เทศกาล “กุมภเมลา” สำคัญอย่างไร ทำไมคนนับร้อยล้านจึงมารวมตัวกัน

เทศกาล “กุมภเมลา” สำคัญอย่างไร ทำไมคนนับร้อยล้านจึงมารวมตัวกัน

30 ม.ค. 2568 08:55 น.

เทศกาล “กุมภเมลา” สำคัญอย่างไร ทำไมคนนับร้อยล้านจึงมารวมตัวกัน

  • อินเดียกำลังจัดเทศกาลกุมภเมลา ซึ่งเป็นงานรวมตัวทางศาสนาขนาดใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้มาเยือนถึง 400 ล้านคนตลอดระยะเวลาจัดงาน
  • กุมภเมลาเป็นเทศกาลที่หยั่งรากลึกในเทวตำนานของศาสนาฮินดู มีศูนย์กลางอยู่บนความเชื่อในเรื่องพลังชำระล้างของแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่ลงไปอาบน้ำจะได้รับการชำระบาป
  • สำหรับชาวฮินดูจำนวนมาก กุมภเมลา เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต มอบโอกาสให้พวกเขายืนยันศรัทธาของตัวเอง และเชื่อว่าทำให้พวกเขาเข้าใกล้การหลุดพ้นมากขึ้น

เมื่อวันพุธ (29 ม.ค.) เกิดข่าวเศร้าสลด เมื่อผู้คนจำนวนมหาศาลที่แห่แหนไปร่วมงานเทศกาลกุมภเมลาในประเทศอินเดีย เบียดเสียดและเหยียบกันขณะพยายามลงไปอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 30 ศพ บาดเจ็บอีก 60 ราย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผู้เสียชีวิตในเทศกาลกุมภเมลา แต่ประชาชนชาวฮินดูผู้ศรัทธาจำนวนมากก็ยังเดินทางมาร่วมงานนี้ จนได้ชื่อว่าเป็นการรวมตัวอย่างสงบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ และในครั้งนี้ก็คาดว่าจะมีคนเดินทางมามากถึง 400 ล้านคนตลอดระยะเวลาจัดงาน

เทศกาลกุมภเมลามีความสำคัญอย่างไร เหตุใดจึงสามารถดึงดูดผู้แสวงบุญมากกว่าร้อยล้านคนให้มารวมตัวกันได้?

เทศกาล “กุมภเมลา” สำคัญอย่างไร ทำไมคนนับร้อยล้านจึงมารวมตัวกัน

กุมภเมลาคืออะไร?

กุมภเมลาคืองานรวมตัวทางศาสนาที่ดึงดูดผู้แสวงบุญชาวฮินดูจากทุกสารทิศทั้งในอินเดียและทั่วโลกให้มารวมตัวกัน เป็นเทศกาลที่หยั่งรากลึกในเทวตำนานของศาสนาฮินดู มีศูนย์กลางอยู่บนความเชื่อในเรื่องพลังชำระล้างของแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ผู้แสวงบุญจะอาบน้ำในแม่น้ำนั้น โดยเชื่อว่าเป็นการชำระบาปและนำพวกเขาเข้าใกล้การหลุดพ้นทางจิตวิญญาณมากขึ้น

ทั้งนี้ คำว่า “กุมภเมลา” มีความหมายว่า “เทศกาลคนโทน้ำ” ในภาษาสันสกฤต โดยคำว่า “กุมภะ” หมายถึง ไห หรือ คนโท สำหรับเก็บน้ำทิพย์แห่งความเป็นอมตะ ในเทวตำนานของชาวฮินดู ขณะที่ “เมลา” หมายความว่า เทศกาล หรือ การรวมตัว

การจัดงานจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปใน 4 สถานที่ได้แก่ เมืองประยาคราช (ชื่อเดิมคือ อัลลาฮาบัด), เมืองฮาริดวาร์, เมืองนาสิก และเมืองอุชเชน ซึ่งแต่ละแห่งจะมีความเกี่ยวพันกับแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 สายของอินเดียคือ แม่น้ำคงคา, แม่น้ำโคทาวรี และแม่น้ำชิปรา

เทศกาลกุมภเมลาแบบ “เต็มกุมภะ” จะจัดขึ้นทุกๆ 12 ปี ในทั้ง 4 เมือง ซึ่งตามตำนานระบุว่า เป็นสถานที่ที่น้ำทิพย์แห่งความเป็นอมตะ 4 หยดตกลงไป นอกจากนั้นยังมีการจัดเทศกาลแบบ “ครึ่งกุมภะ” ขึ้นกลางทาง ระหว่างงานเทศกาลแบบเต็มกุมภะ 2 ครั้งด้วย

แต่เจ้าหน้าที่ของอินเดียประกาศวันงานเทศกาลในปี 2568 นี้ คือมหากุมภเมลา หรือ “กุมภะใหญ่” ซึ่งจะเกิดขึ้นเพียง 1 ครั้งในทุกๆ 144 ปี ทำให้งานนี้ยิ่งทวีความสำคัญขึ้นไปอีก

เทศกาล “กุมภเมลา” สำคัญอย่างไร ทำไมคนนับร้อยล้านจึงมารวมตัวกัน

ทำไมคนมหาศาลมารวมตัวที่งานกุมภเมลา?

