เปิดชีวิตหลังเวทีของ ลิซ่า เคยโดนซาแซงประชิดตัวถึงขั้นจะก้าวเท้าขึ้นรถด้วย

เปิดชีวิตหลังเวทีของ ลิซ่า เคยโดนซาแซงประชิดตัวถึงขั้นจะก้าวเท้าขึ้นรถด้วย

28 ก.พ. 2568 12:28 น.

เปิดชีวิตหลังเวทีของ ลิซ่า เคยโดนซาแซงประชิดตัวถึงขั้นจะก้าวเท้าขึ้นรถด้วย

เปิดใจแบบลึกซึ้งครั้งแรกของ ลิซ่า ลลิษา มโนบาล กับเรื่องลับที่ไม่เคยพูดที่ไหนมาก่อน ในรายการ WOODY FM เผยถึงเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา ทั้งความกดดันในการทำงาน ก้าวผ่านอุปสรรค การเผชิญหน้ากับซาแซงจนมีผลกระทบต่อจิตใจ พร้อมเล่าถึงอัลบั้มเดี่ยว Alter Ego การแสดงในซีรีส์ The White Lotus ที่เป็นการท้าทายความสามารถครั้งใหม่และเป้าหมายในอนาคต

Episode นี้ถือว่าพิเศษมาก ลิซ่า เป็นศิลปินและนักแสดงที่หลายคนรักชื่นชมและให้กำลังใจเยอะมาก

“เป็นครั้งแรกเลยที่ได้มานั่งสัมภาษณ์กันแบบตัวต่อตัว”

แล้วคุณโตขึ้นมาก ความคิด ประสบการณ์ชีวิต 1 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เป็นศิลปินเดี่ยวได้ลองทุกอย่างเลยเหรอ?

“ยุ่งมากๆ ค่ะ แทบจะไม่มีเวลาได้นอน คือเวลาได้นอนส่วนใหญ่จะเป็นบนเครื่อง (หัวเราะ) ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองสู้มาได้ยังไง แต่ว่ามันเป็นความรู้สึกที่ใช้ 1 ปีได้คุ้มมากๆ ได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ ได้แสดงเป็นครั้งแรก แล้วก็ได้เตรียมอัลบั้ม Alter Ego ด้วย”

เราจะได้คุยแบบลึกซึ้งกับลิซ่าที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เป็นเรื่องที่อยากจะแบ่งปันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อใครหลายๆ คน เกี่ยวกับการใช้ชีวิต การก้าวผ่านอุปสรรค เพื่อเป็นกำลังใจให้กับลิซ่า พี่วู้ดดี้มีรางวัลให้คือข้าวเหนียวมะม่วงที่อร่อยที่สุดยังคงชอบไหม?

“ต้องสั่งทุกครั้งค่ะ คือหนูเป็นคนที่ชอบขนมหวานอยู่แล้ว แล้วพอเรากินอาหารมื้อหนึ่ง มันจะต้องจบที่ขนมหวานตลอด แล้วต้องเป็นข้าวเหนียวมะม่วง ถึงจะทำให้รู้สึกว่า complete แล้วมื้อนี้”

นอกจากข้าวเหนียวมะม่วงชอบขนมอะไรอีก?

“ของหวานกินหมดเลยค่ะ ขนมไทยหนูไม่รู้จะเรียกว่าอะไรที่มันเป็นสีเขียวเหมือนใบบัว (ขนมฝักบัว) คุณตาชอบขนมอันนี้มาก แล้วทุกครั้งที่ก่อนจะไปบ้านคุณตา ก็จะไปตลาดแล้วก็จะซื้อขนมอันนี้ไปให้คุณตากิน แล้วหนูก็ชอบแอบกิน มันอร่อยแล้วก็หายาก”

เป็นคนที่ชอบทานมาก แต่ดูแลร่างกายได้ดีมาก ระบบเผาผลาญที่ดีหรือว่าคืออะไรที่สามารถทานได้เรื่อยๆ?

“จริงๆ ชอบทานเยอะ แต่ทานแบบเล็กๆ น้อยๆ เพราะหนูเป็นคนอิ่มเร็ว กินนิดๆ หน่อยๆ แต่กินตลอดเวลา”

ชีวิตคุณมีช่วงไหนที่รู้สึกว่ามันเหนื่อยสุด เพราะทำงานแทบทุกวัน เวลาเหนื่อยทางออกคืออะไร?

“นอน ช้อปปิ้ง อยู่กับแมว แต่แมวช่วยได้จริงๆ นะคะ ช่วยฮีลในแบบที่เราแทบจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเขาช่วยเราอยู่ ให้เรามีอารมณ์ดีขึ้น มันแปลกมากเลย เป็นความสัมพันธ์ที่แปลก (หัวเราะ) เขาไม่ได้ทำอะไรมากเลยค่ะ ไม่ได้มาอ้อนหรือมาแง้วๆ ใส่เรา แค่เขาอยู่ข้างๆ แค่อยู่ตรงนั้นน่ะ มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าโอเค I’m good”

เปิดชีวิตหลังเวทีของ ลิซ่า เคยโดนซาแซงประชิดตัวถึงขั้นจะก้าวเท้าขึ้นรถด้วย

แต่น้องก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดเพราะเดินทางเยอะ แล้วเจอกันบ่อยไหม?

“ก็ไม่ค่อยบ่อยค่ะ แต่ดูรูปให้แม่บ้านส่งรูปน้องมาให้ดู แค่เปิดดู แค่เห็นหน้าเขาว่ายังมีความสุข ยังกิน แล้วก็นอนดี แค่นั้นก็โอเคแล้ว”

แล้วเวลาที่พูดกับเขาบอกว่า?

“เรียกชื่อเค้าค่ะ ร้องเมี๊ยววว Mommy Mommy”

แล้วตัวไหนนะที่ไม่หันมาเลย?

“ไม่หันมาเลยน่าจะเป็น Lily เขาจะอยู่ของเขา จะเป็นเจ้าหญิง You call me, I know แต่ไม่หัน (หัวเราะ)”

ใน 1 ปีที่ผ่านมาของ ลิซ่า เจอเรื่องราวหลากหลายมาก เหมือนกับการขึ้นรถไฟเหาะ เตรียมตัวเตรียมใจไว้ ขนาดไหนในตอนแรก?

