เสนอพระนาม’ในหลวง ร.9′ ให้ยูเนสโก ประกาศยกย่อง-ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบ 100 ปี วันพระราชสมภพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735519

เสนอพระนาม'ในหลวง ร.9' ให้ยูเนสโก ประกาศยกย่อง-ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบ 100 ปี วันพระราชสมภพ

เสนอพระนาม’ในหลวง ร.9′ ให้ยูเนสโก ประกาศยกย่อง-ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบ 100 ปี วันพระราชสมภพ

วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.10 น.

ครม.เสนอพระนาม “ในหลวง ร.9”ให้องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบ 100 ปี วันพระราชสมภพ ปี 2470 

วันที่ 6 มิถุนายน 2566 น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอพระนามพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบ 100 ปี วันพระราชสมภพ ในปี 2470 ซึ่งตามกระบวนการพิจารณา จะต้องเสนอพระนามในปี 2567 เพื่อเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก และการประชุมสมัยสามัญขององค์การยูเนสโก ในปี 2568  ทั้งนี้เมื่อมีมติเห็นชอบ จะมีการประกาศยกย่องและจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง ในปี 2570 ซึ่งเป็นปีพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ศธ. ได้จัดประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้ตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อยกร่างข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจฯ  ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการรวบรวมข้อมูลพระราชกรณียกิจและโครงการในพระราชดำริด้านต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิต ที่เชื่อมโยงกับภากิจขององค์การบูเนสโกใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการศึกษา  วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์  และสื่อสารมวลชน  รวมทั้งรางวัลต่าง ๆที่พระองค์ท่านได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายจากองค์การสหประชาชาติ และในระดับนานาชาติ เพื่อเตรียมการยกร่างข้อมูลเสนอพระนามฯ ตลอดจนขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประสานขอข้อมูลพระราชกรณียกิจ  เพื่อเตรียมการยกร่างข้อมูลเสนอองค์การยูเนสโกในปี2567 เพื่อพิจารณาต่อไป 

“ที่ผ่านมา ศธ. ได้ยื่นเรื่องเสนอ ครม. ไปแล้ว เมื่อวันที่ 15 มีนาคม เพื่อพิจารณาใน 2 ประเด็น คือ เห็นชอบในหลักการในการเสนอพระนาม พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอ ดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิต  ให้องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองในวาระ 100 ปี วันพระราชสมภพในปี 2570 และเห็นชอบให้ศธ.ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา  วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำร่างเสนอพระนามต่อองค์การยูเนสโก” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

สอศ. วางมาตรการเข้ม ตั้งเป้าผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบต้องเป็นศูนย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735445

สอศ. วางมาตรการเข้ม ตั้งเป้าผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบต้องเป็นศูนย์

สอศ. วางมาตรการเข้ม ตั้งเป้าผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบต้องเป็นศูนย์

วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 10.43 น.

วันที่ 6 มิถุนายน 2566 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ตั้งมาตรการแบบเข้มข้น ป้องกันผู้เรียนหลุดออกจากระบบ หรือเด็กออกกลางคัน ในการส่งเสริมผู้เรียนได้เรียนรู้ทักษะวิชาชีพ และสามารถดูแลตนเองได้ โดย สอศ. ได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามป้องกันและรายงานผลนักศึกษาที่หลุดออกจากระบบ และนักศึกษาที่เข้าสู่ระบบแล้วของการศึกษาทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเข้าระบบการรายงานผลมายัง สอศ. เป็นการเร่งด่วน ซึ่งได้กำหนดมาตรการแบบเข้มข้น โดยมอบหมายให้สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด (สอจ.) เป็นผู้กำกับติดตามและควบคุมพร้อมรายงานผล ได้แก่ 

1.การป้องกันไม่ให้ผู้เรียนหลุดออกจากระบบ 2.ให้สถานศึกษาในสังกัดทั้งภาครัฐและเอกชน ดึงผู้เรียนกลับเข้าสู่ระบบ และ 3.ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดรับกับบริบทของพื้นที่ สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ตามเงื่อนเวลา และสภาพของผู้เรียน เพื่อมีอาชีพมีงานทำ 