เทศกาลกุมภเมลาดึงดูดคนทุกรูปแบบให้มารวมตัวกัน ตั้งแต่ นาคสาธุ หรือนักพรตของศาสนาฮินดู ไปจนถึงบุคคลทั่วไป, สมาชิกครอบครัว และผู้มาเยือนจากต่างประเทศ โดยไม่จำกัดเพียงผู้นับถือศาสนาฮินดูเท่านั้น แต่ผู้นับถือความเชื่ออื่นก็เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมากด้วยความอยากรู้ในวัฒนธรรมอื่นๆ

กุมภเมลาคือโอกาสที่ผู้ร่วมงานจะมาแสวงหาการเริ่มต้นใหม่และการปลดปล่อยทางจิตวิญญาณ โดยมีความเชื่อว่าการได้อาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ระหว่างงานเทศกาล จะเป็นการชดเชยให้กับความผิดบาปในอดีต, ปลดปล่อยผู้ร่วมงานจากการเวียนว่ายตายเกิด และพาพวกเขาเข้าใกล้กับ “โมกษะ” หรือ “การหลุดพ้น” มากขึ้น

สำหรับชาวฮินดูจำนวนมาก กุมภเมลา เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต มอบโอกาสให้พวกเขายืนยันศรัทธาของตัวเอง, เชื่อมโยงกับคนอื่น และได้ดื่มด่ำไปกับประเพณีทางจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู

เกิดอะไรขึ้นบ้างในงานกุมภเมลา?

เทศกาลกุมภเมลาแต่ละครั้งมักจะยาวประมาณ 45 วัน โดยในปี 2568 นี้ งานเริ่มตั้งแต่ 13 ม.ค. ยาวไปจนถึงวันที่ 26 ก.พ. โดยจะจบลงด้วยวันอาบน้ำครั้งสุดท้ายที่เรียกว่า “ศหิสนาน” หรือ “การอาบน้ำของกษัตริย์”

งานเทศกาลนี้เป็นการผสมผสานกันระหว่างพิธีกรรมทางศาสนากับกิจกรรมทางวัฒนธรรม โดยพิธีกรรมที่สำคัญที่สุดคือ ศหิสนาน ซึ่งเหล่าสาธุ รวมถึงนาคสาธุ หรือนักบวชฮินดูที่เปลือยกาย ไว้ผมยาวจนรุงรัง และทาตัวเองด้วยเถ้าถ่าน จะเป็นผู้นำพิธีกรรมอาบน้ำชำระกาย

นอกจากการอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์แล้ว กุมภเมลายังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น การสนทนาทางจิตวิญญาณ, กระบวนการทางศาสนาต่างๆ และการแสดงทางวัฒนธรรม โดยผู้จัดงานเตรียมเต็นท์ที่พักชั่วคราวไว้ให้ผู้มาร่วมงานมากกว่า 160,000 หลัง มีการจัดสรรเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกว่า 40,000 นาย และเจ้าหน้าที่ด้านสุขอนามัยอีก 15,000 นาย คอยดูแลตลอดงาน

เทศกาล “กุมภเมลา” สำคัญอย่างไร ทำไมคนนับร้อยล้านจึงมารวมตัวกัน

คาดมีผู้ร่วมงานทะลุ 400 ล้านคน

กุมภเมลาเป็นงานเทศกาลทางศาสนาขนาดใหญ่ที่สุดอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และจำนวนผู้เข้าร่วมงานก็มากมายมหาศาลทุกครั้ง ในงานมหากุมภเมลาที่เมืองประยาคราชในปีนี้โดดเด่นกว่าครั้งก่อนๆ โดยคาดว่าจะมีผู้มาร่วมงานมากกว่า 400 ล้านคนตลอดระยะเวลาจัดงาน 45 วัน

ผู้มาเยือนดังกล่าวจะไปรวมตัวกันตรงบริเวณที่เรียกว่า “สังฆัม” (Sangham) ซึ่งเป็นจุดบรรจบของแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สามสายหรือจุฬาตรีคูณ ได้แก่แม่น้ำคงคา, แม่น้ำยมุนา และแม่น้ำสรัสวตี และกระจายตัวกันตามตลิ่งแม่น้ำเป็นระยะไกลถึง 1 กม.

