‘อิทธิ’เดินหน้ามาตรการ ป้องกัน-แก้ฝุ่นPM2.5ภาคเกษตร

‘อิทธิ’เดินหน้ามาตรการ  ป้องกัน-แก้ฝุ่นPM2.5ภาคเกษตร

‘อิทธิ’เดินหน้ามาตรการ ป้องกัน-แก้ฝุ่นPM2.5ภาคเกษตร

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ภาคการเกษตร ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงานบริหารจัดการปัญหาละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ภาคการเกษตร โดยมีหน้าที่ในการตรวจสอบ ติดตามสถานการณ์ปัญหาฝุ่นPM2.5 ในประเทศที่มีความรุนแรงมากขึ้น และรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอแนวทาง และมาตรการที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างรอบครอบ และเร่งด่วน ตลอดจนยกระดับมาตรการในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยจะนำร่างคำสั่งดังกล่าวเสนอ รมว.เกษตรฯ เพื่อลงนามเห็นชอบ ต่อไป

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้รายงานข้อมูลสถานการณ์จุดความร้อน(Hot Spot) ข้อมูลจากดาวเทียม ดังนี้ 1.จุดความร้อนสะสม แบ่งตามพื้นที่ความรับผิดชอบ วันที่ 1-27 มกราคม 2568 พบจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรกรรม 6,333 จุด (51.24 % ของทั้งหมด) แบ่งเป็น พื้นที่การเกษตร 4,207 จุด (34.04% ของทั้งหมด) และในเขต ส.ป.ก.2,126 จุด(17.20% ของทั้งหมด) 2.จุดความร้อนสะสม ตามการใช้ประโยชน์ที่ดินวันที่ 1-27 มกราคม 2568 พบจุดความร้อนในพื้นที่นาข้าว 3,563 จุด (28.83%ของทั้งหมด) ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดและไร่หมุนเวียน 568 จุด (4.60% ของทั้งหมด) ในพื้นที่ปลูกอ้อย 1,046 จุด (8.46% ของทั้งหมด) ในพื้นที่การเกษตรอื่น 1,774 จุด (14.35% ของทั้งหมด) พื้นที่ป่า 4,238 จุด (34.29% ของทั้งหมด) และ อื่นๆ 1,170 จุด (9.47% ของทั้งหมด)

นอกจากนี้ นายอิทธิได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินมาตรการตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่อง มาตรการบริการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5)ภาคการเกษตร ประกาศเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 โดยได้กำหนดคุณสมบัติเกษตรกร ที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริม สนับสนุน การช่วยเหลือจะต้องไม่เผาในพื้นที่เกษตรกรรมของตนเอง หากเกษตรกรรายใดมีการเผาในพื้นที่จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เป็นระยะเวลา 2 ปี (ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2568-30 พฤษภาคม 2570) และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ของเกษตรกร จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ทุก 15 วัน ให้กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อตรวจสอบพื้นที่เผาไหม้ของเกษตรกรต่อไป

รมว.เกษตรฯปลื้มนร. ใช้นวัตกรรมช่วยผู้ปลูกข้าว

รมว.เกษตรฯปลื้มนร.  ใช้นวัตกรรมช่วยผู้ปลูกข้าว

รมว.เกษตรฯปลื้มนร. ใช้นวัตกรรมช่วยผู้ปลูกข้าว

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับฟังการนำเสนอผลงานโครงการ Future of Life จากนักเรียนโรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษา และโรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนา โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดร.นานา คึนเคล ผอ.และผู้ประสานงานกลุ่มเกษตรและความปลอดภัยด้านอาหาร องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (Dr. Nana Kuenkel : Cluster Director Coordinator – Agriculture and Food Cluster GIZ) นางอมราพร ชีพสมุทร์ ผอ.กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน และผู้แทนกรมการข้าว เข้าร่วม

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจที่เยาวชนไทย สนใจทำโครงการที่ช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถเพาะปลูกข้าวคาร์บอนต่ำลดโลกร้อน ซึ่งได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยชาวนาทำเกษตรกรรมได้สะดวกและมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับเยาวชนที่สนใจด้านเกษตรกรรม โดยมีโครงการสนับสนุนเยาวชนไทยให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Smart Farmer) ให้อยู่ในห่วงโซ่การเกษตรทั้งด้านวิชาการ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม การตลาดให้มากขึ้น นอกจากนี้ ขอฝากกรมการข้าว ผลักดันผลงานของนักเรียนให้กระจายสู่ชุมชน และขอขอบคุณ GIZ ที่สนับสนุนผลงานของเยาวชนไทย

สำหรับโครงการ Future of good Life เป็นโครงการส่งเสริมเกษตรกรและชุมชนให้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมปลูกข้าวลดคาร์บอน เน้นการทำเกษตรกรรมยั่งยืน ลดก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้น้ำสำหรับเพาะปลูก ด้วยการใช้เทคนิคการปลูกข้าวเปียกสลับแห้ง (AWD) และนำท่อ PVC เจาะรูรอบท่อ ฝังลงดิน เพื่อวัดระดับน้ำด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonic) ผ่านอุปกรณ์ที่มีชื่อว่า “Rice Sense”

‘นฤมล’มั่นใจหลังสั่ง Set Zero ทุเรียนไทยไร้สารปนเปื้อน คาดปี 68 ยังครองส่วนแบ่งตลาดในจีน 57%

'นฤมล'มั่นใจหลังสั่ง Set Zero ทุเรียนไทยไร้สารปนเปื้อน คาดปี 68 ยังครองส่วนแบ่งตลาดในจีน 57%

‘นฤมล’มั่นใจหลังสั่ง Set Zero ทุเรียนไทยไร้สารปนเปื้อน คาดปี 68 ยังครองส่วนแบ่งตลาดในจีน 57%

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.17 น.

‘นฤมล’มั่นใจหลังสั่ง Set Zero ทุเรียนไทยไร้สารปนเปื้อน คาดปี 68 ยังครองส่วนแบ่งตลาดในจีน 57% พร้อมเร่งแก้โรคมือเท้าปากเปื่อยในโค ตั้งเป้าลุยขยายตลาดส่งออกจีน

เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังจากที่ได้เดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า เราได้มีโอกาสพบกับ ดร.ซุน เหมยจุน รัฐมนตรีว่าการสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) และได้พูดคุยถึงความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าผลไม้จากประเทศไทยไปยังจีนว่า มีการดำเนินการอะไรไปบ้าง เพราะจีนนำเข้าผลไม้จากประเทศไทยเป็นอันดับ 1 และทุเรียนเป็นสินค้าที่นำเข้ามากที่สุด จึงจำเป็นจะต้องดูแลความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยเราส่งออกทุเรียนไปจีนเฉลี่ยปีละ 1.3-1.4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าในปี 2568 นี้ไทยจะส่งออกทุเรียนไปจีนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งทุเรียนไทยยังครองส่วนแบ่งตลาดในจีนถึง 57% และผู้บริโภคจีนยัดงให้การยอมรับทุเรียนไทยมาก

