‘พิชัย’ ถกผู้บริหาร Seagate หาแนวทางเจรจา รับมือภาษีทรัมป์

'พิชัย' ถกผู้บริหาร Seagate หาแนวทางเจรจา รับมือภาษีทรัมป์

‘พิชัย’ ถกผู้บริหาร Seagate หาแนวทางเจรจา รับมือภาษีทรัมป์

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.25 น.

“พิชัย” ถกผู้บริหาร Seagate บริษัทไอที ชั้นนำของโลก แลกเปลี่ยนแนวทางเจรจาภาษีทรัมป์ พร้อมมั่นใจศักยภาพไทยเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีโลก

วันที่ 5 พฤษภาคม 2568 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ได้พบหารือกับนายแคช แมคเครคเคน (Mr. Cash McCracken) รองประธานฝ่ายกิจการภาครัฐ บริษัท Seagate ผู้นำระดับโลกด้านอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลดิจิทัล เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจโลก แนวทางการเจรจาภาษีทรัมป์ และกระชับความร่วมมือกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลก

รมว.พาณิชย์ได้แสดงความเห็นต่อแนวโน้มมาตรการภาษีต่างตอบแทน (reciprocal tariffs) ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบการส่งออกและเพิ่มต้นทุนให้แก่บริษัทข้ามชาติในไทย โดยได้ขอให้ Seagate ช่วยสะท้อนข้อห่วงใยนี้ต่อหน่วยงานสหรัฐฯ เพื่อรักษาบรรยากาศการค้าการลงทุนที่เป็นมิตรต่อทุกฝ่าย ด้านผู้บริหาร Seagate ได้ให้ข้อมูลสำคัญเพื่อเป็นแนวทางในการเจรจามาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะแนวทางในการเจรจากับหน่วยงานต่างๆ ของสหรัฐฯ เช่น USTR, กระทรวงพาณิชย์ และ กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทีมเจรจาของไทยต่อไป

“การหารือครั้งนี้เป็นโอกาสดีในการตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ที่เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมคลาวด์และ AI ทั่วโลก” นายพิชัยกล่าว พร้อมระบุว่า Seagate ถือเป็นนักลงทุนรายสำคัญ โดยมีฐานผลิตหลักในจังหวัดนครราชสีมาและสมุทรปราการ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์ผลิตใหญ่สุดของบริษัท และจ้างงานคนไทยหลายหมื่นคน

นายพิชัย ย้ำว่า ไทยมีความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และบุคลากรคุณภาพสูง เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรม AI ซึ่งต้องใช้ HDD เป็นวัตถุดิบหลัก และจะเป็นฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยุคดิจิทัล

ด้านผู้บริหาร Seagate ยืนยันความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิต HDD ระดับภูมิภาค โดยมองว่าแนวโน้มการย้ายฐานผลิตกลับสหรัฐฯ (reshoring) อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมครบวงจร ห่วงโซ่อุปทานมีประสิทธิภาพ  แรงงานไทย มีความชำนาญ มีฝีมือดี มีความสามารถสูง เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

ทั้งนี้ Seagate ก่อตั้งเมื่อปี 1979 มีสำนักงานใหญ่ในไอร์แลนด์ และเครือข่ายทั่วโลก สำหรับไทย บริษัทได้เข้ามาลงทุนต่อเนื่องกว่า 35 ปี ถือเป็นฐานผลิตสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกของ Seagate
 

ฝาก 5 ข้อคิด! ถึงบอร์ดเอไอแห่งชาติ เชื่อยุคของ AI มาแน่ หวังใช้ปลอดภัย-สร้างสรรค์-ทั่วถึง

ฝาก 5 ข้อคิด! ถึงบอร์ดเอไอแห่งชาติ เชื่อยุคของ AI มาแน่ หวังใช้ปลอดภัย-สร้างสรรค์-ทั่วถึง

ฝาก 5 ข้อคิด! ถึงบอร์ดเอไอแห่งชาติ เชื่อยุคของ AI มาแน่ หวังใช้ปลอดภัย-สร้างสรรค์-ทั่วถึง

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.08 น.

‘ดร.สันติธาร’ฝาก 5 ข้อคิด ถึงบอร์ดเอไอแห่งชาติ เชื่อยุคของ AI มาแน่ หวังใช้ปลอดภัย-สร้างสรรค์-ทั่วถึง

วันที่ 5 พฤษภาคม 2568 ดร.สันติธาร เสถียรไทย Future Economy Advisor สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า 5 ข้อคิดฝากบอร์ด AI แห่งชาติ

ประเทศไทยเพิ่งตั้งคณะกรรมการ AI แห่งชาติ ขึ้นมาใหม่และเริ่มผลักดันการวาง ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติอย่างจริงจัง

ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะการตั้งใจเอา AI มาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเศรษฐกิจไทย เพราะเอไอควรสอดแทรกเติมพลังให้ทุกอุตสาหกรรม ไม่ใช่อยู่แค่ในภาคเทคโนโลยีเท่านั้น ในฐานะคนที่สนใจและติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ผมมีข้อสังเกต 5 ข้อ ที่อยากฝากไว้เพิ่มเติมเผื่อจะมีประโยชน์ต่อคณะกรรมการ AI แห่งชาติบ้าง ไม่มากก็น้อยครับ

1. นโยบาย “ปัญญาประดิษฐ์” ควรมาจาก “หลากหลายปัญญามนุษย์” เพื่อให้แผนนี้เป็นของทุกคน และเกิดได้จริง“กระดุมเม็ดแรก” คือ โครงสร้างของคณะกรรมการฯ ควรเปิดให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีบทบาทร่วมกันออกแบบและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เอไอแห่งชาติมากขึ้น

-ภาคเอกชน ที่เข้าใจโอกาส-ความเสี่ยง-อุปสรรคของการใช้ AI ในสนามจริง

-ภาควิชาการ ที่ตามทัน รู้ลึกเทคโนโลยี และประเด็นทางนโยบายที่ถกกันในระดับโลก ยิ่งเรามีนักวิจัยคนไทยเก่งๆอยู่สถาบันระดับโลกในต่างประเทศ ยิ่งควรมีเวทีให้เขามาร่วมคิด (ดูในคอมเมนท์)

