เพจดังแฉยับ! ‘ดิว’ยังเบี้ยวหนี้’เมย์ วาสนา’ เตือนกลับไทยก่อน20พ.ค.ไม่งั้นงานใหญ่

เพจดังแฉยับ! 'ดิว'ยังเบี้ยวหนี้'เมย์ วาสนา' เตือนกลับไทยก่อน20พ.ค.ไม่งั้นงานใหญ่

เพจดังแฉยับ! ‘ดิว’ยังเบี้ยวหนี้’เมย์ วาสนา’ เตือนกลับไทยก่อน20พ.ค.ไม่งั้นงานใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.38 น.

หลังจากที่นักธุรกิจสาว “เมย์ วาสนา อินทะแสง” ออกมาเปิดเผยว่ายังได้ของแบรนด์เนม 62 ล้านบาท ที่นางร้ายสาวแซ่บ “ดิว อริสรา ทองบริสุทธิ์” ยืมไปไม่ครบ คือได้เพียงสร้อย LOTUS ARTS DE VIVRE และนาฬิกา Richard Mille ส่วนสร้อยงู BVIGARI และกระเป๋า HERMES 2 ใบ ยังอยู่ในการตกลงของทางร้านและดิว ซึ่งตกลงกันไม่ลงตัว ในขณะที่นางร้ายสาวก็ยังไม่กลับมาเมืองไทยเพื่อเคลียร์ปัญหา

ล่าสุดเพจดังอย่าง “อีป้าข้างบ้าน” ได้ออกมาเล่า ว่า ดิว อริสรา ตอนนี้อยู่ที่ไต้หวันกับครอบครัวกับสามี บอกทนายว่าต้องจัดการเรื่องลูกก่อน ตอนนี้คงไปจัดการส่งลูกเข้าเรียนตั้งแต่อนุบาลถึงมหาวิทยาลัยแล้ว 2 เดือนยังไม่กลับมา

“ฉันส่งสัมภเวสีไปสืบมา ดิว อริสรา คงจะไม่มีเงินจริงๆ เพราะ ดิว ยังไม่ทำสัญญากับร้านไหน ยังชิลลอยตัวอยู่ไต้หวัน ฉันเคยแนะนำว่าเจ้าหนี้ส่งตัวแทนบินไปไต้หวันเลยให้นางเซ็นยอมรับสภาพหนี้ แต่ทนายดิวยังยืนยัน ดิว กลับมาแน่”

ทั้งนี้เพจ อีป้า ยังบอกว่า “ตอนนี้ยังไม่รู้ ดิว จะกลับมาตอนไหน แต่ ดิว ฟังนะ ดิว จะต้องกลับมาก่อน วันที่ 20 พ.ค.ถ้าไม่กลับมาก่อนช่วงนั้น ต่อไปจะเป็นเรื่องงานใหญ่มากเลยนะ พูดได้นิดหน่อยเดี๋ยวมันเป็นข่าวใหญ่”

ใครกันนะ! คู่ดาราคลั่งรักเลิกกัน แถมอันฟอลโลว์ไอจีกันแล้ว

ใครกันนะ! คู่ดาราคลั่งรักเลิกกัน แถมอันฟอลโลว์ไอจีกันแล้ว

ใครกันนะ! คู่ดาราคลั่งรักเลิกกัน แถมอันฟอลโลว์ไอจีกันแล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.02 น.

มีเรื่องให้ขาเผือกได้เม้าท์และได้เดากันอีกแล้ว เมื่อล่าสุดเพจ เจ๊มอย108 V1 ได้โพสต์ภาพเงาผู้หญิงผู้ชาย เขียนข้อความในภาพว่า “ทำไมเราโชคดีจังวะ ..ไม่มีแล้วจ้า” พร้อมทั้งเขียนแคปชั่นบรรยายภาพว่า “การอวดแฟน คลั่งรักในวันนั้น น่าจะจบกันละมั้งในวันนี้ เพราะเขาอันฟอลกันแล้วจ้า ต่อไปผัวน่าจะตอบแล้วล่ะว่า..โสดครับ!! #อิพิมเมียใครดีวะ”

งานนี้ทำเอาบรรดาชาวเน็ตต่างคอมเมนต์เดากันยกใหญ่ อาทิ อ๋อ นานแล้วหนิคู่นี้ ตั้งแต่ปีใหม่แล้วมั้ง, ทายถูกอ่ะคู่นี้ เห็นมาซักพักแล้วใน ตต., กป กับ กท หรอ, กท กป ใช่มั้ย

‘อดิศร’ หนุนสุดตัว งบเนรมิตโปรเจกต์ใหญ่ปรับปรุงพื้นที่รัฐสภา

‘อดิศร’ หนุนสุดตัว งบเนรมิตโปรเจกต์ใหญ่ปรับปรุงพื้นที่รัฐสภา

‘อดิศร’ หนุนสุดตัว งบเนรมิตโปรเจกต์ใหญ่ปรับปรุงพื้นที่รัฐสภา

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.37 น.

‘ที่ปรึกษา.กมธ.กิจการสภาฯ’ หนุนผลักดันงบประมาณปรับปรุงพื้นที่รัฐสภา อำนวยความสะดวกประชาชน เชื่อมีโกงยาก เปรียบระบบตรวจสอบ ‘สำลีหล่นยังไม่ถึงพื้นก็รู้แล้วใครทำ’ วอนมองแง่ดี อย่าขวางงาน ‘นิติบัญญัติ’ โอดที่ผ่านมาได้งบน้อย

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเสนอของบประมาณเพื่อปรับปรุงพื้นที่รัฐสภา หลังจากที่ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาฯ ออกมาระบุ ได้เสนอให้ กมธ.กิจการสภาฯ พิจารณาเห็นชอบว่า ยอมรับว่ามีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้นำรายละเอียดการเสนอของบประมาณเพื่อปรับปรุงให้พวกเราบางคนได้พิจารณา ซึ่งเป็นคนที่สนใจ ซึ่งตนเป็นหนึ่งในคนที่ได้เห็นรายละเอียดเบื้องต้น  และตนเห็นว่าควรสนับสนุนให้รัฐสภาพัฒนาไปในทางที่ดี