เจ้าหน้าที่อินเดียต้องใช้หลากหลายวิธีการนับจำนวนผู้ร่วมงาน แต่พวกเขายอมรับว่า อาจมีการนับซ้ำบ้าง โดยเฉพาะผู้แสวงบุญระยะยาวจำนวนประมาณ 1 ล้านคน ที่อาจมาร่วมงานมากกว่า 1 ครั้ง พวกเขายังใช้กล้องวงจรปิดกับโดรนติดตามความหนาแน่นของฝูงชนตลอดเวลา และมีการนับจำนวนที่ทางออกด้วย


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : bbc , cnn

อิสราเอลเผย ฮามาสเตรียมปล่อย 5 ตัวประกันชาวไทย กับชาวยิวอีก 3 คน

อิสราเอลเผย ฮามาสเตรียมปล่อย 5 ตัวประกันชาวไทย กับชาวยิวอีก 3 คน

30 ม.ค. 2568 07:04 น.

อิสราเอลเผย ฮามาสเตรียมปล่อย 5 ตัวประกันชาวไทย กับชาวยิวอีก 3 คน

อิสราเอลเผย ฮามาสเตรียมปล่อยตัวประกันรอบที่ 3 เป็นชาวไทย 5 คน กับชาวยิวอีก 3 คนในวันพฤหัสบดีนี้ แลกกับนักโทษปาเลสไตน์ 110 คน

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2568 เจ้าหน้าที่อิสราเอลเปิดเผยว่า กลุ่มฮามาสเตรียมจะปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอล 3 ราย กับตัวประกันชาวไทยอีก 5 รายจากฉนวนกาซา ภายในวันพฤหัสบดีนี้ (30 ม.ค.) หลังจากพวกเขาถูกลักพาตัวไปตั้งแต่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่ในวันที่ 7 ต.ค. 2566

อิสราเอลระบุว่า ชาวยิวที่จะได้รับการปล่อยตัวประกอบด้วย น.ส.อาร์เบล เยฮุด อายุ 29 ปี, น.ส.อากัม เบอร์เกอร์ วัย 20 ปี และนายกาดี โมเสส อายุ 80 ปี

หากการปล่อยตัวครั้งนี้เกิดขึ้น จะถือเป็นการปล่อยตัวประกันครั้งที่ 3 ของกลุ่มฮามาส ตามข้อตกลงหยุดยิงที่พวกเขาทำไว้กับอิสราเอล ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลจะปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ออกจากเรือนจำอีก 110 คน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลไม่ได้เปิดเผยชื่อของชาวไทยทั้ง 5 คนที่จะได้รับการปล่อยตัวแต่อย่างใด แต่ข่าวระบุว่าเป็นแรงงานการเกษตรที่ถูกลักพาตัวไปจากที่ทำงานในอิสราเอล โดยการปล่อยตัวพวกเขาจะเป็นการกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียวของกลุ่มฮามาส ไม่รวมอยู่ในข้อตกลงหยุดยิง

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทยระบุว่า มีชาวไทยอีก 6 คนที่ยังคงถูกจับเป็นตัวประกันในฉนวนกาซา ได้แก่ นายวัชระ ศรีอ้วน, ณัฐพงษ์ ปินตา, พงษ์ศักดิ์ แทนนา, สุรศักดิ์ ลำเนา, นาย Bannawat Seatho และนาย Sathian Suwannakham นอกจากนั้นยังมีตัวประกันชาวไทยที่เชื่อว่าเสียชีวิตแล้วอีก 2 รายคือ สุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ และนายสนธยา อัครศรี

ขณะที่การปล่อยตัวประกันครั้งที่ 4 ซึ่งประกอบด้วยชาย 3 คน คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันเสาร์นี้ (1 ก.พ.) ตามการเปิดเผยของรัฐบาลอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กรีนแลนด์อาจจะเสร็จสหรัฐฯ

กรีนแลนด์อาจจะเสร็จสหรัฐฯ

30 ม.ค. 2568 05:34 น.

กรีนแลนด์อาจจะเสร็จสหรัฐฯ

กรีนแลนด์เป็นดินแดนทางเหนือ อยู่ในมหาสมุทรอาร์กติก เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่มากถึง 2.17 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าไทย 4 เท่า มีสถานะเป็นดินแดนปกครองตนเองของราชอาณาจักรเดนมาร์ก มีรัฐบาลปกครองตนเอง มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลมาตั้งแต่ ค.ศ.1979 ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเดนมาร์ก และมีพระมหากษัตริย์คือสมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดอริกที่ 10 แห่งเดนมาร์ก

โลกเราจะกลับไปสู่ยุคปลายศตวรรษที่ 15 (ค.ศ.1492) จนถึงกลางศตวรรษที่ 20 (ค.ศ.1960) ค.ศ.1960 เป็นช่วงการล่มสลาย ของจักรวรรดิอังกฤษและเป็นช่วงที่ประเทศในทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกาได้รับเอกราช ระยะเวลาของยุคล่าอาณานิคมคือ 468 ปี เป็นช่วงที่สเปนล่าอาณานิคมในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ โปรตุเกสล่าบราซิล โมซัมบิก มาเก๊า และกัว อังกฤษล่าอินเดีย ฮ่องกง พม่า มาเลเซีย และสิงคโปร์ ฝรั่งเศสล่าเวียดนามและกัมพูชา เนเธอร์แลนด์ล่าอินโดนีเซีย ฯลฯ