-ภาคประชาชน ที่ได้รับผลกระทบทั้งในหมวกผู้บริโภคและแรงงาน ทั้งยังมีหลายกลุ่มเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง 
ตัวอย่าง: อังกฤษ และเกาหลีใต้ ล้วนมีคณะกรรมการ AI ที่เปิดให้ภาคเอกชนและนักวิจัยเข้ามาร่วมโต๊ะตั้งแต่ต้น

2. พัฒนาไกด์ไลน์การใช้ AI รายอุตสาหกรรม เพราะ AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่มันคือ “การปฏิวัติทางปัญญา”ถ้าเราใช้ AI แบบกำปั้นทุบดิน หรือทำเพราะ “เขาก็ทำกัน” ผลที่ตามมาอาจเสี่ยงมากกว่าดีหลายเคสทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า…

-ลงทุนแพงแต่คนใช้ไม่เป็น → สูญเปล่า

-ใช้AI แบบไม่รู้จัก “เอ้ะ” → โดนมันหลอน

-ใช้ AI โดยไม่ตรวจสอบ bias → เกิดการเลือกปฏิบัติ เพิ่มความเหลื่อมล้ำ

-ใช้ในงานเสี่ยงสูงแต่ไม่มี oversight → เสี่ยงอุบัติเหตุ-อันตราย
เป็นต้น 

สิ่งที่ควรทำคือ “รีดีไซน์กระบวนการทำงาน” ให้ปัญญามนุษย์คนและ ปัญญาประดิษฐ์ ทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสมในแต่ละอุตสาหกรรมและวิชาชีพโดยเอกชน-รัฐ-ภาควิชาการ อาจร่วมกันจัดทำ “AI for Industry Playbook” รายอุตสาหกรรม-วิชาชีพ ที่ระบุ

– สิ่งที่ควรทำ

– สิ่งที่ไม่ควรทำ

– สิ่งที่ควรระวัง

เขียนให้เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง สอดคล้องกับหลักสากล และมีการปรับปรุงอยู่เสมอ โดยอาจมีบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญช่วยพัฒนาคู่มือนี้ด้วย 
ตัวอย่าง: สิงคโปร์มีคู่มือ “AI Job Redesign Guide” ที่ช่วยให้ภาคธุรกิจรู้ว่า AI ควรใช้กับ task แบบไหน และควรหลีกเลี่ยงอะไร

3. Reskill คนไทยให้ “พร้อมสำหรับยุค AI” ไม่ใช่แค่ “เพื่อใช้ AI”AI ไม่ได้แค่เปลี่ยน “เครื่องมือ” แต่กำลังเปลี่ยน “งาน” เกือบทุกประเภท ทั้งบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบหลายอาชีพจะหายไป หลายอาชีพจะถูกออกแบบใหม่ และทักษะที่จำเป็นจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เราจึงควรแยกให้ชัดระหว่าง:

-ทักษะการใช้เอไอ (AI Skills) เช่น การเขียน Prompt, การรู้เท่าทันข้อจำกัดและภัยของ AI ฯลฯ

– ทักษะมนุษย์สำหรับยุคเอไอ (Human-Centered Skills for the Age of AI) เช่น ความคิดสร้างสรรค์, Empathy, Critical Thinking, การสื่อสารและทำงานเป็นทีม ฯลฯ
ในกลุ่ม Global Future Council ของ WEF ที่ผมได้ร่วมงานด้วย หลายคนมองว่า “ทักษะมนุษย์” เหล่านี้อาจยิ่งมีความสำคัญขึ้นในยุค AI ด้วยซ้ำ
การเรียนรู้ในอนาคต จึงไม่ใช่แค่ การใช้เอไอในการศึกษา แต่ควรเป็นใช้การศึกษาเพื่อสร้างคนให้พร้อมกับยุคเอไอ
อย่างน้อยประเทศไทยอาจต้องมีนโยบาย Reskilling ระดับชาติ บ่มสร้างทักษะทั้งสองกลุ่ม โดยมีพร้อมระบบประเมินผล ไม่ใช่แค่เรียนคอร์สแล้วจบ 
ตัวอย่าง: สิงคโปร์มี SkillsFuture สำหรับทุกวัย ส่วนแคนาดาก็มีโครงการ Reskill ผู้ได้รับผลกระทบจาก AI อย่างเป็นระบบ

4. ทบทวนระบบนิเวศนวัตกรรมไทย – AI คือโอกาสทองในการ “แก้จุดตัน” ที่เคยถ่วงเราไว้แม้เราจะมีคนเก่ง ทุน และความตั้งใจ แต่สตาร์ทอัพไทยที่ไปไกลระดับภูมิภาคหรือโลกยังมีน้อยมาก
คำถามสำคัญคือ…

-เราสนับสนุนการวิจัยพัฒนาและเปิดโอกาสให้นักวิจัยต่อยอดงานวิจัยเป็นนวัตกรรมพอไหม

-เรามีทุนที่เข้าใจธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย tech และช่วยพาเขาไประดับโลก-ภูมิภาคไดจริงหรือเปล่า

-เราดึงดูดหัวกะทิจากทั่วโลกได้แค่ไหน
นี่อาจเป็นโอกาสให้กลับมาผลักดันนโยบายที่ทำไว้ยังไม่เสร็จตั้งแต่ยุคดิจิทัล เช่น 

-การสร้าง Innovation ecosystem เชื่อม กองทุน VC-มหาวิทยาลัย-สตาร์ทอัพ-รัฐ เข้าด้วยกัน 

-การออกนโยบายแบบ Proactive ดึงดูดหัวกะทิด้าน AI เข้าประเทศ ฉกฉวยจังหวะที่ภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรงทำให้อาจมี Talent จำนวนมากย้ายประเทศ
เราอาจทำทุกเรื่องไม่ได้แต่อย่างน้อยน่าจะมีโอกาสในการสร้าง นวัตกรรมที่มาจาก AI x อุตสาหกรรมที่ไทยเก่งอยู่แล้วเช่น สุขภาพ Creative ท่องเที่ยว อาหาร ฯลฯ