“งบประมาณของสภาฯ เพื่อพัฒนาบ้านของฝ่ายนิติบัญญัติให้พัฒนาและรับรองในทุกด้าน ซึ่งผมเชื่อว่าจะมีการทุจริตยากมาก เพราะหากสำลีหล่นยังไม่ถึงพื้น ก็สามารถรู้แล้วว่าใครทำ ทั้งนี้ที่ผ่านมาฝ่ายนิติบัญญัติได้รับงบประมาณมาน้อยมาก เมื่อเทียบกับฝ่ายบริหารหรือฝ่ายตุลาการ” นายอดิศร กล่าว

เมื่อถามว่าการเสนอของบประมาณเพื่อปรับปรุงพื้นที่ในภาวะเศรฐกิจฝืดเคืองจะเหมาะสมหรือไม่ นายอดิศร กล่าวว่า ควรให้สภาฯ ตัดสิน และพิจารณาในรายละเอียดว่าเหมาะสมหรือไม่  ทั้งนี้ตนมองว่าแนวโน้มที่เสนองบประมาณและมีฝ่ายที่เสนอแนะแล้ว ขอให้ทุกฝ่ายและสื่อมวลชนมองในแง่ดี อย่าขัดขวางงบนิติบัญญัติที่เป็นตัวแทนของทุกฝ่าย

เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามว่างบที่ขอไปนั้น อาจไม่จำเป็นหากเทียบกับการแก้ปัญหาให้ประชาชนก่อน นายอดิศร กล่าวว่า การพัฒนาอาคารสถานที่ เช่น ห้องสมุด ปัจจุบันอยู่บนอาคารชั้น 9 กมธ.หลายคนมองว่าไม่เหมาะสม ควรลงมาอยู่ข้างล่าง ที่สระมรกตเดิม ซึ่งจะปรับปรุงทำเป็นที่ห้องสมุดของประชาชน เป็นสิ่งที่ดี ส่วนที่มองว่าควรเอางบไปแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ดีกว่าหรือนั้น ในการแก้ปัญหามีกระทรวง มีรัฐบาลที่ทำโครงการชัดเจน ปัญหาที่รัฐบาลแก้ไม่ได้ สามารถมาร้องทุกข์ที่สภาฯหรือกมธ. ดังนั้น สภาฯต้องให้ความสะดวกกับประชาชน มีน้ำให้ดื่ม มีห้องให้นั่ง ซึ่งปัจจุบันไม่มีน้ำให้ดื่ม ไม่มีที่รองรับประชาชน  ดังนั้นหากการปรับปรุงเพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชนให้มีโอกาสขอถามว่าจะเปลืองอะไร นอกจากนั้นเห็นว่ามีอีกหลายส่วนที่ควรปรับปรุง เช่น เครื่องปรับอากาศในห้องแถลงข่าว ที่พบว่าแอร์ไม่ติด อากาศร้อนมาก ทั้งที่ห้องอื่นเย็น

เมื่อถามว่าการจะสร้างที่จอดรถ หรือร้านกาแฟ เหมาะสมหรือไม่ นายอดิศร กล่าวว่า ลานจอดรถ หรือ ร้านกาแฟ เกิดขึ้นได้ หากประมูลถูกต้อง ซึ่งตนเห็นด้วยที่จะมีร้านกาแฟริมน้ำไว้บรรยากาศที่ดี ให้เป็นสถานที่ของประชาชน ขณะที่ที่จอดรถนั้นควรคำนึงถึงการชาร์จแบตเตอร์รี่รถไฟฟ้า เพื่อให้ทันสมัย

เมื่อถามว่าในกมธ.กิจการสภาฯ ต้องเตรียมพิจารณางบของสภาฯอย่างไรต่อไปหรือไม่ นายอดิศร กล่าวว่า ในฐานะเป็นฝ่ายรัฐบาลอาจลุกตั้งข้อสังเกตบ้าง ส่วนในกมธ.กิจการสภาฯ อาจปรึกษากันว่ามีความเห็นอย่างไรและท้วงติงไปในรายละเอียด

อย่ากังวลใจ! หาก ‘สมศักดิ์’ ใช้อำนาจยับยั้งมติแพทยสภา

อย่ากังวลใจ! หาก ‘สมศักดิ์’ ใช้อำนาจยับยั้งมติแพทยสภา

อย่ากังวลใจ! หาก ‘สมศักดิ์’ ใช้อำนาจยับยั้งมติแพทยสภา

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.16 น.

อย่ากังวลใจ! ‘นพ.วรงค์’ชี้ หาก ‘สมศักดิ์’ ใช้อำนาจยับยั้งมติแพทยสภา จะอยู่ในตำแหน่งไม่ได้แน่นอน

วันที่ 5 พฤษภาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “อย่ากังวลใจ”  

โดยระบุว่า หากกรรมการแพทยสภามีมติ ที่ไม่เป็นคุณกับนายทักษิณ ลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยเหลือนายทักษิณว่า  ขัดจริยธรรมต่อวิชาชีพแพทย์

หลายท่านมีความห่วงใยว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา จะใช้อำนาจยับยั้ง

แม้การใช้สิทธิ์ยับยั้ง จะมีอำนาจตามกฏหมาย ซึ่งกรรมการแพทยสภา สามารถยืนยันด้วยมติ2ใน3 แต่อย่าลืมว่า เรื่องทางการแพทย์นั้นเป็นวิทยาศาสตร์

การตรวจสอบ คนที่ประชาชนสงสัยว่า ไม่ป่วย แต่อยากป่วยวิกฤติ ในทางการแพทย์นั้น ตรวจสอบง่ายมาก และมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับหมด

ถ้านายสมศักดิ์ใช้อำนาจยับยั้ง แต่ไม่สามารถอธิบาย เหตุผลทางการแพทย์ได้ ผมยืนยันว่า ผู้ใดที่ใช้อำนาจช่วยเหลือ จะอยู่ในตำแหน่งไม่ได้แน่นอน ดังนั้นอย่ากังวลใจ

เปิดคำของบ 69 ของรัฐสภา! จับตา 15 โครงการมูลค่าสูง ปรับปรุง-ติดตั้งระบบ-เติมแต่ง อาคารรัฐสภา

เปิดคำของบ 69 ของรัฐสภา!  จับตา 15 โครงการมูลค่าสูง ปรับปรุง-ติดตั้งระบบ-เติมแต่ง อาคารรัฐสภา

เปิดคำของบ 69 ของรัฐสภา! จับตา 15 โครงการมูลค่าสูง ปรับปรุง-ติดตั้งระบบ-เติมแต่ง อาคารรัฐสภา

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.41 น.

‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนเปิดคำของบ 69 ของรัฐสภา: จับตา 15 โครงการมูลค่าสูง ปรับปรุง-ติดตั้งระบบ-เติมแต่ง อาคารรัฐสภา

วันที่ 5 เมษายน 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง [เปิดคำของบ 69 ของรัฐสภา: จับตา 15 โครงการมูลค่าสูง ปรับปรุง-ติดตั้งระบบ-เติมแต่ง อาคารรัฐสภา ]

ในช่วงเดือนนี้ที่สภาผู้แทนราษฎรเราเข้าใกล้กระบวนการพิจารณางบประมาณ 2569 ผมและ กมธ. พัฒนาการเมืองฯ ได้ตัดสินใจเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเมืองและการยกระกับประชาธิปไตย (เช่น สภา ป.ป.ช. กกต.) มาชี้แจงคำของบประมาณของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้ กมธ. ได้ทำการศึกษาและตรวจสอบในเบื้องต้น

การประชุมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เป็นคิวของงบประมาณ 2569 ของสภา ซึ่งมีหลายข้อคำถามและข้อสังเกตเบื้องต้น ที่ทาง สส. ผู้เข้าร่วมประชุมบางส่วน ได้มีการสื่อสารต่อสาธารณะไปบ้างแล้ว

ประเด็นหลักที่ทาง กมธ. เราได้ขอให้หน่วยงานชี้แจง คือ “โครงการใหม่ที่หน่วยงานเห็นว่าสำคัญและใช้งบประมำณในวงเงินสูง” ทั้งที่ได้ขอไปและสำนักงบฯอนุมัติ รวมถึงที่ขอไปและสำนักงบฯไม่อนุมัติ โดยทางหน่วยงานได้ระบุมาทั้งหมด 15 โครงการดังต่อไปนี้ (ตามเอกสารในภาพ)

[ 10 โครงการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2569 โดย ครม. และอยู่ในร่าง พ.ร.บ. งบฯ (ล้านบาท) ]

(2) ก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่พิพิธภัณฑ์รัฐสภา (รวมค่าจ้างที่ปรึกษา) = 44 ล้านบาท
(3) พัฒนาระบบภาพยนตร์ 4D ห้องบรรยายใหญ่ B1-2 = 180 ล้านบาท
(5) ปรับปรุงไฟส่องสว่างเพิ่มเติมบริเวณห้องประชุมสัมมนาชั้น B1 และ B2 = 117 ล้านบาท
(6) ปรับปรุงศาลาแก้ว 2 หลัง = 123 ล้านบาท 
(7) ปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ = 118 ล้านบาท
(???? ปรับปรุงพื้นที่ครัวของอาคารรัฐสภา = 117 ล้านบาท
(9) ติดตั้งภาพและเสียงประจำห้องจัดเลี้ยง ชั้น B2 = 99 ล้านบาท
(11) จัดซื้อจอ LED Display = 72 ล้านบาท
(13) พัฒนาปรับปรุงพื้นที่ส่วนภูมิทัศน์และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ = 43 ล้านบาท
(14) ปรับปรุงห้องจัดเลี้ยง ชั้น 1 โซน C = 43 ล้านบาท

รวม = 956 ล้านบาท

[ 5 โครงการที่หน่วยงานทำคำขอ แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2569 โดย ครม. (ล้านบาท) ]

(1) ก่อสร้างอาคารจอดรถรัฐสภา (เพิ่มเติม) (รวมค่าควบคุมงานและค่าจ้างที่ปรึกษา) = 1,529 ล้านบาท
(4) ออกแบบและตกแต่งฉากหลังบัลลังก์ประธานสภาฯในห้องประชุมสุริยัน = 133 ล้านบาท
(10) จัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย = 74 ล้านบาท
(12) ระบบป้องกันฝุ่นพิษ PM2.5 และเสริมสร้างคุณภาพอากาศ = 50 ล้านบาท
(15) จ้างงานซ่อมแซมปรับปรุงเสาไม้สัก = 31 ล้านบาท

รวม = 1,817 ล้านบาท

แม้ทางตัวแทนในที่ประชุมเป็นตัวแทนจากสำนักที่ไม่ใช้เจ้าภาพหลักของโครงการ จึงยังไม่มีข้อมูลมาชี้แจงรายละเอียดของโครงการต่อ กมธ. แต่ข้อมูลที่ทำให้ผมสะดุดใจและข้อสังเกตที่ผมมีเบื้องต้นคือ

1. โครงการส่วนใหญ่เน้นไปที่การก่อสร้าง-เติมแต่ง-ติดตั้งระบบ ในส่วนต่างๆของอาคารรัฐสภา ทั้งที่รัฐสภาเพิ่งถูกสร้างด้วยงบประมาณ 22,987 ล้านบาท และเพิ่งเปิดใช้การมาแค่ประมาณ 5 ปี – แม้อาจมีการให้เหตุผลว่าอาคารรัฐสภาถูกก่อสร้างตามสัญญาตั้งแต่กว่า 10 ปีก่อน จึงทำให้บางส่วนไม่ได้ระบุไว้ในแบบ แต่ผมเห็นว่าตรงนี้ยิ่งทำให้เราต้องตรวจสอบโดยละเอียดว่าสิ่งที่ขอให้มีการเพิ่มเติมนั้น มีความจำเป็นต่อการใช้งานและการทำหน้าที่ของสภาฯจริงๆหรือไม่

