ชงครม. 13 พ.ค. ไฟเขียวงบ 4.5 พันล้าน แจก 7,200 ทุน ODOS เฟสใหม่

ชงครม. 13 พ.ค. ไฟเขียวงบ 4.5 พันล้าน แจก 7,200 ทุน ODOS เฟสใหม่

ชงครม. 13 พ.ค. ไฟเขียวงบ 4.5 พันล้าน แจก 7,200 ทุน ODOS เฟสใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.13 น.

รัฐบาลเตรียมจัดเพิ่มอีกกว่า 7,200 ทุนเรียนต่อทั้งในและต่างประเทศ อังคารนี้เตรียมชงครม.ของบ 4.5 พันล้านบาท สำหรับโครงการ ODOS เฟสใหม่ ให้ทุน 3 ประเภท

11 พฤษภาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการอำนวยการโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (Outstanding Development Opportunity Scholarship : ODOS) หรือ คกก. อำนวยการโครงการ ODOS เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบแนวทางการดำเนินโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (โครงการ ODOS)  โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดทำข้อเสนอแนวทางการดำเนินโครงการฯ และคณะกรรมการอำนวยการโครงการ ODOS เห็นชอบแล้ว ซึ่งแนวทางการดำเนินโครงการฯ  เป็นการให้ทุนการศึกษาต่อในระดับ ม. ปลาย หรือระดับ ปวช.ต่อเนื่องถึงระดับ ปวส. และ/หรือระดับปริญญาตรี ในประเทศและต่างประเทศ 

สำหรับคุณสมบัตินักเรียนที่จะได้รับทุนดังกล่าว ต้องเป็นผู้มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี มีศักยภาพแต่ขาดแคลนโอกาส โดยเป้าหมายผู้ได้รับทุน จำนวน 4,800 คน (7,200 ทุน) และจะต้องศึกษาในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ อาทิด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สาขาวิชา STEM) ทั้งนี้ โครงการ ODOS จะใช้งบประมาณราว 4,500 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2568 – 2576 โดยแบ่งทุนออกเป็น 3 ประเภท จำนวน7,200 ทุน ประกอบด้วย

1) ทุนการศึกษาระดับ ม. ปลาย และปวช. ในประเทศเป็นทุนให้เปล่า 4,800 ทุน วงเงิน 990.14 ล้านบาท 

2) ทุนการศึกษาระดับ ปวส. และระดับ ป.ตรี ในต่างประเทศ จำนวน 200 ทุน วงเงิน 2,609.31 ล้านบาท (ศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา (60 ทุน) สหราชอาณาจักร (50 ทุน) และออสเตรเลีย (90)) (เป็นทุนการศึกษาต่อเนื่องจากทุนประเภทที่ 1)) ทั้งนี้ เมื่อสำเร็จการศึกษาจะต้องทำงานในไทย โดยเลือกปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน เน้นให้ปฏิบัติงานในภูมิภาคเป็นลำดับแรก

3) ทุนการศึกษาระดับ ป.ตรี ในประเทศ (เป็นทุนการศึกษาต่อเนื่องจากทุนประเภทที่ 1) จำนวน 2,200 ทุน วงเงิน 1,000 ล้านบาท เมื่อสำเร็จการศึกษาจะต้องทำงานในไทย ทั้งในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนตามความประสงค์

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า การของบประมาณดังกล่าว เป็นการขอรับการสนับสนุนเงินนอกงบประมาณฯ จากแหล่งทุนต่าง ๆ เช่น โครงการสลากการกุศล (ครม. ได้มีมติ 29 เม.ย. 68) เห็นชอบโครงการสลากการกุศล โดยให้มีการออกสลากการกุศลเพื่อสนับสนุนโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการพิจารณาโครงการสลากการกุศล ซึ่งรวมถึงโครงการ ODOS ที่เสนอในครั้งนี้ด้วย

“รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มุ่งให้โครงการ ODOS สร้างโอกาส ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา และเป็นการส่งเสริมการพัฒนากำลังคน ให้มีทักษะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น สามารถต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิม ส่งเสริมโอกาสในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ ซึ่งจะเป็นผลให้การพัฒนาประเทศมีความต่อเนื่องและยั่งยืน สอดคล้องกับสถานการณ์โลก และเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะทำให้ เด็ก และเยาวชนของไทย มีศักยภาพที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก” นายจิรายุ กล่าว

อุบัติเหตุพุ่ง!รัฐบาลกาง 7 กฎเหล็ก คุมเข้ม‘รถรับ-ส่งนักเรียน’

อุบัติเหตุพุ่ง!รัฐบาลกาง 7 กฎเหล็ก คุมเข้ม‘รถรับ-ส่งนักเรียน’

อุบัติเหตุพุ่ง!รัฐบาลกาง 7 กฎเหล็ก คุมเข้ม‘รถรับ-ส่งนักเรียน’

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.04 น.

รัฐบาลเข้ม‘รถรับ-ส่งนักเรียน’ ต้องผ่านการรับรองจากสำนักงานขนส่งจังหวัด ‘คนขับ’ต้องมีใบอนุญาตมาแล้ว 3 ปี ต้องมีผู้ดูแลประจำรถ เตือนละเลยโทษหนัก

11 พฤษภาคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภค รายงานสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถรับ-ส่งนักเรียน ช่วงปี 2565 – 2566 เกิดเหตุรวมเฉลี่ย 30 ครั้ง ขณะที่ปี 2567 เพียงปีเดียวเกิดเหตุมากถึง 40 ครั้ง และมีเด็กเสียชีวิตมากถึง 10 คน และตั้งแต่ต้นปี 2568 พบ เดือน ม.ค. – ก.พ. เกิดเหตุแล้วมากถึง 6 ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเดือน ก.พ. มากถึง 5 ครั้ง มีเด็กได้รับบาดเจ็บ 60 – 70 ราย