5. ยกระดับภาครัฐด้วย AI – โปร่งใส คล่องตัว ตรวจสอบได้ในช่วงที่ผ่านมาประเด็นเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และคุณภาพของบริการภาครัฐ เป็นหัวข้อที่สังคมให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าเราใช้ AI อย่างมียุทธศาสตร์ อาจช่วยเปลี่ยนบริการภาครัฐให้เป็นแบบที่ประชาชนอยากเห็น:

– เปิดข้อมูลผ่านระบบที่เข้าใจง่าย

– วิเคราะห์ bottleneck ในขั้นตอนอนุญาต

– ตรวจจับความเสี่ยงการทุจริต
ส่วนตัวผมกำลังพยายามคิดต่อว่า เราจะเอา AI มาใช้ต่อยอด พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่ใน กมธ.ของสภา (ที่ผมมีส่วนร่วมด้วย) ได้อย่างไรบ้าง

สุดท้ายนี้…ล

ยุคของ AI คงจะมาแน่แต่ส่วนตัวผมอยากเห็นมากกว่าแค่ “การใช้ AI in Thailand”อยากให้ยุทธศาสตร์ชาติก่อให้เกิด “AI for Thailand”คือการพัฒนาและใช้เอไออย่างปลอดภัย (safe) สร้างสรรค์ (productive) และทั่วถึง (inclusive)และเชื่อว่า“ปัญญาประดิษฐ์” จะสร้าง “ปัญญา” ได้เมื่อได้ “ปัญญามนุษย์” จากหลากหลายวงการมาช่วยกันคิดและทำ หวังว่า 5 ข้อนี้จะพอเป็นประโยชน์บ้างกับคณะกรรมการ AI แห่งชาติของไทย และทุกคนที่เกี่ยวข้องครับ

รัฐบาลทำจริง! เอาผิดร้านค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบใน กทม. 6 แห่ง

รัฐบาลทำจริง! เอาผิดร้านค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบใน กทม. 6 แห่ง

รัฐบาลทำจริง! เอาผิดร้านค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบใน กทม. 6 แห่ง

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.01 น.

“รัฐบาล”เอาจริง ร้านค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบพื้นที่กรุงเทพฯ 6 แห่ง เตือนผู้ขายต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด 

วันที่ 5 พ.ค. นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก เร่งปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย ปิดกั้นร้านค้าลักลอบขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ ประเภท SNUS และนิโคตินถุง กว่า 6 แห่ง ย่านบางรัก สาทร และร้านค้าผ่านสื่อออนไลน์ 

ทั้งนี้ จากมาตรการการดำเนินการเฝ้าระวัง ปราบปราม และขยายผลร้านค้าลักลอบขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ ตาม พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 พบว่า ร้านค้าในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร บางรัก และสาทร มีการเปิดร้านในลักษณะพื้นที่เช่า และมีการเปิดเพจและเว็บไซต์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่ต้องการสั่งของล่วงหน้า หรือรับบริการจัดส่ง SNUS และนิโคตินถุงให้ถึงบ้าน ทั้งนี้การขายผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด การขายผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายฐานการกระทำความผิด ตาม พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ซึ่งจากกรณีการตรวจร้านค้า 6 แห่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตบางรัก และสาทร พบการกระทำความผิดรวมแล้ว 6 ฐานความผิด ดังนี้

1) ฐานขายผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 27 (2) ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2) ฐานขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยการแจก แถม ให้ หรือแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ยาสูบกับสินค้าอื่น ตามมาตรา 27 (4) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท 3) ฐานขายผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยกระทำการในลักษณะที่แสดงถึงการลดราคาผลิตภัณฑ์ยาสูบ ณ จุดขาย ตามมาตรา 27 (5) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท 4) ฐานแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 31 (1) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งปรับอีกวันละไม่เกิน 50,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะปฏิบัติได้ถูกต้อง 5) ฐานตั้งแสดงผลิตภัณฑ์ยาสูบ ณ สถานที่ขายปลีก ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท ตามมาตรา 36 วรรค 1 และ 6) ฐานแสดงชื่อตรา และราคาผลิตภัณฑ์ยาสูบ และการแสดงการเป็นสถานที่ขายปลีก ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท มาตรา 36 วรรค 2  

“ปัญหาการลักลอบขายสินค้าผลิตภัณฑ์ยายาสูบออนไลน์หรือร้านค้าเถื่อน เป็นหนึ่งในปัญหาที่รัฐบาลมุ่งแก้ไขบังคับใช้กฎหมายอย่างชัดเจนในการปราบปราม สืบสวน ทั้งผู้ขายและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการนำเข้าอย่างไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งร้านค้าเถื่อน ไม่เพียงแต่เป็นตัวการสำคัญต่อปัญหาที่ทำลายร้านค้าเล็ก ๆ อื่น อย่าง ร้านโชห่วย แต่ยังเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติ ขอย้ำเตือนไปยังให้ร้านค้าและผู้ขายให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โปร่งใสและตรวจสอบ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยในการปฏิบัติตามกฎหมาย สอบถามได้ที่ กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค โทร. 0 2590 3852” นายอนุกูล กล่าว

ถามตอบ 7 ข้อ!ฉะ‘อิ๊งค์’ดื้อตาใสดันกม.กาสิโน ระวังหนักกว่า‘นิรโทษกรรม’สุดซอย

ถามตอบ 7 ข้อ!ฉะ‘อิ๊งค์’ดื้อตาใสดันกม.กาสิโน ระวังหนักกว่า‘นิรโทษกรรม’สุดซอย

ถามตอบ 7 ข้อ!ฉะ‘อิ๊งค์’ดื้อตาใสดันกม.กาสิโน ระวังหนักกว่า‘นิรโทษกรรม’สุดซอย

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.57 น.