“ตอนนั้นยอมรับเลยว่าเครียด เหมือนกับมองไม่เห็นอนาคตอันใกล้ แค่เดือนหน้าเราก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง จะออกมาในรูปแบบไหน มันเป็นอะไรที่ท้าทายเพราะเราไม่เคยเห็นรุ่นพี่คนไหนที่ทำแบบนี้เป็นตัวอย่าง หรืออาจจะมีแต่หนูไม่ทราบ ก็อาจจะไม่ได้พูดคุยกับเขา

เลยกลายเป็นแบบว่าเราไม่มีคนที่จะปรึกษา มีแค่ทีมของเรา ต้องเชื่อแค่ทีมเราแล้วก็ลุยแค่นั้น แต่มันเป็นอะไรที่ไม่มีการันตีว่าสิ่งที่กำลังทำมันจะโอเค มันจะเวิร์คใช่ไหมสรุปแล้ว ไม่รู้เลยค่ะว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ก็เลยกลัว และเครียด แล้วเป็นช่วงที่ได้ออดิชั่น The White Lotus พอดี มันเลยกลายเป็นว่าชีวิตเราแบบไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น”

แต่เปิดโอกาสให้ตัวเองมากขึ้น ถึงแม้จะเครียดแต่สิ่งที่สนุกมันคืออะไรตั้งแต่ซิงเกิ้ลแรก?

“Rockstar ใช่ไหมคะ จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเลยที่หนูจะบินไปทำเพลงที่ Los Angeles เพราะว่าปกติหนูจะทำเพลงที่เกาหลี แล้วก็จะทำกับแค่โปรดิวเซอร์ที่คุ้นเคย แล้วพอเราออกไปยืนอยู่ตรงนั้น เขาแทบจะไม่รู้จักเราเลยด้วยซ้ำ คือเขาไม่เคยทำงานกับเรา ทุกอย่างมันใหม่มาก ก็เลยค่อนข้างจะช้าใช้เวลานิดหนึ่งที่จะจูนกันติด แล้วก็ค่อยๆ หาทางว่าโอเคดนตรีนี้ที่ฉันอยากทำ ดนตรีนี้คือไม่เอา ใช้เวลามากๆ กว่าจะได้มาเป็นอัลบั้ม Alter Ego”

ช่วงที่ทำงานหนักแล้วมันโหลด แล้วก็มีฟีดแบคที่ต้องปรับปรุง?

“หนูทำงานหนักมาก เตรียมตัวกับทุกๆ โชว์แบบเต็มที่สุดๆ แต่ก็จะมีคอมเมนต์หรือ Reaction ที่ในเชิงลบ คือหนูโอเค คุณอาจจะไม่ชอบก็ได้ คือมันยากที่จะทำให้ทุกคนชอบ เพราะความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เราทำเต็มที่แล้ว เราภูมิใจ มีบางคอมเมนต์ที่ทำให้รู้สึกบั่นทอนจิตใจว่านี่เราทำไม่ดี ยังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้เหรอ เขายังมองว่าเรายังบกพร่องตรงนี้ หนูเป็นคนที่รับทุกคอมเมนต์ และคิดตามว่ามันใช่อย่างที่เขาบอกหรือเปล่า”

ทำไมถึงยอมเปิดให้ตัวเองเข้าไปอ่าน ที่ผ่านมา 10 ปีในชีวิตก็คงเจอกับเรื่องนี้มาอยู่แล้ว แต่ทำไมครั้งนี้ถึงตัดสินใจเปิดให้มันมีพื้นที่ในสมองคุณ?

“เอาจริงๆ คืออยากรู้ฟีดแบคค่ะ เพราะว่ามันเป็นอะไรที่เราไม่เคยทำ แล้วมันเป็นการทำเดี่ยวครั้งแรก แล้วเราเป็นคนบริหารเอง ก็ต้องดูคอมเมนต์ ดู Reaction ดูทุกอย่างว่างานเราครั้งแรกเขาโอเคกันไหม เพื่อหนูจะได้เอาไปปรับปรุงสำหรับงานโชว์หน้า เลยเปิดเข้าไปดูแต่ไม่คิดว่ามันจะหนักขึ้นทุกๆ โชว์”

วันนี้สามารถที่จะอยู่กับมันได้ ง่ายขึ้นไหม ได้เรียนรู้อะไรจากการอ่านคอมเมนต์?

“จริงๆ ก็มีนอยด์บ้าง แต่หนูรู้สึกว่าเขาไม่รู้หรอกว่ามันหนัก มันเครียด กดดันหลายอย่าง”

ความมั่นใจอยู่ในระดับไหน เริ่มชินหรือยัง?

“เริ่มชินแล้วค่ะ เริ่มรู้สึกสบายใจในตัวเองอยู่บนเวทีคนเดียว แต่ว่าต้องพัฒนาการพูดอีกเยอะ มันเขินไมค์ (หัวเราะ) แล้วยิ่งช่วงนี้ทำงานต่างประเทศเยอะเราต้องพูดภาษาอังกฤษ คือมันไม่ใช่ภาษาแรกของเรา แล้วหนูไปโตที่เกาหลี ยิ่งไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลย”

อยากรู้ว่าการถ่ายภาพกับศิลปินเป็นยังไง ถ้าอยู่ในที่สาธารณะแล้วคุณไม่แต่งหน้ามั่นใจเบอร์ไหน?

“ก็ไม่ค่อยมั่นใจค่ะ คือโอเคกับหน้าสดแต่ก็ไม่ได้แบบว่าโอเคถ่ายเซลฟี่กันอันนี้ คุณอัพโหลดได้เลยนะ ถ้ามาขอถ่ายรูปดีๆ หนูโอเคมากเลยนะคะ แต่ถ้าเกิดว่าวันนั้นหนูไม่ไหวจริงๆ ก็จะบอกตรงๆ เลยว่าขอโทษนะคะวันนี้ไม่ได้แต่งหน้ามาเลย หรือขอโทษนะคะขอเติมลิปสติกหน่อย คือจริงๆ ทุกคนอยากดูดีไม่มีใครที่อยากโดนถ่ายรูปไปแบบหน้าเหวออยู่ (หัวเราะ) คือหนูแต่งหน้าเยอะมากๆ พอเวลาได้พักก็อยากพักจริงๆ ก็กลายเป็นว่าไม่แต่งหน้าไปเลย”

มีเรื่องอะไรในรอบ 10 ปีที่สามารถเล่าได้ เกี่ยวกับตัวลิซ่าเองที่ทำให้รู้สึกวิตกกังวลที่สุด?