นายคารม กล่าวว่า  จากการรวบรวมข้อมูลโดยสภาองค์กรของผู้บริโภคยังพบว่า รถรับ-ส่งนักเรียนส่วนใหญ่ยังเป็น “รถที่ไม่ได้ขออนุญาตจากนายทะเบียน”  โดยจากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 31 พ.ค. 2566 ระบุว่า มีรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์สาธารณะที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นรถรับส่งนักเรียนเพียง 3,342 คัน ขณะที่มีการประมาณการว่า มีรถรับ-ส่งนักเรียนมากกว่า 45,000 คัน ที่รับ-ส่งโดยไม่ได้ขออนุญาต หรือเท่ากับมีนักเรียนกว่า 540,000 คน (เปรียบเทียบรถรับ-ส่งนักเรียน 1 คัน บรรทุกนักเรียน 12 คน ตามกฎหมายกำหนด) ที่มีความเสี่ยงในการเดินทางด้วยรถรับ-ส่งนักเรียนที่ไม่มีมาตรการจัดการความปลอดภัย

รัฐบาลห่วงใยความปลอดภัยเด็ก นักเรียน เน้นย้ำให้ผู้ประกอบอาชีพรถรับ-ส่งนักเรียน ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎระเบียบของกรมการขนส่งทางบกที่ได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน โดยอนุญาตให้นำรถที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 12 คน ทั้งรถสองแถวและรถตู้มาใช้เป็นรถรับ-ส่งนักเรียนได้ ต้องมีการรับรองจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา สำหรับมาตรฐานตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ดังนี้

1. ห้ามติดฟิล์มกรองแสงที่กระจกรอบคัน

2. ที่นั่งผู้โดยสารต้องยึดแน่นอย่างมั่นคงแข็งแรง และต้องไม่มีพื้นที่สำหรับนักเรียนยืน โดยรถสองแถวต้องมีประตูและที่กั้นป้องกันนักเรียนตก ส่วนรถตู้ต้องจัดวางที่นั่งเป็นแถวตอน ตามความกว้างของตัวรถเท่านั้น

3. รถที่รับส่งต้องผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานขนส่งจังหวัดที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาในสังกัดที่อยู่

4. มีเครื่องมือที่จำเป็นกรณีฉุกเฉิน อาทิ เครื่องดับเพลิง หรือค้อนทุบกระจก วัสดุภายในรถส่วนของผู้โดยสารต้องไม่มีส่วนแหลมคม

5. รถรับ-ส่งนักเรียนทุกคันต้องติดแผ่นป้ายพื้นสีส้ม มีข้อความตัวอักษรสีดำว่า “รถโรงเรียน” ติดอยู่ด้านหน้าและด้านท้าย พร้อมไฟสัญญาณ

6. ผู้ขับต้องมีใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะต้องได้รับแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี และมีผู้ดูแลนักเรียนประจำอยู่ในรถ

7. เช็คชื่อนักเรียนทั้งขึ้นและลงพร้อมมีคนคอยดูแลนอกจากคนขับรถตลอดเส้นทาง

“ใกล้เปิดเทอม ปี 2568 นักเรียนจำนวนมากจำเป็นต้องใช้บริการรถรับ-ส่งไปโรงเรียน/สถานศึกษา ผู้ประกอบการรถบริการรับ-ส่งนักเรียน ต้องตรวจสอบสภาพรถและการบริการให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย มีการรับรองการใช้รถจากโรงเรียน ตามมาตรฐานตามที่กรมการขนส่งกำหนด รวมทั้งขอให้สถานศึกษาทุกแห่ง ตรวจสอบความเรียบร้อยของโครงสร้างพื้นฐานทางการจราจรที่ปลอดภัยทั้งในสถานศึกษาและบริเวณโดยรอบ เช่น การติดตั้งไฟสัญญาณและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆที่สามารถช่วยลดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ” นายคารม กล่าว

เช็คผลโพลคนไทย‘จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม’!?

เช็คผลโพลคนไทย‘จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม’!?

เช็คผลโพลคนไทย‘จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม’!?

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.38 น.

เช็คผล‘นิด้าโพล’ คนไทย‘จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม’ พบเกินครึ่ง‘ไม่ทราบ’ความสำคัญ‘วันมาฆบูชา-วิสาขบูชา-อาสาฬหบูชา’

11 พฤษภาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-5 พฤษภาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป และนับถือศาสนาพุทธ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการรับรู้ของประชาชนถึงความสำคัญในวันต่าง ๆ ทางพุทธศาสนา เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงการรับรู้ของประชาชนถึงความสำคัญทางพระพุทธศาสนา “วันมาฆบูชา” พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 59.62 ระบุว่า ไม่ทราบ

ด้านการรับรู้ของประชาชนถึงความสำคัญทางพระพุทธศาสนา “วันวิสาขบูชา” พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 52.06 ระบุว่า ไม่ทราบ

ด้านการรับรู้ของประชาชนถึงความสำคัญทางพระพุทธศาสนา “วันอาสาฬหบูชา” พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 26.87 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 73.13 ระบุว่า ไม่ทราบ

ด้านการรับรู้ของประชาชนถึงความสำคัญทางพระพุทธศาสนา “วันเข้าพรรษา” พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 77.94 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 22.06 ระบุว่า ไม่ทราบ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความพึงพอใจต่อการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการส่งเสริม ดูแล รักษา และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พบว่า

+ ร้อยละ 43.12 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ

+ ร้อยละ 29.85 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ

+ ร้อยละ 15.73 ระบุว่า พอใจมาก

+ ร้อยละ 11.30 ระบุว่า ไม่พอใจเลย

พว.จับมือมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ประกาศผลรางวัลโครงการประกวดแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ

พว.จับมือมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ประกาศผลรางวัลโครงการประกวดแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ

พว.จับมือมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ประกาศผลรางวัลโครงการประกวดแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.25 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ประกาศผลรางวัลโครงการประกวดแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา ณ หอประชุมเจ้าพระยาพลเทพ (เฉลิม โกมารกุล ณ นคร) อาคาร 7 ชั้น 14-15 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) มุ่งส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษา จึงสนับสนุนให้มีโครงการประกวดแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา โครงการนี้ให้ความสำคัญ ต่อการร่วมกันพัฒนานวัตกรรมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาด้านต่าง ๆ ทั้งระบบโรงเรียนผ่านการจัดการเรียนรู้ตามแนว Active learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อให้เกิดผลเชิงประจักษ์ ที่คุณภาพผู้เรียนซึ่งเป็นหัวใจของการประกันคุณภาพภายนอก กระบวนการพัฒนานวัตกรรมของโรงเรียน ได้แก่ การระบุปัญหา การกำหนดเป้าหมาย การพัฒนากระบวนการ ผลสัมฤทธิ์ และประโยชน์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งมีการ   ถอดบทเรียนเป็นองค์ความรู้จากการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ทำให้สามารถเผยแพร่และขยายผล เป็นแรงกระตุ้นโรงเรียนอื่น ๆ ให้นำนวัตกรรมเหล่านั้นไปปรับใช้ยกระดับคุณภาพการศึกษารองรับการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีและสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ตระหนักถึงคุณค่าของการร่วมแรงร่วมใจพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา จึงจัดให้มีพื้นที่ในการแสดงผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของสถานศึกษาที่ประสบผลสำเร็จ

รองศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ยิ้มสกุล (รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี) และ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ (ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา ของคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ได้ให้แนวคิดในพิธีเปิดงาน ซึ่งท่านเน้นย้ำถึงคุณภาพการจัดการศึกษาที่ประชาชนจะเชื่อมั่นต้องสะท้อนจากคุณภาพของนักเรียนซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการเรียนรู้จากการพัฒนาของโรงเรียนอย่างเป็นองค์รวม   ทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการศึกษา การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่พลิกโฉมจาก Passive Learning เป็น Active learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps นักเรียนได้เรียนรู้เชื่อมโยงตนเองกับบริบทสังคม ถักทอความรู้ ทักษะกระบวนการ และเจตคติค่านิยมเป็นสมรรถนะ สามารถนำองค์ความรู้ไปสร้างนวัตกรรม ใช้เรียนรู้และแก้ปัญหาในเรื่องอื่น ๆ รวมทั้งมีค่านิยมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การยกย่องเชิดชูเกียรติสถานศึกษาที่ร่วมกันพัฒนาจนเป็นการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) นับเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้สถานศึกษาเป็นผู้นำ เผยแพร่ ช่วยกระตุ้นสถานศึกษาอื่น ๆ ขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เป็นหัวใจของการจัดการศึกษา

ผู้ร่วมงานได้รับชมการแสดงของนักเรียนซึ่งเป็นผลจากการจัดการเรียนรู้ตามแนว Active learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จำนวน 2 ชุด ได้แก่ 1) อีแซวขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ชุมชน : คนแสวงหา โดยโรงเรียนวัดรัตนาราม 2) Little โขน ตอน “ลักสีดา” โดยโรงเรียนวัดสุนันทารามและชมรมเด็กโขนสระบุรี นอกจากนี้ มีกิจกรรม “เสวนาถอดบทเรียนความสำเร็จจากครูรางวัลระดับเหรียญทอง” กิจกรรมสำคัญของงาน คือ พิธีมอบรางวัลและเกียรติบัตร เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่สถานศึกษาที่ชนะการประกวดทั้งระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา

มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีและสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ขอขอบคุณผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียน รวมถึงผู้สนใจที่ร่วมชมงานและหวังว่างานนี้จะช่วยให้ประชาชนเชื่อมั่นถึงการจัดการศึกษาของโรงเรียนตามตามแนว Active learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ว่าจะส่งผลให้โรงเรียนต่าง ๆ มีคุณภาพตามมาตรฐานและตัวชี้วัดการประกันคุณภาพภายใน ที่รองรับการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาระดับต่าง ๆ

สพฐ. เยี่ยมสนามสอบครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ

สพฐ. เยี่ยมสนามสอบครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ

สพฐ. เยี่ยมสนามสอบครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.30 น.

‘สพฐ.’ เยี่ยมสนามสอบครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ย้ำโปร่งใสตรวจสอบได้ คัดครูคุณภาพตอบโจทย์บริบทพื้นที่

10 พ.ค. 68 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ประจำปี 2568 ณ สนามสอบทั่วประเทศ เพื่อติดตามการจัดสอบและมาตรการด้านความปลอดภัยให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

สำหรับภาพรวมทั้งประเทศ มีจำนวน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ที่จัดสอบ รวม 241 แห่ง จำนวนสนามสอบทั่วประเทศ 245 สนาม ดำเนินการจัดสอบแข่งขันฯ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยกำหนดจัดสอบข้อเขียน ภาค ก ความรอบรู้และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและการปฏิบัติของวิชาชีพครู ภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 และสอบสัมภาษณ์ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 พร้อมกันทั่วประเทศ มีผู้มีสิทธิสอบรวมทั้งสิ้น จำนวน 17,123 คน ในสาขาวิชาเอก 50 กลุ่มวิชา มีตำแหน่งว่าง รวม 2,857 อัตรา และกลุ่มวิชาที่มีผู้มีสิทธิสอบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สังคมศึกษา 2,619 คน วิทยาศาสตร์ 2,045 คน คอมพิวเตอร์ 1,882 คน พลศึกษา 1,842 คน และปฐมวัย/การศึกษาปฐมวัย/อนุบาลศึกษา 1,637 คน

โดยนางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ สพป.กาญจนบุรี เขต 1 และ สพม.กาญจนบุรี พบว่าสามารถจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยสนามสอบ สพป.กาญจนบุรี เขต 1 มีผู้มีสิทธิสอบ จำนวน 36 คน ใน 5 สาขาวิชาเอก ได้แก่ สาขาวิชาเอกภาษาไทย  วิชาเอกภาษาอังกฤษ วิชาเอกสังคมศึกษา วิชาเอกการประถมศึกษา และวิชาเอกปฐมวัย/การศึกษาปฐมวัย ขณะที่ สพม.กาญจนบุรี จัดสอบ ณ โรงเรียนวิสุทธรังษี มีผู้มีสิทธิสอบ 79 คน ใน 8 สาขาวิชาเอก ได้แก่ สาขาวิชาเอกภาษาอังกฤษ วิชาเอกสังคมศึกษา วิชาเอกพลศึกษา วิชาเอกดนตรี/ดนตรีศึกษา วิชาเอกอุตสาหกรรม/อุตสาหกรรมศิลป์ วิชาเอกคอมพิวเตอร์ วิชาเอกคหกรรม/คหกรรมศาสตร์ และวิชาเอกจิตวิทยาและการแนะแนว/แนะแนว 

นายพัฒนะ พัฒนะทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ สพป.ปทุมธานี เขต 1 และ สพม.สระบุรี โดย สพป.ปทุมธานี เขต 1 มีผู้มีสิทธิสอบ จำนวน 44 คน มีตำแหน่งว่าง 8 อัตรา ใน 7 สาขาวิชาเอก ขณะที่ สพม.สระบุรี จัดสอบ ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สระบุรี มีผู้มีสิทธิสอบ จำนวน 29 คน ใน 5 สาขาวิชาเอก ได้แก่ สาขาวิชาเอกคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาภาษาไทย สาขาวิชาสังคมศึกษา สาขาบรรณารักษ์ และสาขาการเงิน/การบัญชี 

นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบศูนย์การศึกษาพิเศษ (ภาคกลางและตะวันออก) ณ โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้มีสิทธิสอบ จำนวน 454 คน ใน 37 สาขาวิชาเอก และมีผู้เข้าสอบ รวม 445 คน

นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ สพม.เชียงราย และ สพป.เชียงราย เขต 1, เขต 3 โดย สพม.เชียงราย จัดสอบ ณ โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ มีผู้สมัครสอบ จำนวน 74 คน มีตำแหน่งว่าง 15 อัตรา ขณะที่ สพป.เชียงราย เขต 1 จัดสอบ ณ โรงเรียนบ้านสันโค้ง (เชียงรายจรูญราษฎร์) มีผู้มีสิทธิสอบ จำนวน 144 คน ใน 8 กลุ่มสาขาวิชาเอก จำนวนห้องสอบ 6 ห้อง และสพป.เชียงราย เขต 3 มีผู้เข้าสอบจำนวน 59 คน 

นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ สพม.พังงา ภูเก็ต ระนอง และ สพป.พังงา โดย สพม.พังงา ภูเก็ต ระนอง  จัดสอบ ณ โรงเรียนดีบุกพังงาวิทยายน มีผู้มีสิทธิสอบ จำนวน 14 คน มีตำแหน่งว่าง 5 อัตรา ใน 5 สาขาวิชาเอก ได้แก่ วิชาเอกภาษาไทย สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ขณะที่ สพป.พังงา จัดสอบ ณ โรงเรียนบ้านทุ่งเจดีย์ จังหวัดพังงา มีผู้เข้าสอบจำนวน 20 คน ใน 5 กลุ่มสาขาวิชาเอก ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษา ศิลปศึกษา และปฐมวัยฯ

 และนายศุภสิน ภูศรีโสม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ. ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมสนามสอบ สพป.ร้อยเอ็ด เขต 1 ซึ่งจัดสอบ ณ โรงเรียนเมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด โดยเปิดสอบจำนวน 9 วิชาเอก มีผู้มีสิทธิสอบ 237 คน และมีผู้เข้าสอบทั้งสิ้น 224 คน

ทั้งนี้ เลขาธิการ กพฐ. ได้กำชับให้ทุกสนามสอบดำเนินการจัดสอบด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และตรวจสอบได้ ตามนโยบายของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ที่ได้เน้นย้ำเรื่องนี้มาโดยตลอด เพื่อให้ได้ครูที่เป็นต้นแบบที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน และได้ครูที่มีคุณภาพตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ โดยหลังจากการสอบในวันนี้เสร็จสิ้นแล้ว จะมีการประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 และรายงานตัวเพื่อบรรจุและแต่งตั้ง ภายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ต่อไป

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ พระราชทาน ‘รางวัลศรีสวางควัฒน’ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๗

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ พระราชทาน ‘รางวัลศรีสวางควัฒน’ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๗

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ พระราชทาน ‘รางวัลศรีสวางควัฒน’ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๗

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.28 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เสด็จไปพระราชทาน “รางวัลศรีสวางควัฒน” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๗ ณ ห้องประชุม ชั้น ๖ อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จพานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จฯ โอกาสนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ ดร.ฐากูร พานิช รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กราบทูลรายงานการจัดโครงการฯ และกราบทูลเบิกผู้แทนหน่วยงานสาธารณสุขเข้ารับพระราชทานรางวัลศรีสวางควัฒน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๗

ทั้งนี้ โครงการ “รางวัลศรีสวางควัฒน” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๗ เป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เพื่อสรรหาและคัดเลือกหน่วยงานสาธารณสุขที่มีศักยภาพเป็นหน่วยงานที่ให้บริการทางการแพทย์อย่างได้มาตรฐาน และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเพื่อเป็นเกียรติและให้เป็นแบบอย่างแก่องค์กรสาธารณสุขอื่น ๆ ได้ปฏิบัติตามต่อไป ทั้งนี้ รางวัลศรีสวางควัฒน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๗ ได้แบ่งการสรรหาสถานพยาบาลออกเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ๑. ประเภทโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป) ๒. ประเภทโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับโรงพยาบาลชุมชน) และ ๓. ประเภทโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ซึ่งได้มีการพิจารณาคัดเลือกสถานพยาบาลในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เข้าไว้ด้วย จึงนับว่าเป็นการพิจารณาสรรหาและคัดเลือกสถานพยาบาลที่มีความครอบคลุมอย่างเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง โดยคณะกรรมการโครงการ“รางวัลศรีสวางควัฒน” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๗ ได้ดำเนินการตัดสินหน่วยงานที่ตรงตามเกณฑ์การคัดเลือกและสรรหา โดยมีหน่วยงานที่ได้เข้ารับพระราชทานรางวัล จำนวน ๙ หน่วยงาน โดยแบ่งตามประเภทรางวัล ดังนี้