2. บางโครงการ ก็น่าตั้งคำถามถึงความจำเป็น (แม้ ณ เวลานี้ กมธ. รับทราบแค่ชื่อและข้อมูลเบื้องต้นของโครงการ โดยทางเราได้ขอให้มีการส่งเอกสารเพิ่มเติมมาในสัปดาห์นี้) 
– เช่น การปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ (118 ล้านบาท) ทั้งๆที่เป็นห้องที่ใช้งานได้ปกติมาโดยตลอด และยากที่จะเห็นถึงความจำเป็นใดๆในการปรับปรุงขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณขนาดนี้ (ตลกร้ายคือห้องนี้เป็นห้องที่ กมธ. วิสามัญ งบประมาณ ใช้ในทุกปี เพื่อไล่ตรวจสอบความคุ้มค่าของงบประมาณของทุกหน่วยงานในประเทศ)
– เช่น การออกแบบและตกแต่งฉากหลังบัลลังก์ประธานสภาผู้แทนราษฎรในห้องประชุมสุริยัน (132 ล้านบาท) ซึ่งดูเป็นการตกแต่งที่ฟุ่มเฟือยและไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการทำให้การประชุมสภามีประสิทธิภาพขึ้น

ตอนที่ทาง กมธ. ได้บรรจุวาระเพื่อตรวจสอบงบประมาณของสภา มีการตั้งคำถามจากบางส่วนกลับมาที่พวกเรา ว่าการตรวจสอบงบประมาณเกี่ยวข้องอะไรกับ กมธ. พัฒนาการเมืองฯ

ผมเห็นว่าเกี่ยวข้องแน่นอน เพราะ

– ในมุมหนึ่ง ในฐานะที่สภาผู้แทนราษฎรเป็นสถาบันการเมืองระดับชาติองค์กรเดียวที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง หากงบประมาณถูกใช้อย่างถูกจุด องค์กรจะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการผลักดันการแก้ไขกฎหมาย การสะท้อนความทุกข์ร้อนของประชาชน และการตรวจสอบ-เสนอแนะฝ่ายบริหาร

– แต่ในทางกลับกัน ในฐานะที่สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรที่อนุมัติและชี้ขาดว่างบประมาณจากภาษีประชาชนในแต่ละปี จะถูกจัดสรรไปที่หน่วยงานใด-โครงการอะไร หากงบประมาณขอสภาเองถูกใช้อย่างไม่สมเหตุสมผล สภาผู้แทนราษฎรอาจสูญเสียความชอบธรรมในการตรวจสอบงบประมาณของหน่วยงานอื่น และทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในสภาน้อยลง ซึ่งย่อมส่งผลต่อสุขภาพของประชาธิปไตยเรา

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะงบประมาณจะมีที่มาอย่างไรหรือถูกตั้งมาโดยใคร ณ เวลานี้ ยังไม่สายเกินไปที่พวกเราผู้แทนราษฎรทุกฝ่ายจะร่วมกันทำการตรวจสอบและปรับลดส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรพร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณของหน่วยงานตนเองเช่นกัน

ในขั้นตอนถัดไป ทาง กมธ. จะทำการตรวจสอบเพิ่มเติมเมื่อได้รับเอกสารรายละเอียดคำชี้แจงกลับมาจากหน่วยงาน โดยในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ (8 พ.ค. 2568) ทางเราได้เชิญสำนักที่เป็นเจ้าภาพของแต่ละโครงการมาซักถามข้อมูลเพิ่มเติม และมาพา กมธ. สำรวจแต่ละโครงการตามจุดต่างๆที่เกี่ยวข้องในอาคารรัฐสภา

สำหรับใครที่สนใจเพิ่มเติม อยากชวนไปรับชมการซักถามและการชี้แจงเบื้องต้นในการประชุม กมธ. เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (1 พ.ค. 2568) ได้ที่: https://www.facebook.com/watch/live/?ref=watch_permalink&v=686678350407421

เอาแล้ว! ‘เรืองไกร’ยื่น‘กกต.’สอบ‘พีระพันธุ์’ อ้างขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี

เอาแล้ว! ‘เรืองไกร’ยื่น‘กกต.’สอบ‘พีระพันธุ์’ อ้างขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี

เอาแล้ว! ‘เรืองไกร’ยื่น‘กกต.’สอบ‘พีระพันธุ์’ อ้างขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.33 น.

‘เรืองไกร’ยื่น‘กกต.’สอบ‘พีระพันธุ์’ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี ปมขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 วรรคหนึ่ง เข้าข่ายเป็น‘ลูกจ้าง’ของบุคคลใด 

5 พฤษภาคม 2568 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ส่งคำร้องทางไปรษณีย์ถึงประธานกรรมการ กกต. ขอให้ตรวจสอบนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่า ความเป็นรัฐมนตรีมีเหตุสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา170 (5) ประกอบมาตรา 187 วรรคหนึ่ง เพราะในระหว่างเป็นรัฐมนตรียังคงเป็นกรรมการอยู่ใน 3 บริษัท จึงอาจเข้าข่ายการเป็นลูกจ้างของบุคคลใด ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1.รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (5) และ มาตรา 187 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่ามาตรา 170 ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ(5) กระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187″

“มาตรา 187 รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือ บริษัทหรือไม่ คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไปตามจำนวนที่ กฎหมายบัญญัติ และต้องไม่เป็นลูกลูกจ้างของบุคคลใด”

ข้อ 2. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2567 มาจนถึงปัจจุบัน ในรัฐบาลที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

ข้อ 3. เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ทำสัญญาจัดการหุ้นส่วนหรือหุ้นของรัฐมนตรี ไว้กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด(มหาชน) รวมจำนวน 4 บริษัท คือ หุ้นบริษัทวีพี แอโร่เทค จำกัด จำนวน 588,500 หุ้น

หุ้นบริษัท พี แอนด์ เอส แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด จำนวน 46,500 หุ้น หุ้นบริษัท รฟิโสภาค จำกัด จำนวน 22,000 หุ้น หันบริษัท โสภา คอลเล็คชั่นส์ จำกัด จำนวนวน 1,000 หุ้น

