คปท.จ่อบุกหน้าสถานทูตมาเลเซีย ร้อง ‘อันวาร์’ ปลด ‘ทักษิณ’ พ้นที่ปรึกษา ปธ.อาเซียน

คปท.จ่อบุกหน้าสถานทูตมาเลเซีย ร้อง ‘อันวาร์’ ปลด ‘ทักษิณ’ พ้นที่ปรึกษา ปธ.อาเซียน

คปท.จ่อบุกหน้าสถานทูตมาเลเซีย ร้อง ‘อันวาร์’ ปลด ‘ทักษิณ’ พ้นที่ปรึกษา ปธ.อาเซียน

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.49 น.

อย่าให้เหนือกระบวนการยุติธรรมไทย! คปท.ม็อบเตรียมบุกหน้าสถานทูตมาเลเซีย ร้อง ‘อันวาร์’ ปลด ‘ทักษิณ’ พ้นที่ปรึกษา ปธ.อาเซียน

วันที่ 5 พฤษภาคม 2568นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “อย่าให้เหนือกระบวนการยุติธรรมไทย” ระบุว่า  หลังศาลฎีกาฯ ออกมาไต่สวนกรณีการบังคับโทษตามคำสั่งศาลหรือไม่   ทักษิณ ชินวัตร สถานะส่วนตัวต้องเปลี่ยนไปทันที   จะไป สทร.กับทุกเรื่องคงไม่ได้ ไม่เหมาะ และ ไม่สมควร ที่สำคัญ ตำแหน่งที่นายอันวาร์ อิบราฮิม  ประธานอาเซียนมอบให้เป็นที่ปรึกษาก็ต้องทบทวน   

ทักษิณ ชินวัตร สถานะในกระบวนการยุติธรรมไทยตอนนี้ เป็นทั้งจำเลยฐานความผิด ม.112 และ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่ศาลฎีกาฯยกมาไต่สวนเอง  ด้วยสถานะทางกฎหมายของไทย 2 อย่าง เป็นเรื่องทางกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยทั้งสิ้น

ดังนั้นมันต้องถึงเวลาที่ นายอันวาร์ อิบราฮีม นายกมาเลเชีย และ ประธานอาเชียน คงต้องเคารพกระบวนการยุติธรรมเมืองไทย ด้วยการทบทวนการตั้ง นายทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษา เพราะบทบาทที่ปรึกษานี้ นายทักษิณ ชินวัตร ได้เคยอ้างศาลเดินทางออกนอกประเทศมาแล้ว  และต่อไปในอนาคตตำแหน่งที่ปรึกษาประธานอาเชียนอาจจะกลายเป็นใบเบิกทางให้ ทักษิณ ชินวัตร  อ้างออกนอกประเทศได้โดยไม่ยอมติดคุก ถึงวันนั้น  นายอันวาร์ อิบราฮีม  จะรับผิดชอบต่อกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างไร

เดี๋ยว  คปท.จะไปสถานทูตมาเลเชียเพื่อให้นายกฯมาเลเชียในฐานะประธานอาเชียนทบทวนเรื่องนี้

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นทุติยจุลจอมเกล้า ‘คุณหญิงปราณี อุ่นพรม’

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นทุติยจุลจอมเกล้า ‘คุณหญิงปราณี อุ่นพรม’

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.34 น.

วันที่ 5 พฤษภาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ชั้น ทุติยจุลจอมเกล้า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ชั้น ทุติยจุลจอมเกล้า แก่ คุณหญิงปราณี อุ่นพรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2568 

ประกาศ ณ วันที่ 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

ไม่เสียดินแดน ถอนทหาร‘ตาเมือนธม’ ‘อ้วน’ชี้ทำตามMOU43

ไม่เสียดินแดน  ถอนทหาร‘ตาเมือนธม’  ‘อ้วน’ชี้ทำตามMOU43

ไม่เสียดินแดน ถอนทหาร‘ตาเมือนธม’ ‘อ้วน’ชี้ทำตามMOU43

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ภูมิธรรม” ยันปมถอยทหารจากปราสาทตาเมือนธม แค่ทำตาม MOU43 ของเก่า ไม่ทำไทยเสียดินแดน วอนหยุดปล่อยข่าว หวังขย่มรัฐบาล ชี้เจรจาจีบีซีโปร่งใส มีทหารไทย-กัมพูชาเป็นพยานเพียบ