นางนฤมล กล่าวต่อว่า การดูแลผลไม้โดยเฉพาะทุเรียน ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ที่ได้รับรายงานถึงปัญหาในการพบสารปนเปื้อน ตนจึงให้กรมวิชาการเกษตรออกประกาศให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนด และเรียกฟรุตบอร์ดสั่งการเร่งด่วนให้ตรวจสอบสาร Basic Yellow 2 (BY2) แคดเมียม และหนอนในสินค้า พร้อมเตรียมความพร้อมของห้องปฏิบัติการตรวจสอบ (แล็บ) ที่จะสามารถตรวจสอบเพื่อยืนยันว่าจะไม่มีสารปนเปื้อนในทุเรียน

“ตอนนั้นมีแล็บที่มีความพร้อม 4-5 รายที่ให้การตรวจสอบได้ แต่ปัจจุบันจำนวนห้องแล็บเริ่มมีจำนวนมากขึ้น พร้อมที่จะให้ตรวจสอบสินค้าได้แล้ว เพราะได้มอบนโยบายให้กับกรมวิชาการเกษตร ในการเร่งตรวจสอบให้มีความเร็วขึ้น และเพิ่มจำนวนแล็บในการรองรับการตรวจสอบ เพราะทุเรียนถือว่าเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าให้กับประเทศกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท และเชื่อว่าจะมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นางนฤมล กล่าว

นางนฤมล ยังกล่าวต่อด้วยว่า กระทรวงเกษตรฯ มีความพยายามที่จะเปิดตลาดโคเนื้อและโคมีชีวิตไปยังตลาดจีนตั้งแต่ปี 2562 และส่งรายงานให้กับ GACC หน่วยงานของจีน ซึ่งได้มีการสอบถามมายังประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเราก็ได้มีการรายงานให้ทราบถึงความคืบหน้าว่า ประเทศไทยได้มีการเตรียมพื้นที่ค่ายกักกันโรค สำหรับโคมีชีวิตเพื่อสร้างความมั่นใจว่าโคมีชีวิตจะไม่ติดโรคก่อนที่จะส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งพื้นที่กักกันเราได้ใช้พื้นที่จังหวัดเชียงราย และเมื่อระยะเวลาในการกักกันครบ มีการตรวจโรค เราจะนำโคมีชีวิตขนส่งผ่านเส้นทางเดินเรือ ล่องแม่น้ำโขงและขึ้นที่ท่าเรือคลองจีน และอีกช่องทาง คือ ผ่านการขนส่งทางรถไฟ จากกรุงเทพฯ-หนองคาย-สปป.ลาว-จีน ซึ่งทางหน่วยงานจีนได้รับทราบและอยู่ระหว่างการประเมินความเสี่ยง และรอความเห็นจากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯของจีน

“ตอนนี้อยู่ระหว่างรอรับการประเมินผลของจีนว่าจะตอบรับหรือให้ความคิดเห็นอย่างไร เพื่อให้เราสามารถส่งโคเนื้อและโคมีชีวิตไปยังตลาดจีนได้ เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันตลาดจีนมีความต้องการสินค้าดังกล่าวสูงมาก แต่ประเทศไทยยังติดปัญหาประเทศที่อยู่ในลิสต์ของการติดโรคระบาดของมือเท้าปากเปื่อยในสัตว์ ซึ่งการที่จะนำประเทศไทยออกจากลิสต์ เป็นเรื่องที่ยาก แต่ล่าสุดได้มีการประชุม Beef Board เห็นชอบให้เร่งหางบประมาณเพื่อนำวัคซีนฉีดให้สัตว์เพื่อป้องกันโรคได้ 100% ซึ่งที่ผ่านมาวัคซีนป้องกันโรคได้เพียง 50-60% ซึ่งต้องยอมรับว่า งบประมาณที่ได้แต่ละปียังไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงอยู่ระหว่างการผลักดันต่อไป“ นางนฤมล กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ร่วมติดตามคณะ รมช.อิทธิฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการด่านศุลกากรสะเดา

อธิบดีกรมปศุสัตว์ร่วมติดตามคณะ รมช.อิทธิฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการด่านศุลกากรสะเดา

อธิบดีกรมปศุสัตว์ร่วมติดตามคณะ รมช.อิทธิฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการด่านศุลกากรสะเดา

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.40 น.

17 กุมภาพันธ์ 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์ชุติพนธ์ ศิริมงคลรัตน์ ผู้อำนวยการกองสารวัตรและกักกัน นายพินิจ สวัสดิรักษา ปศุสัตว์จังหวัดสงขลา นายสุราษฎร์ สัทธิง ปศุสัตว์จังหวัดสตูล และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามคณะ นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการด่านศุลกากรสะเดา จังหวัดสงขลา เพื่อรับทราบผลการปฏิบัติงานของด่านกักกันสัตว์สงขลา ด่านตรวจพืชสะเดา และศูนย์บริหารจัดการด่านตรวจประมง เขต 8 (สงขลา) ในการนี้ได้มอบนโยบายการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ พร้อมเยี่ยมชมพื้นที่ตรวจปล่อยสินค้าศุลกากร (ขาออก) ณ ด่านศุลกากรสะเดา ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา

กรมปศุสัตว์ โดยนายณัฐชัย วรสุทธิ์ หัวหน้าด่านกักกันสัตว์สงขลา ได้รายงานผลการปฏิบัติงานว่า การส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านด่านศุลกากรสะเดาและปาดังเบซาร์เติบโตต่อเนื่อง ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีสินค้าหลัก ได้แก่ โค-กระบือมีชีวิต เนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง ไข่ไก่เพื่อการบริโภคส่งออกไปสิงคโปร์ผ่านมาเลเซีย  ส่วนโค-กระบือมีชีวิตผ่านด่านชายแดนใต้ยังมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งนี้ ในส่วนการส่งออกกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป ยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ขณะที่ Dog Chews และ Pet Treats มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความนิยมของสินค้ากลุ่มนี้ในตลาดต่างประเทศ โดยทั้งด่านศุลกากรสะเดาและด่านศุลกากรปาดังเบซาร์มีบทบาทสำคัญในการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าพัฒนามาตรฐานคุณภาพสินค้า และเสริมศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมส่งออก

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง และโค-กระบือมีชีวิต หากสามารถพัฒนาห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพ ไทยจะสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำด้านการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในภูมิภาคอาเซียนได้ในระยะยาว โดยกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังผลักดันมาตรการเพิ่มขีดความสามารถด้านส่งออก ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมโรคสัตว์ หรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึด ซากสัตว์ลักลอบนำเข้า 

-(016)

‘กรมที่ดิน’อำนวยความสะดวกประชาชน เปิดให้บริการขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์ผ่านระบบ e-Service

'กรมที่ดิน'อำนวยความสะดวกประชาชน เปิดให้บริการขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์ผ่านระบบ e-Service

‘กรมที่ดิน’อำนวยความสะดวกประชาชน เปิดให้บริการขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์ผ่านระบบ e-Service

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.38 น.

