แป้ง อรจิรา ขึ้นแท่นตำแหน่งใหม่ในฐานะผู้จัด ลุยทำซีรีส์สู้ศึกสตรีมมิ่ง

แป้ง อรจิรา ขึ้นแท่นตำแหน่งใหม่ในฐานะผู้จัด ลุยทำซีรีส์สู้ศึกสตรีมมิ่ง

18 มี.ค. 2568 18:01 น.

แป้ง อรจิรา ขึ้นแท่นตำแหน่งใหม่ในฐานะผู้จัด ลุยทำซีรีส์สู้ศึกสตรีมมิ่ง

เรียกได้ว่าพร้อมปรับตัวไปกับงานในวงการบันเทิงอย่างเป็นรูปแบบ ล่าสุดนางเอกในตำนาน แป้ง อรจิรา ทำเซอร์ไพรส์ชาวโซเชียล โพสต์รูปความเคลื่อนไหวซุ่มเงียบลุยงานนิวโปรเจกต์ พร้อมแคปชั่น

“New Project พร้อมลุย! การเดินทางครั้งใหม่ของแป้งในฐานะผู้จัดซีรีส์ เป็นงานที่ตั้งใจมากๆ ฝากทุกคนติดตามด้วยนะคะ ตื่นเต้นมากๆ ที่ได้ร่วมงานกับน้องๆ นักแสดง และทีมงานทุกคน ไฟท์ติ้งๆ #STILLWATER”

แป้ง อรจิรา ขึ้นแท่นตำแหน่งใหม่ในฐานะผู้จัด ลุยทำซีรีส์สู้ศึกสตรีมมิ่ง

เป็นขยับตัวมาทำงานเบื้องหลังนั่งแท่นผู้จัดน้องใหม่หัดขับ สู้ศึกสตรีมมิ่งที่กำลังคึกคัก งานนี้ล้วงลึกจากข่าววงในทราบมาว่า จับมือนายทุนยักษ์ใหญ่คนดังฝั่งพัทยา “เพชร อิทธิ ชวลิตธำรง” โดยบอส “แป้ง” ผู้จัดป้ายแดง ลงแรงปักธงรบ เลือกนักแสดงหลักด้วยตัวเอง แถมยังส่งทีมพระนางไปเวิร์กช็อป Read through ติวเข้มอ่านบทกันอย่างเข้มงวด

แง้มรายชื่อนักแสดงที่เห็นกำลังตั้งอกตั้งใจอ่านบท ซูมใกล้ๆ แล้ว เห็นออร่าความปังทีมนักแสดงอย่าง ปันปัน สุทัตตา, ชิปปี้ ศิรินทร์, แบงค์ อาทิตย์, จูเนียร์ กาจบัณฑิต, แพรว เฌอมาวีร์, ก้าวหน้า กิตติภัทร, อชิ ศุกลภัทร ซึ่งเป็นอะไรที่ใหม่ๆ เคมีแต่ละคนเป็นส่วนผสมที่น่าติดตาม

ณ จุดนี้ต้องโฟกัสว่าโปรเจกต์ว้าวๆ ของ “สาวแป้ง” จะมีอะไรเด็ดๆ ซ่อนไว้เซอร์ไพรส์คอซีรีส์อีกบ้าง

แป้ง อรจิรา ขึ้นแท่นตำแหน่งใหม่ในฐานะผู้จัด ลุยทำซีรีส์สู้ศึกสตรีมมิ่ง
แป้ง อรจิรา ขึ้นแท่นตำแหน่งใหม่ในฐานะผู้จัด ลุยทำซีรีส์สู้ศึกสตรีมมิ่ง
แป้ง อรจิรา ขึ้นแท่นตำแหน่งใหม่ในฐานะผู้จัด ลุยทำซีรีส์สู้ศึกสตรีมมิ่ง
แป้ง อรจิรา ขึ้นแท่นตำแหน่งใหม่ในฐานะผู้จัด ลุยทำซีรีส์สู้ศึกสตรีมมิ่ง

NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ

NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ

18 มี.ค. 2568 17:54 น.

NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ

NCT 127 (เอ็นซีที วันทูเซเว่น) ทะยานด้วยแรงขับเคลื่อนไร้ขีดจำกัดสู่ประเทศไทย ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในเวิลด์ทัวร์คอนเสิร์ตครั้งที่สี่ NCT 127 4TH TOUR ‘NEO CITY : BANGKOK – THE MOMENTUM’ (เอ็นซีที วันทูเซเว่น โฟร์ท ทัวร์ ‘นีโอ ซิตี้ : แบงค็อก – เดอะโมเมนตัม’) ในวันเสาร์ที่ 22 และอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ธันเดอร์โดม สเตเดียม บัตรหมดเกลี้ยงรวมผู้ชมกว่า 36,000 คน

พร้อมจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการผสมผสานระหว่างดนตรีสุดล้ำเข้ากับการแสดงอันเป็นเอกลักษณ์ และโปรดักชันสุดอลังการ ขึ้นแท่นศิลปินวงแรกของค่าย SM ENTERTAINMENT ที่สามารถจัดคอนเสิร์ตสเกลสเตเดียมในประเทศไทยได้ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 2
ตอกย้ำสถานะหนึ่งในศิลปินผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการเค-ป็อป เปิดฉากคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ด้วยวีซีอาร์ปลุกความระทึกใจ ถ่ายทอดภารกิจของ NCT 127 (เอ็นซีที วันทูเซเว่น) ในการก้าวข้ามความยากลำบากและกลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ
NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ

โดยนำเสนอในอัตราส่วนแบบภาพยนตร์เพื่อเพิ่มความสมจริงและดึงอารมณ์ร่วมของผู้ชมให้รู้สึกเป็นส่วน หนึ่งของปฏิบัติการสำคัญครั้งนี้ พร้อมจุดความตื่นเต้นให้ลุกโชนในเพลงช่วงแรก ‘Gas’, ‘Faster’, ‘Bring The Noize’ เร่งระดับความร้อนแรงเต็มอัตรากับเพลงฮิตอื่น ๆ อย่าง ‘질주 (2 Baddies)’, ‘Regular’, ‘Sticker’ และเพลงล่าสุด ‘삐그덕 (Walk)’ ที่แฟนคลับได้เตรียมผ้าเช็ดหน้ามาโบกตามกิมมิกของเพลงนี้ อีกทั้งยังเสริมลูกเล่นของการกำกับเวทีในเพลงต่าง ๆ ให้มีความโดดเด่น เช่น การใช้ลิฟต์ต่อเรียงกันยาว 13 เมตรในเพลง ‘Skyscraper (摩天樓; 마천루)’, การใช้เลเซอร์สร้างรูปห่วงโซ่ลงบนพื้นเวทีตามชื่อเพลง ‘Chain’, การใช้ร่มและฉากน้ำฝนจากแสงสะท้อนกลับในเพลง ‘Rain Drop’ เสมือนฉากในละครเวที บวกกับโปรดักชันสุดตระการตา เช่น จอ LED ขนาดใหญ่เรียงต่อกันกว้าง 49 ม. และสูง 12 ม., ทางเดินที่ยาวออกมาถึง 36.6 ม., ลิฟต์ 17 ตัว, สายพานเคลื่อนที่ไฟฟ้า, กระดาษโปรย, บอลลูนยักษ์, เครื่องพ่นไฟ และเลเซอร์แรงสูงกว่า 18 ตัว

NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ
NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงช่วงเพลง ‘Far’ ที่ NCT 127 (เอ็นซีที วันทูเซเว่น) ปรากฏตัวพร้อมฉากรูปปั้นขนาดมหึมายึดครองเวทีด้วยกองทัพนักเต้นจำนวนมากมาร่วมในการแสดงธงสุดฮึกเหิม ความเร้าใจยังคงดำเนินต่อไปแบบไม่มีพักในเพลง ‘영웅 (英雄; Kick It)’ และ ‘Fact Check (불가사의; 不可思議)’ สะกดทุกสายตาผ่านการแสดงอันน่าทึ่งและท่าเต้นเหนือชั้นกลายเป็นช่วงไคลแมกซ์ที่ผู้ชมต่างร้องตามและส่งเสียงเชียร์ดังสนั่นจนทะลุออกมานอกสเตเดียมนับเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่า ทำไม NCT 127 (เอ็นซีที วันทูเซเว่น) จึงได้รับการขนานนามว่า ‘God of Performance’ (เทพเจ้าแห่งการแสดง)

NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ
NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ

ไม่เพียงเท่านี้ พวกเขายังมอบบรรยากาศอันตราตรึงจนไม่อาจละสายตาในการแสดงเพลง ‘영화처럼 (Can't Help Myself)’, ‘윤슬 (Gold Dust)’ และ ‘나의 모든 순간 (No Longer)’ โอบล้อมด้วยทะเลเรืองแสงจากแท่งไฟของ NCTzen (เอ็นซีทีเซ็น : ชื่อแฟนคลับอย่างเป็นทางการ) ทั้งสี Pearl Neo Champagne (สีสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการของ NCT) และสีอื่นๆ ตามระบบการควบคุมแท่งไฟ ตลอดจนแฟนโปรเจกต์อันมีความหมายมากมาย เช่น “127 ไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่เป็นความสุข ความทรงจำ และบ้านของพวกเรา”, “ไม่ว่าใครจะพูดยังไง 127 คือความภาคภูมิใจของพวกเราเสมอ” และการใช้กล่องไฟแปรอักษร “NO 127 NO LIFE”, “GOD 127 คาราโอเกะที่ใหญ่ที่สุด” ซึ่งช่วยเชื่อมโยงและเติมเต็มความรู้สึกระหว่างกันให้มากขึ้น

NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ
NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ

ส่งท้ายค่ำคืนแห่งความประทับใจด้วยรถเลื่อนที่แล่นไปเพิ่มความใกล้ชิดให้ผู้ชมโดยรอบ ก่อนยกระดับความน่าตื่นตาตื่นใจด้วยไฮไลต์พิเศษตามคาดหวัง คือ การใช้ไพโรเทคนิคต่อเนื่องเกือบ 1 นาที ในเพลง ‘다시 만나는 날 (Promise You)’ เปล่งประกายสว่างสไวบนฟากฟ้าเป็นสัญลักษณ์แห่งความทรงจำอันยิ่งใหญ่ โดย NCT 127 (เอ็นซีทีวันทูเซเว่น) ได้แสดงให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนและความมุ่งมั่นอันไม่มีที่สิ้นสุดของพวกเขาอย่างเต็มที่ตามชื่อทัวร์ ‘THE MOMENTUM’ (เดอะ โมเมนตัม) ปิดจบภารกิจที่ดำเนินมาตลอด 3 ชั่วโมง กับ 26
บทเพลง ได้อย่างยอดเยี่ยมและสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางตัวแปรสำคัญของความสำเร็จที่คอยอยู่เคียงข้างพวกเขาเสมอมาอย่าง NCTzen (เอ็นซีทีเซ็น)

NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ
NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ
NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ
NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ
NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ
NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ
NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ
NCT 127 ระเบิดปรากฏการณ์ความสนุกในคอนเสิร์ต เหล่า NCTzen สุดประทับใจ

แมว จิรศักดิ์ โพสต์ข้อคิดจากความผิดพลาด แฟนๆ คอมเมนต์ให้กำลังใจ

แมว จิรศักดิ์ โพสต์ข้อคิดจากความผิดพลาด แฟนๆ คอมเมนต์ให้กำลังใจ

18 มี.ค. 2568 17:29 น.

แมว จิรศักดิ์ โพสต์ข้อคิดจากความผิดพลาด แฟนๆ คอมเมนต์ให้กำลังใจ

เป็นอีกหนึ่งคนดังที่มักจะโพสต์ข้อคิดดีๆ ธรรมะต่างๆ อยู่เป็นประจำ สำหรับ แมว จิรศักดิ์ ปานพุ่ม นักร้องนักแต่งเพลงชื่อดังยุค 90 ที่ใครติดตามในโซเชียลก็จะเห็นว่าเจ้าตัวมักจะโพสต์ภาพไลฟ์สไตล์ต่างๆ รวมถึงข้อคิดเตือนใจอยู่เสมอ

ล่าสุด แมว จิรศักดิ์ โพสต์ภาพและเขียนข้อความให้ข้อคิดดีๆ จากความผิดพลาด โดยมีเนื้อหาดังนี้

แมว จิรศักดิ์ โพสต์ข้อคิดจากความผิดพลาด แฟนๆ คอมเมนต์ให้กำลังใจ

“สัตบุรุษ…คือผู้ที่เรียนรู้และเติบโตจากความผิดพลาด” 

คนเราทุกคนเคยทำผิดพลาด…แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเรียนรู้จากมัน

“สัตบุรุษ” คือผู้ที่กล้ายอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ไม่ซุกซ่อน ไม่โทษคนอื่น และที่สำคัญ…เขาไม่ปล่อยให้มันเป็นเพียงบทเรียนที่ถูกลืม แต่กลับนำมาเป็นแรงผลักดันในการปรับปรุงตัวเอง

เขา งดเว้นจากสิ่งที่ผิดซ้ำซาก และ ตั้งใจทำสิ่งดีให้เจริญยิ่งขึ้น เพราะรู้ว่าทุกการกระทำส่งผล ไม่ว่าจะดีหรือร้าย

เราทุกคนเป็นสัตบุรุษได้
หากวันนี้เรายอมรับตัวเองได้โดยไม่หลอกตัวเอง
หากวันนี้เราเลือกจะเติบโต แทนที่จะติดอยู่กับความผิดเดิม
หากวันนี้เราเลือกสร้างความดีแทนการจมอยู่กับอดีต 

การผิดพลาดไม่ได้น่าอาย…แต่การไม่เรียนรู้จากมันต่างหากที่น่าเสียดาย

วันนี้…คุณเลือกเป็นสัตบุรุษหรือยัง? #สัตบุรุษ #เรียนรู้และเติบโต #ทำดีให้มากขึ้น”

โดยมีแฟนๆ เข้ามาคอมเมนต์ส่งหัวใจ บ้างก็แสดงความคิดเห็น อาทิ เห็นด้วยค่ะพี่แมว.. เรียนรู้จากความผิดพลาดและเลือกที่จะไม่ทำมันซ้ำ….. เป็นกำลังใจให้พี่แซ็ก และครอบครัวนะคะ, อนุโมทนา สาธุ สาธุ สาธุ ครับ, ผมเศร้าเลยเสียใจ เป็นกำลังใจให้ครอบครัวและวงพี่เขานะครับ, ไม่เคยมีใครไม่ผิดพลาดค่ะ, ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีคำว่าบังเอิญครับคุณแมว ฯลฯ

คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

นิวซีแลนด์ยกย่อง “ปลาบล็อบฟิช” สัตว์ที่น่าเกลียดที่สุดในโลก ให้เป็นปลาแห่งปี

นิวซีแลนด์ยกย่อง "ปลาบล็อบฟิช" สัตว์ที่น่าเกลียดที่สุดในโลก ให้เป็นปลาแห่งปี

19 มี.ค. 2568 14:12 น.