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีนักวิชาการออกมาระบุว่า นายภูมิธรรมมีคำสั่งให้ทหารถอยจากปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ จึงกลัวว่าประเทศไทยเสียดินแดนนั้นล่าสุด ว่า ในช่วงที่มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย–กัมพูชา (จีบีซี) ได้มีการหารือกันกับ พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รองนายกฯ และรมว.กลาโหมราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพของกัมพูชาทั้งหมด โดยฝ่ายไทยมีตนนำทีม รมช.กลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ ตัวแทนเหล่าทัพจาก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ เข้าร่วมด้วย เป็นการพูดคุยกันต่อหน้า ไม่มีอะไรผิดเพี้ยน  ทุกคนเป็นพยานได้  

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีการหารือแบบ 2 คน (ฟอร์-อายส์) ซึ่งเป็นการพูดคุยแบบ 1 + 2 กับรองนายกฯ ฝั่งกัมพูชา มีนายทหารติดตามรองนายกฯ กัมพูชา ร่วมรับฟังพร้อมจดรายละเอียดการหารือ อีกทั้งทางฝ่ายไทยประกอบด้วย รมว.กลาโหม  รมช.กลาโหม และ ปลัดกระทรวงกลาโหม  แต่ในภายหลังเปลี่ยนเป็นการหารือแบบ 1 + 1 จึงมีเพียงตนเอง และ รมช.กลาโหม ที่เข้าร่วมพูดคุย เพราะมีความอาวุโสมากกว่า จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่า ตนเองไม่ได้มีเจตนาปกปิดซ่อนเร้น และยืนยันไม่มีการพูดคุยส่วนตัว  ส่วนเนื้อหาการหารือ ได้ตกลงกันให้กลับไปใช้บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการจัดทำหลักเขตแดนทางบก ปี 2543 (เอ็มโอยู 2543)  ซึ่งเอ็มโอยู 2543 มีการปักปัน และยังมีเขตแดนที่เป็นเขตโน-แมนส์-แลนด์ ที่ยังไม่มีข้อยุติ โดยทางกองทัพขอให้ใช้เอ็มโอยู 2543 เป็นภาพรวม 

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในที่ประชุมจีบีซียังได้หารือให้ถอยทหารตามเอ็มโอยู 2543 และตามข้อตกลงในปี 2562ที่เคยมีการสรุปกันแล้ว ทุกอย่างให้กลับไปสู่จุดนั้น ซึ่งจะมีการหารือรายละเอียดอีกครั้ง โดยผู้บัญชาการทหารบกรับไปดำเนินการ

“ซึ่งคำว่าถอยทหารไม่ได้บอกว่าให้ถอยออกจากจุดที่เราอยู่ทั้งหมด  แต่ว่าที่มารุกรานทีหลังที่มีการขยับเข้ามาให้ถอยกลับไป บนปราสาทตาเมือนธมก็เป็นที่ที่เรายืนอยู่แล้ว ปกป้องดูแลอยู่แล้ว  ก็ยังอยู่เหมือนเดิม อนุญาตให้ขึ้นมา ก็ยังอนุญาตให้ได้เหมือนเดิม แต่ตกลงกันว่าจะไปคุยกันในรายละเอียดกันเมื่อไหร่ อย่างไร ให้คุยกัน มีแค่นี้ และตอนนี้แม่ทัพภาคที่ 2 ขึ้นไปตรึงในพื้นที่ที่เขารุกล้ำทหารขึ้นมา ซึ่งก็เป็นปกติที่เราได้ตกลงกันไว้ เราก็ยึดอยู่ในแผ่นดินเรา และปราสาทตาเมือนธม ก็เป็นไปตามข้อตกลงทั้งหมด ยืนยันว่าไม่ได้เอาที่ดินไปขายให้ต่างชาติ และทหารไม่ยอมขึ้นมาปกป้อง มันไม่ใช่ ทหารรับคำสั่งตัวเองชัดเจนอยู่แล้ว เขาก็ดำเนินการตาม ผบ.ทบ. ก็เข้าใจแบบนี้ ผบ.ทสส. ก็เข้าใจ” นายภูมิธรรม กล่าวและย้ำว่า ข่าวที่นำเสนอผิดไปจากข้อเท็จจริง แม่ทัพภาคที่2ได้ชี้แจงไปแล้ว แต่หนังสือพิมพ์ต่างๆยังไปออกข่าวโหมโรง ส่วนสาเหตุที่มีข่าวออกมาแบบนี้ ส่วนตัวไม่ทราบ แต่ดูเหมือนว่า มีอะไรที่พยายามจะขย่มรัฐบาล