“หนูไม่เคยเล่าที่ไหนเลย ปีที่แล้วน่าจะใช่ เป็นครั้งแรกเลยที่ได้เผชิญกับตัวเอง คือได้ยินเรื่องนี้จากเพื่อนคนอื่นๆ ที่เป็นไอดอลมาเยอะแต่ส่วนมากจะเป็นเพื่อนผู้ชายที่เล่าให้ฟัง เพิ่งจะเคยเจอกับตัวเอง เพิ่งจะมีซาแซงเป็นครั้งแรกปีที่แล้วค่ะ ซึ่งหนูอยู่เกาหลีคนเดียวคือที่บ้านกำแพงไม่ได้สูงอะไรมาก เป็นบ้านที่อยู่คนเดียวก็จะมีแมวๆ คอยอยู่เป็นเพื่อน

มีครั้งหนึ่งปกติแล้วเวลาหนูมาที่เกาหลีก็จะมีแฟนๆ มารอรับที่สนามบิน อันนั้นเป็นเรื่องปกติแล้วหนูดีใจมากที่พวกเขามารอรับ เราก็คิดถึงเขา แต่พอหนูถึงบ้านก็เห็นมีคนรออยู่ ก็บอกว่าถ้าจะมาหาแบบนี้หนูไม่สะดวกใจนะคะ แต่ว่าถ้าจะมาก็ไปที่เจอกันแบบปกติดีไหม มาถึงบ้านไม่สะดวกจริงๆ แล้วมาตอนกลางคืนด้วย

คือเราดู CCTV แล้วไม่กล้าออกจากบ้าน ก็เลยกลายเป็นว่าเริ่มกังวลแล้ว มีครั้งหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกกลัวสุดๆ ก็คือเดินออกจากบ้านเพื่อที่จะนั่งแท็กซี่ไปซ้อมเต้น เหมือนวันนั้นผู้จัดการมาไม่ได้ ก็เลยไปเอง เขาพยายามจะขึ้นแท็กซี่มาด้วย คือเอาขาสอดเข้าไปตรงประตู เป็นอะไรที่เราไม่เคยเจอมาก่อนไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง แล้วเราก็กลัวที่เขาประชั้นชิดตัวเกินไปค่ะ ไม่กล้าอยู่คนเดียว รู้สึกไม่ปลอดภัย คือเป็นช่วงหนึ่งเลยที่ต้องให้พี่ผู้จัดการที่เป็นผู้หญิงมาอยู่เป็นเพื่อน”

ได้บอกแม่เรื่องนี้ไหม ว่ายังไงบ้าง?

“บอกค่ะ เราทำอะไรไม่ได้ก็เลยขอให้ผู้จัดการที่เป็นผู้หญิงอยู่ด้วย และไม่ใช่แค่ที่บ้านในเกาหลีเท่านั้นมันรวมถึงบ้านใน LA ด้วย”

หลังจากนี้จะจัดการยังไงเตรียมรับมือยังไงได้บ้าง ได้คุยกับทีมงานหรือใครไหม?

“ก็พยายามจะไม่อยู่คนเดียวค่ะ แต่มันคงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนมานอนด้วยกับหนูทุกคืนขนาดนั้น ก็ต้องมีบางคืนที่พี่เขาต้องกลับบ้าน ยังหาทางเบาลงไม่ได้ หนูก็ยังเครียดอยู่เหมือนกันว่าควรจะทำยังไงดี เริ่มเป็นห่วงตัวเอง กังวลมากขึ้น

เพราะฉะนั้นเวลามีใครมาทัก มาแอบถ่าย เลยทำให้รู้สึกเขาจะทำอะไรเราหรือเปล่า คือหนูรู้ว่าแฟนๆ หนูน่ารักมากๆ เขาจะให้พื้นที่เราแล้วเขาจะคอยถามไถ่เป็นเรื่องปกติ แต่พอมีเรื่องนี้เกิดขึ้นเลยทำให้เราระแวง แต่เราก็จะรู้จำหน้าแฟนๆ ของเราได้ พี่คนนี้ พี่คนนั้น แต่ถ้าเป็นใครไม่รู้จากไหนอยู่ดีๆ มาเราจะมีการ์ดขึ้นมาเลย เคยโดนประชั้นชิดเกินไปจนรู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัย”

เปิดชีวิตหลังเวทีของ ลิซ่า เคยโดนซาแซงประชิดตัวถึงขั้นจะก้าวเท้าขึ้นรถด้วย

บทบาทการเป็นนักแสดงหลายคนอาจไม่รู้ว่า Audition?

“ใช่ค่ะ ทุกอย่างไม่ได้มาง่ายๆ แล้วมันเป็นฮอลลีวูดที่แบบไม่ใช่ใครจะเล่นง่ายๆ ไม่รู้จะอธิบายยังไงมันทั้งดีใจ มันทั้งไม่น่าเชื่อว่าเราจะผ่าน เพราะเราไม่ได้มีประสบการณ์ในด้านการแสดงมาเลย ทั้งชีวิตนี้หนูเต้น ร้องเพลง ขึ้นเวทีอย่างเดียว แต่พอต้องมาอยู่ในบทบาทหนึ่งที่ไม่เคยลองมาก่อนเป็นอะไรที่มันท้าทาย มันยาก อย่างน้อยเราได้ลอง แล้วเราสนุก จากลิซ่าที่เป็นนักร้องจะต้องมาเป็นมุกเด็กชาวเกาะ (หัวเราะ) เป็นคนพื้นที่ สนุกมากค่ะ”

ภาพในอนาคต?

“หนูไม่ค่อยแพลนล่วงหน้าค่ะ ตอนนี้ Schedule ปี 2025 เต็มหมดแล้ว เอาอันนี้ให้มันรอดก่อน (หัวเราะ) หนูเป็นคนที่ไม่ได้คิดว่าอีก 3-5 ปีเราจะเป็นยังไง เพราะมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ค่อยอยากวาดฝันว่าฉันจะต้องทำอย่างนี้ๆ เอาปีนี้ให้รอดก่อน”

มีอะไรอยากจะบอกแฟนๆ ทั่วโลก?

“คือเรื่องที่เราพูดกันวันนี้มันมาจากใจ แล้วหนูไม่เคยพูดที่ไหนมาก่อน ขอบคุณที่ทุกคนรับฟังนะคะ แล้วก็คอยเป็นกำลังใจให้ลิซ่ามาตลอด ฝาก Alter Ego ด้วยนะคะ เป็นอัลบั้มที่ลิซ่าตั้งใจทำจริงๆ หวังว่าทุกคนจะชอบ แล้วก็ The White Lotus เป็นการแสดงครั้งแรกของลิซ่าหวังว่าทุกคนจะชอบน้องมุกนะคะ”

เปิดภาพงานแต่ง แจ๊ค ธนพล ควง เอม รมิดา เข้าวิวาห์ เจ้าสาวสวยออร่ามาก

เปิดภาพงานแต่ง แจ๊ค ธนพล ควง เอม รมิดา เข้าวิวาห์ เจ้าสาวสวยออร่ามาก

28 ก.พ. 2568 11:36 น.

