำคัญของหลักสูตรนี้

ศ.ดร.บุญเจริญ ศิริเนาวกุล ที่ปรึกษา มจธ. (ราชบุรี) และประธานหลักสูตร ISE กล่าวว่า ภายใต้หลักสูตรนี้ นักศึกษาจะมีความรู้และทักษะทั้งทางด้านวิศวกรรม อุตสาหกรรมและปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงเครื่องมืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น IoT และ Cloud เพราะเป็นการเรียนรู้แบบพหุวิทยาการที่ส่งเสริมให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ การประยุกต์และความคิดสร้างสรรค์ ให้เขาได้มีโอกาสใช้ความรู้ทางวิศวกรรมระบบในสาขาเครื่องกล ไฟฟ้า พลังงานและเคมี และชีวภาพ

มาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ปัญหาหรือความต้องการของผู้ประกอบการได้จริง รวมถึงมีการฝึกปฏิบัติงานร่วมกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยที่นักศึกษามีอิสระในการออกแบบแนวทางการเรียนรู้ของตนเอง สามารถเลือกเรียนตามหัวข้อโครงงานที่ตนเองสนใจ ผ่านการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน พร้อมไปกับที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันแบบสังคม และการเป็นสมาชิกของสังคมที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบ Residential College ของ มจธ. ราชบุรี

“เป้าหมายของหลักสูตร คือ “ผลิตนักเทคโนโลยี AI” หรือ “วิศวกร AI” โดยจุดเด่นของหลักสูตร คือ นักศึกษาได้ปฏิบัติงานกับโรงงานอุตสาหกรรมจริง โดยใช้เทคโนโลยีระดับโลกตั้งแต่ปี 1 การศึกษาจะไม่จำกัดเฉพาะทฤษฎีเท่านั้น แต่เรียนกับเทคโนโลยีและโจทย์ปัญหาจริงจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ที่จบจากหลักสูตร ISE นี้จะสามารถนำเครื่องมือและเทคโนโลยี AI ไปใช้กับงานของตนเอง ซึ่งนอกจากในโรงงานแล้ว ยังประกอบอาชีพอื่นๆ ได้ เช่น ด้านการเกษตร Smart Farming ยานยนต์อัตโนมัติ เป็นต้น”

ศ.ดร.บุญเจริญ กล่าวต่อว่า ภายใต้ความร่วมมือนี้ นักศึกษาจะได้ฝึกปฏิบัติจริงในโรงงานของโอสถสภา และการใช้ AI มาแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์ความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม ผ่านการใช้งานเครื่องจักรกล และเทคโนโลยีด้าน AI และ IoT ระดับสูงของโอสถสภา ตั้งแต่เรียนในชั้นปีที่ 1 ซึ่งการเริ่มต้นได้เร็ว จะทำให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง สามารถเป็นบุคลากรคุณภาพที่ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างแน่นอน

นายนุกิจ ชลคุป Chief Manufacturing Officer บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า ปัจจุบันโอสถสภามีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะระบบอัจฉริยะหรือปัญญาประดิษฐ์ มาบริหารจัดการในกระบวนการต่างๆ อย่างครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการผลิต จึงมีความเชื่อมั่นว่าหลักสูตร ISE นี้จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมที่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง พร้อมส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีทักษะและประสบการณ์ พร้อมเป็นบุคลากรคุณภาพที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับสากลและเติบโตอย่างยั่งยืน

“ความร่วมมือ 3 ประสานระหว่างผู้ให้บริการเทคโนโลยี (Technology provider) อย่างหัวเว่ย นักศึกษา และบริษัทเอกชนเช่นนี้ ยังไม่เคยมีที่ไหนทำมาก่อน ถือเป็นครั้งแรก และหวังว่าจะเป็นโครงการนำร่องความร่วมมือในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะเป็นโครงการที่เอื้อประโยชน์กับทุกฝ่าย ตัวนักศึกษาเขาก็จะได้รับโจทย์ที่เป็นของจริง โดยมีพี่เลี้ยงที่เป็นพี่ๆ วิศวกรและบุคลากรของโรงงานคอยสนับสนุนและช่วยเหลือ จนได้เป็นนวัตกรรมด้าน AI ออกมา ซึ่งความร่วมมือที่ต่อเนื่องกับ มจธ. ภายใต้หลักสูตร จะทำให้สิ่งที่นักศึกษา ISE รุ่นก่อนทำมาแล้ว ถูกพัฒนาต่อและทำให้ดีขึ้น จนสามารถนำไปใช้จริงกับโรงงานของเราได้ในที่สุด”

