ไทยสพิริท อินดัสทรีกระแสตอบรับล้นหลามใน THAIFEX-Anuga Asia 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/736265

ไทยสพิริท อินดัสทรีกระแสตอบรับล้นหลามใน THAIFEX-Anuga Asia 2023

ไทยสพิริท อินดัสทรีกระแสตอบรับล้นหลามใน THAIFEX-Anuga Asia 2023

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.47 น.

บริษัท ไทย สพิริท อินดัสทรี จำกัด หรือ TSIหนึ่งในผู้นำตลาดของประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตจัดจำหน่าย และเป็นผู้ให้บริการด้าน OEM เครื่องดื่มในรูปแบบ RTDผู้ที่มุ่งมั่นจะส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในประเทศไทยให้เทียบเท่าระดับสากลจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมานานกว่า 30 ปีธุรกิจหนึ่งในเครือของผู้บริหารมากความสามารถระดับแถวหน้าของประเทศไทยอย่าง“จี๊บ เทพอาจ กวินอนันต์”ร่วมนำเสนอความยิ่งใหญ่สนับสนุนอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของไทยออกสู่สายตาระดับนานาชาติเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยในมหกรรมงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งเอเชีย THAIFEX-Anuga Asia 2023” ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี

ภายในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2023” ทาง ไทย สพิริท อินดัสทรีร่วมด้วยกลุ่มบริษัทในเครือได้แก่บริษัท รอยัล เกทเวย์ จํากัด,บริษัท มาร์ดี คราฟท์ จำกัดและ อุดมคติ บริววิ่ง อะคาเดมี่ได้ยกทัพสินค้าโชว์ศักยภาพผู้นำการผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มอันดับต้นๆ ของประเทศไทย จัดเต็มทั้งบูธที่มาในรูปแบบของคลับบาร์สุดหรูพร้อมจัดแสดงเครื่องดื่มแบรนด์ที่ผลิตและจัดจำหน่ายให้ได้ชิมอย่างคับคั่ง อาทิเช่นFull Moon, Geon-Bae, EDEN,VOLA, Fusion, NADIN,Hoshi, Wishz,ขุนแผนพลายแก้วเจ้าสังข์ทอง และ M๓๒เป็นต้นรวมถึงสินค้าที่รับจ้าง OEM ผลิตให้กับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในไทย อาทิเช่น Smirnoff ice, Suntory Horoyoi

โดยในงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ลักษณวิศิษฏ์เข้าเยี่ยมชมบูธโดยในปีนี้ บริษัท ไทย สพิริท อินดัสทรี จำกัดได้มุ่งเน้นไปที่การนำเสนอศักยภาพผู้ผลิตเครื่องดื่มไทยสู่ตลาดสากล ทั้งนี้ยังได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย เวียดนาม ฮ่องกง สิงคโปร์เข้าร่วมชมบูธและติดต่อเพื่อเป็นคู่ค้าธุรกิจกับ TSI ในอนาคต

จี๊บ เทพอาจ กวินอนันต์ เผยว่า ทาง TSI ขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการที่ให้ความสนใจ ให้การตอบรับ และมาดูงานที่บูธของเราอย่างต่อเนื่องตลอดทุกวัน ไม่เพียงแค่ลูกค้าที่เป็นคู่ค้ากันอยู่แล้ว ปีนี้ได้รับความสนใจสูงมากขึ้นกับกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ที่กำลังมองหาโรงงานคุณภาพมาตรฐานระดับสากลในการ OEM เครื่องดื่มแบรนด์ของตนเอง และเราพร้อมที่จะให้การสนับสนุน ให้การปรึกษา ในทุกขั้นตอนจนออกมาเป็นแบรนด์ และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มคุณภาพที่ตอบโจทย์ตลาด และเรามุ่งมั่นตั้งใจในการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมผลิตเครื่องดื่มที่ใส่ใจทุกกระบวนการการผลิต เพื่อมอบสินค้าที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าและคู่ค้าของเรา เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เป็นตัวขับเคลื่อนหนึ่งสำคัญของเศรษฐกิจไทย’

ซึ่ง ณ ปัจจุบัน TSI นำความภาคภูมิใจสู่ไทยในฐานะผู้นำของวงการผลิตเครื่องดื่มไทย โดยได้ทำการส่งออกไปแล้วกว่า 10 ประเทศได้แก่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เมียนมาร์ เวียดนาม กัมพูชา ไนจีเรีย ฯลฯด้วยผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ป้อนสู่ตลาดไม่น้อยกว่า50SKUs และมีเป้าหมายขยายฐานการส่งออกไปยังประเทศใหม่ๆ ที่ทางไทย สพิริทฯ มุ่งเป้าเป็นคู่ค้า

ฝันเป็นจริง! ‘เจนนี่ รัชนก’ถอยรถหรูเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/736253

ฝันเป็นจริง! 'เจนนี่ รัชนก'ถอยรถหรูเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเอง

ฝันเป็นจริง! ‘เจนนี่ รัชนก’ถอยรถหรูเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเอง

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.23 น.