ถามตอบ 7 ข้อ!ฉะ‘อิ๊งค์’ดื้อตาใสดันกม.กาสิโน ระวังหนักกว่า‘นิรโทษกรรม’สุดซอย

5 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง “โต้แย้งความเห็นของอุ๊งอิ๊ง เรื่องกาสิโน” ระบุว่า…

โต้แย้งความเห็นของอุ๊งอิ๊ง เรื่องกาสิโน

ผมได้ติดตาม นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จัดรายการ “โอกาสไทยกับนายกแพทองธาร” ตอนพิเศษ สร้างโอกาสในวิกฤต สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และนักลงทุน ได้พูดถึงโครงการสร้างสถานบันเทิงครบวงจร(Entertainment Complex ) ในหลายประเด็น ดูเหมือนนางสาวแพทองธาร จะมุ่งมั่นต้องการผลักดันให้เกิดผลสำเร็จให้ได้ โดยมีการพูดถึงข้อดีของสถานบันเทิงครบวงจรมากมาย

ซึ่งผมจะขออนุญาตให้คำตอบ และโต้แย้งความเห็นของนางสาวแพทองธาร ดังนี้

1.นางสาวแพทองธาร กล่าวถึงประเด็นการจัดทำสถานที่ท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่ไม่ต้องสนใจเรื่องโลว์ซีซันนั้น ว่า โครงการสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) เงินที่เข้ามาลงทุนในโครงการนี้ ไม่ใช่เงินรัฐบาลหรือภาษีของประชาชน

คำตอบ : เพราะรัฐบาลได้ให้สัมปทานกับเอกชน มาลงทุนในธุรกิจที่เป็นแหล่งอบายมุขเพื่อหวังผลกำไร ซึ่งใครๆก็อยากลงทุน ไม่จำเป็นต้องใช้เงินของรัฐ

2.การอ้างว่าเป็นเงินทุนจากภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งการลงทุนเหล่านี้จะทำให้รัฐสามารถเก็บภาษีได้เพิ่ม โดยรายได้จากภาษีจะมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นภายในโครงการ รวมถึงการใช้บริการในกาสิโนด้วย

คำตอบ : รัฐบาลหวังผลรายได้จากการเก็บภาษีเข้ารัฐ โดยไม่สนใจปัญหาทางสังคมที่จะเกิดขึ้นตามมา เมื่อประเมินผลแล้ว ไม่คุ้มกับความเสียหายทางสังคมที่เกิดขึ้นต่อคนในชาติ

3.การสร้าง Entertainment  Complex รัฐบาลจะทำตามโมเดลของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ก็ได้นำรูปแบบไปปรับใช้เช่นกัน  รัฐบาลไม่ต้องการให้โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นเพียงกาสิโนเท่านั้น 

คำตอบ : ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด มีความโปร่งใสสูงสุดในเอเชีย ซึ่งต่างกับประเทศไทย ที่มีปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย และปัญหาทุจริตคอรัปชั่นมากที่สุด

4.ต้องการพัฒนาให้เป็นพื้นที่สำหรับจัดงานอีเวนต์ สถานที่จัดคอนเสิร์ตในร่ม (Indoor) และโรงแรม เพราะปัจจุบันประเทศไทยยังขาดสถานที่จัดคอนเสิร์ตในร่มที่มีคุณภาพและสามารถรองรับผู้ชมจำนวนมากได้ 

คำตอบ : ถ้าหากภาคเอกชนไม่ลงทุนรัฐบาลก็สามารถลงทุนได้ เมื่อลงทุนแล้วเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหาร เหมือนกับโครงการรถไฟฟ้าและทางด่วน

5.การเปิดบ่อนกาสิโน  จะดำเนินการภายใต้มาตรฐานสากล ต้องเป็น ‘การพนันอย่างมีความรับผิดชอบ’ (Responsible Gambling) ซึ่งจะมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ระบบตรวจสอบประวัติผู้เล่นอย่างเข้มงวด รวมถึงตรวจสอบประวัติอาชญากรรม

คำตอบ : การพนันอย่างมีความรับผิดชอบ สามารถเกิดขึ้นได้ในหมู่คนไทยหรือไม่เพราะพื้นฐานของคนไทยขาดระเบียบวินัย และขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ใช้ระบบเส้นสายจนไม่สามารถตรวจสอบประวัติได้

6.Entertainment Complex สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชนในประเทศ

“ประเทศที่พัฒนาในหลายประเทศ ได้ปรับตัวเข้าสู่เทรนด์การสร้าง ‘Man-made Destination’ เช่น งาน World Expo จัดขึ้นที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหลังจบงานก็จะถูกพัฒนาให้กลายเป็น Entertainment Complex ในอนาคต หากประเทศไทยมีโครงการลักษณะนี้ ก็จะเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในประเทศ และช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนได้ตลอดทั้งปี”

คำตอบ : รัฐบาลสามารถสร้างโครงการทางเศรษฐกิจแบบเม็กกะโปรเจ็คได้ เป็นการสร้างงานให้ประชาชนได้เช่นเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีเรื่องการเปิดบ่อนกาสิโนมาเกี่ยวข้อง

7.นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ถ้าโครงการสร้างสถานบันเทิงครบวงจร ที่มีบ่อนกาสิโนรวมอยู่ด้วย ไม่สามารถผลักดันให้เป็นผลสำเร็จได้ ไม่อยากจะมานั่งเสียดายทีหลังว่า ประเทศไทยช้าไปแล้ว

คำตอบ : ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคนไม่ใช่เป็นของตระกูลชินวัตรเพียงตระกูลเดียวการกำหนดอนาคตของประเทศไทยในเรื่องเปิดบอลคาสิโนต้องเป็นความเห็นพ้องของคนไทยทั้งประเทศถ้ารัฐบาลต้องการคำตอบที่แท้จริงก็ควรจะจัดทำประชามติในเรื่องนี้

ผมเห็นว่าทั้งนางสาวแพทองธารและนายทักษิณ ต้องการที่จะผลักดันโครงการเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ให้สำเร็จให้ได้  โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านจากประชาชนทั่วประเทศ และพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค แต่ด้วยความเป็นคนที่มีอีโก้สูง ดื้อตาใส จึงไม่ยอมฟังเหตุผลใดๆ ให้รอดูว่าพลังต่อต้านการเปิดบ่อนกาสิโน จะมากกว่าการต่อต้านพรบ.นิรโทษกรรมสุดซอยเสียอีก

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ซัดอย่าสั่งในห้องแอร์ แนะทำงานเชิงรุก จชต. ประชาชนสำคัญสุด

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ซัดอย่าสั่งในห้องแอร์ แนะทำงานเชิงรุก จชต. ประชาชนสำคัญสุด

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ซัดอย่าสั่งในห้องแอร์ แนะทำงานเชิงรุก จชต. ประชาชนสำคัญสุด

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.03 น.

