ภัยร้าย ‘วิกฤตโรคหลอดเลือด’ สาเหตุของการเสียชีวิตอันดับสองของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738299

ภัยร้าย ‘วิกฤตโรคหลอดเลือด’ สาเหตุของการเสียชีวิตอันดับสองของโลก

ภัยร้าย ‘วิกฤตโรคหลอดเลือด’ สาเหตุของการเสียชีวิตอันดับสองของโลก

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นพ.พีรพัฒน์ ต่างใจ และ นพ.สุจิตร์ บัญญัติปิยพจน์ บรรยายความรู้

ภัยร้าย ‘วิกฤตโรคหลอดเลือด’ สาเหตุของการเสียชีวิตอันดับสองของโลกพานาซี เอกมัย จัดงาน HEALTH SYMPOSIUM ให้ความรู้เพื่อป้องกันและรู้ทัน

โรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 18 ล้านคนในแต่ละปี คิดเป็น 32% ของการเสียชีวิตทั่วโลก เป็นมหันตภัยร้ายที่ทำให้หลายคนหัวใจวาย หรือต้องกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ภายใน 6 เดือน ในกรณีที่เป็นโรคขั้นรุนแรง โดยเฉพาะปัจจุบันพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด แม้กระทั่งในคนอายุน้อยก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นจากการกินอาหารหวานจัด มันจัด อาหารแปรรูป การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ตลอดจนความเครียดสะสมและการพักผ่อนไม่เพียงพอ หรืออาจมีประวัติโรคทางพันธุกรรมที่มาจากครอบครัว เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้คนในวัยทำงานส่วนใหญ่มีความเสี่ยงกันเกือบทุกคน

พานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ เอกมัย โดย ศิริญา เทพเจริญ กรรมการบริหาร จัดงานบรรยายพิเศษ “HEALTH SYMPOSIUM ทางรอดของวิกฤตโรคหลอดเลือด” เพื่อให้ความรู้ในการป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โดยมีนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและหลอดเลือดจาก พานาซี อาทิ นายแพทย์พีรพัฒน์ ต่างใจ และ นายแพทย์สุจิตร์ บัญญัติปิยพจน์ มาร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้และความเข้าใจ เพื่อรู้เท่าทันและป้องกันการเกิดของโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง โดยมีเหล่าคนดังที่รักสุขภาพให้ความสนใจเข้าร่วมงานคับคั่ง อาทิ ดร.สมศักดิ์ชลาชล, ธนภรณ์ เวชสุภาพร, คณีพงษ์แดนวงศ์, วนิดา เปรื่องเปรมจิตร, สิริมาศรีวิกรม์, สลิล ล่ำซำ, มาร์ค ธาวิน, ดร.สุภี-เจตนา พงษ์พานิช, มิ้น พัศญา จิรมณีกุล, ธีรธัช โปษยานนท์ (ผู้เคยใช้สเต็มเซลล์จากเลือดตัวเองมารักษาจนหายเป็นปกติ) ฯลฯ

เหล่าคนดังที่รักสุขภาพร่วมอัปเดตความรู้วิกฤตโรคหลอดเลือด

ยุรนันท์ ภมรมนตรี ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ PANACEE MEDICAL CENTER หัวเรือใหญ่ของการจัดงานครั้งนี้กล่าวว่า “เรื่องของโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนมากเป็นอันดับสองของโลกที่ในปัจจุบันนี้ถือเป็นว่าวิกฤตของคนทั้งโลกที่เราไม่อยากให้นิ่งนอนใจ ผมจึงถือโอกาส เชิญ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มาฟังบรรยายเรื่องสุขภาพเกี่ยวกับปัญหาหลอดเลือด ซึ่งเป็นภัยใกล้ตัวมากๆ หลายคนที่อยู่รอบตัวเกิดอาการป่วย หรือเสียชีวิตกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่าใจหาย จากอาการหลอดเลือดมีปัญหา (ตีบ ตัน แตก) ซึ่งถ้ามีโอกาสรู้ตัวก่อน เราจะป้องกันตัวเองได้ดีก่อนครับ เชื่อว่าความรู้ต่างๆ ที่ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหลอดเลือด และหัวใจของพานาซี ในวันนี้คงจะทำให้ทุกท่านได้ใส่ใจดูแลตัวเองอย่างดี และถูกต้อง เพื่อชีวิตที่แข็งแรงยืนยาวไปนานๆ นะครับ”

ยุรนันท์ ภมรมนตรี

ด้าน นายแพทย์สุจิตร์ บัญญัติปิยพจน์ แพทย์ที่ปรึกษาด้านศัลยกรรมโรคหัวใจและหลอดเลือดพานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ กล่าวว่า “โรคหัวใจ บางคนใช้แค่ความรู้สึกว่าชั้นไม่เป็นไร ซึ่งจริงๆ แล้วเราใช้แค่ความรู้สึกมันไม่พอ เพราะจากสถิติเฉพาะในประเทศไทย ทุก 1 นาทีจะมีคนเสียชีวิตจากโรคหัวใจอย่างน้อย3 คน ปัญหาของคนเป็นโรคหลอดเลือดโดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง คือ หลอดเลือดมีการตีบ การแตก หรืออุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่เพียงพอ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ หรือเนื้อสมองตายจนเกิดความเสียหายแก่ร่างกาย โดยการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจจะลดลงมาก จนถึงจุดที่การทำงานของหัวใจล้มเหลว นำมาสู่อาการหัวใจวายในระยะสุดท้าย อาการที่พบคือ คนไข้จะเหนื่อยมากเหนื่อยแม้กระทั่งนอนราบก็ยังทำไม่ใด้ภาษาทางการแพทย์เรียกว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการจากการขาดเลือดในระยะสุดท้าย ซึ่งกลุ่มนี้หากไม่รักษาภายใน 6 เดือน คนไข้ส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตหมด ถ้าเป็นในหลอดเลือดสมองที่ตีบหรือแตก ก็นำไปสู่อาการสโตรก(Stroke) เป็นโรคที่มีความรุนแรง สูงถึงขั้นเสียชีวิต หรือเกิดความพิการระยะยาวจาก อัมพฤกษ์ หรืออัมพาตได้ ทางพานาซีของเราก็มีวิธีดูแลคนเป็นโรคหัวใจในหลายวิธี อย่างเช่นการใช้เครื่อง ECP เพื่อฟื้นฟูหลอดเลือดทั่วร่างกาย กล้ามเนื้อหัวใจ จนกระทั่งไปถึงการใช้สเต็มเซลล์ในการรักษา ก็สามารถที่จะช่วยชีวิตหรือให้คุณภาพชีวิตของเรากลับมาเหมือนเดิมได้อีกครั้ง”

(ซ้าย) ปอ-ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์, ศิริญา เทพเจริญ

นายแพทย์พีรพัฒน์ ต่างใจ ผู้อำนวยการ พานาซี เมดิคอล กรุ๊ป กล่าวว่า “พานาซี ได้เล็งเห็นความสำคัญของวิกฤตโรคที่มาจากหลอดเลือดอย่างมาก เราจะเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดโรค เพราะว่า พานาซีอยากให้ป้องกันการเกิด ดีกว่าต้องมาแก้ไขตอนที่ป่วยแล้ว ดังนั้น นวัตกรรมทางการแพทย์ของพานาซี จะมุ่งเน้นดูแลตั้งแต่ผู้ที่ยังไม่ป่วย ในที่นี้รวมไปถึงเรื่องของการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดของตัวเราเอง โดยได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับ โรงพยาบาลโชนัน คามาคูระ จากญี่ปุ่น เพื่อนำสเต็มเซลล์ที่ได้รับการวิจัยแล้วว่าสามารถนำมารักษาคนที่ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองจนเป็นที่ประจักษ์ พานาซีได้เปิดตัวศูนย์เก็บสเต็มเซลล์จากเลือดที่ยิ่งใหญ่และได้รับมาตรฐานระดับโลก สำหรับผู้ที่ต้องการฝากสเต็มเซลล์เพื่อเก็บรักษาไว้ดูแลรักษาตัวเองในอนาคต สามารถฝากไว้ตั้งแต่เรายังไม่ป่วย หรือในช่วงอายุยังน้อย เพื่อให้สเต็มเซลล์ที่เราเก็บไว้มีคุณภาพสูงสุด”

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง และการเก็บสเต็มเซลล์เพื่อการรักษาโรค สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ line @panacee_TH หรือเยี่ยมชมที่ www.panacee.com และ www.panaceehospital.com

เมื่อไหร่ถึงจำเป็นต้องบูรณะฟันทั้งปาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738297

เมื่อไหร่ถึงจำเป็นต้องบูรณะฟันทั้งปาก

เมื่อไหร่ถึงจำเป็นต้องบูรณะฟันทั้งปาก

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หากพูดถึงการบูรณะฟันทั้งปาก หลายคนฟังแล้วอาจดูน่ากลัวเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นการรักษาฟันทั้งหมด แต่หากเกิดปัญหาใหญ่และไม่รักษาอย่างครอบคลุม อาจจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่ร้ายแรงตามมาหากไม่ได้รับการรักษา

ทันตแพทย์หญิงสุชาดา ก้องเกียรติกมล ผู้ช่วยผู้อำนวยการคลินิกทันตกรรม บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) กล่าวว่า การบูรณะฟันทั้งปาก คือกระบวนการบูรณะฟันทั้งหมดทุกซี่ในช่องปาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ฟันมีสภาพสมบูรณ์สามารถบดเคี้ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงส่งเสริมสร้างบุคลิกภาพด้วยการมีรอยยิ้มที่สวยงามมากยิ่งขึ้น