ข้อ 4. เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 จากการขอข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในช่วงระหว่างดำรงตำแหน่ง เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังคงเป็นกรรมการอยู่ 3 บริษัท ก่อนที่จะมีการลาออกในภายหลัง จำนวน 2 บริษัท ดังนี้

– เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2567 บริษัท โสภา คอลเล็คชั่นส์ จำกัด ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนว่า มีกรรมการออก 2 คน คือ (1) นายพีระพันธุ์ สาลีรัวิภาค (2) นางสาว…

– เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2567 บริษัท วีพี แอโร่เทค จำกัด ได้ยื่นคำขอจจจดทะเบียนว่า มีกรรมการออก 3 คน คือ (1) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (2) นางสาว… (3) นางสาว…  (โดยมีข้อสังเกตว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการผู้ขอจดทะเบียนตามแบบ บอจ.1 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 และมีแบบ บอจ.4 แนบด้วย)

– เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกหนังสือรับรองว่าบริษัท รพีโสภาค จำกัด ยังมีกรรมการอยู่ 2 คน คือ (1) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (2)

นางโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค โดยระบุว่า จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทได้คือ กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อ และประทับตราสำคัญของบริษัท

ข้อ 5. จากเอกสารของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า อาจเห็นได้ว่า หลังจากที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2567 นั้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยังคงเป็นกรรมการบริษัททั้ง 3 แห่งอยู่ หลังจากเป็นรัฐมนตรีแล้ว ทั้งนี้เห็นได้จากการจดแจ้งชื่อนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ออกจากกรรมการบริษัท โสภา คอลเล็คชั่นส์ จำกัด และบริษัท วีพี แอโร่เทค จำกัด ตามคำขอลงวันที่ 30 ต.ค. 2567 และตามหนังสือรับรองของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2568 ก็ยังรับรองว่า บริษัท รพีโสภาค จำกัด ยังคงมีกรรมการอยู่ 2 คน คือ (1) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (2) นางโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค

ข้อ 6. จากการย้อนไปดูบัญชีทรัพย์สินฯของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้แจ้งว่า มารดาชื่อ นางโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค โดยไม่ได้ระบุอายุ ไม่ได้ระบุอาชีพ และทำเครื่องหมายขีดไว้ในช่อง ตาย ไว้ด้วย แต่ตามหนังสือรับรองของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2568 ยังปรากฏชื่อนางโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค เป็นกรรมการของบริษัท รพีโสภาค จำกัด อยู่ด้วย จึงมีเหตุอันควรสงสัย และควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่า นางโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค ที่เคยแจ้งว่าตายแล้ว กับนางโสภาพรรณ สาลีรัฐวิภาค ที่เป็นกรรมการของบริษัท รพีโสภาค จำกัด อยู่เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2568 เป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่

ข้อ 7. จากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้น ประกอบกับเอกสารจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและ จาก ป.ป.ช. จึงมีเหตุอันควรขอให้ กกต. ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและมีคำพิพากษาว่า กรณีที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เคยเป็นหรือยังคงเป็นกรรมการทั้ง 3 บริษัทข้างต้น ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หลังจากวันที่ 3 กันยายน 2567 นั้น จะเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาดรา 187 และเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 หรือไม่

ข้อ 8. ทั้งนี้ ขอให้นำข้อมูลการลาออกจากกรรมการบริษัทต่าง ๆ ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2567 ที่ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช. ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 ประกอบกับหนังสือที่ นร 0503/ว(ร)157 ลงวันที่ 5 เมษายน 2560 มาประกอบการพิจารณาด้วย

จึงเรียนมาเพื่อขอให้ กกต. ตรวจสอบนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่าความเป็นรัฐมนตรีมีเหตุสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (5) ประกอบมาตรา 187 วรรคหนึ่ง เพราะในระหว่างเป็นรัฐมนตรียังคงเป็นกรรมการอยู่ใน 3 บริษัท จึงอาจเข้าข่ายการเป็นลูกจ้างของบุคคลใด ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 วรรคหนึ่ง หรือไม่

ละเลงพันล้าน!‘กมธ.การเมืองฯ’ลุยสางงบรีโนเวทรัฐสภา ฉะไม่สมเหตุสมผล

ละเลงพันล้าน!‘กมธ.การเมืองฯ’ลุยสางงบรีโนเวทรัฐสภา ฉะไม่สมเหตุสมผล

ละเลงพันล้าน!‘กมธ.การเมืองฯ’ลุยสางงบรีโนเวทรัฐสภา ฉะไม่สมเหตุสมผล

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.04 น.

กมธ.การเมืองฯ เดินหน้าสางงบรีโนเวตรัฐสภา พันล้านบาท  ชี้ไม่สมเหตุสมผล ด้าน “ฝั่งรัฐบาล” วิจารณ์สนั่นเสนอโครงการใช้งบสูงในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำเติมปัญหาประเทศ ไม่เห็นหัวประชาชน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน ถึงกรณีที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เสนอของบประมาณ ในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 มูลค่าเกือบพันล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการเพื่อปรับปรุงพื้นที่ในรัฐสภาจำนวนหลายโครงการ อาทิ ปรับปรุงพิพิธภัณฑ์รัฐสภา 120 ล้านบาท ทำระบบเสียงห้องประชุมสัมมนา ขนาด 1,500 ที่นั่ง มูลค่า 99 ล้านบาท  ปรับปรุงห้องประชุม CB406 มูลค่า 118 ล้านบาทท ปรับปรุงไฟห้องสัมมนาชั้น B1 และ B2 มูลค่า 118 ล้านบาท ปรับปรุงห้องสารนิเทศ มูลค่า 180 ล้านบาท ปรับปรุงศาลาแก้ว 123 ล้านบาท ปรับปรุงครัวรัฐสภา 117 ล้านบาท

