สหรัฐฯ อ่วม ทอร์นาโดถล่มมิดเวสต์ เสียหายยับดับแล้ว 25 ศพ

สหรัฐฯ อ่วม ทอร์นาโดถล่มมิดเวสต์ เสียหายยับดับแล้ว 25 ศพ

18 พ.ค. 2568 06:08 น.

สหรัฐฯ อ่วม ทอร์นาโดถล่มมิดเวสต์ เสียหายยับดับแล้ว 25 ศพ

พายุทอร์นาโดพัดถล่มหลายพื้นที่ใน 2 รัฐบริเวณภูมิภาคมิดเวสต์ของสหรัฐฯ สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนจำนวนมาก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐเคนทักกีของสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขาพบผู้เสียชีวิตโดยมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับพายุทอร์นาโดแล้ว 18 ศพ ในวันเสาร์ที่ 17 พ.ค. 2568 ขณะที่เจ้าหน้าที่ในรัฐมิสซูรีรายงานว่า พบผู้เสียชีวิต 7 ศพ รวมถึง 5 ศพในเมืองเซนต์หลุยส์

ทอร์นาโดที่รัฐเคนทักกีพัดถล่มเขตลอเรลเคาน์ตี ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐเมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอีก ส่วนที่รัฐมิสซูรีเจ้าหน้าที่ระบุว่า มีอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายเพราะพายุกว่า 5,000 หลัง และเสาไฟฟ้าหักโค่นหลายต้น

ผลกระทบจากพายุทำให้บ้านเรือนและธุรกิจประมาณ 140,000 แห่งในรัฐมิสซูรีกับเคนทักกีไม่มีไฟฟ้าใช้ นับจนถึงช่วงบ่ายวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น โดยเจ้าหน้าที่ในเมืองเซนต์หลุยส์ต้องดำเนินการตรวจสอบแบบบ้านต่อบ้าน ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุมากที่สุด

ด้านนางคารา สเปนเซอร์ นายกเทศมนตรีเมืองเซนต์หลุยส์อัปเดตสถานการณ์ในวันเสาร์ว่า มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 38 ราย โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุจากเศษซากอาคารที่ตกลงมา หรือต้นไม้ที่หักโค่น

เจ้าหน้าที่ในรัฐเคนทักกีก็รายงานว่าพบผู้บาดเจ็บหลายราย และเจ้าหน้าที่กำลังค้นหาในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อหาผู้รอดชีวิต

ทั้งนี้ สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติ (NWS) ของสหรัฐฯ ระบุว่า ข้อมูลจากเรดาร์ของพวกเขาบ่งชี้ว่า ทอร์นาโดแตะพื้นรัฐมิสซูรีในเวลาประมาณ 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณพื้นที่ทางตะวันตกของเมืองเซนต์หลุยส์

ส่วนสำนักงานดับเพลิงเมืองเซนต์หลุยส์ ระบุว่า ผู้ประสบภัย 3 คนได้รับความช่วยเหลือออกจากซากโบสถ์คริสต์แห่งหนึ่งซึ่งพังถล่มลงมาบางส่วน อย่างไรก็ตาม 1 ในนั้นเสียชีวิตในเวลาต่อมา

นอกจากนั้น ทางการยังบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้านในเวลา 21.00 น. ถึง 6.00 น. ในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บจากเศษซากอาคาร และลดความเสี่ยงเกิดการขโมยสิ่งของในร้านค้า

โบสถ์เซนเทนเนียล คริสเตียน เสียหายเพราะพายุทอร์นาโด
โบสถ์เซนเทนเนียล คริสเตียน เสียหายเพราะพายุทอร์นาโด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : https://www.bbc.com/news/articles/c70nw7v5ykyo

จับได้แล้ว 3 คน 10 นักโทษแหกคุกนิวออร์ลีนส์ ทิ้งข้อความเย้ยตำรวจ

จับได้แล้ว 3 คน 10 นักโทษแหกคุกนิวออร์ลีนส์ ทิ้งข้อความเย้ยตำรวจ

18 พ.ค. 2568 05:19 น.

