วาติกันเผยภาพหลุมพระศพพระสันตะปาปาฟรานซิส

วาติกันเผยภาพหลุมพระศพพระสันตะปาปาฟรานซิส

28 เม.ย. 2568 04:35 น.

วาติกันเผยภาพหลุมพระศพพระสันตะปาปาฟรานซิส

(ภาพจาก AFP PHOTO / VATICAN MEDIA)

วาติกันเผยแพร่ภาพหลุมพระศพของพระสันตะปาปาฟรานซิสที่โบสถ์เซนต์ มารี เมเจอร์ สู่สาธารณะแล้ว ขณะที่ประชาชนนับพันคนเดินทางเยี่ยมหลุมพระศพของโป๊ปเพื่อถวายความอาลัย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 เม.ย. 2568 สำนักวาติกันเผยแพร่ภาพหลุมพระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่มหาวิหาร “ซานตา มาเรีย มาจอเร” หรือ “เซนต์ มารี เมเจอร์” ในกรุงโรมออกมาให้สาธารณชนได้ชมกันแล้ว หลังจากพระราชพิธีศพและพิธีปลงพระศพของพระองค์เสร็จสิ้นลงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ภาพที่วาติกันเผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นกุหลาบสีขาว 1 ดอกวางอยู่บนป้ายหลุมศพหินสลักชื่อของโป๊ปฟรานซิสเป็นภาษาลาตินว่า “Franciscus” อยู่เบื้องล่างไม้กางเขนที่ตอกติดตรึงบนกำแพงและถูกฉายด้วยแสงสปอตไลท์

ดอกกุหลาบสีขาววางอยู่บนป้ายหลุมพระศพของโป๊ปฟรานซิส
ดอกกุหลาบสีขาววางอยู่บนป้ายหลุมพระศพของโป๊ปฟรานซิส

พระศพของโป๊ปฟรานซิสถูกฝังที่มหาวิหาร เซนต์ มารี เมเจอร์ ตามความปรารถนาของพระองค์ เนื่องจากพระองค์เป็นผู้มีความศรัทธาต่อพระแม่มารีมากเป็นพิเศษ และโบสถ์แห่งนี้ก็เป็นโบสถ์แห่งแรกที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระแม่มารีโดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 4

มหาวิหาร เซนต์ มารี เมเจอร์ ยังเป็น 1 ใน 4 โบสถ์ใหญ่ในกรุงโรม เมืองหลวงของอิตาลี และเป็นโบสถ์ที่โป๊ปฟรานซิสเสด็จเยือนเป็นประจำทั้งสมัยเป็นพระคาร์ดินัลและหลังจากรับตำแหน่งสันตะปาปาแล้ว

ประชาชนจำนวนมากแห่แหนมาเยี่ยมหลุมพระศพโป๊ปฟรานซิส เพื่อถวายความอาลัย เมื่อ 27 เม.ย. 2568
ประชาชนจำนวนมากแห่แหนมาเยี่ยมหลุมพระศพโป๊ปฟรานซิส เพื่อถวายความอาลัย เมื่อ 27 เม.ย. 2568

ทางมหาวิหาร เซนต์ มารี เมเจอร์ เปิดให้ประชาชนเข้าเยี่ยมหลุมพระศพของโป๊ปฟรานซิสได้ตั้งแต่เช้าวันอาทิตย์ โดยมีประชาชนนับพันคนแห่แหนกันมาถวายความอาลัย

ทั้งนี้ หลังจากพิธีฝังพระศพเสร็จสิ้น จะมีการจัดพิธีมิสซาและภาวนาอุทิศ 9 วันแด่พระสันตะปาปาฟรานซิส ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายนไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม 2025 ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากว่า การเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่ อาจจะเริ่มวันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม 2025

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลเมินหยุดยิง ทิ้งบอมบ์เมืองหลวงเลบานอน อ้างเล็งคลังเก็บมิสไซล์

อิสราเอลเมินหยุดยิง ทิ้งบอมบ์เมืองหลวงเลบานอน อ้างเล็งคลังเก็บมิสไซล์

28 เม.ย. 2568 03:20 น.

อิสราเอลเมินหยุดยิง ทิ้งบอมบ์เมืองหลวงเลบานอน อ้างเล็งคลังเก็บมิสไซล์

อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงของเลบานอนอีกครั้ง แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง อ้างว่าโจมตีคลังเก็บมิสไซล์ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิสราเอลดำเนินการโจมตีทางอากาศเข้าใส่เขตทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของประเทศเลบานอน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 เม.ย. 2568 หลังออกคำสั่งให้ประชาชนอพยพออกจากอาคารหลังหนึ่งที่พวกเขาอ้างว่า ถูกใช้โดยกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นแม้ว่าอิสราเอลกับเลบานอนจะทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันเมื่อ 5 เดือนก่อน ซึ่งยุติการต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายที่เริ่มขึ้นหลังสงครามในฉนวนกาซาปะทุ

ฝ่ายอิสราเอลอ้างว่า พวกเขามุ่งเป้าโจมตีคลังเก็บขีปนาวุธนำวิถีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อรัฐอิสราเอลและพลเรือนของพวกเขา

