ทำเนียบขาวปัดขัดคำสั่งผู้พิพากษา กรณีเนรเทศสมาชิกแก๊งเวเนซุเอลา

ทำเนียบขาวปัดขัดคำสั่งผู้พิพากษา กรณีเนรเทศสมาชิกแก๊งเวเนซุเอลา

18 มี.ค. 2568 03:41 น.

ทำเนียบขาวปัดขัดคำสั่งผู้พิพากษา กรณีเนรเทศสมาชิกแก๊งเวเนซุเอลา

ทำเนียบขาวยืนยัน ไม่ได้ขัดคำสั่งผู้พิพากษา กรณีเนรเทศชาวเวเนซุเอลาผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกแก๊งอาชญากรรม โดยการส่งตัวเกิดขึ้นก่อนผู้พิพากษามีคำสั่ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 มี.ค. 2568 ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของกลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่ระบุว่ารัฐบาลขัดคำสั่งผู้พิพากษา กรณีบังคับใช้กฎหมายเก่าที่ไม่ได้ใช้มาตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเนรเทศสมาชิกแก๊งชาวเวเนซุเอลาจำนวนมากกว่า 250 คนไปขังคุกที่เอลซัลวาดอร์

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ นำตัวชาวเวเนซุเอลากว่า 238 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกแก๊ง “เทรน เด อารากัว” (Tren de Aragua) กับอีก 23 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกแก๊ง MS-13 ขึ้นเครื่องบินเดินทางไปเข้าคุกที่ประเทศเอลซัลวาดอร์ ตามข้อตกลงที่ทั้งสองชาติทำไว้ร่วมกัน

การเนรเทศดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่นาย เจมส์ โบสเบิร์ก ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ มีคำสั่งเมื่อวันเสาร์ ให้ระงับการเนรเทศที่เกิดขึ้นภายใต้ประกาศของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บังคับใช้ “กฎหมายศัตรูต่างด้าว” (Alien Enemies Act) ปี 2341 ซึ่งอนุญาตให้รัฐบาลเนรเทศคนต่างด้าวในช่วงเวลาเกิดสงครามหรือการรุกราน โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตามปกติ

เบื้องต้นกลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมากล่าวหารัฐบาลทรัมป์ว่าละเมิดคำสั่งผู้พิพากษา พร้อมตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมในการใช้กฎหมายนี้ของนายทรัมป์

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์กล่าวหาสมาชิกแก๊ง เทรน เด อารากัว ว่า พยายามรุกรานและโจมตีดินแดนของสหรัฐอเมริกา แต่ทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และเอลซัลวาดอร์ ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับชาวเวเนซุเอลาที่ถูกจับกุม หรือให้รายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการก่ออาชญากรรม หรือการเป็นสมาชิกแก๊งของพวกเขา

ในวันจันทร์ ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ตอบโต้ข้อกล่าวหาของกลุ่มสิทธิฯ ว่า คำสั่งของนายโบสเบิร์กต่างหากที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคำสั่งออกมาหลังจากที่ชาวเวเนซุเอลากลุ่มนี้ถูกเนรเทศออกไปแล้ว

อนึ่ง ชาวเวเนซุเอลากลุ่มนี้ถูกส่งตัวไปเอลซัลวาดอร์ด้วยเครื่องบิน 3 ลำ โดย 2 เที่ยวบินแรกเดินทางออกจากรัฐเท็กซัสในเวลา 17.25 น. กับ 17.44 น. วันเสาร์ที่ 15 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น จากนั้นเวลา 18.05 น. ผู้พิพากษาโบสเบิร์กจึงมีคำสั่งห้าม ตามด้วยออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรในเวลา 19.26 น. ก่อนเที่ยวบินที่ 3 จะออกเดินทางราว 10 นาที

ทำเนียบขาวบอกอีกว่า กฎหมายศัตรูต่างด้าว ถูกบังคับใช้ในกระบวนการเนรเทศของผู้ถูกจับกุม 137 คนจากทั้งหมด 261 คนเท่านั้น และไม่มีการเปิดเผยว่า คนอื่นๆ ถูกเนรเทศด้วยเหตุผลใด

ด้านญาติของผู้ถูกเนรเทศหลายราย ออกมายืนยันกับสื่อท้องถิ่นในสหรัฐฯ ว่า บุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขาไม่มีความเกี่ยวข้องกับแก๊งใดๆ แต่ทำเนียบขาวยืนยันว่า พวกเขามั่นใจว่าชาวเวเนซุเอลากลุ่มนี้เป็นสมาชิกแก๊งอาชญากรรม ตามข้อมูลข่าวกรองที่พวกเขาได้รับมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ พบหวัดนกสายพันธุ์ H7N9 ระบาดในสัตว์ปีกครั้งแรกในรอบ 8 ปี

สหรัฐฯ พบหวัดนกสายพันธุ์ H7N9 ระบาดในสัตว์ปีกครั้งแรกในรอบ 8 ปี

18 มี.ค. 2568 02:31 น.