จับได้แล้ว 3 คน 10 นักโทษแหกคุกนิวออร์ลีนส์ ทิ้งข้อความเย้ยตำรวจ

ตำรวจสหรัฐฯ จับกุมตัวนักโทษที่แหกคุกออกไปจากเรือนจำนิวออร์ลีนส์ได้แล้ว 3 จากทั้งหมด 10 คน และพักงานเจ้าหน้าที่เรือนจำ 3 คนเนื่องจากสงสัยว่ามีคนในให้ความช่วยเหลือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2568 ว่า ตำรวจสหรัฐฯ จับกุมตัวนักโทษที่แหกคุกจากเรือนจำเมืองนิวออร์ลีนส์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้แล้ว 3 คน เหลืออีก 7 คนที่ยังคงหลบหนี ขณะที่เจ้าหน้าที่สืบสวนเชื่อว่า การหลบหนีของนักโทษกลุ่มนี้ได้รับความช่วยเหลือจากคนใน

ตำรวจสหรัฐฯ ระบุว่า นักโทษอีก 7 คนที่ยังคงหลบหนี มีทั้งผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหา ฆาตกรรม, ใช้ความรุนแรงในครอบครัว และย่องเบา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่มีเบาะแสที่หนักแน่นในการตามรอยคนกลุ่มนี้ หลังข้อมูลจากชุมชนหลั่งไหลเข้ามา

เจ้าหน้าที่เผยอีกว่า ผู้ร้ายหลบหนีบางคนอาจออกจากเมืองนิวออร์ลีนส์ หรือออกจากรัฐลุยเซียนาไปแล้ว และขอให้สังคมระมัดระวังตัว และให้คอยแจ้งเบาะแส โดยสำนักงานสืบสวนกลาง หรือ เอฟบีไอ ของสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขาตั้งเงินรางวัลสำหรับเบาะแสที่นำไปสู่การจับกุมนักโทษเหล่านี้ไว้ที่ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 166,000 บาท)

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้ามืดวันศุกร์ (16 พ.ค.) นักโทษ 10 คนหลบหนีออกจากเรือนจำหลักของเมืองนิวออร์ลีนส์ โดยกล้องวงจรปิดจับภาพขณะที่นักโทษกลุ่มนี้หลบหนีและวิ่งออกจากเรือนจำเอาไว้ได้ ก่อนที่พวกเขาจะปีนรั้วโดยใช้ผ้าห่มกันลวดหนาม จากนั้นจึงวิ่งข้ามถนนสี่แยกไปยังย่านใกล้เคียงและเปลี่ยนชุดกันที่นั่น

ลูกจ้างหญิงซึ่งมีหน้าที่เฝ้ากล้องสังเกตการณ์นักโทษในเวลานั้น ผละออกจากงานเพื่อไปหาอาหาร และพลาดจังหวะการหลบหนีไป และต้องรออีกหลายชั่วโมงจนถึงเวลาขานชื่อตอนเช้า 8.30 น. เจ้าหน้าที่จึงพบว่านักโทษกลุ่มนี้หายไป และกลับไปทบทวนวิดีโอตอนเกิดเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น

หลังเกิดเหตุ ลูกจ้างของเรือนจำ 3 คนถูกสั่งพักงานระหว่างรอการสืบสวนของเจ้าหน้าที่

ศูนย์ยุติธรรมเขตศาสนาออร์ลีนส์ เรือนจำหลักในเมืองนิวออร์ลีนส์
ศูนย์ยุติธรรมเขตศาสนาออร์ลีนส์ เรือนจำหลักในเมืองนิวออร์ลีนส์

ในการตรวจสอบหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็พบช่องที่นักโทษใช้หลบหนี โดยเป็นช่องเจาะบนกำแพงซ่อนอยู่หลังโถส้วมในห้องขังชั้นที่ 1 โดยด้านบนของช่องมีข้อความล้อเลียนที่นักโทษเขียนเอาไว้เย้ยหยันเจ้าหน้าที่ว่า “Too Easy LOL” หรือ “ง่ายเหลือเกิน ฮ่าฮ่าฮ่า” และ “WE INNOCENT” หรือ “เราบริสุทธิ์”

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าช่องดังกล่าวเจาะโดยนักโทษหรือไม่ แต่นายเจวอร์สกี มัลเลตต์ ผู้บัญชาการเรือนจำยืนยันว่า ช่องแบบนี้ไม่สามารถเจาะจากด้านในได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนว่ามีใครเข้าออกพื้นที่นี้บ้าง และดูว่ามีคนในเกี่ยวข้องหรือไม่