9 มิ.ย.66 เป็นอีกหนึ่งนักร้องสุดสู้ชีวิตที่ประสบความสำเร็จสุดๆ สำหรับนักร้องสาว “เจนนี่ รัชนก สุวรรณเกตุ” หรือ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ล่าสุดเจ้าตัวก็โชว์ความอู้ฟู่ ขอทำตามความฝันอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือการซื้อรถคันใหม่ สวยหรู Porsche Taycan รถไฟฟ้าสปอร์ตคาร์ 4 ประตู ราคาเริ่มต้นที่ 6,190,000 บาท เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดล่วงหน้าให้ตัวเอง

โดยเธอได้โพสต์ภาพตัวเอง พร้อมสามี “ยิว ฉัตรมงคล” และลูกสาว “น้องยูจิน” กับรถหรูคันใหม่สีชมพู ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว ด้วยแคปชั่นว่า “ฝันให้ไกล ไปให้ถึง ที่ทำงานหนักเหมือนเป็นหนี้ ก็เพื่อสิ่งนี้เลยค่ะ เจอกันเร็วๆ นี้ ลูกสาวคันใหม่ ของแม่เจน ของขวัญวันเกิดล่วงหน้าให้ตัวเองในปีนี้”

.-011

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FJenny2538%2Fposts%2Fpfbid02zG8mjzcqeDewd1nsFi6b3J6YiUp5pMqTeQAxKXrQqLBtDGCbjULhBmXv2BNkKPzdl&show_text=true&width=500

บอร์ด กกส.หนุนจัดการศึกษา เชื่อม Career Path รองรับคนเก่งพลังกิฟต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736369

บอร์ด กกส.หนุนจัดการศึกษา เชื่อม Career Path รองรับคนเก่งพลังกิฟต์

บอร์ด กกส.หนุนจัดการศึกษา เชื่อม Career Path รองรับคนเก่งพลังกิฟต์

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 22.02 น.

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 2/2566 ร่วมกับกรรมการสภาการศึกษา (กกส.) โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการสภาการศึกษา ร่วมหารือข้อเสนอการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ พร้อมทบทวนและปรับปรุงแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560 – 2579

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า การจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ (Gifted Education) เป็นดัชนีบ่งชี้แนวโน้มความเจริญหรือสมรรถนะของประเทศในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมามีการสนับสนุนอย่างชัดเจนในด้านวิทยาศาสตร์ แต่พบว่าเยาวชนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งเมื่อเรียนจบแล้วไม่มีงานทำในประเทศ หรือทำงานที่ไม่ตรงสายหรือไม่เต็มตามศักยภาพ กกส.จึงเสนอให้มีการจัดทำเส้นทางความรู้และเส้นทางอาชีพ (Learning Path – Career Path) ให้ประเทศได้รับประโยชน์จากสมรรถนะของผู้มีความสามารถพิเศษอย่างแท้จริง รวมถึงเร่งส่งเสริมสาขาอื่นๆ โดยเฉพาะงบประมาณด้านอุปกรณ์กีฬา ศิลปะ และการดนตรี ซึ่งเป็นสาขาที่มีคุณค่าทางสังคมและอิทธิพลทางวัฒนธรรม (Soft Power) ทั้งนี้อาจต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจน ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะหน่วยงานราชการเพื่อให้มีความคล่องตัวสูง เบื้องต้นที่ประชุมมีมติให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดทำแผนการส่งเสริมการจัดการศึกษาฯ ให้ครอบคลุมตั้งแต่ระบบการคัดกรอง การพัฒนา และการใช้ความเชี่ยวชาญจากผู้มีความสามารถพิเศษ เพื่อนำเสนอ กกส.ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาความเห็นชอบต่อไป

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า จากการติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติฯ ในช่วง 5 ปี (พ.ศ.2560 – 2564) พบว่ายังมีหลายประเด็นต้องเร่งแก้ไข อาทิ ผลการทดสอบ PISA การเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้เรียนรายบุคคล นอกจากนี้ มีข้อสังเกตว่าตัวชี้วัดตามเป้าหมายของแผนการศึกษาแห่งชาติฯ มีจำนวน 53 ตัวชี้วัด ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างมากและบางตัวชี้วัดต้องปรับใหม่ให้สอดคล้องกับการยกเลิกใช้ผลคะแนนสอบ O-NET ในการตัดสินผลการเรียน สกศ.จึงเสนอให้ควรปรับตัวชี้วัดที่เน้นการวัดข้อมูลเชิงปริมาณเป็นหลัก ส่วนตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ ควรใช้การวัดผลที่เน้นเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์สำคัญแบบ OKRs (Objective and Key Results) มาช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินงานได้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของแผนฯ อีกทั้งจะมีการพัฒนา Big Data เพื่อรายงานผลอย่งเป็นระบบและเผยแพร่ผลการประเมินให้สาธารณชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง

– 006

‘ธนกร’ติดตามความคืบหน้าประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ’สมเด็จพระสังฆราช’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736301

'ธนกร'ติดตามความคืบหน้าประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ'สมเด็จพระสังฆราช'

‘ธนกร’ติดตามความคืบหน้าประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ’สมเด็จพระสังฆราช’

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.50 น.

“ธนกร”ติดตามความคืบหน้าการประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2566 เร่งหน่วยงานต่างๆสร้างการรับรู้พระกรณียกิจ หลักธรรมคำสอน สร้างการรับรู้ในวงกว้าง

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ณ ห้องประชุม 203 กรมประชาสัมพันธ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมีกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐ และสื่อมวลชน เข้าร่วม

นายธนกร กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าการประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งเหลือเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ก็จะถึงวันจัดงานพิธี ในวันที่ 26 มิถุนายน 2566 และขอให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเร่งเผยแพร่เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง อาทิ หลักธรรมคำสอนของพระองค์ ตลอดจนพระกรณียกิจที่สำคัญ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง

นายธนกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติที่น่าสนใจ อาทิ โครงการบรรพชาอุปสมบทถวายพระกุศล สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2566 ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยผู้ร่วมบรรพชาอุปสมบท เป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักศึกษา และประชาชน จำนวน 97 คน โดยจะมีพิธีปลงผมและพิธีรับประทานผ้าไตรและเข้ารับประทานพระโอวาทจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน 2566 ตั้งแต่เวลา 08.30 น.เป็นต้นไปจนเสร็จพิธี ณ วัดราชบพิธสถิตสีมาราม และ ในวันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน 2566  เวลา 08.30 น.เป็นต้นไป ประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบทตามโครงการฯ ณ วัดราชบพิธสถิตสีมาราม วัดพระยายัง และวัดบุรณศิริมาตยาราม

นอกจากนี้ ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆ ปริณายก ในวันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2566 เวลา 07.30 น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

“ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกันประชาสัมพันธ์และขอให้ดำเนินการต่อไปอย่างเข้มข้น ทั้งนี้คณะกรรมการได้จัดทำช่องทางให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารและการจัดกิจกรรมต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ : https://www.prd.go.th/th/page/item/index/id/85 โดยลิงค์เข้าไปที่เว็บไซต์ กรมประชาสัมพันธ์ : www.prd.go.th และ Facebook 96 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่น่าเชื่อถือมาให้ประชาชนรับรู้ และเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” นายธนกร กล่าว

– 006

‘มรภ.ราชนครินทร์’จับมือวิทยาลัยเวียดนาม ขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736296

‘มรภ.ราชนครินทร์’จับมือวิทยาลัยเวียดนาม ขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการ

‘มรภ.ราชนครินทร์’จับมือวิทยาลัยเวียดนาม ขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการ

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.36 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (RRU) ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ ร่วมกับวิทยาลัย Baria – Vungtau  College of Education (BVCE) ประเทศเวียดนาม เพื่อขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการ พร้อมกับกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาของทั้งสองสถาบันการศึกษา

9 มิถุนายน 2566 ที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์  อ.เมืองฉะเชิงเทรา ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU)  ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (RRU) โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดี และ วิทยาลัย Baria – Vungtau (บาเรีย วุงเต่า) College of Education (BVCE) ประเทศเวียดนาม นำโดย ดร.ฟาม หง็อก ซอน นายกสภาวิทยาลัย BVCE ซึ่งมีคณะผู้บริหารของทั้งสองสถาบันการศึกษา เข้าร่วมในพิธี

รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ มีกิจกรรมร่วมกับวิทยาลัย Baria – Vungtau (บาเรีย วุงเต่า) College of Education (BVCE) มาก่อนหน้านี้ อาทิ  การส่งนักศึกษาไทยฝึกสอนภาษาไทยให้แก่นักศึกษาเวียดนาม นักศึกษาเวียดนามเดินทางมาฝึกสอนภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ รวมไปถึงโครงการ Host Family ซึ่งเป็นโครงการที่นักศึกษาเวียดนามเดินทางมาประเทศไทย และพักบ้านของนักศึกษาไทย โดยใช้ชีวิตร่วมกับนักศึกษาไทย เพื่อเป็นกระตุ้นในการใช้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยและนักศึกษาเวียดนามในการสื่อสารจริงในชีวิตประจำวัน ตลอดจนโครงการค่ายแม่โขงและค่ายอาเซียน เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ และสถาบันการศึกษาต่างประเทศ 

สำหรับการลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสานสัมพันธ์ความร่วมมือทางวิชาการ ขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการ พร้อมกับกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาของทั้งสองสถาบันการศึกษาได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงานวิจัยซึ่งกันและกัน  และการตีพิมพ์งานวิจัย การพัฒนาและดำเนินการเปิดหลักสูตรร่วม การจัดหลักสูตรระยะสั้น การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การแลกเปลี่ยนบุคลากรทางด้านวิชาการ ตลอดจนการร่วมจัดหานักศึกษาระหว่างสถาบันการศึกษาทั้งสองแห่ง

ทางด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ทิพย์วิมล วังแก้วหิรัญ คณบดีคณะครุศาสตร์ กล่าวว่าหลังจากการลงนามความร่วมมือแล้ว คณะครุศาสตร์จะมีโครงการพัฒนานักศึกษาครูเรียนรู้วิถีอาเซียน ในช่วงระหว่างวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2566 โดยจะเชิญผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศ รวมทั้ง Baria-Vungtau (บาเรีย วุงเต่า)  College of Education เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมซึ่งกันและอีกด้วย   นอกจากนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏราชราชนครินททร์ จะขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการไปยังสาขาวิชาอื่นๆ ซึ่งสาขาวิชาภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยจะมีการพูดคุยหารือแนวทางการแลกเปลี่ยนนักศึกษาเวียดนามกับคณะผู้บริหารของวิทยาลัย Baria – Vungtau (บาเรีย วุงเต่า)  College of Education เพื่อมาศึกษาในหลักสูตรภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในรูปแบบหลักสูตร 2+2 และอาจจะมีการแลกเปลี่ยนอาจารย์ไทยไปสอนภาษาไทย ณ ประเทศเวียดนาม ต่อไปในอนาคต

วช. จับมือ ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมเครือข่ายวิจัยภาคใต้ จัด มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 12

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736264

วช. จับมือ ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมเครือข่ายวิจัยภาคใต้ จัด มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 12

วช. จับมือ ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมเครือข่ายวิจัยภาคใต้ จัด มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 12

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.45 น.