นอกจากนี้ มจธ.ยังได้ร่วมกับ บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy ที่มีการลงนามความร่วมมือตั้งแต่ปี 2020 โดยหัวเว่ย ประเทศไทยจะสนับสนุนด้านองค์ความรู้ ด้าน AI และ IoT หรือ big data ต่างๆ ให้มหาวิทยาลัยในการนำไปใช้เป็นการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านไอซีทีให้แก่นักศึกษา ผ่านคอร์สการเรียนการสอนแบบปฏิบัติงานจริง พร้อมมอบโอกาสการฝึกงานในสายอาชีพด้านนวัตกรรมการศึกษาเพื่อดิจิทัล เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับตลาดงานในยุคดิจิทัล และนักศึกษายังมีโอกาสในการฝึกงานรวมไปถึงการเข้าทำงานกับบริษัทฯ รวมถึงบริษัทพาร์ทเนอร์ของหัวเว่ย

หลักสูตรวิศวกรรมระบบอัจฉริยะ (Intelligence Systems Engineering : ISE) นี้เป็นหลักสูตรระดับปริญญาตรี 4 ปี ปัจจุบันมีนักศึกษาที่กำลังศึกษาในรุ่นที่ 1 แล้วกว่า 20 คนและกำลังเปิดรับสมัครนักศึกษาในรุ่นถัดไป โดยสามารถติดตามข่าวสารของหลักสูตร ได้ที่ https://ratchaburi.kmutt.ac.th/teaching/intelligent-systems-engineering-course/ และ https://www.facebook.com/RCKMUTT

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

‘ม.มหิดล-UNDP’เตรียมขยายผลวิจัย สร้างความเข้าใจประเด็น‘เพศหลากหลาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736618

‘ม.มหิดล-UNDP’เตรียมขยายผลวิจัย สร้างความเข้าใจประเด็น‘เพศหลากหลาย’

‘ม.มหิดล-UNDP’เตรียมขยายผลวิจัย สร้างความเข้าใจประเด็น‘เพศหลากหลาย’

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สิ่งที่ยากจะเปลี่ยนแปลง คือ“ค่านิยม” ของคนในสังคม จึงนับเป็นความท้าท้ายสำหรับนักวิชาการไทยในการสร้างสรรค์งานวิจัยที่จะนำไปสู่การเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจรอช้า ซึ่ง รศ.ดร.ณัฐวุฒิ พิมพา ผู้ช่วยคณบดีด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability) และประธานสาขาการจัดการที่ยั่งยืน (Managing for Sustainability) วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)ได้เปิดเผยถึงการต่อยอดโครงการวิจัยสร้างเครื่องมือเพื่อความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายทางเพศ (Gender Toolkit for LGBTQ+ in Business)

โดยเริ่มต้นศึกษาจากภาคธุรกิจ เพื่อทลายกำแพงอุปสรรคของการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารของพนักงานที่มีความแตกต่างหลากหลายทางเพศ และจะได้มีการปรับใช้กับการบริหารจัดการของภาครัฐเพื่อมุ่งผลักดันสู่ระดับนโยบายต่อไป ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้สอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDG5 แห่งสหประชาชาติ ที่ว่าด้วยความเท่าเทียมทางเพศ (Gender Equality) ที่อาจส่งผลต่อการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งมีการเปิดกว้างในด้านดังกล่าวที่ชัดเจนกว่าในระดับชาติ

“เครื่องมือเพื่อความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายทางเพศที่สร้างนี้จัดทำเป็นคู่มือ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ในการบริหารบุคลากร สร้างความเข้าใจให้เกิดการยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย และปฏิบัติต่อเพศทางเลือกโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งรวมถึงการออกกฎระเบียบ และสวัสดิการต่างๆ ด้วยความเท่าเทียมกัน” รศ.ดร.ณัฐวุฒิ กล่าว

รศ.ดร.ณัฐวุฒิ มองว่าในการปรับเปลี่ยนจำเป็นต้องพิจารณาของบริบทของสังคมไทย ที่ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งการมุ่งผลในระยะยาวอาจต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ก่อนขยายผลให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างสมบูรณ์ในระดับนโยบาย และคาดว่าด้วย “พลังของคนรุ่นใหม่” จะทำให้การปรับตัวเพื่อการสร้างค่านิยมให้เกิดการยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางเพศตามการเปลี่ยนแปลงของโลกต่อไปไม่ใช่เรื่องยาก