เรือนจำแห่งนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ ทั้งประตูห้องขังมีปัญหา และเจ้าหน้าที่น้อย โดยในตอนเกิดเหตุ เรือนจำหลักเมืองนิวออร์ลีนส์ มีเจ้าหน้าที่เพียง 60% ของความจุทั้งหมดเท่านั้น โดยมีผู้ควบคุม 4 คน กับเจ้าหน้าที่อีกเพียง 36 คน ในการเฝ้าสังเกตการณ์นักโทษกว่า 1,400 คน

ตามการเปิดเผยของสำนักงานตำรวจรัฐลุยเซียนา เจ้าหน้าที่ตามจับกุมตัวนาย เคนดอลล์ ไมล์ส อายุ 20 ปี ได้หลังจากเขาหลบหนีไปไม่นาน โดยเขามีประวัติหลบหนีออกจากศูนย์กักกันเยาวชนมาแล้วถึง 2 ครั้ง

ในช่วงค่ำวันศุกร์ นักโทษหลบหนีอีก 2 คนถูกจับกุมได้เพิ่มเติม ได้แก่ นาย โรเบิร์ต มูดี อายุ 21 ปี และนายเคแนน เดนนิส ถูกพบตัวบนทางหลวงเชฟ เมนทัวร์ (Chef Menteur)

นักโทษอีก 7 คนที่เหลือที่ยังคงหลบหนีได้แก่ นาย เจอร์ไมน์ โดนัลด์ อายุ 42 ปี, แอนตอน แมสซีย์ อายุ 33 ปี, เลโอ เทต อายุ 31 ปี, เลนตัน แวนบูเรน อายุ 27 ปี, เดอร์ริก โกรฟ อายุ 27 ปี, แกรี ไพรซ์ อายุ 21 ปี และ คอรีย์ บอยด์ อายุ 19 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : foxnews

สลด เฮลิคอปเตอร์พลเรือน 2 ลำชนกันกลางอากาศในฟินแลนด์ ดับ 5 ศพ

สลด เฮลิคอปเตอร์พลเรือน 2 ลำชนกันกลางอากาศในฟินแลนด์ ดับ 5 ศพ

18 พ.ค. 2568 03:24 น.

สลด เฮลิคอปเตอร์พลเรือน 2 ลำชนกันกลางอากาศในฟินแลนด์ ดับ 5 ศพ

เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์พลเรือนชนกันกลางอากาศในประเทศฟินแลนด์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนข้อเท็จจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เฮลิคอปเตอร์พลเรือน 2 ลำชนกันกล่างอากาศใกล้กับท่าอากาศยาน เอวรา เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. วันเสาร์ที่ 17 พ.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น หลังเฮลิคอปเตอรั้ง 2 ลำออกเดินทางมาด้วยกันกรุงทาลลินน์ เมืองหลวงของประเทศเอสโตเนีย

เจ้าหน้าที่พบซากเฮลิคอปเตอร์ทั้ง 2 ลำอยู่ในป่า โดยตำรวจระบุว่า เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งมีผู้โดยสาร 2 คน ส่วนอีกลำมี 3 คน ทั้งหมดเสียชีวิต

เฮลิคอปเตอร์ 2 ลำนี้กำลังเดินทางไปร่วมงานอีเวนต์ทางการบิน ที่ศูนย์การบินปีกายาร์วี (Piikajärvi) ในเมืองโคเกมากี (Kokemäki) ซึ่งตำรวจของประเทศฟินแลนด์กัลเอสโตเนียกำลังทำงานร่วมกันเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮามาสเผย เริ่มเจรจาหยุดยิงรอบใหม่แล้ว หลังอิสราเอลโจมตีครั้งใหญ่

ฮามาสเผย เริ่มเจรจาหยุดยิงรอบใหม่แล้ว หลังอิสราเอลโจมตีครั้งใหญ่

18 พ.ค. 2568 01:56 น.

ฮามาสเผย เริ่มเจรจาหยุดยิงรอบใหม่แล้ว หลังอิสราเอลโจมตีครั้งใหญ่

กลุ่มฮามาสเปิดเผย การเจรจารอบใหม่เพื่อหาทางยุติสงครามในฉนวนกาซาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ในฉนวนกาซา

สำนักข่าวบีบีซีรายงานอ้างการเปิดเผยของนายตาเฮอร์ อัล-นูนู ที่ปรึกษาของผู้นำกลุ่มฮามาสว่า การเจรจารอบใหม่เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 17 พ.ค. 2568 โดยที่ไม่มีฝ่ายใดการตั้งเงื่อนไขล่วงหน้า และทุกประเด็นอยู่บนโต๊ะเจรจา