ประเทศเจ้าอาณานิคมใช้วัฒนธรรมและศาสนาเข้าไปล้างความเชื่อดั้งเดิมของชาวพื้นเมือง หลังจากนั้นก็ใส่ศาสนาและความคิดใหม่ เพื่อให้มีการปกครองให้ง่ายขึ้น เมื่อปกครองได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว ก็บังคับใช้แรงงานคนพื้นเมืองเข้ากอบโกยทรัพยากรธรรมชาติเอากลับไปใช้ในประเทศแม่

ที่เรียนว่า ค.ศ.1960 เป็นปีสิ้นสุดยุคล่าอาณานิคมเพราะมีอาณานิคม 17 แห่งได้รับการปลดปล่อย เช่น แคเมอรูน ไนจีเรีย เซเนกัล มาลี ฯลฯ ค.ศ.1960 นี่เองที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติออกมติ 1514 ว่าด้วยการให้เอกราชแก่ประเทศและประชาชนอาณานิคม ข้อใหญ่ใจความของมตินี้มีว่า การล่าอาณานิคมเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน และเรียกร้องให้ปลดปล่อยอาณานิคมโดยทันที

ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังจะเป็นผู้รื้อฟื้นระบอบการล่าอาณานิคมยุคใหม่ที่ใช้วิธีการซื้อ การเข้าไปแทรกแซง และการใช้กำลังเข้าไปยึดดินแดนต่างๆ ค.ศ.2019 ทรัมป์เคยพูดถึงความต้องการเกาะกรีนแลนด์ซึ่งเป็นดินแดนของราชอาณาจักรเดนมาร์กว่า “It would be strategically nice. Essentially, it’s a large real estate deal.” “ดีในเชิงยุทธศาสตร์ นี่เป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่”

ทรัมป์เอาแนวความคิดการซื้อดินแดนจากประเทศอื่นมาเป็นของสหรัฐฯโดยลอกเลียนการกระทำในอดีต เช่น ค.ศ.1803 สหรัฐฯซื้อหลุยเซียนาจากฝรั่งเศส และ ค.ศ.1867 สหรัฐฯซื้ออลาสกาจากรัสเซีย

ทันทีที่ทรัมป์เสนอความคิดที่จะซื้อเกาะกรีนแลนด์ รัฐบาลเดนมาร์กก็ออกมาปฏิเสธ ทรัมป์ต้องตะคอกว่า “Denmark is being nasty and not cooperative.” เดนมาร์กแสดงความหยาบคายและไม่ให้ความร่วมมือ การพูดเช่นนี้ของทรัมป์สื่อถึงทรัมป์พร้อมที่จะกดดันเพื่อปล้นเอากรีนแลนด์มาเป็นของสหรัฐฯ

เดนมาร์กเป็นประเทศเรื่อยเปื่อยเฉื่อยแฉะ มีกรีนแลนด์เป็นเกาะที่ใหญ่โตมโหฬารอันดับ 1 ของโลก ทว่าดันมีเรือตรวจการเก่าๆเพียงแค่ 4 ลำ มีเครื่องบินลาดตระเวนชาลเลนเจอร์แค่ 1 ลำ และหมาลากเลื่อนลาดตระเวน 12 ตัว

25 มกราคม 2025 ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ไฟแนนเชียลไทม์สว่า เดนมาร์กไม่มีแสนยานุภาพเพียงพอที่จะปกป้องเกาะกรีนแลนด์

ทรัมป์ไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเพื่อให้ได้ ‘มัน’ (เกาะกรีนแลนด์) มาเป็นของสหรัฐฯ “การได้เกาะกรีนแลนด์เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อเสรีภาพของโลก” “เราสามารถมอบเสรีภาพให้เกาะกรีนแลนด์ได้”

ทรัมป์พูดว่า “เดนมาร์กไม่สามารถมอบ (เสรีภาพ) ให้ (เกาะกรีนแลนด์) ได้ พวกนั้น (รัฐบาลเดนมาร์ก) ส่งแค่หมาลากเลื่อนเพิ่มเข้าไปสองตัวเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ไอ้พวกนั้น (รัฐบาลเดนมาร์ก) คิดว่า ‘นั่น’ (การเพิ่มหมาอีกสองตัว) เป็นการป้องกัน (เกาะกรีนแลนด์)”