เมื่อเร็วๆ นี้ รศ.ดร.ณัฐวุฒิ ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับมหาวิทยาลัยมหิดล จากการสามารถคว้ารางวัล Innovations that Inspire จากผลงาน “Gender Toolkit for LGBTQ+ in Business” ที่ได้ส่งเข้าประกวดในโครงการ 2023 Innovations that Inspire จัดโดย สถาบันการรับรองมาตรฐานการศึกษาทางด้านการบริหารธุรกิจ และการบัญชีในระดับสากล (AACSB – Association to Advance Collegiate Schools of Business)

โดยก้าวต่อไปคือการเตรียมพัฒนาสู่การจัดตั้งขึ้นเป็นหลักสูตร ภายใต้ความร่วมมือกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development : UNDP) ประเทศไทย หวังปลูกฝังคนไทยรุ่นใหม่ให้มีความรู้ความเข้าใจในวิถีของการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ด้วยจิตสำนึกแห่งการเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์!!

มหาวิทยาลัยมหิดล

ในหลวง โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯปัตตานี เชิญพวงมาลาหลวง วางหน้าหีบศพ สิบตำรวจโท พิจักษณ์ บัวแก้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736676

ในหลวง โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯปัตตานี เชิญพวงมาลาหลวง วางหน้าหีบศพ สิบตำรวจโท พิจักษณ์ บัวแก้ว

ในหลวง โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯปัตตานี เชิญพวงมาลาหลวง วางหน้าหีบศพ สิบตำรวจโท พิจักษณ์ บัวแก้ว

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 21.08 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯปัตตานี เชิญพวงมาลาหลวงไปวางหน้าหีบศพ สิบตำรวจโท พิจักษณ์  บัวแก้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟนาประดู่  เสียชีวิตจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ขณะปฏิบัติหน้าที่

11 มิถุนายน 2566 เวลา 14.00 น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้  นางพาตีเมาะ สะดียามู  ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เชิญพวงมาลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ  พระบรมราชินี  ไปวางที่หน้าหีบศพ สิบตำรวจโท พิจักษณ์  บัวแก้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟนาประดู่  ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณป้อมกั้นทางรถไฟ ถนนเพชรเกษม สาย 409 หมู่ที่ 6 ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี  เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2566 โดยตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา  เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรมหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี  สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร  พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม และโปรดให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เชิญพวงมาลาพระราชทาน และพวงมาลาประทาน วางที่หน้าหีบศพด้วย -009

อดีตคน ‘itv’ เชื่อ มีความพยายามเล่นงาน ‘พิธา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550894

12 มิ.ย. 2566

อดีตคน 'itv'  เชื่อ มีความพยายามเล่นงาน 'พิธา'

ว่าที่ สส. ก้าวไกล อดีตคน ‘itv’ ตั้งข้อสังเกต มีความพยายามคืนชีพสถานี เพื่อเล่นงาน ‘พิธา’ ไม่ให้เป็นนายกฯหรือไม่

ว่าที่ สส.ดอนเมือง พรรคก้าวไกล อดีตพนักงาน itv ไอทีวีเปิดจดหมายเลิกจ้างงาน ยืนยันว่าไม่ดำเนินกิจการและดำเนินธุรกิจสถานีโทรทัศน์ มาตั้งแต่ 8 มีนาคม 2550 การดำเนินธุรกิจเป็นเพียงการต่อสู้คดีตามกฎหมาย

มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินต้นที่ไอทีวีเคยประกอบกิจการเท่านั้น

ในฐานะอดีตคนไอทีวี เอกราช  อุดมอำนวย บอกว่ารู้สึกสะเทือนใจที่ไอทีวีตกเป็นเหยื่อทางการเมืองอีกครั้ง ในฐานะว่าที่ สส. ไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบตามสิทธิในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แต่ในฐานะอดีตคนไอทีวีรู้สึกเจ็บปวดที่ครั้งหนึ่งไอทีวีเคยตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง จนกระทั่งต้องปิดตัวลงไป

ภาพประกอบจากเฟซบุ๊กเอกราช อุดมอำนวยภาพประกอบจากเฟซบุ๊กเอกราช อุดมอำนวย

หุ้นไอทีวี ซี่งเคยเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถูกพักการซื้อขาย รวมทั้งยุติการเป็นสถานีโทรทัศน์หรือทำธุรกิจสื่อ ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีสมัยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มีมติให้ยกเลิกสัญญาสัมปทานเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 หรือ กว่า 16 ปี