ด้านนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลกล่าวว่า ทีมเจรจาของกลุ่มฮามาสกลับไปร่วมการประชุมทางอ้อมในกาตาร์หลายครั้ง เพื่อหาทางทำข้อตกลงเรื่องตัวประกัน ออกจากจุดยืนดื้อรั้นที่พวกเขาทำมาตลอดจนถึงเมื่อไม่นานมานี้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดยังเกิดขึ้นหลังจากกองทัพอิสราเอลประกาศผ่าน X ว่า กองทัพของพวกเขาเริ่มเคลื่อนกำลังเพื่อเริ่มปฏิบัติการ “รถม้าศึกของกิเดียน” (Gideon’s Chariots) เพื่อยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์ในฉนวนกาซา และปลดปล่อยตัวประกัน

กองทัพอิสราเอลบอกด้วยว่า พวกเขาจะไม่หยุดปฏิบัติการนี้จนกว่ากลุ่มฮามาสจะไม่เป็นภัยอีกต่อไป และตัวประกันทั้งหมดได้กลับบ้าน นอกจากนั้นกองทัพอิสราเอลบอกด้วยว่า พวกเขาโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายมากกว่า 150 แห่งในฉนวนกาซาตลอดช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คาดกันว่าทหารอิสราเอลหลายพันคน รวมถึงทหารกองกำลังสำรอง จะเดินทางเข้าสู่ฉนวนกาซาตลอดช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ในขณะที่ปฏิบัติการยกระดับขึ้น

ทั้งนี้ อิสราเอลเริ่มโจมตีฉนวนกาซารอบใหม่เมื่อกลางเดือนมีนาคม หลังจากข้อตกลงหยุดยิงหมดอายุ และทั้งสองฝ่ายไม่สามารถทำข้อตกลงใหม่ร่วมกันได้ และอิสราเอลก็ดำเนินการปิดกั้นการส่งความช่วยเหลือเข้าสู่กาซามาตลอดนับแต่นั้น ซึ่งล่าสุดเมื่อวันศุกร์ (16 พ.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า คนมากมายในกาซากำลังอดตาย

ด้านทีมกู้ภัยจากสำนักงานป้องกันพลเรือนของกลุ่มฮามาส ระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ศพแล้ว โดย 146 ศพในจำนวนนี้เสียชีวิตในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และมีผู้บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ยืนยัน เตรียมโทรคุยปูตินเรื่องยูเครน-การค้า จันทร์นี้

ทรัมป์ยืนยัน เตรียมโทรคุยปูตินเรื่องยูเครน-การค้า จันทร์นี้

18 พ.ค. 2568 00:27 น.

ทรัมป์ยืนยัน เตรียมโทรคุยปูตินเรื่องยูเครน-การค้า จันทร์นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาจะโทรศัพท์คุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ในวันจันทร์นี้ เพื่อหารือเรื่องสงครามในยูเครน และเรื่องการค้า

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 พ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เปิดเผยว่า เขาจะโทรศัพท์คุยกับวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียในวันจันทร์นี้ (19 พ.ค.) เพื่อหารือเรื่องการยุติสงครามในยูเครน และพูดคุยเรื่องการค้า

“หัวข้อของการคุยกันทางโทรศัพท์ครั้งนี้จะเป็นเรื่อง การหยุดการนองเลือดที่สังหารทหารรัสเซียกับยูเครนโดยเฉลี่ยมากกว่า 5,000 คนต่อสัปดาห์ และเรื่องการค้า” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

ประกาศล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากผู้แทนจากยูเครนกับรัสเซียจัดการประชุมร่วมกันที่นครอิสตันบูล ในประเทศตุรกี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (16 พ.ค.) ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองประเทศพูดคุยกันโดยตรงในรอบกว่า 3 ปี

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์กล่าวก่อนหน้านี้ว่า เขาไม่คิดว่าจะมีการฝ่าทางตันอย่างมีนัยสำคัญใดๆ ในการเจรจาสันติภาพจนกว่าเขากับนายปูตินจะพูดคุยกันโดยตรง

“ผมไม่เชื่อว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม จนกว่าเขา (ปูติน) กับผม จะได้คุยกัน” นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกด้วยว่า เขาจะคุยกับนาย โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กับสมาชิกนาโตอีกหลายประเทศ หลังจากเขาคุยกับนายปูตินแล้ว

“หวังว่ามันจะเป็นวันที่ผลิดอกออกผล เกิดการหยุดยิง และสงครามอันโหดร้ายมากๆ สงครามที่ไม่ควรเกิดขึ้นนี้ จะจบลง” โพสต์ของนายทรัมป์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อินโดนีเซียจับเรือติดธงชาติไทย ยึดยาบ้า-โคเคน มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท

อินโดนีเซียจับเรือติดธงชาติไทย ยึดยาบ้า-โคเคน มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท

17 พ.ค. 2568 22:39 น.