โดยขณะนี้ สอศ. ได้ดำเนินโครงการต่างๆ รองรับผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบให้กลับเข้าเรียนในระบบ เพื่อลดความเลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษา เช่น โครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ ให้ผู้เรียนได้มีหอพักและมีทักษะวิชาชีพ โครงการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และการขับเคลื่อนการจัดการอาชีวศึกษาเพื่อคนพิการ ซึ่ง สอศ. ได้ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนในรายวิชาและเพิ่มทักษะวิชาชีพต่าง ๆให้ตอบโจทย์และความต้องการของผู้เรียน และเป็นไปตามบริบทของพื้นที่และผู้เรียน อาทิ หลักสูตรระยะสั้น เพื่อการประกอบอาชีพให้เป็นอย่างต่อเนื่อง หลักสูตรที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงาน อาทิ สาขาวิชาที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากธุรกิจการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรายวิชาที่เป็นความต้องการเข้ากับแทรนด์ของยุคปัจจุบัน การอบรมหลักสูตรการสร้างผู้มีอิทธิพลทางสื่อโซเชียล (Influencer) ด้านอาชีวศึกษาบนแพลตฟอร์ม Youtube และ TIKTOK รวมทั้งการผลักดันและขับเคลื่อนร่วมกับภาคีภาคเอกชน คณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา เพื่อสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) ในการพัฒนากำลังคนด้านวิชาชีพ 35 กลุ่มอาชีพ ให้ครอบคลุมทุกสาขาอาชีพที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย การจัดการเรียนการสอนทวิภาคีร่วมกับสถานประกอบการ เพื่อรองรับการมีงานทำและมีทักษะตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ 

“ทั้งนี้ สอศ. จะดำเนินนโยบายให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมโอกาส ความเท่าเทียมทางการศึกษาและความเสมอภาค เพื่อแก้ปัญหาเชิงรุกของผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบ ซึ่งในปีนี้ สอศ. ค้นหาเด็กหลุดออกจากระบบกลับเข้ามาเรียนในสายอาชีพ สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน มุ่งเน้นให้มีทักษะ มีอาชีพ  มีรายได้ โดยในปีนี้ สอศ. ตั้งเป้าตัวเลขผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบต้องเป็นศูนย์” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

9 มิ.ย.นี้ ‘กกต.’ จัดงานครบรอบ 25 ปี แถลงสรุปผลงานช่วงบ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550505

06 มิ.ย. 2566

9 มิ.ย.นี้ ‘กกต.’ จัดงานครบรอบ 25 ปี แถลงสรุปผลงานช่วงบ่าย

‘กกต.’ เตรียมจัดงานครบรอบ 25 ปี แถลงสรุปผลงานช่วงบ่าย 9 มิ.ย.นี้ ภายใต้แนวคิด “เส้นทางการจัดการเลือกตั้งสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน”

นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2541 จวบจนปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 25 ปี ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ก่อตั้งขึ้น กกต. ต้องฟันฝ่าวิกฤตการณ์ปัญหาอุปสรรคนานัปการ ด้วยความทุ่มเทและปฏิบัติหน้าที่ โดยยึดมั่นในหลัก “สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย” จัดการเลือกตั้งทั้งระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น การออกเสียงประชามติ การควบคุมดูแลพรรคการเมือง รวมถึงการให้ความรู้ด้านพลเมืองศึกษา สำเร็จลุล่วงด้วยดีมาโดยตลอด

เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี วันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในวันที่ 9 มิถุนายน 2566 จึงได้จัดกิจกรรมวันสถาปนาฯ ขึ้น ซึ่งในช่วงเช้ามีพิธีบวงสรวงองค์พระพรหม ณ บริเวณ ศาลพระพรหม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ และพิธีสงฆ์ โดยถวายภัตตาหารเพล และถวายเครื่องจตุปัจจัย ไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์ จากวัดอาวุธวิกสิตาราม

และในช่วงบ่ายเป็นการแถลงสรุปผลงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายใต้แนวคิด “เส้นทางการจัดการเลือกตั้งสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน” โดย นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จวบจนปัจจุบัน กกต. ได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเลือกตั้งรองรับยุคดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย รวดเร็ว และเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้งมากยิ่งขึ้น

9 มิ.ย.2566 ครบรอบ 25 ปี กกต.9 มิ.ย.2566 ครบรอบ 25 ปี กกต.