และหยุดการซื้อขายมายาวนาน จนออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในปี 2557

แต่ขณะนี้กลับมีความพยายามที่จะทำให้ส่งผลในทางที่ไม่เป็นคุณกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล มีการแก้ไขเอกสารต่างๆ เพื่อยังทำให้เห็นว่าไอทีวียังทำธุรกิจสื่อ

รวมทั้งมีการทำหนังสือไปยังศาลปกครองสูงสุดเพื่อเร่งรัดคดีไอทีวี ให้ตัดสินภายในเดือนนี้ เพื่อให้มีผลบางอย่างทางกฎหมายกับนายพิธาโดยตรง


ไอทีวีกำลังถูกทำให้ฟื้นคืนชีพ มีจุดประสงค์เป็นเครื่องมือทางการเมืองอีกครั้ง เพื่อขัดขวางการทำหน้าที่ผู้แทนราษฏรและนายกรัฐมนตรีของนายพิธา ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

และอยากเรียกร้องหน่วยงานต่างๆให้ความเป็นธรรมกับนายพิธา และพิจารณาอย่างรอบคอบตามหลักของกฎหมายที่มีนิติรัฐและนิติธรรม  เป็นกรณีศึกษาอีกครั้งหรือไม่ว่า เจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญที่ห้ามถือครองหุ้นสื่อ

แท้ที่จริงเพื่อการป้องกันผลประโยชน์และส่วนได้เสียทางการเมือง หรือ ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่า

‘หุ้น itv’ พ่นพิษ บันทึกการประชุมเท็จมีโทษ ‘จำคุก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550892

12 มิ.ย. 2566

'หุ้น itv' พ่นพิษ บันทึกการประชุมเท็จมีโทษ 'จำคุก'

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เปิดโทษ ‘จำคุก’ บันทึกการประชุม ผู้ถือ ‘หุ้น itv’ เท็จ หลังข่าว 3 มิติ แย้งด้วยวีดีโอผู้เข้าร่วมประชุม

หลังข่าว 3มิติ เปิดวีดีโอบันทึกการประชุมผู้ถือหุ้น itvไม่มีข้อความตามที่ปรากฎในบันทึกการประชุมไอทีวี เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ สส.พรรคก้าวไกล ทวิตข้อความ
คนที่สั่งให้คุณทำความผิด ถึงเวลาเขาไม่ช่วยคุณหรอก มีแต่จะถีบหัวส่ง ให้ความผิดไม่พันมาถึงตัวเอง พร้อมระบุ เพิ่งจะเตือนไปหยกๆ ก็ไม่ฟังกันบ้าง

ก่อนหน้านั้น วิโรจน์ทวิตข้อความ เกี่ยวกับกรณี หุ้น itv อ้างถึง มาตรา 216 ในพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด มีเนื้อหาว่า การเปลี่ยนแปลง ตัดทอน เอกสารของบริษัท หรือลงข้อความเท็จ หรือไม่ลงข้อความสำคัญในเอกสารของบริษัท หรือที่เกี่ยวกับบริษัท

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 94 กรรมการต้องรับผิดร่วมกันเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วน

(1) การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความอันควรต้องแจ้ง
(2) การแสดงข้อความเท็จ หรือไม่ตรง
(3) การจัดทำงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุน รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นอันเป็นเท็จ

นับใหม่แปดริ้วปม ‘บัตรไม่เลือกใคร’ นับคะแนนใหม่ ให้เป็น ‘บัตรเสีย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550886

11 มิ.ย. 2566

นับใหม่แปดริ้วปม ‘บัตรไม่เลือกใคร’ นับคะแนนใหม่ ให้เป็น ‘บัตรเสีย’

ไม่คลายสงสัย นับคะแนนใหม่ แปดริ้ว ผลขัดแย้งกับการนับคะแนนครั้งแรก หลังจำนวน ‘บัตรไม่เลือกใคร’ เป็น บัตรเสีย ‘ผอ.กกต.แปดริ้ว’ แจง กปน.ชุดเดิมวินิจฉัยผิดพลาด ผู้ใช้สิทธิเลือกเกิน 2 ช่อง ทำให้เป็นบัตรเสีย