อินโดนีเซียจับเรือติดธงชาติไทย ยึดยาบ้า-โคเคน มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท

กองทัพเรืออินโดนีเซียยึดเรือติดธงชาติไทย หลังพบว่าลักลอบขนยาเสพติดล็อตใหญ่ ทั้งยาบ้าและโคเคน หนักรวมเกือบ 2 ตัน มูลค่า 1.4 หมื่นล้าน ถือเป็นการจับกุมยาเสพติดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ

กองทัพเรือของประเทศอินโดนีเซียเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 16 พ.ค. 2568 ว่า พวกเขายึดเรือติดธงชาติไทยลำหนึ่ง นอกเกาะสุมาตราในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และจับกุมลูกเรือสัญชาติไทย 1 คน สัญชาติเมียนมาอีก 4 คน หลังพบว่าเรือลำนี้บรรทุกยาบ้าและโคเคนน้ำหนักรวมเกือบ 2 ตัน มูลค่า 425 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.4 หมื่นล้านบาท

ทหารเรือเข้ายึดเรือลำนี้หลังจากพบว่า จู่ๆ เรือก็ปิดไฟแล้วเร่งความเร็วเพื่อหลบหนีจากเจ้าหน้าที่ในน่านน้ำบริเวณหมู่เกาะรีเยา ในอ่าวคาริมุน ของอินโดนีเซีย และยึดกระสอบสีเหลืองและสีขาวเกือบ 100 กระสอบ ซึ่งภายในบรรจุโคเคนราว 1.2 ตัน กับเมทแอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า อีก 705 กก.

กองทัพเรือบอกอีกว่า เรือลำนี้ถูกพาไปยังฐานทัพเรือในอ่าวคาริมุน แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับลูกเรือที่ถูกจับกุมยกเว้นเรื่องสัญชาติ และเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนว่า ยาเสพติดที่พบบนเรือมีที่มาจากที่ใด และเรือลำนี้กำลังมุ่งหน้าไปที่ใด

อินโดนีเซียจับเรือติดธงชาติไทย ยึดยาบ้า-โคเคน มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายต่อต้านยาเสพติดรุนแรงที่สุดในโลก โดยโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต และการจับกุมครั้งล่าสุดนี้ ยังถือเป็นการจับกุมยาเสพติดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของอินโดนีเซีย

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เปิดเผยในรายงานปี 2567 ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสถิติจับกุมยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนถึง 190 ตันในปี 2566 โดยองค์กรอาชญากรรมใช้ประโยชน์จากการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ในการลักลอบขนยาเสพติด โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทย

นอกจากนั้น พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นบริเวณที่ดินแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมามาบรรจบกับพื้นที่ของประเทศไทยและลาว ยังเป็นจุดที่ถูกองค์กรอาชญากรรมในเอเชียใช้เพื่อกระจายยาเสพติดไปยังพื้นที่ต่างๆ ซึ่งบางครั้งไปไกลถึงญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์

เมื่อปี 2565 อินโดนีเซียยึดโคเคนได้ 179 กก. ใกล้ท่าเรือเมรัก บนเกาะชวา และถือเป็นการจับกุมโคเคนล็อตใหญ่ที่สุดของประเทศในตอนนั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ไทยถวายพระไตรปิฎกสากลแด่กษัตริย์แห่งเบลเยียม

ไทยถวายพระไตรปิฎกสากลแด่กษัตริย์แห่งเบลเยียม

17 พ.ค. 2568 21:47 น.