นายกฯรับไม่ได้สอบเหตุตึกสตง.ถล่มไร้คำตอบ

นายกฯรับไม่ได้สอบเหตุตึกสตง.ถล่มไร้คำตอบ

นายกฯรับไม่ได้สอบเหตุตึกสตง.ถล่มไร้คำตอบ

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯรับไม่ได้ สอบเหตุตึกสตง.ถล่มไร้คำตอบ ลั่น‘ออกแบบผิดก็คือผิด’ รบ.พร้อมรับมือถ้าเกิดซ้ำ

นายกฯรับไม่ได้ถ้าไม่มีคำตอบตึก สตง.ถล่ม จี้ตำรวจ-ดีเอสไอ ในกระบวนการหากมีความผิด ตั้งแต่การอนุมัติ-อนุญาต-ออกแบบ ถ้าผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี อยากให้มีมาตรฐานที่ดีของประเทศ และตึกที่สร้างใน กทม.ด้วยข้อจำกัดของกฎต้องสามารถรองรับแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นได้ ยันรัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือ หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกกทม.ปรับยอดผู้ประสบภัยตึก สตง.ถล่ม 109 คน ค้นหาผู้สูญหาย 14 คน

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “โอกาสไทยกับนายกฯแพทองธาร” ถึงการรับมือแผ่นดินไหวครั้งแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมาว่า หลังตนทราบเรื่องสั่งเรียกประชุมด่วน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว ผ่าน Zoom กับผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าและได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ต้องยอมรับว่าไทยยังไม่เคยรับมือกับสถานการณ์แผ่นดินไหวอย่างจริงจังมาก่อน จึงต้องให้ความรู้ในการรับมือกับสถานการณ์ ขณะเกิดสถานการณ์แผ่นดินไหวก็ประสานงานกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารและส่วนราชการสำคัญที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงมหาดไทยและกองทัพ พร้อมสั่งกองทัพ อำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน โดยเร่งนำประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง เรื่องอำนวยการก็มอบให้กรุงเทพมหานครเป็นส่วนหน้าขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย เร่งดำเนินการ

รับไม่ได้ถ้าไม่มีคำตอบเหตุตึกสตง.ถล่ม

นายกฯกล่าวต่อว่า วันต่อมาตนเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมถึงการส่ง smsแจ้งเตือนภัย ซึ่งวันเกิดเหตุแผ่นดินไหว smsไม่สามารถส่งแจ้งเตือนประชาชน จากการทดลอง สามารถส่ง smsได้แค่ 1,000 หมายเลขเท่านั้น แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง smsจะส่งถึงประชาชน เป็นเรื่องที่ต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน โดยให้บูรณาการการทำงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการ กระบวนการ พร้อมออกแบบข้อความ รวมถึงข้อปฏิบัติหากเกิดแผ่นดินไหว หรือเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ขึ้น จำเป็นต้องทบทวนใหม่ทั้งหมด ทำให้ง่ายที่สุด เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด หากเกิดเหตุคับขัน สามารถส่งข้อความฉุกเฉิน ต้องเป็นข้อความที่มีประโยชน์ ถูกต้อง และทันที ผ่านทาง Cell Broadcast ไปยังมือถือของประชาชนในพื้นที่ที่กำหนด ไม่ใช่แจ้งเตือนแผ่นดินไหวเท่านั้น ยังใช้สถานการณ์น้ำท่วม หรือเหตุความไม่สงบด้วย ส่งครั้งเดียว สามารถกระจายไปถึงประชาชนได้ทีละหลายล้านคน