นายธนกฤต นาคจารุพงษ์ ผอ.กกต.ฉะเชิงเทรา ได้กล่าวถึงผลการนับคะแนนใหม่ ระบบเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.ฉะเชิงเทรา ตามคำสั่งของนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ในหน่วยเลือกตั้งที่ 4 ภายในโรงอาหารโรงเรียนก้อนแก้ววิทยา ม.4 ต.ก้อนแก้ว อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา ผลการนับคะแนนใหม่ออกมาตั้งแต่ช่วงเช้า

ปรากฏว่า ยังคงมีข้อสงสัยเกิดขึ้นในสังคมเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง “ไม่ประสงค์เลือกพรรคการเมืองใด” ที่มีจำนวนลดลงจากเดิม 10 บัตรเหลือเพียง 2 บัตรว่า การนับคะแนนในครั้งนี้เป็นการนับกันไปอย่างช้าๆ และละเอียดที่สุดแล้ว และทางตนเองพร้อมด้วยผู้สังเกตการณ์หลายฝ่าย รวมทั้งสื่อมวลชน ได้มานั่งเฝ้าสังเกตุการณ์ด้วยตนเองตั้งแต่ต้น

บัตรสีเขียว เป็นบัตรเลือกตั้งสส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือ สส.ปาร์ตี้ลิสต์บัตรสีเขียว เป็นบัตรเลือกตั้งสส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือ สส.ปาร์ตี้ลิสต์

ส่วนข้อผิดพลาดนั้น ผอ.กกต.ฉะเชิงเทรา อธิบายว่า อาจเป็นไปได้ว่า กปน.อาจวินิจฉัยผิดพลาด ระหว่างการนับคะแนนในครั้งแรก ที่มีบัตรเลือกตั้งที่กาลงในช่องไม่ประสงค์เลือกพรรคการเมืองใด และยังไปกาลงในช่องเลือกพรรคการเมืองอีกแห่งหนึ่งด้วย

การนับคะแนนใหม่ การนับคะแนนใหม่

เมื่อเจ้าหน้าที่ต้องทำการนับคะแนนและทำการวินิจฉัยอย่างรวดเร็วในวันนับคะแนนหลังการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 ที่ผ่านมาอย่างเร่งรีบ ภายใต้ความกดดันของผู้ที่มายืนเฝ้ารอคอยดูผลคะแนน หรืออาจมีความเหนื่อยล้าจนมองพลาดไปไม่ทั่วทั้ง 2 ช่อง

นับคะแนนใหม่ พบผู้ใช้สิทธิกากบาทเกิน 2 ช่อง

เมื่อเห็นกากบาทที่กาลงในช่องไม่ประสงค์เลือกพรรคการเมืองใดเพียงช่องเดียวจึงได้ขานไปตามนั้น แต่ข้อเท็จจริงแล้วมีการกากบาทเกินเป็น 2 ช่อง ซึ่งบัตรลงคะแนนใบนี้จะต้องเป็นบัตรเสีย และเมื่อนำกลับมานับคะแนนใหม่อย่างละเอียด บัตรดังกล่าวจึงกลายเป็นบัตรเสีย ซึ่งถือว่าถูกต้องแล้ว 

นายธนกฤต นาคจารุพงษ์ ผอ.กกต.ฉะเชิงเทรา เฝ้าสังเกตการณ์นับคะแนนใหม่ ตลอดเวลานายธนกฤต นาคจารุพงษ์ ผอ.กกต.ฉะเชิงเทรา เฝ้าสังเกตการณ์นับคะแนนใหม่ ตลอดเวลา

นอกจากนี้ยังพบว่ามีบัตรว่างเปล่าที่ไม่ได้มีการกากบาทลงในช่องใดเลย จึงอาจทำให้เจ้าหน้าที่ขานผิดออกไปว่าไม่ประสงค์ที่จะเลือกพรรคการเมืองใด 

นายธนกฤต นาคจารุพงษ์ ผอ.กกต.ฉะเชิงเทรา นายธนกฤต นาคจารุพงษ์ ผอ.กกต.ฉะเชิงเทรา

ทั้งที่บัตรดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นบัตรเสีย จึงอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เมื่อมีการนำมานับคะแนนใหม่อย่างละเอียด และมีการวินิจฉัยใหม่แล้วจึงพบว่าบัตรไม่ประสงค์เลือกพรรคการเมืองใด จึงมีจำนวนเปลี่ยนไป เพราะได้กลายไปเป็นบัตรเสียแล้ว 