กรมที่ดินอำนวยความสะดวกประชาชน เปิดให้บริการขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์ผ่านระบบ e-Service ฉลองครบรอบ 124 ปี กรมที่ดิน

กรมที่ดินมอบของขวัญวันคล้ายวันสถาปนากรมที่ดิน ครบรอบ 124 ปี (17 กุมภาพันธ์ 2568) เปิดให้บริการขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า กรมที่ดินได้จัดทำระบบการขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ผ่านแอปพลิเคชัน SmartLands  ที่เป็นการอำนวยความสะดวก ลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางของประชาชน สร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการของภาครัฐ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้

1.เป็นบุคคลธรรมดา มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน มีความประสงค์ขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์เฉพาะโฉนดที่ดิน (ที่ดินหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง) โดยยื่นคำขอในเว็ปแอปพลิเคชั่นผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือได้ทั้งระบบ Android และ IOS ทุกวันและทุกเวลาที่ระบบเปิดใช้งาน

2.ลงทะเบียนและเข้าใช้งานในระบบทางเว็ปไซต์ https://eservice.dol.go.th หรือลงทะเบียนผ่าน Smartlands Application เลือกเมนู “ขอหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์”

3.กรอกคำขอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และชำระเงินผ่าน Mobile Banking หรือตู้ ATM ที่รองรับ QR code เท่านั้น เมื่อระบบตรวจสอบการชำระเงินแล้ว จึงสามารถดาวน์โหลดหนังสือรับรองราคาประเมินทุนทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ผ่าน E-mail ที่ลงทะเบียนไว้  หากยื่นคำขอและชำระเงินก่อนเวลา 15.00 น.สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้หลังเวลา 15.00 น.ของวันที่ยื่นคำขอฯ และหากชำระเงินหลังเวลา 15.00 น.สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ในวันถัดไป กรณีข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์

4.ค่าธรรมเนียมในการให้บริการเรียกเก็บตามกฎหมายอัตราปกติเช่นเดิม เนื่องจากอยู่ระหว่างการทดสอบระบบ เพื่อพัฒนาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียม หรือมีค่าบริการเพิ่มเติมกรมที่ดินจะประกาศให้ทราบต่อไป

กรมที่ดินมุ่งมั่นพัฒนาบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และใช้งานง่าย (User Friendly) โดยประชาชนสามารถดำเนินการได้เองจากทุกที่ ลดภาระการเดินทางไปสำนักงานที่ดิน เป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

เปิดตัว HCare WOW3 นาฬิกาสุขภาพอัจฉริยะรุ่นใหม่ ‘รู้ทุกจังหวะหัวใจ ด้วย AI ที่เข้าใจคุณ’

เปิดตัว HCare WOW3 นาฬิกาสุขภาพอัจฉริยะรุ่นใหม่ ‘รู้ทุกจังหวะหัวใจ ด้วย AI ที่เข้าใจคุณ’

เปิดตัว HCare WOW3 นาฬิกาสุขภาพอัจฉริยะรุ่นใหม่ ‘รู้ทุกจังหวะหัวใจ ด้วย AI ที่เข้าใจคุณ’

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.27 น.

HCare แบรนด์นาฬิกาเพื่อสุขภาพสุดล้ำฝีมือคนไทย ที่ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพเพื่อดูแลคนไทยโดยเฉพาะ มีพันธกิจมุ่งเน้นพัฒนานาฬิกาสุขภาพที่สามารถเช็คค่าสุขภาพได้ง่ายและแม่นยำ พร้อมกับฟังก์ชันที่สามารถรายงานสุขภาพอย่างครบถ้วน สำหรับคนรักสุขภาพ ทั้งในวัยทำงานและผู้สูงอายุ พร้อมเปิดตัวนาฬิกาอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด “HCare WOW3” ที่ผสานเทคโนโลยี AI มาตรฐานใหม่ ยกระดับการดูแลสุขภาพให้สะดวก และแม่นยำยิ่งขึ้นในทุกการเคลื่อนไหว

“รู้ทุกจังหวะหัวใจ ด้วย AI ที่เข้าใจคุณ” ไม่ใช่เพียงคำโฆษณา แต่เป็นสิ่งที่ HCare WOW3 พร้อมมอบให้คุณด้วยฟีเจอร์สุดล้ำที่เช็คสุขภาพได้เรียลไทม์ เสมือนมีหมอส่วนตัวดูแลอยู่ข้างๆ เพื่อดูแลคุณได้อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น

•             นวัตกรรมใหม่ล่าสุด Nano ECG Sensor เช็คคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้แม่นยำผ่านการทำงานร่วมกับ PPG Sensor 6 จุด พร้อมรายงานผล 32 กลุ่มอาการแบบเรียลไทม์ผ่าน AI

•             AI Precision ระบบ AI อัจฉริยะที่วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพอย่างละเอียด ผ่านคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

•             Comprehensive Health Monitoring วัดความดันโลหิต แม่นยำสูงสุด 95%, เช็คระดับน้ำตาลผ่านเซนเซอร์ใต้ผิวหนังโดยไม่ต้องเจาะนิ้ว, เช็คระดับไขมัน, กรดยูริก และสัดส่วนร่างกายแบบละเอียดได้ในเครื่องเดียว

•             All-in-One Health Check ฟังก์ชันใหม่ ที่สามารถตรวจสุขภาพองค์รวมได้แบบง่ายๆ ทั้ง อัตราการเต้นหัวใจ ความดัน ออกซิเจน อุณหภูมิ ความเครียด เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส

HCare WOW3 มาพร้อมหน้าจอ Amoled Full Touch Screen ขนาด 1.43 นิ้ว คมชัดทุกมุมมอง, ตัวเรือนผลิตจาก Carbon Alloy แข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบาเพียง 60 กรัม, แบตเตอรี่ Lithium-ion 390 mAh อึด ทน ใช้งานได้ยาวนาน 3-5 วัน โดยเวลาชาร์จเพียง 1-2 ชั่วโมง, สายซิลิโคนขนาด 22 มม. มีให้เลือก 3 สี สีดำ Black Carbon, สีน้ำเงิน Blue Nano  และสีแดง Red Carmine, มีคู่มือการใช้งานภาษาไทย มาพร้อมอุปกรณ์ครบครัน ทั้ง อะแดปเตอร์ สายชาร์จ และยังรับประกันสินค้านาน 1 ปี

ในโอกาสเปิดตัว HCare WOW3 พร้อมมอบส่วนลดพิเศษสูงสุด 60% ราคาเพียง 4,990 บาท (จากราคาปกติ 12,990 บาท)

คุณนัฏฐาพร อนุวงศ์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพและเจ้าของเพจ “ฉลาดกิน” กล่าวว่า ” ในยุคที่ทุกคนใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การมีตัวช่วยที่ทำให้การดูแลตัวเองเป็นเรื่องง่ายและเข้าใจได้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง HCare WOW3 เป็นมากกว่านาฬิกา มันเป็นเหมือนโค้ชส่วนตัวที่คอยดูแลสุขภาพของเราแบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะเรื่องของโภชนาการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี

HCare WOW3 ไม่ได้แค่บอกข้อมูล แต่ยังช่วยให้เราเข้าใจร่างกายของเราอย่างลึกซึ้ง ทำให้เรารู้ว่าเราควรปรับพฤติกรรมการกินอย่างไร เพื่อให้ได้สารอาหารที่เหมาะสมและมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ HCare WOW3 ยังเป็น Lifestyle Gadget ที่บ่งบอกถึงความใส่ใจและดูแลตัวเองในแบบที่ทันสมัยและมีสไตล์ มันไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นตัวช่วยที่ทำให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน”