ด้านประธานาธิบดีเลบานอนออกมาประณามการโจมตีดังกล่าว และเรียกร้องให้สหรัฐฯ กับฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตัวกลางเจรจาข้อตกลงหยุดยิง กดดันอิสราเอลให้หยุดโจมตีประเทศของพวกเขา

ทั้งนี้ การโจมตีครั้งล่าสุดนับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 เดือนที่อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่เขตดาฮิเอห์ (Dahieh) ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต และเป็นฐานของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

ตลอดการหยุดยิง 5 เดือนที่ผ่านมา อิสราเอลยังคงโจมตีเข้าใส่เลบานอนเกือบทุกวัน อ้างว่าโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ของชาติตะวันตกผู้ไม่ประสงค์ออกนามคนหนึ่งระบุว่า ฮิซบอลเลาะห์ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงเป็นส่วนใหญ่ และกล่าวหาอิสราเอลว่าละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง

สำนักงานป้องกันพลเรือนของเลบานอนระบุว่า ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล และเจ้าหน้าที่สามารถดับเพลิงที่ลุกไหม้อาคารได้แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เหยื่อระเบิดที่ท่าเรืออิหร่านพุ่ง 40 ศพ ไฟไหม้เกิน 24 ชม. ควันพิษปกคลุม

เหยื่อระเบิดที่ท่าเรืออิหร่านพุ่ง 40 ศพ ไฟไหม้เกิน 24 ชม. ควันพิษปกคลุม

28 เม.ย. 2568 02:20 น.

เหยื่อระเบิดที่ท่าเรืออิหร่านพุ่ง 40 ศพ ไฟไหม้เกิน 24 ชม. ควันพิษปกคลุม

เหตุระเบิดรุนแรงที่ท่าเรือสำคัญของอิหร่านทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 40 ศพ บาดเจ็บอีกนับพันคน ขณะที่ควันไฟปนเปื้อนสารพิษลอยปกคลุมไปทั่ว จนทางการต้องเตือนให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดรุนแรงที่ท่าเรือ “ชาฮิด ราจาอี” ท่าเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศอิหร่านเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา (26 เม.ย. 2568) ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 40 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 1,000 คน

เหตุระเบิดดังกล่าวคาดว่ามีสาเหตุจากไฟไหม้บริเวณจุดเก็บสารเคมีในท่าเรือ ทำให้เกิดรุนแรงจนสามารถรู้สึกถึงแรงกระแทกได้แม้อยู่ห่างออกไปกว่า 50 กม. สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง กระจกหน้าต่างอาคารและรถยนต์ที่อยู่ใกล้เคียงได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

ในวันอาทิตย์ (27 เม.ย.) ไฟที่ลุกไหม้มานานเกิน 24 ชั่วโมงทำให้เกิดควันดำปนเปื้อนสารเคมีพิษลอยปกคลุมไปทั่วบริเวณ จนกระทรวงสาธารณสุขของอิหร่านต้องประกาศเตือนให้ประชาชนในเมืองใกล้เคียงอยู่แต่ในบ้านและสวมใส่เสื้อผ้าให้หนาขึ้นจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ที่เมืองบันดาร์ อับบาส ซึ่งอยู่ใกล้ท่าเรือชาฮิด ราจาอี และเป็นที่ตั้งฐานทัพหลักของกองทัพเรืออิหร่าน ต้องปิดโรงเรียนและสำนักงานทั้งหมดในวันอาทิตย์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินสามารถปฏิบัติการได้อย่างเต็มที่

รัฐบาลอิหร่านประกาศให้มีการไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดครั้งนี้ 1 วันในวันจันทร์ที่ 28 เม.ย. ขณะที่จังหวัดฮอร์โมซกัน (Hormozgan) ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของท่าเรือชาฮิด ราจาอี จะไว้อาลัยเพิ่มอีก 2 วัน

กระแสความโศกเศร้าจากเหตุระเบิดในอิหร่านเริ่มกลายเป็นกระแสความไม่พอใจ เมื่อเริ่มมีรายงานกล่าวอ้างเรื่องสาเหตุของการระเบิดถูกเผยแพร่ออกมา

บริษัท แอมเบรย์ อินเทลลิเจนซ์ (Ambrey Intelligence) บริษัทประเมินความเสี่ยงการเดินทะเลเอกชนอ้างว่า ไฟที่ลุกลามระหว่างแทงก์เก็บสารเคมีก่อนเกิดระเบิด เป็นผลมาจากการจัดการเชื้อเพลิงแข็งสำหรับใช้ในขีปนาวุธอย่างไม่เหมาะสม

แอมเบรย์อ้างด้วยว่า แทงก์ดังกล่าวเก็บเชื้อเพลิงแข็งสำหรับใช้ในขีปนาวุธเอาไว้ โดยพวกเขาได้ข้อมูลมาว่า เรือสินค้าติดธงอิหร่านขนสาร “โซเดียมเปอร์คลอเรต” (sodium perchlorate) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของเชื้อเพลิงจรวดมาที่ท่าเรือแห่งนี้ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