ทันตแพทย์หญิงสุชาดา ก้องเกียรติกมล

สำหรับคำถามที่ว่า เมื่อไรถึงจำเป็นจะต้องบูรณะฟันทั้งปาก โดยผู้ที่ควรบูรณะฟันทั้งปาก ไม่เกี่ยวว่าจะต้องอายุเท่าไหร่หรือว่าเพศอะไร เนื่องจากส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการดูแลรักษาฟันที่ดีเป็นหลักโดยเฉพาะผู้ที่มีฟันผุลุกลามหลายซี่ สูญเสียฟัน ฟันบิ่น ฟันแตกฟันหักหลายซี่ มีปัญหาขากรรไกร คนที่นอนกัดฟันจนฟันสึกโดยไม่รู้ตัว มีปัญหาเหล่านี้สะสมมาเป็นเวลานาน ผู้ป่วยที่มี
ความผิดปกติทางโครงสร้างของฟัน หรือผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน รวมไปถึงการรับประทานอาหารที่มีรสจัด ที่มีกรดกัดกร่อนชั้นเคลือบฟัน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้คนทั่วไปอาจจะมองเป็นปัญหาเพียงเล็กน้อย และมาหาทันตแพทย์ในตอนที่ปัญหานั้นเริ่มลุกลาม ซึ่งมีโอกาสที่จะสูญเสียฟันหรือโรคร้ายแรงเกิดขึ้นได้

ขณะที่คนไข้ที่มีปัญหาฟันสึกสะสม อาจจะไม่ได้มีแค่อาการปวดฟัน แต่จะมีอาการปวดไปถึงขากรรไกรและกล้ามเนื้อ ซึ่งบางทีลามไปถึงอาการปวดหัวและคอ บ่า ไหล่ได้จนทำการรักษาผิดจุด บางรายไปทำการรักษากับแพทย์กายภาพบำบัดและหาต้นตอของสาเหตุไม่เจอ เนื่องจากไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา

ขั้นตอนบูรณะฟันทั้งปาก จะเริ่มต้นจากการที่ทันตแพทย์จะตรวจวินิจฉัย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด และทำการ ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล ด้วยความชำนาญของทันตแพทย์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการรักษา อาทิ เอกซเรย์ 3 มิติ (Cone Beam CT), ใช้ Software ในการออกแบบรอยยิ้ม, การสแกนภายในช่องปากด้วย Intraoral Scanner เป็นต้น

สำหรับระยะเวลาในการรักษาขึ้นอยู่กับปัญหาสุขภาพฟันและช่องปากของผู้ป่วยซึ่งแต่ละบุคคลจะมีความแตกต่างกันไป โดยบางรายใช้ระยะเวลา 6-12 เดือน เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ในกลุ่มคนไข้ที่เป็นกรดไหลย้อนจะพบว่าในช่องปาก
จะมีฟันที่สึกมากๆ เพราะกรดจากกระเพาะไหลย้อนเข้าไปในช่องปากและกัดกร่อนฟันบางรายเกิดจากกรณีเกิดจากความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำลายที่มีความเสี่ยงให้เกิดฟันผุ หรือเกิดจากโรคปริทันต์ อาทิ เหงือก เอ็นยึดปริทันต์ เคลือบรากฟัน และกระดูกเบ้าฟัน ซึ่ง จะมีความสัมพันธ์กับจำนวนหินปูนที่มีอยู่ในช่องปาก หากมีหินปูนจำนวนมากเชื้อแบคทีเรียก็จะไปอยู่ที่บริเวณนั้นและเข้าไปอยู่ในบริเวณเหงือก ทำให้เหงือกกร่อนกระดูกละลาย ฟันโยก และท้ายที่สุดอาจทำให้สูญเสียฟันซี่นั้นไป หากเป็นกรณีที่ไม่ได้มีความซับซ้อนในการรักษาก็จะใช้ระยะเวลาน้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งควรรักษากับทันตแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางเพื่อผลลัพธ์ที่น่าพอใจและความสำเร็จในการรักษา

อย่างไรก็ตาม การรักษาแบบบูรณะฟันทั้งปากช่วยให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เปรียบเสมือนการยกเครื่องใหม่ทั้งหมดทั้งในด้านการใช้งานของฟันรวมไปถึงข้อต่อขากรรไกรและกล้ามเนื้อ ให้มีพัฒนาของการบดเคี้ยวให้มีประสิทธิภาพทานอาหารได้อร่อยขึ้น เมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว การติดตามผลสำหรับกรณีการบูรณะฟันทั้งปากยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็น อย่างกรณีคนไข้ที่ทำครอบฟันทั่วไปยังคงต้องพบทันตแพทย์ที่มีควาอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกๆ 6 เดือนเพื่อตรวจดูสุขภาพช่องปากและฟัน ส่วนผู้ที่มีการใส่รากเทียมไปหลายๆ ซี่ หรือมีภาวะโรคปริทันต์อักเสบหรือ เหงือกอักเสบ เรื้อรัง ควรพบทันตแพทย์บ่อยครั้งทุก 3 เดือน เพื่อรักษาการบูรณะให้มีความทนทานในการใช้งานให้ดีที่สุด

บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก เน้นการตรวจและวางแผนรักษาเฉพาะแบบบุคคล โดยทีมทันตแพทย์ที่มีความชำนาญการพร้อมด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่ตอบโจทย์ทุกปัญหาสุขภาพช่องปากและฟัน เพราะแต่ละคนมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน บางคนชอบกินของหวาน
บางคนชอบกินของเปรี้ยวทั้งหมดนี้ล้วนมีผลต่อฟันทั้งสิ้น รวมถึงพร้อมให้บูรณะฟันทั้งช่องปากเพื่อให้ผู้รับบริการมีรอยยิ้มที่งดงามด้วยสุขภาพฟันที่ดี ข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ไลน์ : @bdmswellnessclinic หรือเยี่ยมชมได้ที่ https://lin.ee/rdIDv1A เว็บไซต์ www.bdmswellness.co

เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ภัยร้ายในกระเพาะอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738294

เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ภัยร้ายในกระเพาะอาหาร

เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ภัยร้ายในกระเพาะอาหาร

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรหรือเรียกโดยย่อว่าเอชไพโลไร เป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหารมีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 4 ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมดทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากกว่า 7 แสนรายต่อปี เนื่องจากระยะแรกผู้ป่วยมักไม่มีอาการ มักตรวจพบมะเร็งในระยะลุกลามแล้ว จึงไม่สามารถรักษาให้หายขาด ผู้ป่วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหารส่วนใหญ่ (ร้อยละ 90) มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อเอชไพโลไรองค์การอนามัยโลกประกาศให้เชื้อเอชไพโลไรเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 20 ล้านคน เชื้อเอชไพโลไรสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนผ่านทางการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ซึ่งอาจปนเปื้อนจากอุจจาระหรือน้ำลายของผู้ติดเชื้อก็ได้

ผู้ติดเชื้อเอชไพโลไรสามารถแสดงอาการได้หลากหลาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ บางรายอาจมีอาการปวดหรือแสบร้อนท้องบริเวณลิ้นปี่ ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน ผู้ป่วยที่มีแผลในกระเพาะอาหารอาจมีอาการถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือสีดำเหนียวคล้ายยางมะตอย อาเจียนเป็นเลือดหรือสีดำ หรืออาจมีภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดเรื้อรังในทางเดินอาหาร ซึ่งทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หน้ามืด ผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและทำการรักษา นอกจากผู้ป่วยที่มีอาการข้างต้นแล้ว ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือมีสมาชิกในครอบครัวติดเชื้อเอชไพโลไรก็ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหารด้วยเช่นกัน การตรวจวินิจฉัยสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน การตรวจหาเชื้อในอุจจาระ การเป่าลมหายใจเพื่อตรวจหาเชื้อ ทั้งนี้การเลือกวิธีการตรวจการติดเชื้อที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์เป็นหลัก แพทย์จะใช้วิธีส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร เช่น ผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปที่มีอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ หรือมีอาการเตือน ไม่ว่าจะเป็นเลือดออกในทางเดินอาหาร ภาวะโลหิตจาง น้ำหนักลดผิดปกติ เป็นต้น

การกำจัดเชื้อเอชไพโลไรโดยการรักษาให้หายขาด นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร และลดการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้อีกด้วย ถึงแม้ผู้ติดเชื้อเอชไพโลไรบางรายจะไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยยังคงแนะนำให้รักษาเนื่องจากเชื้อทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง เมื่อเวลาผ่านไปเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารจะเกิดการฝ่อและเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมากขึ้น แพทย์จะให้การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไพโลไรด้วยสูตรยากำจัดเชื้อซึ่งประกอบด้วยยายับยั้งการหลั่งกรดและยาฆ่าเชื้ออย่างน้อย 2 ชนิดขึ้นไป รับประทานยาเป็นระยะเวลารวม 10-14 วัน หลังจากรับประทานยากำจัดเชื้อหมดอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจยืนยันว่ากำจัดเชื้อสำเร็จ โดยสามารถตรวจได้ด้วยวิธีที่ไม่ต้องส่องกล้อง ได้แก่ การเป่าลมหายใจตรวจเชื้อ การตรวจอุจจาระ

กล่าวโดยสรุป การติดเชื้อเอชไพโลไรเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ ถ่ายอุจจาระสีดำ อาเจียนเป็นเลือด หรือมีภาวะโลหิตจาง ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อที่แม่นยำและรักษาการติดเชื้อให้หายขาดโดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาอาการของโรค ป้องกันการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร และลดการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น