เปิดภาพงานแต่ง แจ๊ค ธนพล ควง เอม รมิดา เข้าวิวาห์ เจ้าสาวสวยออร่ามาก

หลังจากที่ แจ๊ค ธนพล กับ เอม รมิดา ได้เปิดตัวคบกันเมื่อช่วงวันเกิดของฝ่ายหญิง พร้อมกับเซอร์ไพรส์แฟนคลับด้วยการประกาศแต่งงานฟ้าแล่บในวันที่ 28 ก.พ. เพราะเป็นวันเดียวที่เป็นฤกษ์ดีของทั้งคู่

และในวันนี้ 28 ก.พ. แจ๊ค ได้ควง เอม เข้าประตูวิวาห์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางความสุขของทุกคนในครอบครัว รวมถึงญาติและคนสนิทที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน

เปิดภาพงานแต่ง แจ๊ค ธนพล ควง เอม รมิดา เข้าวิวาห์ เจ้าสาวสวยออร่ามาก
เปิดภาพงานแต่ง แจ๊ค ธนพล ควง เอม รมิดา เข้าวิวาห์ เจ้าสาวสวยออร่ามาก

หลายคนที่ได้เห็นภาพดังกล่าว ก็ได้เข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับทั้งคู่กันจำนวนมาก

บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ขอแสดงความยินดีกับทั้งคู่ด้วยนะคะ

เปิดภาพงานแต่ง แจ๊ค ธนพล ควง เอม รมิดา เข้าวิวาห์ เจ้าสาวสวยออร่ามาก
เปิดภาพงานแต่ง แจ๊ค ธนพล ควง เอม รมิดา เข้าวิวาห์ เจ้าสาวสวยออร่ามาก
เปิดภาพงานแต่ง แจ๊ค ธนพล ควง เอม รมิดา เข้าวิวาห์ เจ้าสาวสวยออร่ามาก
เปิดภาพงานแต่ง แจ๊ค ธนพล ควง เอม รมิดา เข้าวิวาห์ เจ้าสาวสวยออร่ามาก
เปิดภาพงานแต่ง แจ๊ค ธนพล ควง เอม รมิดา เข้าวิวาห์ เจ้าสาวสวยออร่ามาก
เปิดภาพงานแต่ง แจ๊ค ธนพล ควง เอม รมิดา เข้าวิวาห์ เจ้าสาวสวยออร่ามาก
เปิดภาพงานแต่ง แจ๊ค ธนพล ควง เอม รมิดา เข้าวิวาห์ เจ้าสาวสวยออร่ามาก

ญี่ปุ่นเร่งสกัดไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ญี่ปุ่นเร่งสกัดไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

1 มี.ค. 2568 13:55 น.

ญี่ปุ่นเร่งสกัดไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ โดยไฟป่าหลายจุดได้คร่าชีวิตประชาชนไป 1 ศพ และทำให้ประชาชนกว่าพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่

ไฟป่าเมืองโอฟุนาโตะ จังหวัดอิวาเตะ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่นลุกลามกินพื้นที่ประมาณ 1,200 เฮกตาร์ หรือ 12 ตารางกิโลเมตร ในวันเสาร์ (1 มีนาคม) หลังจากเริ่มปะทุขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยโฆษกของสำนักงานจัดการอัคคีภัยและภัยพิบัติระบุว่า กำลังตรวจสอบขนาดของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แต่ไฟป่าครั้งนี้ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เหตุไฟป่าคุชิโระ ในจังหวัดฮอกไกโดปี 1992 ซึ่งไฟป่าครั้งนั้นเผาผลาญพื้นที่ 1,030 เฮกตาร์ 

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ดับเพลิงราว 1,700 นาย จากทั่วประเทศถูกส่งมาช่วยควบคุมสถานการณ์ไฟป่าแล้ว โดยภาพถ่ายทางอากาศจากสถานีโทรทัศน์ NHK แสดงให้เห็นกลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมา ปกคลุมภูเขาทั้งลูก ขณะที่ตำรวจท้องถิ่นพบร่างของผู้เสียชีวิตซึ่งถูกไฟคลอกเมื่อวันพฤหัสบดี

ญี่ปุ่นเร่งสกัดไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ทั้งนี้ ตามรายงานจากเทศบาลเมืองโอฟุนาโตะจนถึงวันศุกร์ระบุว่า มีประชาชน กว่า 1,000 คน ในพื้นที่ใกล้เคียงถูกอพยพออกจากบ้านเรือน และมีอาคารมากกว่า 80 หลัง ได้รับความเสียหาย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของเพลิงไหม้

นอกจากนี้ยังมีไฟป่าอีก สองแห่ง ที่กำลังลุกลาม จุดหนึ่งอยู่ในจังหวัด ยามานาชิ และอีกจุดหนึ่งอยู่ใน จังหวัดอิวาเตะ

ในปี 2023 ญี่ปุ่นเกิดไฟป่าประมาณ 1,300 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน เมื่ออากาศแห้งและลมแรง ซึ่งนับว่าจำนวนไฟป่าในญี่ปุ่นลดลงจากช่วงสูงสุดใน ปี 1970 ตามข้อมูลจากรัฐบาล

ในเดือนนี้เมืองโอฟุนาโตะมีปริมาณน้ำฝนเพียง 2.5 มิลลิเมตร ซึ่งต่ำกว่าสถิติปริมาณน้ำฝนต่ำสุดเดิมของเดือนกุมภาพันธ์ที่ 4.4 มิลลิเมตร เมื่อปี 1967 ส่วนในปีที่แล้ว ญี่ปุ่นมีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน อันเป็นผลจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

ยังเป็นปริศนา หลักฐานชี้ ยีน แฮ็คแมนเสียชีวิตแล้วกว่า 10 วันก่อนมีคนพบศพ ไม่พบคาร์บอนเป็นพิษ

ยังเป็นปริศนา หลักฐานชี้ ยีน แฮ็คแมนเสียชีวิตแล้วกว่า 10 วันก่อนมีคนพบศพ ไม่พบคาร์บอนเป็นพิษ

1 มี.ค. 2568 13:24 น.

ยังเป็นปริศนา หลักฐานชี้ ยีน แฮ็คแมนเสียชีวิตแล้วกว่า 10 วันก่อนมีคนพบศพ ไม่พบคาร์บอนเป็นพิษ

เจ้าหน้าที่ยังไม่พบสาเหตุการเสียชีวิตของยีน แฮ็คแมนและภรรยา แต่เบื้องต้นพบว่าทั้งคู่เสียชีวิตมาแล้วราว 10 วัน ก่อนถูกพบศพ ขณะที่ผลตรวจไม่พบก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นพิษ ทำให้การเสียชีวิตของทั้งคู่ยังเป็นปริศนา

เจ้าหน้าที่สืบสวนของสหรัฐฯ ยังคงเร่งหาสาเหตุการเสียชีวิตของนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ “ยีน แฮ็คแมน” และภรรยาของเขา “เบ็ตซี อาราคาวะ” หลังพบร่างของทั้งคู่ภายในบ้านพักในรัฐนิวเม็กซิโกเมื่อวันพุธ 

โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ระบุว่า มีหลักฐานบ่งชี้ว่าแฮ็คแมนเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ หรือ 10 วันก่อน ที่จะพบศพของทั้งคู่

พบร่างของทั้งคู่ได้อย่างไร?

ร่างของยีน แฮ็คแมน วัย 95 ปี ถูกพบในห้องข้างๆ ห้องครัว ขณะที่ เบ็ตซี อาราคาวะ วัย 65 ปี ถูกพบอยู่ภายในห้องน้ำ โดยร่างของอาราคาวะแสดงสัญญาณการเน่าเปื่อย และเริ่มมีการแห้งกรังของมือและเท้าเหมือนมัมมี่ ขณะที่ร่างของแฮ็คแมนเองก็ มีลักษณะของการเสียชีวิตที่คล้ายคลึงกับภรรยาของเขา

นอกจากนี้ สุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด ของทั้งคู่ถูกพบเสียชีวิตภายในตู้เสื้อผ้าในห้องน้ำ ใกล้กับที่พบร่างของอาราคาวะ

ทราบสาเหตุการเสียชีวิตของทั้งคู่หรือไม่?

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ไม่พบร่องรอยบาดเจ็บ แต่ถือว่าการเสียชีวิตของทั้งสอง มีเงื่อนงำเพียงพอให้ต้องทำการสืบสวน และยังไม่ตัดประเด็นการฆาตกรรมออกไป

ส่วนการตรวจสอบการเสียชีวิตจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ได้ผลเป็นลบทั้งในแฮ็คแมนและอาราคาวะ 

ใกล้ศีรษะของอาราคาวะ พบเครื่องทำความร้อนแบบพกพา เจ้าหน้าที่สืบสวนตั้งข้อสังเกตว่า อุปกรณ์ดังกล่าวอาจถูกกระแทกจนล้มลง หากอาราคาวะล้มลงกะทันหัน ส่วนแฮ็คแมนถูกพบในสภาพสวมกางเกงวอร์มสีเทา เสื้อแขนยาวสีน้ำเงิน และรองเท้าแตะสีน้ำตาล โดยมีแว่นกันแดดและไม้เท้าอยู่ข้างๆ ศพของเขา ซึ่งเจ้าหน้าที่สืบสวนสันนิษฐานว่า นักแสดงอาจล้มลงอย่างกะทันหัน

ขณะนี้มีการส่งศพไปชันสูตรและตรวจหาสารพิษ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าผลตรวจจะออกมา

โดยบริษัทพลังงานท้องถิ่น ไม่พบร่องรอยการรั่วไหลของก๊าซในพื้นที่ ขณะที่หน่วยดับเพลิงระบุว่า ไม่พบสัญญาณของการรั่วไหลหรือการเป็นพิษจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์

ส่วนประเด็นที่พบขวดยาและยาเม็ดกระจัดกระจายอยู่บนเคาน์เตอร์ ภายในห้องน้ำใกล้กับร่างของอาราคาวะ เจ้าหน้าที่ระบุว่ายาที่พบในบ้านเป็น ยารักษาไทรอยด์และยาควบคุมความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นยาทั่วไป

ทำไมการเสียชีวิตของทั้งคู่จึงถูกมองว่าน่าสงสัย?


สถานการณ์ของการเสียชีวิตดูน่าสงสัยมากพอที่จะต้องมีการสืบสวนอย่างละเอียด เนื่องจากพนักงานซ่อมบำรุงที่โทรแจ้งตำรวจ พบว่าประตูหน้าบ้านเปิดอยู่

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สืบสวนไม่พบร่องรอยการบุกรุกเข้าไปในบ้าน ไม่มีสัญญาณของการต่อสู้ และ ภายในบ้านไม่มีสิ่งของถูกรื้อค้น

นอกจากนี้ ยังพบสุนัขอีกสองตัวที่มีสุขภาพแข็งแรง เดินอยู่รอบบริเวณบ้าน ตัวหนึ่งอยู่ด้านใน ส่วนอีกตัวอยู่ด้านนอก

ทั้งคู่เสียชีวิตเมื่อใด?

เจ้าหน้าที่ระบุว่า เครื่องกระตุ้นหัวใจของแฮ็คแมนส่งสัญญาณครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชี้ว่า น่าจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเขา แต่ตำรวจยังไม่สามารถระบุได้ว่า แฮ็คแมนหรืออาราคาวะเสียชีวิตก่อนกัน

พนักงานซ่อมบำรุงสองคนที่พบร่างของทั้งคู่ระบุว่า พวกเขามีการติดต่อกับแฮ็คแมนและอาราคาวะครั้งสุดท้ายเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

พวกเขากล่าวว่า บางครั้งจะมาทำงานซ่อมแซมที่บ้าน แต่แทบไม่เคยพบกับแฮ็คแมนและอาราคาวะโดยตรง โดยมักสื่อสารกันทางโทรศัพท์หรือข้อความ ส่วนใหญ่พูดคุยกับอาราคาวะ

สุขภาพของทั้งคู่เป็นอย่างไร?

เลสลีย์ แอนน์ แฮ็คแมน ลูกสาวของแฮ็คแมน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Mail Online ว่าพ่อของเธอยังมีสุขภาพร่างกายที่ดีมาก แม้อายุจะมากแล้ว โดยเขาชอบเล่นโยคะและพิลาทิส และยังคงทำอย่างสม่ำเสมอหลายครั้งต่อสัปดาห์ และไม่ได้เข้ารับการผ่าตัดใหญ่ใดๆ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ส่วนประเด็นความสัมพันธ์ของพ่อเธอและอาราคาวะว่าก็ยังราบรื่น มีชีวิตคู่ที่ยอดเยี่ยม โดยยืนยันว่าอาราคาวะดูแลเขาอย่างดีเยี่ยม และคอยใส่ใจสุขภาพของพ่อเธอเสมอ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ยีน แฮ็คแมน

ระเบิดฆ่าตัวตายในมัสยิดปากีสถานรับเดือนรอมฏอน คร่า 6 ศพรวมไปถึงนักการศาสนาคนสำคัญ

ระเบิดฆ่าตัวตายในมัสยิดปากีสถานรับเดือนรอมฏอน คร่า 6 ศพรวมไปถึงนักการศาสนาคนสำคัญ

1 มี.ค. 2568 07:40 น.