คนฟังเริ่มมั่นใจว่าทรัมป์จะยึดเกาะกรีนแลนด์ เมื่อทรัมป์พูดประโยคว่า “ผมไม่รู้ว่าเดนมาร์กจะอ้างยังไงบ้าง แต่มันเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตรมากๆ หากพวกเขา (เดนมาร์ก) ไม่ปล่อยให้ ‘มัน’ (กรีนแลนด์เป็นของสหรัฐฯ) เกิดขึ้น”

ผู้อ่านท่านจะสังเกตว่า ทรัมป์ใช้คำสากลที่เอาความดีใส่ตัว เอาความชั่วใส่คนอื่น อย่างเช่นบอกว่า “เหนือสิ่งอื่นใดที่เรามีคือการมอบเสรีภาพ (ให้เกาะกรีนแลนด์)” และที่สุดของที่สุด ศิลปะในการแสวงหาความชอบธรรมเพื่อใช้ยึดเกาะกรีนแลนด์คือการอ้างประชาชน

สุดสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์พูดว่า…“ประชาชนคนกรีนแลนด์ต้องการเข้าร่วมกับเรา” ตั้งแต่นี้ต่อไปโลกจะเข้าสู่ยุคสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อป้องกันตัวเอง ประเทศที่จะรวยจากขายอาวุธคือ สหรัฐฯและรัสเซีย.


นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม

เศร้า ผู้เยาว์ในญี่ปุ่นจบชีวิตตัวเองสูงสุดทุบสถิติในปี 2567

เศร้า ผู้เยาว์ในญี่ปุ่นจบชีวิตตัวเองสูงสุดทุบสถิติในปี 2567

30 ม.ค. 2568 05:00 น.

เศร้า ผู้เยาว์ในญี่ปุ่นจบชีวิตตัวเองสูงสุดทุบสถิติในปี 2567

ชาวญี่ปุ่นที่จบชีวิตตัวเองในปี 2567 น้อยสุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ แต่จำนวนผู้เยาว์ที่จบชีวิตตัวเองกลับพุ่งสูงสุดตลอดกาล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 29 ม.ค. 2568 กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ ของประเทศญี่ปุ่นเผยแพร่ข้อมูลเบื้องต้นซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในปี 2567 มีผู้จบชีวิตตัวเองในญี่ปุ่นทั้งสิ้น 20,268 ราย ลดลงจากปีก่อนหน้านั้น 1,569 ราย และต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปี 2521

จำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าวแบ่งเป็น ชาย 13,763 ราย และหญิง 6,505 ราย ในจำนวนนี้ เป็นผู้เยาว์ 527 ราย แซงหน้าสถิติสูงสุดเดิมในปี 2565 ซึ่งมีผู้เยาว์เสียชีวิตที่ 514 ราย

และจากทั้งหมด 527 รายนั้น เป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายถึง 349 ราย หรือเกือบ 70% เป็นนักเรียนชั้นมัธยมต้น 163 ราย และนักเรียนชั้นประถม 15 ราย

สถิติบอกด้วยว่า การจบชีวิตตัวเองในหมู่นักเรียนหญิงชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายในญี่ปุ่นกำลังเพิ่มขึ้น โดยในกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมต้นที่เสียชีวิตเป็นเด็กหญิงถึง 99 ราย เพิ่มจากปีก่อนหน้านั้น 19 ราย และชั้นมัธยมปลายที่ 183 ราย เพิ่มจากปีก่อนหน้านั้น 17 ราย

กระทรวงสุขภาพฯ ระบุว่า แรงจูงใจในการก่อเหตุในกลุ่มคนอายุ 19 ปีหรือต่ำกว่า มีหลากหลาย รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับการเรียน เช่น ผลการเรียนไม่ดี และไม่สามารถเข้าเรียนในสายวิชาที่ต้องการได้ นอกจากนั้นยังมีปัญหาสุขภาพเช่น โรคซึมเศร้า และปัญหาครอบครัวเช่น มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับผู้ปกครอง

เจ้าหน้าที่ระบุด้วยว่า พวกเขากำลังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าการจบชีวิตตัวเองในหมู่ผู้เยาว์เพิ่มสูงขึ้นอย่างจริงจัง โดยพวกเขาจะวิเคราะห์ปัจจัยเบื้องหลัง และทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ถอนบันทึกคำสั่งแช่แข็งเงินช่วยเหลือของรัฐบาลกลาง

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ถอนบันทึกคำสั่งแช่แข็งเงินช่วยเหลือของรัฐบาลกลาง

30 ม.ค. 2568 03:38 น.