พตท.นพ.อังกูร อนุวงศ์ ศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลตำรวจ ยังกล่าวเสริมอีกว่า “ในฐานะศัลยแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยมาอย่างยาวนาน การดูแลสุขภาพในเชิงรุกเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยให้เรารับมือกับปัญหาสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ HCare WOW3 เป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยให้ทุกคนดูแลตัวเองได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในการตรวจเช็คสุขภาพแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นการป้องกันและตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในร่างกายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

ฟังก์ชั่นต่างๆ ของ HCare WOW3 เช่น การตรวจเช็คอัตราการเต้นของหัวใจ, ออกซิเจนในเลือด, ระดับความเครียด, อัตราการผันแปรของหัวใจ, และคุณภาพการนอนหลับ ช่วยให้เราสามารถติดตามสุขภาพได้ครบทุกมิติ นอกจากนี้ยังมีโหมดออกกำลังกายกว่า 70 ชนิด และโหมด OSA ที่ช่วยสังเกตภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์ที่สำคัญในการรักษาสุขภาพแบบครบวงจร

ด้วยการใช้งานที่ง่าย และการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน H Band ที่รองรับภาษาไทย พร้อมฟังก์ชั่นการแจ้งเตือนจากแอปต่างๆ รวมถึงโหมดโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth ที่สามารถรับสายหรือโทรออกได้โดยไม่ต้องใส่ซิม นาฬิกา HCare WOW3 จึงไม่เพียงแค่เป็นเครื่องมือสำหรับการดูแลสุขภาพ แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรามีชีวิตที่สมบูรณ์และเต็มไปด้วยคุณภาพทุกวัน”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Facebook: HCare Thailand, Website: https://hcarethailand.com/ , Line: @HCarethai

-(016)

ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัล ‘Grand Prize’ สุดยอดนวัตกรรม เวที IPITEx 2025

ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัล ‘Grand Prize’ สุดยอดนวัตกรรม เวที IPITEx 2025

ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัล ‘Grand Prize’ สุดยอดนวัตกรรม เวที IPITEx 2025

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.13 น.

ผลงานวิจัย “GFPR Wiremesh วัสดุทดแทนเหล็กเสริม” ของนักศึกษาสาขาวิศวกรรมโยธา ม.วลัยลักษณ์ คว้ารางวัล “Grand Prize” การประกวดสุดยอดนวัตกรรม เวที IPITEx 2025

ผลงานวิจัยเรื่อง“Innovative composite bar mesh : GFRP wire mesh” วัสดุทดแทนเหล็กเสริมในการก่อสร้าง ของนักศึกษาสาขาวิศวกรรมโยธา สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี ม.วลัยลักษณ์ โดยมีสมาชิกในทีมประกอบด้วย นางสาวภัคจิรา อ่อซ้าย นักศึกษาปริญญาเอก (หัวหน้าทีม),นางสาวสุวีรยา ประไพวรรณ์,นางสาวปิยฉัตร ทองจันทร์,นางสาวศิริกานต์ ชาลี,นายศอลีฮีน ฮาแว และนายกวินภพ นบนอบ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ Ms.Radhika Sridhar นักวิจัยหลังปริญญาเอก โดยมี อาจารย์ทนงศักดิ์ อิ่มใจ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา คว้ารางวัลชนะเลิศสูงสุด Best of the Best “Grand Prize 2025” ได้รับถ้วยรางวัลจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เหรียญรางวัล พร้อมเกียรติบัตร จากเวทีมหกรรมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ (IPITEx 2025) ภายในงานวันนักประดิษฐ์ 2568 (Thailand Inventors’ Day 2025) จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ 28 องค์กรนานาชาติและ 32 องค์กรไทยจัดขึ้น โดยมีทีมกว่า 700 ทีมจากทั่วโลกเข้าร่วม

นางสาวภัคจิรา อ่อซ้าย นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมโยธา มวล. ในฐานะหัวหน้าทีม เปิดเผยว่า ผลงานเรื่อง GFRP wire mesh เป็นวัสดุจากไฟเบอร์กลาสผสมเรซิน เพื่อใช้ทดแทนเหล็กเสริมที่ใช้ในการก่อสร้าง ช่วยลดปัญหาความเสี่ยงจากการเกิดสนิมที่ทำให้โครงสร้างเสื่อมสภาพเร็วขึ้น โดยคุณสมบัติเด่นของ GFPR Wiremesh คือมีความแข็งแรงและทนทานสูงเทียบเท่าหรือมากกว่าเหล็กเสริมบางประเภทและไม่เกิดสนิมเมื่อสัมผัสกับความชื้นหรือน้ำ มีน้ำหนักเบากว่าเหล็กเสริม ทำให้สะดวกต่อการขนส่งและติดตั้ง ทนต่อการกัดกร่อนในสภาพแวดล้อมที่มีสารเคมี หรือในบริเวณที่มีความชื้นสูงและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมเนื่องจากไม่มีการใช้โลหะหนักหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายในการผลิต

ทั้งนี้เมื่อ GFPR Wiremesh ถูกฝังในคอนกรีต จะช่วยป้องกันการแตกหักหรือการเสียรูปของโครงสร้างได้ดีขึ้นที่สำคัญยังช่วยเพิ่มความทนทานต่อการใช้งานระยะยาว และสามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้างหลากหลายประเภท เช่น โครงสร้างคอนกรีตที่ใช้ในอาคารและสะพาน งานถนนและทางเดิน ฯลฯ จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในวงการก่อสร้าง เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าเหล็กเสริมในหลายด้านทั้งด้านความทนทานและการลดต้นทุนระยะยาวด้วย

นางสาวภัคจิรา กล่าวต่อไปอีกว่า ทีมเรารู้สึกภูมิใจและตื่นเต้นมาก เนื่องจากทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันมาจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งรางวัลนี้นอกจากจะเป็นการยืนยันถึงความสามารถของเยาวชนไทยแล้ว ยังเป็นรางวัลตอบแทนจากความทุ่มเทที่ได้ทำมา และเป็นแรงบันดาลใจให้เรามุ่งมั่นและพัฒนาตนเองต่อไป ที่สำคัญเวทีดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทั้งในด้านการทำงานเป็นทีม การแก้ปัญหาภายใต้ความกดดัน การใช้ภาษาอังกฤษและการจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่มีค่าที่จะนำไปใช้ในชีวิตการทำงานและการเรียนในอนาคต     

“ขอขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ สาขาวิศวกรรมโยธาและครอบครัว ที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือในทุกๆ ด้านและเป็นกำลังใจให้พวกเราจนสามารถผ่านการแข่งขันและคว้ารางวัลครั้งนี้มาได้ และขอขอบคุณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผู้จัดงานที่สร้างโอกาสให้นักศึกษาอย่างเราได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองผ่านการแข่งขันในเวทีคุณภาพเช่นนี้” นางสาวภัคจิรา กล่าวทิ้งท้าย

ไอคอนสยาม ชวนค้นหาความทรงจำของชีวิตผ่านร่องรอยแห่งแสงแดด ในงานนิทรรศการ Traces of Sunlight & February

ไอคอนสยาม ชวนค้นหาความทรงจำของชีวิตผ่านร่องรอยแห่งแสงแดด ในงานนิทรรศการ Traces of Sunlight & February

ไอคอนสยาม ชวนค้นหาความทรงจำของชีวิตผ่านร่องรอยแห่งแสงแดด ในงานนิทรรศการ Traces of Sunlight & February

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.09 น.