วช. จับมือ ม.วลัยลักษณ์ และ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมเครือข่ายวิจัยภาคใต้ เตรียมจัด “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค 2566 ครั้งที่ 12” ชูแนวคิด “ภาคใต้โมเดล” นำงานวิจัยพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน 

วันที่ 8 มิถุนายน 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยภาคใต้ จัดงานแถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 (Regional Research Expo 2023) ครั้งที่ 12” ภายใต้แนวคิด “วิจัย นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ภาคใต้โมเดล” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 มิถุนายน 2566 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ จังหวัดนครศรีธรรมราช 

การแถลงข่าวมุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมในการพัฒนาท้องถิ่นภาคใต้ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน และ ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมกับนายสมพงษ์ มากมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมแถลงข่าวการเตรียมจัดงานดังกล่าวในปลายเดือนมิถุนายน 2566 นี้ ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สำหรับ “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 (Regional Research Expo 2023) ครั้งที่ 12” ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 มิถุนายน 2566 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับเกียรติจากท่าน ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มาเป็นประธานเปิดงานฯ ซึ่งวช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้เริ่มจัดมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ (Thailand Research Expo) ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีระดับชาติในการแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมและกิจกรรมการวิจัยที่มีคุณภาพของหน่วยงานเครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ เพื่อมุ่งหวังให้ผลงานวิจัยและกิจกรรมการวิจัยได้เผยแพร่สู่ผู้ใช้ประโยชน์ ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายขอบเขตของการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยในภูมิภาคต่างๆ จึงได้กำหนดให้มีการจัดงานนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศด้วย ทั้งนี้ การจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค (Regional Research Expo)” ได้ดำเนินการจัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 – ถึงปัจจุบัน ซึ่งได้หมุนเวียนการจัดงานไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ โดยมีมหาวิทยาลัยในแต่ละภูมิภาค เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงาน โดยการสนับสนุนของ วช. 

ทั้งนี้ งาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค (Regional Research Expo)” ครั้งที่ 12  กำหนดจัดขึ้นในภาคใต้ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์  เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน ภายใต้แนวคิด “วิจัย นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ภาคใต้โมเดล” เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมในการพัฒนาท้องถิ่นภาคใต้ โดยใช้การวิจัยพัฒนาเชิงพื้นที่และสร้างเศรษฐกิจภูมิภาคบริหารจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืนและต่อเนื่องไปสู่อนาคตต่อไป

นายสมพงษ์ มากมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมีความยินดีและพร้อมให้การสนับสนุน วช. และ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในการดำเนินการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 (Regional Research Expo 2023)” ครั้งที่ 12 ที่กำหนดจัดระหว่างวันที่ 28 – 30 มิถุนายน 2566 ถือเป็นโอกาสอันดี ที่พี่น้องชาวนครศรีธรรมราชได้ต้อนรับประชาคมวิจัย ตลอดจนประชาชนทั่วไปทุกจังหวัดในภาคใต้ รวมถึงภูมิภาคอื่น ๆ ที่เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ ในนามของจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอเชิญผู้มาเยือนทุกท่านได้ใช้ช่วงเวลานี้สัมผัสกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช  

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้รับเกียรติจาก วช. ในการสนับสนุนเป็นเจ้าภาพจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 (Regional Research Expo 2023)” ครั้งที่ 12 ถือเป็นสิ่งที่น่ายินดียิ่ง การจัดมหกรรมในครั้งนี้ได้สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเครือข่ายวิจัยในพื้นที่ภูมิภาค : ภาคใต้ และเป็นการขับเคลื่อนการทำงานของเครือข่ายมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมและเร่งให้เกิดการขยายผลในการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรมต่อเนื่องในทุกพื้นนี้ได้อย่างครอบคลุมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และการนำองค์ความรู้จากผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปสู่การใช้ประโยชน์ระดับพื้นที่ในวงกว้าง และเป็นกลไกขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมในการพัฒนาชุมชนต่อไป

ภายหลังการแถลงข่าว คณะผู้บริหาร วช. และหน่วยงานต่าง ๆ ได้เยี่ยมชมการจัดแสดงนิทรรศการตัวอย่างตัวอย่างผลงานวิจัยและกิจกรรม Highlight จำนวน 4 ผลงาน ได้แก่ 1. ผลงาน “ธนาคารปูม้า” โดย ผศ.ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ มวล. 2. ผลงาน “วิธีการอบและการใช้ประโยชน์ไม้ปาล์มน้ำมันในรูปแบบใหม่แบบครบวงจร” โดย รศ.ดร.นิรันดร มาแทน หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านไม้และวัสดุชีวภาพ มวล. 3. ผลงาน “ยกระดับน้ำมันปาล์มดิบ จากเกรดอาหารสัตว์เป็นเกรดเวชสำอาง” โดย รศ.ดร.หมุดตอเล็บ หนิสอ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มวล. และ 4. ผลงาน “งานวิจัยเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร” โดย รศ.ดร.มนัส ชัยจันทร์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร มวล.

สำหรับ “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 (Regional Research Expo 2023) ครั้งที่ 12” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 มิถุนายน 2566 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งนี้มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ, การนำเสนอผลงานวิจัย ในด้านการเกษตรและอาหารแนวใหม่ ด้านพลังงานและวัสดุ ด้านการท่องเที่ยว บริการและการพัฒนาสังคม และด้านการแพทย์และสุขภาพ, การจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช., การจัดแสดงผลงานวิจัยของหน่วยงานและนักวิจัยในพื้นที่โดยเครือข่ายการวิจัยในภูมิภาค, กิจกรรมการประชุมและเสวนาในหัวข้ออันโดนเด่นที่เกี่ยวกับภูมิภาค, การประกวดผลงานวิจัยและนวัตกรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา, นิทรรศการ Highlight เพื่อแสดงอัตลักษณ์ของภูมิภาค, พื้นที่ให้คำปรึกษาความรู้จากงานวิจัย และตลาดนัดสินค้าชุมชน 

ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วม “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 12” สามารถติดตามข่าวสารการจัดมหกรรมฯ ได้ที่ https://southresearchexpo2023.wu.ac.th

ปลัด มท.นำคณะผู้บริหาร ถวายราชสักการะ’พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736257

ปลัด มท.นำคณะผู้บริหาร ถวายราชสักการะ'พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล'

ปลัด มท.นำคณะผู้บริหาร ถวายราชสักการะ’พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล’

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.28 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทยนำคณะผู้บริหารร่วมพิธีถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในวันอานันทมหิดล

เมื่อเวลา 08.08 น.วันที่ 9 มิถุนายน 2566 ที่บริเวณเชิงสะพานพระราม 8 เขตบางพลัด กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร โดยมี นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายรัฐพล นราดิศร รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายณรงค์ เมยไธสง เลขานุการกรมที่ดิน พร้อมด้วยข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ กระทรวงมหาดไทย กว่า 100 คน ร่วมพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 ณ เมืองไฮเดลเบอร์ก ประเทศเยอรมนี เป็นพระราชโอรสพระองค์แรกในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีสมเด็จพระเชษฐภคินี 1 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสมเด็จพระอนุชา 1 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2478 ซึ่งตลอดพระชนม์ชีพพระองค์ท่านได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ ทั้งงานพระราชพิธี งานรัฐพิธี งานด้านการศาสนาและการศึกษา โดยเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสด็จเยี่ยมโรงพยาบาล หน่วยทหาร สถานที่สำคัญต่าง ๆ และทรงริเริ่มประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในชนบท โดยเริ่มในจังหวัดและอำเภอปริมณฑลโดยรอบกรุงเทพฯ

“สำหรับพระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่ง คือ การเสด็จเยี่ยมชาวจีนในย่านสำเพ็ง พระนคร พร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชาธิราช เมื่อปี 2488 ซึ่งการเสด็จเยี่ยมชาวจีนที่สำเพ็งครั้งนั้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง เพราะทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างชาวจีนและชาวไทยที่มีมาก่อนหน้านั้นหายไป และพสกนิกรทั้งปวงต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ นอกจากนี้ ในด้านการศาสนา พระองค์ได้ประกอบพิธีทรงปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระพุทธรูปในพระอารามที่สำคัญ พร้อมทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะผนวชในพระพุทธศาสนา ทั้งยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์บำรุงวัดวาอารามกับพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ศาสนาอื่นตามสมควร” ปลัด มท.กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งในด้านการศึกษา พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกิจการของหอสมุดแห่งชาติ รวมทั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมสถานศึกษาหลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ทรงศึกษาขณะทรงพระเยาว์ และยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรกของรัชสมัย ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเสด็จฯอีกครั้งที่หอประชุมราชแพทยาลัย ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2489 โดยในการพระราชทานปริญญาบัตรครั้งนี้ ทรงมีพระราชปรารภให้มีการผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชน จึงเป็นที่มาของการที่โรงเรียนแพทย์แห่งที่ 2 ได้ถือกำเนิดขึ้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งในปัจจุบัน คือ “คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” หลังจากนั้น ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระองค์ทรงหว่านข้าว ณ แปลงสาธิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งถือเป็นพระราชกรณียกิจสุดท้าย ก่อนเสด็จสวรรคต ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระองค์ทรงสร้างสรรค์คุณประโยชน์อเนกอนันต์ต่อประเทศไทยนานัปการ อันเป็นรากฐานแห่งความเจริญวัฒนาผาสุกของราชอาณาจักรไทย และความสุขของอาณาประชาราษฎร ซึ่งข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยทุกคนในฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีหน้าที่ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการเผยแพร่พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านและบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ที่ทรงมีคุณูปการให้กับประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์มหาศาล ยังผลให้เกิดความเจริญงอกงาม ความเป็นเอกราช และความรุ่งเรืองของประเทศชาติมาจวบจนถึงทุกวันนี้ ด้วยการสร้างองค์ความรู้ เผยแพร่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา เพื่อร่วมกันรำลึกและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์

“เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้นของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐที่ทรงมีคุณูปการอันเป็นรากฐานความมั่นคงของประเทศ ส่งผลให้เกิดความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรชาวไทยตราบจนถึงปัจจุบัน จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันตั้งจิตเป็นกุศล ประกอบคุณงามความดี เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต 9 มิถุนายน 2566 โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ” ปลัด มท.กล่าวในช่วงท้าย

– 006

กกต. เริ่ม ‘มาตรา 151’ เส้นทาง ‘พิธา’ อาจซ้ำรอย ‘ธนาธร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550792

10 มิ.ย. 2566

กกต. เริ่ม 'มาตรา 151'  เส้นทาง 'พิธา' อาจซ้ำรอย 'ธนาธร'

เปิดกฎหมาย ‘มาตรา 151’ ‘พิธา’ ส่อตามรอย ‘ธนาธร’ กระบวนการตรวจสอบ คุณสมบัติ สมัครรับเลือกตั้ง สส. หรือไม่ เริ่มต้นขึ้นแล้ว

คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. มีมติยกคำร้องเรื่องคุณสมบัติ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ด้วยเหตุผลเรื่องระยะเวลาในการร้องเรียน ตาม ระเบียบเลือกตั้ง สส. ข้อ 115  ไม่ได้หมายความว่าพิธา จะรอด