คำกล่าวอ้างของแอมเบรย์สอดคล้องกับรายงานของสำนักข่าว นิวยอร์ก ไทม์ส ซึ่งอ้างคำพูดของแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านรายหนึ่งว่า สารที่เกิดระเบิดคือโซเดียมเปอร์คลอเรต

ชาวอิหร่านหลายคนออกมาตั้งคำถามบนโลกออนไลน์ว่า พวกเขาควรเชื่อข่าวลือบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่บอกว่า กองทัพอิหร่านเก็บเชื้อเพลิงจรวดที่เพิ่งขนส่งมาจากจีนเอาไว้ที่ท่าเรือแห่งนี้หรือไม่ ขณะที่โฆษกกองทัพอิหร่านปฏิเสธข่าวดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ชาวอิหร่านบางคนกล่าวโทษรัฐบาลว่าไร้ความสามารถ ที่ปล่อยให้มีสารไวไฟจำนวนมากเก็บไว้ที่ท่าเรือโดยไม่ดูแลให้ดี

ด้านประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน เดินทางเยือนจุดเกิดเหตุในวันอาทิตย์ เพื่อดูให้เห็นกับตาว่า มีอะไรที่รัฐบาลสามารถกระทำหลังจากนี้ได้ โดยก่อนหน้านี้เขาได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสาเหตุของการระเบิดแล้ว และส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาเป็นผู้นำการสืบสวน

ขณะเดียวกัน โฆษกกระทรวงกลาโหมของอิหร่านบอกกับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นว่า ไม่มีการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงทางทหารหรือเพื่อกิจกรรมของกองทัพในท่าเรือที่เกิดเหตุ

ส่วนสำนักงานศุลกากรประจำท่าเรือชาฮิด ราจาอี ออกแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ว่า เหตุระเบิดอาจเป็นผลจากเกิดไฟไหม้ที่คลังเก็บสารเคมีหรือวัตถุอันตราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โดนัลด์ ทรัมป์ คะแนนนิยมร่วง ก่อนเป็นประธานาธิบดีครบ 100 วัน

โดนัลด์ ทรัมป์ คะแนนนิยมร่วง ก่อนเป็นประธานาธิบดีครบ 100 วัน

27 เม.ย. 2568 23:48 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ คะแนนนิยมร่วง ก่อนเป็นประธานาธิบดีครบ 100 วัน

ผลโพลใหม่ชี้ นายทรัมป์ได้รับการยอมรับจากชาวอเมริกันน้อยลงก่อนครบรอบ 100 วัน การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และการยอมรับในการจัดการปัญหาต่างๆ ก็ลดลงเกือบทุกเรื่อง

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้ง ด้วยคะแนนนิยมสูงที่สุดตลอดการเล่นการเมืองของเขา กลับได้รับการยอมรับจากชาวอเมริกันน้อยลง ในขณะที่ใกล้ครบรอบ 100 วัน การดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของเขา

ผลโพลของ ซีเอ็นเอ็น ซึ่งจัดทำโดยองค์กรวิจัย SSRS ซึ่งเผยแพร่ในวันอาทิตย์ที่ 27 เม.ย. 2568 ระบุว่า อัตราการยอมรับในผลงานของนายทรัมป์ในตอนนี้อยู่ที่ 41% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดสำหรับประธานาธิบดีที่เพิ่งชนะเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งได้เพียง 100 วัน นับตั้งแต่ยุคของประธานาธิบดี ดไวต์ ไอเซนฮาวร์ เมื่อกว่า 70 ปีก่อน

อัตราการยอมรับนายทรัมป์ในการปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดีลดลง 4% นับตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงตอนนี้ และ 7% หากนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีชาวอเมริกันที่รับการสำรวจความคิดเห็นเพียง 22% ที่ยอมรับการทำหน้าที่ของนายทรัมป์อย่างเต็มที่ ซึ่งต่ำที่สุดเป็นสถิติใหม่ ขณะที่ 45% ไม่ยอมรับอย่างรุนแรง

นับตั้งแต่เดือนมีนาคม นายทรัมป์ได้รับการยอมรับจากผู้หญิงและชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิกลดลง 7% เหลือ 36% และ 28% ตามลำดับ

ขณะที่อัตรายอมรับยังคงแบ่งขั้วตามพรรคอย่างชัดเจน โดยชาวรีพับลิกันให้การยอมรับนายทรัมป์ 86% ขณะที่ชาวเดโมแครต 93% ไม่ยอมรับนายทรัมป์ แต่สำหรับผู้เป็นกลางทางการเมือง คะแนนการยอมรับของประธานาธิบดีลดลงเล็กน้อยเหลือ 31% เท่ากับจุดต่ำสุดในการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของเขา

ผลสำรวจความคิดเห็นยังพบว่า อัตราการยอมรับในการจัดการปัญหาต่างๆ ของนายทรัมป์ ลดลงเกือบทุกเรื่อง และอัตราความเชื่อมั่นของสังคมในความสามารถในการจัดการปัญหาของนายทรัมป์ก็ลดลงเช่นเดียวกัน