๑. รางวัลชนะเลิศ ประเภทโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับโรงพยาบาลศูนย์) ได้แก่ โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช

๒. รางวัลชนะเลิศ ประเภทโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับโรงพยาบาลชุมชน) ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จังหวัดแพร่

๓. รางวัลชนะเลิศ ประเภทโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ได้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลักด่าน อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์

๔. รางวัลเข้ารอบสุดท้าย ประเภทโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับโรงพยาบาลศูนย์) ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จังหวัดเชียงราย และโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์

๕. รางวัลเข้ารอบสุดท้าย ประเภทโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับโรงพยาบาลชุมชน) ได้แก่ โรงพยาบาลประทาย จังหวัดนครราชสีมา และโรงพยาบาลโคกสูง จังหวัดสระแก้ว

๖. รางวัลเข้ารอบสุดท้าย ประเภทโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ได้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลวังดาล อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

จากนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้พระราชทานพระดำรัส เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับพระราชทานรางวัล และทอดพระเนตรวีดิทัศน์โครงการ “รางวัลศรีสวางควัฒน” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๗ ทอดพระเนตรการจัดแสดงนิทรรศการผลงานของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และนิทรรศการผลงานของโรงพยาบาลที่ได้รับพระราชทานรางวัล พร้อมทั้ง พระราชทานพระวโรกาสในการฉายพระรูปร่วมกับคณะกรรมการโครงการ และผู้ที่ได้รับพระราชทาน“รางวัลศรีสวางควัฒน” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๗ 

อนึ่ง หน่วยงานที่ได้รับ“รางวัลศรีสวางควัฒน” เป็นหน่วยงานที่ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์โครงการฯ โดยเป็นหน่วยงานที่มีวิทยาการความรู้ด้านการรักษาโรคมะเร็ง หรือด้านอื่น ๆ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย มีระบบบริการสุขภาพที่สามารถดูแลและให้บริการประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกลและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล นับเป็นการสานต่อพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในการร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาการแพทย์และการสาธารณสุขไทย สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ให้แก่ประชาชนในถิ่นทุรกันดารและผู้ด้อยโอกาสให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์โดยผู้เชี่ยวชาญและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

-(016)

ททท. เปิดฉาก ‘Grand Moment’ ท่องเที่ยวไทย มอบประสบการณ์สุดประทับใจ พร้อมดีลพิเศษตลอดปี 2568

ททท. เปิดฉาก ‘Grand Moment’ ท่องเที่ยวไทย มอบประสบการณ์สุดประทับใจ พร้อมดีลพิเศษตลอดปี 2568

ททท. เปิดฉาก ‘Grand Moment’ ท่องเที่ยวไทย มอบประสบการณ์สุดประทับใจ พร้อมดีลพิเศษตลอดปี 2568

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.41 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้ากระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เปิดตัวแคมเปญสำคัญแห่งปี “Grand Moment” เพื่อขับเคลื่อนตลาดในประเทศภายใต้แคมเปญใหญ่ระดับชาติ Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025 โดยแคมเปญ Grand Moment จะมุ่งสร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าจดจำและมีความหมายสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย พร้อมกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่ออกแบบมาภายใต้ 3 ธีม Moment of Giving ความสุขและประทับใจที่ได้รับจากการให้ตัวเอง สังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม Moment of Memory โมเมนต์แห่งความทรงจำที่ได้ย้อนรอยวันวาน และ Moment of Miracle โมเมนต์แห่งความมหัศจรรย์จากการพบเจอธรรมชาติที่น่าทึ่ง ผ่านกิจกรรม 9 โครงการที่ร่วมมือกับพันธมิตรท่องเที่ยวและธุรกิจไลฟ์สไตล์ที่จะพร้อมใจกันมานำเสนอดีลพิเศษ โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. และนายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. ร่วมงานแถลงข่าว

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวถึงนโยบายและเป้าหมายหลักของปี 2568 ว่า ททท. มุ่งใช้พลังการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน ซึ่งเป็นที่มาของการพัฒนาแคมเปญใหญ่ Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025 ซึ่งขับเคลื่อนภายใต้ 5 กลยุทธ์หลัก หรือ 5 Grand โดย ‘Grand Moment’ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ตลาดในประเทศรับผิดชอบ เนื่องจากตลาดในประเทศถือเป็นฐานรากและมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้มวลรวมให้กับประเทศ การกระตุ้นให้คนไทยออกเดินทางถือเป็นการกระจายเม็ดเงินสู่ทุกภาคส่วน โดยหัวใจหลักของ Grand Moment คือช่วงเวลาพิเศษของการเดินทางที่สร้างความรู้สึกเติมเต็มความสุข ประทับใจ และมีความหมาย ซึ่งเป็นโมเมนต์ที่ใคร ๆ ก็สัมผัสได้ 