ซึ่งเรื่องดังกล่าวถูกวิจารณ์ในวงงานรัฐสภาว่าถึงความเหมาะสม โดยแหล่งข่าวจากพรรครัฐบาล ระบุว่ารัฐสภาแห่งใหม่ที่ใช้ปัจจุบันนั้นถูกใช้งาน มาเพียง 6 ปี เท่านั้น และได้รับการส่งมอบอาคารที่ก่อสร้างแล้วเสรร็จ  100% ไปเมื่อ 4 ก.ค.2567 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันการเสนอของบประมาณเพื่อปรับปรุงในช่วงที่ประเทศเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ อาจเป็นการซ้ำเติมปัญหาประเทศและกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชน ที่ต้องการให้สภา ที่ประกอบด้วย สส.  และ สว. ช่วยเหลือในการแก้ปัญหาความทุกข์ร้อน แต่กลับมีการเสนอของบประมาณเพื่อปรับปรุงพื้นที่ในช่วงเวลานี้อาจถูกมองได้ว่าเป็นการเสนอโครงการที่ไม่เห็นหัวประชาชน และทำไปเพื่อต้องการเงินทอนหรือไม่

อย่างไรก็ดีในการตรวจสอบการเสนอของบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรนั้น พบว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานกมธ. ได้เรียกผู้แทนสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เข้าร่วมประชุมในวันที่ 8 พ.ค. เพื่อพิจาณาผลดำเนินงานและการบริหารจัดการงบประมาณของสำนักงาน ซึ่งถือเป็นการเชิญหารือรอบที่2 โดยรอบแรกเกิดขึ้นเมื่อ 1 พ.ค. ซึ่งพบว่ามีการของบประมาณเพื่อปรับปรุงพื้นที่รัฐสภาหลายรายการ

โดย น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฐานะกมธ.การเมืองฯ ให้สัมภาษณ์ว่าในการพิจารณาของกมธ.เมื่อวันที่ 1 พ.ค. นั้น มีเจ้าหน้าที่ระดับแผนและนโยบายเข้าชี้แจง แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดเชิงลึกได้ ดังนั้นกมธ.จึงนัดประชุมอีกครั้ง โดยเชิญฝ่ายนโยบายเข้าชี้แจง

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการอ้างว่างบประมาณที่เสนอขอผ่านความเห็นชอบเบื้องต้นจากกมธ.กิจการสภาฯ น.ส.ภคมน ฐานะกมธ.กิจการสภาฯ กล่าวว่า ในกมธ.กิจการสภาฯ มีการตรวจสอบด้วยเช่นกัน แต่จะเป็นบรรยากาศการพูดคุยที่คนละแบบกับกมธ.การพัฒนาการเมือง เพราะประธานกมธ. และรองประธานสภาฯ มาจากพรรคการเมืองเดียวกัน แต่ที่ได้ข้อมูลคือเขามีความต้องการเดินหน้าโครงการโรงภาพยนตร์สี่มิติ ซึ่งกมธ.ในฝั่งที่มาจากพรรคประชาชนมองว่าสิ้นเปลือง แม้ระดับนโยบายต้องการให้พื้นที่รัฐสภาเป็นพื้นที่สาธารณะประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ แต่กลับพบว่าระบบรักษาความปลอดภัยนั้นเข้มงวด ประชาชนไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ง่าย ซึ่งถือว่าเป็นการคิดคนละกรอบ

“ในกมธ.กิจการสภาฯ อาจยับยั้งไม่ได้ เพราะคนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและเสนอขอเป็นคนมาจากพรรคเดียวกัน ทำให้ 4สส.พรรคประชาชนที่เป็นกมธ. ขอบันทึกต่อที่ประชุมว่าจะไม่ร่วมลงมติหรืออนุมัติใดๆ นอกจากนั้นแล้วยังพบว่ายังมีไอเดียที่จะทำให้พิพิธภัณฑ์รัฐสภา 2 แห่ง ด้วย ดังนั้นการพิจารณาปรับลดต่างๆ นั้นต้องรอให้ร่างกฎหมายงบประมาณฯ ปี69 เข้าสภาฯ และวาระสองจะได้พิจารณาปรับลดเพราะคิดว่าไม่สมเหตุสมผล” น.ส.ภคมน กล่าว

‘ลาออก’ไปเถอะ! ฉะ‘นายกฯ’มีสติปัญญาแค่นี้ แผ่นเสียงตกร่องชู‘กาสิโน’แก้เศรษฐกิจ

‘ลาออก’ไปเถอะ! ฉะ‘นายกฯ’มีสติปัญญาแค่นี้ แผ่นเสียงตกร่องชู‘กาสิโน’แก้เศรษฐกิจ

‘ลาออก’ไปเถอะ! ฉะ‘นายกฯ’มีสติปัญญาแค่นี้ แผ่นเสียงตกร่องชู‘กาสิโน’แก้เศรษฐกิจ

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.01 น.

‘ลาออก’ไปเถอะ! ฉะ‘นายกฯ’มีสติปัญญาแค่นี้ แผ่นเสียงตกร่องชู‘กาสิโน’แก้เศรษฐกิจ

5 พฤษภาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

สติปัญญามีแค่นี้. ?

ในขณะที่ประเทศเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ

ตลาดเงียบสนิท มีแต่คนขาย ไม่มีคนซื้อ

จีดีพีของไทยต่ำเตี้ยติดดิน ต่ำกว่าลาว

ไหนจะเจอกำแพงภาษีจากสหรัฐ

แจกเงินหมื่นไม่เกิดพายุหมุน

แทนที่จะคิดแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้เดินหน้า

นายกคิดได้อย่างเดียว แผ่นเสียงตกร่อง

คาสิโนสิ เป็นประโยชน์ที่ยิ่งของประเทศ

หรือของใครก็ไม่รู้   จะเอาให้ได้

กว่าจะสร้างเสร็จคนไทยตายเรียบ

เดี๋ยวนี้ เวลานี้ คนกำลังจะจมน้ำตาย

มันรอไม่ได้แล้ว ทำไม่เป็นลาออกไปเถอะ

ทั้งนี้ นายนันทิวัฒน์ ได้แชร์ภาพคำกล่าวของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวถึงการผลักดันเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ว่า “เราจะทำให้ดีที่สุด เพราะตัวดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ จึงอยากจะทำขึ้นมาให้ได้”  

ปชน.ย้ำ แก้ปัญหาชายแดนใต้ต้องใช้สันติเท่านั้น

ปชน.ย้ำ แก้ปัญหาชายแดนใต้ต้องใช้สันติเท่านั้น

ปชน.ย้ำ แก้ปัญหาชายแดนใต้ต้องใช้สันติเท่านั้น

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.54 น.