สหรัฐฯ พบหวัดนกสายพันธุ์ H7N9 ระบาดในสัตว์ปีกครั้งแรกในรอบ 8 ปี

สหรัฐฯ พบการระบาดของไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์อันตราย H7N9 ในฟาร์มสัตว์ปีกเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ยังไม่พบติดต่อสู่คน

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 มี.ค. 2568 ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พวกเขาพบการระบาดของไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ “H7N9” ในฟาร์มสัตว์ปีกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 ในขณะที่พวกเขากำลังหาทางรับมือกับการระบาดของไวรัสไข้หวัดนกอีกสายพันธุ์ ซึ่งทำให้ราคาไข่ไก่พุ่งทุบสถิติ และมีมนุษย์ติดเชื้อไปแล้วหลายคน

การระบาดของไข้หวัดนกสายพันธุ์ H7N9 ล่าสุดในสหรัฐฯ พบที่ฟาร์มไก่แห่งหนึ่งในเมืองโนซูบี รัฐมิสซิสซิปปี ซึ่งมีไก่อยู่ 47,654 ตัว โดยการระบาดได้รับการยืนยันเมื่อ 13 มี.ค.

ทั้งนี้ การระบาดของไข้หวัดใหญ่ในสัตว์ปีก หรือที่รู้จักกันในชื่อ ไข้หวัดนก เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและทำให้ราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้น มันยังแพร่ไปสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด รวมถึงโคนมในสหรัฐฯ จนรัฐบาลในหลายประเทศกังวลว่า นี่จะกลายเป็นการระบาดทั่วโลกครั้งใหม่

ไข้หวัดนกสายพันธุ์ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพในสหรัฐฯ คือเชื้อสายพันธุ์ H5N1 ส่วนเชื้อ H7N9 มีอัตราทำให้เสียชีวิตสูงกว่า โดยนับตั้งแต่เกิดการระบาดที่จีนในปี 2556 มีมนุษย์ติดเชื้อชนิดนี้แล้ว 1,568 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตถึง 616 ศพ หรือ 39%

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ไวรัสไข้หวัดนกทั้ง 2 สายพันธุ์ จะติดต่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

นาซายืนยัน 2 นักบินอวกาศที่ติดบน ISS จะได้กลับโลกวันอังคารนี้

นาซายืนยัน 2 นักบินอวกาศที่ติดบน ISS จะได้กลับโลกวันอังคารนี้

18 มี.ค. 2568 00:26 น.

นาซายืนยัน 2 นักบินอวกาศที่ติดบน ISS จะได้กลับโลกวันอังคารนี้

(ภาพจาก AFP PHOTO / NASA TV)

นาซายืนยัน 2 นักบินอวกาศที่ติดค้างอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติมานานกว่า 9 เดือน จะได้กลับโลกในวันอังคารนี้ ด้วยยานของสเปซเอ็กซ์

สำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซา ยืนยันว่า นายบุตช์ วิลมอร์ กับ น.ส.สุนี วิลเลียมส์ 2 นักบินอวกาศที่ติดอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติมานานกว่า 9 เดือน ทั้งที่ภารกิจควรใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ จะได้เดินทางกลับโลกในช่วงเย็นวันอังคารที่ 18 มี.ค. 2568 นี้

นายวิลมอร์กับ น.ส.วิลเลียมส์ จะโดยสารแคปซูล “ครูว์ดราก้อน” (Crew Dragon) ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ กลับโลกพร้อมกับนาย นิค เฮก นักบินอวกาศของนาซา และนาย อเล็กซานเดอร์ กอร์บูนอฟ นักบินอวกาศของรอสคอสมอส รัสเซีย หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ นาซาส่งนักบินอวกาศ 4 คนขึ้นมาสับเปลี่ยนกับพวกเขาแล้ว