อัตราการยอมรับในการรับมือปัญหาเศรษฐกิจของนายทรัมป์ลดลงอย่างเด่นชัดนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ที่มาตรการกำแพงภาษีของเขาทำให้เกิดการเทขายในตลาดหุ้น และจุดกระแสความกังวลเรื่องราคาสินค้า ขณะที่ในเรื่องเงินเฟ้อ อัตราการยอมรับฯ ลดลง 9% เหลือ 35% การยอมรับในมาตรการกำแพงภาษีก็ลดลง 4% เหลือ 35%

มีผู้รับการสำรวจราว 52% ที่แสดงความมั่นใจในความสามารถในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของนายทรัมป์ ลดลงจากการสำรวจของซีเอ็นเอ็นเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ถึง 13%

นายทรัมป์เสียคะแนนการยอมรับในการบริหารจัดการรัฐบาลกลางลงอย่างมาก โดยลบ 6% เหลือ 42% นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ตามหลังความพยายามในการลดจำนวนลูกจ้างรัฐบาลกลาง ทำให้เกิดการปลดพนักงานจำนวนมาก ขณะที่ความมั่นใจของประชาชนว่านายทรัมป์เลือกคนที่ดีที่สุดมารับตำแหน่ง ลดลง 8% จากเดือนธันวาคม 2567 เหลือ 46%

ขณะที่มีผู้รับการสำรวจเพียง 43% ที่มองว่าการกระทำของนายทรัมป์คือความเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นสำหรับรัฐบาล ขณะที่ 57% มองว่าวิธีการของเขาไม่จำเป็นและทำให้ประเทศตกอยู่ในความเสี่ยง

ด้านนโยบายต่างประเทศต่างๆ ของนายทรัมป์ รวมถึงเรื่องที่เขาเป็นมิตรกับรัสเซียมากขึ้นในกรณีการทำสงครามในยูเครน และการยุติโครงการช่วยเหลือต่างประเทศหลายอย่าง ได้รับการยอมรับเพียง 39% ขณะที่อีก 60% ไม่ยอมรับ ขณะที่ราว 50% ยังคงมั่นใจในความสามารถในการรับมือกิจการต่างประเทศของนายทรัมป์ ลดลงจาก 55% ตอนรับตำแหน่ง

แม้แต่ในเรื่องการจัดการผู้อพยพ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เขาชนะการเลือกตั้ง ก็ได้รับการยอมรับและได้รับความเชื่อมั่นลดลง โดยอัตราการยอมรับตอนนี้อยู่ที่ 45% ลดลงจากเมื่อเดือนมีนาคม 6% ส่วนอัตราความเชื่อมั่นในความสามารถลดลงจาก 60% ในเดือนธันวาคม 2567 เหลือ 53%

เรื่องเดียวที่นายทรัมป์ได้คะแนนบวกเพิ่มคือ การรับมือปัญหาเกี่ยวกับเพศสภาพและคนข้ามเพศ โดย 51% ยอมรับการจัดการปัญหาของเขา โดยได้รับการยอมรับจากชาวรีพับลิกันในเรื่องนี้ถึง 90%, จากผู้ไม่ฝักฝ่ายทางการเมือง 48% และจากเดโมแครตเพียง 16%

ในภาพรวม ความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันว่านายทรัมป์ใช้อำนาจของประธานาธิบดีอย่างมีความรับผิดชอบอยู่ที่ 46% ลดลงจากเดิม 8% และความเชื่อมั่นว่าเขามอบความเป็นผู้นำที่แท้จริงให้แก่ประเทศลดลง 9% เหลือ 50% หลังจากเขาใช้คำสั่งฝ่ายบริหารมากมายเพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และกำลังเผชิญการฟ้องร้องในชั้นศาล

ชาวอเมริกันกว่า 52% เชื่อว่าการเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของนายทรัมป์จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ประเทศถึงรากฐานและคงอยู่เป็นเวลานาน ขณะที่ 36% เชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ จะเลือนหายไปหลังจากเขาหมดวาระการดำรงตำแหน่ง และ 12% เชื่อว่า การปกครองของนายทรัมป์จะไม่ทำให้ประเทศเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ชาวอเมริกันมีความเห็นสูสีกันเรื่องที่ว่า นายทรัมป์ทำตามสัญญาตอนหาเสียงได้ดีหรือไม่ โดย 48% มองว่าเขาทำได้ดี ขณะที่ 51% มองว่าเขาทำได้ไม่ดี ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับตอนที่นายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก

ทั้งนี้ โพลของ ซีเอ็นเอ็น จัดทำโดยการสำรวจความคิดเห็นของผู้ใหญ่จำนวน 1,678 คนทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 17-24 เม.ย. โดยใช้ทั้งการสัมภาษณ์ทางออนไลน์และทางโทรศัพท์ โดยข้อมูลการสำรวจทั้งหมดมีอัตราความคลาดเคลื่อนที่ บวกหรือลบ 2.9%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นายกฯ แคนาดาเสียใจ คนร้ายขับรถพุ่งใส่ฝูงชนในงานเทศกาล ดับ 11 ศพ

นายกฯ แคนาดาเสียใจ คนร้ายขับรถพุ่งใส่ฝูงชนในงานเทศกาล ดับ 11 ศพ

27 เม.ย. 2568 22:23 น.