นายกฯยังกล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงกรณีตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มว่า สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการหาความเท็จจริง โดยหารือกับกรมโยธาธิการและผังเมืองว่า จะทราบคำตอบที่แท้จริงเหตุผลของเหตุการณ์ตึกถล่มได้อย่างไร ซึ่งต้องมีการจำลองเหตุการณ์จาก 4 สถาบันร่วมกับกรมโยธาธิการฯ นำข้อมูลจากการทดลองมาเปรียบเทียบข้อมูล เพื่อหาข้อมูลที่แท้จริงถึงสาเหตุ ตึกเดียวถล่ม มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ทั้งหมดจะต้องใช้เวลาประมาณ 90 วัน สำหรับตนเองรู้สึกว่าใช้เวลานานในการหาคำตอบ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ตนรับไม่ได้หากจะไม่มีคำตอบ ซึ่งได้ติดตามอย่างใกล้ชิด ได้กำชับกับตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ว่า ถ้าในกระบวนการหากมีความผิดตั้งแต่การอนุมัติ การอนุญาต และการถูกออกแบบขึ้นมา ถ้าผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี ยังไม่ต้องพูดเรื่องตึกถล่ม และตึกอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ได้ตรวจสอบเช่นกัน อยากให้มีมาตรฐานที่ดีของประเทศ และตึกที่สร้างใน กทม.ด้วยข้อจำกัดของกฎต้องสามารถรองรับแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นได้

โวรบ.วางระบบรับมือเสร็จแล้ว

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่หลังจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม ญาติของผู้สูญหายชาวเมียนมา เข้ามาบอกว่า “ช่วยด้วย” เขากังวลว่าคนในครอบครัวหายไปในประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศของเขา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ตนเองบอกว่า รัฐบาลจะช่วยอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นคนเมียนมา หรือคนไทย เพราะทุกคนคือคน ต้องช่วยกันสุดความสามารถอย่างเต็มที่ โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้รับผิดชอบอยู่หน้างาน การค้นหาผู้สูญหายยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ พบจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น ทุกคนพยายามเคลียร์ไซต์งานให้หมด คาดว่าใกล้จะเสร็จแล้วไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ พยายามทำอย่างเต็มที่เพื่อให้ญาติผู้เสียชีวิตนำร่างกลับไปทำพิธีที่ตามที่นับถือหรือศรัทธาต่อไป

“หากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวอีกครั้ง ซึ่งไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ แต่ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้ รัฐบาลได้รองรับไว้หมดแล้วว่าจะทำอย่างไร ประชาชนต้องปฏิบัติตัวอย่างไร โดยมีขั้นตอนการแจ้งเหตุ ขั้นตอนในการเอาตัวรอดรักษาชีวิต รัฐบาลเตรียมพร้อมทั้งหมด ทุกระบบถูกจัดการถูกวางแผนไว้อย่างดีและรัดกุม” น.ส.แพทองธาร กล่าว

รื้อซากตึกคืบหน้า-กทม.เร่งเปิดพื้นที่โซนซี

ด้านนายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถเปิดพื้นที่โซน D ได้ทั้งหมดแล้ว คงเหลือพื้นที่โซน C จุด C2 และ C3 ซึ่งติดกับอาคารจอดรถ โดยเป็นจุดที่คาดว่า มีผู้ประสบเหตุจะวิ่งลงบันไดหนีไฟมาตรงจุดดังกล่าว เพื่อไปทางอาคารจอดรถด้านหลัง จึงเป็นจุดที่คาดว่า อาจเจอร่างของผู้สูญหายเพิ่มเติม ขณะนี้พื้นชั้น 1 บริเวณดังกล่าวได้ยุบลงไปถึงชั้นล่างหรือชั้นใต้ดินประมาณ 50 ซม. เจ้าหน้าที่เปิดพื้นที่จุดดังกล่าวได้ถึงชั้นใต้ดิน ส่วนการดำเนินงานบริเวณปล่องลิฟต์ของอาคาร เบื้องต้น มีบางส่วนที่เจ้าหน้าที่ขอให้คงสภาพเดิมไว้เพื่อเข้าเก็บหลักฐานเพิ่มเติม แต่บริเวณอื่นเช่น โถงบันไดระหว่างลิฟต์ด้านหน้าและลิฟต์ด้านหลัง เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการเปิดพื้นที่ต่อเนื่อง

ขณะที่โซน D4 ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่พบโพรงเมื่อเข้าไปจะเจอพื้นที่ว่าง พบคราบน้ำเหลืองและแมลงวัน จึงเป็นอีกหนึ่งจุดที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเปิดซากอาคารออกให้ถึงชั้นใต้ดิน เนื่องจากอาจเป็นจุดที่พบผู้ติดค้างเพิ่มเติมเช่นกัน และหากสามารถดำเนินการอย่างไม่มีอุปสรรค เชื่อว่า จะเปิดพื้นที่ถึงพื้นชั้นล่างของโซน C ทั้งหมด