เพราะ กกต.สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่ามีมูลหรือไม่

พลิกกฏหมายเลือกตั้ง สส. พบว่า พิธาอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี หากศาลชี้ว่าถือหุ้นสื่อมีความผิดจริง   มาตรา 42 บุคคลที่ลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  (3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือ สื่อมวลชนใดๆ 



มาตรา 151 ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอม ให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ

ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย



เจษฏ์ โทณะวนิก คณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย ให้สัมภาษณ์รายการหนึ่ง มีเนื้อหาส่วนหนึ่งว่า ทางรอดของ พิธา มีสองทางประกอบด้วย กรณีมรดกหุ้นไอทีวี มีพินัยกรรม ไม่มีชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้รับและไอทีวีไม่เป็นกิจการสื่อ



แต่ในทางตรงกันข้าม การถือหุ้นสื่อเป็นคุณสมบัติต้องห้ามมาตั้งแต่ตอนรับสมัคร แต่มีส่วนในกองมรดก(หุ้นสื่อ)ในฐานะทายาทโดยธรรม และปรากฏว่าสื่อนั้นยังประกอบการอยู่ โดยหลักฐานที่แสดงว่าสื่อยังประกอบการหรือไม่ประกอบด้วยหนังสือบริคณฑ์สนธิ วัตถุประสงค์หลัก และการประกอบการจริง



กรณีไอทีวีหากศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ประกอบการต่อก็จะกลายเป็นว่าไอทีวีประกอบการมาตั้งแต่ต้น เป็นเพียงหยุดประกอบการคำสั่งสำนักปลัดสำนักนายกฯ ไม่ได้เลิกประกอบการ  เช่นเดียวกับกรณีของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 

‘ก้าวไกล’ ชนะเลือกตั้งยกจังหวัด ‘พิธา’ ประกาศดัน ‘ภูเก็ต’ เป็นไข่มุกของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550784

09 มิ.ย. 2566

'ก้าวไกล' ชนะเลือกตั้งยกจังหวัด 'พิธา' ประกาศดัน 'ภูเก็ต' เป็นไข่มุกของโลก

เลือกตั้ง66 ก้าวไกลกวาดสส.ยกเกาะภูเก็ต ‘พิธา’ แท็กทีม ‘รังสิมันต์ โรม’ ลงพื้นที่ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ประกาศพร้อมดันภูเก็ต ได้รับโหวตเป็นพื้นที่จัดงาน Expo 2028 ลั่นเมื่อรับตำแหน่ง จะบูมท่องเที่ยว แก้ปัญหายาเสพติด-คอรัปชั่น ต้องหมดไป

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยนายรังสิมันต์ โรม โฆษกพรรค และ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อขอบคุณชาวภูเก็ต ที่เทคะแนนเลือกผู้สมัคร สส. ของพรรคก้าวไกลทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง

โดยจุดแรก ได้ลงพื้นที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอกะทู้ ท่ามกลางเสียงตะโกน “นายกฯ คนที่ 30” เสียงดังกระหึ่ม โดยด้อมส้มมาให้กำลังใจ ประมาณ 700 คน ส่วนใหญ่จะมีการสวมเสื้อสีส้ม และมีพร้อพต่างๆ ที่เป็นสีส้มด้วย

โดยทันทีที่ทั้งหมดเดินทางมาถึงได้เดินมาที่เวทีซึ่งอยู่ริมสนามฟุตบอล โดยนายรังสิมันต์ กล่าวสวัสดีชาวภูเก็ต พร้อมระบุว่า ขอขอบคุณพี่น้องภูเก็ตทุกคน ที่มาส่งเสียงให้กำลังใจให้กับพรรคก้าวไกล ตนก็เป็นลูกหลานของคนภูเก็ต เติบโตและมีความทรงจำที่นี่ พร้อมถามว่า สำหรับการเมืองที่จังหวัดภูเก็ตเปลี่ยนไปแล้วหรือไม่ และได้ตอบว่า ตนรู้ว่าที่ทุกคนมารวมตัวกันเพราะอยากได้ยินเสียงนายกรัฐมนตรี คนที่ 30


ชาวภูเก็ตต้อนรับ พิธา-รังสิมันต์ โรม และว่าที่สส.ภูเก็ต ทั้ง 3 เขตชาวภูเก็ตต้อนรับ พิธา-รังสิมันต์ โรม และว่าที่สส.ภูเก็ต ทั้ง 3 เขต

จากนั้นได้ส่งไม้ต่อให้นายพิธา ซึ่งเมื่อขึ้นบนเวที กล่าวกับด้อมส้มที่มารอต้อนรับว่า “Phuket , are you ready ? พี่น้องชาวภูเก็ต ที่เคารพรักทั้งหลาย พวกเราชนะแล้ว คราวที่แล้วลงมา ผมบอกเขาว่าทั่วทั้งประเทศไทย “ภูเก็ตเด็ดทั้งเกาะ เด็ดไม่เด็ดไม่รู้ ก็แค่ส้มยกจังหวัด” จึงต้องลงมาขอขอบคุณความไว้วางใจจากพี่น้องชาวภูเก็ต ที่มอบคะแนนเสียงให้กับพวกเรา 

'ก้าวไกล' ชนะเลือกตั้งยกจังหวัด 'พิธา' ประกาศดัน 'ภูเก็ต' เป็นไข่มุกของโลก

ซึ่งในปี 2566 นี้ทำให้ได้คะแนนเสียงมากกว่าการเลือกตั้งปี 2562 จำนวน 1 เท่าตัวเต็ม วันนี้ภูเก็ตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และสำหรับตน มาในฐานะ Ambassador การท่องเที่ยว และคนที่เคยขับเคลื่อนเรื่องสุราก้าวหน้า รวมถึงหัวหน้าพรรคการเมืองที่มี สส. 3 คน 3 เขต คอยรับใช้ประชาชนชาวภูเก็ต 