นายกฯ แคนาดาเสียใจ คนร้ายขับรถพุ่งใส่ฝูงชนในงานเทศกาล ดับ 11 ศพ

นายกรัฐมนตรีแคนาดากล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุคนร้ายขับรถพุ่งชนผู้คนในงานเทศกาลที่เมืองแวนคูเวอร์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุคนร้ายขับรถพุ่งเข้าใส่ฝูงชนที่งานเทศกาล “ลาปู ลาปู เฟสติวัล” ซึ่งจัดขึ้นใกล้แยกถนนสายตะวันออกที่ 41 กับถนนเฟรเซอร์ สตรีท ในเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 26 เม.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 11 ศพ มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกประมาณ 20 ราย

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20.14 น. วันเสาร์ที่ 26 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น (ราว 10.14 น. วันอาทิตย์ที่ 27 เม.ย. ตามเวลาประเทศไทย) ชายคนหนึ่งขับรถยนต์อเนกประสงค์สีดำพุ่งเข้าใส่ฝูงชน หลังจากที่กิจกรรมหลักของงานเทศกาลเพิ่งเสร็จสิ้นและนำแบริเออร์สำหรับกั้นรถวิ่งผ่านออกแล้ว

ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า พวกเขาได้ยินเสียงรถยนต์เร่งเครื่องยนต์ก่อนที่มันจะพุ่งเข้าใส่ฝูงชนด้วย โดยที่หลังก่อเหตุ คนขับลงจากรถและพยายามวิ่งหลบหนีแต่ถูกชาวบ้านที่มาร่วมงานเทศกาลช่วยกันไล่ตามและจับตัวเอาไว้นานราว 10 นาที ก่อนที่ตำรวจจะมาถึงและจับกุมตัวเขาไป

เบื้องต้นตำรวจเมืองแวนคูเวอร์เผยว่า ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมตัวเป็นชายอายุ 30 ปี และเป็นที่รู้จักของตำรวจอยู่แล้ว จากนั้นในเวลาประมาณ 1.00 น. วันอาทิตย์ (27 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ตำรวจก็ออกมาระบุว่าพวกเขากำลังสืบสวนหาแรงจูงใจในการก่อเหตุของชายคนนี้ แต่ตัดความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์นี้จะเป็นการก่อการร้ายออกไป

นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา
นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา

ก่อนหน้านี้นาย มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดาจัดงานแถลงข่าวถึงประชาชนระบุว่า เขารู้สึกตกใจและใจสลายที่ได้ทราบเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองแวนคูเวอร์ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ (เพิ่มเป็น 11 ศพในเวลาต่อมา) และบาดเจ็บอีกมากกว่า 20 ราย พร้อมกับกล่าวแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อบุคคลอันเป็นที่รักของผู้เสียชีวิต และขอให้ผู้บาดเจ็บและผู้ได้รับผลกระทบแข็งแรงโดยไว

นายคาร์นีย์ยืนยันว่าตอนนี้ไม่มีภัยคุกคามต่อชาวแคนาดากำลังเคลื่อนไหวอยู่แล้ว โดยผู้ต้องสงสัย 1 คนถูกตำรวจควบคุมตัวเอาไว้ และเชื่อว่าเขาลงมือด้วยลำพังคนเดียว นายกฯ แคนาดาเสริมด้วยว่า ตอนนี้เขากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับตำรวจและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นซึ่งกำลังสืบสวนหาแรงจูงใจในการก่อเหตุของคนร้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อธิบดีทวีศักดิ์ ลงพื้นที่นครพนม ติดตามผลการดำเนินงานการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตาม Agri-Map

อธิบดีทวีศักดิ์ ลงพื้นที่นครพนม ติดตามผลการดำเนินงานการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตาม Agri-Map

อธิบดีทวีศักดิ์ ลงพื้นที่นครพนม ติดตามผลการดำเนินงานการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตาม Agri-Map

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.15 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการพื้นที่แปลงเกษตรกร(นายประสิทธิ์ แสนทวีสุข) เพื่อตรวจเยี่ยม และให้ขวัญกำลังใจกับเกษตรกร โครงการพัฒนาที่ดินเพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตาม Agri-Map โดยมี นายสุทธิดล วงษ์จันฬา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 4 นายศราวุธ ศิริลักณ์ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินนครพนม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและร่วมติดตามผลการดำเนินงาน ณ บ้านนาขาม หมู่ที่ 4 ตำบลปลาปาก อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม

ซึ่งเดิมพื้นที่ของเกษตรกรอยู่ในพื้นที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าว สภาพพื้นที่ราบเรียบ มีความลาดชัน 0-2  % ลักษณะของดินเป็นดินตื้นถึงชั้นลูกรัง ดินบนเป็นดินร่วนปนทราย ดินล่างเป็นดินร่วนเหนียวปนทราย ปฏิกิริยาดินเป็นกรดจัดถึงเป็นกรดเล็กน้อย มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ และปลูกพืชเชิงเดี่ยวคือการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว ซึ่งสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 4 โดยสถานีพัฒนาที่ดินนครพนม ได้เข้ามาดำเนินการปรับเปลี่ยนพื้นที่ของเกษตรกรโดยการปรับโครงสร้างพื้นที่ จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ เช่น การปรับรูปแปลงนาลักษณะที่ 1 เน้าการสร้างคันดิน การปรับปรุงแปลงนาลักษณะที่ 2 (ทำร่อง/คูน้ำ) ทางลำเลียงในไร่นา และบ่อดักตะกอนดิน และสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านการปรับปรุงบำรุงดิน เช่น การผลิตปุ๋ยหมัก พด.  การผลิตน้ำหมักชีวภาพ ส่งเสริมการใช้พืชปุ๋ยสดปรับปรุงบำรุงดิน และส่งเสริมและสนับสนุนการปรับปรุงพื้นที่ดินกรดด้วยปูนโดโลไมท์ และปรับเปลี่ยนเป็นการทำการเกษตรผสมผสาน อาทิ ปลูกข้าว พืชผักสวนครัว กล้วย ข้าวโพดหลังนา หญ้าเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้นายประสิทธิ์ แสนทวีสุข ยังเป็นต้นแบบของโครงการพัฒนาที่ดินเพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตาม Agri-Map ที่ช่วยส่งเสริมและจูงใจให้เกษตรกรในพื้นที่อื่น ๆ ปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมเป็นการผลิตที่เหมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ตลาด เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการผลิต อันจะส่งผลให้มีรายได้เพิ่มและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อช่วยพัฒนาภาคการเกษตรให้มีความมั่นคงทางอาชีพให้แก่เกษตรกรต่อไป

-(016)

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดสกลนคร

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ร่วมลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดสกลนคร

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ร่วมลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดสกลนคร

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.39 น.

วันที่ 28 เมษายน 2568 เวลา 11.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดสกลนคร โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธิยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหการณ์ เป็นประธานในการเปิดพิธี พร้อมด้วย นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อมอบนโยบาย พบปะเกษตรกร และรับฟังปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่พร้อมมอบปัจจัยการผลิตด้านการเกษตร ตลอดจนเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ โรงเรียนกุสุมาลย์วิทยาคม อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร

ทั้งนี้ในเวลา 13.35 น. ได้ร่วมงานเดินทางไปยังโรงเรียนบ้านโพนแพงเจียวรนนท์อุทิศ เพื่อขึ้นบินสำรวจพื้นที่เกษตรกรรมและการปลูกข้าวนาปรัง ปีเพาะปลูก 2567 / 68 บริเวณ อ่างเก็บน้ำห้วยหินชะแนนใหญ่ ตำบลโพธิไพศาล อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร
 

สพข.9 ชูเกษตรกรต้นแบบขุดสระน้ำ ‘บ่อจิ๋ว’ เพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

สพข.9 ชูเกษตรกรต้นแบบขุดสระน้ำ 'บ่อจิ๋ว' เพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

สพข.9 ชูเกษตรกรต้นแบบขุดสระน้ำ ‘บ่อจิ๋ว’ เพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.41 น.

โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานของกรมพัฒนาที่ดิน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรได้มีแหล่งน้ำกักเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทำการเกษตรนอกเขตชลประทาน สระน้ำมีขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)การขุดสระน้ำในไร่นาช่วยบรรเทาผลกระทบจากฝนทิ้งช่วง ภัยแล้งหรือขาดแคลนน้ำ ทำให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้สร้างผลผลิตและรายได้เพิ่ม   

ทั้งนี้ “การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำในไร่นาฯ จำเป็นต้องมีการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถมีอายุการใช้งานได้นานขึ้น เช่น ปลูกหญ้าแฝกรอบขอบบ่อเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน และชะลอการสะสมของตะกอนในบ่อ “เกษตรกรท่านใดมีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินของตนเองและสนใจขุดสระน้ำ ขนาด 1,260 ลบ.ม. สามารถติดต่อไปยังสถานีพัฒนาแต่ละจังหวัดทั่วประเทศได้

กรมพัฒนาที่ดิน โดย สถานีพัฒนาที่ดินกำแพงเพชร สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 9 พาไปลงพื้นที่เกษตรกรตัวอย่าง นางสำราญ แจ่มใสดี เกษตรกร ตำบลปางตาไว อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร ที่เข้าร่วมโครงการฯ กับ กรมพัฒนาที่ดิน พัฒนาแหล่งน้ำพัฒนาพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ https://youtu.be/YpKPFMwCWM4

‘อธิบดีกรมชลประทาน’ติดตามคณะ’นายกฯ’ลงพื้นที่สกลนคร ขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการน้ำยั่งยืน

'อธิบดีกรมชลประทาน'ติดตามคณะ'นายกฯ'ลงพื้นที่สกลนคร ขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการน้ำยั่งยืน

‘อธิบดีกรมชลประทาน’ติดตามคณะ’นายกฯ’ลงพื้นที่สกลนคร ขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการน้ำยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 18.01 น.