นายสุริยชัยกล่าวต่อว่า ปัจจุบันยังมีรถแบกโฮหัวเจาะที่ยังทำงาน 6 ตัว ซึ่งทั้ง 6 ตัวอยู่ในแผนการทำงานทั้งหมด หากมีตัวใดตัวหนึ่งเสียก็อาจกระทบการทำงานบางจุด อาจทำให้เสียเวลาบ้าง ส่วนเหล็กที่พบขณะนี้ ต้องยอมรับว่า ที่บริเวณชั้นใต้ดินจะมีเสา และเสาแต่ละต้นมีสภาพเป็นตอที่มีสมบูรณ์และหนามาก การจะเจาะกระแทกจึงต้องใช้กำลังเครื่องจักรที่หนักขึ้น ใช้เวลานานขึ้น แต่ภาพรวมถือว่าการทำงานคืบหน้า

ปรับยอดผู้ประสบภัยเป็น109คน-หาย14

ขณะที่รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยความคืบหน้าการติดตาม ผู้สูญหายจากเหตุตึก สตง.ถล่มว่า หลังกรุงเทพมหานครร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติสรุปข้อมูลจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้สูญหาย ได้ข้อมูลว่าต้องปรับตัวเลขให้ตรงกัน

รศ.ทวิดา ระบุว่าจากข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้กรุงเทพมหานครต้องปรับตัวเลขอย่างเป็นทางการในการแจ้งข้อมูลจากเดิม โดยข้อมูลปัจจุบันวันที่ 4 พฤษภาคม เวลา 12.00 น. พบมีผู้ประสบเหตุทั้งหมด 109 คน จากยอดเดิม 103 คน จำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 86 คน ผู้บาดเจ็บ 9 คน อยู่ระหว่างการติดตามอีก 14 คนจากยอดเดิม 8 คน

พิสูจน์อัตลักษณ์ได้แล้ว63

พ.ต.อ.หญิง วันเพ็ญ ด้วงปั้น ผู้กำกับการกลุ่มงานพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจเปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีญาติผู้สูญหายเดินทางเข้าแจ้งข้อมูลทั้งหมด 99 คน และล่าสุดมีญาติเดินทางเข้ามาแจ้งเพิ่มเติมอีกหนึ่งคนทำให้ยอดผู้สูญหายที่ผ่านมามีทั้งหมดรวม 100 คน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานสามารถนำร่างผู้สูญหายออกมาได้แล้ว 86 คน จำนวนนี้พิสูจน์อัตลักษณ์ ได้ 63 คน ที่เหลืออยู่ระหว่างเร่งตรวจพิสูจน์ คาดว่าสัปดาห์นี้จะมีความชัดเจนมากขึ้น สำหรับชิ้นส่วนอื่นๆ ที่พบขณะนี้มีประมาณกว่า 20 ชิ้นส่วน เบื้องต้นอยู่ระหว่างรอการตรวจพิสูจน์เช่นกัน สำหรับผู้เสียชีวิต 63 คนที่ได้รับการยืนยัน พบมีสัญชาติไทย 46 คน เมียนมา 15 กัมพูชา 1 คน และลาว 1 คน

โวยการเมืองตีฉ่ำ ‘อิ๊งค์’แจงปมพรบ.กาสิโนไม่อยากให้ปท.เสียโอกาส

โวยการเมืองตีฉ่ำ  ‘อิ๊งค์’แจงปมพรบ.กาสิโนไม่อยากให้ปท.เสียโอกาส

โวยการเมืองตีฉ่ำ ‘อิ๊งค์’แจงปมพรบ.กาสิโนไม่อยากให้ปท.เสียโอกาส

วันจันทร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯชี้เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ใช้โมเดลสิงคโปร์ โวยการเมืองโจมตีฉ่ำ ทำเข้าใจผิด ยันไม่เน้นกาสิโน ย้ำคนรวยเท่านั้นที่เข้าเล่นพนัน ได้ ขณะที่ “เทพไท” ฟันเปรี้ยงสภาฯ คว่ำร่าง ก.ม.กาสิโน เตือนรัฐบาลดันทุรัง ปลายทางคือ ยุบสภา-ลาออก ท้าทำประชามติ ถามความเห็นประชาชนได้ข้อยุติ-อธิบายได้ 