นิวซีแลนด์ยกย่อง “ปลาบล็อบฟิช” สัตว์ที่น่าเกลียดที่สุดในโลก ให้เป็นปลาแห่งปี

ปลาบล็อบฟิชสัตว์ที่ถูกขนานนามว่าน่าเกลียดที่สุดในโลก สร้างเซอร์ไพรส์ หลังคว้ารางวัล “ปลาแห่งปี” ประจำปีนี้ จากองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนิวซีแลนด์

การแข่งขันประจำปีนี้จัดขึ้นโดยมูลนิธิ Mountain to Sea Conservation Trust โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำจืดและสัตว์ทะเลของนิวซีแลนด์ ซึ่งปีนี้ปลาบล็อบฟิชสามารถคว้าตำแหน่งอันทรงเกียรติไปได้ ด้วยคะแนนโหวตกว่า 1,300 คะแนนจากทั้งหมดกว่า 5,500 คะแนน

ถือเป็นชัยชนะเหนือความคาดหมายเมื่อปลาผู้แพ้กลับมาเป็นผู้ชนะ เพราะก่อนหน้านี้ ปลาบล็อบฟิชเคยโด่งดังในฐานะสัตว์มาสคอตของ Ugly Animal Preservation Society หรือ “สมาคมอนุรักษ์สัตว์น่าเกลียด” ในปี 2013

ปลาบล็อบฟิชอาศัยอยู่ที่ก้นทะเลและสามารถเติบโตได้ยาวประมาณ 30 ซม. พบมากบริเวณชายฝั่งของ ออสเตรเลียและแทสมาเนีย โดยอาศัยอยู่ในระดับความลึก 600-1,200 เมตรใต้มหาสมุทร

ถึงแม้รูปร่างภายนอกของมันจะดูแปลกตา แต่ในสภาพแวดล้อมใต้น้ำลึก ปลาบล็อบฟิชจะมีรูปร่างปกติคล้ายปลาทั่วไป เนื่องจากแรงดันน้ำสูงช่วยคงรูปทรงของมันเอาไว้ แต่เมื่อถูกจับขึ้นมาบนผิวน้ำอย่างรวดเร็ว แรงดันที่ลดลงทำให้ร่างของมันเปลี่ยนรูป กลายเป็นเนื้อเยลลี่หยุ่นๆ ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ทำให้มันได้รับฉายาว่าเป็นสัตว์ที่น่าเกลียดที่สุดในโลก


สำหรับปลาที่คว้าอันดับที่สองของการประกวดครั้งนี้คือปลา Orange Roughy ซึ่งเป็นปลาทะเลน้ำลึกที่มีลักษณะเด่นคือ มีเส้นเมือกบนหัว ซึ่งคิม โจนส์ผู้อำนวยการร่วมของ Mountain to Sea Conservation Trust ระบุว่านี่เป็นการต่อสู้กันระหว่างสัตว์แปลกใต้ทะเลลึกสองชนิดที่มักถูกลืม และเป็นการแสดงให้เห็นว่าในที่สุด ความงามที่แปลกไม่เหมือนใครของปลาบล็อบฟิชก็สามารถเอาชนะใจผู้โหวตได้

มีรายงานว่า  Orange Roughy จะมีคะแนนนำอยู่ช่วงแรก แต่ปลาบล็อบฟิชก็สามารถพลิกเกมได้ หลังจากที่ดีเจจากสถานีวิทยุ More FM ซาราห์ แกนดี้ และพอล ฟลินน์ รณรงค์ให้ผู้ฟังรายการร่วมกันโหวตให้มัน ซึ่งเมื่อผลการโหวตประกาศออกมา ทั้งคู่ต่างยินดีที่ปลาบล็อบฟิชสามารถคว้าชัยชนะได้สำเร็จและกลายเป็นดาวเด่นที่ได้รับการเฉลิมฉลองอย่างเต็มภาคภูมิ

ทั้งนี้ ปลาบล็อบฟิช จะกินหอย, ปู, กุ้ง, กุ้งมังกร และเม่นทะเลเป็นอาหาร โดยมันมีลักษณะพิเศษคือไม่มีก้างแข็งและไม่มีเกล็ด แต่มีร่างกายที่นิ่มและหนังที่หย่อนคล้อย โดยปัจจุบัน บล็อบฟิช ถือเป็นสัตว์ที่มีความเปราะบาง เนื่องจากถูกคุกคามโดยการทำประมงลากอวนใต้ทะเลลึก.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นิวซีแลนด์

ผวา หมาพิตบูลเปิดหน้าต่างรถ กระโจนกัดคนบนถนนในไต้หวัน ก่อเหตุซ้ำ 2 ครั้งใน 1 เดือน (คลิป)

ผวา หมาพิตบูลเปิดหน้าต่างรถ กระโจนกัดคนบนถนนในไต้หวัน ก่อเหตุซ้ำ 2 ครั้งใน 1 เดือน (คลิป)

19 มี.ค. 2568 12:59 น.

ผวา หมาพิตบูลเปิดหน้าต่างรถ กระโจนกัดคนบนถนนในไต้หวัน ก่อเหตุซ้ำ 2 ครั้งใน 1 เดือน (คลิป)

ชาวไต้หวันผวา หลังสุนัขพิตบูลแสนรู้ กดเปิดกระจกหน้าต่างรถ ก่อนกระโดดลงไปกัดคนขี่มอเตอร์ไซต์ที่อยู่บนถนนจนบาดเจ็บ โดยมันทำแบบนี้มาแล้วถึง 2 ครั้ง ในเวลาเพียง 11 วัน จนเจ้าของถูกสั่งปรับไป 2 แสน และถูกยึดสุนัข

ตำรวจไทเปและหน่วยงานคุ้มครองสัตว์กำลังสอบสวนเหตุการณ์ที่สุนัขพันธุ์พิตบูลกระโดดออกจากหน้าต่างรถกระบะของเจ้าของและกัดผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์เมื่อวันจันทร์ ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 11 วัน หลังจากสุนัขตัวเดียวกันก่อเหตุคล้ายกันในอีกพื้นที่หนึ่งของเมือง

ตามรายงานของตำรวจ สุนัขตัวดังกล่าวชื่อ “ลัคกี้” ขณะนั้นกำลังโดยสารไปกับเจ้าของ ซึ่งเป็นชายแซ่ สวี บนถนนโวหลง ในกรุงไทเป เวลาประมาณ 08:40 น. ก่อนที่มันจะกระโดดออกจากหน้าต่างด้านหลังฝั่งผู้โดยสาร และกัดผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ที่จอดรอสัญญาณไฟแดงอยู่ใกล้ๆกัน

ผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกกัด ที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อ ได้รับบาดแผลฉีกขาดเหนือเข่าขวา ก่อนที่เจ้าของของมันจะสามารถดึงสุนัขออกจากตัวเขาได้ หลังจากนั้น ผู้บาดเจ็บได้เดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล

สวี วัยประมาณ 60 ปี เจ้าของสุนัขอ้างว่าสุนัขกระโดดออกจากหน้าต่างรถกระบะของเขา หลังจากที่มันกดปุ่มเลื่อนกระจกไฟฟ้าลงเอง 