ไทยถวายพระไตรปิฎกสากลแด่กษัตริย์แห่งเบลเยียม

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ จัดพิธีทูลเกล้าฯ ถวายพระไตรปิฎกสากลแด่สมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิปป์แห่งเบลเยียม เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำประเทศเบลเยียม รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ที่ Palace of the Prince of Lorraine สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ร่วมกับมูลนิธิพระไตรปิฎกสากลและหอสมุดหลวงแห่งเบลเยียม จัดพิธีทูลเกล้าฯ ถวายพระไตรปิฎกสากล ฉบับเสียงสัชฌายะ ชุด ภ.ป.ร. และชุด ส.ก. พ.ศ. ๒๕๕๙ จำนวน ๒ ชุด ชุดละ 40 เล่ม แด่สมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิปป์แห่งเบลเยียม เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีคณะสงฆ์ไทย ผู้แทนสมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิปป์ กระทรวงการต่างประเทศเบลเยียม คณะทูตานุทูตประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาในกรุงบรัสเซลส์ ทีมประเทศไทยกรุงบรัสเซลส์ และชุมชนไทยในเบลเยียมเข้าร่วมงาน

ไทยถวายพระไตรปิฎกสากลแด่กษัตริย์แห่งเบลเยียม

นางกาญจนา ภัทรโชค เอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับเบลเยียม โดยมีนายกุสตาฟ โรลังค์ ฌาคแมร์ ที่ปรึกษากฎหมายของรัชกาลที่ 5 ที่ได้ร่วมพัฒนาระบบกฎหมายและการบริหารราชการไทย ประเทศไทยเคยมอบพระไตรปิฎกให้เบลเยียมในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ยังคงจัดเก็บไว้เป็นอย่างดีที่หอสมุดแห่งชาติเบลเยียม

ท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช ณ อยุธยา ประธานมูลนิธิพระไตรปิฎกสากล กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกของไทยที่เริ่มตั้งแต่สมัย ร. ๕ และจัดพิมพ์เป็นอักษรโรมันในช่วงปี 2542 และจัดพิมพ์ชุดสัชฌายะในปี 2559 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงครองราชย์ครบ 70 ปี เผยแพร่ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

ไทยถวายพระไตรปิฎกสากลแด่กษัตริย์แห่งเบลเยียม

นาย Xavier Lepoivre ที่ปรึกษาประจำสำนักพระราชวังสมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิปป์แห่งเบลเยียม ได้อัญเชิญความปรารถนาดีจากสมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งชาวเบลเยียมไปยังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สายสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างสองราชวงศ์ สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงเห็นว่าการเผยแพร่พระไตรปิฎกนี้จะส่งเสริมความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น ทรงชื่นชมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมรวมถึง AI ในการจัดทำเสียงสวดสัชฌายะเสมือนจริง ทรงหวังพระราชหฤทัยว่า พระไตรปิฎกนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดสันติภาพทั่วโลก

พิธีมอบพระไตรปิฎกสากลฯ เอกอัครราชทูตฯ และประธานมูลนิธิพระไตรปิฎก เป็นผู้อัญเชิญพระไตรปิฎกสากล ฉบับเสียงสัชฌายะ ชุด ภ.ป.ร. นางวัญจนา มาณวพัฒน์ กรรมการมูลนิธิพระไตรปิฎกสากล ภริยานายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ พร้อมด้วยหม่อมหลวงผกามาลย์ เกษมศรี รองประธานมูลนิธิพระไตรปิฎกสากล และนางสาวอนินทิตา โปษะกฤษณะ กรรมการมูลนิธิพระไตรปิฎกสากล เป็นผู้อัญเชิญพระไตรปิฎก ฉบับเสียงสัชฌายะ ชุด ส.ก. มอบให้กับที่ปรึกษาประจำสำนักพระราชวังแห่งสมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิปป์แห่งชาวเบลเยียม ในฐานะผู้แทนพระองค์ โดยมีผู้อำนวยการหอสมุดหลวงแห่งเบลเยียมร่วมรับมอบ

ฟ้าผ่ากลางนครวัด ดับ 3 ศพ ปราสาทได้รับความเสียหาย ทางการกัมพูชายังปิดข่าวเงียบ

ฟ้าผ่ากลางนครวัด ดับ 3 ศพ ปราสาทได้รับความเสียหาย ทางการกัมพูชายังปิดข่าวเงียบ

17 พ.ค. 2568 17:23 น.