โดยให้ข้อมูลข่าวสารและบริการต่าง ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Smart Vote อำนวยความสะดวกในการแจ้งเบาะแสทุจริต ทางแอปพลิเคชันตาสับปะรด พัฒนาเครื่องมือเพื่อเสริมความเข้มแข็งของเครือข่าย โดยแอปพลิเคชัน Civic Education การรายงานผลคะแนนเลือกตั้งที่โปร่งใสและแม่นยำ ด้วยระบบ ECT Report รวมถึงการให้บริการทางสายด่วน 1444 จึงทำให้ทุกการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

9 มิ.ย.นี้ ‘กกต.’ จัดงานครบรอบ 25 ปี แถลงสรุปผลงานช่วงบ่าย

ด่วนที่สุด กกต.  ชี้”พิธา” ถือหุ้นไอทีวี  ผิด ม.151 สั่งเสนอรายละเอียดเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550504

06 มิ.ย. 2566

ด่วนที่สุด กกต.  ชี้"พิธา" ถือหุ้นไอทีวี  ผิด ม.151 สั่งเสนอรายละเอียดเพิ่ม

ทางวิบากของแท้ ว่าด้วยการขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” แห่งพรรคก้าวไกล วงถกคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. มอง “ถือหุ้นสื่อไอทีวี” เข้าข่าย รู้อยู่แล้วไม่มีสิทธิสมัครสส. แต่ยังลงสมัครเข้าข่ายผิด ม.151 ฝั่งกกต.รุกต่อตั้งคณะกรรมการไต่สวน

มีรายงานว่า  ในที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้มีการพิจารณากรณีสำนักงานกกต.รายงานผลการดำเนินการเกี่ยวกับคำร้องขอให้ตรวจสอบว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเนตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล   มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้ง  สส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) และมาตรา 42 (3) พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เนื่องจาก ถือหุ้นสื่อไอทีวีหรือไม่     


โดยสำนักงานฯ เสนอว่า เรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติ สส. เนื่องจากนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ  ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 10 พ.ค.66   ซึ่งพ้นระยะเวลาการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สส.  ตามมาตรา 51  ประกอบมาตรา 60 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ที่กำหนดว่าต้องยื่นภายใน 7 วัน  นับแต่ กกต.ประกาศรายชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง     จึงต้องเสนอกกต.ให้มีคำสั่งเป็นความปรากฏต่อ กกต. ว่านายพิธามีลักษณะต้องห้ามของการลงสมัครรับเลือกตั้ง และการยินยอมให้พรรคส่งชื่อตนเองเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลลำดับที่ 1 รวมถึงยอมให้เสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  เข้าข่ายรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง    แต่ยังคงลงสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 151   พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. หรือไม่  

โดยให้พนักงานสืบสวนไต่สวนของสำนักงาน กกต.เป็นผู้ดำเนินการสืบสวนไต่สวนต่อตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด 2561 ซึ่งก็จะนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการไต่สวน ที่ประชุม กกต ยังเห็นว่าที่สำนักงานกกต. เสนอมีรายละเอียดไม่ครบถ้วน เช่น คำร้องมีการร้องในประเด็นใดบ้าง   หลักฐานเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างไร     จึงให้ไปดำเนินการมาให้ครบถ้วนและเสนอที่ประชุม  กกต.พิจารณาใหม่โดยเร็ว

.

ข่าวโดย  NATIONTV  ภาพโดย NATION PHOTO

แกนนำ ‘3 พรรคเล็ก’ ร้อง ศาลปกครองสูงสุด ขอให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550501

06 มิ.ย. 2566

แกนนำ '3 พรรคเล็ก' ร้อง ศาลปกครองสูงสุด ขอให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่

คฑเทพ เตชะเดชเรืองกุล หัวหน้าพรรคเพื่อชาติไทย นำทัพ ‘3 พรรคเล็ก’ ร้องศาลปกครองสูงสุด ขอให้ผลการเลือกตั้ง แบบสส.บัญชีรายชื่อ เป็นโมฆะ เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ กกต.ทั้ง 7 คน เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ที่อาคารศาลปกครอง นายคฑเทพ เตชะเดชเรืองกุล หัวหน้าพรรคเพื่อชาติไทย และนายลิขสิทธิ์ ใสกระจ่าง หัวหน้าพรรคพลัง พร้อมทีมทนายความ เดินทางมายื่นคำฟ้องขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อสั่งให้การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)แบบบัญชีรายชื่อ 2566 เป็นโมฆะ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการเลือกตั้งในส่วน สส.บัญชีรายชื่อใหม่ โดยที่ กกต.ทั้ง 7 คนเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

เนื่องจากเห็นว่า กกต. กรรมการการเลือกตั้ง เลขาธิการ กกต. สำนักงาน กกต. และกระทรวงการคลัง ร่วมกันจัดการเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไม่เป็นสุจริตเที่ยงธรรม

โดยนายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล หัวหน้าพรรคเพื่อชาติไทย กล่าวว่า วันนี้ พวกเรา  ‘3 พรรคเล็ก’ พรรคเพื่อชาติไทย พรรคพลัง และพรรคแรงงานสร้างชาติ ต้องมายื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดให้มีคำสั่งให้มีการจัดการเลือกตั้งในส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากการจัดการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใสของ กกต.