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ถอนบันทึกคำสั่งแช่แข็งเงินช่วยเหลือของรัฐบาลกลาง

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ถอนบันทึกคำสั่งที่ให้ระงับเงินช่วยเหลือและเงินกู้จากรัฐบาลกลางแล้ว แต่โฆษกรัฐบาลยืนยันว่า คำสั่งนี้จะยังคงมีผลต่อไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยในวันพุธที่ 29 ม.ค. 2568 ว่า พวกเขาถอนบันทึกคำสั่ง (Memorandum) ที่ให้ระงับเงินช่วยเหลือและเงินกู้จากรัฐบาลกลางมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้เกิดความสับสนเป็นวงกว้างในหมู่ชาวอเมริกันนับล้านคนที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก ผู้พิพากษาศาลแขวงในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระงับคำสั่งบังคับใช้มาตรการดังกล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (28 ม.ค.) ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่ง ตามด้วยสำนักงานบริหารและงบประมาณ (OMB) ออกบันทึกคำสั่งแจ้งเรื่องการบังคับใช้คำสั่ง

แต่ในวันพุธ บันทึกคำสั่งฉบับใหม่ที่ออกในวันพุธระบุว่า บันทึกคำสั่งหมายเลข M-25-13 ของ OMB ถูกเพิกถอนแล้ว โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุที่แน่ชัด

ด้าน น.ส.แคโรไลน์ เลวิตต์ เลขาธิการฝ่ายสื่อของทำเนียบขาวยืนยันว่า “นี่ไม่ใช่การล้มเลิกการแช่แข็งเงินช่วยเหลือของรัฐบาลกลาง แต่เป็นการยกเลิกบันทึกคำสั่งของ OMB ทำไมน่ะหรือ? ก็เพื่อยุติความสับสนที่เกิดขึ้นจากคำสั่งห้ามของศาล คำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีเรื่องเงินช่วยเหลือนี้ ยังคงมีผลอย่างเต็มที่ และจะถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด”

อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้เปิดเผยว่า สำนักงานงบประมาณของทำเนียบขาวจะบังคับใช้คำสั่งนี้อย่างไร ในเมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจเพิกถอนบันทึกคำสั่งแล้ว และศาลมีคำสั่งห้ามเป็นการชั่วคราว

ทั้งนี้ สำนักงานงบประมาณฯ ระบุว่า คำสั่งระงับเงินช่วยเหลือและเงินกู้จากรัฐบาลกลาง มีเป้าหมายเพื่อให้รัฐบาลใหม่มีเวลาในการประเมินว่า โครงการใดบ้างที่สอดคล้องและไม่สอดคล้องกับนโยบายของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนเป็นวงกว้าง ว่าหน่วยงานใดและโครงการใดจะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้บ้าง ทำให้ช่องทางออนไลน์สำหรับเข้าถึงเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางถูกปิดชั่วคราว ขณะที่องค์กรช่วยเหลือต่างๆ เตือนว่า การให้บริการของพวกเขาอาจต้องหยุดชะงัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

วังอังกฤษเผยข่าวดี เจ้าหญิงเบียทริซให้กำเนิดลูกสาวคนที่ 2 ชื่อว่า อาธีนา

วังอังกฤษเผยข่าวดี เจ้าหญิงเบียทริซให้กำเนิดลูกสาวคนที่ 2 ชื่อว่า อาธีนา

30 ม.ค. 2568 01:45 น.

วังอังกฤษเผยข่าวดี เจ้าหญิงเบียทริซให้กำเนิดลูกสาวคนที่ 2 ชื่อว่า อาธีนา

ราชวงศ์อังกฤษต้อนรับสมาชิกใหม่ เมื่อเจ้าหญิงเบียทริซให้กำเนิดลูกสาวคนที่ 2 ของเธอกับสามีสามัญชนแล้ว โดยตั้งชื่อลูกสาวว่า อาธีนา

เมื่อวันพุธที่ 29 ม.ค. 2568 สำนักพระราชวังบักกิงแฮมประกาศว่า เจ้าหญิงเบียทริซ พระธิดาในเจ้าชายแอนดรูว์ ให้กำเนิดทายาทคนที่ 2 เป็นลูกสาวชื่อว่า อาธีนา โดยถึงแม้ว่าหนูน้อยจะคลอดก่อนกำหนดหลายสัปดาห์ และมีน้ำหนักเพียง 1.95 กก. แต่สำนักพระราชวังยืนยันว่าทั้งแม่และเด็กมีสุขภาพแข็งแรง

อาธีนา เป็นลูกสาวคนที่ 2 ของเจ้าหญิงเบียทริซกับนาย เอโดอาร์โด มาเปลลี มอซซี สามัญชนนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่อจาก “เซนนา” โดยทารกน้อยเกิดเมื่อเวลา 12.57 น. วันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาล “เชลซี แอนด์ เวสต์มินสเตอร์” ในกรุงลอนดอน โดยมีชื่อเต็มว่า อาธีนา เอลิซาเบธ โรส มาเปลลี มอซซี

สำนักพระราชวังบอกอีกว่า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 กับสมเด็จพระราชินีคามิลลา และสมาชิกราชวงศ์พระองค์อื่นๆ ยินดีมากที่ทารกคลอดออกมาอย่างปลอดภัย