ระเบิดฆ่าตัวตายในมัสยิดปากีสถานรับเดือนรอมฏอน คร่า 6 ศพรวมไปถึงนักการศาสนาคนสำคัญ

มือระเบิดฆ่าตัวตายก่อเหตุในมัสยิดภายในโรงเรียนสอนศาสนาในปากีสถาน คร่าชีวิตผู้นำศาสนาอาวุโสและผู้ศรัทธาอีก 5 ราย บาดเจ็บหลายสิบคน ก่อนเดือนรอมฎอน ตำรวจยังไม่สามารถระบุผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้

วันที่ 1 มีนาคม 2568 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายภายในมัสยิดของโรงเรียนสอนศาสนาในเขตอาโครา คัตตัก จังหวัดไคเบอร์ ปัคตูนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ส่งผลให้ ฮามิดุล ฮัก ผู้นำศาสนาอาวุโสและหัวหน้ากลุ่มการเมือง จามิอัต อุเลมา อิสลาม (Jamiat-e-Ulema Islam -JUI) เสียชีวิต พร้อมผู้ศรัทธาอีก 5 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

ตำรวจท้องถิ่นเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุได้เดินเข้าไปในมัสยิดก่อนจุดชนวนระเบิด ทำให้เกิดแรงระเบิดรุนแรงสร้างความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่าสิบรายคอยรักษาความปลอดภัยในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ โรงเรียนสอนศาสนาที่ฮามิดุล ฮักดูแลอยู่ก็มีระบบรักษาความปลอดภัยของตัวเอง แต่ยังไม่สามารถสกัดกั้นเหตุโจมตีได้

ฮามิดุล ฮัก เป็นบุตรชายของ มูลานา ซามิอุล ฮัก นักการศาสนาที่ได้รับฉายาว่า “บิดาแห่งตาลีบัน” เนื่องจากมีบทบาทสำคัญต่อขบวนการตาลีบันในอัฟกานิสถาน โดยเขาเคยบริหารโรงเรียนสอนศาสนา จาเมีย ฮักคาเนีย ซึ่งเป็นสถานศึกษาของกลุ่มตาลีบันจำนวนมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา พ่อของเขาถูกลอบสังหารด้วยอาวุธมีดภายในบ้านพักของตัวเองเมื่อปี 2561

รายงานข่าวระบุว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่มีองค์กรใดออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีครั้งนี้ ขณะที่ครอบครัวของฮามิดุล ฮัก ยืนยันการเสียชีวิตของเขาและเรียกร้องให้ผู้ติดตามของเขาสงบสติอารมณ์

ทางด้านนายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนเข้าสู่เดือนรอมฎอน เดือนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม ที่จะเริ่มต้นในวันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคมนี้. 

โป๊ปฟรานซิสอาการทรุุดอีกรอบ เกิดวิกฤตทางเดินหายใจเฉียบพลันแพทย์เร่งช่วยเหลือ วาติกันรอประเมินอาการ

โป๊ปฟรานซิสอาการทรุุดอีกรอบ เกิดวิกฤตทางเดินหายใจเฉียบพลันแพทย์เร่งช่วยเหลือ วาติกันรอประเมินอาการ

1 มี.ค. 2568 06:16 น.

โป๊ปฟรานซิสอาการทรุุดอีกรอบ เกิดวิกฤตทางเดินหายใจเฉียบพลันแพทย์เร่งช่วยเหลือ วาติกันรอประเมินอาการ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส พระชนม์ 88 พรรษา ทรงประสบภาวะหายใจติดขัดเฉียบพลันในโรงพยาบาล หลังจากทรงเข้ารับการรักษาโรคปอดบวมมานานกว่า 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างเร่งด่วน แม้ก่อนหน้านี้จะมีรายงานว่าอาการทรงตัว วาติกันระบุว่ายังต้องติดตามอาการอีก 24-48 ชั่วโมง

วันที่ 1 มีนาคม 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า สำนักวาติกันแถลงเกี่ยวกับความคืบหน้าพระอาการของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่อยู่ระหว่างรับการรักษาที่โรงพยาบาลเจเมลลี ในกรุงโรม โดยระบุว่า ขณะนี้ทรงเผชิญวิกฤติภาวะหายใจลำบากเฉียบพลัน (Isolated breathing crisis) เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดอาการอาเจียนและการหายใจแย่ลงอย่างกะทันหัน และทีมแพทย์ต้องเร่งทำการ ดูดของเหลวออกจากปอด (bronchoaspiration) และใช้เครื่องช่วยหายใจแบบไม่รุกล้ำ (Non-Invasive Ventilation – NIV) ซึ่งก็คือ เครื่องช่วยหายใจที่ไม่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจเข้าไปในหลอดลม แต่ใช้ หน้ากากครอบจมูกหรือปาก เพื่อช่วยส่งอากาศและออกซิเจนเข้าสู่ปอด ซึ่งพระองค์ทรงตอบสนองต่อการรักษาได้ดี

แถลงการณ์ของวาติกันระบุว่า วิกฤตครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าอาการรุนแรงนานแค่ไหน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นอาการทรุดหนักรอบใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้มีรายงานว่า สุขภาพของพระองค์เริ่มดีขึ้น

โดยสมเด็จพระสันตะปาปาทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ หลังทรงมีปัญหาทางเดินหายใจมาหลายวัน ตอนแรกแพทย์วินิจฉัยว่าเป็น หลอดลมอักเสบ (bronchitis) แต่ต่อมาพบว่าเป็น ปอดบวมทั้งสองข้าง

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ วาติกันแถลงว่าพระองค์ทรงเผชิญกับภาวะหายใจล้มเหลวอย่างรุนแรง และอยู่ในภาวะ “วิกฤต” และต่อมาในวันอาทิตย์ ได้ออกแถลงการณ์ว่า ไม่มีภาวะหายใจล้มเหลวเพิ่มเติม

แม้จะมีสัญญาณบวกในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์ล่าสุดทำให้ทีมแพทย์ยังไม่สามารถให้คำพยากรณ์แน่ชัดเกี่ยวกับสุขภาพของพระองค์ได้ วาติกันระบุว่าต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด อีกอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง.

วงแตก! ดีลแร่ล่ม “ทรัมป์-เซเลนสกี” เถียงกันต่อหน้าสื่อ ยกเลิกแถลงข่าวไล่เซเลนสกีออกจากทำเนียบขาว

วงแตก! ดีลแร่ล่ม "ทรัมป์-เซเลนสกี" เถียงกันต่อหน้าสื่อ ยกเลิกแถลงข่าวไล่เซเลนสกีออกจากทำเนียบขาว

1 มี.ค. 2568 05:37 น.

วงแตก! ดีลแร่ล่ม “ทรัมป์-เซเลนสกี” เถียงกันต่อหน้าสื่อ ยกเลิกแถลงข่าวไล่เซเลนสกีออกจากทำเนียบขาว

ทรัมป์ซัดเดือดกับเซเลนสกีต่อหน้าสื่อ ไล่ผู้นำยูเครนและทีมงานออกจากทำเนียบขาว โดยที่เซเลนสกียังไม่ได้ลงนามข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์แร่ธาตุให้สหรัฐฯ ตอกหน้าว่ายูเครนไม่สำนึกบุญคุณ และยังทำตัวขวางสันติภาพ

วันที่ 1 มีนาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การพบหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ที่ทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดีซี กลายเป็นการปะทะคารมกันอย่างดุเดือดต่อหน้าสื่อมวลชน เมื่อทรัมป์และรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ กล่าวตำหนิผู้นำยูเครนว่าไม่มีความสำนึกขอบคุณต่อความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ นำไปสู่การโต้เถียงกันอย่างรุนแรงจนทำให้การเจรจาต้องถูกยุติลงอย่างกะทันหัน และทำเนียบขาวสั่งให้คณะยูเครนออกจากห้องทันที

