เผยภาพถ่ายดาวเทียมก่อน-หลังแผ่นดินไหวพม่า สภาพความเสียหายหนักจากแผ่นดินไหว อาคาร สะพาน วัดพังราบ

เผยภาพถ่ายดาวเทียมก่อน-หลังแผ่นดินไหวพม่า สภาพความเสียหายหนักจากแผ่นดินไหว อาคาร สะพาน วัดพังราบ

31 มี.ค. 2568 10:28 น.

เผยภาพถ่ายดาวเทียมก่อน-หลังแผ่นดินไหวพม่า สภาพความเสียหายหนักจากแผ่นดินไหว อาคาร สะพาน วัดพังราบ

ภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นสภาพความเสียหายหนักจากแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ในพม่า ทั้งอาคารบ้านเรือน สะพานสำคัญ วัด เจดีย์ และบ้านเรือนพังยับ

วันที่ 29 มีนาคม 2568 บริษัทจัดทำภาพถ่ายดาวเทียม Planet Labs PB และ Maxar Technologies เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นความเสียหายอย่างรุนแรงจากแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่เกิดขึ้นในเมียน (พม่า) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมีการพังทลายของโครงสร้างสำคัญในหลายพื้นที่ของพม่า

ในกรุงเนปิดอว์ ภาพดาวเทียมแสดงให้เห็นอาคารหอควบคุมการจราจรทางอากาศที่สนามบินนานาชาติเนปิดอว์ พังลง นอกจากนี้ ภาพถ่ายยังเผยให้เห็นการพังทลายของสะพานอังวะ ในเมืองสะกาย ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำอิรวดีที่เชื่อมต่อเมืองสะกายและมัณฑะเลย์ อีกทั้งวัดพุทธหลายแห่งในมัณฑะเลย์ และสะกายก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ภาพถ่ายยังเผยให้เห็นบ้านเรือนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว พังยับจนไม่เหลือซาก

เผยภาพถ่ายดาวเทียมก่อน-หลังแผ่นดินไหวพม่า สภาพความเสียหายหนักจากแผ่นดินไหว อาคาร สะพาน วัดพังราบ

ทั้งนี้ ภาพจากดาวเทียมได้สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของความเสียหายที่เกิดขึ้น และช่วยให้การประเมินความช่วยเหลือในพื้นที่เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อหลายส่วนของประเทศ และเพิ่มความยากลำบากในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เข้าถึงยากและได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองในพม่า.

แผ่นดินไหวเมียนมา : กู้ภัยเร่งมือ ช่วยผู้รอดชีวิตได้หลายรายจากซากอาคารถล่มในเมียนมา

แผ่นดินไหวเมียนมา : กู้ภัยเร่งมือ ช่วยผู้รอดชีวิตได้หลายรายจากซากอาคารถล่มในเมียนมา

31 มี.ค. 2568 09:48 น.

แผ่นดินไหวเมียนมา : กู้ภัยเร่งมือ ช่วยผู้รอดชีวิตได้หลายรายจากซากอาคารถล่มในเมียนมา

ทีมกู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกจากซากปรักหักพังทั้งในภูมิภาคสะกายทางตอนเหนือของเมียนมา และในเมืองมัณฑะเลย์ อีกหลายคน หลังผ่านไปนานเกือบ 60 ชั่วโมง

ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไปทั้งใน เมียนมา และ ประเทศไทย หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวความแรง 7.7 แม็กนิจูดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยยอดผู้เสียชีวิตในเมียนมาอยู่ที่อย่างน้อย 1,700 ศพและยังคงมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยคน โดยล่าสุดทีมกู้ภัยสามารถช่วยชีวิตผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารเรียนที่พังถล่มในภูมิภาคสะกายได้ 4 คน หลังจากผ่านมานานถึง 60 ชั่วโมง และพบว่ามี 1 ศพ ถูกกู้ขึ้นมาจากซากอาคารเดียวกัน

แผ่นดินไหวเมียนมา : กู้ภัยเร่งมือ ช่วยผู้รอดชีวิตได้หลายรายจากซากอาคารถล่มในเมียนมา

แม้จะมีการปฏิบัติการกู้ภัยตั้งแต่วันศุกร์และเริ่มมีความช่วยเหลือจากต่างประเทศทยอยเดินทางมาถึง แต่การเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดยังล่าช้า ทำให้ประชาชนบางส่วนต้องพยายามขุดหาผู้รอดชีวิตด้วยมือเปล่า

เมื่อคืนวันเสาร์ หญิงชรารายหนึ่งได้รับการช่วยเหลือจากซากอาคารของโรงพยาบาล Ottara Thiri ในกรุงเนปิดอว์ หลังติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังนานถึง 36 ชั่วโมง ภาพเหตุการณ์แสดงให้เห็นว่าเธอถูกเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากจีนนำตัวขึ้นเปลหามไปยังรถพยาบาล ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินที่อยู่โดยรอบ

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าทีมกู้ภัยแห่งชาติจีนสามารถช่วยเหลือหญิงชาวเมียนมาออกจากซากโรงแรมที่พังถล่มในเมืองมัณฑะเลย์ได้อีกหนึ่งคน โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยจีนสามารถตรวจพบผู้รอดชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 19:30 น. ก่อนเข้าไปในซากอาคารและพบว่าหนึ่งในผู้ติดอยู่ข้างในยังมีสติสัมปชัญญะ โดยมีสัญญาณชีพที่คงที่ และได้รับการช่วยเหลือออกจากซากอาคารของโรงแรมเกรท วอลล์ หลังจากปฏิบัติการกู้ภัยยาวนาน 5 ชั่วโมง  โดยแผ่นดินไหวรุนแรงทำให้โรงแรมพังถล่มลงมาครึ่งหนึ่ง ชั้นล่างของอาคาร ถูกบดขยี้จนกลายเป็นซากปรักหักพัง

ขณะที่หน่วยดับเพลิงท้องถิ่นในเมืองมัณฑะเลย์รายงานว่า มี 29 คน ได้รับการช่วยเหลือจากอพาร์ตเมนต์ที่ถล่ม โดยมีรายงานอาฟเตอร์ช็อกเกิดขึ้นต่อเนื่องในเมียนมา เมื่อวันอาทิตย์เกิดแรงสั่นสะเทือนขนาด 5.1 แมกนิจูด ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมัณฑะเลย์

ล่าสุดความช่วยเหลือจากนานาชาติกำลังทยอยเข้าสู่เมียนมา ทั้งการส่งทีมกู้ภัยและความช่วยเหลือมาให้ ดังนี้ :

จีน ส่งทีมกู้ภัย 82 คน
ฮ่องกง ส่งทีมกู้ภัย 51 คนเมื่อวันอาทิตย์
อินเดีย ส่งเที่ยวบินบรรทุกทีมกู้ภัยและอุปกรณ์ฉุกเฉิน
มาเลเซีย เตรียมส่งทีมกู้ภัย 50 คน
ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ไอร์แลนด์, เกาหลีใต้, รัสเซีย, นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ส่งทีมกู้ภัยเข้าร่วมปฏิบัติการ
สหราชอาณาจักร ให้คำมั่นมอบเงินช่วยเหลือ 10 ล้านปอนด์ หรือ ประมาณ 450 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภัยพิบัติจากธรรมชาติ ยังคงมีรายงานว่ากองทัพเมียนมายังเดินหน้าโจมตี
ทางอากาศ ในหลายพื้นที่ของประเทศที่กำลังเผชิญกับสงครามกลางเมือง ส่งผลให้องค์การสหประชาชาติ ประณามการกระทำของกองทัพเมียนมา โดยระบุว่า นี่เป็นเรื่องที่ไร้มนุษยธรรมและยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

ขณะเดียวกันยังมีคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญไปยังเมียนมา ว่านอกจากความเสียหายจากแผ่นดินไหวแล้ว ประชาชนในเมียนมาอาจต้องเผชิญ ภัยพิบัติจากฤดูมรสุม ที่กำลังจะมาถึง

โดยลอเรน เอลเลอรี จากองค์กร International Rescue Committee กล่าวกับ BBC ว่า ปีที่แล้ว เมียนมาต้องเผชิญกับน้ำท่วมรุนแรง ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนและระบบสุขาภิบาล โดยตอนนี้กำลังเข้าสู่ฤดูมรสุม ซึ่งจะเริ่มมีฝนตกตั้งแต่เดือนเมษายน และฝนหนักจะเริ่มในเดือนพฤษภาคม และอาจจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลง.
 
 ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ แผ่นดินไหว

ริชาร์ด แชมเบอร์เลน นักแสดงอาวุโสชื่อดังเสียชีวิตแล้วในวัย 90 ปี

ริชาร์ด แชมเบอร์เลน นักแสดงอาวุโสชื่อดังเสียชีวิตแล้วในวัย 90 ปี

31 มี.ค. 2568 08:26 น.

ริชาร์ด แชมเบอร์เลน นักแสดงอาวุโสชื่อดังเสียชีวิตแล้วในวัย 90 ปี

ริชาร์ด แชมเบอร์เลน นักแสดงนำจากมินิซีรีส์ The Bourne Identity ปี 1988 ผู้ได้รับฉายาว่า ราชาแห่งมินิซีรีส์ เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 90 ปี

ริชาร์ด แชมเบอร์เลน นักแสดงอาวุโสชาวอเมริกัน ซึ่งมีผลงานแสดงในละครโทรทัศน์หลายเรื่องช่วงทศวรรษ 1980 รวมถึง Shogun (1981) เสียชีวิตแล้วในวัย 90 ปี จากภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดสมอง โดยตามคำแถลงของฮาร์ลาน บอลล์ นักประชาสัมพันธ์ของเขาระบุว่า แชมเบอร์เลนเสียชีวิตช่วงดึกของวันเสาร์ที่ฮาวาย

ริชาร์ด แชมเบอร์เลนแจ้งเกิดจากบท ดร.เจมส์ คิลแดร์ ในซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง Dr. Kildare (1961–1966) ซึ่งทำให้เขากลายเป็นไอดอลขวัญใจวัยรุ่นในทันที หนังสือพิมพ์ The Guardian เคยเขียนถึงเขาว่า “ราวกับพระเจ้าปั้นแต่งขึ้นมาจากเนย น้ำผึ้ง และความสง่างาม” บทบาทนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพที่ยาวนานกว่า 60 ปี ซึ่งครอบคลุมทั้งละครเวที ภาพยนตร์ และโทรทัศน์

ริชาร์ด แชมเบอร์เลน นักแสดงอาวุโสชื่อดังเสียชีวิตแล้วในวัย 90 ปี

นอกจากนี้ แชมเบอร์เลน เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่ถึง 4 ครั้ง จากบทบาทของนักเดินเรือชาวอังกฤษใน Shogun (1981) บทบาทนักบวชที่ต้องต่อสู้กับความรักใน The Thorn Birds (1983) สวมบทเป็นนักการทูตชาวสวีเดนใน Wallenberg: A Hero’s Story (1985)
และรับบทนำใน The Count of Monte Cristo (1975) โดยส่วนใหญ่เขารับบทเป็นชายหนุ่มโรแมนติก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาปกปิดเรื่องเพศของตนเองเป็นเวลานาน เพราะกลัวว่าสิ่งนี้จะทำลายอาชีพของเขา

นอกจากผลงานในจอแก้ว แชมเบอร์เลนยังได้รับเสียงชื่นชมจากการแสดงละครเวที ทั้งในบทศาสตราจารย์เฮนรี่ ฮิกกินส์ใน My Fair Lady, กัปตันฟอน แทรปป์ใน The Sound of Music, และในบทบาทจากละครของเชคสเปียร์อย่าง Hamlet และ Richard II

เขายังเป็นนักแสดงคนแรกที่รับบท “เจสัน บอร์น” ในมินิซีรีส์ The Bourne Identity ปี 1988

โปรดิวเซอร์ซูซาน แบร์วาลด์ กล่าวถึงเขาว่า “สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับริชาร์ด คือเขามีขอบเขตการแสดงที่กว้างมาก ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงบทบาทแต่ละครั้งทำให้เขาเป็นนักแสดงที่ทรงคุณค่า”

แชมเบอร์เลนเคยเปิดใจกับ The New York Times ในปี 2014 ว่าเมื่อคุณเติบโตขึ้นมาในยุค 1930s, 1940s และ 1950s การเป็นเกย์ไม่ใช่แค่เรื่องยาก แต่มันแทบเป็นไปไม่ได้ เขาเคยคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติร้ายแรงกับตัวเอง แม้แต่ตอนที่มีชื่อเสียงแล้ว ความรู้สึกนี้ก็ยังอยู่

อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกโล่งใจเมื่อออกมายอมรับเรื่องเพศของตนเองผ่านอัตชีวประวัติ Shattered Love: A Memoir ในปี 2003

แชมเบอร์เลนเกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 1934 ที่ลอสแองเจลิส และเป็นลูกชายคนสุดท้องของครอบครัว เขาเคยหวังจะเป็นศิลปิน แต่เปลี่ยนใจมาเป็นนักแสดงหลังจากเข้าเรียนที่ Pomona College ในแคลิฟอร์เนีย

อาชีพของเขาต้องหยุดชั่วคราวเมื่อถูกเกณฑ์เข้ากองทัพสหรัฐฯ ในปี 1956 และประจำการที่เกาหลี หลังจากปลดประจำการ เขากลับมาที่ลอสแองเจลิส ก่อตั้งคณะละครเวที และได้รับบทเล็กๆ ทางโทรทัศน์ ก่อนจะได้รับบทนำใน Dr. Kildare 

ความสำเร็จของซีรีส์ทำให้เขามีโอกาสแจ้งเกิดในวงการเพลงและภาพยนตร์ เช่น Petulia (1968) ที่แสดงคู่กับจูลี่ คริสตี้ และ The Madwoman of Chaillot (1969) คู่กับแคทเธอรีน เฮปเบิร์น

ช่วงปลายยุค 1960 เขาย้ายไปอังกฤษเพื่อฝึกฝนทักษะการแสดง โดยร่วมงานกับ BBC ใน The Portrait of a Lady และแสดงเป็น Hamlet ที่ Birmingham Repertory Theatre

แชมเบอร์เลนใช้ชีวิตอยู่ที่ฮาวายเป็นเวลาหลายปี และเคยมีความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 30 ปีกับมาร์ติน แรบบิตต์ นักแสดงและนักเขียน ซึ่งเป็นคู่แสดงของเขาในภาพยนตร์ผจญภัย Allan Quatermain and the Lost City of Gold (1986) แม้ว่าทั้งคู่จะแยกทางกันในปี 2010 แต่ยังคงเป็นเพื่อนสนิทกัน.

ที่มา: channelnewsasia 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นักแสดงชื่อดัง

เกาหลีใต้สอบสวนชายเยี่ยมสุสาน สงสัยเป็นต้นเหตุทำให้เกิดไฟป่าครั้งใหญ่

เกาหลีใต้สอบสวนชายเยี่ยมสุสาน สงสัยเป็นต้นเหตุทำให้เกิดไฟป่าครั้งใหญ่

31 มี.ค. 2568 04:00 น.

เกาหลีใต้สอบสวนชายเยี่ยมสุสาน สงสัยเป็นต้นเหตุทำให้เกิดไฟป่าครั้งใหญ่

ตำรวจเกาหลีใต้เตรียมสืบสวนชายผู้มาเยี่ยมสุสานของครอบครัว ในฐานะผู้ต้องสงสัยอาจเป็นต้นเหตุทำให้เกิดไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจเกาหลีใต้เริ่มการสืบสวนชายวัย 56 ปีคนหนึ่ง ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นต้นเหตุทำให้เกิดไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ศพ หลังชายคนนี้ไปเยี่ยมทำความสะอาดสุสานของญาติผู้ใหญ่เมื่อ 22 มี.ค. 2565 แล้วจุดไฟเผากิ่งไม้

ชายผู้ต้องสงสัยเป็นชาวเขตอุยซอง ในจังหวัดคยองซังเหนือ ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่ามากที่สุด โดยตำรวจระบุว่า ตอนนี้พวกเขาเพียงนำตัวชายคนนี้มาลงบันทึกเอาไว้ ยังไม่มีการจับกุม และจะเรียกตัวเขามาสอบปากคำเมื่อการตรวจสอบสุสานที่เกิดเหตุเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งอาจใช้เวลามากกว่า 1 เดือน ขณะที่ชายผู้ต้องสงสัยปฏิเสธข้อกล่าวหา

ตำรวจไม่เปิดเผยว่าผู้ต้องสงสัยรายนี้ชื่ออะไร ขณะที่สำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้รายงานว่า ลูกสาวของชายคนนี้เล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า พ่อของเธอพยายามใช้ไฟแช็กจุดเผากิ่งไม้ที่ห้อยอยู่เหนือสุสาน และกระแสลมหอบสะเก็ดไฟไปติดที่อื่นจนเกิดเป็นไฟป่าขึ้นมา

แต่ตำรวจเกาหลีใต้ไม่ยืนยันว่า รายงานของยอนฮัปเป็นความจริงหรือไม่

ทั้งนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 30 มี.ค. 2565 ในที่สุดเจ้าหน้าที่ของเกาหลีใต้ก็สามารถควบคุมไฟป่าจุดหลักได้แล้ว หลังพยายามมา 10 วัน

ไฟป่าดังกล่าวถูกลมพัดจนลุกลามอย่างรวดเร็ว และเป็นต้นเหตุให้เกิดไฟป่าจุดอื่นๆ อีกนับสิบแห่ง เผาผลาญพื้นที่รวมกว่า 48,000 เฮกตาร์ หรือเทียบเท่า 80% ของพื้นที่กรุงโซล เผาทำลายสิ่งปลูกสร้างไปมากกว่า 4,000 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน, โรงงาน หรือสมบัติของชาติ

วันโกอุน วัดเก่าแก่ในจังหวัดคยองซังเหนือ ที่สร้างตั้งแต่ ค.ศ. 618 และได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เป็นหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างที่ถูกไฟป่าเผาทำลาย

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้เตือนว่า แม้จะควบคุมไฟป่าจุดหลักได้แล้ว แต่ไฟป่าขนาดเล็กอื่นๆ ยังคงลุกมาติดใหม่อย่างต่อเนื่อง เพราะอากาศที่แห้งและมีต้นไม้เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ยังมีหวัง พม่าช่วยผู้รอดชีวิตได้อีก 4 ราย หลังติดใต้ซากโรงเรียน 60 ชั่วโมง

ยังมีหวัง พม่าช่วยผู้รอดชีวิตได้อีก 4 ราย หลังติดใต้ซากโรงเรียน 60 ชั่วโมง

31 มี.ค. 2568 01:50 น.

ยังมีหวัง พม่าช่วยผู้รอดชีวิตได้อีก 4 ราย หลังติดใต้ซากโรงเรียน 60 ชั่วโมง

เจ้าหน้าที่เมียนมาช่วยผู้รอดชีวิตอีก 4 รายออกจากใต้ซากโรงเรียนในภาคสะกาย หลังติดอยู่ในนั้นนานร่วม 60 ชั่วโมง แต่พบผู้เสียชีวิตด้วย 1 ศพ

เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 30 มี.ค. 2568 สำนักงานดับเพลิงในประเทศเมียนมาเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกจากใต้ซากอาคารโรงเรียนในภาคสะกาย ที่พังถล่มลงมาหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในวันศุกร์ที่ผ่านมาได้อีก 4 คน หลังพวกเขาติดอยู่ในนั้นนานร่วม 60 ชั่วโมง ขณะที่พบร่างผู้เสียชีวิตด้วย 1 ศพ

แผ่นดินไหวดังกล่าวมีความรุนแรงระดับ 7.7 แมกนิจูด เกิดขึ้นในเวลาประมาณ 12.50 น. ของวันศุกร์ที่ 28 มี.ค. 2568 จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ใกล้ภาคมัณฑะเลย์ และลึกลงไปใต้ดินเพียง 10 ม. ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วประเทศเมียนมา และในประเทศข้างเคียงอย่าง ไทย, อินเดีย และจีน

ปฏิบัติการค้นหาที่โรงเรียนแห่งนี้ยังดำเนินต่อไป เช่นเดียวกับที่กลุ่มอาคาร “สกาย วิลลา คอมเพล็กซ์” ในเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งพังถล่มลงมา 3 จาก 4 ตึก โดยนับตั้งแต่เมื่อวันศุกร์จนถึงตอนนี้ ทีมกู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้คนออกมาได้แล้ว 29 ราย พบร่างผู้เสียชีวิต 9 ศพ แต่คาดว่าอาจยังมีคนติดอยู่อีกกว่า 90 คน

ในวันอาทิตย์ ผู้นำกองทัพเมียนมาบอกกับนาย อันวาร์ อับราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในวันอาทิตย์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,700 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้บาดเจ็บราว 3,400 ราย และสูญหายอีกประมาณ 300 คน โดยที่คาดว่าตัวเลขผู้เคราะห์ร้ายจะเพิ่มสูงขึ้นอีก

ขณะเดียวกันมีรายงานด้วยว่า กองทัพรัฐบาลเมียนมายังคงดำเนินการโจมตีทางอากาศเข้าใส่ที่มั่นของฝ่ายต่อต้าน ท่ามกลางเสียงประณามจากหลายฝ่าย รวมถึงองค์การสหประชาชาติ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสิงคโปร์ เรียกร้องให้มีการหยุดยิงในทันที เพื่อเปิดทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์โมโหปูติน ขู่ตั้งกำแพงภาษีรัสเซียเพิ่ม ถ้าไม่ยอมเจรจายุติสงคราม

ทรัมป์โมโหปูติน ขู่ตั้งกำแพงภาษีรัสเซียเพิ่ม ถ้าไม่ยอมเจรจายุติสงคราม

31 มี.ค. 2568 01:31 น.

ทรัมป์โมโหปูติน ขู่ตั้งกำแพงภาษีรัสเซียเพิ่ม ถ้าไม่ยอมเจรจายุติสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า ตนเองโมโห วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียมาก ที่ไม่ให้ความร่วมมือกับการเจรจายุติสงครามในยูเครน พร้อมขู่ตั้งกำแพงภาษีเพิ่ม หากข้อตกลงไม่เกิดขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวของ เอ็นบีซี นิวส์ ในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันเสาร์ที่ 29 มี.ค. 2568 ที่ผ่านมาว่า เขารู้สึกโมโห วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียมาก และว่าเขาอาจตั้งกำแพงภาษีน้ำมันของรัสเซียเพิ่มเติม หากปูตินไม่ให้ความร่วมมือกับการเจรจาเพื่อยุติสงครามในยูเครน

“ผมโมโหมาก โกรธเลยละ ตอนที่ปูตินเริ่มพูดถึงความน่าเชื่อถือของเซเลนสกี เพราะมันไม่เป็นไปในทางที่ถูกต้อง คุณเข้าใจไหม?” นายทรัมป์กล่าวขณะให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ คริสเทน เวลเคอร์ โดยสื่อถึงเรื่องที่ปูตินพูดเรื่องความจำเป็นที่ต้องมีผู้นำคนใหม่ในยูเครน

“แต่การมีผู้นำคนใหม่หมายความว่า คุณจะไม่ได้ข้อตกลงระยะยาว ใช่หรือเปล่า?” นายทรัมป์กล่าวต่อ และขู่ว่า ความล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงอาจหมายถึงกำแพงภาษีเพิ่มเติม

“หากรัสเซียกับผมไม่สามารถสร้างข้อตกลงยุติการนองเลือดในยูเครนได้ และหากผมคิดว่านั่นเป็นความผิดรัสเซีย ซึ่งมันอาจไม่ใช่แบบนั้นก็ได้ แต่ถ้าผมคิดว่าเป็นความผิดของรัสเซีย ผมจะตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมต่อน้ำมัน น้ำมันทั้งหมดที่ออกจากรัสเซีย” ผู้นำสหรัฐฯ กล่าว

เมื่อถูกถามว่า ในสัปดาห์นี้เขาจะคุยกับนายปูตินหรือไม่ หากผู้นำรัสเซียทำสิ่งที่ถูกต้อง นายทรัมป์ตอบว่า “ใช่” และบอก น.ส.เวลเคอร์ด้วยว่า ปูตินรู้ว่าเขาโกรธ

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ ออกมาประกาศว่า ยูเครนกับรัสเซียเห็นชอบเรื่องการหยุดยิงในทะเลดำเพื่อเปิดทางให้เรือพาณิชย์แล้ว แต่วลาดิเมียร์ ปูติน ออกมาตั้งเงื่อนไขหลายข้อ รวมถึงให้ชาติตะวันตกยกเลิกการคว่ำบาตรบางส่วน เพื่อแลกกับการหยุดยิงในทะเลดำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ “ไม่สน” ภาษีทำรถนอกราคาพุ่ง ชี้คนจะได้ซื้อรถผลิตในประเทศ

ทรัมป์ “ไม่สน” ภาษีทำรถนอกราคาพุ่ง ชี้คนจะได้ซื้อรถผลิตในประเทศ

30 มี.ค. 2568 23:22 น.

ทรัมป์ “ไม่สน” ภาษีทำรถนอกราคาพุ่ง ชี้คนจะได้ซื้อรถผลิตในประเทศ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันไม่สนใจว่าผู้ผลิตรถยนต์จะขึ้นราคา หลังเริ่มเก็บภาษีรถยนต์ที่ผลิตนอกประเทศ ชี้คนจะได้หันไปซื้อรถที่ผลิตในอเมริกา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศในวันเสาร์ที่ 29 มี.ค. 2568 ว่า เขาไม่สนใจเลยหากผู้ผลิตรถยนต์จะขึ้นราคารถยนต์ที่ขายให้ชาวอเมริกัน หลังจากเขาเริ่มการเก็บภาษีรถยนต์ทุกคันที่ผลิตนอกประเทศ ในอัตรา 25%

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า นายทรัมป์ขู่จะตอบโต้ หากผู้ผลิตรถยนต์ขึ้นราคารถที่ขายให้แก่ชาวอเมริกันหลังจากเขาบังคับใช้มาตรการภาษี แต่ล่าสุดประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับสำนักข่าว เอ็นบีซี นิวส์ ว่า การขึ้นราคามีแต่จะช่วยผู้ผลิตในสหรัฐฯ เท่านั้น

“ผมไม่สนใจเลย ผมหวังให้พวกเขาขึ้นราคาด้วยซ้ำ เพราะหากพวกเขาทำ ผู้คนจะไปซื้อรถที่ผลิตโดยอเมริกัน เรามีเยอะแยะ” นายทรัมป์กล่าว และเมื่อผู้สื่อข่าวของ เอ็นบีซี นิวส์ ถามว่า ข้อความนี้จะสร้างความกังวลแก่ผู้ผลิตรถยนต์หรือไม่ นายทรัมป์ตอบว่า “ข้อความนี้คือการแสดงความยินดี”

“หากคุณผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ คุณก็จะทำเงินได้มากมาย” ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เริ่มการเก็บภาษีรถยนต์, รถบรรทุกขนาดเล็กที่ผลิตนอกสหรัฐฯ กับส่วนประกอบสำคัญในการผลิตรถยนต์ เช่น เครื่องยนต์, ระบบเกียร์, ระบบส่งกำลัง และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในอัตรา 25% และอาจมีการขยายกำแพงภาษีไปยังส่วนประกอบอื่นๆ เพิ่มเติมหากจำเป็น

อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีนี้จะยังไม่ส่งผลต่อชิ้นส่วนรถยนต์ที่ทำตามข้อกำหนดในข้อตกลง สหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา จนกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับกรมศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP) จะกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อบังคับใช้มาตรการภาษีที่เหมาะสม

นายทรัมป์ระบุว่า มาตรการภาษีดังกล่าวจะมีผลอย่างถาวร โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มการผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งนายทรัมป์มองว่า จะเป็นการช่วยอุตสาหกรรมยานยนต์อเมริกัน

อย่างไรก็ตาม หุ้นของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ดิ่งลงอย่างหนัก หลังมาตรการภาษีเริ่มบังคับใช้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า ราคารถยนต์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคชาวอเมริกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ระทึก แผ่นดินไหว 7.0 ใกล้ตองกา เตือนคนขึ้นที่สูงหวั่นเกิดสึนามิ

ระทึก แผ่นดินไหว 7.0 ใกล้ตองกา เตือนคนขึ้นที่สูงหวั่นเกิดสึนามิ

30 มี.ค. 2568 22:52 น.

ระทึก แผ่นดินไหว 7.0 ใกล้ตองกา เตือนคนขึ้นที่สูงหวั่นเกิดสึนามิ

เกิดแผ่นดินไหวระดับ 7.0 ในทะเลใกล้กับประเทศตองกา ทำให้มีการประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิ และต้องอพยพคนขึ้นที่สูง ก่อนที่การเตือนสึนามิจะถูกยกเลิกในเวลาต่อมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.0 แมกนิจูด ในทะเลใกล้กับประเทศตองกา เมื่อเวลาประมาณ 1.18 น. วันจันทร์ที่ 31 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่ความลึกเพียง 10 กม. และอยู่ห่างจากเกาะหลักของตองการาว 100 กม.

ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิก (PTWC) ในรัฐฮาวายของสหรัฐฯ ประกาศเตือนว่ามีความเสี่ยงเกิดคลื่นสึนามิพัดเข้าสู่ชายฝั่งดินแดนที่อยู่ในรัศมี 300 กม.จากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว อย่างไรก็ตาม PTWC ประกาศในเวลาต่อมาว่า ภัยคุกคามจากสึนามิผ่านพ้นไปแล้ว

หลังเกิดแผ่นดินไหว สัญญาณไซเรนเตือนคลื่นสึนามิก็ดังขึ้นในประเทศ เมื่อเวลาประมาณ 1.18 น. เพื่อเตือนให้ประชาชนหนีขึ้นที่สูง ซึ่งข่าวระบุว่า ประชาชนบนเกาะ ฮาอะไป (Ha’apai) ของตองกา เดินทางขึ้นที่สูงอย่างสงบ

ทั้งนี้ ประเทศตองกาเป็นหมู่เกาะในภูมิภาคโพลีนีเซีย ประกอบด้วยเกาะถึง 171 เกาะ มีประชากรรวมเพียงประมาณ 100,000 คน และส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่เกาะ ตองกาตาปู ซึ่งเป็นเกาะหลัก โดยพวกเขามักเผชิญแผ่นดินไหวเป็นประจำ เนื่องจากพวกเขาตั้งอยู่ตามแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลกที่เรียกว่า “วงแหวนแห่งไฟ”

หลังเกิดแผ่นดินไหวระดับ 7.0 ประมาณ 3 ชั่วโมง ก็เกิดอาฟเตอร์ช็อกขนาด 6.1 ตามมา แต่สำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (USGS) ประเมินว่า ไม่น่าเกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินมากนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews , usgs

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าทะลุ 1,700 ศพ นานาชาติระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิต

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าทะลุ 1,700 ศพ นานาชาติระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิต

30 มี.ค. 2568 22:09 น.

เหยื่อแผ่นดินไหวพม่าทะลุ 1,700 ศพ นานาชาติระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิต

จำนวนผู้เสียชีวิตในเมียนมาจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,700 ศพแล้ว ขณะที่ความช่วยเหลือจากนานาชาติกำลังหลั่งไหลเข้ามา เพื่อช่วยในการค้นหาผู้รอดชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มี.ค. 2568 ชาวเมียนมาในเมืองมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ ยังคงพยายามอย่างหนักในการขุดค้นซากปรักหักพังของอาคารหลายแห่ง ที่พังถล่มลงมาหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในวันศุกร์ที่ผ่านมา แม้จะต้องใช้เพียงแรงมือ โดยหวังว่าจะพบผู้ประสบภัยที่ยังรอดชีวิตอยู่

แผ่นดินไหวดังกล่าวมีความรุนแรงระดับ 7.7 แมกนิจูด เกิดขึ้นในเวลาประมาณ 12.50 น. ของวันศุกร์ที่ 28 มี.ค. 2568 จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ใกล้ภาคมัณฑะเลย์ และลึกลงไปใต้ดินเพียง 10 ม. ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วประเทศเมียนมา และในประเทศข้างเคียงอย่าง ไทย, อินเดีย และจีน

อาคารมากมายในเมืองมัณฑะเลย์ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว
อาคารมากมายในเมืองมัณฑะเลย์ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว

ความพยายามช่วยเหลือผู้ประสบภัยต้องเผชิญอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งถนนที่พังเสียหาย, สะพานถล่ม, ระบบการสื่อสารที่ถูกตัดขาด และความไม่พร้อมอื่นๆ เนื่องจากเมียนมาอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองมานานหลายปี

การค้นหาผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่จึงกระทำโดยชาวบ้านท้องถิ่นโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเครื่องจักรหนัก พวกเขาต้องใช้มือและเสียมขนย้ายเศษหินเศษปูนท่ามกลางอากาศร้อนถึง 41 องศาเซลเซียส โดยแทบไม่มีเครื่องขุดเจาะปรากฏให้เห็น

ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์เกิดอาฟเตอร์ช็อกระดับ 5.1 แมกนิจูดขึ้นในเมียนมา สร้างความแตกตื่นตกใจให้แก่ชาวบ้านในเมืองมัณฑะเลย์เกือบ 1.5 ล้านคน ที่ต้องนอนกลางแจ้งมาแล้ว 2 วันติดต่อกัน ปฏิบัติการค้นหาหยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่พวกเขาจะกลับมาเริ่มงานกันต่อ

ผู้นำกองทัพเมียนมาบอกกับนาย อันวาร์ อับราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในวันอาทิตย์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,700 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้บาดเจ็บราว 3,400 ราย และสูญหายอีกประมาณ 300 คน โดยที่คาดว่าตัวเลขผู้เคราะห์ร้ายจะเพิ่มสูงขึ้นอีก

ปฏิบัติการค้นหาในเมียนมาที่กำลังได้รับการจับตามองคือที่อพาร์ตเมนต์ “สกาย วิลลา คอมเพล็กซ์” ซึ่งประกอบด้วยตึกสูง 11 ชั้น 4 ตึก ซึ่ง 3 ตึกในจำนวนนี้พังถล่มเพราะแผ่นดินไหว โดยนับตั้งแต่เมื่อวันศุกร์จนถึงตอนนี้ ทีมกู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้คนออกมาได้แล้ว 29 ราย พบร่างผู้เสียชีวิต 9 ศพ แต่คาดว่าอาจยังมีคนติดอยู่อีกกว่า 90 คน

องค์กรกู้ภัย “คาทอลิก รีลีฟ เซอร์วิส” ซึ่งมีสำนักงานในนครย่างกุ้งเปิดเผยว่า พวกเขากำลังส่งทีมช่วยเหลือไปยังพื้นที่ประสบภัยอื่นๆ แต่การเดินทางทำได้ลำบากเนื่องจากสนามบินมัณฑะเลย์ได้รับความเสียหาย, ขณะที่หอบังคับการบินของสนามบินในกรุงเนปิดอว์พังถล่ม ทำให้เที่ยวบินพาณิชย์ทั้งหมดต้องหยุดบิน

ปฏิบัติการกู้ภัยของทางการในกรุงเนปิดอว์กำลังเน้นให้ความสำคัญกับสำนักงานรัฐบาลและที่อยู่อาศัยของเจ้าหน้าที่เป็นหลัก ทำให้ชาวบ้านและองค์กรช่วยเหลือ ต้องขุดค้นซากความเสียหายในเขตที่อยู่อาศัยของประชาชนกันเอาเอง

ความช่วยเหลือจากนานาชาติหลั่งไหลเข้าสู่เมียนมา
ความช่วยเหลือจากนานาชาติหลั่งไหลเข้าสู่เมียนมา

อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือจากต่างประเทศเริ่มเดินทางมาถึงเมียนมาแล้ว โดยในวันอาทิตย์ ทีมกู้ภัยจากประเทศจีนสามารถช่วยชายชราคนหนึ่งออกจากซากโรงพยาบาลในเมืองหลวงแห่งนี้ได้สำเร็จ หลังเขาติดอยู่นานเกือบ 40 ชั่วโมง ขณะที่รถบรรทุกความช่วยเหลือจากจีน 17 คัน กำลังเดินทางจากนครย่างกุ้งไปยังเมืองมัณฑะเลย์

เครื่องบินลำเลียง C-170 ของกองทัพอินเดีย 2 ลำ เดินทางถึงกรุงเนปิดอว์เมื่อกลางดึกวันเสาร์ พร้อมกับหน่วยโรงพยาบาลสนาม และเจ้าหน้าที่อีก 120 คน ซึ่งเดินทางขึ้นเหนือไปยังเมืองมัณฑะเลย์ เพื่อจัดตั้งศูนย์พยาบาลฉุกเฉินที่รองรับผู้บาดเจ็บได้ 60 เตียงแล้ว

แต่ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลจีนระบุว่า พวกเขาได้ส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยกับผู้เชี่ยวชาญอีก 135 คนพร้อมด้วยเวชภัณฑ์และเครื่องปั่นไฟไปยังเมียนมาแล้ว และให้สัญญาจะมอบความช่วยเหลือฉุกเฉินมูลค่า 13.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มเติม ขณะที่รัสเซียส่งเจ้าหน้าที่ 120 นาย กับเสบียงต่างๆ ไปยังนครย่างกุ้งแล้ว

ส่วนทีมจากสิงคโปร์เดินทางถึงเมียนมาและกำลังปฏิบัติการอยู่ในกรุงเนปิดอว์ ขณะที่มาเลเซียส่งทีมเจ้าหน้าที่ 50 นายไปช่วยเหลือในวันอาทิตย์ พร้อมรถบรรทุกอุปกรณ์ค้นหาและกู้ภัย และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ส่วนทหารไทย 55 นาย ก็เดินทางถึงนครย่างกุ้งแล้วในวันอาทิตย์ เพื่อช่วยเหลือด้านการค้นหาและกู้ภัย

นอกจากนั้น ยังมีทีมเจ้าหน้าที่จากประเทศอื่นๆ รวมถึง ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ไอร์แลนด์, เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์ ถูกส่งไปช่วยเหลือในเมียนมาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่พะเยา ติดตามสร้างฝายห้วยแม่ตุ้ม

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่พะเยา  ติดตามสร้างฝายห้วยแม่ตุ้ม

รมช.เกษตรฯลงพื้นที่พะเยา ติดตามสร้างฝายห้วยแม่ตุ้ม

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างฝายห้วยแม่ตุ้ม (ท่าจำปี) พร้อมอาคารประกอบ พื้นที่หมู่ 6 บ้านตุ้มเหนือ ต.ท่าจำปี อ.เมือง จ.พะเยา เพื่อช่วยเหลือราษฎร ต.ท่าจำปี ที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำแม่ตุ้ม ซึ่งประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตร อุปโภค-บริโภค และปัญหาอุทกภัย หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะเป็นแหล่งน้ำสำหรับทำการเกษตร อุปโภค-บริโภคของราษฎรบ้านตุ้มเหนือ หมู่ 6 รวม 159 ครัวเรือน ประชากร 431 คน และราษฎรในพื้นที่บริเวณใกล้เคียง สามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในฤดูฝนได้ 900 ไร่ และฤดูแล้งได้ 450 ไร่

จากนั้น รมช.เกษตรฯ และคณะ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร ที่ศูนย์เรียนรู้และอนุรักษ์ควายไทยหนองเล็งทราย อ.แม่ใจ จ.พะเยา เพื่อขับเคลื่อนแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่หนองเล็งทราย อ.แม่ใจ รวม 275 ไร่ ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบทางการเกษตรสมัยใหม่ โดยจะบูรณาการหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ในการสนับสนุนปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ และเทคโนโลยี เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรต่อไป