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ซัด ย่ามัวแต่สั่งอยู่ในห้องแอร์ อย่ามัวทำงานตั้งรับ ชี้ต้องทำงานเชิงรุก  อย่าห่วง อย่าเสียดายยานพาหนะที่อาจจะเสียหาย. ต้องรักษาชีวิตประชาชน 

วันที่ 5 พฤษภาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า อย่าสั่งในห้องแอร์ เห็นความรุนแรง ความสูญเสียทั้งชีวิตคน และข้าราชการในพื้นที่ จชต.อดไม่ได้ที่จะบ่น ครั้งหนึ่งที่รับราชการใน จชต. จำคำสั่งของนายทหาร ที่เก่งมากและได้เป็นรัฐมนตรีกลาโหม. ท่านสั่งนายทหารลูกน้องเก่าของท่านว่า. ชกท้องๆ. อย่ามัวแต่รำ

วันนี้. เป็นห่วงชีวิตประชาชน. ทั้งพุทธ มุสลิมและข้าราชการ. บรรดานายๆ อย่ามัวแต่สั่งอยู่ในห้องแอร์ อย่ามัวทำงานตั้งรับ. ต้องทำงานเชิงรุก  อย่าห่วง. อย่าเสียดายยานพาหนะที่อาจจะเสียหาย. ต้องรักษาชีวิตประชาชน และกำลังพล ปรับการทำงานเถอะ

‘ดร.ศุภชัย’ลั่นไทยควรสร้างสุขภาพเป็นคอมเพล็กซ์ ชี้กาสิโนสุ่มเสี่ยง-ขาดความน่าเชื่อถือด้านกฎมาย

'ดร.ศุภชัย'ลั่นไทยควรสร้างสุขภาพเป็นคอมเพล็กซ์ ชี้กาสิโนสุ่มเสี่ยง-ขาดความน่าเชื่อถือด้านกฎมาย

‘ดร.ศุภชัย’ลั่นไทยควรสร้างสุขภาพเป็นคอมเพล็กซ์ ชี้กาสิโนสุ่มเสี่ยง-ขาดความน่าเชื่อถือด้านกฎมาย

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.39 น.

‘ดร.ศุภชัย พาณิชภักดิ์’เสนอไทยจะสร้างคอมเพล็กซ์ใหญ่ ควรเป็นเรื่องสุขภาพที่กระจายไปทุกภูมิภาค เชื่อแกร่งกว่าาสิงคโปร์, อินเดีย, ญี่ปุ่น ชี้กาสิโนไทยไม่มีประสบการณ์และขาดความน่าเชื่อถือด้านบังคับใช้กฎหมาย

วันที่ 5 พฤษภาคม 2568 นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ศุภชัย พานิชภักดิ์ เสนอว่าถ้าไทยจะสร้างคอมเพล็กซ์ใหญ่ก็ควรเป็นเรื่องสุขภาพที่กระจายไปทุกภูมิภาค ประเทศไทยมีจุดแข็งครบถ้วนและสามารถเป็นผู้นำระดับโลกได้ อีกทั้งสามารถดึงการลงทุนเอกชนได้แน่นอน!

Wellness คืออนาคตโลก เราสามารถทำได้ดีกว่าสิงคโปร์, อินเดีย, ญี่ปุ่นและจะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไปถึงคนรุ่นต่อ ๆ ไป

Casino คือเรื่องที่มีความสุ่มเสี่ยง ไทยไม่มีประสบการณ์และขาดความน่าเชื่อถือด้านบังคับใช้กฎหมายพอที่จะทำได้อย่างสิงคโปร์

แล้วมามัวเชียร์ฉ่ำ ๆ เรื่องกาสิโนกันอยู่ทำไม? (อันหลังนี้ผมพูดเอง)

Suthichai Live 9.15 น.

มาถูกทางแล้ว…หรือเปล่า? เผยผลโพล 6 เดือน รัฐบาลแพทองธาร โหวต 30 บาทรักษาทุกที น่าพอใจสุด

มาถูกทางแล้ว...หรือเปล่า? เผยผลโพล 6 เดือน รัฐบาลแพทองธาร โหวต 30 บาทรักษาทุกที น่าพอใจสุด

มาถูกทางแล้ว…หรือเปล่า? เผยผลโพล 6 เดือน รัฐบาลแพทองธาร โหวต 30 บาทรักษาทุกที น่าพอใจสุด

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.11 น.

โพล 6 เดือน ผลงานนายกฯแพทองธาร ประชาชนชื่นชมว่ามาถูกทางแล้ว ชี้โหวตให้ “30 บาท รักษาทุกที่” นำโด่งที่คนพอใจมากสุด ตามติดด้วย “เงินหมื่น ลดค่าไฟ-พลังงาน และกระตุ้นการท่องเที่ยว และสมรสเท่าเทียม” ขณะที่ 5 อันดับ บริการทุกระดับประทับใจในภาครัฐ ไฟฟ้า น้ำประปา  ถนน การบริการสาธารณสุข และการจัดเก็บขยะครองใจประชาชนคนไทยทั่วประเทศ

วันที่ 5 พฤษภาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐบาล ครบ 6 เดือน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในครัวเรือนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปในทุกจังหวัดทั่วประเทศพบว่า ประเด็น ความพึงพอใจในนโยบาย/มาตรการ/โครงการของรัฐบาล ในระดับมากที่สุด-มาก ใน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.นโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ ร้อยละ 71.6  และ 2.โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินหมื่นร้อยละ 55.8 3.กฎหมายสมรสเท่าเทียม ร้อยละ 41.3    และ 4.การลดภาระ ค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้า -พลังงานแก่ประชาชน ร้อยละ 32.6 และ 5. การส่งเสริมการท่องเที่ยวร้อยละ 30.3