ไอคอนสยาม ชวนค้นหาความทรงจำของชีวิตผ่านร่องรอยแห่งแสงแดด ในงานนิทรรศการ Traces of Sunlight & February โดย ArtVentureNFT วันนี้ – 5 มีนาคม 2568  ณ ICON Art and Culture Space ชั้น 8

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชวนค้นหาความงดงามและความทรงจำผ่านร่องรอยแห่งแสงแดด  เปรียบเสมือนความรู้สึก ความสุข ความอบอุ่นหรือช่วงเวลาที่อ่อนไหว คงเหลือร่องรอยแห่งการเติบโต ความหวัง และการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นในห้วงของเวลานั้น นิทรรศการงานศิลปะ “Traces of Sunlight & February” เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้น สะท้อนถึงขบวนการเติบโตของดอกไม้ทั้ง 5 สายพันธุ์ จาก 5 ศิลปินที่ออกแบบขึ้นโดยใช้แสงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ที่งอกเงยไปจนถึงช่วงเวลาที่ผลิบานอย่างเต็มที่ ร่องรอยของแสงแดดไม่ได้เป็นเพียงรูปธรรม แต่ยังเป็นตัวแทนของ พลังชีวิต ความหวัง และ การเริ่มต้นใหม่

ไอคอนสยาม ชวนทุกท่านพบกับ การเดินทางผ่านแสงที่ค่อยๆ เลือนหาย ความสัมพันธ์ระหว่างแสงแดดและการเติบโต การเปลี่ยนแปลงและความหวัง ที่แตกต่างกันไปตามคอนเซ็ปต์ของศิลปินทั้ง 5 พร้อมส่งท้ายด้วยเรื่องราวของ special guest คนพิเศษ ในนิทรรศการงานศิลปะ “Traces of Sunlight & February” ตั้งแต่วันนี้ – 5 มีนาคม 2568  ณ ICON Art and Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม

Arumilike flower  by ORON  จักรกฤษณ์ โสมหิรัญ หรือ โอร่อน

พูดถึงความรักในช่วงวัยเด็ก ความรักในวัยเด็กเกิดขึ้นด้วยความเรียบง่าย จากความรู้สึก “ชอบ” แล้วไม่มีอะไรซับซ้อน เหมือนการทดลองเสียมากกว่า การเริ่มต้นใหม่จึงไม่ใช่เรื่องยากเหมือนความรักในวัยคนโต จึงหยิบยก ดอก Arumilike flower  บางครั้ง ‘ดอกไม้’ ที่เราไม่รู้จักชื่อ กลับเป็นสิ่งที่งดงามที่สุดในจินตนาการของเรา มาเป็นตัวแทนของดอกไม้ในความรักของช่วงวัยนั้น โดยดอกไม้นี้ได้ใช้วิธีการ ผวนคำ ให้เกิดคำใหม่ “ดอกอะรูมิไร้” หรือผวนคำได้ว่า “ดอกอะไรไม่รู้” หรือ โดยใช้คำว่า”like” ที่แปลว่า “ชอบ”ที่เป็นสารตั้งต้นของความรักในวัยเด็ก โดยผลงานชุดนี้จะบอกเล่าเรื่องราวผ่านคาแร็กเตอร์ ชื่อ Paper  เกิดจากคอนเซปต์ “รักเรียบง่าย” สื่อถึงความรักที่ไม่ต้องการคำตอบ ไม่ต้องการเหตุผล แค่ความรู้สึก ‘Like’ ที่บริสุทธิ์และตรงไปตรงมา เหมือนความรักในวัยเด็กที่ทุกอย่างดูง่ายดาย ไม่ซับซ้อน ไม่มีการคาดหวัง แต่กลับลึกซึ้งและอบอุ่นจนยากจะลืม เหมือนกับความรักที่เราได้ลองสัมผัสครั้งแรก ง่ายดายแต่ลึกซึ้ง ดอกไม้แห่งจินตนาการที่งอกงามจากความสงสัยใคร่รู้อันแสนเรียบง่ายของหัวใจในวัยเด็ก

“Morning Glory by Tomato Head พรพพิน หล้าทา หรือ พิมพ์ กับ  รักรุ่งโรจน์ ที่บานสะพรั่งบนความไม่จีรัง

Morning Glory เจ้าดอกผักบุ้งที่บานสะพรั่งในยามเช้าตรู่ เผยความงามราวกับอัญมณีท่ามกลางแสงแรก ช่างน่าเสียดาย ที่เจ้าร่วงโรยลงอย่างรวดเร็วเมื่อตะวันกำลังลับฟ้า สัญลักษณ์ของ “ความรุ่งโรจน์ที่เปราะบาง” ย้ำเตือนเราว่า ความสำเร็จ ชื่อเสียง หรืออำนาจ อาจหอมหวานเพียงชั่วครู่ ดั่งดอกไม้ที่มีเวลาเบ่งบานในเวลาอันสั้น และเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านั้นอาจเสื่อมสลาย เหลือทิ้งไว้เพียง “ความผูกพัน และ ความทรงจำ”

สิ่งเล็กๆ รอบตัว อาจเป็นโอกาสอันมีค่าเหมือนเจ้า Morning Glory ที่มีช่วงเวลาบานสะพรั่งแค่เพียงช่วงเวลาที่ตะวันสาดแสง มันเตือนให้เราไม่ยึดติดกับสิ่งชั่วคราว แต่สอนให้เรารู้จักเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน เพื่อซึมซับโอกาสอันเล็กน้อย ที่เต็มไปด้วยความหมาย เพิ่มคุณค่าในการมีชีวิต ชวนให้ก้าวเดินต่อไปอย่างเต็มที่  เมื่อช่วงเวลาแห่งความเบ่งบานมาถึง เราจะไม่ลืมบรรยากาศเบื้องล่าง ทุกคนล้วนเดินบนกฏแห่งความไม่เที่ยง เราจะไม่มีทางเสียใจเมื่อแสงค่อยๆจางไป เพราะสิ่งที่เหลืออยู่ คือ ประสบการณ์ และ ความรักที่หลงเหลือในใจคนรอบตัว

“TOMATO HEAD” ศิลปินจากประเทศไทยผู้หลงใหลในโลกของแมลง สัตว์ มนุษย์และธรรมชาติ เธอสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตและธรรมชาติ และคำถามเกี่ยวกับโลกใบนี้ และสื่อสารถึงความลับและความมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ โดยเฉพาะแมลง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง การเจริญเติบโต และความละเอียดอ่อนในชีวิต ผ่านงานศิลปะ ผลงานของเธอโดดเด่นด้วยการใช้สีสันสดใสสะดุดตาและภาพที่สนุกสนาน แนว POP SURREALISM และเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ ที่เปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งเหนือจริง นำเสนอโลกที่จินตนาการและความเป็นจริงอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ธรรมชาติที่เธอคิดไม่ได้เป็นแค่หัวข้อนึงของการสนทนา แต่เป็นกระจกสะท้อนกลับมายังโลกที่เราอาศัยอยู่และตัวตนภายในใจของเราเอง

“Rose by 29 Art-Studio วุฒิภัทร วงศ์ดี หรือ ภัทร สภาวะความผูกพันในความรัก

เหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนั้นหลากหลาย ดั่งกุหลาบหลากสีในสวนอันกว้างใหญ่ บานสะพรั่งท่ามกลางความทรงจำ สะท้อนถึงความรู้สึกและความหมายที่แตกต่างกันไปตามสีและลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นความรักในครอบครัว มิตรภาพ หรือแม้แต่ความผูกพันกับสิ่งเล็กๆรอบตัว

การดูแลกุหลาบในสวน เปรียบได้กับการดูแลความสัมพันธ์ เรารดน้ำใส่ปุ๋ยด้วยความใส่ใจ ตัดแต่งกิ่งด้วยความอดทน และชื่นชมความงามด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง ยามที่เราสัมผัสกับช่วงเวลาแห่งความสุข ความอบอุ่น หรือแม้แต่ความเศร้าหมอง เปรียบเสมือนกุหลาบดอกหนึ่งในสวนชีวิต บางดอกเบ่งบานสดใส แต่บางดอกอาจโรยราและทิ้งไว้เพียงกลีบที่ร่วงหล่น ทว่ากลิ่นหอมของมันยังคงอบอวลในความทรงจำ กุหลาบทุกดอกสอนให้เราเข้าใจว่า ความรักที่แท้จริงไม่ใช่แค่การบานสะพรั่งในวันนี้ แต่คือการหล่อเลี้ยงความผูกพันที่จะคงอยู่ตลอดไป

นิทรรศการ “สภาวะความผูกพันในความรัก” โดยผ่านคาแรคเตอร์ Ruby ของภัทร  เป็นงาน doodle art เป็นการวาดรูปลายเส้นขยุกขยิกไปตาม อารมณ์ไม่มีจุดประสงค์แน่ชัดว่า จะวาดรูปอะไร ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้สึก นึกคิดของผู้วาดในช่วงเวลานั้น เป็นศิลปะบำบัดที่ช่วยให้ผ่อนคลาย พัฒนาความ ว่า เพิ่มสมาธิ และควบคุมอารมณ์

“Rosemary by Captain MOZMO โดย ณัฐชา ลีวันแสงทอง หรือ มากิ ความทรงจำ รักตลอดกาล

Rosemary ไม่ได้เป็นเพียงพืชสมุนไพร แต่เป็น “ผู้เก็บความทรงจำ” พลังแห่งการระลึกถึง ความรัก ความผูกพันอันแสนอบอุ่น ที่เคยได้สัมผัสจากบุคคลอันเป็นที่รักในอดีต ไม่ว่าความสัมพันธ์จะสิ้นสุดลงด้วยการจากลาหรือระยะทางที่ไกลแสนไกล ดอก Rosemary เป็นสัญลักษณ์ที่ย้ำเตือนถึงสายใยแห่งความรักและความทรงจำที่ไม่เคยจางหาย ราวกับบันทึกที่ธรรมชาติรังสรรค์ไว้ให้เรา เพื่อให้เราระลึกถึงช่วงเวลาที่มีความหมาย  ทุกความสัมพันธ์คือบทกวีที่ถูกเขียนขึ้นโดยกาลเวลา มีจุดเริ่มต้น ดำรงอยู่ และ ดับไป ตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย “Rosemary” จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความทรงจำ และ รักอันเป็นนิรันดร์ แฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งในทุกกลีบ กลิ่นหอมของมันคือความรักที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แม้ร่างกายจะแยกจากกันไป แต่หัวใจและจิตวิญญาณยังคงอยู่ตลอดกาล

มากิ นักวาดภาพประกอบ และนักออกแบบคาแรคเตอร์ สาวน้อยผู้เต็มเปี่ยม ไปด้วยจินตนาการ ด้วยความโดดเด่นของผลงานสไตล์แฟนตาซี ทําให้เธอเฉิดฉายในวงการออกแบบคาแรคเตอร์ทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลัง มากิเดินทางบนเส้นทางศิลปินผ่านการเล่าเรื่องราวของตัวละครหลัก นามว่า “Mozmo” เด็กน้อยผู้เผชิญกับโลกแห่งความจริงที่ไม่ได้สวยงาม อย่างที่ฝัน ตัวละครที่สะท้อนถึงมุมมองและพลังงานบวกในการอาศัยอยู่ บนโลกนี้ให้ดีและเหมาะสมที่สุดเท่าที่จะทำได้ การดิ้นรนบนโลกทุกวันนี้ทำให้ หัวใจมนุษย์กลายเป็นสีเทาไร้ความรู้สึก Mozmo คือผู้เติมสีสันผู้เป็น เครื่องหมายเตือนใจว่า “เรายังคงมีหัวใจที่อบอุ่น” ปัจจุบันมากิสร้างสรรค์ ผลงานออกมามากมาย ทั้ง ภาพ panting คาแรคเตอร์ทอยและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ทั้งภาพ อีกทั้งยังได้เข้าร่วมสร้างผลงานประมูล live painting ทุกความสัมพันธ์เมื่อเกิดขึ้นจะมีเรื่องราวจุดเริ่มต้น-จุดจบ ไปตามธรรมชาติ ของโลก ไม่จากเป็นก็จากตาย “ดอกโรสแมรี่” เป็นสัญลักษณ์แห่งความทรงจํา สื่อ ถึงความรักที่นิรันดร์แม้จะพลัดพรากจากกันแต่ความรักนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง

Lily of the Valley โดยอรญา ลัดดากลม หรือ  Lookplu8 (ลูกพลับ) ความสมหวังเรื่องความรัก

“Lily of the Valley by Karoke : เสียงกระดิ่งแห่งความสมหวัง” เจ้าดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ที่เรียงตัวอย่างงดงาม ราวกับกระดิ่งจากสรวงสรรค์ ถูกยกย่องให้เป็นตัวแทนของความสุข ความสมหวัง และการเริ่มต้นใหม่ รูปร่างที่ละม้ายคล้าย กระดิ่งเล็ก ๆ ของ Lily of the Valley ทำให้มันมีความหมายพิเศษในวัฒนธรรมต่าง ๆ เชื่อกันว่าเสียงของกระดิ่งสามารถขับไล่พลังงานลบและสิ่งไม่ดีออกไปได้ พร้อมกับเรียกสิ่งดีๆเข้ามาแทนที่ ไม่ว่าจะเป็นโชคลาภ ทรัพย์สมบัติ หรือโอกาสที่ดีในชีวิต ตัวแทนของความเชื่อในสิ่งดีงาม กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เตรียมสัมผัสพลังงานบวก จาก ดอกลิลลี่แห่งหุบเขา และเสียงกระดิ่งแห่งความสุข พร้อมขับไล่ความทุกข์ ต้อนรับความโชคดีให้หลั่งไหลเข้ามาในชีวิต