‘ก้าวไกล’ พรรคการเมืองของประชาชน

และสุดท้ายมาในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศไทย

“คะแนนของพวกท่านมีความหมายกับตัวผมมากตอนก่อนเลือกตั้งเขาบอกคราวนี้จะได้กี่เสียงกัน ตอนอนาคตใหม่ ส้มหล่น ผมบอกว่าเลือกตั้งครั้งนี้หัวหน้ามีเป้าหมาย ต้องได้ สส.เยอะกว่าครั้งที่แล้ว และเขตต้องมากกว่าบัญชีรายชื่อ 

เพราะเราต้องการเป็นพรรคการเมืองของประชาชน ของมวลชน และจะเป็นภาคระดับชาติได้ไม่ใช่แค่พรรคท้องถิ่นหรือพรรคภูมิภาค จึงต้องมี สส. ให้ครบทุกภูมิภาค

อันที่หนึ่ง คราวที่แล้วได้มา 6 ล้านเสียง คราวนี้ได้มา 14 ล้านเสียง มากกว่าเดิม 2 เท่า 

อันที่สอง ได้ สส.เขตมา 100 กว่าคน บัญชีรายชื่อได้มา 40 กว่าคน เป้าที่ 2 สำเร็จเรียบร้อย

ส่วนเป้าที่สามจะเอาให้ครบทุกภูมิภาค หาเสียงอย่างถล่มทลาย คิดถึงพี่น้องที่สงขลา ปัตตานี นครศรีธรรมราช ซึ่งคราวนี้ไม่เป็นไร คราวหน้าผมไม่ปล่อยไว้แน่นอน แต่เดชะบุญนั่งอยู่ที่พรรค นั่งไล่ดูแต่ภาคใต้นี่แหละ 

'ก้าวไกล' ชนะเลือกตั้งยกจังหวัด 'พิธา' ประกาศดัน 'ภูเก็ต' เป็นไข่มุกของโลก
'ก้าวไกล' ชนะเลือกตั้งยกจังหวัด 'พิธา' ประกาศดัน 'ภูเก็ต' เป็นไข่มุกของโลก

“ภาคเหนือแตกแล้ว ภาคอีสานแตกแล้ว ภาคกลางแตกแล้ว ภาคตะวันตกก็แตกแล้ว ภาคใต้ จะแตกไม่แตกเนี่ย สรุปภูเก็ตไม่เคยทำให้ผิดหวัง แตกหมดทั้ง 3 เขต จังหวัดภูเก็ตนอกจากเป็นไข่มุก อันดามันแล้วยังเป็นไข่มุกในใจผมด้วย” 


นายพิธา กล่าวอีกว่าในจำนวนคะแนนเสียง 40 % ของพี่น้องชาวจังหวัดภูเก็ตที่ให้ความไว้วางใจพรรคก้าวไกล ขอสัญญาว่าจะไม่ทำให้ไข่มุกเม็ดนี้ผิดหวังแน่นอน นอกจากจะมาขอบคุณทุกคน มาให้ความมั่นใจว่าจะดูแลทุกคนเป็นอย่างดี 

ขณะเดียวกันยังมีอีก 60% ของพี่น้องชาวจังหวัดภูเก็ตที่ยังไม่ให้ความไว้วางใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ไม่เป็นไร ตนรับใช้ทุกคน

นอกจากนี้

นายพิธา กล่าวย้ำว่า อีกเป้าหมายหนึ่งที่เร่งด่วนมาก คือ ต้องการเอาภูเก็ต ไข่มุกในใจตนและไข่มุกอันดามัน ให้เป็นไข่มุกของโลกให้ได้เร็วที่สุด ในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ (เล่นมุกว่ามิถุนายน ไม่ใช่มิถุนาคม) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จะมีการตัดสินใจว่าจะใช้เมืองไหนจัดงาน World Expo ซึ่งประเทศไทยส่งภูเก็ตเข้าประกวด อเมริกาจะส่ง Minnesota ประเทศสเปนจัดส่งเมืองของเขา เซอร์เบียร์ก็จะส่งเมืองของเขา

เราลงทุนประมาณ 5,000 กว่าล้าน หากได้รับเลือกเศรษฐกิจหมุนขึ้น 10 กว่าเท่า ชาวภูเก็ตจะได้รวย รวย รวยและรวย ดูเวลาขณะนี้ เหลืออีกแค่ 10 กว่าวัน ทั่วโลกจะมีการโหวตกันว่าจะเอาภูเก็ตเป็นเมืองจัดงาน World Expo หรือไม่ คราวนี้จึงได้เริ่มต้นทักทายเป็นภาษาอังกฤษ ถามว่า Phuket , are you ready ? แล้วส่งเสียงไปถึงปารีสแล้ว


หลังจากนั้นนายพิธา ได้นัดแนะทำโควท เพื่อส่งเสียงไปทั่วโลกว่าจังหวัดภูเก็ตมีความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพ World Expo โดยนายพิธานำพูดว่า Phuket , Are you ready ? จากนั้นประชาชนตอบ Yes นายพิธาจะต่อว่า Phuket is save. และ Phuket is strong. จากนั้นประชาชนร่วมกันปรบมือให้ 3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม นายพิธา ยังกล่าวต่อด้วยว่า จากที่ทำการบ้านมาแล้วทราบว่า ปกติจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวภูเก็ตประมาณ 8 ล้านคน แต่ปีที่ผ่านมาเหลือประมาณ 4 แสนคน และปีนี้มี 1.7 ล้านคน ยังหายไป 4 เท่าตัว เมื่อตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปที่จะจัดการ 

