อินเดีย-ปากีสถาน เรารู้อะไรบ้าง เกี่ยวกับการโจมตีครั้งล่าสุด

อินเดีย-ปากีสถาน เรารู้อะไรบ้าง เกี่ยวกับการโจมตีครั้งล่าสุด

7 พ.ค. 2568 12:02 น.

อินเดีย-ปากีสถาน เรารู้อะไรบ้าง เกี่ยวกับการโจมตีครั้งล่าสุด

เพียง 2 สัปดาห์หลังจากกลุ่มก่อการร้ายโจมตีนักท่องเที่ยวในดินแดนแคชเมียร์ที่อินเดียปกครอง จนมีผู้เสียชีวิตหลายราย อินเดียได้เริ่มการโจมตีสถานที่ต่างๆ ในปากีสถานและดินแดนแคชเมียร์ที่ปากีสถานปกครอง

กระทรวงกลาโหมอินเดียกล่าวว่าการโจมตีดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “ปฏิบัติการซินดูร์” (Operation Sindoor) เป็นส่วนหนึ่งของ “ความรับผิดชอบ” ในการจับผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 22 เมษายน ซึ่งทำให้ชาวอินเดีย 25 คน และชาวเนปาล 1 คน เสียชีวิต มาลงโทษ

แต่ปากีสถานซึ่งปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีเมื่อเดือนที่แล้ว ได้อธิบายการโจมตีดังกล่าวว่า เป็นการโจมตีที่ “ปราศจากเหตุผล” โดยนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ กล่าวว่า “การรุกรานที่โหดร้ายนี้จะต้องถูกลงโทษ”

แล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และอินเดียและปากีสถานมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

อินเดียโจมตีที่ไหน

ทางการอินเดียกล่าวในช่วงเช้าตรู่ของวันพุธ (7 พ.ค.) ว่าสถานที่ต่างๆ 9  แห่งถูกโจมตีทั้งในดินแดนแคชเมียร์ที่ปากีสถานปกครองและปากีสถาน รายงานระบุว่าสถานที่เหล่านี้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มก่อการร้าย” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ “วางแผนและกำหนดทิศทางการโจมตี”

รายงานเน้นย้ำว่าไม่ได้โจมตีฐานทัพทหารปากีสถานแห่งใด และระบุว่า “การกระทำของกองทัพมีเป้าหมาย รอบคอบ และไม่ลุกลามบานปลาย”

ปากีสถานระบุว่า พื้นที่ 3 แห่งได้รับผลกระทบ ได้แก่ เมืองมูซัฟฟาราบาดและคอตลี ดินแดนในแคชเมียร์ที่ปากีสถานปกครอง และเมืองบาฮาวัลปูร์ในแคว้นปัญจาบของปากีสถาน

นายคาวาจา อาซิฟ รัฐมนตรีกลาโหมปากีสถาน กล่าวกับ GeoTV ว่า การโจมตีดังกล่าวโจมตีพื้นที่พลเรือน และเสริมว่าคำกล่าวอ้างของอินเดียที่ว่า “โจมตีค่ายผู้ก่อการร้าย” นั้นเป็นเท็จ

อาเหม็ด ชารีฟ โฆษกกองทัพปากีสถาน กล่าวในเวลาต่อมาว่า มีผู้เสียชีวิต 7 ศพ รวมถึงเด็ก 2 ราย จากการโจมตีดังกล่าว

เหตุใดอินเดียจึงเปิดฉากโจมตี?

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ความตึงเครียดระหว่างอินเดียและปากีสถาน ซึ่งต่างครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์จากเหตุยิงกันในเมืองพาฮาลกัม เมืองตากอากาศชื่อดังในอินเดีย

การโจมตีเมื่อวันที่ 22 เมษายน โดยกลุ่มก่อการร้ายทำให้มีผู้เสียชีวิต 26 ราย โดยผู้รอดชีวิตกล่าวว่ากลุ่มก่อการร้ายได้เลือกโจมตีชายชาวฮินดูซึ่งถือเป็นการโจมตีพลเรือนครั้งเลวร้ายที่สุดในภูมิภาคในรอบ 2 ทศวรรษ และจุดชนวนความโกรธแค้นอย่างรุนแรงในอินเดีย

นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี กล่าวว่าอินเดียจะตามล่าผู้ต้องสงสัย “ไปจนสุดขอบโลก” และผู้ที่วางแผนและลงมือก่อเหตุ “จะต้องถูกลงโทษเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้”

อย่างไรก็ตาม อินเดียยังไม่ได้เปิดเผยชื่อกลุ่มที่สงสัยว่าเป็นผู้ลงมือโจมตีที่เมืองพาฮาลกัม และยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ลงมือ

แต่ตำรวจอินเดียกล่าวหาว่าผู้โจมตี 2 รายเป็นชาวปากีสถาน โดยรัฐบาลอินเดียกล่าวหาว่าปากีสถานให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งปากีสถานปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ และระบุว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีเมื่อวันที่ 22 เมษายน

ในช่วง 2 สัปดาห์นับจากนั้น ทั้งสองประเทศได้ใช้มาตรการตอบโต้ซึ่งกันและกัน รวมถึงการขับไล่นักการทูต ระงับวีซ่า และการปิดจุดผ่านแดน