ด้าน นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. ได้ขยายความถึงกิจกรรมที่พร้อมจะสร้าง Grand Moment ให้เกิดขึ้นในปีนี้ โดยทั้งหมดถูกขับเคลื่อนผ่าน 9 โครงการหลักภายใต้ 3 ธีม Grand Moment ที่จะตอบโจทย์นักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม กิจกรรมเด่นๆ ที่เป็นไฮไลท์ คือ การจัดแคมเปญต่อเนื่องที่เชื่อมโยงกับทั้ง 3 ธีม, การผนึกกำลังกับพันธมิตรชั้นนำกว่า 20 ราย เพื่อมอบสิทธิพิเศษและดีลที่คุ้มค่าผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายกว่า 20 แคมเปญ, กิจกรรม Grand Moment Challenge และทริปพิเศษเพื่อร่วมฉลองโมเมนต์สำคัญ รวมถึงการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง ขณะนี้มี 2 โครงการที่พร้อมมอบประสบการณ์ Grand Moment ได้แก่ โครงการ ‘Exclusive Escape’ ที่มีข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากพันธมิตรมากมาย อาทิ Gother มอบส่วนลดโรงแรม 5 ดาว /Top Spender บัตรเครดิต KTC รับของที่ระลึก เมื่อจองที่พักกว่า 60 โรงแรมหรูทั่วไทย / Santiya Koh Yao Yai มอบแชมเปญ Moët & Chandon แด่ 10 คู่รักที่จอง Luxury Dinner ภายในเดือนกรกฎาคม 2568 และโครงการ ‘Experience The Magic โมเมนต์มหัศจรรย์ที่ใครก็สัมผัสได้’ ที่เน้นชวนกลุ่มนักท่องเที่ยวออกตามหาโมเมนต์สุดประทับใจจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ อาทิ แพลงตอนเรืองเเสงที่ชุมพร ที่เกิดขึ้นช่วงปลายฝนต้นหนาวเท่านั้น หรือทะเลหมอกสีชมพู กิ่วแม่ปานที่เกิดช่วงเดือน พ.ย-ก.พ พร้อมสร้างความตื่นเต้นและคุ้มค่าผ่านกิจกรรม Grand Moment Mystery Box ที่นักท่องเที่ยวสามารถลุ้นรับของขวัญพิเศษได้ทันทีเมื่อเช็คอิน ณ โรงแรมที่ร่วมรายการ ภายในเดือนสิงหาคม 2568 ขณะที่อีก 7 โครงการที่เหลือพร้อมทยอยเปิดตัวและจัดกิจกรรมให้ได้สัมผัสประสบการณ์พิเศษตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป

ททท. เชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนแคมเปญ Grand Moment และ 9 โครงการหลักนี้ จะไม่เพียงแต่สร้างโมเมนต์แห่งความสุขและความทรงจำให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างผลเชิงบวกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยการกระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศอย่างทั่วถึง โดยคาดการณ์ว่า ในปี 2568 จะสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศได้ถึง 1.17 ล้านล้านบาท และกระตุ้นจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยให้เดินทางในประเทศรวม 205 ล้านคน-ครั้ง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ใน Page Facebook : Grand Moment Exclusive Escape, Grand Moment Experience the Magic และสื่อประชาสัมพันธ์ของ ททท.

-(016)

เวิร์คช็อปปั้น KOL ให้ปังบนโลกโซเชียล ในเทศกาล Learning Fest Bangkok 2025

เวิร์คช็อปปั้น KOL ให้ปังบนโลกโซเชียล ในเทศกาล Learning Fest Bangkok 2025

เวิร์คช็อปปั้น KOL ให้ปังบนโลกโซเชียล ในเทศกาล Learning Fest Bangkok 2025

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.01 น.

Happeningbkk แม็กกาซีนออนไลน์ พันธมิตรในงานเทศกาล Learning Fest Bangkok 2025 ของทีเคพาร์ค ชวนผู้ที่สนใจร่วมเวิร์คช็อปกับ “กาญจนา หงษ์ทอง” KOL สายเดินทาง และ “ปริญญา ผดุงถิ่น” KOL สายเดินป่า วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00–15.00 น.ที่โรงแรม Moxy Bangkok Ratchaprasong

ในเวิร์คช็อปสั้น ๆ ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง  สอง KOL จะมาแชร์ประสบการณ์ในบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง เล่าถึงแรงบันดาลใจ จุดเริ่มต้นของการกระโจนออกจากเซฟโซน เพื่อก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์  เส้นทางแห่งการเรียนรู้จากการลองทำเองทำจริง ต่อยอดจากสิ่งที่ตัวเองถนัดจนกลายมาเป็น KOL แถวหน้า   นอกจากนี้ ยังจะเปิดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ซักถาม แลกเปลี่ยนความเห็นกับวิทยากรทั้งสองท่านอยาางใกล้ชิด เพื่อเรียนรู้ เตรียมสร้างทักษะใหม่ที่จะเป็นแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนความถนัดให้กลายเป็นอาชีพใหม่ที่สร้างรายได้จริง

กาญจนา หงษ์ทอง หรือ “kan.derntang กาญเดินทาง” TikToker เติบโตจากการเป็นนักข่าวผู้หลงใหลในการเดินทาง และได้นำประสบการณ์จากสัมผัสกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง การเดินทางและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละทริปมาถ่ายทอดเป็นหนังสือกว่า 60 เล่ม ก่อนจะกระโจนเข้าสู่โลกออนไลน์ จนมีผู้ติดตามกว่าแสน และยอดวิวระดับล้าน

ปริญญา ผดุงถิ่น “โปรปุ๋ย” อดีตนักข่าวอาชญากรรมและบรรณาธิการข่าว ผู้เขียนหนังสือสัตว์ป่าและตกปลา 10 เล่ม และยังเป็นช่างภาพชาวไทยคนเดียวที่ถ่ายภาพเสือในป่าธรรมชาติจนได้รับเกียรติให้เข้าร่วมงานประชุมเสือโลกที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษเมื่อเร็วๆ นี้ ปัจจุบันเป็น KOL ด้านสัตว์ป่าบน Facebook และ TikTok ที่มีผู้ติดตามกว่าแสนคน และมียอดวิวหลายล้าน