ฟ้าผ่ากลางนครวัด ดับ 3 ศพ ปราสาทได้รับความเสียหาย ทางการกัมพูชายังปิดข่าวเงียบ

ฟ้าผ่ากลางปราสาทนครวัด จังหวัดเสียมราฐ ของกัมพูชา มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บกว่า 10 ราย คาดว่าเป็นชาวกัมพูชาทั้งหมดไม่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยได้รับผลกระทบ ขณะที่ทางการกัมพูชายังไม่ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุสลดที่เกิดขึ้น

วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว Khmer Times ของกัมพูชา รายงานว่า เกิดเหตุฟ้าผ่ารุนแรงลงมากลางปราสาทนครวัด (Angkor Wat) เมื่อช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 16 พฤษภาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 10 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินได้เร่งเข้าช่วยเหลือและลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียง

ขณะที่คาดว่าผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นชาวกัมพูชาทั้งหมดไม่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามจนถึงขณะยังไม่มีคำแถลงทางการจากทางการกัมพูชา

รายงานข่าวระบุว่า ขณะเกิดเหตุกำลังมีการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อโบราณ ซึ่งมีชาวกัมพูชาจำนวนมาก ทั้งจากกรุงพนมเปญ จังหวัดกำปอต และชาวบ้านในพื้นที่ ไปรวมตัวกันภายในบริเวณปราสาทนครวัด โดยมีนักท่องเที่ยวบางส่วนอยู่ในบริเวณด้วย

ขณะที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในกัมพูชาได้โพสต์ภาพและรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุฟ้าผ่านครวัด ในขณะที่หลายรายแสดงความเห็นว่า สื่อออนไลน์ควรระมัดระวังในการนำเสนอข่าวลักษณะนี้ เพื่อไม่ให้กระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และสร้างความหวาดกลัวในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ทางด้านแหล่งข่าวด้านความปลอดภัยระบุว่า แม้นครวัดจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก แต่คาดว่าสาเหตุที่อาจทำให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดนี้ อาจมาจากการขาดระบบป้องกันฟ้าผ่าหรือมีอยู่แต่ไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางการกัมพูชาอาจต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว

ที่มา Khmer Times

นายกฯสั่งปลดล็อคส่งออก‘ข้าวไทย’ช่วย‘คนตัวเล็ก’ส่งออกด้วยตนเองได้

นายกฯสั่งปลดล็อคส่งออก‘ข้าวไทย’ช่วย‘คนตัวเล็ก’ส่งออกด้วยตนเองได้

นายกฯสั่งปลดล็อคส่งออก‘ข้าวไทย’ช่วย‘คนตัวเล็ก’ส่งออกด้วยตนเองได้

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.08 น.

นายกฯสั่งปลดล็อคส่งออก‘ข้าวไทย’ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะรายใหญ่อีกต่อไป ด้วยการปรับศักยภาพให้ชาวนา‘คนตัวเล็ก’สามารถส่งออกด้วยตนเองได้ ทั้งลดขนาดสต๊อกลดค่าธรรมเนียม เพิ่มช่องทางส่งออกข้าวเองได้โดยตรงได้ทั่วโลกตามนโยบาย‘โอกาสไทยทำได้จริง’เพื่อชาวนาไทย

18 พฤษภาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลเมื่อคราวครบรอบ 3 เดือน ภายใต้แคมเปญ “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง 2025 Empowering Thais: A Real Possibility จากผลงานที่เป็นรูปธรรม สู่อนาคตที่ทำได้จริง” โดยเฉพาะประเด็นเร่งปลดล็อคทุนผูกขาด ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่า “การผูกขาดทุกชนิด เป็นการเพิ่มต้นทุนให้ประชาชน ทำให้พี่น้องประชาชนยากจนลง รัฐบาลจะเร่งดำเนินการปลดล็อคการผูกขาด โดยเฉพาะเรื่องข้าว และตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรทุกคนและผู้ค้าข้าว SMEs สามารถส่งออกข้าวไปทั่วโลกได้เอง” 

ทั้งนี้ ล่าสุดมติ ครม. เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2568 ได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการประกอบการค้าข้าว (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. สาระสำคัญคือ เป็นการปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตประกอบการค้าข้าว โดยปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตให้ประกอบการค้าข้าวประเภทค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ ประกอบด้วย

1.ผู้ส่งออกทั่วไป (เดิมฉบับละ 50,000  บาท และไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียน) แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ ประเภททุนจดทะเบียน  5-10 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม ฉบับละ 10,000 บาท ประเภททุนจดทะเบียนมากกว่า 10-20 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม ฉบับละ 30,000 บาท และประเภททุนจดทะเบียนมากกว่า 20 ล้านบาท ฉบับละ 50,000 บาท

2.ผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ฉบับละ 10,000 บาท (เดิมฉบับละ 20,000 บาท)