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT เผยแพร่เทป น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ ‘โอกาสไทยกับนายกฯ แพทองธาร’ถึงเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ว่าเงินใหม่ที่เข้ามา ประการแรกเงินนี้ไม่ใช้เงินจากรัฐบาล ไม่ใช่เงินจากภาษีพี่น้องประชาชน แต่เป็นเงินของเอกชนที่จะมาลงทุนก้อนใหญ่ในประเทศเรา เงินลงทุนของต่างชาติที่จะมาลงทุน เหล่านี้ทำให้รัฐสามารถเก็บภาษีได้เพิ่ม และเงินเหล่านี้ที่เข้ามาจะเอามาหมุนเวียนการเก็บภาษีคนที่เล่นกาสิโน

น.ส.แพทองธาร กล่าวต่อว่า การสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เราจะทำตามโมเดลสิงคโปร์ เราไม่อยากมองเป็นมุมว่าเราจะทำเป็นสถานที่กาสิโน โดยเน้นย้ำเฉพาะกาสิโนเท่านั้น เราอยากทำเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ให้มีสถานที่จัดงาน จัดคอนเสิร์ต มีโรงแรม และกาสิโนมีมาตรฐานสากลโลกอยู่แล้ว มันต้องเป็น Gamble responsibly (การพนันอย่างมีความรับผิดชอบ) มีกฎเกณฑ์ มีขั้นตอน ไม่ใช่เอะอะใครคิดว่าวันนี้ฉันอยากถูกรางวัลที่ 1 เดินเข้าไปแล้วได้ 30 ล้านบาท เดินออกมา มันไม่ใช่ ต้องเข้าไปอย่างที่เราสามารถเช็คประวัติได้ รู้ว่าใครเป็นใคร มีประวัติอาชญากรรมหรือไม่ ต้องทราบหมดของทุกประเทศทั่วโลก

“คนที่เข้ามาประวัติต้องมีทรัพย์สินต้องมี แต่ต้องสื่อสารกัน บางทีประเด็นการเมืองมันเข้มข้น แล้วอยากจะตีเรื่องนี้ให้ฉ่ำๆ ไปเลยให้มันถูกเข้าใจผิดไปเลยว่าต้องเกิดอบายมุขสุดๆแน่ที่ประเทศไทย ซึ่งมันไม่ใช่ อย่างประเทศที่เขาพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เขาเข้าเทรนด์โลกตรงนี้หมดแล้ว เพราะเขาต้องการ man made (สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น) ต้องเกิดขึ้น เราไม่อยากมานั่งเสียดายทีหลังว่าประเทศไทยช้าไปอีกแล้ว” นายกฯ กล่าว

น.ส.แพทองธาร กล่าวอีกว่า คิดว่าคนไทยหลายคนน่าจะได้ไปงานเวิลด์เอ็กซ์โปที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เกาะนั้นที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่ หลังจากเวิลด์เอ็กซ์โปจบเขาก็เคลียร์หมดแล้วทำตรงนั้นเป็นเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ นี่คือ man made ที่จะเกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น ในปี 2030 ที่เราไปเห็นของเมืองนอกแล้วบอกว่าเมื่อไหร่ประเทศเราจะมีทำไมบ้านเราไม่เห็นมีบ้างเลย นี่คือโอกาสของเรา คือสิ่งที่เราจะสร้างให้เกิดขึ้น ทั้งหมดคือการจ้างงานคนไทยทั้งหมด การท่องเที่ยวประเทศไทยจะไม่มีคำว่าโลว์ซีซั่น

ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก“เทพไท–คุยการเมือง” เรื่อง “กาสิโนเดินหน้าไป ถ้ามั่นใจคนไทยเอาด้วย” ว่ากาสิโนเดินหน้าไป ถ้ามั่นใจคนไทยเอาด้วย หลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้สส.พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ในช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ปรากฏว่ามีแกนนำและสส.พรรคเพื่อไทยหลายคน ออกมาบอกว่าจากการลงพื้นที่พบสัญญาณที่ดี ประชาชนตอบรับการสร้างสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ และได้พยามทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องกาสิโนว่ามีเพียง 10% เท่านั้น