หลายคนคาดว่าสถานการณ์จะบานปลายไปถึงขั้นเป็นการโจมตีข้ามพรมแดน ซึ่งเห็นได้จากเหตุการณ์โจมตีที่เมืองปูลวามา ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่กึ่งทหารของอินเดียเสียชีวิต 40 นาย ในปี 2019

ทำไมแคชเมียร์จึงกลายเป็นจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน

อินเดียและปากีสถานต่างก็อ้างสิทธิ์ในดินแดนแคชเมียร์ทั้งหมด แต่ถูกควบคุมโดยแต่ละฝ่ายเพียงบางส่วน เนื่องจากทั้งสองประเทศถูกแบ่งแยกออกจากกันหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1947 ทำให้ทั้งสองประเทศทำสงครามกันถึงสองครั้งเพราะประเด็นนี้

แต่เมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มก่อการร้ายได้โจมตีทั้งสองประเทศจนเกือบถึงจุดวิกฤต แคชเมียร์ที่อินเดียปกครองต้องเผชิญกับการก่อกบฏติดอาวุธต่อต้านการปกครองของอินเดียตั้งแต่ปี 1989 โดยกลุ่มก่อการร้ายได้โจมตีกองกำลังรักษาความปลอดภัยและพลเรือนเช่นกัน นับเป็นการโจมตีพลเรือนครั้งใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่อินเดียเพิกถอนมาตรา 370 ที่ให้แคชเมียร์เป็นเขตปกครองตนเองกึ่งหนึ่งในปี 2019

หลังจากการตัดสินใจดังกล่าว ได้เกิดการประท้วงในภูมิภาคนี้หลายครั้ง แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่ากลุ่มก่อการร้ายลดน้อยลง และจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

ในปี 2016 หลังจากทหารอินเดีย 19 นาย เสียชีวิตในเมืองอูรี อินเดียได้เปิดฉาก “โจมตีทางอากาศ” ข้ามเส้นควบคุม ซึ่งเป็นพรมแดนโดยพฤตินัยระหว่างอินเดียและปากีสถาน โดยโจมตีฐานทัพของกลุ่มก่อการร้าย

ในปี 2019 เหตุระเบิดที่เมืองปูลวามา ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่กึ่งทหารอินเดียเสียชีวิต 40 นาย ทำให้เกิดการโจมตีทางอากาศในเมืองบาลาโกต ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งแรกในปากีสถานนับตั้งแต่ปี 1971 ทำให้เกิดการโจมตีตอบโต้และการต่อสู้ทางอากาศ

แม้ทั้งสองเหตุการณ์ไม่ลุกลามบานปลาย แต่ทั่วโลกยังคงตื่นตัวต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น หลายประเทศและนักการทูตทั่วโลกพยายามหยุดยั้งสถานการณ์ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เรียกร้องให้ใช้ “ความอดทนอดกลั้นสูงสุด” ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาหวังว่าการสู้รบ “จะยุติลงโดยเร็ว”

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

กัมพูชาเฮ “ปลาฮกเสียมราฐ” คว้าสถานะสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

กัมพูชาเฮ "ปลาฮกเสียมราฐ" คว้าสถานะสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

7 พ.ค. 2568 10:43 น.

กัมพูชาเฮ “ปลาฮกเสียมราฐ” คว้าสถานะสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

กัมพูชาเฮ “ปลาฮกเสียมราฐ” หรือปลาเจ่าแบบดั้งเดิมในจังหวัดเสียมราฐ ได้รับการรับรองเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์รายการใหม่ ทางการเตรียมส่งเสริมเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและการค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นายจอม นิมล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของกัมพูชา เปิดเผยว่า “ปลาฮก” (Prahok) หรือปลาเจ่าหมักแบบดั้งเดิมในจังหวัดเสียมราฐ วัตถุดิบสำคัญในการประกอบอาหารพื้นเมืองของกัมพูชาที่มีมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรนครวัด ได้รับการรับรองเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ 

โดยปลาฮกเสียมราฐ กลายเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์รายการใหม่ของกัมพูชาร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น พริกไทยกัมปอต น้ำตาลโตนดกำปงสปือ และน้ำผึ้งป่ามณฑลคีรี

นายจอมกล่าวว่านี่เป็นหมุดหมายสำคัญของการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงเพิ่มศักยภาพทางการตลาดและการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นในระดับชาติและระดับสากล โดยกระทรวงฯ มุ่งมั่นเสริมสร้างระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและการค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม

ทางด้านนายดิธ ทินา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของกัมพูชา กล่าวว่าปลาฮกเสียมราฐเป็นสัญลักษณ์ความเชื่อมโยงระหว่างประเพณีกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการครองสถานะผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไม่เพียงกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังอนุรักษ์วิถีการผลิตดั้งเดิมและสิ่งแวดล้อมด้วย

นอกจากนั้นสถานะสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของปลาฮกเสียมราฐที่หยั่งรากลึกอยู่ในประวัติศาสตร์อาณาจักรนครวัดยังจะยกระดับความเป็นอยู่ของผู้ผลิตท้องถิ่น และเพิ่มการรู้จักกัมพูชาในตลาดโลก โดยความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากการประสานงานระหว่างสถาบันระดับชาติผ่านโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (EU)

ทั้งนี้ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แตกต่างจากเครื่องหมายการค้าทั่วไป เพราะเน้นถึงแหล่งกำเนิดของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนคุณสมบัติเฉพาะ อาทิ ลักษณะ สี รสชาติ คุณสมบัติทางกายภาพหรือเคมี รวมถึงกระบวนการผลิตที่แตกต่าง ซึ่งช่วยให้ผลิตภัณฑ์นั้นโดดเด่นในตลาดสากล.