นอกจากนี้ ยังได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตและค่าธรรมเนียมการต่ออายุหนังสืออนุญาตให้ประกอบการค้าข้าว ประเภทค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศที่เป็นผู้ส่งออกทั่วไปหรือผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ที่เป็นเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ ซึ่งได้จดทะเบียนรับรองไว้กับหน่วยงานราชการด้วย

“ทั้งนี้ การปลดล็อคดังกล่าวจะสามารถทำให้เกษตรกรชาวนาไทยไม่จำเป็นต้องรายใหญ่ที่จะทำการส่งข้าวไปขายในต่างประเทศซึ่งถือว่าเป็นการปลดล็อคการค้าขายในโลกเสรีในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวนาไทย  มุ่งให้มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงยั่งยืน ทั้งนี้ การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว ถือเป็นการปฏิรูปวงการส่งออกข้าวไทย สามารถแก้ไขปัญหาทุนข้าวผูกขาด ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกร และผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถแข่งขันในการส่งออกข้าวไปตลาดข้าวโลกได้ สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ขอบคุณรัฐบาลที่เร่งแก้ไขปัญหานี้ซึ่งจะทำให้การค้าขาย ด้านอุตสาหกรรมค้าข้าวในทุก ขนาดการผลิต จะเป็นประโยชน์ต่อชาวไร่ชาวนาอย่างแน่นอน” นายจิรายุ กล่าว

ทีมวิจัยไทยค้นพบ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ต้านมะเร็ง ลดอักเสบ

ทีมวิจัยไทยค้นพบ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ต้านมะเร็ง ลดอักเสบ

ทีมวิจัยไทยค้นพบ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ต้านมะเร็ง ลดอักเสบ

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.50 น.

ทีมวิจัยไทยเก่ง ! ค้นพบสารใหม่‘HeLP’จากเซรั่มน้ำยางพารา เปลี่ยนน้ำยางเหลือทิ้งให้กลายเป็นนวัตกรรมสร้างรายได้ เสริมมูลค่ายางพาราไทย สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมบนเวทีโลก

18 พฤษภาคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การค้นพบ “HeLP” (Hevea Latex Polysaccharide) — สารชีวโมเลกุลใหม่จากเซรั่มน้ำยางพารา ถือเป็นความก้าวหน้าในการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งสำคัญของประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภาคเอกชน และทีมวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยสารดังกล่าว มีคุณสมบัติช่วยปรับสมดุลระดับเซลล์ และยังสามารถพัฒนากระบวนการสกัดในระดับอุตสาหกรรมได้สำเร็จเป็นรายแรกของโลก นับเป็นก้าวสำคัญของไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ (Biorefinery) ซึ่งจะมีบทบาทอย่างมากในอนาคต

อุตสาหกรรมนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบทางการเกษตร เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนแนวทางเศรษฐกิจ BCG Economy  ทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เซรั่มน้ำยางพาราซึ่งเป็นผลพลอยได้เหลือทิ้งในกระบวนการผลิตไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ทีมวิจัยระบุว่า สาร HeLP มีความสามารถในการต้านมะเร็งทั้งในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง รวมถึงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และมีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกซึ่งช่วยลดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ได้ด้วย ซึ่งการค้นพบนี้เป็นตัวอย่างของงานวิจัยเบื้องต้นที่แสดงให้เห็นว่าสารดังกล่าว มีสรรพคุณหรือประโยชน์ที่สามารถนำไปต่อในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และเวชสำอาง

นายคารม กล่าวต่อว่า ปัจจุบันทีมวิจัยได้จดสิทธิบัตร HeLP ทั้งในไทยและต่างประเทศแล้ว และอยู่ในระหว่างการขึ้นทะเบียนเป็นอาหารใหม่ (novel food) ผ่านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายในกลางปีนี้ นอกจากนี้ ยังอยู่ในระหว่างการสร้างโรงงาน Biorefinery เซรั่มน้ำยางพารามาตรฐาน GMP แห่งแรกของโลกในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้อีกด้วย

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยการค้นพบสารชีวโมเลกุล HeLP จากเซรั่มน้ำยางพารา เป็นผลงานวิจัยที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราในรูปแบบต่าง ๆ อย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งยังช่วยลดมลพิษจากของเสียในโรงงานอุตสาหกรรม ถือเป็นการยกระดับขีดความสามารถ ผลักดันการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับความต้องการของภาคการผลิตไทยต่อไปในอนาคต” นายคารม กล่าว