เดิมทีเจ้าหญิงเบียทริซมีกำหนดคลอดในช่วงต้นเดือนฤดูใบไม้ผลิ (ราวเดือนมีนาคม) แต่ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พระองค์ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ว่าไม่ควรเดินทางไกล เจ้าหญิงเบียทริซจึงยกเลิกแผนใช้เวลาช่วงคริสต์มาสกับครอบครัวของสามีในต่างประเทศ และอยู่ที่ตำหนักแซนดริงแฮมกับสมาชิกราชวงศ์พระองค์อื่นแทน

นายเอโดอาร์โดโพสต์ข้อความถึงลูกสาวผ่านโลกออนไลน์ว่า “เธอช่างตัวเล็กและสมบูรณ์แบบเหลือเกิน” และว่าตอนนี้ทั้งครอบครัวหลงเด็กคนนี้หัวปักหัวปำแล้ว

ทั้งนี้ อาธีนามีศักดิ์เป็นหลานของเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุคแห่งยอร์ก กับซาราห์ ดัชเชสแห่งยอร์ก โดยเธอจะเป็นรัชทายาทลำดับที่ 11 ของราชวงศ์อังกฤษ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เหตุเหยียบกันในเทศกาลกุมภเมลาอินเดีย ตายพุ่ง 30 ศพ เจ็บอีกอื้อ

เหตุเหยียบกันในเทศกาลกุมภเมลาอินเดีย ตายพุ่ง 30 ศพ เจ็บอีกอื้อ

29 ม.ค. 2568 23:37 น.

เหตุเหยียบกันในเทศกาลกุมภเมลาอินเดีย ตายพุ่ง 30 ศพ เจ็บอีกอื้อ

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุเหยียบกันที่งานรวมตัวทางศาสนาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ประเทศอินเดีย เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 30 ศพแล้ว และมีบาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 29 ม.ค. 2568 ว่า เกิดเหตุชุลมุนวุ่นวายที่งานเทศกาล “มหากุมภเมลา” ที่เมืองประยาคราช ในรัฐอุตตรประเทศ ซึ่งเป็นการรวมตัวขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของศาสนาฮินดู ซึ่งดึงดูดผู้ศรัทธาหลายสิบล้านคนจากทุกสารทิศให้มารวมตัวกัน เพื่ออาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์

เจ้าหน้าที่ระบุว่า รั้วที่พวกเขาตั้งขึ้นริมแม่น้ำเกิดพังเสียหาย ทำให้ผู้คนจำนวนมหาศาลแห่แหนกันไปอาบน้ำในแม่น้ำ จนทำให้เกิดการเบียดเสียดและเหยียบกันจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลท้องถิ่นบอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า ทางโรงพยาบาลรับศพผู้เสียชีวิตมาทั้งสิ้น 35 ศพ และคาดว่าจะมีตามมาอีกมาก และมีผู้บาดเจ็บประมาณ 20 คนกำลังรับการรักษา ซึ่งอาการบาดเจ็บไม่รุนแรง

อย่างไรก็ตาม ตำรวจอินเดียประกาศจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการต่ำกว่ารายงานของ ซีเอ็นเอ็น โดยระบุว่า มีประชาชนประมาณ 90 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาล โดยในจำนวนนี้ 30 คนเสียชีวิต

นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ออกมากล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบ และขอให้ผู้บาดเจ็บหายดีโดยเร็ว

หนึ่งในผู้ศรัทธาที่ไปร่วมงานบอกกับสื่อท้องถิ่นว่า เหตุชุลมุนเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 1.30 น. วันพุธ ตามเวลาท้องถิ่น โดยสถานการณ์เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ผู้คนวิ่งไปคนละทิศละทาง บางคนก็ล้มลงกับพื้น

ทั้งนี้ วันพุธนี้ตรงกับวัน มุณิอมาวาสยา (Mauni Amavasya) ซึ่งเป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดของเทศกาลมหากุมภเมลา ที่ผู้ศรัทธาและผู้แสวงบุญจะมาร่วมตัวกันอาบน้ำที่ “ตรีเวนี สังคัม” (Triveni Sangam) จุดบรรจบกันของแม่น้ำ คงคา แม่น้ำ ยมุนา และแม่น้ำสรัสวดี 3 แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย เพื่อล้างบาปและก้าวเข้าใกล้การปลดปล่อยทางจิตวิญญาณมากขึ้น

เทศกาลนี้ถูกยกให้เป็นการรวมตัวของผู้คนอย่างสงบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยคาดว่าตลอดเทศกาลซึ่งกินระยะเวลา 6 สัปดาห์ จะมีผู้คนเดินทางมาร่วมงานมากกว่า 400 ล้านคน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ถนนญี่ปุ่นทรุดอีกหลุมใกล้จุดเดิม คนขับรถติดในหลุมเกิน 1 วันยังหาไม่พบ

ถนนญี่ปุ่นทรุดอีกหลุมใกล้จุดเดิม คนขับรถติดในหลุมเกิน 1 วันยังหาไม่พบ

29 ม.ค. 2568 22:07 น.