เวิร์คช็อปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของงาน Learning Fest Bangkok 2025 ที่ทีเคพาร์คร่วมกับพันธมิตรหลากหลายรายจัดภายใต้แนวคิด Givetopia อุดมการ(ณ์)ให้ เพื่อสร้างเมืองที่เต็มไปด้วยผู้ให้ …ทั้งให้ความรู้ – ให้พลัง – ให้ประสบการณ์ – ให้ทักษะ – ให้โอกาส – ให้แรงบันดาลใจ

ผู้ที่สนใจ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันนี้ที่  https://docs.google.com/…/1b3UUx-hIP-hv-gTt…/edit  ค่าลงทะเบียน 350 บาท พร้อมเครื่องดื่ม และ snack

-(016)

Gen 3 ‘ลุงอเนกขนมหวานเมืองเพ็ชร์’ ส่ง ‘ขนมหม้อแกง’ ขายที่เซเว่นฯ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

Gen 3 'ลุงอเนกขนมหวานเมืองเพ็ชร์' ส่ง 'ขนมหม้อแกง' ขายที่เซเว่นฯ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

Gen 3 ‘ลุงอเนกขนมหวานเมืองเพ็ชร์’ ส่ง ‘ขนมหม้อแกง’ ขายที่เซเว่นฯ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.13 น.

Gen 3 “ลุงอเนกขนมหวานเมืองเพ็ชร์” ส่ง “ขนมหม้อแกง” ขายที่เซเว่นฯ สร้างยอดขายสุดปังกว่า 400,000 บาทต่อวัน พร้อมดัน Soft Power ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก 

ในวงการขนมหวานชื่อดังเมืองเพชรบุรี หากพูดชื่อ “โรงงานลุงอเนกขนมหวานเมืองเพ็ชร์” ถือว่าไม่เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะเรื่องความอร่อย สดใหม่ การชูวัตถุดิบดั้งเดิมในท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยโจ้ – ประวิทย์ เครือทรัพย์ ทายาทรุ่นที่ 3 ได้ผันตัวจาก “พ่อค้าขายขนมในออฟฟิศ” ปรับตัว คิดนอกกรอบ สร้างความต่าง มาต่อยอดธุรกิจครอบครัว และเคยได้รับรางวัล Inventor Awards จากเวที 7 Innovation Awards 2024 ล่าสุดพัฒนาสินค้าใหม่ “ขนมหม้อแกงกะทิสดเผือกหอม ลุงอเนก” ส่งขายเฉพาะร้านเซเว่นฯ และสามารถแจ้งเกิดหลังวางจำหน่ายได้ภายใน 2 เดือน กลายเป็นสินค้า SME ขายดี สร้างยอดขายกว่า 400,000 บาทต่อวัน

โจ้ – ประวิทย์ เครือทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพชรบุรี ไทยดีเสิร์ท จำกัด ผู้บริหารหนุ่มลูกหลานเมืองเพ็ชร์ วัย 42 ปี เล่าถึงความเป็นมาว่า ธุรกิจนี้เริ่มต้นจากขนมไทยรสชาติต้นตำรับรุ่นคุณย่า ที่ได้รับการสืบทอดเรื่อยมาจนมีโรงงานลุงอเนกขนมหวานเมืองเพ็ชร์ ที่หมู่บ้านลาดโพธิ์ ต.สํามะโรง จ.เพชรบุรี เป็นโรงงานผลิตขนมไทยโบราณ ไม่ว่าจะเป็น หม้อแกง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทองถ้วยฟู ฯลฯ ที่คงรสชาติแต่โบราณ และคงวัตถุดิบท้องถิ่น ส่วนตัวเขาเอง เริ่มสนใจธุรกิจขนมของที่บ้านในช่วงวัย 28 ปี ระหว่างทำงานด้านวิศวกรรมแถวสนามบินสุวรรณภูมิ

“ผมบุกเบิกขายขนมในออฟฟิศ เสาร์อาทิตย์กลับบ้าน ก็ขนขนมของคุณพ่อกลับมาขายในที่ทำงาน เพราะมองเห็นว่าขนมเพชรบุรี ไม่เห็นต้องขายแค่ที่เพชรบุรี ซึ่งผลตอบรับดี ขายดีมาก คนที่ออฟฟิศชอบกัน ผมก็คิดนะหรือเราจะเอาดีด้านนี้ไปเลย และยังได้ทำงานที่บ้านเราด้วย เลยเป็นแรงผลักดันให้ผมกลับมาต่อยอดขายขนมที่บ้านเกิด ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจครอบครัวด้วย”

หลังจากคุณพ่อส่งไม้ต่อให้รุ่นลูก ประวิทย์ก็เข้ามาลุยธุรกิจเต็มตัว พร้อมความมุ่งมั่นที่จะยกระดับขนมไทยของชาวเพชรบุรีให้มีมาตรฐานทั้งความอร่อย สะอาด และปลอดภัย อีกทั้งสร้างวงการขนมเพชรบุรีให้ไปได้ไกลกว่านี้ เพื่อให้คนรู้จักขนมหม้อแกง เหมือนคนนึกถึงต้มยำกุ้ง ผัดไทย ข้าวเหนียวมะม่วง จนกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติขนมไทยต้นตำรับที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นคุณย่า และที่สำคัญคือการพัฒนาชุมชน อยากกระจายรายได้สู่ชุมชน สร้างงานสร้างอาชีพให้กับชาวเพชรบุรีอย่างยั่งยืน

เขาเริ่มจากการเป็นเจ้าแรกในจังหวัดที่นำขนมหวานของเพชรบุรีไปจำหน่ายบนช่องทางออนไลน์ ได้แก่ เว็บไซต์ ไลน์ และเฟซบุ๊ก และทำขนมส่งไปต่างจังหวัดได้ทั่วประเทศ ผ่านรถ บขส. รถตู้ รถทัวร์ ตอนนั้นขายทั้งปลีกและส่ง รวมถึงรับจ้างผลิต (OEM) ให้แก่คนที่ต้องการนำไปตีแบรนด์เอง ต่อมาเขาเริ่มคิดปรับปรุงแพ็คเกจให้หีบห่อสวยขึ้น และเริ่มนำชื่อของคุณพ่อมาสร้างเป็นชื่อแบรนด์ “ลุงอเนก” พัฒนาโรงงานที่ผลิต-จำหน่าย ขนมหวานพื้นเมืองเพชรบุรีจนได้มาตรฐาน อาทิ มาตรฐาน GHP/HACCP มาตรฐาน อย. มาตรฐานอาหารฮาลาล และล่าสุด กับการผลักดันและยกระดับขนมหม้อแกงเข้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น