ขณะเดียวกันในวันนับคะแนนหลังการปิดหีบเลือกตั้ง66 เมื่อเกิดมีข้อสงสัยแล้ว ไม่สามารถนำกลับมานับซ้ำหรือนับใหม่ได้ เนื่องจากการนับคะแนนสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเท่าเดิม คือ 427 คนจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเท่าเดิม คือ 427 คน

“จากการนับคะแนนรวมทั้งสองครั้ง ยังคงมีจำนวนผู้ออกมาแสดงตนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จำนวนเท่าเดิม คือ 427 คน จึงไม่มีเหตุอันส่อไปในทางที่จะมีการทุจริตการเลือกตั้งแต่อย่างใด” ผอ.กกต.ฉะเชิงเทรา กล่าวสรุป

โดยสนทะนาพร อินจันทร์ ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ฉะเชิงเทรา

ธนกร โต้แทน ‘กกต.’ ปม พิธา ขาดคุณสมบัติ – ปัดเตะตัดขาสกัดหัวหน้าพรรคก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550883

11 มิ.ย. 2566

ธนกร  โต้แทน 'กกต.'  ปม พิธา ขาดคุณสมบัติ - ปัดเตะตัดขาสกัดหัวหน้าพรรคก้าวไกล

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ธนกร วังบุญคงชนะ ทำหน้าที่แทนกระบอกเสียง “กกต.” ชี้แจงการดำเนินการกับ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ” พรรคก้าวไกล ขาดคุณสมบัติ เรื่องนี้สู้กันด้วยข้อเท็จจริง ไม่มีเตะตัดขา ท่องบทสวด ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

นายธนกร  วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. )ได้สั่งให้สืบสวนไต่สวนประเด็นที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล  ขาดคุณสมบัติ แต่ยังลงสมัครสส.   ตามมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส.   ส่วนตัวมั่นใจว่า “กกต.”  ยึดถือปฏิบัติตามหลักกฎหมาย ตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง ใช้อำนาจหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม  มั่นใจว่าไม่มีการเล่นเกมการเมือง หรือกระบวนการเตะตัดขาอย่างที่หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์

 หากผลวินิจฉัยของ “กกต.” และศาล ออกมาเป็นที่สุดอย่างไร ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และที่สำคัญหาก กกต. ไม่ดำเนินการเมื่อพบความผิด ก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ต้องถูกฟ้องร้องเอาผิดด้วยเช่นกัน ดังนั้นต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันทุกคน  การที่กลุ่มผู้สนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล รวมถึงคนในพรรคก้าวไกล ออกมาเคลื่อนไหวกดดันไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) เห็นว่าไม่ถูกต้อง 

“อย่าเอากฎหมู่ อยู่เหนือกฎหมาย เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ การปลุกระดมมวลชนออกมาบนท้องถนนเพื่อกดดันการตรวจสอบนั้น จะยิ่งทำให้สถานการณ์เพิ่มความขัดแย้งมากขึ้นไปอีก แน่นอนว่า 14 ล้านเสียง ที่เลือกพรรคก้าวไกลมานั้นคาดหวังอยากให้นายพิธาได้เป็นนายกฯ ขอส่งกำลังใจให้พรรคอันดับหนึ่ง  และว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ต้องว่าไปตามกฎหมาย เพราะคนไทยทั้ง 70 ล้านคน อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกัน ผลออกมาเป็นอย่างไร ก็ต้องยอมรับ” นายธนกร  ระบุ 

‘ชวลิต’ เผยงานวิจัยคนชายแดนใต้เห็นด้วย ‘น้อยที่สุด’ ปกครองแบบอิสระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550879

11 มิ.ย. 2566

'ชวลิต' เผยงานวิจัยคนชายแดนใต้เห็นด้วย 'น้อยที่สุด' ปกครองแบบอิสระ

‘ชวลิต’ เผยงานวิจัย ‘สถาบันพระปกเกล้า’ พบคนชายแดนใต้เห็นด้วย ‘น้อยที่สุด’ ปกครองแบบอิสระ อยากเห็นปกครองแบบกระจายอำนาจ ‘พรรคไทยสร้างไทย’ เสนอเพิ่มความกระชับมิตรต่างประเทศเพื่อสันติภาพ

เป็นประเด็นกันอย่างมากหลังสัมมนาทางวิชาการที่ มอ.ปัตตานี มีการเสนอทำประชามติเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแบ่งแยกดินแดน ล่าสุดนายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมการยุทธศาสตร์ พรรคไทยสร้างไทย 1 ในคณะทำงานย่อยแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ เปิดผลวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า พบว่า ชาวบ้าน “เห็นด้วยน้อยที่สุด” กับการปกครองที่เป็นอิสระจากประเทศไทย 