รายงานข่าวระบุว่าการหารือในห้องทำงานรูปไข่ ที่ทำเนียบขาว เดิมทีมีเป้าหมายเพื่อหาทางออกด้านความมั่นคงให้กับยูเครนและลงนามในข้อตกลงด้านแร่ธาตุที่หายากในยูเครน ที่จะต้องแบ่งผลประโยชน์ให้สหรัฐฯ เทียบเท่ามูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นค่าชดเชยสำหรับความช่วยเหลือที่สหรัฐฯ มอบให้แก่ยูเครน

แต่สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อรองประธานาธิบดีแวนซ์ กล่าวหาว่ายูเครนไม่ให้เกียรติและไม่เคยแสดงความสำนึกขอบคุณต่อการช่วยเหลือของสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในช่วงสงครามที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปี ทำให้นายเซเลนสกีตอบโต้ทันทีโดยระบุว่ายูเครนไม่สามารถประนีประนอมกับรัสเซียได้และเตือนว่าสงครามอาจส่งผลกระทบถึงสหรัฐฯ

สถานการณ์ยิ่งร้อนแรงขึ้นเมื่อทรัมป์กล่าวหาว่าเซเลนสกีกำลังเล่นเกมเสี่ยงกับสงครามโลกครั้งที่ 3 พร้อมประกาศกร้าวว่า ทำข้อตกลงแร่ธาตุให้ได้ ไม่อย่างนั้นสหรัฐฯ จะไม่ช่วยเหลือยูเครนอีกต่อไป ส่งผลให้บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยเสียงตะโกนและการชี้นิ้วใส่กัน ขณะที่ฝ่ายยูเครนพยายามให้การหารือดำเนินต่อไป แต่ทรัมป์ตัดสินใจสั่งยุติการประชุมและให้เจ้าหน้าที่แจ้งให้คณะยูเครนออกจากห้องประชุม

โดยเดิมทีหลังจากการประชุม ทั้งสองผู้นำมีกำหนดแถลงข่าวร่วมในห้องอีสต์รูม ของทำเนียบขาว พร้อมลงนามในข้อตกลงด้านแร่ธาตุที่สหรัฐฯ ต้องการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจของยูเครน อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์ความขัดแย้งโต้เถียงรุนแรง การแถลงข่าวได้ถูกยกเลิกทันที และเซเลนสกีเดินทางออกจากทำเนียบขาวโดยไม่มีการลงนามในข้อตกลงใดๆ

หลังเหตุการณ์นี้ ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เซเลนสกีสามารถกลับมาได้เมื่อเขาพร้อมที่จะพูดเรื่องสันติภาพ” ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ยูเครนหันมาเจรจากับรัสเซีย ขณะที่เซเลนสกีเลือกใช้โซเชียลมีเดียตอบโต้ โดยได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้นำยุโรปที่ยืนยันยืนหยัดเคียงข้างยูเครนและต่อต้านการประนีประนอมกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

นักวิเคราะห์มองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และยูเครน ท่ามกลางความกังวลว่ารัฐบาลทรัมป์อาจลดการสนับสนุนทางทหารและการเงินต่อยูเครน ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางของสงครามในระยะยาว ขณะที่พันธมิตรยุโรปต่างจับตามองว่าสหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายอย่างไรต่อไปในการให้ความช่วยเหลือยูเครนหลังจากนี้.

เกษตรกรเมืองย่าโมเฮ! ‘ตะวันออกกลาง’มีความต้องการไม้ดอกไม้ประดับสูง

เกษตรกรเมืองย่าโมเฮ! ‘ตะวันออกกลาง’มีความต้องการไม้ดอกไม้ประดับสูง

เกษตรกรเมืองย่าโมเฮ! ‘ตะวันออกกลาง’มีความต้องการไม้ดอกไม้ประดับสูง

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.29 น.

เกษตรกรเมืองย่าโมเฮ! หลังตะวันออกกลาง มีความต้องการไม้ดอกไม้ประดับสูง ผู้ว่าฯเร่งดีลเกษตรกรพบ ผู้ประกอบการ จับคู่ธุรกิจหวังส่งออกสร้างรายได้

วันที่ 28 กุมภาพันธุ์ 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดกิจกรรม Business matchin ไม้ดอกไม้ประดับโคราช การจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ผลิตพบผู้ประกอบการไม้ดอกไม้ประดับจังหวัดนครราชสีมา ณ.สวนเลม่อนซีด ม.2 บ้านใหม่ ต.บ้านใหม่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา  โดยมีนายมนัส เสียงก้อง เกษตรจังหวัดนครราชสีมา นายสุทธิศักดิ์ พรหมบุตร พาณิชย์จังหวัดนครราชีมา นายจารพัฒน์ ไตรพัฒนจันทร์ เกษตรอำเภอหนองบุญมาก  เกษตรกรและผู้ประกอบการไม้ดอกไม้ประดับในพื้นที่อำเภอหนองบุญมาก ร่วมในกิจกรรม

นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ด้วยสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมาได้รับแจ้งจากผู้ประกอบการว่า ในประเทศแถบตะวันออกกลาง ได้แก่ ดูไบ ซาอุดิอารเบีย กาตาร์ จอร์แดน และบาร์เรน มีความต้องการไม้ล้อมและดอกไม้ประดับ ซึ่งไม้ล้อมที่มีความต้องการในระดับมาก เช่น สะเดา ชงโค จามจุรี และก้ามปู และความต้องการในระดับปานกลาง เช่น มะรุม หยีน้ำ พวงชมพู และนนทรี รวมถึงไม้ดอกไม้ประดับต่าง ๆ เช่นชงโค เข็ม และโกศล เป็นต้น   ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสดีของเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองบุญมากที่มีการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ โดยเฉพาะเฟื่องฟ้ามากที่สุดในประเทศไทย จึงได้มีการเชิญประธานกลุ่มแปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับ และประธานวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตไม้ดอก ไม้ประดับ ที่มีศักยภาพในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจ Business Matching (BM) เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรได้พบกับผู้ประกอบการโดยตรงในการทำธุรกิจ เป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร และเฟื่องฟ้าถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ของจังหวัดนครราชสีมา 

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า อำเภอหนองบุญมาก ถือเป็นแหล่งผลิตเฟื่องฟ้าและไม้ดัดแหล่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพจากการทำนา ทำสวนและทำไร่มันสำปะหลัง หันมาปลูกต้นเฟื่องฟ้ากันเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันมีเกษตรกรรวมกลุ่มปลูกต้นเฟื่องฟ้าขายแล้วมากกว่า 100 ราย (ตำบลบ้านใหม่ , ตำบลหนองหัวแรต , ตำบลแหลมทอง) มีสวนจำหน่าย มากกว่า 40 สวน สร้างรายได้ในการขายต้นเฟื่องฟ้าดัดรวมกันไม่ต่ำกว่าปีละ 20 ล้านบาท โดยต้นเฟื่องฟ้าของอำเภอหนองบุญมาก มีความโดดเด่นสวยงามที่ดอก เพราะมีดอกหลากหลายสีสันภายในต้นเดียว ได้มากถึง 5 สี ต้นพันธุ์แข็งแรง และสวยงามกว่าที่อื่นอีกทั้งต้นเฟื่องฟ้ายังสามารถดัดให้เป็นรูปร่างต่างๆ ได้มากมายทั้งสัตว์ป่า ช้าง นกยูง และมังกร หรือเป็นรูปทรงพุ่มได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้ต้นเฟื่องฟ้าของอำเภอหนองบุญมากเป็นที่นิยมของตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ อาทิ ดูไบ การ์ตา ซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน บาร์เรน จีน ฮ่องกง มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ และไต้หวัน  โดยลูกค้าส่วนใหญ่นิยมนำต้นเฟื่องฟ้าไปตกแต่งสถานที่สวนหย่อม /// – 026

นักวิชาการเตือน! เกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังช่วงหน้าร้อน-เสี่ยงปลาตายยกกระชัง

นักวิชาการเตือน! เกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังช่วงหน้าร้อน-เสี่ยงปลาตายยกกระชัง

นักวิชาการเตือน! เกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังช่วงหน้าร้อน-เสี่ยงปลาตายยกกระชัง

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.14 น.

นักวิชาการประมงเตือนเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังในช่วงหน้าร้อน เสี่ยงปลาตายยกกระชัง เหตุจากขาดออกซิเจนในน้ำ แนะควรลดปริมาณอาหารปลาให้น้อยลง รวมทั้งระดับน้ำในกระชังจะต้องมีการไหลหมุนเวียน จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องปลาตายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.อัตรา ไชยมงคล นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสัตว์น้ำชายฝั่ง จ.สงขลา  เตือนเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังช่วงหน้าร้อนว่า ในช่วงหน้าร้อนซึ่งเป็นช่วงที่ปลามีการเจริญเติบโตดี เพราะฉะนั้นการควบคุมในเรื่องอาหารเป็นสิ่งสำคัญ และเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาควรระวังอย่างยิ่งในเรื่องของปลาขาดออกซิเจน ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงกรกฎาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงหน้าร้อนของภาคใต้ พบว่ามีปัญหาในเรื่องปลาตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากระดับน้ำ การหมุนเวียนของน้ำมันค่อนข้างจะนิ่ง น้ำขึ้น-น้ำลงน้อย เพราะฉะนั้นปลากะพงขาวที่เราเลี้ยงในกระชัง ถ้ามีจำนวนมากมันจะมีปัญหาในเรื่องออกซิเจนไม่พอในช่วงหน้าร้อน จึงจำเป็นที่จะต้องลดปริมาณอาหารลง

ดร.อัตรา ไชยมงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงหน้าร้อนอุณหภูมิในน้ำมันสูงขึ้น ทำให้ขบวนการเผาผลาญอาหารของสัตว์น้ำมากขึ้น ออกซิเจนในน้ำก็ถูกใช้มากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรระมัดระวังก็คือการให้อาหาร ความหนาแน่นของปลาและระดับน้ำในกระชัง เนื่องจากกระชังเราไม่สามารถควบคุมระดับน้ำได้ ต้องระมัดระวังในเรื่องของการไหลผ่านของน้ำ ต้องคอยตรวจสอบกระชังว่ามีสาหร่ายเกาะหนาแน่นมากน้อยแค่ไหน จะต้องทำให้น้ำไหลผ่านกระชังมากที่สุดและระมัดระวังในเรื่องของการควบคุมปริมาณอาหารไม่ให้มากเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารเหลือ จะได้ไม่เกิดการย่อยสลายและเป็นพิษ ส่งผลต่อเนื่องด้านลบต่อสุขภาพของปลา รวมทั้งระมัดระวังและเฝ้าสังเกตอาการของปลา บางครั้งช่วงหน้าร้อนอุณหภูมิสูงเกินไป ทำให้ออกซิเจนในน้ำต่ำลง เฝ้าดูอาการ ถ้ามีปัญหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ติดต่อประมงจังหวัด ประมงอำเภอหรือหน่วยงานของกรมประมงในพื้นที่ที่ใกล้ที่สุดได้ ผมคิดว่าคนของกรมประมงทุกท่านจะช่วยดูแลเกษตรกรทุกคนอยู่แล้ว

ในส่วนของเรื่องโรคในหน้าร้อนของสัตว์น้ำ ก็เกิดจากความเครียดเนื่องจากออกซิเจนในน้ำน้อยหรือเกิดจากของเสียที่ย่อยสลายมากขึ้น ก็ต้องระมัดระวังดูอาการให้ดี ถ้ามีปัญหาอาจจะต้องส่งตัวอย่างให้หน่วยงานของกรมประมงที่เกี่ยวกับสุขภาพสัตว์น้ำตรวจสอบได้ทันที /// – 026

รมช.อิทธิ นำทีม เปิดป้ายอาคารโรงสีข้าว ปันสุข ภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่

รมช.อิทธิ นำทีม เปิดป้ายอาคารโรงสีข้าว ปันสุข ภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่

รมช.อิทธิ นำทีม เปิดป้ายอาคารโรงสีข้าว ปันสุข ภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่

วันเสาร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.23 น.

รมช.อิทธิ นำทีม เปิดป้ายอาคารโรงสีข้าว ปันสุข ภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่ หลังได้รับคัดเลือกเข้าโครงการลดต้นทุนการผลิต ปี 67 

นที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดป้ายอาคารโรงสีข้าว ปันสุข ภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมการข้าว รวมถึงสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ ร่วมแสดงความยินดี ณ อาคารโรงสีข้าว ปันสุข ตำบลแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่ ได้รับการคัดเลือกและได้รับการสนับสนุนงบประมาณโครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตปี 2567 จากกรมการข้าว เพื่อจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับใช้ในกระบวนการผลิตและเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าว ซึ่งจะทำให้เกิดการ ลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าของผลผลิตข้าว โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้งโรงสีและอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องอบลดความชื้น เครื่องสีข้าว ชุดเครื่องชั่งและแพ็คข้าวกึ่งอัตโนมัติ เครื่องซีลสุญญากาศ และโดรนเพื่อการเกษตร

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า งบประมาณดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกรมการข้าว ผ่านศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร เพื่อให้ศูนย์ข้าวชุมชนรักษ์แม่ จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสมตามความต้องการใช้ในกระบวนการผลิต และเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าว ซึ่งจะทำให้กลุ่มเกษตรกรศูนย์ข้าวชุมชนมีรายได้เพิ่ม และลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งยังสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่ม ในการทำนาเพื่อความเข้มแข็งของกลุ่มและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันอีกด้วย