เมื่อพิจารณาความพึงพอใจต่อผลงานรัฐบาลจำแนกเป็นรายภาค พบว่า ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน)ยังมีสัดส่วนสูงที่ร้อยละ 40.1 รองมาคือ ภาคเหนือ ที่ร้อยละ 28.5 ภาคกลาง ร้อยละ 24.7 ภาคใต้ ร้อยละ 20.1 และกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 14.7 

และเมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มอายุพบว่าประชาชนในกลุ่มอายุตั้งแต่ 60ปีขึ้นไป มีความพึงพอใจพอใจฯ ในระดับมาก – มากที่สุดในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มอายุอื่น ร้อยละ 31.5

“ในส่วนของการให้บริการของภาครัฐ ยังพบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจต่อการให้บริการของภาครัฐในระดับมาก – มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ไฟฟ้าร้อยละ 66 น้ำประปา ร้อยละ 59.7  ถนนหนทาง ร้อยละ 55.1  การบริการสาธารณสุข ร้อยละ 52.2 และการจัดเก็บขยะมูลฝอย ร้อยละ 46.4

นายจิรายุ กล่าวต่อไป ว่าจากผลสำรวจพบเรื่องที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือเร่งด่วน 5 อันดับแรก ได้แก่ การควบคุมราคาสินค้าอุปโภค -บริโภคร้อยละ 86.7 รองลงมาได้แก่ ลดภาระค่าใช้จ่าย ด้านพลังงาน เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา น้ำมันเชื้อเชื้อเพลิง  อยากให้ทำต่อเนื่อง ร้อยละ 67.5 การแก้ปัญหายาเสพติด ร้อยละ 43.0  การแก้ปัญหาหนี้สิน ร้อยละ 35.5 และเพิ่มสวัสดิการเช่น เงินผู้มีรายได้น้อย การรักษาพยาบาลการศึกษา ร้อยละ 30.3  สำหรับในช่องทาง ที่ประชาชนสนใจติดตาม/รับรู้ฯมากที่สุดยังเป็นทางโทรทัศน์ ร้อยละ 68.4 รองลงมาได้แก่ สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ ติ๊กต๊อก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ร้อยละ 59.6 และญาติ/หรือคนรู้จัก ร้อยละ 16.9           

ทั้งนี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร เมื่อวันอังคารที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมาที่จังหวัดนครพนม สำนักงานสถิติ ได้รายงานความคืบหน้าในการดำเนินงานตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบาย และสั่งการไว้ในหลายประเด็น เช่น “โครงการคุณสู้ เราช่วย” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย โดยตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม2567-18 มีนาคม 2568 มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว 1.3 ล้านบัญชี การแก้ปัญหายาเสพติดใน “โครงการท่าวังผาโมเดล และธวัชบุรีโมเดล” มุ่งสู่จังหวัดสีขาว เพื่อค้นหาผู้เสพยาเสพติด (Re X-Ray) ดำเนินการ Re X-Ray ได้ 1,066,407 ราย (จากเป้าหมาย 4,112,206 ราย) (ข้อมูล ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568) ตลอดจนการจัดสวัสดิการสังคม เช่น การดำเนินโครงการบ้านเพื่อคนไทยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 250,033 ราย ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติการกู้สินเชื่อ (Pre-Approve) จำนวน 135,678 คน ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2568 และสามารถเข้าพักอาศัยได้ในปี 2570

‘ดร.อานนท์’ชวนจับตา! ‘นายกแพทยสภา’ลั่นกลางประชุม ต้องรักษาเกียรติยศ จรรยาบรรณวิชาชีพไว้ให้ได้

'ดร.อานนท์'ชวนจับตา! 'นายกแพทยสภา'ลั่นกลางประชุม ต้องรักษาเกียรติยศ จรรยาบรรณวิชาชีพไว้ให้ได้

‘ดร.อานนท์’ชวนจับตา! ‘นายกแพทยสภา’ลั่นกลางประชุม ต้องรักษาเกียรติยศ จรรยาบรรณวิชาชีพไว้ให้ได้

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.56 น.

‘ดร.อานนท์’ชวนจับตา! ‘นายกแพทยสภา’ลั่นกลางประชุม ต้องปกป้องรักษาเกียรติยศ  ศักดิ์ศรี จรรยาบรรณวิชาชีพไว้ให้ได้ 

วันที่ 28 มีนาคม 2568 ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  กรรมการแพทยสภาหนึ่งคนเล่าให้ฟังว่า นายกแพทยสภา ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง สมศรี เผ่าสวัสดิ์ แถลงกลางที่ประชุมแพทยสภาว่า ต้องปกป้องรักษาเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และจรรยาบรรณของวิชาชีพแพทย์ไว้ให้ได้ 
ขอให้อาจารย์ทำได้สำเร็จอย่างที่พูดไว้ ไม่เปลี่ยนแปลง รักษาสัจจะได้อย่างมั่นคง

ประเทศไทยอยู่ในมืออาจารย์สมศรีแล้วครับ 

ขอให้จับตาและให้กำลังใจอาจารย์ครับ

โปรดช่วยกันแชร์ออกไปให้ถึงชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจและที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาครับ

สมัยนั้นทำไมไม่ทำ! ‘สส.ภูเก็ต’ ซัด ‘อดีต รมว.คลัง’ ไร้วิสัยทัศน์เลอะเทอะ ไม่เข้าใจคนในพื้นที่

สมัยนั้นทำไมไม่ทำ! 'สส.ภูเก็ต' ซัด 'อดีต รมว.คลัง' ไร้วิสัยทัศน์เลอะเทอะ ไม่เข้าใจคนในพื้นที่

สมัยนั้นทำไมไม่ทำ! ‘สส.ภูเก็ต’ ซัด ‘อดีต รมว.คลัง’ ไร้วิสัยทัศน์เลอะเทอะ ไม่เข้าใจคนในพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.30 น.