“ไม่ใช่ขี้แพ้ชวนตี เพราะเรามีหลักฐานทั้งเอกสารและพยานบุคคลชี้ชัดที่จะเอาผิด กกต. ได้ว่า จัดการเลือกตั้งไม่สุจริต เพราะ กกต.รู้ดีว่าทำอะไรอยู่ รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่ไม่ทำ ทำให้มีปัญหาคะแนนเขย่ง”หัวหน้าพรรคเพื่อชาติไทย กล่าว

“พวกเรามีความเชื่อมั่นว่า ผลการเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ ต้องเป็นโมฆะ และต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยที่ กกต.ทั้ง 7คนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด

และหากว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ พวกเราจะเดินหน้าฟ้องเอาผิดทางอาญากับ กกต.ทั้ง 7 คนในข้อหาทุจริตต่อหน้าที่ พร้อมทั้งส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีอีกทางหนึ่งด้วย” นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล หัวหน้าพรรคเพื่อชาติไทย กล่าว

ผู้ร้อง พิธา ‘ถือหุ้นสื่อไอทีวี’ บี้ กกต.เรียกอดีตผู้สมัครสส.สอบในฐานะพยาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550500

06 มิ.ย. 2566

ผู้ร้อง พิธา 'ถือหุ้นสื่อไอทีวี'  บี้ กกต.เรียกอดีตผู้สมัครสส.สอบในฐานะพยาน

ดราม่าว่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของหัวหน้าพรรคก้าวไกล “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” จากปม “ถือหุ้นสื่อไอทีวี” กลายป็นขวากหนามสำคัญ ที่ทำให้เส้นทางไปสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุด เจอเส้นทางทางวิบาก โดยล่าสุด อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 เสนอให้กกต. เรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำเพิ่ม

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006  ยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อ  คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ขอให้เชิญนายนิกม์ แสงศิรินาวิน ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 17 คลองสามวา กรุงเทพมหานคร เป็นพยานกรณีที่ตนได้ยื่นให้ตรวจสอบการ “ถือหุ้นสื่อไอทีวี”  ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี   การร้องให้ตรวจสอบการถือหุ้นสื่อไอทีวีของนายพิธา เกิดจากนายนิกส์ เป็นผู้ให้สัมภาษณ์คนแรกเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยนายนิกม์เคยเป็นผู้สมัครสส.ของพรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 และได้ถือหุ้นไอทีวีเช่นเดียวกับนายพิธา ซึ่งตอนนั้นพรรคอนาคตใหม่มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 

แต่ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  ตัดสิทธินายธนาธร ส่วน นายนิกม์  ไม่ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. แต่นายพิธา ได้รับการเลือกตั้งเป็น สส. โดยที่ขณะนั้น นายพิธายังไม่ได้มีการขายหุ้น จึงจำเป็นที่ต้องเอานายนิกม์เข้ามาเป็นพยานบุคคล   เรื่องการ   “ถือหุ้นสื่อไอทีวี”  เพราะถือเป็นพยานปากเอก ซึ่งตนมั่นใจว่า นายนิกม์พร้อมที่จะมาให้ข้อมูลต่อ กกต.ในฐานะพยาน หรือหากไม่สะดวก กกต.สามารถเชิญสื่อมวลชนที่นายนิกม์ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว มาให้ถ้อยคำได้   อย่างไรก็ตาม หากมีกกต.มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสส.อย่างเป็นทางการ ซึ่งรวมถึงการรับรองนายพิธา ด้วยนั้น ก็ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติการเป็นแคนดิเดตนายกฯ และสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

ผู้ร้อง พิธา 'ถือหุ้นสื่อไอทีวี'  บี้ กกต.เรียกอดีตผู้สมัครสส.สอบในฐานะพยาน

นพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006  ยื่นคำร้องต่อ  คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ขอให้เชิญ นิกม์ แสงศิรินาวิน ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 17 คลองสามวา กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นพยานกรณีที่ตนได้ยื่นให้ตรวจสอบการ “ถือหุ้นสื่อไอทีวี”  ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 

‘กัณวีร์’ เผยเสนอ ‘นพ.สุภัทร’ ร่วมคณะทำงาน แก้ปัญหาชายแดนภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550494

06 มิ.ย. 2566

'กัณวีร์' เผยเสนอ 'นพ.สุภัทร' ร่วมคณะทำงาน แก้ปัญหาชายแดนภาคใต้

‘กัณวีร์’ เผย พรรคเป็นธรรม เสนอชื่อ ‘ฮากิม-นพ.สุภัทร-ซาฮารี’ ร่วมคณะทำงานแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดันสันติภาพปาตานี และปัญหาเร่งด่วนของประชาชน

นายกัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคเป็นธรรม เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการประสานงานช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ที่พรรคร่วมรัฐบาลเห็นชอบตั้งขึ้น โดยมีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นประธาน และตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค ประชุมครั้งแรกที่พรรคเพื่อไทย

จากมติที่ประชุม ที่ติดตามคณะทำงาน 7 ชุด ประกอบด้วยคณะทำงานค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันดีเซล และพลังงาน,คณะทำงานภัยแล้ง และเอลนินโญ,คณะทำงานแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้,แก้ไขรัฐธรรมนูญ,แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และ PM 2.5,คณะทำงานเศรษฐกิจ ปากท้อง และ SME และคณะทำงานแก้ไขปัญหายาเสพติด

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นประธาน และตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค เป็นการประชุมครั้งแรก ที่พรรคเพื่อไทยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นประธาน และตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค เป็นการประชุมครั้งแรก ที่พรรคเพื่อไทย

“พรรคเป็นธรรม ยืนยันว่า คณะทำงาน จะเร่งรัดปัญหาประชาชน ซึ่งมีคณะทำงาน 7 ชุดแล้ว จะตั้งเพิ่มอีก 5 ชุด รวม 12 คณะทำงาน ถือเป็นการทำงานให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และพรรคเป็นธรรม เน้นย้ำการสร้างสันติภาพปาตานี การจัดการปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นำเรื่องที่มีผลกระทบกับประชาชนเป็นตัวตั้ง”

นายกัณวีร์ เปิดเผยว่า ในส่วนพรรคเป็นธรรม ได้เสนอชื่อคณะทำงานแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย นายฮากิม พงตีกอ รองเลขาธิการพรรคเป็นธรรม ,นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท และ นายซาฮารี เจ๊ะหลง นักกิจกรรมในพื้นที่ ได้มีส่วนร่วมในการทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีมติ ตั้งคณะทำงานเพิ่มอีก 5 ชุด ประกอบด้วย คณะทำงานเศรษฐกิจและรัฐบาลดิจิทัล, คณะทำงานต่อต้านคอร์รัปชั่นต่อต้านส่วย,คณะทำงานสาธารณสุข ,คณะทำงานเพื่อความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม และคณะทำงานปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ

สำหรับการทำงานของคณะทำงานแต่ละชุดจะประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 20 มิ.ย. 2566  ซึ่งจะมีการประชุมทั้งในห้องกับการลงพื้นที่ ในส่วนคณะทำงานแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะประชุมกันในวันศุกร์​ที่ 9 มิถุนายนนี้ ก่อนจะลงพื้นที่ไปทำงานร่วมกัน และวันพรุ่งนี้ 7 มิ.ย.จะมีการประชุมหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ที่พรรคเพื่อไทย

คณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล คลอดทีม สานต่อ 5 เรื่อง – พิธา เล็งเดินสายตจว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550489

06 มิ.ย. 2566

คณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล  คลอดทีม  สานต่อ 5  เรื่อง - พิธา เล็งเดินสายตจว.

ประชุมคณะกรรมการประสานงานช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล โดยมีหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นประธาน ไฟเขียวเพิ่มคณะทำงานในระดับนโยบายจากเดิม 7 ชุด เพิ่มเติมใหม่อีก 5 ชุด ครอบคลุมต้านคอร์รัปชั่น ส่วย ที่ดินทำกิน ผุดแนวคิดใหม่ คณะกรรมการสัญจร ลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาในภูมิภาค

ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์   หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล  พร้อมด้วย  น.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะคณะกรรมการฯ  แถลงผลการประชุมคณะกรรมการฯ นัดแรก โดยเป็นวาระประชุมติดตามผลการทำงานของ 7 คณะทำงาน มีรายชื่อตัวแทนพรรคการเมือง พรรคละ 1 คน ในแต่ละคณะทำงาน มี 8 รายชื่อ