ทั้งนี้ นายวิลมอร์กับ น.ส.วิลเลียมส์ติดอยู่ใน ISS มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 หลังจากพวกเขาโดยสารยาน “สตาร์ไลเนอร์” ของบริษัท โบอิ้ง ขึ้นมาบนสถานีอวกาศนานาชาติในเที่ยวบินทดสอบ แต่ยานลำนี้กลับเกิดปัญหามากมาย จนไม่สามารถพาทั้งคู่กลับลงมายังโลกได้

แถลงการณ์ของ นาซา ในช่วงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ระบุว่า พวกเขาจะดำเนินหน้าแผนการพานักบินอวกาศที่ติดค้างทั้ง 2 คนกลับโลก โดยยานจะลงจอดในมหาสมุทรนอกชายฝั่งรัฐฟลอริดา ในเวลาประมาณ 17.57 วันอังคารที่ 18 มี.ค. หรือเวลา 5.57 น. วันพุธ ตามเวลาฮ่องกง

สำหรับ นายวิลมอร์กับ น.ส.วิลเลียมส์ นี่จะถือเป็นจุดสิ้นสุดวิบากกรรมของพวกเขา ที่ต้องติดอยู่บน ISS นานถึง 9 เดือน ซึ่งนานกว่าระยะเวลามาตรฐานของนาซาที่ 6 เดือนไปมาก

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่ทั้งคู่ติดอยู่บน ISS ก็ยังสั้นกว่านาย แฟรงก์ รูบิโอ นักบินอวกาศของนาซา ที่ต้องอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาตินานถึง 371 วัน หรือเจ้าของสถิติโลกอย่างนาย วาเลรี โปลยาคอฟ ที่อยู่บนสถานีอวกาศ “มีร์” ของรัสเซียนาน 437 วัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ลี เชา คี มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของฮ่องกง เสียชีวิตแล้ว ในวัย 97 ปี

ลี เชา คี มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของฮ่องกง เสียชีวิตแล้ว ในวัย 97 ปี

17 มี.ค. 2568 23:39 น.

ลี เชา คี มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของฮ่องกง เสียชีวิตแล้ว ในวัย 97 ปี

ลี เชา คี เจ้าพ่อธุรกิจและมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของฮ่องกง ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยร่ำรวยที่สุดในทวีปเอเชีย เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุได้ 97 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายลี เชา คี นักธุรกิจใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ ผู้ก่อตั้งบริษัท “เฮนเดอร์สัน แลนด์” และหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดบนเกาะฮ่องกง ถึงแก่กรรมแล้วในวันจันทร์ที่ 17 มี.ค. 2568 ขณะมีอายุได้ 97 ปี โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดแต่อย่างใด

นายลี หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “ลุงสี่” เนื่องจากเป็นลูกคนที่ 4 ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด เกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจค้าเงินและทองในมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศจีน

เขาย้ายไปอยู่ฮ่องกงตอนอายุ 20 ปี และก่อตั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของตัวเองชื่อว่า “เฮนเดอร์สัน แลนด์” ในปี 1963 และดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารเป็นเวลานานกว่า 40 ปี จนกระทั่งเกษียณอายุในเดือนพฤษภาคม 2562 และลูกชายทั้ง 2 คนของเขาได้แก่ ปีเตอร์ กับ มาร์ติน ลี ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารบริษัทร่วมกัน

ในปี 2539 นายลีเคยถูกยกเป็นชายที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย และมีทรัพย์สินมากที่สุดอันดับ 4 ของโลก แต่ตามการจัดอันดับของฟอร์บส์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายลีมีทรัพย์สินสุทธิทั้งสิ้น 2.92 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เขาเป็นผู้ร่ำรวยที่สุดอันดับ 2 ของฮ่องกง และอันดับ 63 ของโลก

นายลีก็เหมือนเช่นตระกูลนักธุรกิจใหญ่อื่นๆ ในฮ่องกง อาณาจักรธุรกิจของเขาขยายไปไกลกว่าแค่อสังหาริมทรัพย์ โดยมีหุ้นส่วนในบริษัทมากมายตั้งแต่ด้านพลังงาน ไปจนถึงค้าปลีก และการขนส่ง นอกจากนั้นเขายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอดีตผู้นำจีนแผ่นดินใหญ่หลายคน

นายลียังแตกต่างจากเศรษฐีรุ่นใหม่ของฮ่องกง ที่มักเก็บตัวเงียบไม่ออกมาเคลื่อนไหวให้เป็นจุดสนใจ แต่นายลีออกมาพูดถึงปัญหาสังคมหลายอย่าง รวมถึงเคยเรียกร้องไม่ให้คนหนุ่มสาวแต่งงานเร็ว หากยังไม่มีรายได้ที่มั่นคง รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการมีลูกจะทำให้ตั้งตัวยาก

ลุงสี่ผู้นี้ยังเป็นที่รู้จักเรื่องความใจบุญ โดยเขาบริจาคทรัพย์สินไปหลายพันล้านดอลลาร์แล้ว ทั้งในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ โดยในปี 2561 เขาให้คำมั่นว่าจะบริจาคเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกงให้แก่องค์กรการกุศลต่างๆ หากดัชนีหุ้นฮั่งเส็งเพิ่มขึ้นจนแตะ 30,000 จุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ยืนยันนัดคุยปูติน 18 มีนา ยุติสงครามยูเครนรัสเซีย

ทรัมป์ยืนยันนัดคุยปูติน 18 มีนา ยุติสงครามยูเครนรัสเซีย

17 มี.ค. 2568 14:09 น.

ทรัมป์ยืนยันนัดคุยปูติน 18 มีนา ยุติสงครามยูเครนรัสเซีย

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ยืนยันจะพบปะพูดคุยกับนายวลาดิเมียร์ ปูตินผู้นำรัสเซียในวันอังคารนี้ เพื่อหารือยุติสงครามยูเครน

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน แอร์ ฟอร์ซ วัน ระหว่างเดินทางกลับวอชิงตันจากฟลอริดาในช่วงดึกว่า เขาจะพูดคุยกับประธานาธิบดีปูตินในวันอังคารที่ 18 มีนาคมนี้ เพื่อดูว่ามีโอกาสทำให้สงครามยูเครนยุติลงหรือไม่ โดยเขาคิดว่ามีโอกาสที่ดีมากในการเจรจาครั้งนี้

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงื่อนไข ทรัมป์กล่าวว่าจะมีการพูดคุยเรื่องดินแดนและโรงไฟฟ้า โดยผู้นำสหรัฐฯ คิดว่าทั้งยูเครนและรัสเซีย ได้พูดคุยเรื่องนี้กันมากแล้ว โดยกำลังเจรจาเกี่ยวกับผลประโยชน์บางอย่าง

ก่อนหน้านี้ทรัมป์พยายามผลักดันให้ปูตินสนับสนุนข้อเสนอหยุดยิง 30 วัน ซึ่งยูเครนได้ตอบรับไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังคงโจมตีทางอากาศอย่างหนักในช่วงสุดสัปดาห์

ขณะเดียวกันกองทัพรัสเซียก็เคลื่อนไหวกดดันขับไล่กองกำลังยูเครน ออกจากพื้นที่ยึดครองในแคว้นคูร์สก์ ทางตะวันตกของรัสเซีย ซึ่งยูเครนครอบครองมานานหลายเดือน

เมื่อวันศุกร์ ทรัมป์โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่าเขาได้ร้องขออย่างหนักแน่น ให้ปูตินอย่าสังหารทหารยูเครนหลายพันนาย ที่รัสเซียกำลังขับไล่ออกจากแคว้นคูร์สก์ โดยปูตินตอบรับว่าเขาจะทำตามคำขอของทรัมป์ หากทหารยูเครนยอมจำนน

ในรายการข่าววันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ได้แก่ วิทคอฟฟ์, มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และไมค์ วอลต์ซ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทรัมป์ ต่างย้ำว่ายังมีอุปสรรคที่ต้องแก้ไขก่อนที่รัสเซียจะยอมรับข้อตกลงหยุดยิง และยิ่งไปกว่านั้น การหาทางยุติสงครามอย่างถาวรเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ขณะที่รูบิโอกล่าวในรายการของ CBS ว่าข้อตกลงสันติภาพสุดท้ายจะต้องผ่านการทำงานหนักและการประนีประนอมทั้งจากรัสเซียและยูเครน และยังเป็นเรื่องยากที่จะเริ่มต้นการเจรจาตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังคงยิงใส่กัน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ยูเครน

บุกทำเนียบฯ!ม็อบ19จังหวัดจี้รัฐบาลแก้ปลาหมอคางดำระบาดหนัก

บุกทำเนียบฯ!ม็อบ19จังหวัดจี้รัฐบาลแก้ปลาหมอคางดำระบาดหนัก

บุกทำเนียบฯ!ม็อบ19จังหวัดจี้รัฐบาลแก้ปลาหมอคางดำระบาดหนัก

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.37 น.

เกษตรกรกลุ่มปลาหมอคางดำ 19 จังหวัดปักหลักชุมนุมหน้า  สปก. รองรัฐบาลแก้ปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำที่กระทบต่อระบบนิเวศพร้อมชดใช้ค่าเสียหายกับผู้ได้รับผลกระทบ  “นฤมลส่งอธิบดีประมงเจรจาม็อบ ปลาหมอคางดำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเรียกร้องเรื่องปลาหมอคางดำ 19 จังหวัดประมาณ 200 คน นำโดย นายธีระ วงศ์เจริญ แกนนำกลุ่มเรียกร้องเรื่อง ปลาหมอคางดำ 19  จังหวัด มีการเรียกร้อง 4  ข้อคือ 1.เรียกร้องให้มีการตั้งกรรมการอิสระสอบสวนหาผู้กระทำผิด 2.กำจัดปลาหมอให้หมดภายใน1ปี พร้อมกับเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศ 3. ประกาศเขตภัยพิบัติทันที  4.หน่วยงานรัฐต้องฟ้องผู้กระทำผิดเพื่อนำเงินมาชดใช้เยียวยากับผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด เบื้องต้น ผู้ชุมนุมปักหลักชุมนุมที่บริเวณหน้าสำนักการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) เพื่อเตรียมเคลื่อนการชุมนุมไปยังทำเนียบรัฐบาลในเวลา 10.00 น. โดยผู้ชุมนุมประกาศจะมีการเทปลาหมอข้างดำที่บรรทุกมาด้วยที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับมีการเผาพริกเผาเกลือเพื่อที่จะมีการสาปแช่งคนที่ก่อปัญหาให้เกิดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำต่อไป

ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่าล่าสุดได้ มอบหมายให้นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมงไปพูดคุยและทำความเข้าใจกับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่รวมตัวหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยเบื้องต้นได้รับรายงานจากอธิบดีกรมประมงถึงการแก้ไขปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยได้ชี้แจงข้อเรียกร้องของผู้แทนเกษตรกรดังนี้  ข้อเรียกร้องให้แต่งตั้งกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนผู้กระทำความผิดที่ทำให้เกิดการระบาดของปลาหมอคางดำ ในเรื่องนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและได้รายงานผลแล้ว ไม่ปรากฏพยานและหลักฐานใดที่พิสูจน์ได้ว่า การแพร่ระบาดเกิดจากแหล่งใด ประกอบกับปัจจุบันได้มีการฟ้องร้องอยู่ที่ศาลปกครองกลางและศาลแพ่งซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาจึงต้องรอผลคำพิพากษา

เรียกร้องให้ผู้ที่ทำให้เกิดการระบาดของปลาหมอคางดำชดใช้ความเสียหายต่อระบบนิเวศนั้น เมื่อผลการสืบสวนสอบสวนแล้วเสร็จ โดยพบการกระทำความผิด ให้นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยกรมประมงพร้อมร่วมมือกับกระทรวงทรัพย์หรือหน่วยงานอื่นของรัฐในการฟ้องร้องและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามกฎหมายต่อไป

เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงได้ซื้อปลาออกจากระบบแล้ว 3.5 ล้านกิโลกรัมเเละอยู่ระหว่างการของบประมาณจากสำนักงบประมาณ 200 ล้านบาทเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ ปล่อยปลาผู้ล่า รวมถึงสนับสนุนกากชา

ให้ประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่ที่เกิดการระบาดของปลาหมอคางดำเพื่อได้รับเงินช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัตินั้น กระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเรื่องนี้แล้ว พร้อมให้ตั้งคณะกรรมการระดับชาติและระดับจังหวัดเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ กระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งคณะกรรมการแล้ว โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรเป็นประธานและอธิบดีกรมประมงเป็นเลขานุการ ส่วนกลไกระดับพื้นที่มีคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดดำเนินการอยู่แล้ว

ทั้งนี้ อธิบดีกรมประมงได้ประสานนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง โดยจะเดินทางมาร่วมกับอธิบดีกรมประมงในการพูดคุยกับกลุ่มเกษตรกรเพื่อทำความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานและแก้ไขปัญหาดังกล่าว

014

‘ม็อบปลาหมอคางดำ’19 จังหวัดบุกทำเนียบ ขู่ขน 5 ตันเทประจานรัฐบาล

'ม็อบปลาหมอคางดำ'19 จังหวัดบุกทำเนียบ ขู่ขน 5 ตันเทประจานรัฐบาล

‘ม็อบปลาหมอคางดำ’19 จังหวัดบุกทำเนียบ ขู่ขน 5 ตันเทประจานรัฐบาล

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.01 น.

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568  เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากปลาหมอคางดำ 19 จังหวัด ได้นัดหมายรวมตัวกันที่บริเวณหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเวลา 10.00 น.จากนั้นจะเดินเท้าเคลื่อนพลไปหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อนำปลาหมอคางดำประมาณ 5 ตัน  ไปเทบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อทวงคำตอบเกี่ยวกับการแก้ปัญหาและการช่วยเหลือ โดยทางผู้ชุมนุมจะปิดท้ายด้วยการเผาพริกเผาเกลือ

ก่อนหน้านี้ เครือข่ายประชาชนรับผลกระทบปลาหมอคางดำ 19 จังหวัด ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมจัดการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 18 มีนาคมนี้เพื่อทวงคำตอบ 4 ข้อจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย

1. ปัญหาการแพร่ระบาดได้ลุกลามขยายตัวจนเกินกว่าที่ชาวบ้านจะแก้ไขปัญหาได้เอง รวมทั้งส่งผลกระทบกับระบบนิเวศในวงกว้าง

2. การดำเนินงานของรัฐบาลที่เคยประกาศว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติ แต่กลับไม่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้งบประมาณเพียง 12 ล้านบาทเพื่อจับปลาหมอคางดำอีกรอบหนึ่ง แต่ยังคงเหลือปลาหมอคางดำอีกหลายสิบล้านตันที่ไม่ถูกกำจัด ทำแค่ในลักษณะไฟไหม้ฟาง

3. ประชาชนพยายามพึ่งพาตนเองโดยได้ฟ้องร้องต่อศาลแพ่ง แต่เป็นเพียงชั้นรับฟ้องคดีแบบกลุ่ม หากสิ้นสุดกระบวนการ ก็คาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 3 – 4 ปี และเป็นการฟ้องเฉพาะประชาชนจังหวัดสมุทรสงคราม แต่มีประชาชนอีก 18-19 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบและยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ซึ่งไม่ว่าศาลจะตัดสินให้บริษัทเอกชนต้องจ่ายสินไหมทดแทนหรือไม่ ก็ยังไม่รวมผลกระทบต่อระบบนิเวศและอื่นๆ ซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตการฟ้องร้อง

4. ตัวแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก 19 จังหวัดได้เดินทางมาชุมนุมและยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีแล้วตั้งแต่วันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา

พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐเร่งทำใน 4 ข้อ คือ 1. ให้ตั้งกรรมการสอบสวนหาผู้กระทำผิด 2. กำจัดปลาหมอคางดำภายใน 1 ปี 3. ประกาศเขตภัยพิบัติ 4. ดำเนินคดีต่อผู้ก่อหายนะต่อระบบนิเวศ แต่ก็ปราศจากคำตอบใด ๆ จากผู้นำรัฐบาล พวกตนจึงต้องมาทวงคำตอบ

รองปลัดฯให้คำปรึกษา เพิ่มประสิทธิภาพงาน

รองปลัดฯให้คำปรึกษา  เพิ่มประสิทธิภาพงาน

รองปลัดฯให้คำปรึกษา เพิ่มประสิทธิภาพงาน

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการจัดกิจกรรมการให้คำปรึกษาให้กับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน หลักสูตรการบริหารงบประมาณรายจ่าย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์และปรับใช้กับการปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ยังรวมถึงการที่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานด้านการบริหารงบประมาณประจำปี ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบที่กำหนด ให้บุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การปฏิบัติงานระหว่างกัน โดยมีนายรุ่งวิทย์ สิทธิสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์การงบประมาณ เป็นวิทยากรผู้บรรยาย ผ่านระบบทางไกลออนไลน์ Zoom Meeting จากสำนักงบประมาณ

ผู้ช่วยฯรุดรับฟังปัญหาชาวนาเกลือ

ผู้ช่วยฯรุดรับฟังปัญหาชาวนาเกลือ

ผู้ช่วยฯรุดรับฟังปัญหาชาวนาเกลือ

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่ สหกรณ์กรุงเทพ โดยมี นายเลอพงษ์ จั่นทอง ที่ปรึกษาสหกรณ์กรุงเทพ นายพุ่ม บุญเกลี้ยง ประธานสหกรณ์กรุงเทพ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยรับฟังปัญหาของชาวนาเกลือ อาทิ ปัญหาราคาเกลือตกต่ำ ปัญหาที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์บ้านไร่และนิคมสหกรณ์โคกขาม ติดตามความคืบหน้าเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินสหกรณ์กรุงเทพ ที่ยุ้งฉางกลางสหกรณ์กรุงเทพ ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

ดร.ณมาณิตา กล่าวว่า ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวนาเกลือ สมาชิกสหกรณ์กรุงเทพ และสหกรณ์นิคมสมุทรสาคร จำกัด มี 2 เรื่อง คือ 1.ปัญหาราคาเกลือตกต่ำ ต้องการให้รัฐออกมาตรการแทรกแซงราคาเกลือทะเล เพื่อให้กลไกราคาปรับตัวสูงขึ้น ให้ราคาที่เป็นธรรมสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตของเกษตรกรชาวนาเกลือ และ 2.ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ในเขตนิคมสหกรณ์บ้านไร่และนิคมสหกรณ์โคกขาม มีพื้นที่สงวนเพื่อกิจการนิคมสหกรณ์ (ที่ชานคลอง) ซึ่งสมาชิกสหกรณ์ได้ครอบครองทำประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยต่อเนื่องกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายจนถึงรุ่นลูกหลาน เนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ สมาชิกสหกรณ์ 3,000 ครัวเรือน ยังไม่มีการออกเอกสารสิทธิที่ดิน ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 เป็นอำนาจของอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่จะอนุมัติให้นำที่ดินที่สงวนเพื่อกิจการนิคมสหกรณ์ มาจัดสรรให้กับราษฎร ซึ่งสมาชิกสหกรณ์ได้ยื่นข้อเรียกร้องตั้งแต่ปี 2562 แต่ยังไม่มีความ
คืบหน้า ซึ่งตนจะนำทั้ง 2 เรื่อง รายงานต่อ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ เพื่อทราบและพิจารณา สำหรับความคืบหน้าการแก้ปัญหาหนี้สินสหกรณ์กรุงเทพ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ส่งแผนปรับปรุงการดำเนินงานของสหกรณ์กรุงเทพ ให้กรมบัญชีกลางแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา

อย่ามองข้าม! ประเด็นแวดล้อม ‘ปลาหมอสีคางดำ’ ปลาสวยงามเพื่อการค้าที่ไม่ควรละเลย

อย่ามองข้าม! ประเด็นแวดล้อม 'ปลาหมอสีคางดำ' ปลาสวยงามเพื่อการค้าที่ไม่ควรละเลย

อย่ามองข้าม! ประเด็นแวดล้อม ‘ปลาหมอสีคางดำ’ ปลาสวยงามเพื่อการค้าที่ไม่ควรละเลย

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.58 น.

ครบรอบ 1 ปี ที่ปลาหมอสีคางดำเป็นกระแสในไทย จนถึงวันนี้ยังไม่มีการชี้ขาดว่าใครผิดใครถูก หรือการพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดแต่อย่างใด เป็นเพียงความรู้สึกและตีความโจมตีผู้นำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพียงรายเดียว หากได้ตรวจสอบข้อมูลเรื่องการแพร่ระบาดของปลาชนิดนี้ในต่างประเทศ จะพบว่ามีข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ และพฤติกรรมในตลาดปลาสวยงาม ซึ่งควรนำมาใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อตรวจสอบว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดทั้งหมดคือใคร หรือแท้จริงแล้วมีปัจจัยอื่นที่เป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหานี้

ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ (Blackchin Tilapia) และข้อกล่าวหาที่มุ่งตรงมายังจำเลย (บริษัทเอกชน) หากแต่มีข้อมูลที่น่าสนใจด้านอื่นนอกเหนือจากการนำเข้าปลามาในประเทศ ควรพิจารณาหลักฐานอื่นประกอบการตัดสินอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะข้อมูลจากตลาดค้าปลาและรายงานการนำเข้าที่ชี้ให้เห็นว่า มีการซื้อขายปลาหมอสีคางดำในฐานะปลาสวยงามในหลายประเทศ และยังคงมีการขายอยู่ในบางตลาดภายในประเทศ แสดงให้เห็นว่า การนำเข้าปลาหมอสีคางดำเพื่อการค้าเป็นไปได้สูง และอาจเป็นต้นเหตุที่แท้จริงของการแพร่กระจายในธรรมชาติ จากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการค้าปล่อยปลาลงในแหล่งน้ำธรรมชาติเมื่อหมดความนิยมหรือปลาไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งกรมประมง มีตัวเลขการส่งออกปลาหมอสีคางดำของไทยระหว่างปี 2556-2559 แต่ไม่มีหลักฐานการนำเข้าแสดงให้เห็นว่าปลานี้มีการลักลอบนำเข้าด้วยเช่นกัน

สำหรับการเลี้ยงปลาหมอสีคางดำเป็นปลาสวยงาม มีหลักฐานว่าหลายประเทศมีการเพาะเลี้ยงปลาหมอสีคางดำเป็นปลาสวยงาม (Aquarium Market) และมีการซื้อขายกันในตลาดปลาสวยงามทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศในสหภาพยุโรป หรือในอาเซียนบางประเทศอย่างฟิลิปปินส์และเวียดนาม และไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว โดยสหรัฐอเมริกา มีประวัติการแพร่ระบาดของปลาในมลรัฐฮาวาย และใช้วิธีกำจัดจนสำเร็จในหลายรูปแบบทั้งจับและช็อตด้วยไฟฟ้า เป็นต้น จึงควรตรวจสอบแหล่งนำเข้าและแหล่งขายภายในประเทศ เพื่อหาต้นตอที่แท้จริงของการแพร่กระจาย

นอกจากนี้ การเพาะเลี้ยงปลาหมอสีคางดำเพื่อการค้าในบางพื้นที่ก็มีความเป็นไปได้สูง ซึ่งอาจมีการปล่อยปลาต่ำกว่ามาตรฐานหรือปลาตกเกรด ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติที่อยู่ใกล้กับฟาร์ม ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่ทราบกันดีในหมู่ผู้เพาะเลี้ยงปลาสวยงาม ดังที่มีการโพสต์ในโซเชียลมีเดียเป็นคลิปพบปลาดุกเผือกในท่อระบายน้ำใกล้ตลาดปลาที่สวนจตุจักร หรือ มีกลุ่มคนไปช่วยชีวิตปลาจากท่อระบายน้ำในตลาดเดียวกัน เหล่านี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถตรวจสอบได้ 

ในตลาดค้าปลาสวยงาม ยังมีการนำเข้าสัตว์น้ำแปลกใหม่มาเป็นปลาสวยงาม และอาจมีผู้ซื้อที่ปล่อยปลาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ กรณีนี้ก็มีตัวอย่างให้เช่นกัน คือ พบปลาหมอบัตเตอร์ ซึ่งเป็น 1 ในสายพันธุ์ปลารุกรานต่างถิ่น (ปลาเอเลี่ยนสปีชีส์) ที่กรมประมงประกาศห้ามเลี้ยงหรือปล่อยลงแหล่งน้ำ แต่กลับพบภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยประมงพื้นบ้านจะได้ปลาหมอบัตเตอร์ติดมาด้วย 10-20 ตัวต่อการจับปลาในเขื่อนฯ 100 ตัว   

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ไม่ควรละเลย คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโลกและภาวะโลกร้อน ทำให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตในน้ำ ตลอดจนภัยธรรมชาติที่ทำให้เกิดน้ำท่วมจะช่วยให้ปลาหมอสีคางดำขยายอาณาเขตได้โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ปล่อย เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยแวดล้อมที่ไม่อาจมองข้ามในการพิจารณาคดีนี้ 

จากข้อมูลทั้งหมด การพิจารณาคดีนี้ไม่ควรอาศัยข้อสันนิษฐานเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้หลักฐานที่เป็นรูปธรรมและประเด็นแวดล้อมทั้งหมด เพื่อให้การตัดสินคดีเป็นธรรมและมุ่งเน้นไปที่ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา ในการปิดคดีนี้โดยไม่มีข้อโต้แย้งอีกต่อไป