‘ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล’สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซัด  ‘อดีต รมว.คลัง’ ไร้วิสัยทัศน์เลอะเทอะ ไม่เข้าใจคนในพื้นที่ ชี้ เคยเป็นอดีตรัฐมนตรี สมัยนั้น ทำไม ไม่ทำ 

วันที่ 5 พฤษภาคม 2568 นายฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล สส.ภูเก็ต เขต 3 พรรคประชาชน กล่าวตอบโต้กรณีนายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง โพสต์เฟซบุ๊กตำหนิภูเก็ตเมืองโทรมไม่สะอาดรถติดมากว่า

โดบระบุว่า  หลังจาก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij โพสท์ในเฟสบุ๊ก ว่า.. ผมไปภูเก็ตมา 2 วัน 1 คืน เป็นครั้งแรกที่กลับไปในรอบ 2 ปี ไปทีไรก็แฮปปี้ ชอบบรรยากาศของที่นี่
เที่ยวนี้ขอยืนยันว่า
1. รถโคตรติด กรุงเทพชิดซ้ายเลย จากสนามบินไปป่าตอง 1 ชม. 20 นาที – ในบ่ายวันหยุด! ทานข้าวเย็นในตัวเมือง ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงกว่า (ตอน 3 ทุ่ม!) เพื่อไปที่พักที่ป่าตอง
2. เมืองดูโทรม เส้นทางถนน ทางเดิน ร้านค้าริมทาง ดูโทรมมาก
3. หาดไม่สะอาดเหมือนแต่ก่อน
4. แต่ในแง่โอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่มีเมืองไหนในประเทศไทยที่สู้ได้
5. แรงงานบริการเป็นชาวต่างชาติเยอะมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาษาเขาดีกว่า
6. ชาวรัสเซียมีอิทธิพลกับเศรษฐกิจภูเก็ตมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมขอขอบคุณสำหรับคำติชมครับ และทุกปัญหาที่ว่ามา พวกเรา สส.ภูเก็ต รับทราบ และกำลังดำเนินการแก้ไข แต่ด้วยกลไกรัฐบาลที่ไร้ความใส่ใจ การแก้ปัญหาร่วมกันนั้น ทำให้บางปัญหา ไม่ได้รับการแก้ไข ตั้งกระทู้ไป ก็ไม่มาตอบ

และ ผมขอแลกเปลี่ยนประเด็นครับ ว่า หากมีข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์ ก็จะรับไว้เพื่อนำไปปรับปรุง แก้ไข แต่ มีแต่คำติ ผมก็ขอ แสดงความคิดเห็น ในมุมของคนในพื้นที่ครับ ว่า บางส่วนของความคิดเห็น ที่คุณกรณ์ เสนอนั้น ไม่เหมาะสม ในฐานะ อดีตขุนคลัง ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์

เช่นเรื่อง ให้เลิกคิด เรื่องรถไฟฟ้า แล้วให้ทำถนนแบบ Overpass และ การเพิ่มโรงพยาบาลเอกชน ที่ราคาไม่โหดเกินไป นั้น เป็นความคิดที่เลอะเทอะ ไม่เข้าใจคนในพื้นที่ :

ประการแรก : ไม่ใช่เพิ่มโรงพยาบาลเอกชน แต่ คือ การยกระดับมาตรฐาน โรงพยาบาลรัฐ ให้มีคุณภาพเทียบเท่าเอกชน ซึ่ง ในอดีตรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ก็ไม่เคยคิดที่จะแก้ไข

ประการต่อมา : การสร้างถนนยกระดับ (Overpass) แต่ แม้เรามีถนนยกระดับ สัก 3 ชั้น ก็แก้รถติดไม่ได้ครับ และ หากมีการก่อสร้างจริง ทั้งๆ ที่เราไม่มีการลดปริมาณรถยนต์ส่วนตัวลง จะเกิดปัญหาการจราจรอย่างหนัก เพราะภูเก็ต มีถนนเส้นหลัก เพียงเส้นเดียว อีก 2 เส้น ก็กำลังขยายเลนการจราจร หนึ่งในปัญหารถติด เพราะ เรามีรถยนต์ส่วนตัวมากเกินไป การเพิ่มขนส่งสาธารณะ จึงควรเป็นเรื่องหลักในการแก้ปัญหาการจราจรติดขัด มาห้ามคนภูเก็ต มีรถไฟฟ้านี่ อยากถามครับว่า ไม่อยากเห็นภูเก็ตพัฒนาเป็นเมืองระดับโลก ใช่ไหม ครับ?

ที่สำคัญที่สุด เรื่อง การกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนภูเก็ตเรียกร้อง มาตลอด ต้องไม่ใช่แค่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ แค่เลือกผู้ว่าฯ ได้เอง แต่หมายรวมถึง การแก้ไข ปรับปรุง กฎหมาย และโครงสร้างการกระจายอำนาจทั้งหมดครับ ไม่งั้น ก็จะเหมือน กรุงเทพ ที่สุดท้ายก็ติดล็อกในข้อกฎหมายอยู่ดี และ เสียดายครับ รัฐบาลที่ผ่านๆมา ชอบพูดสวยหรู เรื่อง กระจายอำนาจ เรื่องภูเก็ตจัดการตนเอง แต่พอมีอำนาจ เรื่องนี้ก็ไม่เคยนำมาแก้ไขให้สำเร็จ ท่าน เคยเป็นอดีตรัฐมนตรี คงเล่าให้ฟังได้ว่า สมัยนั้น ทำไม ไม่ทำ 

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘พรรคเพื่อไทย’…ต้องถามใจ’พรรคร่วมรัฐบาล’

แนวหน้าวิเคราะห์ : 'พรรคเพื่อไทย'...ต้องถามใจ'พรรคร่วมรัฐบาล'

แนวหน้าวิเคราะห์ : ‘พรรคเพื่อไทย’…ต้องถามใจ’พรรคร่วมรัฐบาล’

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.00 น.