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 11 วันหลังจากเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในอีกพื้นที่หนึ่ง โดยในเหตุการณ์ครั้งแรกพิตบูลตัวนี้ก็กระโดดออกจากหน้าต่างรถและกัดนักขี่มอเตอร์ไซค์ที่จอดรอสัญญาณไฟแดงบนถนนหว่านเหมย เขตเหวินซาน

ภายใต้ พระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ สวีอาจถูกปรับเป็นเงิน 30,555 บาท ถึง 91,640 บาท สำหรับการละเลยความปลอดภัยในการควบคุมสัตว์เลี้ยงในเหตุการณ์แรก และอีก 91,640 บาท ถึงเกือบ 153,000 บาท สำหรับเหตุการณ์ที่สอง

เจ้าหน้าที่คุ้มครองสัตว์จะนัดพบกับสวีเพื่อหารือว่ามาตรการควบคุมสุนัขของเขาเพียงพอหรือไม่ และหากเขาไม่สามารถรับรองได้ว่าควบคุมสุนัขได้อย่างเหมาะสม ทางการอาจยึดและกักกันสุนัขตัวนี้ โดยเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ยึดเจ้าลัคกี้ไว้ในครั้งแรก เพราะสวีให้คำมั่นว่าจะล่ามและใส่ตะกร้อครอบปากสุนัขขณะอยู่นอกบ้าน แต่กลับมาเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นนี้อีก.

ที่มา : Focustaiwan

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พิตบูล

เปิดสภาพ CECOT คุกโหดของเอลซัลวาดอร์ ที่รัฐบาลทรัมป์ส่งผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกแก๊งเวเนฯ 250 คนไป

เปิดสภาพ CECOT คุกโหดของเอลซัลวาดอร์ ที่รัฐบาลทรัมป์ส่งผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกแก๊งเวเนฯ 250 คนไป

19 มี.ค. 2568 11:43 น.

เปิดสภาพ CECOT คุกโหดของเอลซัลวาดอร์ ที่รัฐบาลทรัมป์ส่งผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกแก๊งเวเนฯ 250 คนไป

  • รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งตัวผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกแก๊งอาชญากรรมจากเวเนซุเอลา 250 คนไปฝากขังที่เรือนจำขนาดใหญ่ในประเทศเอลซัลวาดอร์ตามข้อตกลงว่ารัฐบาลเอลซัลวาดอร์ได้รับเงิน 6 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อแลกกับที่พักพิงของนักโทษ
  • นักโทษกลุ่มนี้จะถูกคุมขังในเรือนจำที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาที่ขึ้นชื่อในเรื่องสภาพที่เข้มงวดและเลวร้าย เป็นที่อยู่อาศัยของอาชญากรตัวฉกาจที่สุดของเอลซัลวาดอร์ ฆาตกรต่อเนื่องและสมาชิกแก๊งที่เป็น “คนเลวร้ายที่สุดในบรรดาคนเลวร้ายที่สุด”
  • การส่งตัวนักโทษครั้งนี้ยังก่อให้เกิดคำถามทางรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ เพราะโดยทั่วไปแล้วหน่วยงานของรัฐจะปฏิบัติตามคำตัดสินของผู้พิพากษาของรัฐบาลกลาง แต่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิกเฉยต่อคำตัดสินของศาลรัฐบาลกลาง ที่สั่งให้ระงับใช้กฎหมายคนต่างด้าวชาติศัตรู (Alien Enemies Act) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18

Centro de Confinamiento del Terrorismo หรือ CECOT เป็นเรือนจำขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงของเอลซัลวาดอร์ ซึ่งขณะนี้คุมขังผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกแก๊งอาชญากรรมกว่า 250 คนที่ถูกส่งตัวไปจากสหรัฐ หลังจากรัฐบาลเอลซัลวาดอร์ได้บรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลทรัมป์ โดยเชื่อว่าทั้งหมดเป็นสมาชิกแก๊ง Tren de Aragua องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่มีต้นกำเนิดจากเวเนซุเอลา ก่อตั้งขึ้นภายในเรือนจำโทโครอน ซึ่งเป็นหนึ่งในคุกที่อันตรายที่สุดของประเทศ กลุ่มนี้เริ่มต้นจากการเป็นขบวนการอาชญากรรมภายในเรือนจำ แต่ขยายอิทธิพลออกไปทั่วเวเนซุเอลาและข้ามพรมแดนไปยังประเทศอื่นๆ ในอเมริกาใต้

สื่อต่างๆรายงานว่าสมาชิกแก๊ง Tren de Aragua จำนวน 238 คน และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม MS-13 จำนวน 23 คน จะถูกคุมขังในเรือนจำ CECOT เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี

เปิดสภาพ CECOT คุกโหดของเอลซัลวาดอร์ ที่รัฐบาลทรัมป์ส่งผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกแก๊งเวเนฯ 250 คนไป

 
เปิดสภาพเรือนจำ CECOT ของเอลซัลวาดอร์

เรือนจำแห่งนี้เป็นศูนย์กักขังผู้ก่อการร้าย ถือเป็นเรือนจำที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกา โดยสามารถรองรับผู้ต้องขังได้ 40,000 คน และเป็นที่เลื่องลือมาตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลทรัมป์จะตัดสินใจเนรเทศผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกแก๊งเวเนซุเอลาจำนวนหลายร้อยคนไปที่นั่น 

ปัจจุบันที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยของอาชญากรตัวฉกาจที่สุดของประเทศบางส่วน รวมถึงฆาตกรต่อเนื่องและสมาชิกแก๊งที่ถูกขนานนามว่าเป็น “คนเลวร้ายที่สุดในบรรดาคนเลวร้ายที่สุด” และมีชื่อเสียงในเรื่องสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเข้มงวดิ

ผู้สื่อข่าวของ CNN และทีมงานที่เคยไปเยือนเรือนจำแห่งนี้เมื่อปีที่แล้วเล่าว่า ห้องขังสร้างขึ้นเพื่อคุมขังผู้ต้องขังประมาณ 80 คน โดยผู้ต้องขังชายจะถูกคุมขังวันละ 23.5 ชั่วโมง และมีเฟอร์นิเจอร์เพียงอย่างเดียวคือเตียงสองชั้นที่ทำจากโลหะ ไม่มีผ้าปูที่นอน หมอน หรือที่นอน มีห้องน้ำแบบเปิด อ่างซีเมนต์ ถังพลาสติกสำหรับซักล้าง และเหยือกขนาดใหญ่สำหรับดื่ม

ในขณะนี้ คาดว่ามีผู้ต้องขังอยู่ราว 10,000-20,000 คน โดยผู้ที่เดินทางมาถึงล่าสุดคือผู้ต้องขัง 261 คนที่ถูกเนรเทศออกจากสหรัฐฯ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย 238 คนในจำนวนนี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกแก๊ง Tren de Aragua ของเวเนซุเอลา และอีก 23 คนต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกแก๊ง MS-13

ประธานาธิบดีนายิบ บูเกเล ของเอลซัลวาดอร์ได้เสนอที่จะให้ที่พักพิงแก่ผู้ถูกเนรเทศจากสหรัฐฯ ในเรือนจำแห่งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยสหรัฐฯ จะจ่ายเงินตอบแทน 6 ล้านดอลลาร์ เงินจำนวนนี้จะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานระบบเรือนจำของเอลซัลวาดอร์ ซึ่งปัจจุบันมีค่าใช้จ่าย 200 ล้านดอลลาร์ต่อปี

เปิดสภาพ CECOT คุกโหดของเอลซัลวาดอร์ ที่รัฐบาลทรัมป์ส่งผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกแก๊งเวเนฯ 250 คนไป

นักโทษสามารถออกจาก CECOT ได้หรือไม่

ตามรายงานหลายฉบับระบุว่า นักโทษที่ถูกคุมขังในศูนย์กักกัน CECOT ไม่มีโอกาสได้รับการปล่อยตัวเลย โดยบางคนต้องรับโทษจำคุกยาวนานเป็นร้อยปี เจ้าหน้าที่เรือนจำรายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อได้เคยให้สัมภาษณ์ว่า นอกจากออกไม่ได้แล้ว ยังเป็นไปไม่ได้ที่จะหลบหนี นักโทษเหล่านี้จะต้องใช้ชีวิตที่เหลือทั้งหมดอยู่หลังลูกกรงไปตลอดชีวิต เนื่องจากภายในมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด

เขากล่าวว่า ไฟในเรือนจำเปิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันนักโทษจากการวางแผนหลบหนี
นักโทษทุกคนต้องโกนศีรษะ และ ต้องนั่งเรียงเป็นแถว โดยให้ศีรษะพิงหลังของคนที่อยู่ข้างหน้าเมื่อเข้าไปในเรือนจำ ทุกคนต้องสวมชุดสีขาว อาหารที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นถั่วและพาสต้า โดย ไม่มีเนื้อสัตว์เป็นตัวเลือก


แม้ว่ากลุ่มสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์มาตรการของ CECOT ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่า ประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล ยังคงได้รับคะแนนนิยมสูงกว่า 90%

เปิดสภาพ CECOT คุกโหดของเอลซัลวาดอร์ ที่รัฐบาลทรัมป์ส่งผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกแก๊งเวเนฯ 250 คนไป

สถานการณ์สิทธิ เสรีภาพพลเมืองในเอลซัลวาดอร์


ศูนย์กักกัน CECOT ในเอลซัลวาดอร์ถูกใช้คุมขังทั้งนักโทษที่ถูกตัดสินแล้วและผู้ต้องหาที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดี นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าบางคนถูกคุมขังโดยไม่ได้รับการดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม

การจับกุมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปราบปรามอาชญากรรมและแก๊งอันธพาลที่ประธานาธิบดี นายิบ บูเคเล ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2022 โดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐบาลได้ประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งนำไปสู่การระงับสิทธิตามรัฐธรรมนูญบางประการ รวมถึงสิทธิในการได้รับการปกป้องทางกฎหมายจากรัฐ ซึ่งเดิมที มาตรการนี้มีกำหนดใช้แค่เพียง 30 วัน แต่ถูกขยายออกไปหลายสิบครั้ง และยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลา 3 ปีหลังจากประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเอลซัลวาดอร์ เจ้าหน้าที่ได้จับกุมประชาชนไปแล้วเกือบ 87,000 คน หรือมากกว่า 1% ของประชากรทั้งประเทศ รัฐบาลยืนยันว่ามาตรการนี้ช่วยให้เอลซัลวาดอร์ปลอดภัยขึ้น แต่ฝ่ายวิจารณ์มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนและนำไปสู่การควบคุมตัวโดยมิชอบนับไม่ถ้วน

ทางด้านนายบูเคเลยอมรับว่ามีผู้บริสุทธิ์บางส่วนถูกจับกุมโดยผิดพลาด แต่ยืนยันว่าหลายพันคนได้รับการปล่อยตัวแล้ว เขามองว่ามาตรการที่เข้มงวดเหล่านี้มีความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงประเทศ จากอดีตที่เคยถูกขนานนามว่าเป็น เมืองหลวงแห่งการฆาตกรรมของโลก ให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุด

ส่องกฎหมายต้าน LGBTQ+ ฉบับใหม่ของฮังการี จุดชนวนประท้วงรุนแรง

ส่องกฎหมายต้าน LGBTQ+ ฉบับใหม่ของฮังการี จุดชนวนประท้วงรุนแรง

19 มี.ค. 2568 09:50 น.

ส่องกฎหมายต้าน LGBTQ+ ฉบับใหม่ของฮังการี จุดชนวนประท้วงรุนแรง

  • กฎหมายต่อต้าน LGBTQ+ ฉบับใหม่ ซึ่งห้ามจัดงานไพรด์และใช้ซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าเพื่อตรวจสอบผู้ที่เข้าร่วมงานเฉลิมฉลอง ได้รับการอนุมัติในฮังการีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่บนท้องถนนในกรุงบูดาเปสต์
  • ร่างกฎหมายนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งในการปราบปรามชุมชน LGBTQ+ ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี วิคเตอร์ ออร์บาน ซึ่งเคยออกกฎหมายหลายฉบับที่ องค์กรสิทธิมนุษยชนและนักการเมืองยุโรปมองว่าเป็นการกดขี่กลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ
  • นักวิจารณ์มองว่าออร์บานพยายาม ลดการมองเห็นของกลุ่ม LGBTQ+ และเชื่อมโยงชุมชนนี้กับปัญหาการคุ้มครองเด็ก ซึ่งเป็นการบิดเบือนว่า LGBTQ+ มีความเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเพศต่อเด็ก

รัฐบาลผสมของฮังการียังคงเดินหน้าจำกัดการแสดงออกของกลุ่ม LGBTQ+ ต่อไป โดยฝ่ายนิติบัญญัติส่วนใหญ่ลงมติรับรองร่างกฎหมายใหม่ ที่สั่งห้ามการจัดงาน Budapest Pride ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองที่ได้รับความนิยม และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ใช้ซอฟต์แวร์จดจำใบหน้า เพื่อตรวจสอบตัวบุคคลที่เข้าร่วมงาน

ร่างกฎหมายนี้ผ่านไปได้อย่างง่ายดาย ด้วยคะแนนเสียง 136 ต่อ 27 เนื่องจากพรรคฟิเดซของนายกรัฐมนตรีวิคเตอร์ ออร์บาน ซึ่งเป็นพรรคประชานิยม มีเสียงข้างมากถึง 2 ใน 3 ในรัฐสภา ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้กำหนดให้เป็นความผิด หากจัดหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ละเมิดกฎหมาย “คุ้มครองเด็ก” ของฮังการี ซึ่งห้าม “การแสดงหรือส่งเสริม” เรื่องเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศต่อเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี

การดำเนินการของฝ่ายนิติบัญญัติในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามชุมชน LGBTQ+ ในฮังการีโดยพรรคชาตินิยม-ประชานิยมของนายกรัฐมนตรี วิคเตอร์ ออร์บาน ซึ่งเป็นพันธมิตรกับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์

กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับข้อจำกัดที่มีต่อกลุ่มหลากหลายทางเพศในรัสเซีย  ผ่านร่างกฎหมายไปอย่างรวดเร็ว โดยถูกเสนอเข้าสภาเพียงวันเดียวก่อนหน้านั้น ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติที่ต่อต้านกฎหมายได้ประท้วงในสภา โดยใช้ระเบิดควันสีรุ้งเพื่อแสดงการต่อต้าน

ส่องกฎหมายต้าน LGBTQ+ ฉบับใหม่ของฮังการี จุดชนวนประท้วงรุนแรง

ขณะที่บรรยากาศที่หน้ารัฐสภา ผู้ประท้วงหลายพันคนตะโกนคำขวัญต่อต้านรัฐบาลรวมตัวกันหน้ารัฐสภาฮังการีหลังจากการลงมติ จากนั้นพวกเขาได้ทำการปิดกั้นสะพานมาร์กาเร็ตเหนือแม่น้ำดานูบ ก่อให้เกิดการจราจรติดขัด โดยยังคงเพิกเฉยต่อคำสั่งของตำรวจที่ให้สลายตัว

เยฟเจนี เบลยาคอฟ ชาวรัสเซียที่อพยพมายังฮังการีหลังจากเผชิญกับการปราบปรามในรัสเซีย กล่าวว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการชุมนุมอย่างสงบ เขาเล่าว่า เขาเคยเผชิญสิ่งเดียวกันนี้ในรัสเซีย มันจะค่อยๆ พัฒนาไปทีละขั้น และเขารู้สึกว่าสิ่งเดียวกันกำลังเกิดขึ้นที่นี่

ส่องกฎหมายต้าน LGBTQ+ ฉบับใหม่ของฮังการี จุดชนวนประท้วงรุนแรง


กฎหมายนี้ระบุว่าอย่างไร?


ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้แก้ไข กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมของฮังการี โดยกำหนดให้ เป็นความผิดในการจัดหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ละเมิดกฎหมายคุ้มครองเด็ก ของฮังการี กฎหมายฉบับนี้ห้าม “การแสดงหรือส่งเสริม” เรื่องเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศให้กับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

การเข้าร่วมกิจกรรมที่ถูกห้ามจะมีโทษปรับสูงสุดถึง 200,000 ฟอรินต์ฮังการี หรือประมาณ 19,000 บาท และรัฐจะนำเงินค่าปรับนี้ไปใช้กับโครงการคุ้มครองเด็ก ตามที่กฎหมายระบุ

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่จะสามารถใช้ เทคโนโลยีจดจำใบหน้า เพื่อตรวจสอบและระบุตัวบุคคลที่เข้าร่วมกิจกรรมที่ถูกห้ามได้ด้วย

เมื่อวันจันทร์ หลังจากที่ฝ่ายนิติบัญญัติยื่นร่างกฎหมาย ผู้จัดงานบูดาเปสต์ ไพรด์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า เป้าหมายของกฎหมายนี้คือ ใช้ชุมชน LGBTQ+ เป็นแพะรับบาปเพื่อปิดปากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อรัฐบาลของนายออร์บาน พร้อมประณามว่านี่ไม่ใช่การคุ้มครองเด็ก แต่มันคือฟาสซิสต์

ผู้จัดงานไพรด์ ซึ่งดึงดูดผู้เข้าร่วมหลายพันคนในแต่ละปี กล่าวว่างานนี้มีเป้าหมายเพื่อ เฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ของขบวนการ LGBTQ+ และยืนยันสิทธิที่เท่าเทียมกันของชุมชนเกย์ เลสเบียน ไบเซ็กชวล และคนข้ามเพศ

หลังจากกฎหมายได้รับการอนุมัติในวันอังคาร โจโจ มายเจอร์ชิก โฆษกของบูดาเปสต์ ไพรด์ กล่าวกับสำนักข่าวเอพีว่า แม้ว่าออร์บานจะพยายามทำให้ผู้คนในกลุ่ม LGBTQ+ ถูกตีตรามาหลายปี แต่ปีนี้องค์กรได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมีผู้คนจำนวนมากที่ถูกกระตุ้นให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ แตกต่างจากปีก่อนๆ ที่ผ่านมา เราได้รับข้อความและความคิดเห็นมากมายจากผู้คนที่พูดว่า ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยไปงานไพรด์ และไม่ได้สนใจมัน แต่ปีนี้พวกเขาจะไป และจะพาครอบครัวไปด้วย

ส่องกฎหมายต้าน LGBTQ+ ฉบับใหม่ของฮังการี จุดชนวนประท้วงรุนแรง


การปราบปรามของรัฐบาล

กฎหมายฉบับใหม่นี้เป็นอีกหนึ่งมาตรการล่าสุดที่พุ่งเป้าไปที่ชุมชน LGBTQ+ โดยรัฐบาลของ ออร์บาน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ออกกฎหมายอื่นๆ ที่องค์กรสิทธิมนุษยชนและนักการเมืองยุโรปมองว่าเป็นการกดขี่กลุ่มหลากหลายทางเพศ

ในปี 2022 คณะกรรมาธิการยุโรป ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลฮังการีต่อศาลสูงสุดของสหภาพยุโรป เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองเด็ก ฉบับปี 2021 โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายดังกล่าว เลือกปฏิบัติต่อบุคคลตามรสนิยมทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ

โดยเนื้อหาของกฎหมายคุ้มครองเด็กของฮังการีจะครอบคลุมถึง การห้ามการแสดงหรือส่งเสริม ความหลากหลายทางเพศในสื่อต่างๆ ที่เด็กสามารถเข้าถึงได้ เช่น โทรทัศน์ ภาพยนตร์ โฆษณา และวรรณกรรม ห้ามการกล่าวถึงประเด็น LGBTQ+ ในหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียน ห้ามไม่ให้มีการเผยแพร่ภาพของบุคคลที่มีเพศสภาพแตกต่างจากเพศกำเนิดในที่สาธารณะ นอกจากนี้ ร้านหนังสือในฮังการีถูกปรับเงินจำนวนมาก หากไม่ห่อหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ LGBTQ+ ไว้ในบรรจุภัณฑ์ปิดสนิท

นักวิจารณ์มองว่าออร์บานพยายาม ลดการมองเห็นของกลุ่ม LGBTQ+ และเชื่อมโยงกลุ่มคนกลุ่มนี้กับปัญหาการคุ้มครองเด็ก ซึ่งเป็นการบิดเบือนว่า LGBTQ+ มีความเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเพศต่อเด็ก ขณะที่รัฐบาลฮังการียืนกรานว่ามาตรการเหล่านี้มีขึ้นเพื่อปกป้องเด็กจากโฆษณาชวนเชื่อทางเพศ


กม.นี้ถูกใช้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน?

กลยุทธ์ของออร์บานคล้ายกับแนวทางของปูติน ซึ่งในปี 2022 ได้ขยาย กฎหมายห้ามโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศที่ไม่เป็นไปตามธรรมเนียมจากเดิมที่ใช้กับผู้เยาว์ให้ครอบคลุมถึงผู้ใหญ่ด้วย ส่งผลให้ การสนับสนุน LGBTQ+ ในที่สาธารณะกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ออร์บาน ซึ่งอยู่ในอำนาจตั้งแต่ปี 2010 กำลังเผชิญกับ แรงกดดันจากพรรคฝ่ายค้านที่กำลังเติบโต ขณะที่เศรษฐกิจฮังการีต้องต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อและวิกฤตค่าครองชีพ โดยจะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2026 นักวิเคราะห์จึงมองว่านี่เป็นกลยุทธ์ที่เผด็จการใช้กันทั่วไป โดยพวกเขาไม่ต้องการพูดถึงปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจริงๆ เช่น เงินเฟ้อ เศรษฐกิจ ระบบการศึกษา และระบบสาธารณสุขที่ย่ำแย่ จึงพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนไปในเรื่องนี้แทน.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : CNN , AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ รายงานพิเศษ

เม็กซิโกซิตี้ผ่านกฎหมาย ห้ามใช้ “ความรุนแรง” แข่งสู้วัวกระทิง

เม็กซิโกซิตี้ผ่านกฎหมาย ห้ามใช้ "ความรุนแรง" แข่งสู้วัวกระทิง

19 มี.ค. 2568 09:33 น.