1.เศรษฐกิจ 2.สุขภาพ  3.แรงงานหมอพยาบาล 4.สิ่งแวดล้อม รวมทั้งจะแก้ปัญหา อีก 2 ค.ควาย คือค้ายาเสพติด ต้องหมดไปจากภูเก็ต และคอรัปชันต้องหมดไป

'ก้าวไกล' ชนะเลือกตั้งยกจังหวัด 'พิธา' ประกาศดัน 'ภูเก็ต' เป็นไข่มุกของโลก


จากนั้น ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ลงจากเวทีมาขอบคุณประชาชนด้านล่างเวที ก่อนจะเดินทางไปประชุมร่วมกับภาคธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต

‘สมศักดิ์’ ปัดออกระเบียบกรมราชทัณฑ์ใหม่ รอวัน ‘ทักษิณกลับบ้าน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550775

09 มิ.ย. 2566

'สมศักดิ์' ปัดออกระเบียบกรมราชทัณฑ์ใหม่ รอวัน 'ทักษิณกลับบ้าน'

‘สมศักดิ์’ ยืนยันระเบียบราชทัณฑ์ใหม่ ไม่ได้เอื้อ ‘ทักษิณกลับบ้าน’ แจงไม่เข้าเงื่อนไข ‘ผู้ถูกกักกัน’ วอนหยุดบิดเบือนสร้างความขัดแย้ง

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยืนยันไม่ได้เอื้อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับบ้าน หลังประจวบเหมาะเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ประกาศราชกิจจานุเบกษาระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการปฎิบัติต่อผู้ถูกกักกัน พ.ศ.2566


โดยชี้แจงเหตุผล ทำไมนายทักษิณไม่เข้าเงื่อนไข “ผู้ถูกกักกัน” หรือ ไม่ต้องจำคุกในเรือนจำ หรือ สามารถจำคุกนอนเรือนจำได้ เพราะ ผู้ถูกกักกัน คือ ผู้กระทำผิดติดนิสัย เกี่ยวกับคดีที่ศาลเคยลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง จะต้องถูกควบคุมตัวไว้ภายในสถานที่กักกัน เพื่อป้องกันทำผิด และปรับนิสัย พร้อมฝึกหัดอาชีพ แต่หากผู้ถูกกักกันมีโทษจำคุก ก็ให้รับโทษจำคุกให้ครบก่อน ดังนั้น จะเห็นได้ว่า นายทักษิณไม่ได้เข้าเงื่อนไขระเบียบใหม่นี้เลย จึงเป็นการบิดเบือน เพื่อให้สังคมเข้าใจตนผิด 

กักกันแตกต่างกักขัง 
นักโทษเข้าใหม่ต้องเข้ารับการ “กักขัง” ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ก่อนทุกคน 
ส่วนการ “กักกัน” เมื่อรับโทษครบแล้ว แต่เป็นนักโทษคดีร้ายแรงและกระทำผิดซ้ำ จะต้องเป็น “ผู้ถูกกักกัน” ตามกฎหมาย JSOC หรือ ใส่กำไร EM ต่ออีกไม่เกิน 8 ปี

สำหรับระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการปฎิบัติต่อผู้ถูกกักกัน พ.ศ.2566 จะช่วยเฝ้าระวังกับคนที่ทำผิดซ้ำๆ อย่าง คดีฆ่าข่มขืน หรือ ฆาตกรต่อเนื่อง อย่าง นายสมคิด พุ่มพวง หรือ ไอซ์ หีบเหล็ก ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองเลย นายสมศักดิ์พยายามช่วยผลักดันเพื่อเฝ้าระวังบุคคลอันตราย ที่ชอบก่อเหตุซ้ำๆ ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้ ก็กำหนดให้กรมราชทัณฑ์เป็นผู้รับผิดชอบในการบังคับตามคำสั่งคุมขังภายหลังพ้นโทษ หรือ คำสั่งคุมขังฉุกเฉินตามที่ศาลกำหนด โดยให้นำพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักกันตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2510 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ด้วยเหตุนี้จึงต้องออกระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ถูกกักกัน พ.ศ. 2566 เพื่อให้มีมาตรการในการดูแลสวัสดิภาพของผู้ถูกกักกันและบุคคลที่ถูกศาลสั่งให้ใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ หรือคำสั่งคุมขังฉุกเฉินให้เกิดความเหมาะสมและอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน
 

“ระเบียบใหม่ จะเห็นได้ว่า ทำให้กฎหมายป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เป็นการจะช่วยผู้ต้องขังหรือผู้ที่กำลังจะรับโทษ ให้ถูกกักกันสถานที่อื่นแทน ดังนั้น ผมขอให้คนบางกลุ่ม ที่พยายามบิดเบือนว่า การออกระเบียบราชทัณฑ์ฉบับใหม่ เพื่อรองรับอดีตนายกฯทักษิณ ไม่ต้องคิดคุกในเรือนจำนั้น เลิกสร้างความเข้าใจผิด หรือ ดึงเป็นเรื่องการเมือง ทั้งที่พี่น้องข้าราชการในกระทรวงยุติธรรม พยายามสร้างกฎหมาย ออกระเบียบ เพื่อช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม ซึ่งมองว่า พฤติกรรมที่พยายามสร้างความขัดแย้ง ควรยุติลงได้แล้ว เพราะประเทศอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และกำลังจะเดินหน้าแล้ว ก็ควรช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดี” นายสมศักดิ์กล่าว
นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทิน