อธิบดีกรมการข้าว รณรงค์ ‘งดเผาฟางและตอซัง’ ลดหมอกควัน PM 2.5 พื้นที่ปลูกข้าว จ.ตาก

อธิบดีกรมการข้าว รณรงค์ 'งดเผาฟางและตอซัง' ลดหมอกควัน PM 2.5 พื้นที่ปลูกข้าว จ.ตาก

อธิบดีกรมการข้าว รณรงค์ ‘งดเผาฟางและตอซัง’ ลดหมอกควัน PM 2.5 พื้นที่ปลูกข้าว จ.ตาก

วันศุกร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.42 น.

กระทรวงเกษตรฯ เร่งรณรงค์ “งดเผาฟางและตอซัง” ลดหมอกควัน PM 2.5 พื้นที่ปลูกข้าว จ.ตาก ชูใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายแทนการเผา

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิด “โครงการรณรงค์งดเผาฟางและตอซัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดภาวะหมอกควัน” พื้นที่นาข้าวของจังหวัดตาก โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมการข้าว เกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ เทศบาลนครแม่สอด ต.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาในที่โล่ง การเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยพื้นที่ของจังหวัดตากมีพื้นที่ทำนาประมาณ 355,249.45 ไร่ และในช่วงเดือนมกราคม 2568 จังหวัดตากพบจุดความร้อน (HOTSPOT) มากที่สุดเป็นลำดับที่ 2 จากทั้งหมด 17 จังหวัดภาคเหนือ รองจาก จ.นครสวรรค์ จึงต้องเร่งทำสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชนเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

รมช.อิทธิ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร จึงได้จัดทำโครงการรณรงค์งดเผาฟางและตอซังฯ ในพื้นที่นาข้าวของจังหวัดตากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปัญหาฝุ่น PM 2.5 เสริมสร้างสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น โดยเน้นไปที่การถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างปลอดภัย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วม เพื่อให้ตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาฟางและตอซัง พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ในการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวแทนการเผา เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ภาคการเกษตร และยังสามารถเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยให้เกษตรกรได้อีกด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยนิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่น่าสนใจ อาทิ 1. นิทรรศการภายใต้หัวข้อ “โครงการรณรงค์งดเผาฟางและตอซังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดภาวะหมอกควัน พื้นที่ในนาข้าวของจังหวัดตาก” โดยเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจในวิธีการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่องดการเผาฟางและตอชังในพื้นที่ของจังหวัดตาก เช่น การสาธิตใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง การใช้รถอัดฟาง เป็นต้น 2. การสาธิต การสาธิตใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง การไถกลบตอซังข้าว 3. นิทรรศการผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว เป็นต้น โดยมีกลุ่มเป้าหมาย เป็นกลุ่มเกษตรกรศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ข้าว กลุ่มเกษตรกรชุมชนของจังหวัดตาก และกำแพงเพชร และกลุ่มเกษตรกรทั่วไป เข้าร่วม จำนวน 1,200 คน

สุนทรี วนวิทย์ พร้อมครอบครัว ร่วมบริจาคเงิน 15,000,000 บาท สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ

สุนทรี วนวิทย์ พร้อมครอบครัว ร่วมบริจาคเงิน 15,000,000 บาท สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ

สุนทรี วนวิทย์ พร้อมครอบครัว ร่วมบริจาคเงิน 15,000,000 บาท สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.20 น.

สุนทรี วนวิทย์ พร้อมครอบครัว ร่วมบริจาคเงิน 15,000,000 บาท สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี รับมอบโดย ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดีและประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ณ บจ.ฮาตาริ อิเล็คทริค

ไทยประกันชีวิต ชู ‘TLI” Sustainability Strategy’ ผลักดันองค์กรสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน

ไทยประกันชีวิต ชู ‘TLI” Sustainability Strategy’ ผลักดันองค์กรสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน

ไทยประกันชีวิต ชู ‘TLI” Sustainability Strategy’ ผลักดันองค์กรสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.00 น.

ไทยประกันชีวิต เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ตามแนวทาง ESG ภายใต้กรอบ “TLI” SustainabilityStrategy พร้อมทรานส์ฟอร์มสู่ยุคดิจิทัล ใช้เทคโนโลยียกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ มุ่งให้คนไทยเข้าถึงการประกันชีวิตได้ง่ายขึ้น ควบคู่การดูแลสังคมผ่านการริเริ่มโครงการที่สร้างความยั่งยืนให้ชุมชน และการดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อยกฃระดับคุณภาพชีวิต

ไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI เปิดเผยว่า ไทยประกันชีวิตเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ “มุ่งสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืนที่ส่งมอบคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสีย” โดยผนวกการดำเนินการด้านความยั่งยืนเข้ากับกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม มิติเศรษฐกิจและสังคม มิติธรรมาภิบาล หรือ ESG เพื่อสร้างความสมดุลและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

“เราให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งต่อองค์กรและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน รวมถึงสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ไทยประกันชีวิตจึงเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกที่จัดทำแผนแม่บทความรับผิดชอบต่อสังคมเชิงกลยุทธ์ และยกระดับสู่แผนแม่บทการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งอ้างอิงจากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติตามแนวทาง UN Global Compact โดยกำหนดกรอบกลยุทธ์การดําเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ “TLI” Sustainability Strategy ประกอบด้วย Trusted Partner, Life Inclusion และ Infinite World ซึ่งจะให้ความสำคัญทั้งในกระบวนการทางธุรกิจ (CSR-In-Process) และการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR-After-Process) ควบคู่กัน”

โดยกลยุทธ์การดําเนินงานด้านความยั่งยืน หรือ “TLI” Sustainability Strategy ประกอบด้วย T : Trusted Partner ตอบโจทย์ทุกความไว้วางใจ ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบทุกความต้องการภายใต้พื้นฐานธรรมาภิบาลที่ดี ผ่านการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและกระบวนการทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการนำเสนอบริการที่เข้าใจและเข้าถึงลูกค้ามากที่สุด เน้นการให้บริการที่สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าผ่านแอปพลิเคชันไทยประกันชีวิต ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการทำธุุรกรรมด้านประกันชีวิตด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชันได้สะดวก ทุกที่ ทุกเวลา อาทิ การชำระเบี้ยประกันภัยผ่าน QR Code หรือ Bar Code, การหักชำระเบี้ยประกันภัยอัตโนมัติผ่านบัญชีธนาคาร และสามารถตรวจสอบข้อมูลและชำระเบี้ยประกันภัยให้กับคนในครอบครัว, การค้นหาโรงพยาบาลคู่สัญญา หรือค้นหาตัวแทนประกันชีวิต, การปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine), การยื่นเคลมสินไหมสุขภาพ และการรับสิทธิพิเศษต่างๆ ผ่านไทยประกันชีวิต Privilege นอกจากนี้ ยังได้พัฒนานวัตกรรมเชื่อมต่อระบบข้อมูลด้านสุขภาพร่วมกับโรงพยาบาลคู่สัญญา ด้วยเทคโนโลยี API (Application Programming Interfaces) เพื่อให้การบริการมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความตระหนักในการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มีความหลากหลายในแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะปัจจุบันที่ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ เช่น การขยายความคุ้มครองโรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นและระยะปานกลางสำหรับสัญญาเพิ่มเติม “ไทยประกันชีวิต พร้อมเปย์108 โรคร้าย”

L : Life Inclusion เชื่อมประสบการณ์สู่โอกาส ด้วยการสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและบริการ ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ และการให้ความรู้ทางการเงินและการประกันชีวิตให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยบริษัทฯ ได้พัฒนาศักยภาพทั้งด้านทักษะความรู้ และจรรยาบรรณ ให้กับตัวแทนประกันชีวิต หรือ Life Partner ที่มีอยู่กว่า 42,000 รายทั่วประเทศ รวมถึงขยายเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่ายผ่านพันธมิตรให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เบี้ยประกันภัยเหมาะสม และทำให้คนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพได้ง่ายขึ้น เช่น ไทยประกันชีวิตเฮลต์ฟิต เบ๊า เบา

ไทยประกันชีวิตยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างองค์กรและสังคม (Creating Shared Value หรือ CSV) ผ่านการริเริ่มโครงการต่างๆ ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการสร้างอาชีพ และการให้ความรู้ด้านการวางแผนทางการเงิน อันจะทำให้สังคมเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน เช่น โครงการไทยประกันชีวิต เสริมโอกาส สุขยั่งยืน การเสริมทักษะความรู้ที่จำเป็นให้กับวิสาหกิจชุมชน โครงการไทยประกันชีวิต เสริมโอกาส สร้างอาชีพ การฝึกอบรมอาชีพที่สามารถทำได้จริงและลงทุนไม่สูง สำหรับชุมชนโดยรอบสาขาไทยประกันชีวิต โครงการไทยประกันชีวิต Read For Life สร้างโอกาสด้านการเรียนรู้และปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่เยาวชนไทย  และโครงการ Thai Life Insurance Sport Showcase การส่งเสริมโอกาสด้านทุนการศึกษาและทุกกีฬาในต่างประเทศให้กับนักเรียนนักกีฬาเยาวชนไทย I : Infinite World พร้อมส่งต่อโลกที่ดีกว่า ด้วยการดำเนินธุรกิจควบคู่การใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตสำหรับคนรุ่นต่อไป บริษัทฯ ตระหนักถึงความสําคัญในการสร้างจิตสำนึกการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยได้พัฒนาบริการในรูปแบบ e-Service ที่หลากหลายเพื่อลดการใช้กระดาษ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ e-Policy หรือกรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์, e-Manual คู่มือผู้เอาประกันภัยอิเล็กทรอนิกส์, e-Invoice ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือการริเริ่มโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการ Upcycling ทิ้งได้บุญ การนำขวดพลาสติกไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลเป็นผ้าห่มกันหนาวนำไปมอบให้ผู้ประสบภัยหนาว นอกจากนี้ อาคารไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่ ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียวของสหรัฐอเมริกา หรือ LEED (The Leadership in Energy and Environmental Design) ระดับ GOLD โดยผ่านการรับรองมาตรฐานจาก U.S. Green Building Council (USGBC) & Green Business Certification Institute (GBCI) ในประเภท O+M: EB หรือ LEED for Operations and Maintenances: Existing Buildings ซึ่งเน้นการจัดการและดูแลรักษาอาคารที่มีอยู่เดิม ด้วยการปรับปรุงอาคารและระบบให้มีการประหยัดพลังงานมากขึ้น มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของอาคาร คำนึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ยกระดับคุณภาพชีวิตและใส่ใจสุขภาพทั้งของผู้ใช้อาคาร รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ รวมทั้ง ช่วยลดผลกระทบด้านลบ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ทัพนักกีฬาขี่ม้าโปโลจาก 6 ทีม เข้าร่วมชิงชัย ถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติ ‘The Ambassador Cup 2025’

ทัพนักกีฬาขี่ม้าโปโลจาก 6 ทีม เข้าร่วมชิงชัย ถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติ ‘The Ambassador Cup 2025’

ทัพนักกีฬาขี่ม้าโปโลจาก 6 ทีม เข้าร่วมชิงชัย ถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติ ‘The Ambassador Cup 2025’

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.15 น.

การแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รายการ “The Ambassador Cup 2025” (ดิ แอมบาสเดอร์ คัพ 2025) จัดขึ้นโดย “สมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย” เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาขี่ม้าโปโล และเตรียมความพร้อมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Fellowland” Unite the Colorful Vibes” ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักกีฬาขี่ม้าโปโลทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 6 ทีม และในรอบชิงชนะเลิศ ทีมบรูไน โปโล สามารถคว้าถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติไปครอง พร้อมไฮไลท์ที่ทุกคนรอคอยกับประเพณีย่ำสนาม (Stomping The Divots) ที่ได้รับความสนใจจากแขกผู้มีเกียรติร่วมกิจกรรม ณ สนามวีเอส สปอร์ตคลับ แอนด์ สยามโปโล ปาร์ค อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

กนกศักดิ์ ปิ่นแสง, เอมอร ศรีวัฒนประภา และแขกผู้มีเกียรติ

เศรษฐา ทวีสิน และ นพ.สุกิตติ ปาณปุณณัง

การแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลรายการ “The Ambassador Cup 2025” ดำเนินการแข่งขันมาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 1 – 8 กุมภาพันธ์ 2568 ได้รับความสนใจจากนักกีฬาขี่ม้าโปโลจากหลากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ บรูไน, อาร์เจนติน่า ฟิลิปปินส์, ฝรั่งเศส และไทย ส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 6 ทีม ประกอบด้วย ทีมบรูไน โปโล, ทีมอาห์มิบาห์, ทีมโกลบอลพอร์ท, ทีมลอรีอัล ปารีส, ทีมเอสพีพี พัทยา และทีมคิง เพาเวอร์ ที่นำโดย อภิเชษฐ์ และ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา

นพ.สุกิตติ ปาณปุณณัง, ประสิทธิ์ กิติศักดิ์กุล, กนกศักดิ์ ปิ่นแสง, ปรีดา พสวงศ์ และ วิฑูร เจษฎานุกูล

อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา และ อัยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา

สำหรับรอบชิงชนะเลิศเป็นการลงสนามแข่งขันระหว่างทีมบรูไน โปโล นำโดย เจ้าหญิง อาซีมะห์ โบลเกียห์ พบกับ ทีมอาห์มิบาห์ นำโดย เจ้าชายบาฮาร์ เจฟฟรี่ โบลเกียห์  ผลการแข่งขันทีมบรูไน โปโล สามารถเอาชนะไปด้วยคะแนน 11 ต่อ 7.5 คว้าถ้วยรางวัล The Ambassador Cup 2025 ไปครองได้สำเร็จ โดยได้รับเกียรติจาก ทูมูร์ อามาร์ซานา เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทย มอบ รางวัลชนะเลิศ นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก เอมอร ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ มอบรางวัล Best Pony Award ให้แก่ พลูมา (Pluma)  และ มิลลิเซนต์ ครูซ – ปาเรเดส เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย มอบรางวัล MVP Award หรือรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าประจำการแข่งขันในครั้งนี้ ให้กับเจ้าชายบาฮาร์ เจฟฟรี่ โบลเกียห์  จากทีมอาห์มิบาห์

นพ.ไพโรจน์- สิริมา บุญคงชื่น

รวิ อิทธิระวิวงศ์ – วรมาศ ศรีวัฒนประภา และครอบครัว

บรรยากาศการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเต็มไปด้วยความเข้มข้นสนุกสนาน มีเหล่าคนดังมาร่วมเชียร์ พร้อมแต่งกายตามคอนเซปต์ Unite the Colorful Vibes อย่างคับคั่ง อาทิ ทัตวร สุกัณศีล,วุ้นเส้น วิริฒิพา – นิกม์ ธนะภูมิกุล,ป้อง ณวัฒน์, มะนาว ศรศิลป์ และดีเจโซดา ฯลฯ นอกจากนี้แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานยังได้ร่วมประเพณีย่ำสนาม (Stomping the Divots) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมระหว่างช่วงพักการแข่งขันของกีฬาขี่ม้าโปโลที่ผู้เข้าชมการแข่งขันจะพร้อมใจเดินลงสนาม เพื่อช่วยกันกลบดินและเกลี่ยรอยเท้าม้า ไม่เพียงช่วยให้พื้นสนามเรียบขึ้น ทว่ายังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้พบปะพูดคุยกัน รวมทั้งทำให้ผู้ที่เข้าชมกีฬาขี่ม้าโปโลรู้สึกถึงการมีส่วนร่วม นับเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน และเป็นสีสันบรรยากาศภายในสนาม

กนกศักดิ์ ปิ่นแสง โยนลูกโปโลเปิดการแข่งขัน

เอมอร ศรีวัฒนประภา มอบรางวัล Best Pony Award

ทีมบรูไน โปโล คว้าถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติไปครอง

อัยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา และนักกีฬาขี่ม้าโปโลจากทีมทีมลอรีอัล

พลอย – จันทมาศ – กนกศักดิ์ ปิ่นแสง

ศรศิลป์ มณีวรรณ์, ดีเจโซดาฮวัง โซ-ฮี และเพื่อน

บรรยากาศการแข่งขัน ระหว่างทีมบรูไน โปโล กับทีมอาห์มิบาห์

โชว์ชุด “The Color of Fellowship Horse Show”

สำหรับการแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลรายการ “The Ambassador Cup 2025” จัดขึ้นเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ พัฒนาศักยภาพของนักกีฬาขี่ม้าโปโล ทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพของนักกีฬาไทยให้สูงยิ่งขึ้น และในปีนี้ “กีฬาขี่ม้าโปโล” ได้รับการบรรจุในการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันโดยสมาคมฯ ได้ตั้งเป้าหมายสูงสุด คือการคว้าเหรียญทองให้กับประเทศไทย ทั้งนี้การแข่งขันทัวร์นาเมนต์ของสมาคมฯ ในปี 2568 วางโปรแกรมการแข่งขันไว้ทั้งหมด 3 รายการ ประเดิมเปิดสนามแรกด้วย “The Ambassador Cup 2025” ตามมาด้วยสนามที่สองกับรายการขี่ม้าโปโลหญิง “King Power International Ladies’ Polo Tournament 2025” ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และปิดท้ายทัวร์นาเมนต์ด้วยรายการ “Thailand Polo Championship 2025” ในเดือนมีนาคม

เซ็นทารา ลาดพร้าว ร่วมยินดี เชฟแจ็คกี้ คว้าชัย Iron Chef Thailand 2025

เซ็นทารา ลาดพร้าว ร่วมยินดี เชฟแจ็คกี้ คว้าชัย Iron Chef Thailand 2025

เซ็นทารา ลาดพร้าว ร่วมยินดี เชฟแจ็คกี้ คว้าชัย Iron Chef Thailand 2025

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.45 น.

วุฒิศักดิ์ พิชญกานต์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ร่วมแสดงความยินดีกับ เชฟแจ็คกี้ หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารไดนาสตี้ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับห้องอาหารและโรงแรม ด้วยการคว้าชัยชนะในรายการ Iron Chef Thailand 2025 ในโจทย์ “ติ่มซำอัปเกรด”  ออกอากาศเมื่อวันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 18.00 น. ทางช่อง 7

เชฟแจ็คกี้ ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารจีนระดับสูง และเคยร่วมงานกับร้านอาหารฮ่องกงมิชลินสตาร์ ได้นำเสนอเมนูติ่มซำสุดสร้างสรรค์ที่ผสมผสานศิลปะการปรุงอาหารจีนแบบดั้งเดิมเข้ากับวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมระดับจักรพรรดิ ผลงานดังกล่าวสะท้อนถึงความชำนาญ ความมุ่งมั่น และความทุ่มเทในวิชาชีพของเชฟได้เป็นอย่างดี ชัยชนะในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติประวัติส่วนตัวของเชฟแจ็คกี้ แต่ยังช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงให้กับห้องอาหารไดนาสตี้และโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ในฐานะสถานที่ที่มุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานการบริการและรสชาติอาหารระดับสากลอย่างต่อเนื่อง

โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ขอขอบคุณลูกค้าและผู้สนับสนุนทุกท่านที่มอบกำลังใจและแรงสนับสนุนให้กับทีมงานของโรงแรมมาโดยตลอด ทั้งนี้ ติดตามและลิ้มลองเมนูพิเศษที่สร้างสรรค์โดยเชฟแจ็คกี้ได้ที่ห้องอาหารไดนาสตี้ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง โทรศัพท์ 02-541-1234  หรือติดต่อผ่าน Line OA: @centaraladprao และ Inbox: https://bit.ly/centaraladprao

กระทรวงเกษตรฯ จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานีฯ บนพื้นที่ชุ่มนํ้าครั้งแรกของโลก

กระทรวงเกษตรฯ จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานีฯ บนพื้นที่ชุ่มนํ้าครั้งแรกของโลก

กระทรวงเกษตรฯ จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานีฯ บนพื้นที่ชุ่มนํ้าครั้งแรกของโลก

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมาย นางสาวอนงค์นาถจ่าแก้ว ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานแถลงข่าวงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569 โดยมี นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร มอบหมายให้นางวิลาวัณย์ ใคร่ครวญ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วย นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ร่วมแถลงข่าวถึงความพร้อมการจัดงานภายใต้แนวคิด “Diversity of Life, connecting people, water and plants for sustainable living ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต : สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำและพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” พร้อมชูวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” รวมพื้นที่จัดงาน 1,030 ไร่ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี

การจัดงานดังกล่าวเพื่อนำความรู้แลกเปลี่ยนวิชาการและเทคโนโลยีสู่ระดับนานาชาติ โชว์ศักยภาพพืชสวนโลกโดยเฉพาะการจัดงานบนพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นครั้งแรกของโลก มุ่งสู่เป้าหมาย “เมืองอัจฉริยะศูนย์กลางการค้าการลงทุน การท่องเที่ยวและไมซ์ (MICE) ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง”ซึ่งตรงกับเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 10 ปีของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระชนมพรรษาครบ6 รอบ หรือ 72 พรรษา และวันครบรอบวันสถาปนาเมืองอุดรธานี 134 ปี โดยงานจัดขึ้นในช่วงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569-14 มีนาคม 2570

นางวิลาวัณย์ ใคร่ครวญ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า “งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” สิ่งที่พิเศษที่สุดที่สะท้อนถึงความโดดเด่น คือ เป็นครั้งแรกที่งานมหกรรมพืชสวนโลกจัดขึ้นในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) และเป็นงานพืชสวนโลกบนพื้นที่
ชุ่มน้ำครั้งแรกของโลก/Wet Land ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พื้นที่จัดงานรวม 1,030 ไร่ สำหรับการออกแบบพื้นที่และกิจกรรมแบ่งการใช้งานออกเป็นทั้งหมด 6 โซน โดยมีพื้นที่ไฮไลท์การจัดกิจกรรม ได้แก่ โซนพื้นที่ทางเข้า จุดประชาสัมพันธ์ จุดจำหน่ายบัตร, โซนสวนนานาชาติ สำหรับการประกวดสวนนานาชาติ, โซนอาคารเรือนกระจก (Greenhouse) สำหรับการประกวดพืช และอาคารอำนวยการ (Exhibition Building) สำหรับการประกวดสวนนานาชาติในอาคาร, โซนพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมทางการเกษตรที่ทันสมัย รวมไปถึงแปลงรวบรวมพันธุ์ การปลูกพืชผสมผสาน, โซนสวนการเกษตรไทย และอาคารหลักต่างๆ,โซนสวนป่าคาร์บอนเครดิตและเรือนเพาะชำรวมถึงพื้นที่ไฮไลท์การจัดกิจกรรมตลอดทั้งงาน

นอกจากนี้ “งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ยังมีจัดกิจกรรมการประกวดออกแบบมาสคอตเปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาประชาชนทั่วไป ในนามบุคคลหรือกลุ่ม ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบมาสคอตให้สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของโครงการฯ“ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท โดยสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์-1 เมษายน 2568

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า งานนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับนานาชาติร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัยจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อต่อยอดงานวิจัยและการพัฒนาพืชสวนของไทย โดยมีเป้าหมายหลักในครั้งนี้ คือ สร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ให้เป็นศูนย์กลางด้านการค้าการลงทุนของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง การนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของคนในท้องถิ่น ซึ่งครั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร เชื่อมั่นว่าทุกภาคส่วนพร้อมร่วมมือและขับเคลื่อนในการจัดงาน มีกรอบการทำงานชัดเจน หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เน้นย้ำว่าประเทศไทยยืนยันในความพร้อม และสร้างความมั่นใจให้แก่คณะกรรมการ AIPH ในการดำเนินการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานีให้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์และทันในการเปิดงานภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 อย่างแน่นอน

นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า จังหวัดอุดรธานีมีความพร้อมในการจัดงานในทุกด้าน โดยในด้านลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของจังหวัดอุดรธานี คือ พื้นที่ชุ่มน้ำ(Wetland) หรือที่ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า“ป่าบุ่ง ป่าทาม” ที่มีอยู่กว่า 900 จุด รวมเป็นพื้นที่กว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ชุ่มน้ำ คือ พื้นที่บริเวณรอยต่อระหว่างพื้นที่บกและพื้นที่น้ำ เป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลาย และก่อให้เกิดประโยชน์แก่มนุษยชาติมากมายในด้านการดำเนินชีวิต การหลอมรวมเป็นหนึ่งของวิถีชีวิตและธรรมชาติ ยกระดับวิถีชุมชนและถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชุมชน ต่อยอดสู่แนวคิดวิถีชีวิตสีเขียว (Green Living) ที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลของ “มนุษย์” ในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติที่มีความหลากหลายอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ จังหวัดอุดรธานียังมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น คือ ดอกบัวแดง และศิลปะบนเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง มาผสมผสานจนเกิดเป็นสัญลักษณ์ดอกบัวลายไหบ้านเชียงซึ่งดอกบัวแดง สื่อถึงทะเลบัวแดง ที่ได้รับการจัดอันดับโดย CNN ให้เป็น 1 ใน 15 ทะเลสาบที่แปลกที่สุดในโลก เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดอุดรธานีที่มีชื่อเสียงระดับโลก

คุณแหน : 1 มีนาคม 2568

คุณแหน : 1 มีนาคม 2568

คุณแหน : 1 มีนาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

●● วันนี้ (1 มี.ค.) 16.00 น. มีการแสดงเพลงประกอบภาพยนตร์ของบริษัทอัศวินภาพยนตร์ที่แต่งโดย ร้อยพัน คือ ท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์ และ ม.ล.ประพันธ์ สนิทวงศ์ ที่อัศวินภาพยนตร์ ถ.นาคราช ผู้จัดงานนี้คือ ฟ้า-จารุวรีสนิทวงศ์ ณ อยุธยา ด้วยเหตุผลเพื่อถวายพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลเนื่องจากการเสด็จทิวงคตครบ 30 ปีในปีนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณที่ท่านได้ให้ครอบครัวของเธอได้อาศัยอยู่ที่วังอัศวิน และเปิดโอกาสให้ คุณย่าพวงร้อย และคุณปู่ประพันธ์ ได้มีโอกาสแต่งเพลงถวายงานจนมีชื่อเสียง สำหรับนักร้องได้แก่ ลูกหลานเหลน พระองค์ชายใหญ่ และ ม.ล.ประพันธ์ และนักแสดงอื่นๆ หลายท่าน อาทินันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ, นีรนุชปัทมสูต เป็นต้น…

●● อานุสรา จิตต์มิตรภาพ ประธานฯจุฬาฯ2515 จัดงาน 53 ปี CU2515 7up young (ยัง) ซ่าส์ ที่อาคารประวัติศาสตร์ไปรษณีย์กลาง เมื่อวันวาน มีเพื่อนร่วมงานกว่า 300 คน อาทิ คนดังอย่าง ดร.ลักขณาลีละยุทธโยธิน, ปริยะดา ใบหยก, ศศิณีภัททิยกุล, ชวนา ภัทรนาวิก, ณัฐ ยนตรรักษ์,สุธนา หงษ์ทอง และ ม.ล.อัจฉราพร สุขสวัสดิ์มาร่วมซ่าส์แบบไม่เกี่ยงวัย…

●● ขอแสดงความยินดีย้อนหลังกับ พญ.วันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร ในโอกาสได้รับตำแหน่ง นายกสมาคมนักศึกษาเก่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรุงเทพฯ ตั้งแต่ ก.พ.เป็นต้นไป…

●● ดีใจกับศิษย์เก่าแมสคอม มช.คนเก่ง ศตกมล วรกุล ที่เป็นหนึ่งในผู้เข้ารับรางวัลกินรีทองมหาชนครั้งที่ 10 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ที่สยามพารากอน…รางวัลดังกล่าวได้มอบให้แก่ ศิลปิน นักแสดง และบุคคลตัวอย่างที่ทรงคุณค่าต่อสังคมไทย ร่วมฉลองครบรอบ 1 ทศวรรษ 10 ปี กินรีทองมหาชน…

●● นายกสมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน มช. ชลวิทย์ สุขอุดม และคณะกรรมการเพิ่งเข้าพบสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันก่อน เพื่อหารือการจัดเตรียมงานพิธีรดน้ำดำหัวขอพรจากคณาจารย์และรุ่นพี่อาวุโส เนื่องในโอกาสประเพณีวันสงกรานต์ประจำปี 2568 ในวันที่4 เม.ย. 17.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 1 กรมประชาสัมพันธ์…

●● แม้สุนัขตัวโปรดจากไป อดีต ออท.อาร์เจนตินา นริศโรจน์ เฟื่องระบิล ไม่มีเวลาเหงานาน เนื่องจากยังมีสุนัขเลี้ยงอีก 6 ตัวนัวเนียอยู่ใกล้ๆ ที่สำคัญแต่ละตัว ช่างประจบประแจงเป็นที่สุด…

●● เพื่อนๆ ทึ่ง เมื่อทราบว่า อ้อยทิพย์ เหราบัตย์ เข้ายิม ออกกำลังกายเข้าขั้นแอดวานซ์ ล่าสุดเห็นห้อยโหนโจนทะยานขนาดห้อยศีรษะมาจรดพื้นได้แล้ว …เก่งจริงๆ เลยนะ ตัวแค่นี้…

●● หลังพักฟื้นจากไปผ่าตัดสะโพกมาพักใหญ่ๆ สุทธิกา วิเชียรพันธ์ ตอนนี้สุขภาพแข็งแรงแล้ว และออกรอบ ไดรฟ์กอล์ฟได้เหมือนเคย…

●● เตือนตา สุเกียรติกุล ไปพักผ่อน เล่นหิมะอยู่ที่บอสตัน ณ ช่วงเวลานี้…ส่วน หรรษาพันธุ์ พิมานมาศ กับคู่ชีวิตมีทริปที่จีน…

●● เคยร่ำเรียนการนั่งสมาธิ วิปัสสนามานาน สุรศักดิ์ แก้วพรหมมาลย์ บอกว่าเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ที่วัดโสมนัสฯ…

●● สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เตือนภัยประชาชนทั่วไปว่า ระยะนี้ มิจฉาชีพส่ง SMS ปลอม แอบอ้างเป็นธนาคาร หลอกให้กดลิงก์ โหลดแอปฯควบคุมเครื่อง กดโอนเงินออกจากบัญชี ทำให้สูญเสียเงินที่เก็บมาตลอดชีวิตอย่างง่ายดาย… น่าเสียใจและน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งดังนั้นท่องจำให้ขึ้นใจขีดเส้นใต้คำว่า ไม่เชื่อ-ไม่รีบ-ไม่โอน นะเจ้าคะ !!…●●

บารอนเนส

เปิดความสำเร็จ งานเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2568 เวทีขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยผ่านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

เปิดความสำเร็จ งานเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2568  เวทีขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยผ่านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

เปิดความสำเร็จ งานเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2568 เวทีขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยผ่านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Boundless Pleasure

ในช่วงที่กระแสวัฒนธรรมโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัดและพรมแดน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาคอาเซียน” โดย กรุงเทพมหานครได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาค

เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2568 (Bangkok Design Week 2025) ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ โดยตั้งแต่ปี 2018-2024 ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 3,198 ล้านบาท และมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 2.51 ล้านคน นอกจากนี้ ยังเป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนกรุงเทพฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในฐานะเครือข่ายสมาชิกเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) สาขาการออกแบบ (UCCN – Bangkok City of Design)

เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ จึงไม่เพียงเป็นเวทีสำหรับนักออกแบบและนักสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย เพื่อยกระดับประเทศในทุกด้านนอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเชื่อมโยงนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ และนักลงทุนจากทั่วโลก พร้อมทั้งส่งเสริมการผสมผสานทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ รวมถึงเป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับนานาชาติที่ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาจะมาร่วมสร้างเครือข่าย และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตไปอีกขั้น

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ประธานกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ กล่าวว่า “เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ไม่เพียงเป็นเวทีแสดง
ผลงานสร้างสรรค์ แต่ยังสะท้อนถึงพลังในการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่ระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลมุ่งมั่นผลักดันนโยบายซอฟต์พาวเวอร์อย่างจริงจังผ่านการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งและสนับสนุนอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์หลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นอาหาร, เฟสติวัล (เทศกาล), ภาพยนตร์ ละคร ซีรี่ส์, ดนตรี, แฟชั่น,ภาพยนตร์, ศิลปะการแสดง, เกม, หนังสือ ฯลฯ รวมถึงการจัดงานเทศกาลทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อเผยแพร่ซอฟต์พาวเวอร์ของไทยสู่สายตาชาวโลกซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ ส่งเสริมการส่งออก และการท่องเที่ยว การพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของศิลปะหรือความบันเทิง แต่ยังเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่จะช่วยให้ประเทศไทยแข่งขันได้ในระดับโลก ดังนั้นเราจึงพร้อมจุดประกาย “พลังบวกแห่งวัฒนธรรมสร้างสรรค์” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน”

ดร.ชาคริต พิชญางกูร

ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “CEA ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล“เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ของประเทศ ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจบนพื้นฐานของความรู้ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้แก่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ (Creative Products) ทั้งที่เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ซึ่งสนับสนุนความสามารถทางการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจใหม่ที่สอดคล้องกับการยกระดับอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ โดย CEA มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล เราเชื่อว่าเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ไม่เพียงสร้างบรรยากาศสร้างสรรค์ให้แก่เมืองและจัดแสดงงานออกแบบเท่านั้น แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างแรงบันดาลใจ และส่งเสริมการนำพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์มาแก้ไขปัญหาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง เราทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา เครือข่ายนักสร้างสรรค์และผู้ประกอบการ รวมทั้งพันธมิตรทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ดึงดูดนักลงทุนและนักสร้างสรรค์จากทั่วโลก พร้อมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้เติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม”

Winy Maas

ปีนี้ CEA ตั้งใจที่จะสะท้อนให้เห็นว่างานออกแบบสามารถมีบทบาทในทุกมิติได้จริง ดังนั้น ธีม “Design Up+Rising: ออกแบบพร้อมบวก+” จึงเป็นทั้งการทำจริงและตั้งคำถามให้ทุกคนคิดว่างานออกแบบจะช่วยยกระดับกรุงเทพฯ ในด้านใดได้บ้าง เทศกาลฯ จัดแสดงงานที่นำเสนอหลายมิติ เช่น งานที่สะท้อนความเป็นเมืองแห่งการออกแบบ (The Districts: Bangkok City of Design), งานที่แสดงศักยภาพของนักสร้างสรรค์ไทย (Creative Talents : Build Up the Rising Star), งานที่เปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับนักสร้างสรรค์ไทย (Design Business: New Networking Opportunities)และงานที่นำเสนอศักยภาพของอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ของไทย เพื่อให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับมากขึ้น (Soft Power Industries : The Creative Culture Industry)”

โปรแกรมสำคัญที่สะท้อนพลังซอฟต์พาวเวอร์ของไทย ใน 4 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์หลัก ได้แก่ ดนตรีและศิลปะการแสดง (Music & Performing), เทศกาล (Festival), การสร้างสรรค์คอนเทนต์ (Content Creator) และภาพยนตร์ (Film) อีกทั้งยังมีการเปิดเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการแสดงศักยภาพของนักสร้างสรรค์อีกด้วย

Music Makes Senses-ดนตรีมีรส

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานนี้คือ การบรรยายพิเศษโดย Winy Maas ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสถาปนิกและงานออกแบบ MVRDV จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่มีประสบการณ์ในการออกแบบงานพาวิลเลียนและสถาปัตยกรรมบนพื้นที่สาธารณะในเทศกาลต่างๆ ทั่วโลก โดยมาเผยวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ“Festival, Civic Space, and Architecture” ที่สะท้อนบทบาทของเทศกาลและศิลปะในการพลิกโฉมพื้นที่เมืองให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

Boundless Pleasure – ศิลปะไร้ขอบเขต : เมื่อแสงและเงาเล่าผ่านศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร อีกหนึ่งโปรแกรมไฮไลท์ของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2568 ที่นำศิลปะ Projection Mapping มาสร้างมิติใหม่ให้แก่สถาปัตยกรรมไทย โดยความร่วมมือระหว่าง DecideKit and Friends, Thai Immersive Media Creator Association (TIMCA) และพันธมิตรสำคัญ เช่น Epson Thailand, ซอสภูเขาทอง,PM Center และ Mahajak งานนี้เปลี่ยน “อาคารศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร” ให้กลายเป็นเวทีแสดงศิลปะแสงและเงา โดยถ่ายทอดเรื่องราวของวัฒนธรรมไทยในมุมมองที่ร่วมสมัย เชื่อมโยงอดีตเข้ากับอนาคต นับเป็นอีกก้าวสำคัญของเทศกาลฯที่ตลอด 8 ปีของการจัดงาน ได้ผลักดัน Projection Mapping ให้เป็นส่วนหนึ่งของเมือง ด้วยการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์โปรเจกเตอร์ฉายภาพไปยังสถาปัตยกรรมสำคัญในย่านที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เปิดโอกาสให้พื้นที่ที่เคยถูกหลงลืมกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง

Creators 2035-Globalike Thai Content 

Music Makes Senses-ดนตรีมีรส โดย สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา เมื่อดนตรีและอาหารสร้างประสบการณ์ซอฟต์พาวเวอร์ไทย คือการผสมผสานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้านดนตรีและอาหาร ที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากวัฒนธรรมที่หลากหลายให้เข้าถึงรากลึกของเอกลักษณ์ไทย โดยสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงประสาทสัมผัสทั้งห้า ให้ดื่มด่ำไปกับดนตรีคลาสสิกและร่วมสมัย หลอมรวมเข้ากับศิลปะอาหารที่รังสรรค์โดย เชฟเนตรอำไพ สาระโกเศศ ผ่าน 8 รสชาติอาหารไทยดั้งเดิม ได้แก่ เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด ฝาด และขม สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นจากทั่วประเทศ พร้อมกับเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ดื่มด่ำบรรยากาศของอาคารคีตราชนครินทร์ สถาปัตยกรรมเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทำให้ศิลปะแห่งเสียงและรสสัมผัสเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรมที่น่าสนใจอย่าง Creators 2035 – Globalike Thai Content โดย Cloud 11 มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก ด้วยการผสมผสาน “วัฒนธรรมไทยเข้ากับเทคโนโลยีสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง” เพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ทรงพลังและเข้าถึงผู้ชมทั่วโลก ขณะเดียวกันยังสามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล โดยคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์และรากเหง้าของความเป็นไทย และถ่ายทอดผ่านมุมมองร่วมสมัยที่ทำให้วัฒนธรรมไทยน่าสนใจและเข้าถึงง่าย นับเป็นอีกหนึ่งโปรแกรมที่ส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้สามารถเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงผู้ชมจากทั่วโลกได้อย่างทรงพลัง โดยไม่สูญเสียแก่นแท้แห่งความเป็นไทย

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 1 มีนาคม 2568

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 1 มีนาคม 2568

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 1 มีนาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

OISHI EATO ชวนชิม“โออิชิ อีทโตะ แซนด์วิชโฮลวีตสลัดอกไก่นุ่ม” แซนด์วิชโฮลวีตสูตรใหม่ ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพในทุกวัน ราคาชิ้นละ 29 บาทที่ เซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขา

ว้อทส์ เดอะ เฮลท์ เบเวอเรจ (WTH’s Beverage) ชวนชิมเครื่องดื่มกว่า 33 เมนู พร้อมโปรโมชั่น 1 ฟรี 1 ถึง 31 มี.ค.ที่ ศูนย์อาหารในเครือฟู้ด เลเจ้นด์สทั้ง เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ และสามย่าน มิตรทาวน์

โรงแรมแคนทารี บางปะกง ชวนชิมบุฟเฟต์อาหารนานาชาติมื้อค่ำ ทุกวันพุธ ท่านละ 580 บาท++ถึง 30 มิ.ย. ที่ ห้องอาหาร ดิ ออร์ชาร์ดโทร.038-109455-6

ชวนชิม

โรงแรมคิมป์ตัน คีตาเล สมุย ชวนชิมอาหารทะเลสดใหม่ที่นำเข้าจากญี่ปุ่น กับเมนูใหม่สุดพิเศษ ทุกมื้อค่ำวันพฤหัสบดีถึงวันอังคารถึง 9 พ.ค. ที่ ชิโอะซูชิบาร์และร้านอาหารญี่ปุ่น โทร.077-951999

วันเดอร์พัฟฟ์ ชวนชิมข้าวโพดอบกรอบผสมถั่วพรีเมียม ที่มีให้เลือกถึง 7 รสชาติ ทั้งอร่อย หวานมัน เพลิดเพลินกับความกรุบกรอบของป๊อปคอร์นและถั่ว จำหน่ายที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ

ซันคิสท์ เครื่องดื่มน้ำนมพิสทาชิโอ ชวนชิมเมนูสุดพิเศษเพื่อความรักและความโรแมนติก“Sunkist Love Rosé Pistachio Matcha” จำหน่ายที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศโทร.02-8130954-5

ชวนช็อป

ชวนช็อปอุปกรณ์ทางน้ำแบรนด์ดังต่างประเทศ ชมนวัตกรรมยานยนต์แห่งสายน้ำในงาน “Riverdale Marina Boat Fair #3” วันที่ 5-9 มี.ค. ภายในโครงการริเวอร์เดลมารีน่า โทร.062-5971875

ชวนช็อป ผลิตภัณฑ์เนสท์เล่ รับ “กระเป๋าช็อปปิ้งรักษ์โลก” อัพไซเคิลจากขวดน้ำดื่มเนสท์เล่เพียวไลฟ์ถึง 70% ออกแบบโดยดอยตุง ฟรี! ถึง 31 มี.ค. ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ และช่องทางออนไลน์

เครื่องสำอางคัฟเวอร์มาร์ค ชวนช็อป “CELL ADVANCED CREAM WS” สูตรใหม่ที่ช่วยล็อกความชุ่มชื้นล้ำลึกและฟื้นบำรุงผิวในขณะนอนหลับ ราคา 6,000 บาท จำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

ชวนใช้

ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต ชวนเป็น “ผู้ให้โลหิต” เพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ ในวันจันทร์ที่ 3 มี.ค. ติดตามรายละเอียดที่ https://www.facebook.com/JungceylonFanpage โทร.076-600111

5 ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เคชวนเปลี่ยนขยะขวดพลาสติกเป็นกระเป๋านักเรียน Upcycle เพื่อส่งต่อให้น้องๆในกิจกรรม “แยกขวด ช่วยน้อง” บริจาคได้ตามจุดรับบริจาคฯ โทร.1285

ชวนพูดคุยประเด็นร้อน “Homeschool เทรนด์การศึกษาของคนรุ่นใหม่…จริงหรือ“ วันศุกร์ที่ 7 มี.ค.ที่ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ สาขาสยามสแควร์ โทร.02-2189893-5

ชวนชม

ชวนชมลีลาแม่ไม้มวยไทยใน “MBK Center Fight Night 2025” เชียร์ชิดติดขอบสังเวียนทุกวันพุธแรกและวันพุธสุดท้ายของทุกๆ เดือนเปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่ 18.00 น.โทร.02-8539000

ชวนชมสารคดี “ร้อยเรื่องเมืองไทย” ชุด “70 พรรษา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร” ตอน “โรงเรียนพี่ โรงเรียนน้อง”ในวันอาทิตย์ที่ 9 มี.ค. เวลา 07.55-08.00 น.ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD

ชวนชมนิทรรศการ “Animation Jujutsu Kaisen Exhibition Thailand”แสดงผลงานอนิเมะซีรี่ส์สัญชาติญี่ปุ่น บัตรรอบปกติเริ่มต้นราคา 560 บาท ถึง 20 เม.ย. ที่ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เคเซ็นเตอร์

ส่งข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ ธนเดช อิงคภัทรางกูร E-mail : tanadet@outlook.com

แนวหน้า Talk : ‘ไพบูลย์ นิติตะวัน’ ‘พลังประชารัฐ’ในบทบาทฝ่ายค้าน อ่านเกม‘เพื่อไทย’แก้รัฐธรรมนูญ

แนวหน้า Talk : ‘ไพบูลย์ นิติตะวัน’  ‘พลังประชารัฐ’ในบทบาทฝ่ายค้าน  อ่านเกม‘เพื่อไทย’แก้รัฐธรรมนูญ

แนวหน้า Talk : ‘ไพบูลย์ นิติตะวัน’ ‘พลังประชารัฐ’ในบทบาทฝ่ายค้าน อ่านเกม‘เพื่อไทย’แก้รัฐธรรมนูญ

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หมายเหตุ : บทสัมภาษณ์นี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ 27 ก.พ. 2568 ที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน จะมีมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว หลังจากที่ก่อนหน้านั้น พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้าน เคยให้ข่าวว่าอาจมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีคนอื่นๆ รวม 10 คน