เม็กซิโกซิตี้ผ่านกฎหมาย ห้ามใช้ “ความรุนแรง” แข่งสู้วัวกระทิง

สมาชิกรัฐสภากรุงเม็กซิโกซิตี้ ผ่านกฎหมายการห้ามการสู้วัวกระทิงโดยใช้ความรุนแรง ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ผู้ชื่นชอบกีฬาดังกล่าว และการเฉลิมฉลองจากกลุ่มปกป้องสิทธิสัตว์

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (18 มี.ค.) สมาชิกรัฐสภากรุงเม็กซิโกซิตี้ ลงมติผ่านกฎหมายที่มุ่งหวังให้การต่อสู้วัวกระทิง ลดการเกิดอันตรายและความรุนแรงทั้งต่อวัวกระทิงและนักสู้วัวกระทิง มาตรการดังกล่าวได้รับเสียงชื่นชมจากนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์ แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากผู้ที่ชื่นชอบการแข่งขันที่มีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี

กฎหมายดังกล่าวซึ่งได้รับการเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 61 ต่อ 1 ห้ามการฆ่าวัวกระทิงและการใช้ของมีคมที่อาจทำร้ายสัตว์ได้ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดระยะเวลาในการให้วัวกระทิงอยู่ในสังเวียน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความคิดริเริ่มที่เรียกว่า “การสู้วัวกระทิงโดยไม่ใช้ความรุนแรง”

การตัดสินใจดังกล่าวทำให้เกิดการประท้วงจากผู้สนับสนุนการสู้วัวกระทิงและนักสู้วัวกระทิง โดยบางคนตะโกนแสดงความไม่พอใจหลังแนวป้องกันของตำรวจ ในขณะเดียวกัน ผู้ประท้วงสิทธิสัตว์และสมาชิกรัฐสภาที่ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ออกมาเฉลิมฉลองและเดินออกไปที่บันไดของรัฐสภาเม็กซิโกซิตี้พร้อมกับชูกำปั้น

ด้านนางคลารา บรูกาดา นายกเทศมนตรีกรุงเม็กซิโกซิตี้ ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายดังกล่าว แสดงความยินดีผ่าน X โดยกล่าวว่าเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนเมืองหลวงให้กลายเป็น “เมืองที่เคารพสิทธิสัตว์ และจะไม่ยอมให้สัตว์ถูกทารุณกรรมหรือถูกทำร้าย” โดยกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ภายใน 210 วันปฏิทิน ทำให้รัฐบาลมีเวลาออกกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการสู้วัวกระทิง

เม็กซิโกซิตี้เป็นที่ตั้งของสนามสู้วัวกระทิงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งใหญ่กว่าสนามสู้วัวกระทิงในสเปนซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดประเพณีนี้ การสู้วัวกระทิงในเม็กซิโกมีมาตั้งแต่ปี 1529 ในสมัยของเอร์นัน กอร์เตส นักสำรวจชาวสเปน ซึ่งปัจจุบันคือกรุงเม็กซิโกซิตี้

การลงครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นความพยายามในการไกล่เกลี่ยระหว่างสองฝ่ายที่มีความเห็นขัดแย้งกัน หลังจากหลายปีที่มีการถกเถียงกันเกี่ยวกับการแข่งขันนี้ การสู้วัวกระทิงถือเป็นประเพณีและกิจกรรมยามว่างในหลายประเทศในละตินอเมริกามาช้านาน แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์ เนื่องจากวัวกระทิงมักจะถูกฆ่าในตอนท้ายของการต่อสู้ กลุ่มสิทธิสัตว์กล่าวว่ามีการฆ่าวัวกระทิงประมาณ 180,000 ตัวทุกปีในการสู้วัวกระทิงทั่วโลก

ประเพณีนี้ซึ่งดึงดูดฝูงชนจำนวนมากทั่วเม็กซิโกมาเป็นเวลานาน ได้รับผลกระทบ หลังผู้พิพากษาในเม็กซิโกซิตี้ มีคำพิพากษาห้ามการแข่งขันในเดือนมิถุนายน 2022 และปิดสนามกีฬาที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสังเวียนการสู้วัวกระทิงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้พิพากษาตัดสินว่าการสู้วัวกระทิงละเมิดสิทธิของผู้อยู่อาศัยในเมืองในการมีสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพและปราศจากความรุนแรง แต่ในปี 2023 ศาลฎีกาของเม็กซิโกได้ยกเลิกคำสั่งห้ามดังกล่าวโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ ทำให้สนามสู้วัวกระทิงเต็มไปด้วยแฟนๆ ของงานที่เรียกว่า “เทศกาลรื่นเริง” อีกครั้ง

ส่วนในครั้งนี้ บรรดาผู้สนับสนุนสิทธิสัตว์ต่างเฉลิมฉลองการลงมติครั้งนี้ว่าเป็นชัยชนะ และเป็นก้าวสำคัญในการยุติประเพณีการแข่งขันนี้ นักสู้วัวกระทิงกลับกล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเมือง

สมาคมผู้เพาะพันธุ์วัวกระทิงแห่งชาติในเม็กซิโก ระบุว่า การสู้วัวกระทิงสร้างงานโดยตรงได้ 80,000 ตำแหน่ง และงานโดยอ้อม 146,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ โดยรวมแล้วอุตสาหกรรมนี้สร้างรายได้ประมาณ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 13,450 ล้านบาท).

ที่มา AP

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

สหรัฐฯ เผยเอกสารการลอบสังหารเจเอฟเค กว่า 80,000 ไฟล์

สหรัฐฯ เผยเอกสารการลอบสังหารเจเอฟเค กว่า 80,000 ไฟล์

19 มี.ค. 2568 08:11 น.

สหรัฐฯ เผยเอกสารการลอบสังหารเจเอฟเค กว่า 80,000 ไฟล์

ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารลับกว่า 80,000 ไฟล์ ที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี เมื่อปี 1963 ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บนเว็บไซต์ของสำนักงานบริหารเอกสารและบันทึกแห่งชาติของสหรัฐฯ

ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารลับที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี เมื่อปี 1963 ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เอกสารดังกล่าวถูกโพสต์บนเว็บไซต์ของสำนักงานบริหารเอกสารและบันทึกแห่งชาติของสหรัฐฯ โดยเอกสารกว่า 6 ล้านหน้า ภาพถ่าย ภาพยนตร์ บันทึกเสียง และสิ่งของ ที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารในคอลเลกชันของสำนักงานบริหารเอกสารแห่งชาตินั้น เคยถูกเปิดเผยไปแล้วก่อนหน้านี้

เมื่อวันจันทร์ (17 มี.ค.)  ทรัมป์บอกกับนักข่าวว่ารัฐบาลจะเปิดเผยเอกสาร 80,000 ไฟล์ แม้ว่าจะไม่ชัดเจนว่าเอกสารเหล่านั้นมีจำนวนเท่าใด จากจำนวนหลายล้านหน้าที่เปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว ทรัมป์กล่าวขณะเยี่ยมชมศูนย์ศิลปะการแสดงจอห์น เอฟ. เคนเนดี ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ว่า “เรามีเอกสารจำนวนมหาศาล คุณมีหนังสืออ่านมากมาย”