พรรคประชาชน ออกจดหมายเปิดผนึก กรณีความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ย้ำการแก้ปัญหาต้องใช้สันติเท่านั้น

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน – People’s Party โพสต์ข้อความระบุว่า… พรรคประชาชน ออกจดหมายเปิดผนึก กรณีความรุนแรงระลอกล่าสุด ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

“เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่ากังวลอีกครั้ง นับตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างมาก จากการปรากฏรูปแบบการก่อเหตุ ที่พุ่งเป้าไปยังพลเรือนผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นนักบวช ประชาชนทั่วไป หรือประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก คนชรา ผู้พิการ โดยเริ่มมาตั้งแต่การลอบยิงอดีตอุสตาซ หรือครูสอนศาสนาอิสลามเสียชีวิต ขณะกลับจากการละหมาดเมื่อวันที่ 18 เม.ย., การลอบยิงสามเณร จนบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อวันที่ 22 เม.ย., การกราดยิงลูกกับแม่ที่พิการทางสายตาจนเสียชีวิต และการกราดยิงผู้สูงอายุกับเด็กจนบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อวันที่ 2 พ.ค. และล่าสุด เกิดเหตุยิงพลเรือนชายเสียชีวิตอีก 1 คนที่ อ.ยะหริ่ง ปัตตานี เมื่อคืนวันที่ 4 พ.ค. เหตุการณ์ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจและความโกรธแค้นของผู้คน ทั้งในชุมชนชาวพุทธและมุสลิมในพื้นที่ รวมถึงคนไทยทั้งประเทศ

ความรุนแรงระลอกล่าสุดนี้ สั่นคลอนความรู้สึกและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างรุนแรง ประชาชนทุกศาสนิกต่างตกอยู่ในความหวาดระแวง ซึ่งทำให้สถานการณ์ความขัดแย้ง อยู่ในภาวะเปราะบาง และสุ่มเสี่ยงที่จะเลวร้ายลงมากที่สุดในรอบหลายปี

ในสภาวการณ์เช่นนี้ พรรคประชาชนขอสื่อสารไปยังทุกคน ถึงอันตรายของการใช้ความรุนแรง และย้ำเตือนถึงความสำคัญในการใช้แนวทางสันติเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งเราเชื่อว่า เป็นวิธีเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพระยะยาวที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยปราศจากความกลัวและความเกลียดชังระหว่างกัน

ถึงขบวนการที่คิดว่ากำลังต่อสู้เพื่อพี่น้องมลายูมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร องค์กรไหน

การสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์นั้น นอกจากจะขัดต่อทั้งหลักศาสนา หลักกฎหมาย และหลักการมนุษยธรรมระหว่างประเทศแล้ว ยังส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการสร้างสันติภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ความรุนแรงต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์มีแต่จะสร้างความเกลียดชังและเพิ่มอคติที่มีต่อพี่น้องมลายูมุสลิม ความรุนแรงต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์มีแต่จะสร้างความโกรธแค้นไปบดบังความเข้าอกเข้าใจในความอยุติธรรมที่พี่น้องมลายูมุสลิมถูกกระทำ ความรุนแรงต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์มีแต่จะผลักให้สังคมโหยหาการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันจนไม่สิ้นสุด ความรุนแรงต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์มีแต่จะบ่อนทำลายความชอบธรรมทางการเมืองของการต่อสู้ ลดทอนคุณค่าอุดมการณ์ที่ใช้กล่าวอ้างกันมาโดยตลอด

พรรคประชาชนเรียกร้องให้หยุดการสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์โดยทันที และการยุติความรุนแรงดังกล่าวจะเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการพูดคุยเพื่อสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขบวนการต่อสู้ต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองมากกว่านี้ และต้องแสดงออกให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่าพร้อมจะใช้กระบวนการทางการเมืองในการแก้ปัญหา มิใช่ใช้กำลังอาวุธ

ถึงรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร

ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่า ในช่วงที่กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพมีความคืบหน้าและมีทิศทางที่ชัดเจน สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น รัฐบาลต้องตระหนักว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความรุนแรงกลับมาปะทุขึ้นอีกในระลอกล่าสุด เกิดจากความไม่ชัดเจนในยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ว่าจะมีแนวทางในการสร้างความยุติธรรม นิติรัฐ และสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร โดยเฉพาะการปล่อยให้กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพหยุดชะงักมานานเกือบ 1 ปีโดยไร้ทิศทาง

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลควรกลับมาสานต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพโดยเร็ว และในกระบวนการนั้นต้องฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากความรุนแรงของทุกฝ่ายด้วย โดยจัดเวทีคู่ขนาน ทำให้พี่น้องทั้งชาวพุทธและมุสลิมมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของกระบวนการสันติภาพนี้ไปด้วยกัน

พรรคประชาชนเห็นว่า ในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพในอนาคต ต้องมีองค์ประกอบส่วนหนึ่งจากผู้ที่มีบทบาทและอำนาจในการสั่งหยุดความรุนแรงในพื้นที่ได้จริงเข้าร่วมด้วย เพื่อประสิทธิภาพในการเจรจา และเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน

ถึงพี่น้องประชาชนที่เคารพ

ความรุนแรงที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้เป็นผลจากความขัดแย้งที่สลับซับซ้อนและยืดเยื้อมาเป็นเวลาหลายปี เกิดความสูญเสีย เจ็บปวด ล้มตาย กับพี่น้องประชาชนทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธหรือมุสลิม

เราทุกคนเจ็บปวดต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น แต่เราก็ต้องช่วยกันระมัดระวังไม่ให้สังคมตกหล่มอยู่ในวังวนของความรุนแรง เป้าหมายของความรุนแรงคือการสร้างความหวาดกลัวและความโกรธเกลียด แต่พวกเราอย่าลืมว่าความหวาดกลัวและความโกรธเกลียดที่นำไปสู่การเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงตอบโต้กันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันนั้น ไม่สามารถสร้างสันติภาพได้ บทเรียนที่ผ่านมา ทั้งในและต่างประเทศ ล้วนบอกเราว่า ไฟไม่สามารถดับไฟได้ การตอบโต้อย่างรุนแรงมีแต่จะทำให้ความรุนแรงบานปลายขยายตัวจนยากจะกลับสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในอนาคต

นี่จึงเป็นห้วงเวลาที่พวกเราต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อย่างมีสติ และต้องช่วยกันผลักดันให้ทุกฝ่ายแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยกระบวนการทางการเมือง เพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในอนาคต”

แฉจนท.ระดับ 2-3‘ดาวมงกุฎ’ครอบ เมินปราบ‘บุหรี่ไฟฟ้า’อ้างเคลียร์ผู้ใหญ่แล้ว

แฉจนท.ระดับ 2-3‘ดาวมงกุฎ’ครอบ เมินปราบ‘บุหรี่ไฟฟ้า’อ้างเคลียร์ผู้ใหญ่แล้ว

แฉจนท.ระดับ 2-3‘ดาวมงกุฎ’ครอบ เมินปราบ‘บุหรี่ไฟฟ้า’อ้างเคลียร์ผู้ใหญ่แล้ว

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.35 น.

‘จิรายุ’ชี้ยังมีพวก‘2-3 ดาวมงกุฎครอบ’ชายขอบเมืองกรุง ไม่สนใจนโยบายรัฐบาลปราบ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ แถมยังอ้างว่าเคลียร์ผู้ใหญ่แล้ว ย้ำต้องขันนอตหน่วยตรวจนำเข้าและจับกุม หลังพบผู้ค้าบุหรี่ไฟฟ้าปรับรูปแบบจากรุ่นสูบจากปากมาเป็นสูบทางจมูก แถมยังทำคล้าย‘ยาดม-ของเล่น’ ชี้ยังมีลักลอบขายกำชับต้องเร่งจับกุมอย่างต่อเนื่อง

5 พฤษภาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันแม้นายกรัฐมนตรีจะมีข้อสั่งการในที่ประชุม เรื่องการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าไปแล้ว ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกส่วนราชการเป็นอย่างดี ซึ่งจากผลการดำเนินงานปราบปรามอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ส่งผลให้ร้านค้าที่เปิดขายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างโจ่งครึ่ม ปัจจุบันไม่มีแล้ว แต่ยังพบว่ามีการลักลอบใช้วิธีการขายทั้งทางโซเชียลมีเดียและแบบไดเร็คเซลล์คือการขายตรงระหว่างคนขายกับคนซื้อ ทำให้ผู้เสพต้องไปซื้อด้วยตัวเอง ซึ่งในปัจจุบันยังพบว่ามีการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายอยู่

“หน่วยข่าวรายงานว่า ยังมีหลายจังหวัดโดยเฉพาะรอบกรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าหน้าที่ระดับ2-3ดาวมีมงกุฎครอบ อ้างว่าเคลียร์ผู้ใหญ่แล้วยังเปิดขายอยู่ในพื้นที่ได้ รัฐบาลขอยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่ว่าจะมีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน หากเข้าไปพัวพันมีส่วนเกี่ยวข้องรัฐบาลจะดำเนินการตามกฎหมายทันที โดยได้กำชับให้สืบสวนเพื่อหาบุคคลมีสี และผู้มีอิทธิพลที่แอบอ้างผู้หลักผู้ใหญ่ ทั้งนี้หน่วยเฉพาะกิจอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการหากลงพื้นที่จับกุมแล้ว  เจ้าหน้าที่ในท้องที่จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้” นายจิรายุ กล่าว

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าล้ำหน้าพัฒนาไปไกลจาก Gen 5 Toy pod  ที่ใช้ปากสูบ ไปเป็นบุหรี่ Gen 6 หน้าใหม่ที่แตกต่างจากบุหรี่ทุกรุ่นที่ผ่านมา คือ “พอดจมูก” หรือบุหรี่ไฟฟ้าที่สูบทางจมูก แทนการสูดควันทางปาก โดยบุหรี่ Gen6 “พอดจมูก” นี้ ถูกพัฒนามาเพื่อให้สูบทางจมูกทดแทนการสูบทางปาก บางรุ่นสามารถสูบได้ทั้งสองทางเพียงเปลี่ยนหัว เป็นบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง ชาร์จได้ ขนาดเล็ก บางรุ่นหน้าตาคล้ายยาดมสองหัว บางรุ่นมีสายคล้องคอ มีนิโคติน 5 % กลิ่นรสถูกพัฒนาให้มีความหลากหลาย

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ลักลอบขายจะโฆษณาว่ารุ่น Gen6 นี้ปลอดภัยกว่าบุหรี่ไฟฟ้าชนิดสูบทางปากนั้น  ทางการแพทย์ระบุชัดเจน พอดจมูกยังคงมีนิโคตินสูงถึง 5% ทำให้เสพติดได้ ไม่ว่าจะเป็นการสูบทางใด นิโคตินยังคงก่อการเสพติด ทำร้ายร่างกายได้เสมอ  จึงขอเตือนภัยพ่อแม่ผู้ปกครอง สถาบันการศึกษาและเยาวชน ควรรู้เท่าทันอันตรายบุหรี่ไฟฟ้าที่ปัจจุบันถูกผลิตในรูปลักษณ์ที่ลวงตามากยิ่งขึ้น จนดูไม่ออกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบ ยิ่งพอดจมูกหน้าตาและหัวสูบบางรุ่นดูคล้ายยาดม กลิ่นรสหอมหวาน บรรจุภัณฑ์น่ารักเหมือนกล่องของเล่น จึงขอเตือนไม่ให้เยาวชนริลอง เนื่องจากนิโคตินก่อการเสพติดและก่อโรคปอดอักเสบได้ และถึงตายได้

นายจิรายุ กล่าวว่า รัฐบาลขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกัน กวดขันการนำเข้าทุกด่านชายแดน รวมทั้งฝ่ายปราบปรามต้องเร่งดำเนินการจับกุมอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาล