‘รมช.อัครา’เร่งรัดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำคลองหลวงฯ ขับเคลื่อนพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุน EEC

'รมช.อัครา'เร่งรัดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำคลองหลวงฯ ขับเคลื่อนพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุน EEC

‘รมช.อัครา’เร่งรัดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำคลองหลวงฯ ขับเคลื่อนพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุน EEC

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.28 น.

วันนี้ (17 มีนาคม 2568) นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เดินทางลงพื้นที่ไปติดตามความก้าวหน้าโครงการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำคลองหลวง รัชชโลทร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมี นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 นายอภิชาต ชุมนุมมณี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ นายมนตรี สีหมงคลสกุล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองหลวง รัชชโลทร และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน ก่อนจะร่วมมอบถุงพันธุ์ปลาน้ำจืดให้กับหน่วยงานในจังหวัดชลบุรี ณ บริเวณแก้มลิงบ้านทุ่งศาลา 3 ต.วัดสุวรรณ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี

สำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำคลองหลวง รัชชโลทร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่อ่างเก็บน้ำคลองหลวง รัชชโลทร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ท่าบุญมี อ.เกาะจันทร์ จ.ชลบุรี มีลักษณะเป็นแก้มลิงสำหรับรองรับน้ำ มีเป้าหมายในการเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักของอ่างเก็บน้ำคลองหลวงฯ ให้มากขึ้นจากเดิม 125 ล้าน ลบ.ม.เป็น 199 ล้าน ลบ.ม. (ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 74 ล้าน ลบ.ม.) เพื่อเสริมศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีระบบกระจายน้ำเพื่อการเกษตร และเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและการท่องเที่ยวผ่านถนนรอบอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งยังช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ เพื่อรองรับคาร์บอนเครดิต ส่งเสริมความสมดุลของระบบนิเวศ และสร้างประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอีกด้วย

ในการนี้ นายอัคราฯ ได้เร่งรัดให้กรมชลประทานก่อสร้างโครงการดังกล่าว ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้พี่น้องชาวชลบุรี ได้ใช้ประโยชน์ในเร็ววัน ที่สำคัญจะช่วยสนับสนุนการใช้น้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC และน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตร และอุตสาหกรรม ได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร อีกทั้งยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ยกระดับความมั่นคงด้านน้ำ นำไปสู่ประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืนสืบไป

การตีความใหม่ของคอลเล็กชันไอคอนิก FRED FORCE 10 RISE

การตีความใหม่ของคอลเล็กชันไอคอนิก FRED FORCE 10 RISE

การตีความใหม่ของคอลเล็กชันไอคอนิก FRED FORCE 10 RISE

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.16 น.

ในปี 2025 เมซง FRED เริ่มบทใหม่ของคอลเล็กชันไอคอนิกอย่าง Force 10 Rise คอลเล็กชันเครื่องประดับล่าสุดที่ส่องประกายและเต็มไปด้วยความงดงามในแบบผู้หญิง ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของเมซง

เพื่อยกย่องความรักอันลึกซึ้งของผู้ก่อตั้งที่มีต่อท้องทะเล Force 10 ถ่ายทอดความกล้าหาญและวิสัยทัศน์ของเมซงออกมาอย่างโดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และความสง่างามเหนือกาลเวลา พร้อมจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์วงการเครื่องประดับอย่างไม่มีวันเลือนลาง คอลเล็กชันนี้ถือกำเนิดมาร่วม 60 ปี จากความหลงใหลในการเดินเรือของเฟร็ด ซามูเอล และบุตรชายของเขา และได้เติบโตจนกลายเป็นสัญลักษณ์สุดอมตะแห่งความกล้าหาญและความมุ่งมั่น ในปีนี้ FRED ยังคงสานต่อประวัติศาสตร์ของ Force 10 ด้วยการเปิดตัว Force 10 Rise โดยผลงานการสร้างสรรค์เหล่านี้สะท้อนถึงความกล้าแกร่งและความยืดหยุ่น ขับเคลื่อนด้วยพลังภายในที่ซ่อนอยู่ในตัวเราทุกคน เป็นแรงบันดาลใจให้ก้าวข้ามขีดจำกัด Force 10 Rise เชิญชวนทุกท่านเผชิญหน้าความท้าทายในชีวิตด้วยความสง่างาม ความหรูหรา และความมุ่งมั่น ซึ่งเป็นแหล่งแรงบันดาลใจและแรงผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

ด้วยแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์ของเครื่องประดับชั้นสูงในคอลเล็กชัน Force 10 อันเป็นเอกลักษณ์เมซงจึงได้นิยามใหม่ของสไตล์ที่สมบูรณ์แบบ Force 10 Rise ถูกถ่ายทอดผ่านองค์ประกอบการออกแบบด้วยสัญลักษณ์ของความทรงพลังและแน่วแน่อย่างสายเคเบิลและบักเคิล ซึ่งในครั้งนี้ถูกนำเสนอในรูปแบบคู่ใหม่ด้วยบักเคิลประดับเพชรพาเว่และเติมเต็มด้วยเส้นสายประดับ การผสมผสานระหว่างรูปทรงธรรมชาติและเส้นตรงอย่างประณีต สามแถวของทองคำสีพิงค์โกลด์หรือทองคำสีไวท์โกลด์นี้สร้างความกลมกลืนที่สมบูรณ์

การออกแบบกราฟิกที่โดดเด่นเพิ่มมิติใหม่ให้กับแหวนวงเกลี้ยง เผยเสน่ห์อันน่าหลงใหลเมื่อสวมลงบนนิ้ว นอกจากนี้ FRED ยังเพิ่มสร้อยคอเส้นใหม่เข้าไปในคอลเล็กชัน โดยผลงานเหล่านี้สามารถสวมใส่แบบชั้นเดียวหรือสวมซ้อนกันเพื่อสร้างลวดลายที่ไหลลื่นในหลากหลายเฉดสีของทองคำให้เข้ากับอารมณ์ของคุณ ต่างหู 2 คู่ เสริมความพลิกผันที่ไม่คาดคิดให้กับการออกแบบ Force 10 Rise มีให้เลือกทั้งรูปทรงครึ่งวงกลมหรือแบบห่วง มอบความรู้สึกของรูปทรงเรขาคณิตและความงามร่วมสมัย สามารถค้นพบเครื่องประดับอื่นๆได้ในรูปแบบต่างหูแบบเอียร์คัฟซึ่งสามารถสวมใส่ในตำแหน่งที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะสวมเพียงชิ้นเดียวหรือจับคู่กัน ต่างหูคู่นี้ก็สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ได้อย่างสนุกสนานและเปี่ยมไปด้วยความทันสมัย

การเติมเต็มพลังที่สดใหม่และวิสัยทัศน์ร่วมสมัยให้กับคอลเล็กชันอันเป็นเอกลักษณ์ของเมซงผ่าน Force 10 Rise นั้นเปรียบเสมือนการเชิญชวนทุกท่านให้แสดงออกถึงตัวตนและเขียนเรื่องราวของคุณเองด้วยความสง่างามและความมุ่งมั่น ผลงานสร้างสรรค์ทั้ง 5 ชิ้นนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเกมแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ผู้หญิงแต่ละคนสามารถสร้างกฎเกณฑ์ของตนเองโดยการสวมเครื่องประดับของ Force 10 แบบเรียงซ้อนตามใจปรารถนา แกร่งกล้า อ่อนช้อย และเฉิดฉาย Force 10 Rise เป็นสัญลักษณ์ของไอคอนที่ถูกปรับโฉมใหม่ ซึ่งเชิญชวนให้ทุกท่านเผชิญกับความท้าทายด้วยการปลุกพลังภายในตัวเรา ผลงานสร้างสรรค์ใหม่ที่เปล่งประกายและสะท้อนถึงบุคลิกของ FRED ช่างศิลป์เครื่องประดับแห่งแสงตะวัน

038

โก โฮลเซลล์ ลดขยะอาหาร บรรเทาวิกฤติโลก ผนึก SOS บริจาคอาหารส่วนเกิน ลดความเหลื่อมล้ำในชุมชน

โก โฮลเซลล์ ลดขยะอาหาร บรรเทาวิกฤติโลก ผนึก SOS บริจาคอาหารส่วนเกิน ลดความเหลื่อมล้ำในชุมชน

โก โฮลเซลล์ ลดขยะอาหาร บรรเทาวิกฤติโลก ผนึก SOS บริจาคอาหารส่วนเกิน ลดความเหลื่อมล้ำในชุมชน

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.05 น.

ความน่าสะพรึงกลัวของสภาพภูมิอากาศแปรปรวนที่เกิดขึ้น ไม่เพียงทำให้คนทั้งโลกหันมาตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมกันอย่างจริงจัง แต่ยังทำให้ทุกภาคธุรกิจต้องหันมาพิจารณาห่วงโซ่อุปทาน ระบบซัพพลายเชน และวางนโยบายด้านความยั่งยืนเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ ขยะอาหาร ที่พบว่า ปริมาณการเกิดขึ้นบนโลก ยังคงอยู่ในสถานการณ์วิกฤติ! เห็นได้จากตัวเลขค่าเฉลี่ยขยะอาหารของโลกจาก Food Waste Index 2024 ของ UNEP พบแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี จากเดิม 74 กิโลกรัมต่อคนต่อปี! ขณะที่ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี! (จากเดิม 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี) สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกและค่าเฉลี่ยในระดับเดียวกันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 85 กิโลกรัมต่อคนต่อปี

“โก โฮลเซลล์” (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร เพื่อผู้ประกอบการ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จึงร่วมกับ มูลนิธิ    สโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS Thailand) จัดทำโครงการความร่วมมือในการจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อส่งต่อให้กับเครือข่ายผู้รับบริจาคอาหารในชุมชนต่าง ๆ  โดยเริ่มที่ โก โฮลเซลล์ สาขาเจริญราษฎร์ เป็นสาขาแรก

พีระพณ ตัณฑ์พูนเกียรติ Head of Risk Management and Sustainability บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือกับมูลนิธิ SOS นับเป็นการเริ่มต้นครั้งสำคัญของโก โฮลเซลล์ เพื่อส่งต่ออาหารส่วนเกินไปยังชุมชนที่มีความต้องการ ซึ่งเราเริ่มโครงการมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568  โดย SOS เข้ามารับอาหารไปแจกจ่ายยังชุมชนต่าง ๆ รวมกว่า 20 ชุมชนทั่วกรุงเทพฯแล้ว หากนับเป็นจำนวนมื้อ โก โฮลเซลล์ ได้ส่งมอบอาหารไปแล้วประมาณ 10,500 มื้อ มีผู้รับกว่า 2,500 คน!

“โก โฮลเซลล์ มีเป้าหมายด้านความยั่งยืนในเรื่องของการจัดการขยะอาหาร หรืออาหารส่วนเกิน ตั้งแต่เริ่มธุรกิจ และมุ่งมั่นดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคตจะขยายโครงการไปยังสาขาอื่น ๆ นอกจากนี้ โก โฮลเซลล์ ยังมุ่งรณรงค์สร้างการตระหนัก     รู้ถึงการลดปริมาณขยะอาหารให้กับลูกค้าผู้ประกอบการร้านอาหาร และลูกค้าทุกกลุ่ม ในหลายแนวทาง อาทิ การรณรงค์ให้เกิดการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า มุ่งเน้นการขับเคลื่อนให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดขยะอาหาร ทั้งป้องกันการเกิด การลด การนำกลับมาใช้ประโยชน์และการกำจัดอย่างถูกวิธี เพื่อลดการสร้างขยะอาหารตั้งแต่ต้นทาง”

ด้าน ธนาภรณ์ อ้อยอิสรานุกุล ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการและฝ่ายสื่อสารองค์กร มูลนิธิ SOS ประเทศไทย เปิดเผยว่า  “มูลนิธิ SOS พบว่ากลุ่มเปราะบางในชุมชน กลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ ยังมีความต้องการอาหารอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มโปรตีนพวกเนื้อสัตว์ นม ไข่ และอาหารที่มีโภชนาการสูง การที่ภาคธุรกิจใส่ใจย้อนกลับไปดูแลกระบวนการผลิตเพื่อลดขยะอาหาร รวมถึงการจัดการอาหารส่วนเกินที่จะสามารถส่งต่ออาหารเหล่านั้นไปยังผู้ยากไร้ นับเป็นสิ่งที่ดี เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง ทางเราพร้อมช่วยจัดการอาหารส่วนเกินเหล่านี้ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมจากขยะอาหารแล้ว ยังส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร ช่วยให้ผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าด้วย”

“อาหารส่วนเกิน” ของโก โฮลเซลล์ เริ่มต้นหลังจากสินค้าอาหารสดผ่านการขายลดราคามาแล้ว โดยพนักงานจะนำมาคัดแยก ภายใต้ข้อกำหนดคือ ต้องไม่หมดอายุ หรือถ้าเป็นอาหารที่ Best Before  ต้องไม่เกิน 7 วัน และต้องมีลักษณะทางกายภาพที่ยังรับประทานได้  จากนั้นจะนำอาหารส่วนเกินที่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่คือ ผัก ผลไม้ ไส้กรอก ลูกชิ้น ฯลฯ ไปเก็บในห้องเย็น เมื่อรถจากมูลนิธิ SOS พร้อม จะแจ้งรับสินค้า โดยที่เจ้าหน้าที่ SOS จะคัดเลือกสินค้าอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจ ก่อนจะนำใส่รถเก็บอุณหภูมินำไปส่งยังชุมชนต่างๆ โดยมีทั้งที่นำไปแจกจ่ายได้เลยอย่างผัก ผลไม้ หรือต้องนำไปประกอบอาหารโดยครัวกลางของชุมชนแล้วนำไปแบ่งปัน

พรทิพย์ วงศ์จอม ประธานชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู เล่าว่า เมื่อได้อาหารมา เราก็จะนำมาแบ่งปันให้คนในชุมชนของเรา และชุมชนใกล้เคียง เพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยเราทำในนามสภาองค์กรชุมชนเขตสาทรจาก 19 กลุ่ม เพื่อดูแลผู้ด้อยโอกาสทั้งหมดใน 13 ชุมชน ซึ่งเราเป็นชุมชนเมือง คนมักจะคิดว่ามีรายได้เยอะ จริงๆ ไม่ใช่ ชุมชนเรามีผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก

นับเป็นการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนของ โก โฮลเซลล์ ที่จะลดปริมาณขยะอาหารสู่หลุมฝังกลบให้น้อยที่สุด เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญ ภายใต้ปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ “CRC Care” ในมิติ Care for the Environment ของ เซ็นทรัล รีเทล ที่มุ่งสร้างโลกสีเขียวอย่างยั่งยืน ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการเป็น Green & Sustainable Retail องค์กรค้าปลีก-ค้าส่งต้นแบบด้านความยั่งยืนแห่งเอเชีย

SMU สนับสนุนผู้หญิงเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

SMU สนับสนุนผู้หญิงเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

SMU สนับสนุนผู้หญิงเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.51 น.

ขณะที่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีส่วนสำคัญต่อการขยายตัวของตลาดดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ‎บทบาทของผู้หญิงในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสนับสนุนแนวโน้มดังกล่าว มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (Singapore Management University: SMU) จึงได้จัดงานเสวนาและบรรยายในหัวข้อ “Leadership in Tech: AI Ethics, Data Governance, and the Power of ‎Community” ซึ่งเป็นเวทีที่มุ่งเน้นการเฉลิมฉลองความสำเร็จ และเสริมศักยภาพให้กับผู้นำหญิงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศไทย

ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำของภูมิภาคเอเชียด้านเทคโนโลยีและการบริหารธุรกิจ SMU พบว่าแนวโน้มของผู้หญิงที่ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางมหาวิทยาลัยได้พบว่าอัตราส่วนของนักศึกษาหญิงที่ลงทะเบียนเรียนใน คณะคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ (School of Computing and Information Systems) ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงการมองเห็นโอกาสในภาคเทคโนโลยีที่เปิดกว้างมากขึ้นสำหรับผู้หญิง

ศ.ซัน ซัน ลิม

ในงานครั้งนี้ ศ.ซัน ซัน ลิม รองอธิการบดีฝ่ายความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม และศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารและเทคโนโลยี ลีคงเชียน จาก SMU ได้ทำการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “AI Ethics and Data Governance in the Asian Context” โดยได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เนื่องมาจากการพัฒนาเทคโนโลยี อนาคตของการทำงาน และหลักจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมเน้นย้ำว่า ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนสามารถใช้ AI ให้เป็นประโยชน์และสนับสนุนผู้บริโภคที่มีมากถึง 673 ล้านคนของภูมิภาคนี้ โดยผ่านการจัดตั้งกรอบการกำกับดูแลที่ให้ความสำคัญกับการมีผู้คนเป็นศูนย์กลาง (‎Human-Centric Approach‎)

ภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ “The Power of Mentorship & Community in Thailand’s Tech Sector” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ สิริกัญญ์ เลิศศักดิ์วิมาน ผู้ก่อตั้ง KCX Earth and People Lab, กนกกร ประสงค์ธนกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Davoy.tech และศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัย SMU สาขา Master of IT in Business (MITB) ที่จบการศึกษาในปี 2561 รวมถึง ภาพเพรง เลี้ยงสุข ผู้อำนวยการโครงการ Techsauce, วรนุช วรุตตมพรสุ ผู้จัดการด้านประสิทธิภาพของระบบ Salesforce ระดับโลกจากบริษัทด้านการดูแลสุขภาพระดับสากล และ ซีลิน ควอค (Celine Kuok‎) ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศของ SMU สาขากรุงเทพฯ

ศ.ซัน ซัน ลิม กล่าวว่า “ผู้นำที่เป็นผู้หญิงได้มอบมุมมองที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่งให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และทำให้เราทำให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ จะตอบสนองและเข้าถึงความต้องการของผู้คนที่หลากหลาย เนื่องจากคำตอบด้านเทคโนโลยีนั้นส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง จึงสำคัญมากที่ทีมงานขององค์กรควรมีผู้นำที่สามารถสะท้อนถึงประชากรทุกกลุ่ม” และเสริมว่า ‎”‎ผู้หญิงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเติบโตในวงการสาขาต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี‎”

ผู้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “The Power of Mentorship & Community in Thailand’s Tech Sector” ‎สิริกัญญ์ เลิศศักดิ์วิมาน, ภาพเพรง เลี้ยงสุข, ศ.ซัน ซัน ลิม, วรนุช วรุตตมพรสุ, กนกกร ประสงค์ธนกิจ และ ซีลิน ควอค 

การเสวนายังได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไทยจากการที่มีผู้หญิงก้าวขึ้นสู่บทบาทผู้นำมากขึ้น “เป็นเรื่องน่ายินดีเราที่ได้เห็นผู้หญิงรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มตระหนักถึงโอกาสที่มีมากมายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเขียนโค้ดเท่านั้น” กนกกร ประสงค์ธนกิจ  กล่าว “ปัจจุบันผู้หญิงมีบทบาทสำคัญทั้งในส่วนของงานด้านความปลอดภัยออนไลน์ ‎และการสร้างความปลอดภัยน่าเชื่อถือของระบบ รวมทั้งงานศึกษาวิจัย และการพัฒนานโยบายต่างๆ”‎

คณะผู้ร่วมเสวนายังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารและการสร้างความมั่นใจของผู้หญิงในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในบริบทของภูมิภาคเอเชีย ตลอดจนบทบาทของการให้คำแนะนำและคำปรึกษา รวมถึงการเป็นตัวแทนในการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยศ.ซัน ซัน ลิม กล่าวว่า ‎”คุณไม่สามารถเป็น ในสิ่งที่คุณนึกภาพไม่ออกได้”‎ พร้อมเน้นย้ำว่า “เมื่อผู้หญิงไทยรุ่นใหม่ได้มองเห็นผู้นำหญิงที่มีความสามารถและเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในวงการเทคโนโลยี สิ่งนี้จะช่วยเสริมพลังให้ผู้หญิงก้าวเข้าสู่เส้นทางในสาขาอาชีพนี้”

การตัดสินใจของทางมหาวิทยาลัยในการจัดตั้งศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศของ SMU ในประเทศไทยนั้นสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการเป็นเป็นศูนย์กลางด้านความเป็นผู้นำทางความคิดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยความคิดริเริ่มนี้มุ่งเน้นการฝึกอบรมทักษะในสาขาการศึกษาที่มีความสำคัญ เช่น ความปลอดภัยทางไซเบอร์ การบริหารความมั่งคั่ง และการจัดหาเงินทุนสำหรับการสร้างธุรกิจ (Venture Financing) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถในประเทศไทย

ซีลิน ควอค  (Celine Kuok‎) ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศของ SMU สาขากรุงเทพฯ กล่าวว่า “ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจและให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีกลุ่มประชากรรุ่นใหม่ที่มีความกระตือรือร้นในการพัฒนายกระดับทักษะ ซึ่ง SMU ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมในประเทศไทย” และกล่าวเสริมว่า “จากการที่เรามองเห็นนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นในด้านการศึกษาของประเทศไทย เราจึงเดินหน้าขยายบทบาทผ่านศูนย์การศึกษาต่อต่างประเทศของ SMU สาขากรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง‎”‎

นอกจากนี้ SMU ยังร่วมมือกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนระบบนิเวศของธุรกิจสตาร์ทอัพ (Startup) ในประเทศไทย ผ่านการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศข้ามพรมแดน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ โดย SMU มุ่งพัฒนาความเชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขยายธุรกิจสู่ประเทศต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคอาเซียน

ศ.ซัน ซัน ลิม ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักสูตรปริญญาโทของ SMU ที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมว่าสามารถช่วยให้บุคลากรรุ่นใหม่ของประเทศไทยมีความพร้อมที่จะพัฒนาสู่ความสำเร็จ ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนเชิงสัมมนาที่เป็นนวัตกรรมทางการศึกษา และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

ศ.ซัน ซัน ลิม  บรรยายพิเศษย้ำถึงความสำคัญในแนวทางการเน้นผู้คนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา

หนึ่งในหลักสูตรที่มีความโดดเด่นของ SMU คือ หลักสูตรปริญญาโทสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ (Master of IT in Business: MITB) ซึ่งได้รับการจัดอันดับโดย QS Global Master’s in Business Analytics Rankings ปี 2568 ‎ให้เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชีย และอันดับที่ 24 ของโลก โดยหลักสูตร MITB มุ่งเน้นการบูรณาการระหว่างธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีสาขาเพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางทั้งในด้านเทคโนโลยีทางการเงินและการวิเคราะห์ข้อมูล (Financial Technology & Analytics) การวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation)

นอกจากนี้แล้ว อีกหนึ่งหลักสูตรซึ่งมีความน่าสนใจคือปริญญาโทสาขาการประกอบการและนวัตกรรม (Master of Science in Entrepreneurship and Innovation: MEI) ซึ่งออกแบบมาเพื่อพัฒนาผู้นำด้านนวัตกรรมและผู้ประกอบการแห่งอนาคตของภูมิภาคเอเชียให้สามารถขับเคลื่อนความสำเร็จทางธุรกิจทั้งในภูมิภาคอาเซียนและระดับนานาชาติ

ในปี 2568 นี้ถือเป็นโอกาสพิเศษเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีความสนใจศึกษาต่อ เนื่องจากเป็นปีที่เฉลิมฉลองการก่อตั้งมหาวิทยาลัย SMU ‎ครบรอบ 25 ปี โดยมหาวิทยาลัยได้มอบทุนการศึกษาสนับสนุนค่าเล่าเรียนสูงสุดถึง 40% สำหรับการลงทะเบียนสมัครเข้าเรียนในปี 2568 ผู้ที่สนใจสามารถทดลองใช้เครื่องมือออนไลน์เพื่อคำนวณการประหยัดค่าใช้จ่ายในการศึกษาเพื่อพัฒนาเส้นทางสู่อนาคตที่กว้างไกล 

Tod’s เปิดตัว Digital Product Passport สำหรับคอลเลกชัน My Gommino ให้คุณ custom-made ตามที่ต้องการ

Tod’s เปิดตัว Digital Product Passport สำหรับคอลเลกชัน My Gommino ให้คุณ custom-made ตามที่ต้องการ

Tod’s เปิดตัว Digital Product Passport สำหรับคอลเลกชัน My Gommino ให้คุณ custom-made ตามที่ต้องการ

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.42 น.

Tod’s แบรนด์หรูชื่อดังจากอิตาลี ขยายบริการ Digital Product Passport (DPP) ให้ครอบคลุมสินค้าไอคอนิก My Gommino ร่วมมือกับ Aura Blockchain Consortium และ Temera ซึ่งเป็นพันธมิตรใน ecosystem ของ Aura และผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการตรวจสอบสินค้าหรูหรา การขยายบริการล่าสุดนี้เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ Tod’s ในการเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบและเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าและผู้บริโภคของแบรนด์

ด้วยบริการ My Gommino ลูกค้าของ Tod’s สามารถปรับแต่งรองเท้าไอคอนิกของแบรนด์ให้เป็นรองเท้าคู่พิเศษที่สร้างสรรค์ด้วยฝีมือประณีตที่ตัดเย็บด้วยมือ จากตัวเลือกดีไซน์การออกแบบที่หลากหลาย ผ่านความร่วมมือกับ Aura และ Temera ลูกค้าจะสามารถสแกนชิป NFC ที่ฝังอยู่ในพื้นรองเท้าด้านขวาของรองเท้า My Gommino ได้ ชิปและโซลูชันการตรวจสอบย้อนกลับที่ Temera สนับสนุน ทำให้ลูกค้าสามารถลงทะเบียนรองเท้าคู่ใหม่และยืนยันความเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ได้อย่างง่ายดายผ่านสมาร์ทโฟน กระบวนการนี้ยังให้สิทธิ์ลูกค้าในการเข้าถึงใบรับรองความเป็นของแท้ที่ลงทะเบียนบน Aura private blockchain เพื่อความมั่นใจสูงสุด

นอกเหนือจากการรับรองความเป็นของแท้แล้วนั้น Tod’s ยังมอบฟีเจอร์พิเศษเพิ่มเติมผ่าน Digital Product Passport (DPP) โดยนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจ เช่นเนื้อหาที่บอกเล่าเรื่องราวเชิงลึกเกี่ยวกับช่างฝีมือและผู้เชี่ยวชาญที่อยู่เบื้องหลังของการสร้างสรรค์รองเท้า My Gommino แต่ละคู่ ลูกค้าจะได้รับความเข้าใจและชื่นชมในคุณภาพและความประณีตของสินค้าเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผ่านวอลเล็ตการ์ดที่ลูกค้าได้รับเมื่อยืนยัน DPP แล้ว ลูกค้าสามารถเข้าเยี่ยมชมบูติก Tod’s ทุกสาขา สแกนบาร์โค้ดที่เชื่อมต่ออย่างปลอดภัยกับฐานข้อมูล Tod’s CRM และเพลิดเพลินกับประสบการณ์พิเศษที่บูติก

Carlo Alberto Beretta, General Brand Manager ของ Tod’s กล่าวว่า “Tod’s มองว่า Digital Product Passport (DPP) ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือสำหรับการตรวจสอบความแท้จริงเท่านั้น แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก แต่เรายังต้องการใช้โอกาสนี้ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ให้เห็นถึงความประณีตในการผลิต และยกระดับการเล่าเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ไอคอนิกของเรา เรารู้สึกตื่นเต้นที่ยังคงได้ร่วมมือกับ Aura Blockchain Consortium อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบมาตรฐานสูงสุดด้านการตรวจสอบย้อนกลับ การรับรองความเป็นแท้จริง และการเล่าเรื่อง สำหรับเหล่าชิ้นงานที่ตัดเย็บด้วยมือของเรา”

นอกจากนี้ Digital Passport ของ Tod’s ยังมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าเข้าถึงการรับประกันที่ขยายระยะเวลาและบริการดูแลจาก Tod’s เช่นที่ปรึกษาส่วนตัว การเข้าร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ และสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย การเปิดตัวนี้ยังสอดคล้องกับการเพิ่มรุ่นใหม่ในคอลเลกชัน Tod’s My Gommino ซึ่งนำเสนอวัสดุ สีสัน และสไตล์ที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้ออกแบบรองเท้าคู่พิเศษในแบบที่เป็นตัวเองอย่างแท้จริง

Romain Carrere, CEO ของ Aura Blockchain Consortium แสดงความคิดเห็นว่า “เรารู้สึกยินดีที่ได้ประกาศการร่วมมือกับ Tod’s อย่างต่อเนื่อง ด้วยความทะเยอทะยานในการขยายบริการ Digital Product Passport (DPP) ให้มากกว่ากระเป๋า Di Bag ที่ตัดเย็บแบบ custom-made พร้อมด้วยความสามารถในการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ Tod’s ตอกย้ำว่าความโปร่งใส ความแท้จริง และประสบการณ์ของลูกค้าที่สามารถไปด้วยกันได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

Digital Product Passport (DPP) สำหรับ My Gommino จะพร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2025 ที่บูติก Tod’s บางแห่งทั่วโลก และ www.tods.com

038

ถอดรหัสพลังซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทย – ยกระดับอุตสาหกรรมสู่เวทีโลก

ถอดรหัสพลังซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทย - ยกระดับอุตสาหกรรมสู่เวทีโลก

ถอดรหัสพลังซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทย – ยกระดับอุตสาหกรรมสู่เวทีโลก

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.10 น.

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับ สถาบันอาหาร จัดงาน Exclusive Talk & Networking “ถ่ายทอดพลังซอฟต์พาวเวอร์ผ่านศาสตร์แห่งอาหารไทย สู่เวทีโลก” (Shaping Soft Power through Thai Cuisine toward Global Influence) ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท ถือเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของผู้ที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมอาหารไทย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอาหารไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์สำคัญของประเทศ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและยกระดับแบรนด์ประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในพิธีเปิดงานว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการผลักดันนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ที่ถือเป็นแนวทางการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ประกอบกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม “การปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ทันสมัย สะอาด สะดวก โปร่งใส” ผ่าน 3 ปฏิรูป (สู้ เซฟ สร้าง) โดยการปฏิรูปที่ 2 “เซฟ” คือการมุ่งเซฟพี่น้องอุตสาหกรรมไทย สร้างความเท่าเทียม สร้างรายได้ และสร้างโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจ สอดรับกับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาล ที่พัฒนาศักยภาพบุคลากร (Upskills , Reskills and New skills) สร้างคน สร้างอาชีพ เพื่อรองรับการปฏิรูปอุตสาหกรรม ผลักดันการจัดทำและรับรองมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ สำหรับแรงงานศักยภาพสูง และแรงงานทักษะสูง และเน้นสร้างความร่วมมือ บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนให้นโยบายบรรลุเป้าหมาย

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม จึงเร่งผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ในสาขาหลักที่ได้รับมอบหมายได้แก่ แฟชั่นและอาหาร โดยเฉพาะสาขาอาหารซึ่งประเทศไทยได้รับขนานนามว่าเป็น “ครัวของโลก” แต่การจะส่งเสริมให้อาหารไทยสามารถก้าวเข้าสู่ระดับสากลได้อย่างแท้จริง ต้องมีการสร้างแบรนด์ของอาหารไทยให้มีความเป็นสากลและสะท้อนถึงศาสตร์แห่งโภชนาการ สร้างมิติมุมมองในด้านวัฒนธรรมและมนต์เสน่ห์ความเป็นไทย โดยมอบหมายให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ให้เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม 

ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้กล่าวถึงการดำเนินโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหารของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ประจำปีงบประมาณ
พ.ศ. 2567 และ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อสร้างเชฟมืออาชีพจากทุกชุมชนทั่วประเทศและยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย ภายใต้ 4 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1. การยกระดับหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย 2.        การพัฒนาร้านอาหารเชฟชุมชน อาหารถิ่นอาหารไทย 3. การยกระดับศูนย์นวัตกรรมอาหารชุมชน 4. การส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน ซึ่งการจัดงาน Exclusive Talk & Networking ในวันนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้โครงการยกระดับหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการด้านอาหารในการขยายตลาดสู่สากล การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาธุรกิจด้านอาหาร รวมถึงการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการในวงการอาหารไทย โดยมีผู้เข้าร่วมงาน จำนวน 100 คน ประกอบด้วย ผู้ผลิตวัตถุดิบ เชฟผู้พัฒนาเมนู ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ ผู้ส่งออก จนถึงหน่วยงานด้านนโยบายและส่งเสริมของภาครัฐ นอกจากนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าว กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้สร้างครูผู้สอน (Train the Trainer) จำนวน 325 คน สร้างเชฟอาหารไทยมืออาชีพ (Master Thai Chef Program) จำนวน 1,300 คน พร้อมเข้ารับการทดสอบความรู้กับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมอนามัย อีกทั้งยังมีกิจกรรมเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมด้านการตลาดด้วยการให้ความรู้เรื่องการสร้างคอนเทนต์ ผ่านอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียง การเพิ่มองค์ความรู้ เพิ่มทักษะ (Upskill) ด้วยการนำ AI ยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ไทยในยุคดิจิทัล และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมผลักดันนโยบายซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหารอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้างเชฟอาหารไทยมืออาชีพและเชฟอาหารไทยร่วมสมัยทั่วประเทศ จำนวน 17,000 คน ผ่าน 3 แนวทาง คือ 1. สร้างสรรค์และต่อยอด โดยการใช้ “ความคิดสร้างสรรค์” และ “เทคโนโลยี” เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ต่อยอดต้นทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาสู่วัฒนธรรมสร้างสรรค์ 2. โน้มน้าว โดยการจูงใจให้เปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด หรือพฤติกรรมความชอบให้หันมาสนใจอาหารไทยมากขึ้น ผ่านการเล่าเรื่องราวที่มีคุณค่า มีความหมาย และ
3. เผยแพร่ ผ่านเครื่องมือต่าง ๆ เช่น Influencer ซีรีส์ ละครย้อนยุค เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ นำมาสู่การขยายโอกาสทางธุรกิจให้แก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ส่งเสริมให้ Soft Power อาหารไทย ก้าวไปสู่ระดับโลกต่อไป

ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยระบุว่า ในปี 2567 การส่งออกอาหารไทยสร้างรายได้สูงถึง 1.63 ล้านล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโต 7.3% จากปีก่อนหน้า และคาดการณ์ว่าในปี 2568 มูลค่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.75 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าอาหารที่หลากหลายและมีคุณภาพสูงเพื่อแข่งขันในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังเน้นถึงความสำคัญของ Gastronomy Tourism หรือการท่องเที่ยวผ่านประสบการณ์อาหารไทย ที่สามารถเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อน Soft Power ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ของการส่งเสริมอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการระดับชุมชน โดยกล่าวเสริมว่า “อาหารไทยไม่ใช่แค่เมนูจานหนึ่ง แต่เป็นเรื่องราวของชาติที่เราสามารถถ่ายทอดให้คนทั่วโลกหลงใหลและอยากสัมผัส”

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร

งานนี้ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในวงการอาหารร่วมแบ่งปันประสบการณ์ โดยมี อนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุดด้านการตลาด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “อาหารไทย: พลังแห่งซอฟต์พาวเวอร์สู่เวทีโลก – กลยุทธ์สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดสากล” นำเสนอแนวคิดการสร้าง Brand Thailand ผ่านอุตสาหกรรมอาหาร และกลยุทธ์ผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้แข็งแกร่งขึ้นในเวทีโลก

อนรรฆวี ชูรัตน์ 

นอกจากนี้ คิม สเต็ปเป้ ประธานกรรมการบริหารร้านอาหารบลู เอเลเฟ่นท์ ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองของทายาทรุ่นที่ 2 ในการขยายธุรกิจร้านอาหารไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สบาย สบาย” ซึ่งประสบความสำเร็จในการขยายสาขาและผลิตภัณฑ์อาหารไทยไปยังตลาดทั่วโลก

คิม สเต็ปเป้ ประธานกรรมการบริหารร้านอาหารบลู เอเลเฟ่นท์

ไฮไลท์สำคัญของงานคือการเสวนาในหัวข้อ “Soft Power อาหารไทย: โอกาส ความท้าทาย และอนาคตในมุมมองใหม่ในวงการอาหาร”  โดยมีผู้ร่วมเสวนาที่น่าสนใจ ได้แก่ เชฟเนตร (เนตรอำไพ สาระโกเศศ) Commentator รายการเชฟกระทะเหล็กและเจ้าของร้าน Triplets Brasserie สร้างสรรค์อาหารไทยสมัยใหม่ที่มุ่งเน้นการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ผสานเทคนิคการปรุงสมัยใหม่ นำเสนอมุมมองเรื่อง “อาหารไทย – อัตลักษณ์และการตีความในมุมมองเชฟรุ่นใหม่” อนุสร ตันเจริญ เจ้าของเพจเฟซบุ๊กและช่อง YouTube “ลุงอ้วน กินกะเที่ยว” มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคน แบ่งปันเรื่อง “Storytelling ด้านอาหาร” และ ฐากูร ชาติสุทธิผล Head of Innovation POS and Merchant Solution (LINE MAN Wongnai) ร่วมแชร์แนวคิดด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในธุรกิจอาหาร

ในงานยังมีการจัด Showcase สัมผัสรสชาติอาหารว่างแบบไทย อาทิ ช่อม่วงจากผู้เข้าอบรมหลักสูตรเชฟอาหารไทยมืออาชีพ และเมี่ยงคำกลีบบัวจากร้านภายใต้โครงการ Local Chef พร้อมกับการนำเสนอวิดีโอ 15 Influencer ในแนวคิด “ทำกินได้ ทำขายดี” รวมถึง Soft Power Beyond Food ที่ผสมผสานศิลปะด้านแฟชั่นและดนตรี

กรุงเทพประกันภัย ประชุมตัวแทนและนายหน้าบุคคล ภายใต้แนวคิด Unlocking Excellence

กรุงเทพประกันภัย ประชุมตัวแทนและนายหน้าบุคคล ภายใต้แนวคิด Unlocking Excellence

กรุงเทพประกันภัย ประชุมตัวแทนและนายหน้าบุคคล ภายใต้แนวคิด Unlocking Excellence

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.52 น.

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) จัดประชุมตัวแทนและนายหน้าบุคคล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “Unlocking Excellence” ปลดล็อกความสำเร็จสู่ความเป็นเลิศในทุกๆ ด้าน โดยรวมสุดยอดตัวแทนและนายหน้าบุคคลจากทั่วประเทศ เพื่อให้ทิศทางการทำงาน เป้าหมาย และแผนส่งเสริมการขายของปี 2568 เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ และมุ่งสู่เป้าหมายในการสร้างความเป็นเลิศและก้าวไปสู่ความสำเร็จไปพร้อมกัน พร้อมมอบรางวัลตัวแทนและนายหน้าบุคคลดีเด่น ประจำปี 2567 และยังได้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์เพื่อแทนคำขอบคุณที่ให้การสนับสนุนบริษัทฯ ด้วยดีตลอดมา

โดยในภาคบ่าย ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร ได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “2025 จะอยู่กับความวุ่นวายในโลกที่สับสนกันอย่างไร” เพื่อให้ตัวแทนและนายหน้าบุคคลได้ทราบถึงสถานการณ์ของเศรษฐกิจทั่วโลก และการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยจะเป็นไปในทิศทางใด  ท่ามกลางความท้าทายของโลกที่มีความผันผวน ความไม่แน่นอน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดเวลา เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานรองรับความท้าทายและโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  นอกจากนี้ ปวีณา จูชวน ผู้อำนวยการใหญ่ , จักรกริช ชีวนันทพรชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ และคณะผู้บริหารยังได้ร่วมให้นโยบาย ทิศทางการดำเนินงานของบริษัทฯ และเป้าหมายของปี 2568 รวมถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัย และโครงการส่งเสริมการขายที่น่าสนใจ เพื่อนำไปกำหนดกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน มุ่งสู่ความเป็นเลิศที่โดดเด่นในทุกๆ ด้าน สอดรับกับแนวคิด Unlocking Excellence

จากนั้นในช่วงค่ำ บริษัทฯ ได้จัดงานเลี้ยงขอบคุณและมอบรางวัลอันทรงเกียรติให้แก่ตัวแทนและนายหน้าบุคคล โดย ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร มอบรางวัลให้แก่ตัวแทนและนายหน้าบุคคลที่มีผลงานยอดเยี่ยมในแต่ละประเภท ประจำปี 2567 จำนวน 13 รางวัล โอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของบริษัทฯ ร่วมแสดงความยินดีท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ภายในงานยังมีกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมาย ปิดท้ายด้วยการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากโต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร มาร่วมส่งมอบความสุขและความประทับใจในค่ำคืนสุดพิเศษ ณ โรงแรม Avani+ Riverside Bangkok Hotel กรุงเทพฯ

038

ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร

ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร

มอบรางวัลแก่ตัวแทนและนายหน้าบุคคลที่มีผลงานยอดเยี่ยมแต่ละประเภท

มอบรางวัลแก่ตัวแทนและนายหน้าบุคคลที่มีผลงานยอดเยี่ยมแต่ละประเภท

จักรกริช ชีวนันทพรชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่

จักรกริช ชีวนันทพรชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่

ปวีณา จูชวน ผู้อำนวยการใหญ่

ปวีณา จูชวน ผู้อำนวยการใหญ่

งานเลี้ยงสังสรรค์แทนคำขอบคุณ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง

งานเลี้ยงสังสรรค์แทนคำขอบคุณ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง

โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป เผยโฉม ‘ORBIX’ มิติใหม่ของการทำงานและการใช้ชีวิต

โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป เผยโฉม ‘ORBIX’ มิติใหม่ของการทำงานและการใช้ชีวิต

โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป เผยโฉม ‘ORBIX’ มิติใหม่ของการทำงานและการใช้ชีวิต

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.49 น.

บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านเฟอร์นิเจอร์สำนักงานและไลฟ์สไตล์ไอเท็มมากว่า 45 ปี เปิดตัว “ORBIX” คอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์ทำงานที่ตอบโจทย์โลกอนาคต ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์แนวคิด Hybrid Work & Living อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “WORK. MOVE. MORE. เวิร์คสมูท มูฟสมาร์ท ชาร์จติดทุกไอเดีย” ที่สะท้อนถึงการทำงานที่ลื่นไหล ยืดหยุ่น และปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระ ด้วยดีไซน์ที่ โมดูล่าร์ (Modular), คล่องตัว (Flexible), และรองรับการใช้งานแบบอัจฉริยะ (Smart Integration)

กิติพัฒก์ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แนวคิดสำนักงานแบบเดิมกำลังถูกปรับเปลี่ยน หลายองค์กรเลือกใช้พื้นที่สำนักงานแบบยืดหยุ่นแทนการลงทุนในโครงสร้างถาวร ขณะที่พนักงานเองก็ต้องการพื้นที่ทำงานที่รองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมากขึ้น ORBIX จึงถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าเฟอร์นิเจอร์ แต่เป็น ‘Ecosystem ของพื้นที่ทำงาน’ ที่สามารถเคลื่อนย้าย ปรับเปลี่ยน และต่อขยายได้ตามความต้องการ โดยไม่มีข้อจำกัดของพื้นที่อีกต่อไป รวมถึงยังสามารถ Customize ได้ตามรูปแบบของแต่ละองค์กร ความตั้งใจของเราสำหรับคอลเลคชั่นนี้ เราไม่ได้ออกแบบ Office Furniture แต่เราออกแบบ Working Furniture นั่นหมายความว่าสินค้าในคอลเลคชั่นนี้ทั้งหมด ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้ในพื้นที่ออฟฟิศ สามารถใช้งานที่ไหนก็ได้ แต่ยังคงต้องตอบโจทย์สำหรับการทำงาน ”

จุดเด่นของ ORBIX คือ พลิกโฉมการทำงานแบบเดิมสู่อนาคตของ Hybrid Work & Living  เพราะโมเดอร์นฟอร์มเชื่อว่า “พื้นที่ทำงานที่ดีควรออกแบบให้ยืดหยุ่น คล่องตัว และตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์การทำงาน” ORBIX ถูกพัฒนาให้รองรับการทำงานที่มากกว่าการนั่งโต๊ะ แต่สามารถรองรับทั้ง การประชุม, การแลกเปลี่ยนไอเดีย, พื้นที่รีแล็กซ์ และการใช้งานร่วมกันในพื้นที่ส่วนกลาง เป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตของการทำงานที่สมดุลระหว่าง Productivity และ Well-being พร้อมช่วยให้องค์กร ปรับตัวตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลง คล่องตัวในการออกแบบพื้นที่ทำงาน และเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์โลกธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สัมผัสประสบการณ์การทำงานไปกับเฟอร์นิเจอร์แห่งอนาคต กับคอลเลคชั่น ORBIX ได้แล้ววันนี้ ที่โมเดอร์นฟอร์ม สาขาเพลินจิต และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.modernform.co.th, Facebook: Modernform Furniture, Modernform Thailand, LINE: @ModernformFurniture

038

ส้มตำนัว เปิดแฟล็กชิปสโตร์ใหม่ ปักหมุดความแซ่บนัวกลางเอกมัย

ส้มตำนัว เปิดแฟล็กชิปสโตร์ใหม่ ปักหมุดความแซ่บนัวกลางเอกมัย

ส้มตำนัว เปิดแฟล็กชิปสโตร์ใหม่ ปักหมุดความแซ่บนัวกลางเอกมัย

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.45 น.

ร้านอาหารอีสานชื่อดัง ส้มตำนัว เปิดตัวสาขาใหม่ล่าสุดในรูปแบบ Stand Alone ที่ซอยเอกมัย 6 ด้วยคอนเซ็ปต์ Day to Night, Always Somtam! มาพร้อมประสบการณ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม นั่นคือการผสานความจัดจ้านของอาหารอีสานแท้ๆ เข้ากับศิลปะของเครื่องดื่มค็อกเทล พร้อมบรรยากาศสุดชิคที่สามารถนั่งแฮงเอ้าท์ได้ตลอดวันจนถึงค่ำ 

งานนี้เจ้าของร้านส้มตำนัวอย่าง ดี้-สุธาชล และ มี่-เนตรดาว วัฒนะสิมากร  ต้อนรับอย่างเป็นกันเอง โดยมีคนดังมาร่วมแสดงความยินดี นำโดย แต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์, โดนัท–มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล, ตาม จำนงค์อาษา, ไอซ์-อมีนา กูล, โอ่ง-กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์, หมู-จุฬาลักษณ์ ปิยะสมบัติกุล, ออม-นวดี โมกขะเวส ฯลฯ

สาขาเอกมัย 6 นี้ถือเป็นแฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ของส้มตำนัว ที่จะมาพร้อมการยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารอีสานไปอีกขั้น นอกเหนือจากเมนูซิกเนเจอร์ที่ทุกคนคุ้นเคย อาทิ ไก่ตะกร้า ตำมั่ว และผัดขนมจีน ที่ยังคงรสชาติความอร่อยแบบดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทางร้านยังได้สร้างสรรค์เมนูพิเศษสไตล์อีสานแท้ๆ สำหรับสาขานี้โดยเฉพาะ อาทิ จังโก้กระทะร้อน (หมู/เนื้อริบอาย) จังโก้เป็นเมนูอาหารอีสานที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อ มีต้นกำเนิดมาจาก จ.หนองคาย เป็นเมนูที่นำเสื้อสัตว์มาผัดกับเครื่องแกงสมุนไพรรสชาติเผ็ดร้อน ลักษณะจะคล้ายๆกับผัดกะเพราผสมผัดขี้เมา,คอหมูย่าง/เนื้อริบอายราดแจ่วกระทะร้อน รสชาติแจ่วของร้านส้มตำนัว รับประกันความแซ่บไม่เหมือนใคร, กุ้งฝอยทอด ชาวอีสานนิยมนำคลุกแป้งบางๆ หรือคั่วกับสมุนไพร นำมาทานแกล้มคู่กับส้มตำ, หมกหมูหม้อดิน นำสันคอหมูและเครื่องปรุงต่างๆ มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน รสชาติเข้มข้น หอมเครื่องสมุนไพร มีความข้นเล็กน้อยจากข้าวเบือ และกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากการหมกในหม้อดิน  และยังมีเมนูพิเศษอื่นๆอีกมากมาย เพื่อให้ลูกค้าได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนใคร

ไม่เพียงเท่านั้น “ส้มตำนัว” ยังเปิดประสบการณ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม นั่นคือการผสานความจัดจ้านของอาหารอีสานเข้ากับศิลปะของเครื่องดื่มค็อกเทล โดยมิกโซโลจิสต์มากฝีมือ ได้นำแรงบันดาลใจจากสุราพื้นบ้านของภาคอีสาน มาสร้างสรรค์ค็อกเทลสุดพิเศษ นำเสนอรสชาติที่ล้ำสมัยและน่าค้นหา ค็อกเทลแต่ละแก้ว คือการเดินทางสู่ดินแดนอีสาน ด้วยส่วนผสมที่คัดสรรมาจากวัตถุดิบเด่นๆของภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ สมุนไพรกลิ่นหอม หรือเครื่องเทศรสเผ็ดร้อน ทุกองค์ประกอบถูกนำมาผสมผสานอย่างลงตัว นอกจากนี้ ยังเอาใจสายหวานด้วยเครื่องดื่มมอกเทลสูตรเฉพาะ ที่จะมาช่วยเสริมรสชาติอาหารและสร้างบรรยากาศในการทานอาหารให้ดียิ่งขึ้น

รูปแบบใหม่ของร้านส้มตำนัวแห่งนี้ ถือเป็นการยกระดับอาหารอีสาน พร้อมสร้าง Personal Branding ไปอีกขั้นของรูปแบบอาหารอีสานพื้นบ้านแบบเดิมๆ และเพิ่มความพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเมนูพิเศษ ดนตรีสด การตบแต่งร้านที่พิเศษไม่เหมือนใคร และมีมุมพิเศษสำหรับ Pet parents ซึ่งในด้านรสชาติของอาหารยังคงยึดรสชาติแบบออริจินอลอีสานแท้ๆ ที่มาจากอุดร

ร้านส้มตำนัว เอกมัย เปิดทุกวันเวลา 11.00 – 24.00 น.  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.facebook.com/somtamnuathailand หรือ IG : somtamnua

038

สยามพารากอนเนรมิตแฟชั่นอีเว้นท์ระดับโลก เผยโฉมคอลเลคชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2025 กว่า 70 แบรนด์

สยามพารากอนเนรมิตแฟชั่นอีเว้นท์ระดับโลก เผยโฉมคอลเลคชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2025 กว่า 70 แบรนด์

สยามพารากอนเนรมิตแฟชั่นอีเว้นท์ระดับโลก เผยโฉมคอลเลคชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2025 กว่า 70 แบรนด์

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.28 น.

ปิดฉากลงอย่างร้อนแรงกับปรากฏการณ์แฟชั่นแห่งปี “Siam Paragon World Fashion Trend Spring/Summer 2025” สร้างที่สุดแห่งปรากฏการณ์แฟชั่นระดับโลก ยกทัพแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับเวิลด์คลาสกว่า 70 แบรนด์ และสุดยอดแบรนด์ไทยชั้นนำ ร่วมเผยโฉมคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนใหม่ล่าสุดแห่งปี 2025 รับฤดูกาลแห่งแฟชั่นโลก

สยามพารากอน ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางแห่งแฟชั่นระดับโลก “World-class Fashion Destination” ผนึกกำลัง พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์, ธนาคารกสิกรไทย และ แมค คอสเมติกส์ ไทยแลนด์ เนรมิตปรากฏการณ์แฟชั่นแห่งปี โดยได้รับเกียรติจาก สรัลธร อัศเวศน์ และ ธณพร ตันติยานนท์ ผู้บริหารสยามพารากอน พร้อมด้วย เสาวลักษณ์ วิบูลย์ ธนภัณฑ์ ผู้บริหารเดอะมอลล์ กรุ๊ป และ ชัชวาลย์ แสงปรีดีกรณ์ ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทย มาร่วมงาน

ครั้งแรก!! กับการรวมตัวเหล่าศิลปินดาราผู้ทรงอิทธิพลด้านแฟชั่น ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Brand Ambassador หรือ Friend of the House ของลักซ์ชูรี่แบรนด์ระดับโลกกว่า 20  คนที่ร่วมมาเป็นแขกคนสำคัญพร้อมอัปเดตลุคประจำฤดูกาลอันร้อนแรง  อาทิ ไบรท์-วชิรวิชญ์ ชีวอารี ในลุคของ BURBERRY, ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ ในลุคของ GUCCI, คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส ในลุคของ DIOR, วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร ในลุคของ PRADA, ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน ในลุคของ LOEWE, สกาย-วงศ์รวี นทีธร ในลุคของ LOUIS VUITTON, นานิ-หิรัญกฤษฎิ์ ช่างคำ ในลุคของ DOLCE & GABBANA, ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร ในลุคของ LORO PIANA, ปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์ ในลุคของ VERSACE, ดิว-จิรวรรตน์ สุทธิวณิชศักดิ์ ในลุคของ BOTTEGA VENETTA, นนน-กรภัทร์ เกิดพันธุ์ ในลุคของ COACH

นอกจากนี้ ยังมีทัพศิลปิน-ดารา ที่มาร่วมเป็นแขกคนสำคัญ อาทิ มีน-นิชคุณ ขจรบริรักษ์ ในลุคของ FENDI, ปิง – กฤตนัน อัญชนานันท์ ในลุคของ BALENCIAGA, ดัง-ณัฎฐ์ฐชัย บุญประเสริฐ ในลุคของ CELINE, บลู-พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ ในลุคของ VALENTINO, มิ้ลค์-พรรษา วอสเบียน ในลุคของ SAINT LAURENT, อองรี-ออสการ์ เอ็ดเวิร์ด วัตราเศรษฐ์ ในลุคของ THOM BROWNE, เพิร์ธ-ธนพนธ์ สุขุมพันธนาสาร ในลุคของ AMI PARIS, วิลเลี่ยม-จักรภัทร แก้วพันธุ์พงษ์ ในลุคของ OFF-WHITE, กร วรรณไพโรจน์ ในลุคของ ZEGNA และเหล่านางแบบ นายแบบร่วมนำเสนอลุคสปริง/ซัมเมอร์ รวมกว่า 100 คน  

เพื่อฉลองฤดูกาลแห่งแฟชั่น สยามพารากอน ยังเอาใจคนรักแฟชั่นด้วยกิจกรรมแฟชั่นจากเหล่าลักซ์ชูรี่แบรนด์ไม่ว่าจะเป็น Pop-Up สุดพิเศษ, Private Viewing, นิทรรศการภาพถ่ายจากเซเลบิตี้ในลุคสุดฮอตจากแบรนด์ต่างๆ  และกิจกรรมอีกมากมายตลอดเดือนมีนาคม นี้  พร้อมด้วยสิทธิประโยชน์สุดพิเศษมากมายให้เหล่าแฟชั่นนิสต้าได้ช้อปปิ้งไอเท็มโปรดได้อย่างจุใจและคุ้มค่าตลอด 1 เดือนเต็ม

ติดตามรายละเอียดเงื่อนไขในการเข้าร่วมกิจกรรมได้ทาง Facebook  และ Instagram: Siam Paragon และ ONESIAM SuperApp

038

คิมเบอร์ลี่ ในลุคของ DIOR

คิมเบอร์ลี่ ในลุคของ DIOR

ใหม่-ดาวิกา ในลุคของ GUCCI

ใหม่-ดาวิกา ในลุคของ GUCCI

วิน-เมธวิน ในลุคของ PRADA

วิน-เมธวิน ในลุคของ PRADA

มิ้ลค์-พรรษา ในลุคของ SAINT LAURENT

มิ้ลค์-พรรษา ในลุคของ SAINT LAURENT

ภูวินทร์ ในลุคของ LOEWE

ภูวินทร์ ในลุคของ LOEWE

ปอนด์-ณราวิชญ์ ในลุคของ VERSACE

ปอนด์-ณราวิชญ์ ในลุคของ VERSACE

ไบรท์-วชิรวิชญ์ ในลุคของ BURBERRY

ไบรท์-วชิรวิชญ์ ในลุคของ BURBERRY

นานิ-หิรัญกฤษฎิ์ ในลุคของ DOLCE & GABBANA

นานิ-หิรัญกฤษฎิ์ ในลุคของ DOLCE & GABBANA

นนน-กรภัทร์ ในลุคของ COACH

นนน-กรภัทร์ ในลุคของ COACH

ต่อ-ธนภพ ในลุคของ LORO PIANA

ต่อ-ธนภพ ในลุคของ LORO PIANA

ดิว-จิรวรรตน์ ในลุคของ BOTTEGA VENETTA

ดิว-จิรวรรตน์ ในลุคของ BOTTEGA VENETTA