วันนี้ (28 เมษายน 2568) นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่ ติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนแผนพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่บึงหนองหารและการบริหารจัดการน้ำ ณ สวนสาธารณะดอนเกิน อ.เมือง จ.สกลนคร โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายสิทธิพร พฤติพิบูลธรรม เลขานุการกรม นายทรงพล สวยสม ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 นายปริญญา คัชมาตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 7 ได้ร่วมลงพื้นที่พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และความคืบหน้าโครงการดังกล่าว

บึงหนองหาร จังหวัดสกลนคร ถือเป็นบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 76,322 ไร่ มีลำน้ำไหลเข้ารวม 21 สายรอบทิศทาง การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ดำเนินการโดยคณะทำงานบริหารจัดการน้ำในหนองหาร โดยมี กรมชลประทานและกรมประมงเป็นฝ่ายเลขานุการ ร่วมกันควบคุมระดับน้ำให้เป็นไปตามเกณฑ์ควบคุมน้ำ (Rule Curve) ของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อน้ำท่วมในเขตชุมชน โดยเฉพาะเทศบาลนครสกลนคร ทั้งนี้ หากมีปริมาณน้ำไหลเข้ามาก จะทำการตัดยอดน้ำผ่านร่องช้างเผือกในอัตรา 45 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีประตูระบายน้ำลำน้ำพุง–น้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอาคารควบคุมหลัก พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง

ในปัจจุบัน กรมชลประทานมีแผนดำเนินการปรับปรุงบริหารระดับน้ำในหนองหาร ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในลำน้ำก่ำ รวมถึงการปรับปรุงพนังกั้นน้ำ การก่อสร้างแก้มลิง และระบบระบายน้ำป้องกันชุมชน เพื่อช่วยเหลือพื้นที่กว่า 24,000 ครัวเรือน พื้นที่ชลประทาน 109,000 ไร่ และพื้นที่ได้รับการป้องกันอีก 39,000 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาความเหมาะสมในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในลุ่มน้ำพุง – น้ำก่ำ จังหวัดสกลนครและจังหวัดนครพนม เพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ โดยสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ทรัพยากรน้ำของประเทศ ในด้านการบริหารน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและสร้างความมั่นคงของน้ำเพื่อการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) นอกจากนี้ ยังมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเก็บกักน้ำสนับสนุนการอุปโภคบริโภคและการเพาะปลูกในพื้นที่ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นประจำ รวมถึงการศึกษาการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในลุ่มน้ำพุงและลุ่มน้ำก่ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำท้ายหนองหาร เสริมสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายอีกด้วย
 

‘รมว.นฤมล’เน้นย้ำมาตรการ Food Safety สั่งคุมเข้มคุณภาพผลไม้ไทย

'รมว.นฤมล'เน้นย้ำมาตรการ Food Safety สั่งคุมเข้มคุณภาพผลไม้ไทย

‘รมว.นฤมล’เน้นย้ำมาตรการ Food Safety สั่งคุมเข้มคุณภาพผลไม้ไทย

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.19 น.

“รมว.นฤมล”เน้นย้ำมาตรการ Food Safety สั่งคุมเข้มคุณภาพผลไม้ไทย เร่งสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 3/2568 ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้าผลไม้ (ทุเรียน ลำไย และมะม่วง) ระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเน้นย้ำเรื่องการดูแลสุขอนามัยพืชให้ปลอดสารเคมี (Food Safety) และเร่งส่งรายชื่อล้งที่มีความปลอดภัยสูง จำนวน 307 ล้ง ให้ทางการจีนตรวจสอบเพื่อสร้างความมั่นใจในตัวสินค้าเกษตรไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้ง มีมติเห็นชอบแผนติดตามและบริหารความเสี่ยงในการดำเนินงานบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ในช่วงพฤษภาคม – มิถุนายน ที่กำลังจะออกผลผลิตสู่ท้องตลาด ได้แก่ เตรียมการบริหารจัดการน้ำ การควบคุมผลผลิตให้ได้มาตรฐาน ป้องกันการสวมสิทธิ์ การเพิ่มประสิทธิภาพห้องปฏิบัติการตรวจรับรองผล การสุ่มตรวจคุณภาพผลไม้อย่างเข้มข้น การส่งเสริมองค์ความรู้ให้เกษตรกรเตรียมการรับมือภัยแล้งและพายุฤดูร้อน (Climate Change) และประชาสัมพันธ์ให้เกิดการบริโภคผลไม้ในประเทศ รวมถึงอำนวยความสะดวกการค้าระหว่างแดนและข้ามแดน