นักวิจัยประเมินว่ามีเอกสารราว 3,000 ฉบับที่ยังไม่ได้เปิดเผย ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน และเมื่อเดือนที่แล้ว เอฟบีไอได้กล่าวว่าได้ค้นพบเอกสารใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารประมาณ 2,400 ฉบับ

คนจำนวนมากที่ศึกษาเอกสารที่รัฐบาลเปิดเผยจนถึงตอนนี้ กล่าวว่าประชาชนไม่ควรคาดหวังว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกตะลึงใดๆ จากเอกสารที่เพิ่งเปิดเผย แต่ยังคงมีความสนใจอย่างมากในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง

คำสั่งของทรัมป์ในเดือนมกราคมได้สั่งให้ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติและอัยการสูงสุดจัดทำแผนเพื่อเปิดเผยเอกสารดังกล่าว

เคนเนดีถูกสังหารเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 1963 ระหว่างการเยือนดัลลาส ขณะที่ขบวนรถของเขาสิ้นสุดเส้นทางเดินพาเหรดในตัวเมือง เสียงปืนก็ดังขึ้นจากอาคาร Texas School Book Depository ต่อมาตำรวจจับกุมลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ วัย 24 ปี ซึ่งยืนอยู่บนจุดซุ่มยิงบนชั้น 6 สองวันต่อมา แจ็ก รูบี้ เจ้าของไนต์คลับได้ยิงออสวอลด์เสียชีวิตระหว่างการย้ายสถานที่คุมขัง

หนึ่งปีหลังการลอบสังหาร คณะกรรมาธิการวอร์เรน ซึ่งประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน จัดตั้งขึ้นเพื่อทำการสืบสวน ได้สรุปว่านายออสวอลด์ลงมือเพียงลำพัง และไม่มีหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่ามีการสมคบคิด แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้ยุติทฤษฎีทางเลือกต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 รัฐบาลกลางได้กำหนดให้มีการรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารทั้งหมดไว้ในคอลเล็กชันเดียวในสำนักงานบริหารเอกสารและบันทึกแห่งชาติ โดยกำหนดให้ต้องเปิดเผยคอลเล็กชันดังกล่าวภายในปี 2017 โดยยกเว้นข้อยกเว้นใดๆ ที่ประธานาธิบดีกำหนด

เอกสารดิจิทัลประกอบด้วยไฟล์ PDF ของบันทึกช่วยจำ รวมถึงไฟล์หนึ่งที่มีหัวเรื่องว่า “ความลับ” ซึ่งเป็นบันทึกที่พิมพ์ด้วยลายมือจากการสัมภาษณ์นักวิจัยของคณะกรรมาธิการวอร์เรนเมื่อปี 1964 ซึ่งได้สอบถามลี วิกเรน พนักงานของซีไอเอ เกี่ยวกับความไม่สอดคล้องกันในเอกสารที่กระทรวงการต่างประเทศและซีไอเอส่งให้คณะกรรมาธิการเกี่ยวกับการแต่งงานระหว่างผู้หญิงโซเวียตกับผู้ชายอเมริกัน

เอกสารดังกล่าวยังมีการอ้างอิงถึงทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ ผู้ลอบสังหารเคนเนดี ออกจากสหภาพโซเวียตในปี 1962 โดยมีเจตนาที่จะลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี

เอกสารอื่นๆ กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างออสวอลด์กับสหภาพโซเวียต เอกสารฉบับหนึ่งซึ่งลงวันที่ในเดือนพฤศจิกายน 1991 อ้างอิงรายงานของศาสตราจารย์ชาวอเมริกันชื่อ อี.บี. สมิธ ซึ่งรายงานว่าเขาได้พูดคุยเกี่ยวกับออสวอลด์ กับเจ้าหน้าที่หน่วยสายลับเคจีบีของรัสเซีย ที่ใช้ชื่อว่า “สลาวา” นิโคนอฟ ในมอสโกว์ โดยเขากล่าวว่าเขาได้ตรวจสอบเอกสาร 5 ฉบับเกี่ยวกับมือสังหารเพื่อระบุว่าเขาเป็นสายลับของเคจีบีหรือไม่

สมิธรายงานว่า “ตอนนี้นิโคนอฟมั่นใจแล้วว่าออสวอลด์ไม่เคยเป็นสายลับที่ถูกควบคุมโดยเคจีบี” 

เอกสารของกระทรวงกลาโหมจากปี 1963 ครอบคลุมถึงสงครามเย็นในช่วงต้นทศวรรษ 1960 และการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา โดยพยายามขัดขวางการสนับสนุนกองกำลังคอมมิวนิสต์ในประเทศอื่นๆ ของฟิเดล คาสโตร ผู้นำคิวบา

ทรัมป์ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเป็นวาระแรกในปี 2017 ได้กล่าวว่าเขาจะอนุญาตให้เปิดเผยบันทึกที่เหลือทั้งหมด แต่สุดท้ายกลับกักเก็บไว้บางส่วนเนื่องจากสิ่งที่เขาเรียกว่าอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ และในขณะที่เอกสารต่างๆ ยังคงถูกเปิดเผยต่อไปในช่วงการบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แต่เอกสารบางส่วนยังคงไม่ได้รับการเปิดเผย.

ที่มา AP

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสดีขึ้นเล็กน้อย เริ่มลดการใช้เครื่องช่วยหายใจลง

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสดีขึ้นเล็กน้อย เริ่มลดการใช้เครื่องช่วยหายใจลง

19 มี.ค. 2568 07:24 น.

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสดีขึ้นเล็กน้อย เริ่มลดการใช้เครื่องช่วยหายใจลง

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสยังมีอาการทรงตัว แต่มีพัฒนาการเล็กน้อยในการรักษา โดยแพทย์เริ่มให้ลดใช้เครื่องช่วยหายใจแล้ว

สำนักวาติกันอัปเดตอาการประชวรของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เมื่อคืนวันอังคารที่ 18 มี.ค. 2568 ระบุว่า อาการของพระองค์ยังทรงตัวและซับซ้อน แต่มีความคืบหน้าในการกายภาพบำบัด และบำบัดทางเดินหายใจ โดยแพทย์ให้พระองค์ลดการใช้งานเครื่องช่วยหายใจในเวลากลางคืน และลดการรับออกซิเจนการไหลสูงในตอนกลางวันแล้ว

วาติกันยืนยันว่า โป๊ปฟรานซิสไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจขณะบรรทมเมื่อคืนวันจันทร์เข้าสู่วันอังคาร อย่างไรก็ตาม พระองค์ยังต้องได้รับการสนับสนุนจากออกซิเจนการไหลสูง และแพทย์ก็ยังไม่ให้หยุดใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างสิ้นเชิง

โป๊ปฟรานซิสยังคงทำกิจวัตรปกติหลายอย่าง รวมถึงการกายภาพบำบัด, ทรงงาน และสวดมนต์ภาวนา และทานอาหารตามที่เป็นจัดการ ซึ่งมีอาหารแข็งเป็นส่วนประกอบด้วย

ทั้งนี้ โป๊ปฟรานซิส พระชนมายุ 88 พรรษา ประทับที่โรงพยาบาลเจเมลลีมาตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. หลังผลการตรวจพบว่า พระองค์มีอาการปอดบวมที่ปอดทั้ง 2 ข้าง โป๊ปมีอาการทรงตัวตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา และมีสัญญาณของพัฒนาการในการรักษา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : catholicnewsagency