เซอร์เดวิด แอตเทนบะระ เปิดตัวสารคดี “Ocean” เผยสถานที่สำคัญสุดบนโลกไม่ใช่พื้นดินแต่คือท้องทะเล

เซอร์เดวิด แอตเทนบะระ เปิดตัวสารคดี "Ocean" เผยสถานที่สำคัญสุดบนโลกไม่ใช่พื้นดินแต่คือท้องทะเล

7 พ.ค. 2568 10:18 น.

เซอร์เดวิด แอตเทนบะระ เปิดตัวสารคดี “Ocean” เผยสถานที่สำคัญสุดบนโลกไม่ใช่พื้นดินแต่คือท้องทะเล

เซอร์เดวิด แอตเทนบะระ นักธรรมชาติวิทยา พิธีกรรายการสารคดีชื่อดัง เปิดตัวสารคดีเรื่องใหม่ “Ocean” หวังปลุกพลังโลกช่วยท้องทะเล ก่อนจะสายเกินไป พร้อมเผยการค้นพบว่า สถานที่ที่สำคัญที่สุดบนโลกไม่ใช่พื้นดิน แต่คือท้องทะเล

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 เซอร์เดวิด แอตเทนบะระ นักธรรมชาติวิทยา พิธีกรรายการสารคดีชื่อดังที่หลายคนอาจคุ้นหูจากเสียงพากย์สารคดีเกี่ยวกับชีววิทยาและสิ่งแวดล้อมหลายเรื่อง ได้เปิดตัวสารคดีเรื่องใหม่เกี่ยวกับท้องทะเล ที่มีชื่อว่า “โอเชียน” (Ocean) ซึ่งเขาระบุว่าเป็นผลงานที่มีความสำคัญที่สุดในชีวิต ก่อนเข้าสู่วัย 99 ปีในวันพฤหัสบดี (8 พ.ค.) ที่จะถึงนี้

เซอร์เดวิดกล่าวว่า หลังจากอยู่บนโลกเกือบ 100 ปี เขาเข้าใจแล้วว่าสถานที่ที่สำคัญที่สุดบนโลกไม่ใช่พื้นดิน แต่คือท้องทะเล และแม้สถานการณ์จะวิกฤต แต่เขาเชื่อมั่นว่าทุกอย่างยังไม่สายเกินไป โดยเฉพาะเมื่อประเทศต่างๆ ได้ให้คำมั่นว่าจะปกป้องพื้นที่มหาสมุทรอย่างน้อย 1 ใน 3 ของโลก โดยย้ำว่า ทะเลที่แข็งแรงกว่านี้จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้น และช่วยปกป้องโลกจากผลกระทบของโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยภาพยนตร์สารคดี Ocean แสดงให้เห็นถึงความเสียหายอันหนักหน่วงจากการลากอวนพื้นทะเล (bottom trawling) ซึ่งเป็นเทคนิคการประมงที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศใต้ทะเล โดยเฉพาะการใช้โซ่เหล็กลากครูดพื้นทะเลให้สิ่งมีชีวิตหนีเข้าไปติดในอวน ผลที่ตามมาคือการทำลายพื้นทะเลและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากตะกอนใต้ทะเลในปริมาณมหาศาล

ขณะเดียวกันสารคดีเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดบทสรุปอันทรงพลังของบทบาทที่มหาสมุทรมีต่อชีวิตบนโลก และเตือนถึงจุดวิกฤตที่โลกกำลังเผชิญ ทั้งในมิติของความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมส่งข้อความชัดเจนว่า เวลาของมนุษย์ในการแก้ปัญหาฟื้นฟูท้องทะเลใกล้จะหมดลงแล้ว

เซอร์เดวิด แอตเทนบะระ เปิดตัวสารคดี "Ocean" เผยสถานที่สำคัญสุดบนโลกไม่ใช่พื้นดินแต่คือท้องทะเล

โดยในงานเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ภาพยนตร์ที่กรุงลอนดอน พระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 3 กษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรเสด็จเข้าร่วมพร้อมกล่าวกับเซอร์เดวิดว่า แทบไม่เชื่อเลยว่าท่านอายุจะครบ 99 ปีในวันพฤหัสฯ นี้ โดยทั้งสองได้ถ่ายภาพร่วมกันก่อนเดินเข้าสู่หอประชุมเพื่อรับชมภาพยนตร์

นอกจากนี้ยังมีคนดังอีกจำนวนมากเข้าร่วมงาน ทั้งเจอรี ฮัลลิเวลล์-ฮอร์เนอร์ อดีตนักร้องวง Spice Girls, นักบินอวกาศคริส พีค, นักร้องเจมส์ บลันต์ และนางแบบคาร่า เดเลวีน ขณะที่เจ้าชายวิลเลียมเสด็จร่วมชมรอบบ่ายในฐานะส่วนพระองค์พร้อมกับนักเรียนหลายร้อยคนจากทั่วประเทศ.

“เบื้องหน้าของเราคือโอกาสในการปกป้องภูมิอากาศ อาหาร และบ้านของเรา” เขากล่าว

ภาพยนตร์สารคดี Ocean จะเริ่มฉายทั่วสหราชอาณาจักรตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้

ประชากรเด็กญี่ปุ่นลดลงน่าใจหาย ทำสถิติต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา

ประชากรเด็กญี่ปุ่นลดลงน่าใจหาย ทำสถิติต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา

7 พ.ค. 2568 09:24 น.

ประชากรเด็กญี่ปุ่นลดลงน่าใจหาย ทำสถิติต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา

ญี่ปุ่นยังคงเผชิญกับวิกฤตประชากรอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีรายงานล่าสุดว่าจำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ลดลงเป็นปีที่ 44 ติดต่อกัน ทำสถิติต่ำที่สุดครั้งใหม่ นับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 1950

กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลนี้ก่อนวันเด็กแห่งชาติของประเทศ ซึ่งตรงกับวันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปี โดยสัดส่วนของเด็กเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดลดลง 0.2 จุด มาอยู่ที่ 11.1% ซึ่งเป็นสัดส่วนต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูล

จำนวนประชากรเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี (รวมถึงชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศ) ณ วันที่ 1 เมษายน 2025 อยู่ที่ 13.66 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนถึง 350,000 คน

ในจำนวนเด็กทั้งหมด เป็นเด็กชาย 6.99 ล้านคน และเด็กหญิง 6.66 ล้านคน เป็นเด็กอายุ 0-2 ปี 2.22 ล้านคน และเด็กอายุ 12-14 ปี 3.14 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนแนวโน้มการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เด็กในกลุ่มอายุน้อยที่สุดยังมีจำนวนน้อยกว่ากลุ่มวัยใกล้เข้าโรงเรียนมัธยมต้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2023 อัตราการเกิดอยู่ที่ 1.2 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งต่ำกว่าระดับที่จำเป็นที่จะรักษาจำนวนประชากรที่ 2.1 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน

ข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่า ในบรรดา 37 ประเทศที่มีประชากรมากกว่า 40 ล้านคน ญี่ปุ่นมีสัดส่วนประชากรเด็กต่ำเป็นอันดับ 2 รองจาก เกาหลีใต้ ที่มีสัดส่วนเพียง 10.6% ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามแก้ไขปัญหานี้ด้วยมาตรการต่าง ๆ เช่น การให้เงินสนับสนุนครอบครัวที่มีบุตร การลดหย่อนภาษี การเพิ่มจำนวนสถานรับเลี้ยงเด็ก และการส่งเสริมการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น แต่แนวโน้มจำนวนเด็กที่ลดลงก็ยังไม่หยุด ซึ่งหากสถานการณ์นี้ยังดำเนินต่อไป ญี่ปุ่นอาจต้องเผชิญกับปัญหาแรงงานขาดแคลนอย่างรุนแรง รวมถึงผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว.

ที่มา : เกียวโดนิวส์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

รัสเซียยกระดับคุมเข้มความปลอดภัยก่อนงานฉลองวันแห่งชัยชนะ

รัสเซียยกระดับคุมเข้มความปลอดภัยก่อนงานฉลองวันแห่งชัยชนะ

7 พ.ค. 2568 09:20 น.

รัสเซียยกระดับคุมเข้มความปลอดภัยก่อนงานฉลองวันแห่งชัยชนะ

รัสเซียสั่งคุมเข้มความปลอดภัยขั้นสูงสุดในกรุงมอสโก ขณะเตรียมจัดพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะเหนือนาซีเยอรมนี ซึ่งจะมีบรรดาผู้นำต่างชาติร่วมงานกว่า 30 ประเทศ รวมไปถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ทางการกรุงมอสโก ประกาศยกระดับการักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ขณะเตรียมจัดพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะ (Victory Day) ซึ่งถือเป็นวันสำคัญสูงสุดของรัสเซียในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งงานนี้จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคมนี้ โดยมีผู้นำจากต่างประเทศเข้าร่วมประมาณ 30 ประเทศ รวมไปถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน

ขณะที่บรรยากาศทั่วกรุงมอสโก เต็มไปด้วยธงชาติรัสเซีย ป้ายประชาสัมพันธ์ การติดตั้งจอภาพ และการตกแต่งอาคารต่าง ๆ รวมถึงรถโดยสารสาธารณะที่มีการประดับสัญลักษณ์รำลึกถึงวันแห่งชัยชนะ 

โดยเจ้าหน้าที่รัฐเตรียมการอย่างรัดกุมเพื่อรับมือกับงานเฉลิมฉลองครั้งนี้ ซึ่งมีกำหนดจัดขบวนสวนสนามทางทหารและกิจกรรมรำลึกมากมาย โดยมุ่งเน้นทั้งการแสดงพลังของกองทัพและการปลุกใจรักชาติในช่วงเวลาที่รัสเซียยังอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งกับยูเครนอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในเมืองกลับค่อนข้างเงียบเหงากว่าปกติ เนื่องจากประชาชนจำนวนมากถือโอกาสเดินทางออกนอกเมืองช่วงวันหยุดยาว โดยในช่วง 11 วันแรกของเดือนพฤษภาคม มีวันทำงานเพียง 3 วันเท่านั้น คือวันที่ 5 6 และ 7 พฤษภาคม.

ระทึก หนุ่มคลั่งขับรถพุ่งชนประตูคฤหาสน์ “เจนนิเฟอร์ อนิสตัน” ขณะเจ้าตัวอยู่ในบ้าน

ระทึก หนุ่มคลั่งขับรถพุ่งชนประตูคฤหาสน์ "เจนนิเฟอร์ อนิสตัน" ขณะเจ้าตัวอยู่ในบ้าน

7 พ.ค. 2568 08:15 น.

ระทึก หนุ่มคลั่งขับรถพุ่งชนประตูคฤหาสน์ “เจนนิเฟอร์ อนิสตัน” ขณะเจ้าตัวอยู่ในบ้าน

เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อชายปริศนาขับรถพุ่งชนประตูหน้าคฤหาสน์หรูของนักแสดงสาวชื่อดัง เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ในย่านเบลแอร์ ลอสแอนเจลิส ท่ามกลางความตกตะลึงของชาวบ้านในละแวกนั้น

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 12:20 น. ของวันจันทร์ที่ผ่านมาตามเวลาในท้องถิ่น บนถนน Airole Way ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตั้งของคฤหาสน์หลังงามบนพื้นที่กว่า 3.4 เอเคอร์ ที่อนิสตันซื้อมาด้วยมูลค่าประมาณ 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งตำรวจลอสแอนเจลิสเผยกับสื่อท้องถิ่น KABC-TV ว่า อนิสตันอยู่ในบ้านในขณะเกิดเหตุด้วย สร้างความกังวลให้กับแฟน ๆ และผู้ที่ติดตามข่าวไม่น้อย

เบื้องต้นมีการเปิดเผยเพียงว่า ชายผู้ก่อเหตุเป็นชายผิวขาว วัยกลางคน โดยเขาขับรถพุ่งชนประตูรั้วหน้าบ้านโดยเจตนา แต่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ และยังไม่มีการตั้งข้อหา นับว่าโชคดีที่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่วนตัวของอนิสตันสามารถควบคุมตัวชายคนดังกล่าวไว้ได้ทัน ก่อนที่ตำรวจจะเข้ามาดำเนินการต่อ โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีแถลงการณ์ใด ๆ จากทีมตัวแทนหรือทนายความของอนิสตันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน วัย 56 ปี เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติจากบทบาท เรเชล กรีน ใน ซิทคอม ทางโทรทัศน์เรื่อง Friends ตั้งแต่ปี 1994 ถึง 2004  โดยเธอกำลังมีผลงานล่าสุดในซีรีส์ฮิต The Morning Show ออกอากาศทาง Apple TV.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน

ปากีสถานอ้าง สอยเครื่องบินรบอินเดียได้ 2 ลำ โดรนอีก 1 ลำ หลังถูกโจมตี

ปากีสถานอ้าง สอยเครื่องบินรบอินเดียได้ 2 ลำ โดรนอีก 1 ลำ หลังถูกโจมตี

7 พ.ค. 2568 06:05 น.

ปากีสถานอ้าง สอยเครื่องบินรบอินเดียได้ 2 ลำ โดรนอีก 1 ลำ หลังถูกโจมตี

ปากีสถานอ้างยิงทำลายเครื่องบินรบของอินเดียได้ 2 ลำ กับโดรนอีก 1 ลำ หลังอินเดียเปิดฉากโจมตีทางอากาศเพื่อตอบโต้เหตุโจมตีในแคว้นแคชเมียร์เมื่อเดือนก่อน

พลโท อาเหม็ด ชาริฟ เชาดรี โฆษกกองทัพปากีสถานออกมากล่าวอ้างว่า พวกเขายิงทำลายเครื่องบินเจ็ทของอินเดียได้อย่างน้อย 2 ลำ กับโดรนอีก 1 ลำ ระหว่างที่กองทัพอินเดียโจมตีทางอากาศเข้าใส่พวกเขาเมื่อช่วงเช้ามืดวันพุธที่ 7 พ.ค. 2568

นายพลชาริฟระบุว่า กองทัพของพวกเขาอยู่ในพื้นที่แล้ว แต่ไม่ระบุชัดเจนว่าอยู่ที่ใด โดยเขาย้ำด้วยว่า ปากีสถานมีสิทธิ์ในการป้องกันตนเอง และตอนนี้การป้องกันนั้นกำลังดำเนินการอยู่

ฝ่ายอินเดียยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับคำกล่าวอ้างของโฆษกกองทัพปากีสถาน

แต่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอินเดียออกแถลงการณ์ยืนยันว่า กองทัพของพวกเขาเริ่มปฏิบัติการ “ซินดูร์” (Sindoor) มุ่งเป้าหมายไปที่โครงสร้างพื้นที่ของผู้ก่อการร้ายในปากีสถานและในพื้นที่แคว้นแคชเมียร์ส่วนที่ปากีสถานบริหารจัดการ รวม 9 จุด โดยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของปากีสถานตกเป็นเป้าหมาย เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

ปากีสถานตอบโต้ด้วยการยิงปืนใหญ่ข้ามเส้นแบ่งเขตแคว้นแคชเมียร์ โดยระบุด้วยว่า การโจมตีของอินเดียทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 2 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 12 ราย เมืองอาห์เม็ดปุระ ตะวันออก ในเขตบาห์วัลปูร์ ของจังหวัดปัญจาบ

ทั้งนี้ อินเดียกับปากีสถานต่างอ้างความเป็นเจ้าของดินแดนของแคว้นแคชเมียร์ ที่ทั้งสองฝ่ายแบ่งกันปกครองหลังได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ ทำให้สถานการณ์ในแคชเมียร์คุกรุ่นด้วยความรุนแรง และเคยเกิดสงครามเพื่อชิงดินแดนแห่งนี้มาแล้วถึง 3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่ายพุ่งสูงขึ้น หลังเกิดเหตุกลุ่มมือปืนโจมตีนักท่องเที่ยวในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียควบคุมเมื่อปลายเดือนเมษายน จนมีผู้เสียชีวิตถึง 26 ศพ โดยฝ่ายอินเดียกล่าวหาปากีสถานว่ามีส่วนกับเหตุการณ์และดำเนินการลดความสัมพันธ์ทางการทูตและตัดความร่วมมือต่างๆ ซึ่งฝ่ายปากีสถานก็ตอบโต้แบบเดียวกัน

เมื่อสัปดาห์ก่อน ทางการปากีสถานออกมาเตือนว่า อินเดียเตรียมจะโจมตีพวกเขาภายใน 1-2 วันข้างหน้า ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นไปอีก

ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่าเสียดาย” หลังถูกนักข่าวที่ทำเนียบขาวถามเกี่ยวกับการโจมตีระหว่างอินเดียกับปากีสถาน “เราเพิ่งได้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตอนที่เรากำลังเดินเข้าประตูห้องทำงานรูปไข่”

“ผมหวังเพียงว่ามันจะจบลงโดยเร็ว” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปากีสถานเผย อินเดียโจมตีดับ 7 ศพ รวมเด็ก 2 ราย เจ็บอีกนับสิบคน

ปากีสถานเผย อินเดียโจมตีดับ 7 ศพ รวมเด็ก 2 ราย เจ็บอีกนับสิบคน

7 พ.ค. 2568 05:19 น.

ปากีสถานเผย อินเดียโจมตีดับ 7 ศพ รวมเด็ก 2 ราย เจ็บอีกนับสิบคน

กองทัพปากีสถานเผย การโจมตีทางอากาศของอินเดียเมื่อราวชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ รวมเด็ก 2 ราย บาดเจ็บอีกนับสิบคน

พลโท อาเหม็ด ชาริฟ เชาดรี โฆษกกองทัพปากีสถานเปิดเผยในช่วงเช้ามืดวันพุธที่ 7 พ.ค. 2568 ว่า การโจมตีทางอากาศของอินเดียที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ โดยในจำนวนนี้มีเด็กรวมอยู่ด้วย 2 ศพ

โฆษกกองทัพปากีสถานบอกด้วยว่า นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 12 คน ที่เมืองอาห์เม็ดปุระ ตะวันออก ในเขตบาห์วัลปูร์ โดยมีครอบครัวหนึ่งติดอยู่ภายใต้ซากบ้านของพวกเขาที่พังถล่มลงมาด้วย

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอินเดียออกแถลงการณ์ยืนยันว่า กองทัพของพวกเขาเริ่มปฏิบัติการ “ซินดูร์” (Sindoor) มุ่งเป้าหมายไปที่โครงสร้างพื้นที่ของผู้ก่อการร้ายในปากีสถานและในพื้นที่แคว้นแคชเมียร์ส่วนที่ปากีสถานบริหารจัดการ รวม 9 จุด โดยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของปากีสถานตกเป็นเป้าหมาย เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

กองทัพปากีสถานประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้การโจมตีของอินเดีย โดยไม่กี่นาทีหลังการโจมตีทางอากาศของอินเดีย กองทัพแดนภารตะก็ออกมาเปิดเผยว่า ปากีสถานยิงปืนใหญ่ข้ามเส้นแบ่งแคว้นแคชเมียร์เข้าใส่ฝ่ายอินเดีย