นายชวลิต เห็นว่า การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทุกภาคส่วนควรอดทน ละเอียด รอบคอบต่อการแก้ไขปัญหา ระวังอย่าเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวส่งผลให้ปัญหาบานปลายเหมือนเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต จึงมีข้อสังเกตต่อแนวทางการแก้ไข 2 ประการ 


1. สถาบันพระปกเกล้า โดย พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาส ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า  เคยทำงานวิจัยแนวทางแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยใช้ชื่องานวิจัยนั้นว่า  PEACE SURVEY ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ถึง 5 ครั้ง ในครั้งที่ 5 สำรวจความเห็นระหว่างเดือนกันยายน – ตุลาคม 2562


ความเห็นประชาชนถึง “รูปแบบการปกครองที่ต้องการ” พบว่า รูปแบบการปกครองที่เป็นอิสระจากประเทศไทย เป็นรูปแบบที่ประชาชนต้องการ “น้อยที่สุด”

ส่วนรูปแบบการปกครองที่ประชาชนต้องการมากที่สุด คือ รูปแบบการปกครองที่มีการกระจายอำนาจมากขึ้น ด้วยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย (เอกสารงานวิจัย หน้าที่ 68)

ข้อสังเกตในประเด็นนี้ คือ ความคิดเห็นของประชาชนในการเป็นอิสระจากประเทศไทยนั้น “มี แต่น้อย” ดังนั้นถ้าไม่ปรับนโยบายและยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหา ปล่อยให้ปัญหาความไม่สงบ ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความยากจนและความอยุติธรรม เป็นปัญหาที่จมลึกอย่างต่อเนื่องยาวนานไปมากกว่านี้ ก็จะกระทบและสร้างความเสียหายต่อการพัฒนาประเทศโดยภาพรวมมากขึ้น ๆ

2. คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ทำการศึกษาเรื่อง แนวทางสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อการพัฒนาสร้างสันติสุขและประชาธิปไตย ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และบรรจุอยู่ในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่การพิจารณาไม่ถึง ระเบียบวาระหมดสมัยประชุมไปก่อน

บทสรุปของคณะกรรมาธิการฯต่อการแก้ไข คือ ปรับนโยบายและยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหา โดยใช้นโยบายเศรษฐกิจ การเมืองนำการทหาร และน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาปรับใช้อย่างจริงจัง

นายชวลิต วิชยสุทธิ์นายชวลิต วิชยสุทธิ์

นายชวลิต กล่าวต่อว่า ประการสำคัญเวลาของความขัดแย้ง ความไม่สงบยืดเยื้อยาวนานเกือบ 20 ปีติดต่อกัน สร้างความเสียหายต่อชีวิต จิตใจ ทรัพย์สิน ทั้งของประชาชนและทางราชการมากมาย ถึงเวลาที่จะให้ “อภัย” ต่อกัน โดยหลักศาสนาทั้งพุทธและมุสลิม นำคำสั่งสำนักนายกรัฐมนครี ที่ 66/2523 มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์

พรรคไทยสร้างไทยได้นำงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าและรายงานของคณะกรรมาธิการดังกล่าวมาปรับใช้มีไทม์ไลน์ในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ ระยะเร่งด่วน ระยะปานกลาง และระยะยาว โดยระยะยาวเป็นขั้นตอนการกระจายอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้าพรรค และ ดร.โภคิน พลกุล ประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรค เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไขปัญหาทั้ง 3 ขั้นตอนดังกล่าวและยังแนะนำให้เพิ่มมิติด้านการต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับการประสานกับมิตรประเทศที่จะร่วมกันสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาค ซึ่งจนได้แจ้งต่อที่ประชุมคณะทำงานย่อย ฯ ในการประชุมครั้งแรกที่พรรคก้าวไกล เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาแล้ว และจะติดตามในการประชุมครั้งที่สอง ในวันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน 2566 ณ พรรคประชาชาติต่อไป 

ผลการนับคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 7 มีนบุรี ก้าวไกลยังยืนหนึ่ง 315 คะแนน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550877

11 มิ.ย. 2566

ผลการนับคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 7 มีนบุรี ก้าวไกลยังยืนหนึ่ง 315 คะแนน

ผลการนับคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 7 เขตเลือกตั้งที่ 18 แขวงแสนแสบมีนบุรีใช้เวลา 2 ชั่วโมง ผลคะแนนตรงกันทั้งหมดพบ 2 คะแนนที่หายไป อยู่ในส่วน 2 ใบไม่ประสงค์ลงคะแนน

จากกรณี นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ลงนามในคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ หลัง กกต.ได้รับรายงาน ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง  แล้วปรากฏว่าการนับคะแนนไม่ถูกต้อง เนื่องจากผลคะแนนไม่ตรงจำนวนผู้มาใช้สิทธิ จึงสั่งให้นับคะแนนใหม่ ใน 47 หน่วยเลือกตั้ง ใน 16 จังหวัด  โดยให้นับคะแนนใหม่ในวันอาทิตย์ที่  11  มิ.ย.

ในส่วนของกรุงเทพมหานคร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 3 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 3 หน่วย

โดยหนึ่งในหน่วยแบบแบ่งเขตที่ต้องนับคะแนนใหม่ คือหน่วยเลือกตั้งที่ 7 แขวงแสนแสบ  เขตมีนบุรี   เขตเลือกตั้งที่ 18  นับคะแนนที่ศาลาประชาคมเมืองมีนถิ่นทอง สำนักงานเขตมีนบุรี เวลา 15.00 น.

ผลการนับคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 7 มีนบุรี ก้าวไกลยังยืนหนึ่ง 315 คะแนน

สำหรับ หน่วยเลือกตั้งที่ 7 เขตเลือกตั้งที่ 18 เฉพาะแขวงแสนแสบเขตมีนบุรีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 895 คนมาใช้สิทธิ์ 668  จำนวนบัตรดี 628 ใบบัตรเสีย 9 ใบไม่ประสงค์ลงคะแนนเดิมจำนวน 29 ใบ

ผลการนับคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 7 มีนบุรี ก้าวไกลยังยืนหนึ่ง 315 คะแนน

การนับคะแนนครั้งแรกวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ลงคะแนนไว้จำนวน 666 คะแนน หลังจากทำการนับคะแนนใหม่ในรอบที่ 2 พบบัตรไม่ลงคะแนนเพิ่มเติม 2 ใบเท่ากับจำนวนที่หายไป 2 คะแนน

สำหรับผลการนับคะแนนใหม่ของหน่วยเลือกตั้งที่ 7 ปรากฏว่า จำนวนคะแนนของผู้สมัครที่ได้ในรอบแรกมีจำนวนตรงกัน 

ผลการนับคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 7 มีนบุรี ก้าวไกลยังยืนหนึ่ง 315 คะแนน

โดยนายธีรชัยชัย พันธุมาศ เบอร์ 8 พรรคก้าวไกล ได้คะแนน 315 คะแนน

นายวุฒิภัทร คำประกอบ เบอร์ 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้คะแนน 121 คะแนน

ผลการนับคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 7 มีนบุรี ก้าวไกลยังยืนหนึ่ง 315 คะแนน

นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ เบอร์ 15 พรรคเพื่อไทย ได้คะแนน 105 คะแนน 

นายพีระพงษ์ รัสมี พรรคพลังประชารัฐ ได้ 35 คะแนน

ผลการนับคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 7 มีนบุรี ก้าวไกลยังยืนหนึ่ง 315 คะแนน

นายอนันต์ ฤกษ์ดี เบอร์ 9 พรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนน 18 คะแนน

นายธีรวิทย์ วงศ์เพชร พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 7 ได้ 9 คะแนน 

นายชาย มาลี พรรคเพื่อชาติ เบอร์ 10 ได้ 3 คะแนน


ขณะที่ น.ส.วริณดา คงตาละนันท์ พรรคชาติพัฒนากล้า เบอร์ 2 พ.ต.ท. วาทิศ ธนกิจกาศมณี พรรคไทยสร้างไทย เบอร์ 12 และ นายสมเกียรติ์ ขุนบุญจันทร์ พรรคไทยภักดี เบอร์ 13 ได้คนละ 5 คะแนน


ด้าน นางพรวิไล รักชลธี พรรคแนวทางใหม่ เบอร์ 11 นายสำคัญต่อชาติ เอี่ยมอ่ำ พรคเสรีรวมไทยเบอร์ 14 และนายสุรชาติ โต๊ะเฮ พรรคทางเลือกใหม่เบอร์ 6 ได้คนละ 2 คะแนน

และนายพันธุ์ปิติ โพธิ์วิจิตร พรรคชาติไทยพัฒนาได้ 1 คะแนน