“และนโยบายเร่งด่วนสุดท้าย คือการแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและไม่แก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ โดยรัฐบาลจะหารือแนวทางในการทำประชามติที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมออกแบบกฎ กติกาที่เป็นประชาธิปไตยทันสมัยและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน รวมถึงการหารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภาเพื่อให้ประเทศสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง” เศรษฐา ทวีสิน (แถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันที่ 11 ก.ย. 2566)

“รัฐบาลจะเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยยึดโยงกับประชาชนและหลักการของประชาธิปไตยสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล เคารพพหุวัฒนธรรม เพื่อเป็นบันไดสู่การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยมีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยเร่งที่สำคัญ รวมถึงการสร้างสันติภาพและสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชาชน
มีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน” แพทองธาร ชินวัตร (แถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันที่12 ก.ย. 2567)

เป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้วสำหรับรัฐบาลที่มี “พรรคเพื่อไทย” เป็นแกนนำ มีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 คนจาก เศรษฐา ทวีสิน ถึง แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งจะเห็นว่า “การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ถูกบรรจุเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่จะต้องเร่งดำเนินการ แต่ในความเป็นจริงน่าจะเป็นไปไม่ได้แล้วที่ทุกอย่างจะแล้วเสร็จก่อนครบวาระ 4 ปี ของรัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)ชุดที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2566 และจะหมดวาระในปี 2570

นั่นเพราะแม้แต่ “ก้าวแรก” อย่าง “การทำประชามติ” ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้จากข้อถกเถียงว่าตกลงแล้วต้องทำประชามติ 2 หรือ3 ครั้ง อีกทั้งร่างกฎหมายประชามติก็ยังมีความเห็นต่างระหว่าง สส. กับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ฝ่าย สว. ต้องการให้เป็น “เสียงข้างมาก 2 ชั้น” ต้องมีคนมาลงประชามติกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง และต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่มาออกเสียง สวนทางความเห็นของ สส. ที่ต้องการ “เสียงข้างมากชั้นเดียว” ซึ่งไม่ต้องสนใจว่าผู้มาลงประชามติมีจำนวนเท่าใด เพียงได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่มาออกเสียงในครั้งนั้นก็เป็นอันใช้ได้

รายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ในตอนที่เผยแพร่วันที่ 19 ก.พ. 2568 ตัวแทนจากอดีตพรรคร่วมรัฐบาลที่ปัจจุบันกลายไปเป็นฝ่ายค้านไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงความเคลื่อนไหวล่าสุด โดยพรรคเพื่อไทยตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องการทำประชามติ ว่า เป็นการซื้อเวลาของพรรคเพื่อไทย และเพื่อให้สามารถตอบมวลชนที่เคยไปหาเสียงไว้ว่าพรรคยังคงเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่ต้องดำเนินการให้รอบคอบ

เพราะเชื่อว่าหากเร่งนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมร่วมของรัฐสภาก็เป็นไปได้สูงที่จะถูกตีตกตั้งแต่วาระ 1 ดังนั้นจึงใช้เทคนิคด้วยการไปถามศาลรัฐธรรมนูญ แต่ที่มองว่าเป็นการซื้อเวลาเนื่องจากก่อนหน้านี้ก็เคยมีการถามและศาลรัฐธรรมนูญก็ให้คำตอบมาแล้ว โดยการยื่นครั้งแรกตนเป็นคนดำเนินการเองเนื่องจากเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่ใช้อยู่ให้อำนาจรัฐสภาแก้ไขเพียงรายมาตราเท่านั้น ไม่ได้ให้อำนาจยกเลิกทั้งฉบับ

“ศาลก็ตอบว่ารัฐสภามีอำนาจ แต่ก่อนที่จะดำเนินการก็จะต้องไปถามประชาชน ไปทำประชามติเสียก่อนซึ่งคำนี้ก็มาถกเถียงกัน ผมก็บอกตีความแล้วก็คือไม่มีอำนาจ คือถ้าศาลวินิจฉัยว่ามีอำนาจก็ไม่ต้องแต่อะไรทั้งนั้น มีอำนาจคุณก็ไปทำเลย แต่ศาลบอกว่ามีอำนาจแต่คุณต้องไปทำประชามติเสียก่อน ก็แสดงว่าไม่มีอำนาจ เว้นแต่คุณไปทำประชามติแล้วคุณถึงค่อยมีอำนาจ

มันก็ชัดเจนตั้งแต่ปี 2564 จนเป็นที่มาที่ทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้นตกไป ต่อมาก็มาสมัยนี้อีกปีที่แล้ว พรรคเพื่อไทยก็มีการยื่นญัตตินี้เหมือนกัน ศาลก็วินิจฉัยเหมือนกันว่าเป็นเรื่องที่วินิจฉัยไปแล้ว ก็ให้ไปดูคำวินิจฉัยที่ผมเป็นคนยื่นไป ก็วินิจฉัยชัดเจนแล้ว พอมาคราวนี้ยังจะยื่นอีก ขนาดพรรคประชาชนยังบอกเองว่ายื่นไปทำไม เสียเวลา”

❛ความคืบหน้ากฎหมายประชามติ : ย้อนไปในวันที่ 18 ธ.ค. 2568 ซึ่งมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่..) พ.ศ….. หลังจากที่ก่อนหน้านั้น ในวันที่ 4 ธ.ค. 2567 ที่ประชุมกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ซึ่งมีตัวแทนทั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ข้อสรุปให้ใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้น ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

กล่าวคือ ต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียง และมีคะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง ซึ่งเป็นข้อเสนอของฝั่ง สว. อย่างไรก็ตาม มติที่ประชุม สส. ในวันที่ 18 ธ.ค. 2567 ส่วนใหญ่ 326 เสียง ไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปของร่างที่กรรมาธิการพิจารณา ขณะที่ 61 เสียง เห็นด้วย ทำให้ร่างกฎหมายประชามติต้องถูกพักการพิจารณาไว้ก่อนเป็นเวลา 180 วัน ตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 137 (3) จึงจะนำกลับมาพิจารณาใหม่ได้

สำหรับตัวอย่างการทำประชามติ อ้างอิงข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52,195,920 คน หากยึดตามหลักเกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้น จะให้ประชามติเรื่องใดผ่านต้องมีผู้ออกไปลงประชามติไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งดังกล่าว ในที่นี้คือไม่น้อยกว่า 26,097,960 คน และจะต้องได้เสียงเห็นชอบในหัวข้อประชามตินั้นไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกไปลงประชามติ ในที่นี้คือไม่น้อยกว่า 13,048,980 คน แต่หากยึดหลักเกณฑ์เสียงข้างมากชั้นเดียวก็ไม่ต้องดูจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ดังนั้น ตนจึงมองว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งจึงเป็นเพียงการซื้อเวลา เพราะตามระเบียบวิธีพิจารณา เมื่อเห็นเป็นเรื่องเดิมศาลก็ต้องสั่ง
ยกคำร้องเพราะได้วินิจฉัยไปแล้ว ส่วนที่บอกว่าการยื่นครั้งก่อนประธานสภายังไม่ได้บรรจุ ตนมองว่าไม่แตกต่างกัน จึงเป็นเพียงความพยายามยืดเวลาไปโดยหวังว่าจะแก้กฎหมายประชามติให้ใช้เสียงข้างมากชั้นเดียวได้ ซึ่งก็น่าจะใช้เวลาตั้งแต่ 8 เดือน ไปจนถึงมากกว่า 1 ปีนั่นเพราะมีข้อกังวลว่าหากทำประชามติ ณ เวลานี้ ที่กฎหมายให้ใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้น อาจมีประชาชนมาลงประชามติไม่ถึงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง

โดยสรุปแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะจัดทำใหม่ทั้งฉบับเป็นเรื่องยากมากเมื่อเทียบกับการแก้ไขเป็นรายมาตรา แต่การแก้ไขทั้งฉบับจะทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขเรื่องใดๆ ก็ได้ เช่น การยุบเลิกหรือเปลี่ยนแปลงบทบาทขององค์กรอิสระ โดยยกให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) แต่ตนเชื่อว่ารัฐบาลจะไปก่อนรัฐธรรมนูญ ทั้งจากตัวนายกฯเอง เสถียรภาพในรัฐบาล ปัญหาเศรษฐกิจและอื่นๆ ที่รุมเร้า โดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะชี้ให้เห็นว่ามีปัญหาอะไรตรงไหนบ้าง รัฐบาลชุดนี้จึงไม่น่าจะอยู่ได้ยาว

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน พรรคพลังประชารัฐได้แจ้งแล้วว่าขออภิปราย
นายกฯ แพทองธาร เพียงคนเดียว แต่ยื่นอภิปรายใน 3 ประเด็น ประกอบด้วย 1.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ – กาสิโน 2.ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ 3.MOU44 หรือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ที่ทั้ง 2 ประเทศจัดทำขึ้นในปี 2544 สมัยที่นายทักษิณเป็นนายกฯ

ส่วนที่พรรคประชาชน ในฐานะแกนนำฝ่ายค้าน เปิดเผยว่าเตรียมยื่นอภิปรายรัฐมนตรีไว้ 10 คน ตนมองว่าเนื่องจากพรรคประชาชนมี สส. จำนวนมาก จึงได้เวลาอภิปรายมาก และมีผู้ประสงค์อภิปรายเยอะ จึงต้องมีการกระจายประเด็นออกไป แต่ก็ไม่ใช่ว่ารัฐมนตรีนั้นจะไม่เกี่ยวกับนายกฯ จะรัฐมนตรีคนไหนก็โยงเข้ากับนายกฯ ได้ทั้งนั้นเพราะนายกฯ เป็นผู้กำกับดูแล การยื่น 10 คนก็เป็นสิทธิ์ของพรรคประชาชนที่จะยื่น

ส่วนกระแสข่าวที่ว่ามีความพยายามเจรจาไม่ให้พรรคประชาชนอภิปรายเฉพาะนายกฯ แพทองธาร คนเดียว แต่ให้ขยายไปถึงรัฐมนตรีในสังกัดพรรคภูมิใจไทยและพรรครวมไทยสร้างชาติตนไม่ได้ยินเรื่องดังกล่าวและยังเชื่อในพรรคประชาชนหลังจากที่ได้ประชุมกันซึ่งแม้พรรคพลังประชารัฐจะเสนอให้อภิปรายนายกฯคนเดียว เพราะอภิปรายรัฐมนตรีคนใดก็พาดพิงไปถึงนายกฯทั้งนั้น แต่สมาชิกพรรคประชาชนก็เห็นว่ามีรัฐมนตรีหลายคนที่ต้องถูกอภิปราย ก็เข้าใจได้ว่าถือเป็นเอกสิทธิ์

“ดังนั้นการที่ไม่อภิปรายนายกฯ คนเดียว ไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณในเรื่องอื่น เป็นการส่งสัญญาณคือเขามีเรื่องจะต้องอภิปราย มีผู้จะอภิปรายเป็นจำนวนมาก แล้วเขาก็ต้องการที่จะสร้างผลงานในการอภิปราย ก็อาจจะเห็นรัฐมนตรีไหนที่มีปัญหาที่เขาได้ข้อมูลมา เขาก็อยากจะอภิปราย มันก็เป็นสิทธิ์ของพรรคประชาชน เขาก็บอกประมาณนั้น แต่แม้ไม่บอกผมก็เข้าใจอยู่แล้ว และถ้าจะว่ากันไปแล้วสมัยที่พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำเราก็มีการอภิปราย น่าจะ 4 ครั้งทุกครั้งก็อภิปรายรัฐมนตรีหลายคน

ผมก็ยังเชื่อว่าครั้งนี้ก็เหมือนเป็นปกติที่จะมีอภิปรายรัฐมนตรีคนอื่นด้วย ไม่ได้หมายความว่าเป็นนัยอย่างเดียวว่ามีการไปล็อบบี้อะไรกัน ไม่ผิดปกติ เขาอาจเดิมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคเพื่อไทย ถ้าพูดอย่างนั้นพรรคพลังประชารัฐก็เคยร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยเหมือนกัน ก็ต้องไม่อภิปราย มันก็ไม่ใช่เสียทีเดียว คือการทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้าน ก็คือพอเราสวมบทบาทพรรคฝ่ายค้านก็ต้องมีหน้าที่ไปอภิปรายประเด็นว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากลอะไร”

ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากที่มีนักวิชาการหรือผู้อาวุโสที่เป็นรัฐมนตรีอยู่หลายท่านที่มีความรู้ จึงออกมาให้ความเห็นได้มาก ด้วยความที่คนอยู่ข้างนอกไม่ต้องมีภาระเรื่องการพิจารณากฎหมายเหมือนคนที่อยู่ในสภา จึงมีเวลาเจาะลึกและนำเสนอประเด็น โดยจัดทำเป็นศูนย์วิชาการและประสานกับ สส. มีการตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายพรรคพลังประชารัฐในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีรองหัวหน้าพรรค ชัยมงคลไชยรบ ซึ่งเป็น สส.สกลนคร เป็นประธานและ สส. เกือบทุกคนจะเป็นคณะทำงาน

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่พรรคพลังประชารัฐมี สส. ซึ่งไม่อยากเรียกว่าน้อย แต่มีประมาณ 20 คน เมื่อไปแบ่งเวลาเฉลี่ยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน
อื่นๆ จึงได้เวลาน้อยลง ก็ต้องอภิปรายไปตามนั้น แต่ก็คาดหวังในการอภิปราย เพราะเมื่อมีการอภิปรายแต่ละครั้งประชาชนก็ให้ความสนใจ สื่อก็ตามทำข่าว จะทำให้เกิดการเปิดประเด็นสำคัญๆ ความไม่ชอบมาพากลในรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี และแม้จะหวังเรื่องการยกมือโหวตของ สส. เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ยาก แต่การเปิดข้อมูลให้สังคมรับรู้ปัญหาของรัฐบาล ก็จะส่งผลให้รัฐบาลอายุสั้นลง

ส่วนคำถามว่าอยากให้การอภิปรายเกิดขึ้นเมื่อใด คาดหวังว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมี.ค. 2568 แต่เรื่องนี้ปัจจัยไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายค้านเพราะฝ่ายค้านอยากให้อภิปรายโดยเร็วอยู่แล้ว แต่มักจะเกิดจากฝ่ายรัฐบาลที่ดึงไปช่วงท้ายๆ ของสมัยประชุม ซึ่งไม่ได้ว่าเฉพาะพรรคใดเพราะชอบทำกันทุกรัฐบาล เพื่อไม่ต้องการให้ขยายผลไปในช่วงที่สภาเปิด โดยสมัยประชุมล่าสุดจะปิดประชุมในวันที่ 10 เม.ย. 2568

“สำหรับพรรคพลังประชารัฐ เราก็ตั้งอกตั้งใจทำงานในฐานะพรรคฝ่ายค้าน และเราก็มั่นใจว่าอย่างไรรัฐบาลนี้อยู่ไม่ได้นานอยู่แล้ว เราก็เป็นห่วงการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล นำโดยนายกฯ ท่านนี้มีปัญหาเยอะ เราก็อยากจะให้ประชาชนมีโอกาสที่จะได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐเราก็มีนโยบายดีๆ ที่จะเข้าไปทำงานให้กับประชาชน”

หมายเหตุ : สามารถรับชมรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง”ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอน ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์”ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 11.00-12.00 น. โดยประมาณ