 “วันนี้ ขนมหม้อแกงเมืองเพชร ไม่ได้ดังเหมือนแต่ก่อน เพราะที่ไหนก็ทำขายได้ หาซื้อได้ง่ายขึ้น แบบไม่ต้องเดินทางมาถึงเพชรบุรี ผมมองว่าเทรนด์มันเปลี่ยนไป เราไม่ได้ขายดีเหมือนเดิมแล้ว ผมจึงมาคิดว่าจะขยับขยายขนมเรายังไง ให้หาซื้อได้ง่าย สะดวก สามารถเก็บได้ สดใหม่เสมอ ผมก็พยายามเรียนรู้และพัฒนาสินค้าอยู่เสมอ เพื่อนำเสนอสินค้าเข้าเซเว่นฯ ให้ได้”

ที่ผ่านมา เขาพยายามอย่างหนัก เพื่อให้ได้ร่วมงานกับพันธมิตรอย่าง เซเว่นฯ จนได้พัฒนาสินค้าขนมไทยโบราณร่วมกัน โดยทางทีมเซเว่นฯ ให้คำแนะนำมาว่า สินค้าต้องเหมาะกับคนยุคใหม่ มีความคุ้มค่าเหมาะสม จนคลอดมาเป็น “ขนมหม้อแกงกะทิสดเผือกหอม” สินค้าตัวแรกที่ผลิตและจำหน่ายเฉพาะในเซเว่นฯ ที่มีจุดเด่นเรื่องความอร่อย สดใหม่ แพ็คเกจจิ้งขนาดพอเหมาะ กินพอดีอิ่ม หวานน้อย น่าทาน โดยจำหน่ายในราคา 29 บาท ตั้งแต่เริ่มจำหน่ายเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 สัปดาห์แรกที่เข้าขาย ก็ได้รับการตอบรับอย่างดี ขายหมดด้วยความรวดเร็ว ทำให้บริษัทเพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มพนักงาน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าร้านเซเว่นฯ มากถึง 14,000 ชิ้นต่อวัน

เสน่ห์ของขนมหม้อแกงกะทิสดเผือกหอม ลุงอเนก อยู่ที่การใช้วัตถุดิบชุมชนที่เป็นของดีเมืองเพชรบุรี ทั้งน้ำตาลโตนด น้ำตาลมะพร้าว ไข่เป็ด เผือกหอม ที่ผลิตในระบบปิด ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล การทุ่มทุนนำเข้าอุโมงค์อบขนมขนาดใหญ่ในการผลิตขนมให้ได้จำนวนมากและเพื่อควบคุมมาตรฐานความอร่อย คุณภาพ โดยเฉพาะสีของขนมไม่ให้อ่อนหรือเข้มจนเกินไป ซึ่งสินค้าขนมหม้อแกง สามารถสร้างยอดขายมากกว่า 400,000 บาทต่อวัน

“อีกหนึ่งความตั้งใจของผม คือ การเดินหน้าพัฒนา สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนในชุมชน ปัจจุบันโรงงานเรามีพนักงานทั้งหมด 120 คน ซึ่งประมาณ 80% เป็นคนท้องถิ่น แม้แต่วัตถุดิบที่ใช้ทำขนมในโรงงาน หลักๆ มาจากในพื้นที่ เช่น ไข่เป็ด ปัจจุบันใช้วันละ 20,000 ฟอง ก็มาจากในชุมชนทั้งหมด เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ให้กับคนในชุมชน จากการนำ Soft Power อย่างขนม มาพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน” ประวิทย์ กล่าวอย่างภูมิใจ

เพราะ “ความสำเร็จ” ไม่ได้อยู่แค่ผลผลิต แต่อยู่ที่ได้เห็นคนในชุมชนเติบโตไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่คนในชุมชนมีงานทำ ซัพพลายเออร์ในชุมชนส่งวัตถุดิบได้ต่อเนื่อง สามารถผลิตสินค้าได้มาตรฐาน ผู้บริโภคชื่นชอบสินค้า และกลับมาซื้อซ้ำ

-(016)

มูลนิธิรามาธิบดีฯ เปิดโครงการ ‘รามา+1 เพิ่มพื้นที่ เพิ่มความหวังเพื่อทุกคน’

มูลนิธิรามาธิบดีฯ เปิดโครงการ ‘รามา+1 เพิ่มพื้นที่ เพิ่มความหวังเพื่อทุกคน’

มูลนิธิรามาธิบดีฯ เปิดโครงการ ‘รามา+1 เพิ่มพื้นที่ เพิ่มความหวังเพื่อทุกคน’

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิรามาธิบดีฯ นำโดย อ.นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น รองคณบดีฯ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล และ ศ.ดร.พญ.อติพร อิงค์สาธิตผอ.รพ.รามาธิบดี พร้อมด้วย พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผจก.มูลนิธิรามาธิบดีฯ เดินหน้าผลักดันโครงการอาคาร รพ.รามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ‘รามา+1 เพิ่มพื้นที่ เพิ่มความหวังเพื่อทุกคน’ เปิดตัวภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ชุดใหม่ “พื้นที่แห่งความพร้อม” ถ่ายทอดเรื่องราวของความหวังและความมุ่งมั่นของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีต่อการรักษาชีวิตผู้ป่วยโดยมี คู่พระนาง มิกค์ ทองระย้า และ กานต์-ณัฐชา รัตน์ชยางคานนท์ ชวนแฟนคลับร่วมบริจาค ณ อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กรุงเทพฯ