ถนนญี่ปุ่นทรุดอีกหลุมใกล้จุดเดิม คนขับรถติดในหลุมเกิน 1 วันยังหาไม่พบ

เกิดหลุมยุบอีกแห่งใกล้หลุมเดิมที่ทำให้มีรถบรรทุกตกลงไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่กำลังพยายามช่วยเหลือคนขับรถที่ตกลงไปด้วยกัน แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังหาตัวไม่พบ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงดำเนินปฏิบัติการช่วยเหลือบริเวณแยกถนนในเมืองยาชิโอะ ในจังหวัดไซตามะ ใกล้กับกรุงโตเกียว หลังเกิดหลุมยุบกลางถนนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (28 ม.ค. 2568) เพื่อตามหาตัวชายคนขับรถบรรทุกวัย 74 ปี ที่ตกลงไปในหลุมพร้อมกับรถของเขา

อย่างไรก็ตาม ในวันพุธ (29 ม.ค.) ปฏิบัติการกู้ภัยดูจะยากลำบากขึ้นอีก เมื่อเกิดหลุมยุบอีกแห่งใกล้กับจุดเดิมเมื่อช่วงเช้ามืดตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเจ้าหน้าที่สามารถใช้เครนยกส่วนตู้บรรทุกสินค้าขึ้นจากหลุมได้แล้ว แต่ต้องทิ้งส่วนหัวรถบรรทุกเอาไว้ในหลุม ซึ่งถูกน้ำท่วมในเวลาต่อมา โดยที่ยังไม่รู้ว่าคนขับรถรายนี้อยู่ที่ใด

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากกรุงโตเกียวและจากเมืองไซตามะถูกส่งมาเข้าร่วมในปฏิบัติการกู้ภัยในวันพุธด้วย โดยมีการบินโดรนเพื่อตรวจสอบภายในหลุม แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่า พวกเขาพบอะไรหรือไม่ นอกจากนั้นพวกเขายังวางแผนจะสูบน้ำออกจากหลุมยุบ เพื่อค้นหาคนขับรถที่หายตัวไปด้วย

ทั้งนี้ หลุมยุบหลุมแรกเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 9.40 น. วันอังคารตามเวลาท้องถิ่น มีความกว้างประมาณ 10 ม. และลึกราว 5-6 ม. โดยเจ้าหน้าที่จังหวัดไซตามะคาดว่า เกิดจากท่อระบายน้ำที่อยู่ลึกลงไป 10 ม. แตก ทำให้ถนนทรุดตัว ส่วนหลุมที่ 2 คาดว่าเกิดจากน้ำที่รั่วไหลจากท่อกัดเซาะพื้นดินโดยรอบ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ในวันพุธ นายโอโนะ โมโตฮิโระ ผู้ว่าราชการจังหวัดไซตามะ ออกมาแสดงความกังวลเรื่องผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นได้จากการแตกของท่อระบายน้ำ ซึ่งเขาและทางการเมืองยาชิโอะ เรียกร้องให้ประชาชนประหยัดและรีไซเคิลน้ำใช้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในช่วงนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้งานระบบระบายน้ำ

เจ้าหน้าที่เมืองยาชิโอะยังเรียกร้องให้ประชาชนที่อยู่อาศัยในรัศมี 200 ม. รอบหลุมยุบ ให้อพยพจากพื้นที่ชั่วคราว เพราะกังวลว่าอาจเกิดหลุมยุบขึ้นอีก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่ท่อส่งก๊าซใต้ดิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมบริจาคในกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

'เลขาธิการ มกอช.'ร่วมบริจาคในกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมบริจาคในกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.43 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พร้อมด้วยผู้บริหาร มกอช.ร่วมบริจาคในกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งราชวงศ์จักรี พุทธศักราช 2568 ณ มูลนิธิกระจกเงา กรุงเทพฯ

– 006

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ลงพื้นที่ประชุมติดตามผลดำเนินงาน’สถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภู’

'อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน'ลงพื้นที่ประชุมติดตามผลดำเนินงาน'สถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภู'

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’ลงพื้นที่ประชุมติดตามผลดำเนินงาน’สถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภู’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.47 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายสุรชาติ มาลาศรี รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่ประชุมขับเคลื่อนและติดตามผลการดำเนินงานของสถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภู ในปีงบประมาณ 2568 พร้อมทั้งรับฟังปัญหา อุปสรรค และให้คำแนะนำ แนวทางในการปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ โดยมี นายบุญช่วย ช่วยระดม ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 นายคเชนทร์ สูฝน ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภู ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินและเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ให้การต้อนรับและร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สถานีพัฒนาที่ดินหนองบัวลำภู ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู

– 006