ทั้งนี้ อินเดียกับปากีสถานต่างอ้างความเป็นเจ้าของดินแดนของแคว้นแคชเมียร์ ที่ทั้งสองฝ่ายแบ่งกันปกครองหลังได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ ทำให้สถานการณ์ในแคชเมียร์คุกรุ่นด้วยความรุนแรง และเคยเกิดสงครามเพื่อชิงดินแดนแห่งนี้มาแล้วถึง 3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่ายพุ่งสูงขึ้น หลังเกิดเหตุกลุ่มมือปืนโจมตีนักท่องเที่ยวในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียควบคุมเมื่อปลายเดือนเมษายน จนมีผู้เสียชีวิตถึง 26 ศพ โดยฝ่ายอินเดียกล่าวหาปากีสถานว่ามีส่วนกับเหตุการณ์และดำเนินการลดความสัมพันธ์ทางการทูตและตัดความร่วมมือต่างๆ ซึ่งฝ่ายปากีสถานก็ตอบโต้แบบเดียวกัน

เมื่อสัปดาห์ก่อน ทางการปากีสถานออกมาเตือนว่า อินเดียเตรียมจะโจมตีพวกเขาภายใน 1-2 วันข้างหน้า ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นไปอีก

ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่าเสียดาย” หลังถูกนักข่าวที่ทำเนียบขาวถามเกี่ยวกับการโจมตีระหว่างอินเดียกับปากีสถาน “เราเพิ่งได้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตอนที่เรากำลังเดินเข้าประตูห้องทำงานรูปไข่”

“ผมหวังเพียงว่ามันจะจบลงโดยเร็ว” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ด่วน อินเดีย-ปากีสถาน ยิงมิสไซล์-ปืนใหญ่ตอบโต้ข้ามพรมแดน

ด่วน อินเดีย-ปากีสถาน ยิงมิสไซล์-ปืนใหญ่ตอบโต้ข้ามพรมแดน

7 พ.ค. 2568 04:24 น.

ด่วน อินเดีย-ปากีสถาน ยิงมิสไซล์-ปืนใหญ่ตอบโต้ข้ามพรมแดน

อินเดียเปิดฉากยิงมิสไซล์เข้าใส่เป้าหมายหลายจุดในปากีสถานแล้ว หลังเกิดเหตุสังหารนักท่องเที่ยวในแคชเมียร์ ขณะที่ปากีสถานยิงปืนใหญ่ข้ามพรมแดนตอบโต้

เมื่อเช้ามืดวันพุธที่ 7 พ.ค. 2568 รัฐบาลอินเดียออกแถลงการณ์ยืนยันว่า กองทัพของพวกเขาเริ่มปฏิบัติการ “ซินดูร์” (Sindoor) มุ่งเป้าหมายไปที่โครงสร้างพื้นที่ของผู้ก่อการร้ายในปากีสถานและในพื้นที่แคว้นแคชเมียร์ส่วนที่ปากีสถานบริหารจัดการ ในจุดที่การวางแผนและการสั่งโจมตีก่อการร้ายต่ออินเดียเกิดขึ้น

แถลงการณ์ระบุว่า มีสถานที่ที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี 9 จุด โดยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของปากีสถานตกเป็นเป้าหมาย เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย ซึ่งอินเดียได้แสดงให้เห็นความอดทนอดกลั้นอย่างเพียงพอในการเลือกเป้าหมาย และวิธีการในการดำเนินการ

รัฐบาลอินเดียระบุด้วยว่า การโจมตีครั้งนี้ก็เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีนักท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียควบคุมเมื่อเดือนก่อน

ด้านกองทัพปากีสถานระบุว่า อินเดียยิงมิสไซล์เข้ามาโจมตีดินแดนของพวกเขาในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่ปากีสถานควบคุมอย่างน้อย 3 จุด ได้แก่ เมืองมูซาฟฟาราบัด, เมืองโคตลีในแคชเมียร์ และเมืองยาห์วัลปูร์

นายคาวาจา อาซิฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของปากีสถานกล่าวว่า มิสไซล์ดังกล่าวยิงมาจากน่านฟ้าของอินเดียเอง และระบุว่า การโจมตีตกในเขตพลเรือนที่อินเดียอ้างว่าโจมตีค่ายผู้ก่อการร้ายนั้นไม่เป็นความจริง

กองทัพปากีสถานประกาศด้วยว่าพวกเขาจะตอบโต้การโจมตีอย่างน่าอายและขี้ขลาดของอินเดีย

ไม่กี่นาทีต่อมา กองทัพอินเดียก็ออกมายืนยันว่า ฝ่ายปากีสถานยิงปืนใหญ่ข้ามพรมแดนเข้าใส่เมืองภิมเบอร์ กาลี ในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียควบคุม และกองทัพอินเดียกำลังดำเนินการตอบสนองอย่างเหมาะสมในระดับเดียวกัน

ทั้งนี้ อินเดียกับปากีสถานต่างอ้างความเป็นเจ้าของดินแดนของแคว้นแคชเมียร์ ที่ทั้งสองฝ่ายแบ่งกันปกครองหลังได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ ทำให้สถานการณ์ในแคชเมียร์คุกรุ่นด้วยความรุนแรง และเคยเกิดสงครามเพื่อชิงดินแดนแห่งนี้มาแล้วถึง 3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่ายพุ่งสูงขึ้น หลังเกิดเหตุกลุ่มมือปืนโจมตีนักท่องเที่ยวในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียควบคุมเมื่อปลายเดือนเมษายน จนมีผู้เสียชีวิตถึง 26 ศพ โดยฝ่ายอินเดียกล่าวหาปากีสถานว่ามีส่วนกับเหตุการณ์และดำเนินการลดความสัมพันธ์ทางการทูตและตัดความร่วมมือต่างๆ ซึ่งฝ่ายปากีสถานก็ตอบโต้แบบเดียวกัน

เมื่อสัปดาห์ก่อน ทางการปากีสถานออกมาเตือนว่า อินเดียเตรียมจะโจมตีพวกเขาภายใน 1-2 วันข้างหน้า ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นไปอีก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาตให้ทรัมป์แบนคนข้ามเพศจากกองทัพ

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาตให้ทรัมป์แบนคนข้ามเพศจากกองทัพ

7 พ.ค. 2568 03:26 น.

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาตให้ทรัมป์แบนคนข้ามเพศจากกองทัพ

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาตให้คำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะแบนคนข้ามเพศจากกองทัพ สามารถมีผลบังคับใช้ได้ หลังถูกศาลชั้นก่อนสั่งระงับ

เมื่อวันอังคารที่ 6 พ.ค. 2568 ผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐฯ อนุญาตให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถบังคับใช้คำสั่งของเขา ที่จะห้ามคนข้ามเพศเข้าทำงานในกองทัพได้แล้ว หลังเจ้าหน้าที่กองทัพหลายคนยื่นฟ้องร้องต่อศาล และผู้พิพากษาในรัฐวอชิงตันก็ออกคำสั่งระงับการบังคับใช้คำสั่งแบนของนายทรัมป์ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ หลังจากนายทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่นาน เขาก็ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร 2 ฉบับ โดยฉบับหนึ่งเป็นการเปิดทางให้กระทรวงกลาโหมสามารถห้ามคนข้ามเพศเข้าร่วมกองทัพ

ส่วนอีกฉบับประกาศให้การระบุตัวตนว่าเป็นคนข้ามเพศ ขัดแย้งกับคำมั่นสัญญาของทหารในการใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติ, ซื่อสัตย์ และมีวินัย เป็นการขัดขวางการเตรียมความพร้อมทางทหารด้วย

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ กระทรวงกลาโหมประกาศว่า พวกเขาจะบีบทหารข้ามเพศที่อยู่ในกองทัพตอนนี้ให้ออกจากตำแหน่ง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กองทัพ 7 คน รวมถึงผู้บัญชาการ เอมิลี ชิลลิง นักบินเครื่องบินขับไล่ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ยื่นฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขัดขวางคำสั่งแบนของนายทรัมป์ โดยมีคนข้ามเพศอีกคนซึ่งต้องการเข้ากองทัพ ร่วมในการฟ้องร้องด้วย

ผู้ยื่นฟ้องร้องระบุว่า นโยบายนี้ของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่างหากที่บ่อนทำลายความพร้อมทางทหาร, ทำให้ความปลอดภัยของประชาชนตกอยู่ในอันตราย และละเมิดรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา

อีกด้านหนึ่ง ในวันที่ 27 มี.ค. ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางในรัฐวอชิงตันออกคำสั่งโดยมีผลทั่วประเทศ ให้ระงับการบังคับใช้คำสั่งแบนของรัฐบาลทรัมป์เอาไว้ก่อน โดยระบุว่า รัฐบาลล้มเหลวในการแสดงให้เห็นว่า คำสั่งนี้เสริมสร้างการทำงานร่วมกัน, ความเป็นระเบียบ หรือความมีวินัยอย่างไร

ขณะที่ศาลอุทธรณ์เขต 9 ก็ตัดสินใจไม่ขัดขวางคำสั่งของศาลชั้นต้น ทำให้คำสั่งห้ามยังคงอยู่ต่อไป ส่งผลให้รัฐบาลทรัมป์ยื่นคำร้องฉุกเฉินถึงศาลสูงสุด

และด้วยคำสั่งของศาลสูงสุด การระงับการบังคับใช้คำสั่งแบนของนายทรัมป์จะถูกยกเลิก ในขณะที่การฟ้องร้องของเจ้าหน้าที่กองทัพทั้ง 7 คน กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลชั้นอุทธรณ์

สำนักงานกฎหมาย “แลมป์ดา ลีเกิล” (Lambda Legal) กับมูลนิธิการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (Human Rights Campaign Foundation) ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายโจทก์ ระบุในแถลงการณ์ร่วมกันว่า “คำตัดสินของศาลสูงสุดในวันนี้เป็นการสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสมาชิกกองทัพคนข้ามเพศ ผู้แสดงให้เห็นแล้วถึงความสามารถและความมุ่งมั่นในการปกป้องประเทศของเรา”

“นโยบายนี้ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับความพร้อมทางทหาร และทุกอย่างเกี่ยวข้องกับอคติ” แถลงการณ์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , nbcnews