อาจารย์ แพทย์หญิงณัฐสุดา อ่วมแป้น

อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

คุณแหน : 20 มิถุนายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738317

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll มูลนิธิชมรมไทย-อิสราเอล ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มี อัมรินทร์ คอมันตร์ ประธานมูลนิธิฯคนใหม่ ได้นำคณะกรรมการมูลนิธิฯ เข้าพบฯพณฯ ออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เพื่อแนะนำคณะกรรมการชุดใหม่และหารือถึงแนวทางการทำงานร่วมกันต่อไป เมื่อ14 มิ.ย. ที่ผ่านมา ณ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล…งานนี้ ศิริพงษ์ ทิณรัตน์ หนึ่งกรรมการฯได้ร่วมคณะไปด้วย…

ll สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานงานบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคี ประจำปี 2566 มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ 20 มิ.ย.14.00 น. ณ ศาลาการเปรียญวัดสระเกศฯ ในการนี้ ฐิระวัตร กุลละวณิชย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ ระพินทร์ จารุดุลกรรมการผู้จัดการมูลนิธิฯ ขอเชิญกรรมการ และผู้มีจิตศรัทธาร่วมงานตามกำหนด วัน-เวลาดังกล่าว…

ll ภาษิตฝรั่งว่า “MONEY TALKS LOUDER FOR SOME PEOPLE!” พิจารณาดูได้จากพัฒนาการล่าสุดของ 2 นักกีฬาที่โด่งดังและร่ำรวยที่สุดในโลก โรนัลโด และ เมสซี สำหรับโรนัลโด เงินที่มหาเศรษฐีซาอุดีอาระเบียเสนอให้เขาก้อนแรก 200 ล้านยูโร เพียงพอให้เขาตอบรับทิ้งยุโรปไปทันที แต่สำหรับ เมสซี แล้วสัญญาเขากับ PSG ฝรั่งเศสสิ้นสุดลง.. กอปรกับอายุ 37 ปี นับเป็นบั้นปลายชีวิตของนักฟุตบอล แต่เขาเลือกทางเดินชีวิต ไม่ได้เลือก “เงิน” เพียงอย่างเดียวมหาเศรษฐีซาอุฯเสนอให้เขาก้อนแรกกว่า 200 ล้านยูโร และ FRINGE อีกมากมาย แต่เขาเซย์โนตัดสินใจรับข้อเสนอไปร่วมพัฒนาทีมฟุตบอล INTER MIAMI ฟลอริดาโดยได้รับค่าตอบแทนเพียง 25% ของอาหรับเท่านั้น เขาคำนึงสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับครอบครัว อนาคตสดใสของลูกๆ และโอกาสที่เขาจะช่วยพัฒนากีฬาฟุตบอลในสหรัฐฯให้เป็นสุดยอด…ข้อมูลเหล่านี้ไทคูนไทยในสหรัฐฯ สุโชติ ปาลีวงศ์ คอมเม้นต์ว่า “ปรากฏการณ์เมสซี” จะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอลสหรัฐฯในอนาคต…

ll เมื่อถึงฤดูกาลที่นักการเมืองต้องแสดงงบการเงินและทรัพย์สินให้เป็นข้อมูลสาธารณะโดยหลักการดูดีแต่พอลงรายละเอียดกลายเป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่นักสะสมและเซียนพระผู้รู้ เพราะนักการเมืองบางรายแสดงทรัพย์สินรวมเป็นเงินมหาศาล แต่น้ำหนักของทรัพย์สินมีค่ากลับไปอยู่ที่มูลค่าของพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง ซึ่งผู้คนในวงการเห็นรายชื่อบุคคลก็รู้กันเป็นภายในว่าวัตถุเหล่านั้นไม่ใช่ “ของแท้” ซึ่งมีราคาสูงลิ่ว

อาทิ พระเครื่องชุดเบญจภาคี อาทิ พระสมเด็จฯ, พระซุ้มกอ,พระผงสุพรรณ มีราคาตั้งแต่องค์ละ 10-100 ล้านบาท… ปัญหานี้ก็เป็นเรื่องรู้กันทั่วไปแต่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจไม่ได้ดำเนินการแก้ไข คุยกับ อ.มิ้ง จักรวรรดิ ผู้อาวุโสของวงการมีข้อแนะนำว่า ถ้าเป็นเรื่อง “อัญมณี” เช่น เพชรพลอย ก็นำไปให้สถาบันอัญมณีฯ ตรวจเซอร์ติไฟด์ได้ เช่นเดียวกับพระเครื่องและเครื่องราง ก็สามารถนำไปยื่นให้ผู้เชี่ยวชาญของ “สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย” ซึ่งมีมาตรฐานสากลตรวจสอบ ถ้าเป็น “ของแท้” เจ้าของสามารถเก็บตกทอดเป็นมรดกได้เลย…

ll ศ.พิเศษ ดร.ภญ.กฤษณา ไกรสินธุ์ แห่งมูลนิธิกฤษณา ไกรสินธุ์ บรรยายเรื่อง “Life- Saving Journey” ในงานประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ครั้งที่ 31 วันที่ 21 มิ.ย. 10.45 น. ที่ รร.แกรนด์ริชมอนด์ จ.นนทบุรี…

ll ร้านอาหาร “สีฟ้า” สาขาสยามสแควร์ เปิดมา 53 ปี จินตนา รัชไชยบุญบอกร้านฯจะปิดกิจการ 11 ก.ค.นี้แล้ว…ใครเป็นลูกค้า “สีฟ้า ”สาขานี้ หรือมีความรัก-ความหลังกันที่นี่ รีบไปกินทิ้งท้ายก่อนปิดตำนาน “คิดถึงสีฟ้า เวลาหิว” !!…ll

บารอนเนส

แก้ผ้าลุงแซม : ไม่เผือกเรื่องการเมืองไทยสิ..ลุงแซม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738301

แก้ผ้าลุงแซม : ไม่เผือกเรื่องการเมืองไทยสิ..ลุงแซม

แก้ผ้าลุงแซม : ไม่เผือกเรื่องการเมืองไทยสิ..ลุงแซม

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาทิตย์ที่ผ่านมามีข่าวหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับบ้านเราที่น่าจับตามอง ช่วงนี้ต้องช่วยกันจับตามองไอ้นกอินทรีหัวล้านเป็นพิเศษ ว่าจะคายความกระสันแบบไหนออกจากปาก เพราะในการเมืองยังมีการเมืองครอบอยู่อีกชั้นหนึ่ง คือมีการแทรกแซงของต่างชาติ ที่ต้องการเข้ามาสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรคในไทย โดยสามารถสั่งซ้ายหันขวาหัน เพื่อประโยชน์ร่วมกันระหว่างชาติตนกับพรรคการเมืองนั้นๆ

ข่าวที่ว่านั้นคือ เคิร์ท แคมป์เบลล์ ผู้ประสานงานภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของทำเนียบขาว กล่าว ณ สถาบันฮัดสันว่า

“เราจับตาการเลือกตั้งอย่างระมัดระวัง นี่คือขั้นที่ละเอียดอ่อนในแง่ของการจัดตั้งรัฐบาล”

เดี๋ยวนะ นี่ไม่เผือกเรื่องราวในบ้านคนอื่นบ้างได้ไหม แต่จะว่าไป เรื่องเผือกไม่มีใครเกินอเมริกาอีกแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อผลประโยชน์ของชาติตัวเองเป็นหลักนั่นแหละ

คิดดูแล้วกัน ยังไม่ทันจะได้รัฐบาลใหม่ ลุงแซมเสนอหน้ามาเผือกเสียแล้ว จะว่าไปก็เผือกมาตลอด รวมทั้งก่อนเลือกตั้งด้วย ที่เล่นบทเจ๊ดันบางพรรคที่ตัวเองหนุนก้นให้เป็นรัฐบาลเงา พิทักษ์ผลประโยชน์ให้อเมริกา บทนี้อเมริกาเล่นมาตลอดกับทุกชาติที่ต้องการเข้าแทรกแซงครอบงำ

อเมริกากำลังหาทางยกระดับความสัมพันธ์กับพันธมิตรและคู่หูทั่วเอเชีย ในความพยายามตีโต้กลับความเคลื่อนไหวแผ่ขยายอิทธิพลของจีน แคมป์เบลล์บอกว่าวอชิงตันต้องการค้ำยันความสัมพันธ์ทวิภาคีที่แข็งแกร่งกับไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรสนธิสัญญาที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ พอจะหาประโยชน์ก็โอบบ่าเรียกว่าเพื่อนรักเก่าแก่ขึ้นมาทันที

“ผมคิดว่าปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองของไทยยังไม่เสถียรและซับซ้อน ผมคิดว่าเป้าหมายของเราจะเป็นการสนับสนุนรัฐบาลประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพในไทย จากนั้นจะทำงานร่วมกับพวกเขา”

เห็นประโยคข้างบนหรือยัง ชัดยิ่งกว่าชัด “เป้าหมายของเราจะเป็นการสนับสนุนรัฐบาลประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพในไทย จากนั้นจะทำงานร่วมกับพวกเขา” บรรทัดนี้ต้องขีดเส้นใต้เน้นตัวหนาเลยนะ

ก่อนที่เอกอัครราชทูตอเมริกาคนล่าสุด คือ โรเบิร์ตเอฟ.โกเดค จะเข้ามารับตำแหน่ง รายนี้เคยแถลงต่อกรรมาธิการต่างประเทศของวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อ 13 ก.ค.ปี 2565 มาแนวสายเหยี่ยวเต็มที่ ขนาดตัวยังมาไม่ถึง แต่จมูกยื่นทะลุไทยมาเรียบร้อยแล้ว เพราะประกาศจะให้ไทยปรับปรุงสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

การที่อเมริกาเข้ามาบงการเบื้องหลังพรรคการเมืองบางพรรค มีจุดมุ่งหมายแฝง ทั้งหมดนี้เพื่อให้ทำตามนโยบายที่ตนต้องการ เช่น ดึงให้เข้าร่วมเป็นพวก หรือใช้เป็นฐานในการทำสงคราม เพื่อเอาไว้คานอำนาจกับชาติที่ไม่ชอบหน้า ไม่ใช่เราแค่ชาติเดียวที่อเมริกาเข้าไปเสือก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ ความสัมพันธ์ระหว่างยูเครนและประเทศนาโต้ โดยมีพี่เบิ้มอเมริกาคอยกำกับอยู่ข้างหลังนั่นไง

ไอ้คำสวยหรูอย่างประชาธิปไตยหรือสิทธิมนุษยชนเหล่านั้น ลุงแซมใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันประเทศเล็กๆ ที่แข็งข้อไม่ยอมก้มลงจูบตีนแต่โดยดี สิทธิมนุษยชนที่ท่านว่าก็เพื่อเอาไว้บีบคอบังคับให้ชาติอื่นทำตามที่อเมริกาต้องการ เพื่อผลประโยน์ของอเมริกาเท่านั้นแหละ

อย่าคิดว่าอเมริกาไม่เคยจมูกยื่นยาวแทรกแซงชาติอื่น หันไปดูเพื่อนบ้านเรานี่เลย ยุคสงครามเย็น อเมริกาแทรกแซงการเมืองในกัมพูชา ปี 2514 สนับสนุนให้นายพลลอนนอลโค่นล้มรัฐบาลสมเด็จนโรดมสีหนุ ยังไม่หมดเท่านี้ อเมริกาแทรกแซงเวเนซุเอล่า จนเกิดวิกฤตมาจนปัจจุบัน

เมื่อ 12 ปีก่อน ตะวันออกกลางเกิดการประท้วงครั้งยิ่งใหญ่เรียกว่า “อาหรับสปริง” อเมริกาชูธงประชาธิปไตย เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองหลายประเทศอาหรับ เช่น อียิปต์ ลิเบีย ซีเรีย จนเกิดสงครามภายในลิเบียและซีเรีย ใครล่ะที่รับกรรม ประชาชนของประเทศเหล่านั้นนั่นเอง

ตามรายงานของ Dov Levin จากมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ในระหว่างปี 2489 ถึงปี 2543 สหรัฐฯได้มีการแทรกแซงการเลือกตั้งของประเทศอื่นถึง 81 ครั้ง นั่นยังไง อย่าไร้เดียงสาเพราะคำหวานที่อเมริกาเรียกเราว่า “มหามิตร” เลย หวานยาพิษชัดๆ

ที่ผ่านมาสหรัฐฯได้ให้เงินสนับสนุนองค์กรเอกชนที่เคลื่อนไหวในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการเดินงานมวลชนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์บางอย่าง โดยให้เงินสนับสนุนผ่านองค์กร 3 แห่ง คือ 1.กองทุนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (America’s
National Endowment for Democracy : NED) 2.มูลนิธิโอเพน โซไซตี้ (Open Society Foundation : OSF) 3.องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID

มาดูกันว่าไอ้ 3 องค์กรที่ว่านี่แจกเงินให้หน่วยงานไหนบ้าง อ่านระหว่างบรรทัดแล้วจะเห็นชัดเจนว่าอเมริกาถือหางพรรคการเมืองแบบไหน

กองทุนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (America’s National Endowment for Democracy : NED) หรือเรียกกันว่าองค์กรนี้เป็นซีไอเอภาคประชาชน สนับสนุนเงินแก่เว็บไซต์ประชาไท มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (TVS.) มูลนิธิเพื่อการศึกษาและสื่อภาคประชาชนอีสาน (The Isaan Record) สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน-HRLA มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ฮิวแมนไรท์วอทช์

มูลนิธิโอเพน โซไซตี้ (Open Society Foundation : OSF) ของ จอร์จ โซรอส สนับสนุนเงินให้เว็บไซต์ประชาไท เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Cultural Foundation) สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) และโครงการอินเตอร์เนตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)

องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID เงินกองทุนบางส่วนใช้เพื่อสนับสนุนองค์กรที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพของสถาบันกษัตริย์ของไทย เช่น เว็บไซต์ประชาไท ทั้งนี้ จากข้อมูลยังพบว่ากองทุนของสหรัฐนั้นสนับสนุนการโจมตีสถาบันกษัตริย์ทางอ้อม โดยสนับสนุนเงินทุนให้แก่กลุ่มที่สู้คดี ม.112 ซึ่งเงินที่กลุ่มนี้ใช้ประกันตัวก็มาจากกองทุนของสหรัฐนั่นเอง เริ่มมองเห็นภาพแล้วใช่ไหมล่ะ

ทำไมอเมริกาถึงพยายามจะครอบงำแทรกแซงบ้านเราให้ได้ เรื่องนี้มีที่มาที่ไป อเมริกาพยายามขยายอำนาจนอกชาติทุ่มเงินก้อนหนึ่งผ่านองค์กรที่ว่า เข้ามาชักใยกลุ่มสามนิ้ว กลุ่มเอ็นจีโอ กลุ่มนักวิชาการ และกลุ่มสื่อ ซ่องสุม หลอมแนวคิดแนวทาง แล้วกระจายกันเดินทั้งใต้ดินบนดินและในอากาศ ผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ ปั่นกระแส โน้มน้าว ชักจูงมวลชน ทุกรูปแบบ เพื่อส่งให้พรรคการเมืองบางพรรคได้อำนาจครองสภาผ่านการเลือกตั้ง

จุดหมายคือการให้พรรคการเมืองที่อเมริกาเลือกเข้าไปเป็น “ตัวแทนอำนาจนอกชาติ” อยู่ใต้การควบคุมของอเมริกา ทำหน้าที่ “ในสภา-ในรัฐบาล” เพื่อเปิดประตูให้อเมริกาเข้ามาใช้ประเทศเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร เพื่อยันอำนาจกับจีน ดังนั้นความพยายามที่จะตั้งฐานทัพในประเทศไทยจึงไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อแต่อย่างใด

วีเอ็นยูฯ ดันธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ในงาน Healthy Food Asia 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/738318

วีเอ็นยูฯ ดันธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ในงาน Healthy Food Asia 2023

วีเอ็นยูฯ ดันธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ในงาน Healthy Food Asia 2023

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 17.35 น.

วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค ร่วมกับ EBC Expo พันธมิตรการจัดงานผู้เชี่ยวชาญจากยุโรป เปิดตัวงานประชุมสัมมนาและงานแสดงสินค้าเพื่อการเจรจาธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ โดยครอบคลุมกลุ่มธุรกิจ อาหารออร์แกนิก อาหารวีแกน อาหารมังสวิรัติ โปรตีนทางเลือก อาหาร Functional อาหารปราศจากสารปรุงแต่ง และบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก โดยกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2566 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพ ตั้งแต่เวลา 10:00-18:00 น. ของวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 และเวลา  10:00-17:00 น.  วันที่ 6 กรกฎาคม 2566 เข้าชมงานฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอด 2 วันของการจัดงาน

สำหรับการจัดงานครั้งแรกนี้ ผู้ประกอบการกว่า 50+ แบรนด์พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมการเจรจาธุรกิจระหว่างเจ้าของผลิตภัณฑ์กับบรรดาผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ซูเปอร์มาร์เก็ต กลุ่มโรงแรม ผู้จัดการฝ่ายอาหาร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ผู้จัดการแบรนด์ ผู้จัดการฉลากส่วนตัว ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ผู้ผลิตอาหาร เครือข่ายค้าปลีกค้าส่ง นักโภชนาการ / ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ผู้จัดการฝ่ายจัดเลี้ยง และผู้ที่สนใจในอาหารเพื่อสุขภาพทุกระดับ

งาน Healthy Food Asia พร้อมต้อนรับผู้เข้าชมงานมากกว่า 1,000+ ราย มาพบปะกับบริษัทชั้นนำกว่า 50+ แบรนด์จากนานาประเทศภายในงานแสดงสินค้าครั้งนี้ อาทิ Abbra Corporation Limited, MEATLY (by  Betagro), Charm Thai International Co., Ltd., Chin Huay Public Co., Ltd., Lotto Food (Thailand) Co. Ltd, PRG Global Public Company Limited, Salana Organic Village (Social Enterprise ) Co.Ltd. และอีกมากมายภายในงาน นอกจากนั้นมีการนำเสนอหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจกว่า 20+ งานสัมมนาจากวิทยากรรับเชิญทั้งในไทยและต่างประเทศ พร้อมมอบโอกาสในการค้นหาพันธมิตรทางการค้าและการลงทุน นำเสนอกลยุทธ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อพัฒนาและขยายเครือข่ายทางธุรกิจของคุณไปยังกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศ และจับตาดูแนวโน้มของตลาดและนวัตกรรมใหม่ๆในอุตสาหกรรมได้ภายในงานครั้งนี้

“ภูมิภาคเอเชียมีอาหารเพื่อสุขภาพที่หลากหลายซึ่งได้รับความนิยมเป็นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว ผู้ผลิตและร้านอาหารจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเมนูและผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เราเข้าใจถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งในตลาด เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งแง่ของคุณภาพและความพึงพอใจของลูกค้าเพื่อสร้างความแตกต่างและเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์สินค้าของเรา” คุณไตรภพ บุญเหมือน ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท แม็กซ์เท็กซ์ เทรดดิ้ง กรุ๊ป จำกัด

“ในขณะที่ความต้องการของผู้บริโภคสำหรับอาหารมังสวิรัติเพิ่มมากขึ้น โอกาสของผู้ประกอบการที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายจะเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ซึ่งทาง บริษัท ศาลานา ออแกนิค วิลเลจ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด เป็นบริษัทที่ทำงานสนับสนุนเกษตตรอินทรีย์ เรามองหาผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารปลอดภัย และส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตอาหาร ร้านอาหาร โรงแรม และโรงพยาบาล เพื่อผลักดันการเพิ่มมูลค่าข้าวไทยส่งถึงมือผู้บริโภค” คุณ รมณ จริยธรรมรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท ศาลานา ออแกนิค วิลเลจ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด กล่าว

อัปเดตเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ ไปกับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมอาหาร

งาน Healthy Food Asia ขอนำเสนองานสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจมากมาย โดยวิทยากรชั้นแนวหน้าจากนานาประเทศ เพื่อร่วมนำเสนอและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ แบรนด์ เทรนด์ และแนวโน้มทางธุรกิจที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพที่มีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ 

สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ มาร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ในหัวข้อ “Animal Protein Sector; At the Forefront of More Innovative and Sustainable Food System” (โปรตีนจากสัตว์และการปรับตัวด้านนวัตกรรมเพื่อระบบอาหารที่ยั่งยืน) และ “Safety Vegetables for All; A Dutch Approach for Innovative and Low Carbon Footprint System” (ผักปลอดภัยเพื่อทุกคน ; นวัตกรรมจากเนเธอร์แลนด์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) ทั้ง 2 วันของการจัดงาน

ในส่วนของหน่วยงานการศึกษา ได้รับเกียรติจากผู้แทนจาก Foodinnopolis เมืองนวัตกรรมอาหารส่วนขยาย ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาบรรยายในหัวข้อ “บรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน” ในขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาบรรยายในหัวข้อ “ผลิตภัณฑ์โปรตีนสูงปราศจากกลูเตน: การวิจัยและพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคที่แพ้กลูเตน”

ในส่วนของผู้ประกอบการชั้นนำ ทาง บริษัท แม็กซ์เท็กซ์ เทรดดิ้ง กรุ๊ป จำกัด มาเสวนาในหัวข้อ “คุณภาพอาหารปลอดภัยในกระบวนการผลิต” พร้อมด้วย Healthy Marketing Team แบ่งปันไอเดียในการพัฒนาธุรกิจในหัวข้อ “How to build successful storytelling brand strategies?” (วิธีสร้างกลยุทธ์การเล่าเรื่องของแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จ) และอีกหลากหลายงานสัมมนาอัดแน่นทั้ง 2 วัน

“การที่เรามารวมตัวกันใน Healthy Food Community ทำให้เราได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆ รวมถึงโซลูชั่นในการแก้ปัญหา เรียกได้ว่าเป็นการยกระดับการแก้ปัญหาในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพให้เติบโตขึ้นในทุกๆปี รวมถึงช่วยอัปเดตเทรนด์ต่างๆให้กับผู้บริโภาคที่จะเข้าชมงานด้วยค่ะ อีกทั้งภายในงาน ทางบริษัทของเรายังร่วมจัดงานสัมมนาในวันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฏาคม 2566 ในหัวข้อ สุขภาพดีฉบับคนไม่มีเวลา ด้วยเคล็ดลับการฝึกจิตให้เบาและทานมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น ที่จะเป็นการเล่าเรื่องราวและแบ่งปันประสบการณ์ในการหาความสงบสุขในชีวิต รวมถึงเรื่องการดูแลสุขภาพด้วยการทานมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น” คุณ จิราดา ศรีแสงนาม ผู้ช่วยกรรมการผู้บริหาร  บริษัท เจริญอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) Chin Huay ได้กล่าว

Healthy Food Asia: “ปลดล็อก” โอกาสทางธุรกิจอาหารทุกระดับ

คุณอิกอร์ เพาก้า กรรมการผู้จัดการบริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค กล่าวว่า “Healthy Food Asia 2023 เป็นประตูสู่อาหารอนาคตจากยุโรปสู่เอเชียที่น่าจับตาของอุตสาหกรรมอาหาร ภายในคุณจะได้พบกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร โอกาสทางธุรกิจที่เหนือชั้นเพื่อเชื่อมต่อกับผู้ผลิต และตัวแทนจำหน่ายชั้นนำ แบรนด์ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพที่หลากหลายอีกมากมายที่รอให้คุณมาสำรวจที่งานแสดงสินค้าของเรา แล้วคุณจะค้นพบโอกาสใหม่ๆในอาณาจักรแห่งอาหารเพื่อสุขภาพ” อย่าพลาดโอกาสในการสร้างความสำเร็จและเป็นแนวหน้าของการเปลี่ยนแปลง ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเพื่อรับบัตรเข้างานฟรีได้ที่ https://healthyfoodasia.com/ หรือลงทะเบียนทันทีคลิก https://register.visitcloud.com/survey/0fr3ikdhjav5q

แล้วพบกันที่งาน Heathy Food Asia 2023 ตั้งแต่วันที่ 5-6 กรกฎาคม 2566 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพ ตั้งแต่เวลา 10:00-18:00 น. เข้าชมงานฟรีมาเสียค่าใช้จ่ายตลอด 2 วันของการจัดงาน

-(016)

สัมภาษณ์พิเศษ : เปิดมุมคิด‘ดร.ชาติชาย พุคยาภรณ์’ ยกเครื่อง‘การศึกษาไทย’ ต้องมองให้ครบ‘เด็ก-ครู-ผู้ปกครอง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738603

สัมภาษณ์พิเศษ : เปิดมุมคิด‘ดร.ชาติชาย พุคยาภรณ์’ ยกเครื่อง‘การศึกษาไทย’ ต้องมองให้ครบ‘เด็ก-ครู-ผู้ปกครอง’

สัมภาษณ์พิเศษ : เปิดมุมคิด‘ดร.ชาติชาย พุคยาภรณ์’ ยกเครื่อง‘การศึกษาไทย’ ต้องมองให้ครบ‘เด็ก-ครู-ผู้ปกครอง’

วันพุธ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ทรัพยากรมนุษย์” เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ขณะที่“การศึกษา” ก็เป็นปัจจัยในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทาย ทั้งรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปจากเทคโนโลยีดิจิทัล สังคมสูงวัยที่อัตราการเกิดน้อยลงแต่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลต่อกำลังแรงงาน ไปจนถึงความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคนต่างรุ่น ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.ชาติชายพุคยาภรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานมูลนิธิเพื่อพัฒนาการศึกษาเอกชน และท่านได้ให้มุมมองน่าสนใจไว้หลายประการ

n ในฐานะที่ท่านอยู่ในแวดวงการศึกษามาทั้งชีวิต ตั้งแต่การเป็นทายาทของ ดร.สุขพุคยาภรณ์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศรีปทุม กระทั่งในเวลาต่อมา ท่านมีโอกาสได้บริหารสถาบันการศึกษาในเครือหลายแห่ง มองแนวทางการจัดการศึกษาจากอดีตถึงปัจจุบันในภาพรวมอย่างไร? : ผมชอบคำถามนี้นะ เพราะมีหลายคนบอกว่าการศึกษาสมัยก่อนไม่ดี ล้มเหลวจนถึงปัจจุบัน อันนี้โดยส่วนตัว ถ้าพูดเช่นนั้นแปลว่าเรากำลังด่าตัวเราเอง

เพราะเรามายืนอยู่ ณ จุดนี้ในวันนี้ได้ก็เพราะการศึกษาในอดีต ดังนั้นโดยภาพรวมแล้ว ผมคิดว่าการศึกษาที่เป็นมาตลอดระยะเวลา ผมถือว่าเป็นพัฒนาการของการศึกษาตามห้วงเวลานั้น การศึกษาวันนี้หลายคนหลายมุมมอง ก็ต้องบอกว่าเริ่มอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ดีขึ้น (ในมุมเขานะ) แต่ผมถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงให้ตรงกับสภาพความเป็นไปของโลกและของมนุษย์ หรือว่าการเติบโตของคนในยุคปัจจุบันนี้

n หลายปีที่ผ่านมา คำว่า “การศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21” ถูกพูดถึงกันมาก ท่านมีมุมมองกับคำคำนี้อย่างไร? : ประเด็นแรกก่อน “การศึกษาคือรากแก้วของการพัฒนาคนเพื่อไปพัฒนาชาติ”ดังนั้นการจะทำให้การศึกษาแข็งแกร่งเราจะต้องมองอะไรบ้าง? อะไรเป็นองค์ประกอบ ดังนั้นในมุมมองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แน่นอนเรายังจำเป็นต้องให้การศึกษาคือรากเหง้าของประเทศที่จะต้องเติบโตขึ้น หรือว่าเป็นรากแก้วที่เราจะต้องสร้างให้มันเข้มแข็งมากขึ้น

ผมก็จะมองว่าในศตวรรษที่ 21 นี่อะไรที่จำเป็นจะต้องคงอยู่ อะไรที่จะต้องเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แน่นอนสิ่งที่ประเทศชาติเกิดขึ้นในขณะนี้ต้องบอกว่าคือขนบธรรมเนียมประเพณี หรือประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นมา มันเป็นรากแก้วที่เราจำเป็นจะต้องรักษาไว้ ไม่ใช่ต้องไปทำลายหรือเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่ใช่เลย เพราะเป็นโชคดีของคนไทยที่เราจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทรัพย์สมบัติ เป็นมรดกที่เราจะต้องรักษาไว้

ผมก็มานึกหลายอย่าง สมัยก่อนเราเคยเรียนสุภาษิต-คำพังเพย สิ่งเหล่านี้มันเป็นการเตือนใจ-สอนใจ เพราะการพัฒนาการศึกษาไม่ใช่พัฒนาเฉพาะความรู้ ไม่ใช่ต้องไปรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหมด อันนั้นแน่นอนเราจำเป็นต้องมี แต่สิ่งที่เราจะต้องคงอยู่คือเรื่องของจิตใจและสภาพต่างๆที่เราจะต้องให้ดำรงคงอยู่ไว้ เรียกว่าไม่ใช่พัฒนาแต่ความรู้ แต่จิตใจและสิ่งต่างๆ ที่เราจะต้องมีไว้ นั่นคือเราจะต้องสร้างและเสริมต่อไว้

n ก็แสดงว่ารากเหง้าที่เรามีอยู่เดิมกับชุดคุณค่าในยุคสมัยใหม่เอาจริงๆ มันไม่มีอะไรขัดกัน? หรือมีอะไรจะต้องปรับบ้าง? : ไม่ได้ขัดกัน เพียงแต่เราให้ความสำคัญแค่ไหน เพราะในมุมมองผมวันนี้เรายืนอยู่กันได้เพราะสิ่งเหล่านี้ที่เป็นรากแก้วของเรา วัฒนธรรม ประเพณี วิธีคิดอะไรหลายอย่างที่เราฟูมฟักกันมา แล้วก็สร้างให้เยาวชนแข็งแรงขึ้น แต่ส่วนเทคโนโลยีก็ส่วนเทคโนโลยี คุณจะพัฒนาอย่างไร เพิ่มเติมอย่างไรว่าไปเลย

แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กจะเติบโตได้ไม่เฉพาะสติปัญญา คงจะต้องเกี่ยวกับนิสัยใจคอ จิตใจ ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบให้คนนั้นเติมเต็ม เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต แน่นอนเด็กก็อยากออกนอกกรอบบ้าง แต่บางทีเราต้องสอน ต้องแนะนำให้คำปรึกษาว่าสิ่งใดดีงาม ซึ่งคนที่สอนได้ดีที่สุดคือพ่อแม่ แต่ปัญหาคือ “ทุกวันนี้สถาบันครอบครัวมีอุปสรรค ทำให้พ่อแม่ดูแลลูกได้น้อยลงด้วยเหตุผลสภาพทางเศรษฐกิจ” ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง สุดท้ายหลายคนก็ต้องเอาลูกไปฝากไว้กับสถานรับเลี้ยงเด็ก ดังนั้นจะทำอย่างไรให้สถาบันครอบครัวนั้นมั่นคง

n นอกจากพ่อแม่แล้ว ครูก็มีสถานะเหมือนเป็นพ่อแม่คนที่ 2 ที่ผู้ปกครองไว้วางใจเอาลูกไปฝากฝังให้ช่วยดูแล ท่านมองความเป็นไป(หรือความเปลี่ยนแปลง) ของอาชีพครูทุกวันนี้อย่างไร? : ต้องถามว่าอะไรทำให้สภาวะวันนี้เปลี่ยนแปลงไป? นั่นคือสภาพเศรษฐกิจที่เราทำให้เขาต้องดิ้นรน พอครูดิ้นรนก็ต้องพยายามหามาดูแลครอบครัวตัวเอง ดังนั้นผมถึงอยากจะบอกว่า วันนี้จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญมาก เราจะวางระบบการศึกษาจริงๆ อย่างไร?

มองในภาพรวมก่อน ประชาชนในวันนี้ถ้าสถิติประชากร 66 ล้านคน โดยประมาณ สถิติของเด็กที่อยู่ในวัยเรียนไปจนถึงอายุ 20 ปี ท่านดูตัวเลขประมาณเท่าไร? วันนี้เกิดปีละ 6-8แสนคน ผมว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด ดังนั้นเรามีการวางแผนสนับสนุนส่งเสริมองค์ประกอบตรงนี้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นตัวนักเรียน ครูและผู้ปกครอง 3 ส่วนนี้จะเป็นองค์ประกอบที่รัฐต้องให้ความสำคัญ

“อยากให้มองว่าการศึกษาทั้งหมดของเราจะไปทิศทางไหน? เพราะต้องล้อไปตามที่เราวางแผน จะเป็นยุทธศาสตร์ 20 ปี จะเป็นอนาคต 10 ปีข้างหน้า เริ่มต้นที่การวางแผนจำนวนประชากรก่อน ลองมองอีก 20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? ดังนั้นถ้าเราสนับสนุนส่งเสริมให้การเกิดของประชากรได้มีความชัดเจน เพราะวันนี้หลายคนเริ่มจะไม่มีลูก อยากจะเป็นโสด ด้วยเหตุผลเพราะภาวะเศรษฐกิจ ไม่สามารถที่จะส่งเสริมให้เขาเติบใหญ่ได้อย่างสบายใจ

นี่คือนโยบายของชาติที่ต้องเข้ามาเห็นว่าควรส่งเสริมอย่างไรให้ประชาชนที่อยู่ในวัยที่มีบุตรมั่นใจได้ว่าลูกเขาได้เรียนโดยไม่เดือดร้อนมาก จะมีลูกคนหนึ่งกว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ไหนจะภาวะเศรษฐกิจ ภาวะจิตใจที่เขาจะเปลี่ยนไปตรงนี้ต้องเริ่มให้ความสนใจว่าเราจะมองเยาวชนจากเกิดจนถึงอายุ 20 ปี เราส่งเสริมเขาอย่างไร? ไม่ใช่ส่งเสริมเฉพาะเด็กเฉพาะครู อาจจะต้องส่งเสริมไปยังผู้ปกครองด้วยว่าจะช่วยเหลือเขาอย่างไร?”

n ในยุคนี้ที่เทคโนโลยีดิจิทัลก้าวหน้า มีการพูดกันว่าการเรียนเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ ทำให้มหาวิทยาลัยอาจไม่มีความจำเป็นอีกแล้วมีมุมมองต่อแนวคิดนี้อย่างไร? : การศึกษามีทั้งในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย วันนี้เราต้องถามว่านิสัยใจคอของเด็กเรายังอยู่ในคาแร็กเตอร์แบบใด แบบเรียนรู้ตนเอง (Self-Learning) ไหม? หรือต้องบังคับเรียน? มันมีหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นทุกระบบยังมีความสำคัญอยู่เพราะมันเป็นทางเลือกของเด็ก

การเรียนในระบบไม่ว่ามหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนก็ยังมีความจำเป็น เด็กสามารถไปเลือกเรียนแบบนั้นได้ หรือคนที่ไม่พร้อมด้วยหลายๆ อย่างเขาก็อาจจะเลือกเรียนแบบอัธยาศัย ดังนั้นในมุมมองผมยังจำเป็นทุกด้าน เป็นทางเลือกให้เด็ก แต่พอเป็นทางเลือกให้เขา ในวัยเรียนของเขาเราส่งเสริมอย่างไร? ไม่ใช่เฉพาะเด็กแต่เป็นผู้ปกครองด้วย ทำอย่างไรให้เขาสบายใจเมื่อลูกมาเรียน สบายใจทั้งกระเป๋าเงิน ทั้งมีความสุขกับการเรียน ทั้งความปลอดภัยเมื่ออยู่ในโรงเรียนหรือในระบบต่างๆ เราต้องให้สิ่งเหล่านี้กับเขา

n คำถามก่อนท่านพูดถึงยุทธศาสตร์ 20 ปี ถึงตรงนี้คงต้องถามต่อว่า บทบาทกลไกรัฐ (ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดก็ตาม) ควรจะเป็นอย่างไรในการพัฒนาการศึกษาไทย? : บางคนก็มีความเห็นหลากหลายกับยุทธศาสตร์ 20 ปี แต่ผมถือว่าเป็นเส้นทางที่จะไปถึงตรงนั้น แต่ระหว่างทางเราจะไปเติมอย่างไรเราใส่เข้าไปได้ อย่างที่ผมบอกว่าการศึกษาคือรากแก้ว แล้ววันนี้เราให้ความสำคัญแค่ไหน? องค์ประกอบมีอะไร? เด็ก ครูผู้ปกครอง หลักสูตร

เราส่งเสริมเต็มที่ไหม? ถ้าไม่ส่งเสริมรากแก้วเราก็ไม่แข็งแรงพอ ต้องถามว่าเราให้ความสำคัญจริงๆ ไหม? ผมถามจริงๆ ทุกวันนี้ครูเดือดร้อนไหม? ไม่พอจ่ายแน่นอนต้องกู้หนี้ยืมสิน แต่ถามว่าทำอย่างไร? เงินเดือนทุกวันนี้เท่าไร? หมื่นห้าขั้นต่ำบอกต่อไปจะสองหมื่นสี่ พูดกันตรงๆ เท่าไรก็แล้วแต่ถ้าไม่คุมรายจ่าย ไม่คุมปัจจัยการผลิต ปัจจัยความเป็นอยู่ของเขา มีเท่าไรก็ไม่พอ

ผู้ประกอบการเขาก็จะบอกว่าคุณไม่คุมปัจจัยการผลิตเขา สิ่งเหล่านี้เรียกว่าลูกโซ่ ถามว่าเงินเดือนไปสินค้าไปไหม? นั่นคือคำตอบ แต่ถ้าคุณคุมปัจจัยหลักของความเป็นอยู่ของเขาได้ ราคาบางอย่างให้อยู่ในวิสัยที่ความเป็นอยู่ของประชาชนไม่เดือดร้อน เขาจะมีช่องว่าง (Gap) ส่วนต่างของค่าใช้จ่ายกับรายรับของเขา ฉะนั้นเขาก็มีความสุขแล้ว แต่วันนี้ช่องว่างส่วนต่างมันตรงกันข้าม (Reverse) ค่าใช้จ่ายมันมากกว่ารายรับ มันก็ไม่มีความสุข

n การศึกษาในอนาคตอยากเห็นอะไร? : กลับไปดูรากฐานของมันที่ว่าโครงสร้างหลักสูตรควรจะปรับหรือเติมแต่งอะไร? อะไรที่จำเป็นต้องมี?วัฒนธรรม-ประวัติศาสตร์-ศีลธรรม จำเป็นต้องมีไหม? เพราะนี่คือพื้นฐานนะ ในมุมผมถ้าไม่มีใครจะล่วงเกินอะไรกันได้ ไม่รู้กรอบอยู่ตรงไหน? คุณจะไปบอกกรอบกฎหมาย กรอบกฎหมายมันตามมา แต่กรอบศีลธรรมมันอยู่ในใจหรือเปล่า? ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันต้องมีรูปแบบของการจัดการ วันนี้เด็กจะต้องมีโอกาสทำมาหากินได้ด้วย ช่วยผู้ปกครองด้วย ไม่ใช่ต้องเรียนอยู่ในระบบถึง 8 ชั่วโมง ทั้งวันโดยที่เสียค่ารถมาแล้วก็ไม่ได้อะไร

ส่วนครู ถ้าพูดถึงระบบ ถ้าประชากรยังอยู่อย่างนี้ต้องเริ่มดูแล้ว โครงสร้างงบประมาณที่ลงมาภาครัฐกับการที่เราต้องเติม บางที่อุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ไม่สมดุลกัน เราจะจัดการอย่างไร ในต่างจังหวัดมีเด็กน้อยแต่โรงเรียนยังอยู่ แต่ครูคนเดียวสอนก็กระไรอยู่ ตรงนี้ต้องเข้าไปดู ไม่ได้บอกให้ลดโรงเรียน แต่ให้เกิดการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ใช้วิธีการเพิ่มเติม ที่สำคัญคือทำอย่างไรให้เขามีอาชีพครูอย่างมีความสุข ไม่ต้องดิ้นรนมากนัก

n ฟังท่านมาพักหนึ่งเรื่องบุคคล 3 ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาคือ “นักเรียน-ครู-ผู้ปกครอง” แล้วท่านเน้นพูดถึงผู้ปกครองบ่อยๆ ดูเหมือนกำลังจะสื่อว่าที่ผ่านมารัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญกับฝ่ายนี้เท่ากับ 2 ฝ่ายที่เหลือ ดังนั้นแล้วท่านมีคำแนะนำอย่างไรกับการช่วยเหลือผู้ปกครองที่จะส่งผลดีต่อการศึกษาในภาพรวม? : ผู้ปกครองต้องบอกว่าเป็นสถาบันหลักเลยต่อการเติบโตของเยาวชน ผู้ปกครองวันนี้ปากกัดตีนถีบ ก็วนกลับไปที่รายจ่ายมากกว่ารายรับ

สมมุติเราตัดความเป็นห่วงของผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนให้กับเด็ก 100%ผู้ปกครองสบายใจขึ้น มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น ช่วยสอนการบ้านลูกอันนี้เป็นลูกโซ่กันต่อไป ถามว่ารัฐต้องเข้ามาดูไหม? ต้องเข้ามาดูจริงๆ จะให้อย่างไร? แม้กระทั่งผมคิดเล่นๆ ว่ามีลูกนอกจากจะให้ค่าเล่าเรียนแล้วต้องให้งบประมาณผู้ปกครองด้วยในการที่จะมาส่งเสริมเด็กในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบช่วยในการเรียนรู้ ในภาพรวมนะ แต่ผู้ปกครองจะไปใช้แบบไหนก็คงต้องมีกระบวนการ พอบอกว่าให้ก็เอาไปใช้เอง มันก็มีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง แต่วิธีคิดที่ส่งเสริมเขาจะทำอย่างไร

“วันนี้เราจะต้องช่วยประชากรทั้งประเทศ ผมยังยึด 3 คำอยู่ว่าทำอย่างไรให้เขา 1.ไม่จน หมายความว่าให้เขาอยู่อย่างพอเพียงไม่กระเสือกกระสนมากนัก ฉะนั้นต้องไปคุมรายจ่าย-เพิ่มรายได้ 2.ไม่เจ็บ ทำอย่างไรให้เขาสบายใจว่าเมื่อเจ็บป่วยจะได้รักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ นี่คือการช่วยเขาไม่ต้องให้เป็นภาระ วันนี้ไปโรงพยาบาลรัฐสงสารเขา สงสารหมอด้วยนะ เพราะไม่พอจริงๆ เตียงเรียงเป็นรายรอบเลย ไม่มีห้อง ไม่มีหมอรักษาเพราะหมอไม่เพียงพอ พยาบาลก็ไม่เพียงพอ

ถามว่าไม่จน-ไม่เจ็บทำอย่างไร? ถ้าคุณตัดปัญหาเรื่องถ้าเขาเจ็บป่วยไม่ต้องจ่ายเงินทำได้ไหม? เท่าไรก็ต้องทำ ในมุมผมนะ ไม่ใช่วันนี้จ่ายให้หัวละเท่าไรแล้วบอกว่าเยอะ ผมว่าไม่เยอะ แต่พอจ่ายไปแล้วโรงพยาบาล หมอพอไหม? ก็ต้องไปมองอีก ก็มันไม่พอ ไม่ใช่อัดงบต่อหัวให้ประชากรแต่องค์ประกอบโรงพยาบาล หมอ-พยาบาลไม่พอ ก็ต้องใส่เข้าไป และ 3.ไม่โง่ ก็คือการศึกษา 3 อย่างนี้ในมุมผมนะ” ดร.ชาติชาย กล่าวในตอนท้าย

‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคี มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738610

‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคี มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ

‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคี มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.33 น.

‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคี มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ เพื่อการค้นคว้าและเผยแผ่ทางพระพุทธศาสนา ประจำปี 2566 มุ่งมั่นสืบทอดสืบสานการจัดพิมพ์พระคัมภีร์ฉบับภูมิพโลภิกขุ (ระยะที่ 3) แด่วัดและสถาบันที่มีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมและหอสมุดสำคัญ ๆ ทั่วประเทศสืบสานพระบรมราโชวาทในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างยั่งยืน

วันนี้ (20 มิ.ย. 66) เวลา 14.00 น. ที่ศาลาการเปรียญวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคี มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ ประจำปี 2566 โดยได้รับเมตตาจาก พระธรรมโพธิมงคล เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เป็นประธานสงฆ์ โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายปรีชา เดชพันธุ์  หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายมานะ สิมมา รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย นางพนิตาวดี ปราชญ์นคร รองอธิบดีกรมที่ดิน นายสุเมธ มีนาภา รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง นายฐิระวัตร กุลละวณิชย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิภูมิพโลภิกขุ นายระพินทร์ จารุดุล กรรมการผู้จัดการมูลนิธิภูมิพโลภิกขุ และพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล จากนั้น เจ้าหน้าที่เชิญผู้มีจิตศรัทธาเข้าถวายเงินบริจาคเบื้องหน้าพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ภูมิพโลภิกขุ สมทบทุนสร้างพระคัมภีร์ฉบับภูมิพโลภิกขุถวายเป็นพระราชกุศล เสร็จแล้ว นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำกล่าวถวายผ้าป่า ประธานสงฆ์พิจารณาผ้าป่า ผู้ร่วมพิธีถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์ทั้งนั้นอนุโมทนา กรวดน้ำ รับพระ เป็นอันเสร็จพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า “มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ เพื่อการค้นคว้าและเผยแผ่ทางพระพุทธศาสนา” เป็นมูลนิธิฯ ที่ยกขึ้นจากกองทุนพิเศษ “ภูมิพโลภิกขุ” ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานแก่สมาคมศูนย์ค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกกองทุนพิเศษฯ ดังกล่าวเป็น “มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ” เป็นชื่อมูลนิธิฯ โดยได้จดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2516 โดยปัจจุบัน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2553 สืบต่อจากสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการ “ปริวรรตอักษรขอม และอักษรโบราณท้องถิ่น ชำระและแปลพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเป็นภาษาไทย” ของมูลนิธิฯ เป็นโครงการในพระราชูปถัมภ์

“สำหรับความเป็นมาของ “มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ เพื่อการค้นคว้าและเผยแผ่ทางพระพุทธศาสนา” นั้น เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2506 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ได้นำคณะกรรมการสมาคมศูนย์ค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา ซึ่งตั้งขึ้นโดยพระอุปถัมภ์ของพระองค์ท่าน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 3 รอบ เพื่อถวายพระพร และทูลเกล้าฯ ถวาย “พระคัมภีร์อัฏฐสาลินี” ภาคภาษาไทย อันเป็นพระคัมภีร์ขั้นอรรถกถา ซึ่งยังไม่เคยแปลเป็นภาษาไทยมาก่อน และได้กราบบังคมทูลถึงงานแปลพระคัมภีร์ ซึ่งทำได้ยากเพราะขาดคู่มือคำอธิบาย โดยในการเข้าเฝ้าฯ ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราโชวาทข้อความตอนหนึ่งว่า “ฉันขออนุโมทนา ขอให้ทำต่อไปอย่าหยุดเสีย ฉันสนับสนุนงานนี้ ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ให้ทำต่อไป เป็นการช่วยให้คนเข้าถึงธรรม การแปลคำบาลีมาเป็นคำไทยนั้น ต้องระวังให้จงหนัก อย่าให้ขัดแย้งกันได้เป็นอันขาด เพราะถ้าขัดแย้งกันแล้ว จะทำให้เกิดความยุ่งยากแก่นักศึกษาต่อไปภายหน้า ที่ใดสงสัยว่าจะแปลให้เข้าใจไม่ได้แจ่มแจ้ง ก็ควรมีคำอธิบายกำกับไว้ด้วย” นายสุทธิพงษ์ ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2515 คณะกรรมการสมาคมศูนย์ค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งผู้มีจิตศรัทธาและผู้ทรงคุณวุฒิ ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ยกกองทุนพิเศษที่พระราชทานไว้ ขึ้นเป็น “มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ” และได้นำต้นฉบับพระคัมภีร์สัทธรรมปกาสินี (คัมภีร์ประกาศพระสัทธรรม) ซึ่งปริวรรตจากอักษรขอมเป็นอักษรไทยเสร็จแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงเจิม ทั้งนี้ ทรงมีพระราชดำรัสตอนท้ายว่า “ขอให้ทุกท่านได้ประสบผลสำเร็จ เป็นความพอใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน ให้เป็นผลดีในการปฏิบัติงาน เพื่อเสริมสร้างพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวร และให้ได้ผลสมบูรณ์ทุกคน ทั้งผู้ที่ปฏิบัติ ทั้งผู้ที่อุตสาหะจะร่วมงาน และสนใจดำเนินงานนี้ ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างตามจุดประสงค์ที่มีอยู่ขณะนี้ บรรลุผลทุกประการ” โดยในปัจจุบัน ภารกิจหลักของ “มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ” ยังคงดำเนินโครงการปริวรรตพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาฉบับใบลานอักษรขอม และอักษรโบราณท้องถิ่น ตรวจชำระและแปลเป็นภาษาไทย และจัดพิมพ์เป็นพระคัมภีร์เพื่อสืบทอดวัตถุประสงค์ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณอย่างต่อเนื่อง

“กระทรวงมหาดไทยขออนุโมทนาคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ของทุกกระทรวง กรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยทุกท่าน ทุกหน่วยงาน ที่ได้ร่วมกันบริจาคบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคีมูลนิธิภูมิพโลภิกขุ ประจำปี 2566 โดยมียอดเงินบริจาครวมทั้งสิ้น 1,464,185.25 บาท เพื่อร่วมกันจัดพิมพ์และถวายพระคัมภีร์ฉบับภูมิพโลภิกขุ (ระยะที่ 3) แด่วัดและสถาบันที่มีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมและหอสมุดสำคัญ ๆ ต่อไป” นายสุทธิพงษ์ ฯ กล่าวในช่วงท้าย

คิดกันเป็นมั้ย?! ‘คุณปลื้ม’ถอนหงอกผู้ใหญ่โหนเด็ก 15 ชี้’เสรีภาพ’เพียงอย่างเดียวมันไปไม่รอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738602

คิดกันเป็นมั้ย?! 'คุณปลื้ม'ถอนหงอกผู้ใหญ่โหนเด็ก 15 ชี้'เสรีภาพ'เพียงอย่างเดียวมันไปไม่รอด

คิดกันเป็นมั้ย?! ‘คุณปลื้ม’ถอนหงอกผู้ใหญ่โหนเด็ก 15 ชี้’เสรีภาพ’เพียงอย่างเดียวมันไปไม่รอด

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.19 น.

“คุณปลื้ม”ยกกรณี”หยก”ฟาดเดือดอีกรอบหลังไม่อยากเรียนวิชาจริยธรรม ทั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์แห่งความผิดชอบชั่วดี พร้อมถอนหงอกพวกผู้ใหญ่โหนเด็ก 15 สร้างความนิยมให้กับตัวเอง คิดเป็นหรือไม่”เสรีภาพ”อย่างเดียวมันไปไม่รอด

20 มิ.ย.66 กรณีปัญหาของ”หยก” ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ปีนรั้วและหน้าต่างโรงเรียน  ขณะที่ทางโรงเรียนเตรียมพัฒฯ ยืนยันว่า หยก ไม่มีสถานะการเป็นนักเรียนแล้ว แต่เจ้าตัวยืนกรานที่จะเข้าเรียนที่รร.เตรียมพัฒน์ฯต่อไป โดยอ้างว่าการมอบตัวเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พ.ค.66 เพราะได้จ่ายค่าเทอม ส่วนเรื่องเสรีทรงผม สีผม เป็นสิทธิพื้นฐานตามเนื้อตัว ร่างกาย เช่นเดียวกับเรื่องการแต่งกายที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน อีกทั้งการแต่งกายก็ไม่ได้ส่งผลต่อการเรียน ยืนยันว่าถึงจะแต่งไปรเวทก็ยังเรียนได้ และไม่ได้เลือกเรียนเฉพาะวิชาที่ชอบ แต่เห็นว่าวิชาจริยธรรม เป็นวิชาที่ไม่มีประโยชน์ คิดว่าสอนกันมาแบบนี้ก็ไม่มีใครเป็นคนดีขึ้น จากการต้องฟังว่าเราต้องเป็นคนดีนั้น

20 มิ.ย.66 เฟซบุ๊ก M.l. Nattakorn Devakula ของ หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ คุณปลื้ม พิธีกร และผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ โดยเกี่ยวกับความสำคัญ และหลักการของการสอนวิชาจริยธรรม ระบุว่า “ไม่ต้องการเรียนวิชาศีลธรรมหรือจริยธรรม เพราะผู้ใหญ่เรียนกันมาก็ยังทุจริตคอร์รัปชัน? เป็นบทสรุปที่ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ การศึกษาทุกยุคทุกสมัย ทุกชาติ ทุกภาษา ต่างให้ความสำคัญในการสอนวิชาในกลุ่ม “จริยศาสตร์” (Ethics) กันทั้งนั้น เด็กซึ่งเรียนในระบบการศึกษาไทยนั้นโชคดีที่ได้มีหลักสูตรด้านนี้ตั้งเเต่ช่วงมัธยมฯ ทั้งที่ในหลายประเทศกว่าจะได้มีโอกาสเลือกวิชาประเภทนี้ คือช่วงเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเเล้ว บังเอิญอาจได้เลือกเรียนวิชาทางด้านปรัชญาหรือศาสนา เอาจริงๆ แล้วมันคือหนึ่งในแขนงวิชาที่สำคัญที่สุด สำหรับเด็กที่ต้องเติบโตขึ้นมาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสังคมมีแต่ผู้ใหญ่ที่พร้อมใช้โอกาสเเสวงหาอำนาจและความนิยมให้กับตนเอง

จริยศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยความดี ความชั่ว ความถูก ความผิด สิ่งที่ควรเว้น สิ่งที่ควรทำ

เอาง่ายๆ มันคือวิทยาศาสตร์แห่งความผิดชอบชั่วดี ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่ขาดอย่างมากในหมู่นักเคลื่อนไหวซึ่งไม่เคารพกติกาเเละไร้มรรยาทอยู่ ณ เวลานี้ มันคือศาสตร์ที่ว่าด้วยศีลธรรมหลักศีลธรรมเเละกฎที่ว่าด้วยความประพฤติและพฤติกรรม

นอกเหนือไปจากนั้น ถึงแม้ว่าผู้ใหญ่ทางการเมืองและเอ็นจีโอหลายท่านไม่ได้มีโอกาสสอนเด็กๆ เรื่องนี้ เยาวชนควรมองให้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมในการจะช่วยจรรโลงโลก จรรโลงศีลธรรม จริยธรรม ด้วยหัวใจสำคัญที่เราเรียกกันว่า “รสนิยม” รสนิยมสะสมคือผลพวงจากการปลูกฝังทางด้านศิลปวัฒนธรรม (ศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลายในทุกแขนง) รสนิยมสะสมนี้จะช่วยชี้ทางผิดชอบชั่วดี และที่สำคัญที่สุดก็คือ รสนิยมสะสมนี้จะช่วยบอกเราเรื่อง “กาลเทศะ” และ “อะไรควร อะไรไม่ควร” และ “ความพอเหมาะพอดี” สิ่งเหล่านี้เป็น อัตวิสัย (Subjectivity) ที่จะใช้กำกับกรอบแห่งความพอเหมาะพอดี ที่เราจะต้องมีสำนึกขึ้นมาเพื่อควบคุมตนเองให้อยู่ในความพอเหมาะได้

ในชีวิตนี้จะมีแต่คำว่าสิทธิเสรีภาพอย่างเดียวไม่ได้ กรุณาหากรอบความคิดที่ครบถ้วนกระบวนความเเละรอบด้านกว่านี้ ที่เหมาะสมเสียกว่า แล้วร่วมกันถ่ายทอดสิ่งนั้นถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน การรู้ดีเเละเฮ้าเลี่ยนด้าน “เสรีภาพ” เพียงอย่างเดียวมันไปไม่รอด ทั้งในตัวบุคคลและสังคม นี่ผมไม่ได้เทศนาเด็กวัย 15 ปีอยู่ แต่กำลังสื่อสารถึงบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน แต่ในวันนี้กลับคิดไม่เป็น เพราะไม่กล้าเสียสิ่งที่เรียกว่า ‘Personal Popularity’ เเละ ‘Political Convenience’

ขอบคุณข้อมูลเฟซบุ๊ก M.l. Nattakorn Devakula

‘วัดพระธรรมกายมองโกเลีย’เปิดบูธสอนสมาธิ-วัฒนธรรมไทยในงานเทศกาล Thai festival

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738578

‘วัดพระธรรมกายมองโกเลีย’เปิดบูธสอนสมาธิ-วัฒนธรรมไทยในงานเทศกาล Thai festival

‘วัดพระธรรมกายมองโกเลีย’เปิดบูธสอนสมาธิ-วัฒนธรรมไทยในงานเทศกาล Thai festival

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 17.22 น.

‘วัดพระธรรมกายมองโกเลีย’เปิดบูธสอนสมาธิ-วัฒนธรรมไทยในงานเทศกาล Thai festival

สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศจีนและมองโกเลีย จัดเทศกาลศิลปวัฒนธรรมและอาหารไทย ในมองโกเลีย หรือ Thai festival ประจำปี 2566 ณ จัตุรัสเจงกีสข่าน อันเป็นจัตุรัสกลางกรุงอูลานบาตาร์  ในการนี้วัดพระธรรมกายมองโกเลียได้เข้าร่วมจัดบูธนิทรรศการนำเสนอกิจกรรมการปฏิบัติธรรมให้แก่ชาวท้องถิ่น กิจกรรมอาสาสมัครนักศึกษาชาวท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนงานพระพุทธศาสนา กิจกรรมพัฒนาหล่อหลอมผู้นำบุญ และอาสาสมัคร อีกทั้งยังได้นำเสนอวัฒนธรรมไทย คือการสรงน้ำพระ และการลอยกระทงธรรมจุดประทีปบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  นอกจากนี้ ได้เปิดโอกาสให้ชาวท้องถิ่น และผู้มาร่วมงานได้ฝึกนั่งสมาธิเบื้องต้น ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีผู้มาร่วมนั่งสมาธิกว่า 500 คน

จากนั้นวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566 พระอาจารย์ชาญวิทย์ วรวิชฺโช เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายมองโกเลีย พร้อมคณะได้เข้าพบท่านอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร เอกอัครราชทูตไทย ประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนและมองโกเลีย ถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง โดยมอบสื่อธรรมะ และสนทนาธรรมในกิจกรรมกงสุลสัญจรด้วย

ทุกท่านสามารถชมภาพกิจกรรมได้ที่เพจ Dhammakaya DMC Mongolia ที่อยู่ Dhammakaya meditation center of Mongolia The one resident, building 26B, room Y5, UNESCO street, 13 khoroolol, 1-r Khoroo, Sukhbaatar, Ulaanbaatar, Mongolia โทร +976 7707 2072  dhammakaya.mongolia@yahoo.com