กระแสการเมืองคงจะรุ่มร้อนยิ่งขึ้นไปอีกหลัง “สรวงศ์ เทียนทอง” รมว.ท่องเที่ยว และกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกมาประกาศชัดว่า เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาฯ จะเดินหน้าผลักดันร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เต็มสูบ เพราะกฎหมายรอการพิจารณาอยู่แล้ว คาดว่าก่อนเปิดสมัยประชุมสภาฯ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คงจะเชิญพรรคร่วมมาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้กันอีกครั้ง

โดยสรวงศ์บอกว่าก่อนหน้านี้ สส.ของพรรคเพื่อไทยได้รับมอบหมายจาก น.ส.แพทองธาร ให้เร่งลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน และอ้างว่า ได้รับเสียงที่สะท้อนกลับมาว่าประชาชนไม่ได้คัดค้าน เพราะเราได้ชี้แจงชัดเจนว่าเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไม่ใช่กาสิโนเหมือนที่มีบางกลุ่มพยายามโจมตี แต่เป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่จะดึงนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศ อันจะทำให้เกิดการพัฒนาตามมา

สอดคล้องกับ “อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด” สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ยืนยันว่า ประชาชนในแต่ละพื้นที่ มีสัญญาณตอบรับที่ดีอย่างชัดเจน หลังฟังการอธิบายเนื้อหาของเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ว่า เป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศ สร้างเศรษฐกิจและการจ้างงานมหาศาล สัดส่วนการใช้พื้นที่ 90% เป็นศูนย์การประชุมนานาชาติขนาดใหญ่ สวนสนุกระดับโลก สนามกีฬา คอนเสิร์ตฮอลล์ขนาดใหญ่ ส่วนกาสิโนมีสัดส่วนเล็กน้อยเพียง 10% เท่านั้น

ได้ฟังข้อมูลจากปากคนเพื่อไทยทั้งคู่ ก็เกือบจะเคลิ้มตามอยู่แล้ว แต่ก็เกิดคำถามขึ้นมาซะก่อนว่า แล้วพรรคเพื่อไทยไปสำรวจความคิดเห็นประชาชนมาจากไหน ซึ่งก็เข้าใจกันได้ ในทางการเมืองมันต้องทำแบบนี้ แต่พรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นด้วยหรือไม่ ยังไม่มีใครรู้

ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุชัดว่า ตามหลักศาสนาอิสลาม เรื่องนี้หมายถึงเป็นการทำบาป คนทำบาปก็เหมือนคนที่ไม่ปฏิบัติตามหลักของศาสนา หรือผิดศีล ส่วนจะเป็นประเด็นที่สร้างรอยร้าวให้กับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องหารือกันเอง

ก่อนหน้านั้น พรรคประชาชาติ ก็ได้ออกแถลงการณ์ แสดงจุดยืน ไม่รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.กฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร โดยระบุว่า เนื่องจากเนื้อหาขัดคำสอนศาสนา และส่งผลกระทบเชิงลบต่อสังคมทั้งทางวัฒนธรรม และศีลธรรม

ส่วนท่าทีของพรรคภูมิใจไทย ดูแล้วน่ากังวลสำหรับพรรคเพื่อไทยไม่น้อย จากการที่ ไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ลูกชายคนโตของ เนวิน ชิดชอบ และกรุณา ชิดชอบ ลุกขึ้นประกาศกลางสภาฯ ว่า “จะไม่มีวันเห็นด้วยกับกาสิโน” จนเกิดแรงกระเพื่อมหนัก ร้อนถึง อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถึงกับขนลุกซู่ ต้องรีบออกมาแก้ต่างอย่างทันควันว่า เป็นความเห็นส่วนตัวของไชยชนก ไม่ใช่มติของพรรค

กระนั้นก็ตาม เรื่องนี้ก็ต้องรู้ว่า ระหว่าง“เสี่ยหนู”กับ“ครูใหญ่เนวิน” ใครใหญ่กว่าใคร

หันไปดูทางพรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” หัวหน้าพรรค ประกาศว่า ถ้าเรื่องนี้จะมีการเดินหน้าผลักดันเข้าสภาฯ ก็จะนำเข้าทำการหารือในที่ประชุมพรรค ซึ่งก็เป็นไปตามสไตล์ของประชาธิปัตย์ยุคใหม่ที่ถนัด“แทงกั๊ก”ลูกเดียว

ด้าน “วราวุธ ศิลปอาชา” รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ชัดเจนว่าไม่ชอบการเป็นฝ่ายค้าน บอกว่า เรื่องเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์มีทั้งข้อดีและข้อด้อย โดยในมุมของ พม. จะเป็นแหล่งสร้างงานให้กับกลุ่มเปราะบาง ทั้ง คนพิการ ที่ปัจจุบันมีเกือบ 4 ล้านคน ผู้สูงอายุ  ที่มีเกือบ 14 ล้านคน หากกลุ่มคนดังกล่าวมีรายได้ของตนเองจะแบ่งเบา และ ลดการพึ่งพาสวัสดิการของรัฐบาล

ส่วนคนนี้ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็มีท่าทีโอนอ่อนผ่อนตามพรรคแกนนำรัฐบาล โดยระบุถึงจุดยืนของพรรคต่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวว่า “อะไรที่ไม่ผิดกฎหมาย เราก็ไม่มีปัญหา” และว่า “ก็เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และมีประเด็นที่เราเคยให้ปรับปรุง เขาก็แก้ไขปรับปรุงแล้ว ดังนั้นเราก็พอรับได้”

งานนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปถึงสวรรค์หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับ “เทวดาชั้น 14” จะเป็นผู้ชี้ขาด แต่ที่ประมาทไม่ได้เลยก็คือ การชุมนุมของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และกลุ่มแนวร่วม ที่รวมพลังคัดค้านกาสิโนอย่างแข็งขัน จริงจัง และต่อเนื่อง รวมทั้งกระแสต่อต้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ที่กระจายวงออกไปอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากองค์กรต่างๆ ที่มีแถลงการณ์คัดค้านอย่างชัดเจน

หากรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยเดินหมากกระดานนี้พลาดไป ก็มีสิทธิ์ถึงขึ้นเจ็บหนักได้เลยทีเดียว

ทีมข่าวแนวหน้า