รมช.เกษตรลงพื้นที่ติดตามงานขับเคลื่อนนโยบายยกระดับสินค้าการเกษตร-ทุเรียนลับแล

รมช.เกษตรลงพื้นที่ติดตามงานขับเคลื่อนนโยบายยกระดับสินค้าการเกษตร-ทุเรียนลับแล

รมช.เกษตรลงพื้นที่ติดตามงานขับเคลื่อนนโยบายยกระดับสินค้าการเกษตร-ทุเรียนลับแล

วันเสาร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.09 น.

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามงานขับเคลื่อนนโยบายยกระดับสินค้าการเกษตรและบริการมูลค่าสูง สินค้าทุเรียนอำเภอลับแล อุตรดิตถ์

วันที่ 15 มีนาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามงานขับเคลื่อนงานตามนโยบายยกระดับสินค้าการเกษตรและบริการมูลค่าสูงสินค้าทุเรียน และประเด็นปัญหาหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ณ ตลาดกลางผลไม้และผลิตภัณฑ์ OTOP ตำบลหัวดง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีนายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมส่วนราชการ เกษตรกร ให้การต้อนรับ

โดยที่จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นแหล่งผลิตทุเรียนที่สำคัญที่สุดในภาคเหนือ โดยมีเกษตรกร 5,874 ครัวเรือนปลูกทุเรียนบนพื้นที่กว่า 58,000 ไร่ และเป็นที่รู้จักจากทุเรียนหลงลับแลและทุเรียนหลินลับแลที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) นอกจากนี้ทุเรียนหมอนทองก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ มีมูลค่าการผลิตสูงถึง 5,241.91 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 32.88 ของมูลค่าพืชเศรษฐกิจทั้งหมดในจังหวัดและร้อยละ 28 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร ซึ่งทุเรียนจากอุตรดิตถ์มีตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งในปี 2567 ส่งออกได้ถึง 7,924.74 ตัน มูลค่า 876.91 ล้านบาท ทุเรียนจึงเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่

ทั้งนี้ จังหวัดอุตรดิตถ์ได้ให้ความสำคัญในการควบคุมคุณภาพทุเรียน ด้วยมาตรฐาน GAP และการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อลดปัญหาศัตรูพืชและรักษาคุณภาพ นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า โดยใช้ QR Code เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตทุเรียน มีการส่งเสริมการแปรรูปทุเรียนเพื่อเพิ่มมูลค่า และขยายตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ถึงแม้จะมีปัญหาในด้านศัตรูพืชและต้นทุนการผลิตสูง รวมถึงความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่จังหวัดอุตรดิตถ์มีโอกาสในการพัฒนา โดยการยกระดับทุเรียนให้เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี IoT (ไอโอที) และระบบเตือนภัยศัตรูพืช

จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้รับฟังและติดตามปัญหาหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องการการสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีในการป้องกันการกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน รวมถึงการวิจัยและพัฒนาวิธีการควบคุมที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาคุณภาพและชื่อเสียงของทุเรียนอุตรดิตถ์ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้กำหนดมาตรการเพื่อกำจัดหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนอย่ามีประสิทธิภาพ อาทิ การติดตั้งกับดักไฟเพื่อเฝ้าระวัง การปราบปรามโดยใช้สารฉีดพ่นตามที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด การจัดกิจกรรม KICK OFF รณรงค์ป้องกันหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การจัดทำแปลงต้นแบบ และทำแปลงขยายเทคโนโลยี เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรแก่เกษตรกร อาทิ ใบรับมาตรฐาน GAP ทุเรียน จำนวน 10 ราย สารชีวภัณฑ์การป้องกันกำจัดศัตรูทุเรียน 10 ราย มอบแหล่งน้ำในไร่ ขนาด 1,260 ลบ.ม. โครงการก่องสร้างแหล่งน้ำในไร่นอกเขตชลประทาน 5 ราย ชุดผลิตภัณฑ์สาร พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน 5 ราย มอบโค-กระบือ  7 ราย

‘ไปรษณีย์ไทย’ ขยายเครือข่ายการสร้างประโยชน์จากขยะ ในโครงการ ‘Green Hub’ กระตุ้นการจัดการแบบเชิงรุกและยั่งยืน

‘ไปรษณีย์ไทย’ ขยายเครือข่ายการสร้างประโยชน์จากขยะ ในโครงการ ‘Green Hub’ กระตุ้นการจัดการแบบเชิงรุกและยั่งยืน

‘ไปรษณีย์ไทย’ ขยายเครือข่ายการสร้างประโยชน์จากขยะ ในโครงการ ‘Green Hub’ กระตุ้นการจัดการแบบเชิงรุกและยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.14 น.

‘ไปรษณีย์ไทย’ พร้อม 5 พันธมิตร ขยายเครือข่ายการสร้างประโยชน์จากขยะ ในโครงการ ‘Green Hub’ ร่วมชุบชีวิตของเหลือใช้ ส่งต่อคุณค่าใหม่ให้สังคม รุกกระตุ้นการจัดการแบบเชิงรุกและยั่งยืน

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ผนึก 5 พันธมิตรเอกชน ได้แก่ “เอสซีจี แพคเกจจิ้ง – ทีพีบีไอ – GC – AIS – HMC Polymers” ขับเคลื่อนโครงการ “Green HUB” รับขยะกล่องกระดาษ ซองกระดาษ พลาสติกยืดประเภท PE ขวด PET และ PP รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ใช้แล้ว เข้ากระบวนการอัพไซเคิลและรีไซเคิล เปลี่ยนเป็นชุดนักเรียน ถุงขยะ และสิ่งของใหม่ๆ ส่งมอบให้กับนักเรียน  โรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน และกลุ่มเปราะบางทางสังคม พร้อมเพิ่มช่องทางเพื่อการส่งต่อขยะสู่การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ 

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทย ได้ดำเนินโครงการ “Green Hub” ภายใต้แนวคิด “เส้นทาง…ความร่วมมือ รักษ์โลกไปรฯ ด้วยกัน” ซึ่งเป็นการต่อยอดและขยายขอบเขตจากแคมเปญ “reBOX” ภายใต้โครงการ “ไปรษณีย์เชื่อมสุข” โดยมุ่งเน้นกิจกรรมใน 3 ด้านหลักๆ ได้แก่ 1. ไปรษณีย์เชื่อมสุข…ชุมชน เชื่อมโยงสังคมที่มั่นคงรวมกัน 2. ไปรษณีย์เชื่อมสุข…สังคม พลังสู่โอกาสของธุรกิจชุมชนที่ยั่งยืน 3. ไปรษณีย์เชื่อมสุข…สิ่งแวดล้อม เป็นการพัฒนาระบบบริหารจัดการคัดแยกขยะให้มีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและอัพไซเคิล สร้างมูลค่า-คุณค่าขยะสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ สู่เป้าหมายการลดคาร์บอน โดยความสำเร็จจากแคมเปญ “reBOX” นับตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปี 2567 สามารถนำบรรจุภัณฑ์กลับมา Recycle ได้ถึง 644,449 กิโลกรัม

การดำเนินงานโครงการ Green Hub แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ไปรษณีย์ไทยและเครือข่ายพันธมิตร ได้กำหนดจุดรับนำร่อง จำนวน 50 แห่ง ในพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 48 แห่ง และพื้นที่ต่างจังหวัด จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ไปรษณีย์จังหวัดชลบุรี และไปรษณีย์จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อแยกขยะประเภทต่างๆ จัดส่งไปยัง 5 พันธมิตร ประกอบด้วย บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ภายใต้แคมเปญ “reBOX” รับกล่องและซองกระดาษไม่ใช้แล้ว นำไปรีไซเคิลเป็น “กล่องไปรษณีย์เชื่อมสุข” ส่งมอบให้กับกลุ่มผู้เปราะบางทางสังคม บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) ภายใต้แคมเปญ “reBAG” รับพลาสติกยืด ประเภท Polyethylene (PE) ซองพลาสติกไม่ใช้แล้ว ถุง/ ฟิล์มพลาสติกที่แห้ง สะอาด ยืดได้ เพื่อเปลี่ยนเป็น “ถุงขยะพลาสติก” ส่งมอบให้กับนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ภายใต้แคมเปญ “เทิร์นสุข” รับพลาสติกประเภท Polyethylene Terephthalate (PET) เช่น ขวดน้ำดื่ม เพื่อเปลี่ยนเป็น “เสื้อนักเรียน” ส่งมอบให้กับนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ภายใต้ โครงการ “E-Waste” รับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการกำจัดอย่างถูกวิธี และ บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอร์ จำกัด หรือ (HMC Polymers) ภายใต้แคมเปญ “PP reBORN” รับพลาสติก ประเภท Polypropylene (PP) เช่น กล่องอาหารพร้อมทาน ถ้วยโยเกิร์ต เพื่อเปลี่ยนเป็นสิ่งของที่เป็นประโยชน์

ด้าน นายคอร์โซ อูซีลลี่ ประธาน บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอร์ จำกัด หรือ (HMC Polymers) ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก PP รายใหญ่ของไทย กล่าวว่า HMC Polymers มีส่วนช่วยในการผลักดันการบริหารจัดการคัดแยกขยะ เพื่อนำไปรีไซเคิลพลาสติก PP อย่างครบวงจรและถูกต้อง เพื่อลดปริมาณการฝังกลบ โดยยังได้ติดตั้ง Drop point สำหรับรวบรวมพลาสติก PP ใช้แล้วในพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ห้างสรรพสินค้า Siam Discovery Emporium กลุ่มมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เนื่องด้วยที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องพลาสติกชนิด PP โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์ อาหารและอุปกรณ์ทางการแพทย์ จึงคัดแยกไม่ถูกต้อง รวมถึงไม่ทำความสะอาดขยะชนิดนี้ในเบื้องต้นมาก่อน ทำให้คุณภาพพลาสติก PP ที่ใช้แล้วลดลง ดังนั้นวิธีการนี้จึงเป็นการเพิ่มช่องทางเพื่อการส่งต่อขยะ และทำให้เกิดการบริหารขยะที่มีประสิทธิภาพ 

นายศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือโครงการในครั้งนี้ เป้าหมายใหญ่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางการส่งมอบขยะพลาสติก แต่ยังกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคประชาชนเพื่อคัดแยกและรีไซเคิลขยะพลาสติกอย่างถูกต้อง พร้อมส่งเสริมพฤติกรรมการแยกขยะพลาสติก เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและอนาคตของทุกคน นำมาสู่การดูแลด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน     

ไปรษณีย์ไทยและเครือข่ายพันธมิตรยังได้ร่วมกับมือวิเศษกรุงเทพขยายขอบเขตเข้าสู่ย่านชุมชน ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงจุดรับของไปรษณีย์ไทยได้เพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแยกขยะและส่งคืน สำหรับการนำบรรจุภัณฑ์ต่างๆ กลับเข้าสู่กระบวนการได้อย่างถูกต้อง ทั้งยังก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตามผู้ที่สนใจร่วมกิจกรรม สามารถติดตามรายละเอียด และความเคลื่อนไหวกิจกรรมของไปรษณีย์ไทย และโครงการ Green Hub ได้ที่ : https://www.facebook.com/thailandpost.co.th, https://www.thailandpost.co.th/th/index/f

-(016)

คุยกัน7วันหน : สงครามภาษีถล่มโลก ทรัมป์ 2.0 จุดไฟสงครามเศรษฐกิจ

คุยกัน7วันหน : สงครามภาษีถล่มโลก ทรัมป์ 2.0 จุดไฟสงครามเศรษฐกิจ

คุยกัน7วันหน : สงครามภาษีถล่มโลก ทรัมป์ 2.0 จุดไฟสงครามเศรษฐกิจ

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.42 น.

หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา เขาได้ย้ำถึงนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) ที่เคยเป็นจุดขายหลักตั้งแต่ดำรงตำแหน่งสมัยแรก ทรัมป์ระบุชัดเจนว่า จะใช้มาตรการภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือหลัก ในการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ลดการขาดดุลการค้า และจัดการปัญหายาเสพติดกับผู้อพยพผิดกฎหมาย

ในวันเดียวกัน เขาเซ็นคำสั่งบริหารแรกในฐานะประธานาธิบดี โดยสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จัดทำรายงานเกี่ยวกับนโยบายการค้าและข้อเสนอแนะเรื่องภาษีภายในวันที่ 1 เมษายน 2568 เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินนโยบายต่อไป

จากนั้นเป็นต้นมา ทรัมป์เดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าอย่างดุเดือด เริ่มจากแคนาดา-เม็กซิโก 25% จีน 10-20% เหล็ก-อะลูมิเนียมทั่วโลก 25% และล่าสุดขู่เก็บ 200% กับไวน์-สุรายุโรป มาตรการเหล่านี้ สะท้อนถึงความเร่งด่วนของทรัมป์ในการเริ่มต้นนโยบายกีดกันทางการค้า ซึ่งชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายที่มุ่งเน้นการกดดันคู่ค้าหลักอย่าง จีน แคนาดา และเม็กซิโก รวมถึงสหภาพยุโรป ที่ทรัมป์มองว่า เอาเปรียบสหรัฐฯ ทางการค้ามาโดยตลอด

ติดตามไทม์ไลน์นโยบายขึ้นภาษีของทรัมป์ ที่กำลังจุดชนวนสงครามการค้าโลกให้ระอุอยู่ในขณะนี้

1 ก.พ. 2568 : ประกาศขึ้นภาษีรอบแรก

ทรัมป์ประกาศผ่านโฆษกทำเนียบขาว ว่า จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกในอัตราร้อยละ 25 และจากจีนร้อยละ 10 โดยใช้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ อ้างว่าการลักลอบนำเข้าเฟนทานิล และผู้อพยพผิดกฎหมายจากชายแดนเป็น “ภัยคุกคามฉุกเฉิน” ตามอำนาจของกฎหมายInternational Emergency Economic Powers Act (IEEPA) มาตรการนี้ถูกกำหนดให้มีผลทันทีในวันที่ 4 ก.พ. แต่หลังจากการเจรจาระดับสูงกับแคนาดาและเม็กซิโก ทั้ง 2 ประเทศได้รับการผ่อนผันชั่วคราว 30 วัน ขณะที่ภาษีจีนยังคงเริ่มตามกำหนด

การตัดสินใจนี้ส่งผลกระทบต่อสินค้าทุกประเภทจากจีน รวมถึงสินค้าอุปโภค-บริโภค เช่น อิเล็กทรอนิกส์และเสื้อผ้า ส่วนแคนาดาและเม็กซิโกได้รับคำมั่นว่าจะเพิ่มการควบคุมชายแดนเพื่อลดการไหลเข้าของยาเสพติด

-จัสติน ทรูโด อดีตนายกรัฐมนตรีของแคนาดา เรียกประชุมฉุกเฉินและประกาศแผนเก็บภาษีตอบโต้สินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 107,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะทยอยบังคับใช้ เช่น เหล็กกล้า อะลูมิเนียม และสินค้าเกษตร

-ประธานาธิบดีม็กซิโก ออกคำแถลงว่าจะตอบโต้ในระดับที่เหมาะสม พุ่งเป้าไปที่สินค้าส่งออกหลักของสหรัฐฯ เช่น ข้าวโพดและเนื้อหมู

-กระทรวงพาณิชย์จีนยื่นฟ้องต่อ WTO ทันที และเพิ่มภาษีสินค้าสหรัฐฯ เช่น ถ่านหินร้อยละ 15 ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ร้อยละ 15 และน้ำมันดิบร้อยละ 10มีผลตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา

27 ก.พ. 2568 : ทรัมป์ยันขึ้นภาษีแคนาดา-เม็กซิโก

ทรัมป์ยืนยันผ่านการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวว่าจะเดินหน้าภาษีร้อยละ 25 กับแคนาดาและเม็กซิโกตามกำหนดวันที่ 4 มี.ค. พร้อมเพิ่มภาษีจีนอีกร้อยละ10 (รวมเป็นร้อยละ 20) โดยระบุว่า “เราให้โอกาสแล้ว แต่พวกเขาไม่ทำตามสัญญาเรื่องชายแดน” การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังรายงานจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิระบุว่าการลักลอบนำเข้าเฟนทานิลยังคงสูงเกินเป้าที่ตกลงไว้

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ผลักดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก โดยดัชนี S&P 500 ปิดลบร้อยละ 1.7 ซึ่งเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ ธ.ค. 2567 เนื่องจากความกังวลต่อต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น

ส่วนแคนาดาเริ่มแคมเปญบอยคอตต์สินค้าสหรัฐฯ ในระดับประชาชนโดยเฉพาะสินค้าอย่าง โคคา-โคล่า สุรา ไวน์ เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ และผลิตภัณฑ์จากฟอร์ด

4 มี.ค. 2568 : ภาษีแคนาดา-เม็กซิโกมีผล

มาตรการขึ้นภาษีร้อยละ 25 กับสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโก เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ตามเวลาสหรัฐฯ พร้อมกับภาษีจีนที่เพิ่มเป็นร้อยละ 20ส่งผลกระทบต่อสินค้ามูลค่ากว่า 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น รถยนต์จากเม็กซิโกและน้ำมันจากแคนาดา มาตรการนี้ทำให้ราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคในสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นทันที โดยเฉพาะในรัฐที่พึ่งพาการนำเข้าจากทั้ง 2 ประเทศ

ด้านเม็กซิโก ประกาศเก็บภาษีตอบโต้สินค้าสหรัฐฯ เช่น ผลไม้และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มูลค่า 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแคนาดา ออกมาตรการเฟสแรก มูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ราว 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) พุ่งเป้าไปที่สินค้าอย่างเหล็กและชีส

6 มี.ค. 2568 : ผ่อนผันบางส่วน

หลังจากทรัมป์พบปะกับผู้บริหารจากบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ เช่น ฟอร์ด, GM และ สเตลลันติส ทรัมป์เซ็นคำสั่งยกเว้นภาษีชั่วคราวสำหรับสินค้ายานยนต์จากแคนาดาและเม็กซิโกจนถึงวันที่2 เม.ย. รวมถึงผ่อนผันสินค้าที่สอดคล้องกับข้อตกลง USMCA (United States-Mexico-Canada Agreement) ซึ่งครอบคลุมการค้าประมาณร้อยละ 38 จากทั้ง 2 ประเทศ การตัดสินใจนี้เกิดจากแรงกดดันของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ระบุว่าภาษีจะกระทบ Supply chain ข้ามชาติอย่างหนัก

12 มี.ค .2568 : ภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมทั่วโลก

ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีร้อยละ 25 กับเหล็กและอะลูมิเนียมที่นำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก โดยใช้ Section 232 ของ Trade Expansion Act of 1962 อ้างถึงความมั่นคงแห่งชาติ มีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 2568 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแคนาดา เนื่องจากเป็นผู้ส่งออกเหล็กรายใหญ่ และเม็กซิโก มาตรการนี้คล้ายกับนโยบายในสมัยแรกของทรัมป์ แต่คราวนี้ยกเลิกข้อยกเว้นทั้งหมดที่เคยให้ไว้กับบางประเทศ

14 มี.ค. 2568 : ขู่ภาษีไวน์และสุรายุโรปร้อยละ 200

ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าร้อยละ200 กับไวน์ คอนญัก และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากยุโรป เขาระบุว่าเป็นการตอบโต้แผนของอียูที่จะเก็บภาษีวิสกี้อเมริกันร้อยละ 50 ในเดือนเม.ย. ซึ่งอียูเองก็ตั้งใจตอบโต้ภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐฯ ที่เริ่มเมื่อ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา

อุตสาหกรรมสุราข้อมูลปี 2566 สหรัฐฯ ส่งออกไปอียูราวร้อยละ 40 ของทั้งหมด ขณะที่ยุโรปส่งออกไวน์และสุราร้อยละ 31 มายังสหรัฐฯ การขู่ขึ้นภาษีร้อยละ 200 จะทำให้ราคาไวน์ฝรั่งเศสและคอนญักพุ่งสูงในสหรัฐฯ

อียูไม่นิ่งเฉย เตรียมมาตรการตอบโต้ มูลค่า 26,000 ล้านยูโร ครอบคลุมสินค้าหลากหลาย เช่น ไหมขัดฟัน เสื้อคลุมอาบน้ำ และ สินค้าอุปโภค

ทำไมทรัมป์รีดภาษีสินค้าต่างประเทศดุเดือด?

ที่มาสำคัญน่าจะมาจากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ตัวเลขขาดดุลงบประมาณในช่วง5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568ระหว่างเดือนตุลาคมปีที่แล้วถึงกุมภาพันธ์ปีนี้ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่1.147 ล้านล้านดอลลาร์ รวมถึงตัวเลขขาดดุลงบประมาณ 3.07 แสนล้านดอลลาร์ ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนแรกที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งครบเดือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4จากปีก่อน

ตัวเลขขาดดุลงบประมาณในช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งรวมถึงเวลาเกือบ 4 เดือน จนถึงวันที่ 20 มกราคม ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ทำลายสถิติเดิมที่ 1.047ล้านล้านดอลลาร์ ระหว่างเดือนตุลาคมปี 2563 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลใช้จ่ายมหาศาลกับวิกฤตโควิดและมีรายรับจำกัด

ตัวเลขขาดดุลงบประมาณในเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้น 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว เนื่องจากรายจ่ายดอกเบี้ยหนี้ที่กู้ยืมมา รวมถึงประกันสังคม และสวัสดิการด้านสาธารณสุข สูงกว่ารายรับของรัฐบาล

แล้วผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ต้องทำอย่างไร?

-เตรียมรับราคาที่สูงขึ้น เช่น รถยนต์ อาหาร สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ Tax Foundation ประเมินว่าภาษีจากจีนอาจเพิ่มต้นทุนครัวเรือนละ 329 ดอลลาร์/ปี

-ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อ ไปเป็นการซื้อสินค้าท้องถิ่น ที่อาจช่วยลดผลกระทบ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่าผู้ผลิตในสหรัฐฯ มักมีพฤติกรรมปรับราคาขึ้นตามคู่แข่งนำเข้า ทำให้การ “ซื้อของอเมริกัน” หรือสินค้าท้องถิ่น อาจไม่ได้ช่วยมากนัก และอาจก่อให้เกิดปัญหาการซื้อล่วงหน้าหรือกักตุนสินค้าขึ้นมาได้

-วางแผนทางการเงิน ผู้บริโภคต้องคอยติดตามสถานการณ์เนื่องจาก การเจรจาของทั้งทรัมป์และประเทศคู่ค้าที่ปรับเปลี่ยนได้ในแต่ละวัน

โดย ดาโน โทนาลี

Science Update : จีนพัฒนา ‘เครื่องยนต์แรงขับดันสูง’ รุ่นใหม่

Science Update : จีนพัฒนา ‘เครื่องยนต์แรงขับดันสูง’ รุ่นใหม่

Science Update : จีนพัฒนา ‘เครื่องยนต์แรงขับดันสูง’ รุ่นใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมนักวิจัยของจีนประกาศว่าเครื่องยนต์ยานอวกาศที่ออกแบบโดยสถาบันเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนในอวกาศแห่งซีอัน สามารถเดินเครื่องปฏิบัติการเต็มกำลังได้แล้ว โดยเป็นระบบขับเคลื่อนด้วยพลาสมาซึ่งใช้หลักการแตกตัวเป็นไอออนเพื่อสร้างพลาสมา จากนั้นพลาสมาจะถูกเร่งความเร็วด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อสร้างกระแสอนุภาคความเร็วสูง และก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อน

การทดสอบเครื่องยนต์ขับเคลื่อนด้วยแม่เหล็กพลาสมา พลังงานสูงขนาด 100 กิโลวัตต์ จะช่วยปูทางสู่การเดินทางท่องอวกาศในอนาคต โดยมีศักยภาพนำไปใช้ในการเดินทางระหว่างดวงดาว การขนส่งสินค้าระหว่างดวงดาว และการสำรวจอวกาศห้วงลึก

ทีมนักวิจัยใช้วัสดุใหม่จากการพิมพ์แบบ 3 มิติและเทคโนโลยีแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดอุณหภูมิสูง เพื่อทำให้ระบบเครื่องยนต์บรรลุระดับพลังงานป้อนเข้าที่มีประสิทธิภาพมากกว่า 100 กิโลวัตต์ ซึ่งปัจจุบันระดับพลังงานของเครื่องยนต์ดังกล่าวมักอยู่ที่หลักสิบกิโลวัตต์

สถาบันฯ ทิ้งท้ายว่าระบบขับเคลื่อนนี้สามารถนำไปใช้เพื่อมอบแรงขับที่ทรงพลังและเชื่อถือได้แก่ยานอวกาศขนาดใหญ่และยานอวกาศขนาดใหญ่พิเศษของจีน

Health News : คนไข้ปลูกถ่ายหัวใจจาก ‘ไทเทเนียม’

Health News : คนไข้ปลูกถ่ายหัวใจจาก ‘ไทเทเนียม’

Health News : คนไข้ปลูกถ่ายหัวใจจาก ‘ไทเทเนียม’

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชายชาวออสเตรเลียวัย 40 ปี ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรง กลายเป็นคนไข้โรคหัวใจคนแรกในโลก ที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจเทียม “ไบวาคอร์” (BiVACOR) ที่ทำมาจากไทเทเนียม โดยเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจนานถึง 6 ชั่วโมง ที่โรงพยาบาลในนครซิดนีย์ ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว หลังผ่านมากว่า 100 วัน ชายหัวใจเทียมจากไทเทเนียมได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้วตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาเป็นคนไข้รายที่ 6 ของโลกที่ได้รับหัวใจเทียมแบบสมบูรณ์ แต่เป็นชาวออสเตรเลียคนแรกที่เข้ารับการผ่าตัดดังกล่าว และยังเป็นคนเดียวในบรรดาคนไข้ทั้ง 6 รายที่ออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับหัวใจเทียม ในขณะที่ผู้ป่วยที่เหลือยังคงอยู่ในโรงพยาบาลและรอการปลูกถ่ายจากผู้บริจาค

สำหรับหัวใจเทียมแบบสมบูรณ์ “ไบวาคอร์” (BiVACOR) คิดค้นโดย ดร.แดเนียล ทิมม์ส นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลีย เป็นอุปกรณ์ปลูกถ่ายแบบแรกของโลกที่สามารถทำหน้าที่แทนหัวใจของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยจำลองหัวใจมนุษย์ทั้งสองข้าง ทำจากไทเทเนียม มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวชิ้นเดียว คือ โรเตอร์ลอยตัวที่ยึดเข้าที่ด้วยแม่เหล็ก ไม่มีวาล์วหรือตลับลูกปืนเชิงกลที่อาจสึกหรอได้ สามารถสูบฉีดเลือดไปที่ร่างกายและปอด ทำหน้าที่แทนห้องหัวใจทั้งสองห้องที่ล้มเหลวไป หัวใจเทียมนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นตัวเชื่อม เพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ต่อไปจนกว่าจะสามารถปลูกถ่ายหัวใจจากผู้บริจาคได้ แต่เป้าหมายของ ดร.ทิมม์ส คือการให้อุปกรณ์ปลูกถ่ายนี้กลายเป็นวิธีแก้ปัญหาแบบถาวรในสักวันหนึ่ง

สำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีผู้เสียชีวิตราวปีละ 18 ล้านคน ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก

โซไซตี้ : King Power International Ladies’ Polo Tournament 2025 รอบชิงชัยถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติ

โซไซตี้ : King Power International Ladies’ Polo Tournament 2025  รอบชิงชัยถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติ

โซไซตี้ : King Power International Ladies’ Polo Tournament 2025 รอบชิงชัยถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติ

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วรมาศ ศรีวัฒนประภา, นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น และนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิง

เกาะติดขอบสนามชมรอบชิงชนะเลิศการแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงรายการ “King Power International Ladies’ Polo Tournament 2025” (คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เลดี้ส์ โปโล ทัวร์นาเมนต์ 2025) จัดโดย “สมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย” เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ การแข่งขันในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงระดับโลกเข้าร่วมแข่งขัน จำนวน 4 ทีม โดยในรอบชิงชนะเลิศทีมคิง เพาเวอร์ สามารถคว้าถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติไปครอง นอกจากร่วมลุ้นไปกับเกมส์การแข่งขัน แขกผู้มีเกียรติยังได้ชื่นชมกับสีสันการแต่งกายภายใต้คอนเซ็ปต์ “Bold Elegance” สร้างความสวยงามขณะร่วมประเพณีย่ำสนาม (Stomping The Divots) กิจกรรมไฮไลท์อันเป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโล ณ สนามวีเอส สปอร์ตคลับ แอนด์ สยามโปโล ปาร์ค อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

การแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงรายการดังกล่าวขับเคลื่อนการแข่งขันมาอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2568 ร่วมชิงชัยถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติของนักขี่ม้าโปโลหญิงจาก 4 ทีม ได้แก่ ทีม 512 โปโล, ทีมแอช ฟาร์ม อารีน่า โปโล,ทีมลอรีอัล ปารีส และ ทีม คิง เพาเวอร์ นำโดย พลอย ปิ่นแสง โดยปีนี้ได้รับความสนใจจากนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงระดับโลกเข้าร่วมการแข่งขัน อาทิเฮเซล แจ๊คสัน นักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงมือวางอันดับหนึ่งของโลก, บีนนี่ แบรดลีย์ นักกีฬาขี่ม้าโปโลเยาวชนทีมชาติจากประเทศอังกฤษ, ลีอา ซาลโว นักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงมือวางอันดับหกของโลก จากประเทศอาร์เจนตินา โดยรอบชิงชนะเลิศเป็นการลงสนามแข่งขันระหว่าง ทีมคิง เพาเวอร์ นำโดย พลอย ปิ่นแสงนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงทีมชาติไทยชุดเหรียญเงินซีเกมส์ 2017 พบกับ ทีมลอรีอัล ปารีส นำโดย “หลิงหลิง” ศศิร์รัช โตมงคล นักกีฬาขี่ม้าโปโลดาวรุ่งชาวไทย

ถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติในการแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลหญิง “King Power International Ladie’s PoloTournament 2025”

ผลการแข่งขัน ทีมคิง เพาเวอร์ สามารถเอาชนะไปด้วยคะแนน 10 ต่อ 8 คว้าถ้วยรางวัลฯ ไปครองได้สำเร็จ โดยมี วรมาศ ศรีวัฒนประภา รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่ด้านการตลาด กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เป็นประธานในการโยนลูกโปโลเปิดการแข่งขัน และมอบรางวัลชนะเลิศ นอกจากนี้ นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่นอุปนายกสมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทยมอบรางวัล Best Pony Award ให้แก่ ม้าตาชวยล่าขี่โดย ลีอา ซาลโว จากทีม คิง เพาเวอร์ และชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)มอบรางวัล MVP Award หรือ รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าประจำการแข่งขันในครั้งนี้ ให้กับ เอเลน่า วีนอตจากทีมลอรีอัล ปารีส ท่ามกลางบรรยากาศเกมส์การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศสุดเข้มข้น มีเหล่าเซเลบริตี้คนดังของเมืองไทยมาร่วมชม ร่วมเชียร์ และร่วมให้กำลังใจนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิง อาทิ จิรพัชร์-พิมพ์ญาดา วิไลลักษณ์, ทัตวร สุกัณศีล, ม.ร.ว.จุลรังษียุคล และ คลอดีน อทิตยา เครก ฯลฯ โดยบรรดาแขกผู้มีเกียรติก็ไม่พลาดลงไปร่วมสัมผัสประเพณีย่ำสนาม (Stomping the Divots) อันเรียกได้ว่าเป็นธรรมเนียมที่จะเห็นได้ระหว่างช่วงพักการแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลเท่านั้น นับเป็นภาพอันสวยงามที่ผู้เข้าชมการแข่งขันต่างพร้อมใจกันเดินลงสู่สนามด้วยลุคการแต่งกายตามคอนเซ็ปต์ “BoldElegance” เพื่อช่วยกันกลบดินและเกลี่ยรอยเท้าม้า ทำให้พื้นสนามเรียบขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เหล่าผู้ชื่นชอบกีฬาขี่ม้าโปโลได้พบปะพูดคุยกันแบบใกล้ชิด ผู้ที่เข้าชมกีฬาขี่ม้าโปโลรู้สึกถึงการมีส่วนร่วม รวมทั้งช่วยสร้างสีสันบรรยากาศภายในสนามให้คึกคัก และช่วยสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันอีกด้วย

ทีมคิง เพาเวอร์ คว้าแชมป์รายการนี้ไปครองได้สำเร็จ

การแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงฯ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกทั้งยังเป็นการแสดงพลังอันแข็งแกร่งของผู้หญิง นับเป็นหนึ่งในรายการที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงจากระดับนานาชาติเข้าร่วมการแข่งขันและเป็นรายการที่มีการเก็บคะแนน World Ranking ของผู้หญิงอีกด้วย โดยนับเป็นการแข่งขันรายการที่ 2 ของสมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย ซึ่งมีการวางแผนทัวร์นาเมนต์ในปี 2568 ไว้ทั้งหมด 3 รายการ ประกอบด้วย รายการแรกThe Ambassador Cup 2025 รายการที่ 2 King Power International Ladie’s Polo Tournament2025 และรายการที่ 3 Thailand PoloChampionship 2025 ที่จัดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้

นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น อุปนายกสมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทยมอบรางวัล Best Pony Award ให้แก่ ม้าตาชวยล่า

นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น อุปนายกสมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทยมอบรางวัล Best Pony Award ให้แก่ ม้าตาชวยล่า

วรมาศ ศรีวัฒนประภา ประธานโยนลูกโปโลเปิดการแข่งขัน

วรมาศ ศรีวัฒนประภา ประธานโยนลูกโปโลเปิดการแข่งขัน

พัชทรี ภักดีบุตร, อรวรรณ อิงคสิทธิ์ เสตะพันธุ์ และแขกผู้มีเกียรติ

พัชทรี ภักดีบุตร, อรวรรณ อิงคสิทธิ์ เสตะพันธุ์ และแขกผู้มีเกียรติ

เจย์ สเปนเซอร์, เดล ดีล่า, วรสุดา แพ่งสภา และเพื่อนๆ

เจย์ สเปนเซอร์, เดล ดีล่า, วรสุดา แพ่งสภา และเพื่อนๆ

พลอย ปิ่นแสง และเพื่อนๆ

พลอย ปิ่นแสง และเพื่อนๆ

คริส จาติกรัตน์ และครอบครัว

คริส จาติกรัตน์ และครอบครัว

ชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง และ เสาวนีย์ ไผทวณิชย์

ชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง และ เสาวนีย์ ไผทวณิชย์

อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา และ ธนศร ตั้งเจริญเสถียร

อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา และ ธนศร ตั้งเจริญเสถียร

รวิ อิทธิระวิวงศ์, วรวิชยะ ศิรศีล ศรีวัฒนประภา,วรมาศ-วรวิประภา ศิรศีล ศรีวัฒนประภา

รวิ อิทธิระวิวงศ์, วรวิชยะ ศิรศีล ศรีวัฒนประภา,วรมาศ-วรวิประภา ศิรศีล ศรีวัฒนประภา

บรรยากาศในการแข่งขัน

บรรยากาศในการแข่งขัน

บรรยากาศในการแข่งขัน

บรรยากาศในการแข่งขัน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระเขี้ยวแก้ว’ภูมิศรัทธาสักการะของชาวไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระเขี้ยวแก้ว’ภูมิศรัทธาสักการะของชาวไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘พระเขี้ยวแก้ว’ภูมิศรัทธาสักการะของชาวไทย

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระเขี้ยวแก้ว ศรีลังกา

การที่รัฐบาลไทย ได้ร่วมกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากวัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนมาประดิษฐาน ณ ลานท้องสนามหลวง เป็นการชั่วคราว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ และในโอกาสการครบรอบ ๕๐ ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ในปี พ.ศ.๒๕๖๘ โดยเปิดให้ประชาชนสักการะระหว่างวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๗-๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ รวมเป็นเวลา ๗๓ วัน และร่วมกันอัญเชิญกลับสาธารณรัฐประชาชนจีนในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ นั้น ทำให้ทุกคนพากันศรัทธาสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว)ที่ประดิษฐาน ณ วัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นเชื่อว่าเป็นพระเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้ายของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเดิมประดิษฐาน ณ แคว้นคันธาระ ต่อมาได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เมืองฉางอัน (ชีอาน) สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยพระภิกษุฟาเหียน เมื่อคราวจาริกไปสืบพระศาสนายังอินเดีย ปัจจุบันพระเขี้ยวแก้วองค์นี้ไปประดิษฐาน ณ วัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ลักษณะองค์พระเขี้ยวแก้วมีความยาวประมาณ ๑ นิ้ว ประดิษฐานในพระสถูปทองคำประดับอัญมณีล้ำค่าตามลักษณะศิลปกรรมแบบจีน ด้วยเป็นพระเขี้ยวแก้ว ๑ ใน ๒ องค์ที่ปรากฏในโลก

อนุสาวรีญ์พระภิกษุฟาเหียน

พระเขี้ยวแก้ว หรือ พระทาฐธาตุ คือพระทันตธาตุส่วนที่เป็นเขี้ยวของพระโคตมพุทธเจ้า ซึ่งตามลักขณสูตรในพระไตรปิฎกภาษาบาลี ได้กล่าวถึงมหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการมีข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึง ลักษณะของพระทาฐะหรือเขี้ยวของบุคคลผู้มีลักษณะแห่งมหาบุรุษว่า“เขี้ยวพระทนต์ทั้งสี่งามบริสุทธิ์” จากการที่ โฑณพราหมณ์ แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้กษัตริย์เมื่อครั้งพุทธกาลนั้น ว่า “ท่านทั้งหลายจงสดับคำแห่งเราสักครู่หนึ่ง ซึ่งพระบรมครูแห่งเราย่อมตรัสเทศนาซึ่งขันติธรรมว่าประเสริฐแล ซึ่งมาเกิดยุทธประหารในที่พระสารีริกธาตุ อันศาสดาปรินิพพานนี้ บ่มิดีบ่มิสมควร ดูกรท่านทั้งหลาย จงอดกลั้นเสียซึ่งโทษจึงคิดประนีประนอมพร้อมหฤทัยยินดีด้วยกัน เราจะแบ่งปันพระบรมธาตุออกเป็น ๘ ส่วน ให้แก่บพิตรทั้งปวงตามควร องค์ละส่วนเสมอกัน จะได้อัญเชิญไปก่อพระสถูปบรรจุไว้ทุกพระนคร เป็นที่ให้ไหว้บูชาแห่งมหานครในทิศทั้งหลายต่างๆ”

พระภิกษุฟาเห็ยน

การแบ่งครั้งนั้น ถ้า โฑณพราหมณ์ ไม่ซ่อนพระเขี้ยวแก้วไว้ในพระประโฑณแล้ว ไหนเลยจะหลุดรอดมาให้สักการบูชากัน ข้อมูลนี้จึงทำให้เชื่อกันว่า พระเขี้ยวแก้วมีทั้งหมด ๔ องค์ คือ ๑.พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนขวา ท้าวสักกะอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระจุฬามณีเจดีย์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ๒.พระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำขวา ประดิษฐานที่แคว้นกลิงคะ แล้วจึงถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ ลังกาทวีป ที่วัดพระเขี้ยวแก้ว ประเทศศรีลังกา ปัจจุบัน ๓.พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้าย ประดิษฐาน ณ แคว้นคันธาระ แล้วเชื่อว่าถูกอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เมืองฉางอัน หรือเมืองฉางอัน ประเทศจีน โดย พระภิกษุฟาเหียน เมื่อคราวจาริก ไปสืบพระศาสนายังอินเดีย ปัจจุบันพระเขี้ยวแก้วองค์นี้ถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์ณ วัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง ๔.พระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำซ้ายประดิษฐานในภพบาดาลของพญานาค สรุปว่าเป็นที่เชื่อกันว่าบนโลกมนุษย์นี้มีพระเขี้ยวแก้วขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่๒ องค์ นอกจากนี้ พระเขี้ยวแก้วยังจัดเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่ไม่แยกกระจัดกระจาย องค์มีลักษณะแข็งแกร่งรวมกันแน่น ด้วยความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนเลื่อมใสในองค์พระเขี้ยวแก้วเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมืองแคนดี้ ศรีลังกา นั้นจัดงานแห่พระเขี้ยวแก้วด้วยช้างที่มีสีสัน สร้างชื่อเสียงเช่นเดียวกับพิธีแห่พระเขี้ยวแก้วที่วัดพระพุทธบาท สระบุรี และเรื่องพระเขี้ยวแก้วจึงมีปรากฏศรัทธาสักการะอยู่หลายแห่งในไทย

ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ เสด็จฯ สักการะ

ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ เสด็จฯ สักการะ

โฑณพราหมณ์ แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ

โฑณพราหมณ์ แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ

วัดหลิงกวง ปักกิ่ง

วัดหลิงกวง ปักกิ่ง

วัดแคนดี้ ศรีลังกา

วัดแคนดี้ ศรีลังกา

รัฐบาลไทย-จีน ร่วมกันจัดงาน

รัฐบาลไทย-จีน ร่วมกันจัดงาน

พราหมณ์โฑณพราหมณ์ซ่อนพระธาตุ

พราหมณ์โฑณพราหมณ์ซ่อนพระธาตุ

พระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้ ศรีลังกา

พระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้ ศรีลังกา

พระเขี้ยวแก้ว ที่วัดหลิงกวง

พระเขี้ยวแก้ว ที่วัดหลิงกวง

พระเขี้ยวแก้วที่เมืองแคนดี้

พระเขี้ยวแก้วที่เมืองแคนดี้

พระภิกษุฟาเหียน

พระภิกษุฟาเหียน

พระเขี้ยวแก้ว วัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง

พระเขี้ยวแก้ว วัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง

‘Central Summer Fest 2025’ เนรมิตห้างสู่แฮงก์เอาท์สปอต รองรับนักช้อปช่วงซัมเมอร์-สงกรานต์

‘Central Summer Fest 2025’ เนรมิตห้างสู่แฮงก์เอาท์สปอต  รองรับนักช้อปช่วงซัมเมอร์-สงกรานต์

‘Central Summer Fest 2025’ เนรมิตห้างสู่แฮงก์เอาท์สปอต รองรับนักช้อปช่วงซัมเมอร์-สงกรานต์

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระตุ้นพลังช้อปรับไฮซีซั่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล มุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่เพื่อนักช้อป ตอกย้ำความเป็นผู้นำแห่งการเป็นช้อปปิ้งเดสติเนชั่น ล่าสุด! เตรียมเปิดแคมเปญใหญ่รับหน้าร้อนกับ “Central Summer Fest 2025” (เซ็นทรัล ซัมเมอร์ เฟส) ยกระดับประสบการณ์ช้อปเพื่อลูกค้าทุกสไตล์ให้เพลิดเพลินไปกับสีสันซัมเมอร์ อัปเดตเทรนด์แฟชั่นคอลเลคชั่นใหม่ก่อนใครด้วยการผนึกแบรนด์ไทยและแบรนด์ดังชั้นนำระดับโลก ทั้งหมวดบิวตี้ แฟชั่นโฮม สินค้า แม่และเด็ก ทุกชั้น ทุกแผนก จัดเต็มข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูชีฟเฉพาะงานนี้ ปักธงศูนย์กลางจุดนัดพบที่รองรับความต้องการลูกค้าทุกเซกเมนต์ของชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา และทุกแพลตฟอร์มช้อปปิ้งของห้าง

ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล

ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ซัมเมอร์นี้ ห้างเซ็นทรัลของเราจัดแคมเปญ “Central Summer Fest 2025”อย่างยิ่งใหญ่ เราจับมือแบรนด์ชั้นนำในทุกหมวดหมู่เพื่อให้ลูกค้าได้ช้อปสินค้าแฟชั่นคอลเลคชั่นใหม่ควบคู่ไปกับกิจกรรมสุดพิเศษ และดีลที่คุ้มค่ามากที่สุดท่ามกลางบรรยากาศห้างเซ็นทรัลทุกสาขาที่เราตกแต่งเพิ่มมู้ดความคึกคักให้มาช้อปแล้วสนุกขึ้น มอบประสบการณ์ในธีมใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์ รองรับลูกค้าช่วงไฮซีซั่นไตรมาส 1 ต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 2 ที่นับเป็นช่วงพีคสุดของรีเทลอีกช่วงหนึ่งเพราะมีทั้งวันหยุดปิดเทอมของเด็กๆ บางคนใช้วันหยุดพักร้อนไปทริปต่างๆ และมาช้อปปิ้งใช้เวลากับคนพิเศษที่ห้างเรา โดยปีนี้เราตั้งเป้ายอดขายโตขึ้น 15% โดยมีกลุ่มสินค้าขายดีได้แก่ สินค้าแฟชั่น แว่นตา ชุดว่ายน้ำ หมวก, กลุ่มสินค้าบิวตี้ อย่าง ครีมกันแดด ลิปสติกรวมไปถึงสินค้าโฮม หรือแกดเจ็ต เราหวังว่าอีเว้นท์โปรโมชั่น การตกแต่งห้างที่เราตั้งใจทำอย่างดีที่สุดจะได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าดีเช่นเคยและมีทราฟฟิคเพิ่มขึ้นจากเหล่านักช้อปทั้งไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันเรามีฐานลูกค้าต่างชาติมาจากประเทศ รัสเซีย, จีน, กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง และยุโรป & เมียนมา(ตามลำดับ)”

ตลอดซัมเมอร์นี้ห้ามพลาด! แคมเปญ “Central Summer Fest 2025” ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2568- 1 พฤษภาคม 2568 หรือช้อปง่ายทุกที่ ทุกเวลา ผ่านช่องทางช้อปปิ้งสุดพิเศษทั้ง Central App, เว็บไซต์ www.central.co.th, Central Chat & Shop ช้อปและแชทผ่านไลน์ @Centralofficial และบริการCentral Personal Shopper On Demandโทร.1425 ผู้ช่วยช้อปส่วนตัว รวมถึงช้อปผ่านเฟซบุ๊กเพจและอินบ็อกซ์ของ Facebook page :Central Department Store และอย่าลืมแฮชแท็กความสนุกที่ #CentralDepartmentStore#CentralSummerFest2025

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชายจีนทุ่มเวลา 10 ปี

พลิกฟื้นภูเขารกร้าง เพิ่มรายได้เกษตรกร

อู๋กวงหรง ชายจีนจากตำบลฟางเสียง มณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ได้เข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมการจัดภูมิทัศน์เป็นเวลาหลายปีตั้งแต่เรียนจบจากโรงเรียนอาชีวศึกษาด้านป่าไม้เมื่อปี 2001