ลูกพลับ นักวาดภาพประกอบ นักออกแบบคาแรคเตอร์ และ ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ผู้มีลายเส้นตัวการ์ตูนที่น่ารักสดใส โดยใช้กลุ่มตัวละครนามว่า “Karoke” เหล่ากระรอก และ ผองเพื่อน บอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครหลัก “Yui (ยุ้ย)” เจ้ากระรอกสีขาวแก้มแดงผู้ชื่นชอบขนมหวานเป็นชีวิตจิตใจโดย เฉพาะคุ้กกี้ ด้วยลายเส้นที่แสนน่ารักของเจ้า Yui และผองเพื่อน ทําให้ลูกพลับ ถูกรับเชิญเข้าร่วมงานคาแรคเตอร์ระดับประเทศมากมาย อีกทั้งยังได้ร่วม คอลแลปกับแบรนด์ดังอย่าง Astro Boy Go!, Garfield และ Devilcase อีกด้วย

Special Guest : นริศรา เพียรวิมังสา

ผลงานของคุณ นริศรา เพียรวิมังสา โดดเด่นด้านการใช้สีอะคริลิกสร้างสรรค์จิตรกรรมเชิงสัญลักษณ์ บุคคลลึกลับพร้อมดวงตาเบิกกว้างที่เต็มไปด้วยความใคร่รู้ รวมถึงงานปักผ้า (Embroidery) ที่มีความละเอียดอ่อน อัตลักษณ์ที่พิเศษไม่เหมือนใครคือการลดทอนความสมบูรณ์แบบทางกายวิภาค โดยเน้นผสานการสื่อความหมายจากสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจของผู้คนร่วมสมัย ทั้งหลากหลายและซับซ้อน มีทั้งด้านดีและร้าย ปะปนกันไป

แรงบันดาลใจจากแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ฉายบนก้อนเมฆ ที่เรียกว่า “Vanilla Sky” ซึ่งให้ความรู้สึกอ่อนหวาน สงบ แต่ก็แฝงความลึกลับแห่งราตรีที่กำลังคืบเข้ามา “Moon Child”  แสงจันทร์ที่เราเห็นนั้น ความจริงเป็นแสงของดวงอาทิตย์ที่สาดลงบนผิวของดวงจันทร์ ดังนั้นดวงจันทร์จึงเป็นอีกร่องรอยหนึ่งของแสงอาทิตย์

ร่วมค้นหาร่องรอยแห่งแสงแดด ผ่านนิทรรศการศิลปะ จาก 5 ศิลปิน ได้ในงาน “Traces of Sunlight & February” ตั้งแต่วันนี้  – 5 มีนาคม 2568  ณ ICON Art and Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม

-(016)

‘ว่าน-ฝ้าย’ นำตัวแทนนักกอล์ฟต่างชาติลิ้มรส ‘ชาไทย’ ก่อนเปิดศึก Honda LPGA Thailand 2025

'ว่าน-ฝ้าย' นำตัวแทนนักกอล์ฟต่างชาติลิ้มรส 'ชาไทย' ก่อนเปิดศึก Honda LPGA Thailand 2025

‘ว่าน-ฝ้าย’ นำตัวแทนนักกอล์ฟต่างชาติลิ้มรส ‘ชาไทย’ ก่อนเปิดศึก Honda LPGA Thailand 2025

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.58 น.

สองนักกอล์ฟไทย ว่าน-จารวี และฝ้าย-พิมพ์พิศา นำตัวแทนนักกอล์ฟต่างชาติ สัมผัสเสน่ห์แบบไทยผ่านศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิต พร้อมลิ้มรสชาไทย เครื่องดื่มอร่อยติดอันดับโลก  โปรโมตประเทศไทยก่อนดวลวงสวิงในศึก “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025”

18 กุมภาพันธ์ 2568 ตัวแทนนักกอล์ฟสตรีชั้นนำ ผู้ร่วมแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025” นำโดยสองนักกอล์ฟไทย ว่าน-จารวี บุญจันทร์ และ ฝ้าย-พิมพ์พิศา รับรอง ชวนตัวแทนนักกอล์ฟต่างชาติ มิยุ ซาโตะ, แอนนาเบล ดิมม็อค และจิอันนา เคลเมนเต สัมผัสเสน่ห์ความเป็นไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นผ่านศิลปวัฒนธรรมใน ธีมพาร์คเมืองแห่งอารยธรรม ณ เลเจนด์ สยาม พัทยา ซึ่งแวดล้อมไปด้วยบรรยากาศแบบไทยร่วมสมัย โดยนักกอล์ฟได้สัมผัสและลิ้มลองเครื่องดื่มสุดคลาสสิคที่ติดอันดับโลก  “ชาไทย” ในร้านกาแฟโบราณ ผ่านกิจกรรมถ่ายภาพประชาสัมพันธ์ ก่อนโชว์วงสวิงในวันที่ 20-23 กุมภาพันธ์ 2568 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา จังหวัดชลบุรี

การทำกิจกรรมครั้งนี้ มีนักกอล์ฟ 5 คนเข้าร่วม ได้แก่ มิยุ ซาโตะ ดาวรุ่งจากประเทศญี่ปุ่น แอนนาเบล ดิมม็อค แชมป์ เลดีส์ยูโรเปี้ยนทัวร์ 2 รายการ จากประเทศอังกฤษ จิอันนา เคลเมนเต นักกอล์ฟสมัครเล่นชาวอเมริกัน วัย 16 ปี เจ้าของรางวัลนักกอล์ฟยอดเยี่ยมหญิงแห่งปีจากสมาคมกอล์ฟเยาวชนอเมริกา พร้อมด้วย 2 นักกอล์ฟชาวไทย ว่าน-จารวี บุญจันทร์ วัย 26 ปี จากกรุงเทพฯ ที่จะลงแข่งขันรายการนี้เป็นครั้งที่ 4 และฝ้าย-พิมพ์พิศา รับรอง วัย 18 ปี จากกรุงเทพฯนักกอล์ฟสมัครเล่นทีมชาติไทย แชมป์ Honda LPGA Thailand 2025 National Qualifiers

โดยนักกอล์ฟทั้ง 5 คนได้สัมผัสเสน่ห์แบบไทยอันมีเอกลักษณ์ ณ เลเจนด์ สยาม พัทยา สวนสนุกเชิงวัฒนธรรมบนพื้นที่กว่า 164 ไร่ พร้อมทั้งมีโอกาสได้ชิม  “ชาไทย”  เมนูยอดนิยมของชาวไทยซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกที่ร้านกาแฟโบราณในตลาด 100 ปี นอกจากนั้น ยังได้ร่วมถ่ายภาพบริเวณลานหน้ายักษ์ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานยักษ์คู่ ได้แก่ ทศกัณฐ์ และท้าวเวสสุวรรณ ที่ยืนตระหง่านคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