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดูแลคุณภาพสินค้าให้มีมาตรฐานและมีความปลอดภัย เพื่อส่งต่อให้กระทรวงพาณิชย์ทำงานได้สะดวกในด้านการส่งออกและการกระจายสินค้าภายในประเทศ ทั้งนี้ ขอให้คณะกรรมการและทุกภาคส่วนบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษามาตรฐานและยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างเคร่งครัด อีกทั้งช่วยป้องกันผลผลิตล้นตลาด ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ และผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพดี” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผน/มาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ด้านตลาดและการตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ด้านการผลิตการตลาดในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และดำเนินการจัดหาคำสั่งซื้อล่วงหน้าผ่านภาคีเครือข่ายภาครัฐ-เอกชน จัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ในพื้นที่แหล่งบริโภคที่มีศักยภาพสูง (Thai Fruits Festival) เช่น ห้าง Modern Trade ห้างท้องถิ่น ตลาดกลาง ตลาดค้าส่ง-ค้าปลีก แหล่งชุมชน งานธงฟ้า ฯลฯ เพื่อเร่งเชื่อมโยงระบายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาดมากต่อไป อีกทั้ง ร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนบรรจุภัณฑ์พร้อมค่าขนส่ง (กล่องขนาดบรรจุ 10 กก. และตะกร้า 5 กก.) รวม 200,000 ชิ้น เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการขนส่งให้กับเกษตรกรในการจำหน่ายผลผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรงผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งกำหนดเป้าหมายบริหารจัดการผลไม้ 3 เดือน (เม.ย. – มิ.ย.68) อยู่ที่ 122,500 ตัน

สำหรับสถานการณ์การผลิตและข้อมูลเอกภาพไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2568 ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ของ 3 จังหวัดภาคตะวันออก (ระยอง จันทบุรี ตราด) ปี 2568 มีเนื้อที่ยืนต้นรวม 996,047 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 958,608 ไร่ (เพิ่มขึ้น 37,439 ไร่ หรือร้อยละ3.91) เนื้อที่ให้ผลรวม 745,430 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 680,838 ไร่ (เพิ่มขึ้น 64,592 ไร่ หรือร้อยละ 9.49) ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 1,742 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 1,468 กิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 274 กิโลกรัม หรือร้อยละ 18.66) มีปริมาณผลผลิตรวม 1,298,482 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 999,211 ตัน (เพิ่มขึ้น 299,271 ตัน คิดเป็นร้อยละ 29.95) ปริมาณผลผลิตไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ในปีนี้เพิ่มขึ้นเนื่องจากปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญและสภาพอากาศแปรปรวน ปริมาณผลผลิตน้อย จึงทำให้ได้พักต้นสะสมอาหาร สภาพต้นสมบูรณ์พร้อมออกดอกติดผลได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับปีนี้สภาพอากาศหนาวเย็น เอื้ออำนวยต่อการออกดอกและติดผล โดยผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นทั้ง 4 ชนิด ประกอบกับทุเรียนที่ปลูกในระยะหลายปีที่ผ่านมา เริ่มให้ผลผลิตเป็นปีแรกเพิ่มขึ้น จำนวน 72,908 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.69

ทั้งนี้ แม้ในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกชุกในช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนมีนาคม 2568 ทำให้ดอกและผลเล็กร่วง แต่ภาพรวมผลผลิตรวมของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา สำหรับการกระจายตัวของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด เริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนตุลาคม 2568 โดยจะออกกระจุกตัวสูงสุดในเดือนพฤษภาคม 2568 คิดเป็นร้อยละ 40.87 ของผลผลิตทั้งหมด

ในส่วนสถานการณ์การผลิตและข้อมูลประมาณการไม้ผลภาคใต้ ปี 2568 ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ของ 14 จังหวัดภาคใต้ ปี 2568 มีเนื้อที่ยืนต้นรวม 1,256,652 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 1,214,015 ไร่ (เพิ่มขึ้น 42,637 ไร่ หรือร้อยละ 3.51) เนื้อที่ให้ผลรวม 1,000,882 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 970,071 ไร่ (เพิ่มขึ้น 30,811 ไร่ หรือร้อยละ 3.18) ปริมาณผลผลิตรวม 923,250 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีจำนวน 712,406 ตัน (เพิ่มขึ้น 210,844 ตัน หรือร้อยละ 29.60) ปริมาณผลผลิตไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ในปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นผลจากสภาพอากาศหนาวเย็น เอื้ออำนวยต่อการออกดอกติดผลในขณะที่ปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากปรากฎการณ์เอลนีโญและสภาพอากาศแปรปรวน ปริมาณผลผลิตน้อยจึงทำให้ได้พักต้นสะสมอาหาร สภาพต้นสมบูรณ์พร้อมออกดอกติดผลได้อย่างเต็มที่ โดยผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นทั้ง 4 ชนิด ประกอบกับต้นทุเรียนที่ปลูกในระยะหลายปีที่ผ่านมาเริ่มให้ผลผลิตเป็นปีแรกเพิ่มขึ้นมากทำให้ภาพรวมผลผลิตรวมของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา สำหรับการกระจายตัวของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด เริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนธันวาคม 2568 โดยจะออกกระจุกตัวสูงสุดในเดือนสิงหาคม 2568 มีปริมาณ 250,382 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 27.12 ของผลผลิตทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตของไม้ผลทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำในหลายพื้นที่ให้เพียงพอ ทั้งนี้ เกษตรกรควรเตรียมความพร้อมรับมือใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ กักเก็บน้ำ ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการบริหารจัดการน้ำและหน่วยงานที่ข้องเร่งบูรณาการวางแผนจัดสรรน้ำให้เพียงพอเพื่อรองรับการผลิตผลไม้ภาคใต้ตลอดฤดูกาลเก็บเกี่ยว

– 006