ด้วยความหลงใหลในป่าไม้ อู๋ตัดสินใจเช่าพื้นที่ภูเขารกร้างขนาด 4,000 หมู่ (ราว 1,600 ไร่) ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอหลงหลี่เมื่อปี 2013 และค่อยๆ พัฒนาให้กลายเป็นอุทยานเชิงนิเวศ โดยเน้นการเพาะปลูกต้นชาน้ำมันคามิเลียเป็นหลัก พร้อมด้วยกล้าไม้สำหรับการปลูกป่า ผลไม้คุณภาพสูง และการทำเกษตรในป่า

เมื่อไม่นานมานี้ อุทยานเชิงนิเวศของอู๋ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมหลักในการฟื้นฟูพื้นที่ชนบท ซึ่งไม่เพียงแต่พลิกฟื้นภูเขารกร้างให้กลับมาเขียวขจี แต่ยังสร้างงานให้กับชาวบ้านท้องถิ่นอีกด้วย

ขอบคุณภาพ จากสำนักข่าวซินหัว

ตะลอนเที่ยว : ระนอง‘ฝนแปด แดดสี่’และทะเลเมียนมา

ตะลอนเที่ยว : ระนอง‘ฝนแปด แดดสี่’และทะเลเมียนมา

ตะลอนเที่ยว : ระนอง‘ฝนแปด แดดสี่’และทะเลเมียนมา

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมืองฝนแปด แดดสี่ เมืองนี้คือเมืองระนอง จังหวัดขนาดเล็ก แต่ทว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากมาย เพราะสมัยก่อนนั้นอุดมทั้งแร่ธาตุ โดยเฉพาะแร่ดีบุก และยังอุดมด้วยพืชพันธ์ุธัญญาหาร และยังเป็นแหล่งสำคัญของการผลิตอาหารทะเลอีกด้วย ไม่ว่าอาหารทะเลนั้นจะมาจากทะเลไทยหรือทะเลเมียนมาก็ตาม เพราะระนองอยู่ใกล้ชิดกับจังหวัดเกาะสองของเมียนมา (เกาะสองไม่ใช่เกาะ แต่เป็นส่วนปลายสุดของแหลมจากแผ่นดินใหญ่ของเมียนมา) 

ระนองในวันนี้เป็นเมืองที่ถูกมองว่าเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ไม่มีความคึกคักในเชิงธุรกิจเหมือนกับจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ เช่น ภูเก็ต กระบี่ สงขลา นครศรีธรรมราช หรือสุราษฎร์ธานี แต่ต้องบอกว่าระนองแท้จริงแล้วเมืองระนองมีความน่าสนใจมากมาย เพราะเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญเมืองหนึ่งของจังหวัดชายทะเลด้านอันดามัน และยังเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญกับเมียนมา ส่วนตัวจังหวัดระนองเองก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เช่น หาดทราย เกาะแก่ง น้ำตก เนินเขา และโบราณสถานสำคัญ แต่ทรัพยากรสำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งของระนองคือ น้ำแร่ร้อน ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์ 

ระนองมีแหล่งน้ำแร่ร้อนหลายแห่ง เช่น รักษะวาริน พรรั้ง คลองบางริ้น รัตนรังสรรค์บ้านหาดยาย พรุหลุมพี และบ้านนา เป็นต้น ดังนั้น เมื่อเราไปถึงเมืองระนองแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องทำก็คือไปแช่น้ำแร่จากแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ น้ำแร่เมืองระนองมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เพราะไม่มีกลิ่นกำมะถันแรงจัดเหมือนน้ำแร่ร้อนจากแหล่งอื่นๆ และยังมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์คือแมกนีเซียม โซเดียมซัลเฟต และแคลเซียม ดังนั้น จึงทำให้ผู้ที่แช่น้ำแร่เมืองระนองแล้วสามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคข้ออักเสบ ปวดข้อ บำบัดอาการปวดเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ และรักษาโรคผิวหนังได้อีกด้วย ผู้ที่แช่น้ำแร่ร้อนจะทำให้ขยายหลอดเลือด และผ่อนคลายความเมื่อยล้า ความเครียดได้ แต่ต้องแช่น้ำแร่ร้อนตามระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่นานจนเกินไป 

แต่สิ่งสำคัญที่นักท่องเที่ยวต่างแดนต้องทำเมื่อไปเยือนเมืองระนองคือ ไปเที่ยวเกาะ เที่ยวทะเล และชมชายหาดสวยๆ ของระนอง แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยข้ามแดนไปเที่ยวเกาะในเขตเมียนมา ถามว่าทำไมต้องไปเที่ยวเกาะและทะเลของเมียนมาตอบสั้นๆ ว่าเพราะสวยเหลือเกิน เช่น เกาะเซตันเกาะหัวใจมรกต เกาะฮอร์สชู เกาะย่านเชือก เกาะซาลิ เกาะนาวโอพี เป็นต้น แต่ที่สำคัญคือเมื่อไปเที่ยวเกาะแล้ว ก็ต้องดำน้ำแบบดำน้ำตื้น (snorkeling) เพื่อดูโลกใต้ทะเลที่มีระดับความลึกของน้ำไม่เกิน 10 เมตร แล้วจะได้พบกับความงามสุดบรรยายของแหล่งมีชีวิตใต้น้ำ ที่มีทั้งปะการังสารพัดชนิด ปลาสารพัดชนิด ที่มีสีสันสวยงาม และแสนน่ารักอย่างเช่น ปลาการ์ตูน ดอกไม้ทะเล เต่า หมึกปลาไหลมอเรย์ และบางทีก็พบฉลามที่ไม่เป็นอันตรายกับนักท่องเที่ยว 

หลายคนที่ไม่เคยไประนองอาจถามว่าระนองมีอะไรดี ทำไม Mr.Flower ชวนไปเที่ยวระนอง ตอบว่ามีดีหลายอย่าง คือดีทั้งที่เที่ยว ที่กิน ที่นอน และที่สำคัญคือเป็นเมืองที่เราสามารถใช้ชีวิตแบบไม่ต้องเร่งรีบมากนักเมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ เพราะระนองเป็นเมืองชิล ชิล และซอฟท์ ซอฟท์ รับรองว่าเมื่อคุณได้สัมผัสแล้วจะรักอย่างแน่นอน 

Mr.Flower จัดทริปรับสมาชิก 16 คนเท่านั้น เราจะไปเที่ยวระนองและข้ามไปเกาะซาลิ ของเมียนมากันในวันที่ 28 มีนาคมถึง 1 เมษายนนี้ หากคนสนใจร่วมทริปสุดพิเศษไปด้วยกัน รีบติดต่อด่วนที่ 091-7233615