สำหรับวันนี้ คณะทำงานด้านพลังงานและราคาน้ำมันดีเซล ได้อธิบายผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากรัฐบาลปัจจุบันไม่ลดภาษีสรรพสามิต ราคาพลังงานจะขึ้นไปเท่าใด และยังมีวาระกำหนดบทบาทการทำงาน และ ผลลัพธ์ที่ต้องการเห็นจากคณะทำงานทั้ง 7 ชุด และกำหนดกรอบทำงานให้คณะทำงานชุดที่เหลือเพื่อให้มีเอกภาพ สร้างผลลัพธ์ได้จริง  ที่ประชุมยังกำหนดคณะทำงานเพิ่มเติม เพราะยังประเด็น ที่ประชาชนให้ความสนใจและสร้างผลกระทบ ได้แก่ 

1) คณะทำงานเศรษฐกิจและรัฐบาลดิจิทัล 
2) คณะทำงานต่อต้านคอร์รัปชั่น ส่วย 
3) คณะทำงานสาธารณสุข (เน้นด้านการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล) 
4) คณะทำงานเพื่อความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติของสังคมไทย 
5) คณะทำงานปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ

นายพิธา  กล่าวว่า   วันพุธที่  7 มิ.ย. จะมีการประชุมในระดับหัวหน้าพรรค เพื่อนำข้อสรุปที่ได้ในวันนี้ไปพูดคุยหารือต่อไป ในการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล  จะมีการตั้งคณะกรรมการสัญจร เพื่อลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยด้วย

.

ก้าวไกล ลั่นเดินหน้าทำงาน ทุกปัญหารอไม่ได้ 

.


นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล  รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการฯ  กล่าวว่า
 วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการร่วมงานกัน และใช้ทุกวินาทีอย่างคุ้มค่า   จึงไม่รอ เพราะทุกวินาทีมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไป และเป็นความเดือดร้อนของประชาชน


พรรคเพื่อไทยมี 5 ข้อเสนอแนะ เป็นกรอบทำงานใหญ่ คือ

1) ความมั่นคงทางการคลัง การใช้งบประมาณต้องคิดคำนวณผลลัพธ์ให้คุ้มค่ากับภาษีของประชาชน ลดการขาดทุนทางการคลังลงเรื่อย ๆ 

.

2) ระบบภาษีต้องมีประสิทธิภาพ มีฐานภาษีที่สูงขึ้น ดึงคนเข้ามาในระบบภาษีได้มากกว่าเดิม ซึ่งจะนำมาสู่รายได้ของรัฐที่เพิ่มขึ้น อัตราภาษีจึงต้องคำนวณอย่างถี่ถ้วนถึงผลกระทบทั้งแง่บวกและแง่ลบ ต้องไม่กระทบทางภาคเอกชนและภาคการระดมทุน

.

3) การออกแบบนโยบาย ต้องคิดถึงความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียม 

.

4) ในแต่ละคณะทำงานต้องวางแผนการทำงานในระยะสั้น เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน รวมถึงระยะกลางและระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้าง

.

5) เปิดให้ประเทศมีการต่างประเทศที่สร้างรายได้ ประเทศไทยต้องเปิดขึ้นเพื่อเชื่อมกับโลกและดึงดูดการค้าการลงทุนซึ่งจะนำมาสู่รายได้มหาศาลที่เพิ่มขึ้น

.

พรรคประชาชาติ มองวาระแก้ไขปัญหาที่ดิน

.

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง  เลขาธิการพรรคประชาชาติ ในฐานะคณะกรรมการฯ  กล่าวว่า ในคณะทำงานเดิม 7 ชุด ได้ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย เช่น การทำแผนแม่บทเพื่อสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำยากจน และปัญหารากเหง้าคือที่ดินทำกิน ต้องกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม เพราะตอนนี้คนไทยกำลังอยู่ในแผ่นดินผิดกฎหมายมายาวนาน เพราะรัฐบาลประกาศแนวเขตภาคพื้นที่ของประชาชน ปัญหาดังกล่าวคงไม่แก้เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา คือไปทวงคืนผืนป่า และทำให้คนถูกจับกุม ป่าลดลง แต่คนเข้าเรือนจำมากขึ้น


นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ   รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ในฐานะคณะกรรมการฯ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคร่วมรัฐบาลล้วนเห็นตรงกันว่าเป็นวาระเร่งด่วน เช่นเดียวกับราคาพลังงาน ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด และคณะทำงานเพื่อความเท่าเทียมด้านเศรษฐกิจและสังคม จะไม่ใช่เพียงให้ความสำคัญกับรัฐสวัสดิการเท่านั้น แต่มุ่งให้การเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กันอย่างเท่าเทียม


นายวสวรรธน์ พวงพรศรี  หัวหน้าพรรคเพื่อไทยรวมพลัง ในฐานะคณะกรรมการฯ   กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร รวมถึงแหล่งน้ำ นวัตกรรมเกษตร ซึ่งต้องการต่อยอดพรรคก้าวไกลที่ตั้งใจจะเพิ่มมูลค่าของสินค้าทางการเกษตร ผ่าน พ.ร.บ. สุราก้าวหน้า รวมถึงติดตามความคืบหน้าของงานด้านต่างๆ ต่อไป


นายวิรัตน์ วรศริน   เลขาธิการพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะคณะกรรมการฯ   กล่าวว่า  สนับสนุนการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ตราไว้ตั้งแต่ปี 2507 แต่ปัจจุบันนี้มีประชากรไทยเพิ่มขึ้น 35 ล้านคน จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปที่ดินเพื่อความเป็นธรรมและเท่าเทียม แล้วเป็นนโยบายลำดับแรกของ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย  ให้ประชาชนได้มีที่ดินทำกินของตัวเอง


นายกัณวีร์ สืบแสง  เลขาธิการพรรคเป็นธรรม ในฐานะคณะกรรมการฯ   ยืนยันว่า ทุกคณะทำงานจะต้องทำงานในเรื่องที่เร่งรัดอย่างแท้จริง แม้วันนี้จะมีเพียง 12 คณะทำงาน   แต่จะเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง พรรคเป็นธรรม เน้นย้ำเรื่องปัญหาชายแดนภาคใต้ หรือปาตานี ในทุกมิติ

 ตัวแทนพรรคพลังสังคมใหม่ เห็นด้วยกับทุกข้อเสนอ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด ซึ่งต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน

.

พิธา : ย้ำหลักคิดทำการบ้านล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เสียเวลา

.

นายพิธา ชี้ว่า ผลลัพธ์ของการทำงานคณะทำงาน ยังไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ เพราะยังมีรัฐบาลรักษาการทำหน้าที่อยู่ จะเกิดการทำงานทับซ้อน ทำให้ข้าราชการเกิดความสับสน แต่หลายเรื่องรัฐบาลเดิมก็โยนมาให้รัฐบาลใหม่แล้ว  จึงต้องทำงานล่วงหน้า จะได้ไม่ต้องมีการปฐมนิเทศหรือฮันนีมูนกันใหม่ ถือว่าเป็นข้อเสนอแนะของรัฐบาลต่อสื่อมวลชน หากรัฐบาลเดิมไม่คิด ก็จะมีข้อเสนอให้ไปทำต่อได้เป็นเรื่องของการช่วยกันคิด   ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่ต้องการคือหลังการจัดตั้งรัฐบาล รัฐบาลชุดที่ 30 จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แม้ทุกพรรคจะเห็นปัญหาเดียวกัน แต่ไม่ใช่มีวิธีแก้เดียวกัน จึงจำเป็นต้องพูดคุยกันเพื่อสงวนจุดต่าง 

คณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล  คลอดทีม  สานต่อ 5  เรื่อง - พิธา เล็งเดินสายตจว.
คณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล  คลอดทีม  สานต่อ 5  เรื่อง - พิธา เล็งเดินสายตจว.

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล นำแถลงผลการประชุมคณะกรรมการนัดแรก โดยเป็นวาระประชุมติดตามผลการทำงานของ 7 คณะทำงาน และเห็นชอบการตั้งคณะทำงานเพิ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาเพิ่มเติมในอีก 5 ประเด็น

ชัดเจน! ‘พิธา’ รับโอน ‘หุ้นไอทีวี’ ให้ทายาทแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550478

06 มิ.ย. 2566

ชัดเจน! 'พิธา' รับโอน 'หุ้นไอทีวี' ให้ทายาทแล้ว

‘พิธา’ รับโอน ‘หุ้นไอทีวี’ ให้ทายาทแล้ว พบมีความพยายามคืนชีพไอทีวีกลับมาเป็นสื่อ เพื่อสกัดกั้น ‘ก้าวไกล’ ยัน หากพรรคเช็คบิล ‘ประยุทธ์’ ย้อนหลังไม่เกี่ยวกับพรรค ชี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่จะแก้แค้น

ปมถือหุ้นสื่อไอทีวี ของว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ยังอยู่ในกระแสความสนใจของคนไทย มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง2566 จนสิ้นสุดเลือกตั้ง และรอ กกต. รับรองผล สส. 500 คน  ล่าสุดมีความชัดเจนในเรื่องนี้จากปาก ‘พิธา’

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ตอบคำถามภายหลังแถลงข่าวการประชุมคณะทำงาน 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล ถึงปมถือหุ้นสื่อไอทีวีได้ขายแล้วหรือไม่ ว่า ไม่ใช่เป็นการขาย แต่เป็นการโอนให้ทายาท สาเหตุเพราะที่ผ่านมาตนมั่นใจในข้อกฎหมายแต่ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะมีความพยายามที่จะฟื้นคืนชีพไอทีวีขึ้นมา

“หากมีการฟื้นฟูไอทีวีขึ้นมาจริงไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ผมจึงตัดสินใจโอนหุ้นให้ทายาท”

ชัดเจน! 'พิธา' รับโอน 'หุ้นไอทีวี' ให้ทายาทแล้ว

ส่วนที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ห่วงเรื่องการเช็คบิลของพรรคก้าวไกล จะทำอย่างไรกับพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้ทำรัฐประหาร พิธา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่สามารถอนุมานได้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ควรที่จะยินดีในการเข้าสู่กระบวรการตรวจสอบ 

เนื่องจาก 8-9 ปีที่ผ่านมามีการประพฤติผิดไม่ชอบใดบ้างในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต้องเรียนไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่จะต้องมาเช็คบิล แต่ต้องการให้เกิดวัฒนธรรมรับผิด รับชอบ ไม่ว่าจะเรื่องการทำรัฐประหาร หรือการใช้ ม.44 ที่มีผลกระทบต่อประชาชนและสิทธิมนุษยชน เช่นเรื่อง พระราชบัญญัติแร่ ปี2560 โดยยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่จะต้องแก้แค้น

ครม.เห็นชอบ ร่าง พ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภา เตรียมพร้อมหลังกกต.รับรองสส. 95%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550470

06 มิ.ย. 2566

ครม.เห็นชอบ ร่าง พ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภา เตรียมพร้อมหลังกกต.รับรองสส. 95%

มติครม.ล่าสุด 6 มิ.ย. 66 เห็นชอบ ‘ร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา’ โดยยังไม่ได้ระบุวันที่ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ระบุเมื่อมี สส.ได้รับเลือกตั้งถึง 95% หรือ 475 คนแล้ว ให้นําร่าง พ.ร.ฎ.ฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ล่าสุด เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2566  โดยยังไม่ได้ระบุวันที่เรียกประชุมรัฐสภา 

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงรายละเอียดว่า สำหรับร่างพ.ร.ฎ.ฉบับดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พร้อมมอบให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานองคมนตรี เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกตั้งถึงร้อยละ 95 หรือ 475 คน แล้วให้นําร่าง พ.ร.ฎ. ฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

นายอนุชา กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและที่แก้ไขเพิ่มเติม ม. 83 บัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎร จํานวน 500 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จํานวน 400 คน และมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจํานวน 100  คน ม.84  บัญญัติให้ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อมี สส. ได้รับเลือกตั้งถึงร้อยละ 95 ของจํานวน สส. ทั้งหมดแล้ว (จํานวน 475 คน) หากมีความจําเป็นจะต้องเรียก ประชุมรัฐสภาก็ให้ดําเนินการเรียกประชุมรัฐสภาได้

และ ม.85 วรรคสี่ บัญญัติให้ กกต. ประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95  ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด

โฆษกรัฐบาล อธิบายต่ออีกว่า ซึ่ง กกต. ต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศ ผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง (ภายใน วันที่ 13 ก.ค. 2566) ประกอบกับ ม.121 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ภายใน 15  วัน นับแต่ วันประกาศผลการเลือกตั้ง สส. อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป (ภายในวันที่ 27 ก.ค. 2566) ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก

และ ม.122 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม โดยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดําเนินมาทรงทํารัฐพิธี เปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจําปีครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้วหรือผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นผู้แทนพระองค์ มาทํารัฐพิธีก็ได้