มิยุ ซาโตะ นักกอล์ฟชาวญี่ปุ่น กล่าวว่า “ญี่ปุ่นและไทยเป็นมิตรที่ดีต่อกันมาโดยตลอด วันนี้ได้สนุกกับบรรยากาศและกิจกรรมในมุมที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ยิ่งทำให้ชื่นชมวัฒนธรรมไทยมากขึ้น สำหรับครั้งนี้เป็นการร่วมแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เป็นครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้นและจะทำให้ดีที่สุดค่ะ”

แอนนาเบล ดิมม็อค นักกอล์ฟชาวอังกฤษ กล่าวว่า “วันนี้รู้สึกประทับใจที่ได้สัมผัสวัฒนธรรรมและวิถีชีวิตของไทย ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ ส่วนตัวเคยมาแข่งที่พัทยาแล้วและรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้กลับมาเสมอ ครั้งนี้กลับไปจะชวนเพื่อนๆ มาเที่ยวเมืองไทยให้ได้”

ว่าน-จารวี บุญจันทร์ นักกอล์ฟเจ้าบ้านกล่าวว่า “รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดเอกลักษณ์ของบ้านเราให้เพื่อนนักกอล์ฟชาวต่างชาติได้รู้จัก วันนี้นอกจากได้ทานชาไทยแล้ว ยังได้ลองขนมย้อนยุคหลายอย่างด้วย สำหรับการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เป็นครั้งที่ 4 ที่ว่านลงแข่ง จะพยายามทำให้เต็มที่และดีที่สุด อยากเชิญชวนแฟนกอล์ฟมาร่วมให้กำลังใจนักกอล์ฟที่ชื่นชอบกันเยอะๆ นะคะ”

แฟนกีฬากอล์ฟสามารถซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025 ได้ทั้งแบบทั่วไปและวีไอพีทาง http://www.hondalpgathailand.com และผ่านชมผ่านการถ่ายทอดสดทาง PPTV HD ทั้งหน้าจอและทุกแพลทฟอร์ม รวมถึงเว็บไซต์ http://www.pptvhd36.com เฟซบุ๊ก PPTVHD36 และ YouTube ช่อง PPTV Sports

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.hondalpgathailand.com เฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/lpgaThailand และอินสตาแกรม http://www.instagram.com/hondalpgathailand

-(016)

CC DOUBLE O คอนเซ็ปต์สโตร์โฉมใหม่ สะท้อนแนวคิด ‘Casual Confidence’

CC DOUBLE O คอนเซ็ปต์สโตร์โฉมใหม่  สะท้อนแนวคิด ‘Casual Confidence’

CC DOUBLE O คอนเซ็ปต์สโตร์โฉมใหม่ สะท้อนแนวคิด ‘Casual Confidence’

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.47 น.

CC DOUBLE O  (ซีซี ดับเบิล โอ) เปิดตัวคอนเซ็ปต์สโตร์โฉมใหม่แห่งแรก บริเวณชั้น 2 ศูนย์การค้าไอคอนสยามอย่างเป็นทางการ ที่ถ่ายทอดแนวคิด “Casual Confidence ความเรียบง่ายที่สะท้อนความมั่นใจ กับทุกสไตล์ของคุณ” โดยออกแบบให้เป็นการผสมผสานระหว่าง Co-Space และ Function เน้นการสร้างพื้นที่ให้ทุกคนสามารถมารวมตัวและใช้เวลาร่วมกันได้ บรรยากาศของร้านถูกออกแบบให้มีความอบอุ่น (Cozy) มีการปรับให้ร้านดูโปร่งและสว่างมากขึ้น อีกหนึ่งความพิเศษคือ การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ทำมือ (Handcrafted Furniture) ผสมผสานให้เข้ากับความเป็นสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย (Modern Contemporary Style) ได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งกลิ่นอายของบ้านพักตากอากาศ (Vacation House) ที่ให้ความอบอุ่นและชวนผ่อนคลาย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า

ภายในงานคึกคักไปด้วยเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และแฟชั่นไอคอนชื่อดังที่มาอวดโฉมโททัลลุคจากคอลเลกชั่นสปริง / ซัมเมอร์ 2025 อาทิ เอม-สรรเพชญ์ คุณากร กับเบสิคไอเทมอย่างเสื้อยืดสกรีนโลโก้แบรนด์ CC DOUBLE O ที่มีความเรียบง่าย สวมใส่สบายแมตซ์กับกางเกงยีนส์ที่มีความคล่องตัว เพิ่มเลเยอร์ด้วยแจ็คเก็ตสีกรม  พีพี-ปุญญ์ปรีดี คุ้มพร้อม รอดสวาสดิ์ มาในสไตล์ของผู้หญิงสดใสที่มีความแอคทีฟในลุคกระโปรงสั้นสีขาว แมตช์กับเชิ้ตลายทางชมพูขาว คลุมทับด้วยเบลเซอร์ สีเอิร์ธโทน ก็มอบความคล่องตัวพร้อมลุยทุกกิจกรรม ปิดท้ายด้วยคู่รักสุดฮอตในโลกโซเชียล มิกซ์ เฉลิมศรี และ จัส-ดุลยวัต แก้วศรียงค์ กับลุคที่บ่งบอกความ Confidence ในสไตล์ของตัวเองได้อย่างลงตัว มิกซ์ เฉลิมศรี ในลุคที่มีความเป็นแฟชั่นอิสระและมั่นใจกับไอเทมครอปท็อปทรงสปอร์ต ทับด้วยแจ็คเก็ตสีเข้ม ปิดจบด้วยยีนส์เพิ่มความเฉี่ยวและเท่ขึ้นตามสไตล์สาวมั่นแห่งยุค ในส่วนของฉลามจัส มาในลุคคล่องตัวกลิ่นอายสปอร์ตนิดๆ ตามแบบฉบับหนุ่มนักกีฬากับเสื้อโปโลขาว ทับด้วยเจ็คเก็ต และกางเกงชิโน่ เพิ่มอารมณ์ความเป็น Urban เข้าไปในลุค

สัมผัสบรรยากาศคอนเซ็ปต์สโตร์โฉมใหม่ พร้อมช้อปแฟชั่นไอเทมในคอลเลกชั่น Spring / Summer 2025 ที่จะมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และสะท้อนความมั่นใจในแบบคุณกับ “Casual Confidence” ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน CC DOUBLE O  ชั้น 2 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม

040

กฤช สิงห์สัจจเทศ ผู้จัดการทั่วไปแบรนด์ CC DOUBLE O

กฤช สิงห์สัจจเทศ ผู้จัดการทั่วไปแบรนด์ CC DOUBLE O

 เอม-สรรเพชญ์ คุณากร

เอม-สรรเพชญ์ คุณากร

พีพี-ปุญญ์ปรีดี คุ้มพร้อม รอดสวาสดิ์

พีพี-ปุญญ์ปรีดี คุ้มพร้อม รอดสวาสดิ์

คู่รักสุดฮอตในโลกโซเชียล มิกซ์ เฉลิมศรี และ จัส-ดุลยวัต แก้วศรียงค์

คู่รักสุดฮอตในโลกโซเชียล มิกซ์ เฉลิมศรี และ จัส-ดุลยวัต แก้วศรียงค์

ญี่ปุ่น-ณภัทร บรรจงจิตไพศาล

ญี่ปุ่น-ณภัทร บรรจงจิตไพศาล