นายเทพไท ระบุว่า อยากจะเรียนให้สส.พรรคเพื่อไทยได้ทราบว่าการไปพบประชาชน ไปให้ข้อมูลกับประชาชน เป็นการสื่อสารเพียงฝ่ายเดียว คือการพยายามพูดแบบโน้มน้าวจิตใจประชาชน และให้ข้อมูลด้านดีเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ แต่ว่าถ้าดูจากผลการสำรวจของสำนักโพลต่างๆ จะเห็นได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างสถานบันเทิงครบวงจรที่มีบ่อนกาสิโนอยู่ด้วย ถึงแม้จะอ้างว่าจะมีเพียง 10% ของสถานบันเทิงครบวงจรเท่านั้น แต่10% นี้คือหัวใจของสถานบันเทิงครบวงจร ถ้าไม่มีกาสิโน ก็ไม่มีนักลงทุนคนไหนกล้าลงทุน แสดงให้เห็นว่าสัดส่วน 10% นี้คือส่วนที่ทำรายได้สูงสุด เป็นกำไร และเป็นแรงจูงใจของนักลงทุน ถ้ารัฐบาลมั่นใจว่าโครงการสร้างสถานบันเทิงครบวงจร เป็นโครงการที่ดี สส.พรรคเพื่อไทยไปทำความเข้าใจกับประชาชนแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ก็สามารถหาข้อยุติได้ไม่ยาก ถ้าไม่เชื่อผลโพลจากการสำรวจ ก็ขอให้รัฐบาลทำประชามติโดยตรง ผลประชามติสามารถอธิบายได้ เป็นเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ได้มากที่สุด

นายเทพไท ระบุอีกว่า แต่ก่อนจะถามความเห็นของประชาชน ก็ขอให้ถามความเห็นพรรคร่วมรัฐบาลก่อน เพราะล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ ว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ขัดข้องเรื่องกฎหมายสถานบันเทิงครบวงจร ขอให้พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยก็มีพรรคร่วมรัฐบาล คือพรรคประชาชาติได้ออกแถลงการณ์ไม่รับหลักการพ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร สามารถนำมาเป็นเหตุผลของพรรคภูมิใจไทย ว่าเมื่อความเห็นของพรรคร่วมรัฐบาลไม่เป็นเอกภาพ ไม่เป็นแนวทางเดียวกันพรรคภูมิใจไทยก็ไม่เห็นด้วย แสดงว่าพ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโนอยู่ด้วย ต้องถอนออกไปถ้าไม่ถอนออกไป หรือรัฐบาลจะเสี่ยงเดินหน้าต่อ หากไม่ผ่านมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ด้วยการยุบสภาหรือลาออกเท่านั้น

‘อิ๊งค์’ทวีตยินดี ‘แอลบาเนซี-ลอเรนซ์ หว่อง’ชนะเลือกตั้ง

'อิ๊งค์'ทวีตยินดี 'แอลบาเนซี-ลอเรนซ์ หว่อง'ชนะเลือกตั้ง

‘อิ๊งค์’ทวีตยินดี ‘แอลบาเนซี-ลอเรนซ์ หว่อง’ชนะเลือกตั้ง

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.24 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ทวีตข้อความผ่าน X ระบุว่า ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับท่านนายกรัฐมนตรีแอนโทนี แอลบาเนซี ในการเลือกตั้งในครั้งนี้และการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง ดิฉันพร้อมทำงานร่วมกับท่านอย่างใกล้ชิดและสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-ออสเตรเลีย และความรุ่งเรืองของภูมิภาคค่ะ

ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร ทวีตข้อความ อีกว่า ขอแสดงความยินดีกับท่านนายกรัฐมนตรีลอเรนซ์ หว่อง ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นครั้งนี้ ดิฉันพร้อมทำงานร่วมกับท่านอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อสร้างเสริมมิตรภาพและความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสิงคโปร์ โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 60 ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปีนี้ค่ะ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

– หักปากกาเซียน! นายกฯออสซีคว้าชัยเลือกตั้ง กลับนั่งเก้าอี้สมัย 2

– ตามคาด! พรรครัฐบาลสิงคโปร์ชนะเลือกตั้ง สมัยที่ 14 ติดต่อกัน

​รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

​รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

​รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.01 น.

​รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2568

เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 4 พฤษภาคม 2568 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2568

โอกาสนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีและคู่สมรสเดินทางมาถึงตึกสันติไมตรี (หลังนอก) นายกรัฐมนตรีถวายคำนับ พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายธูปเทียนแพ แล้วถวายคำนับ 1 ครั้ง จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถวายพระพรชัยมงคล ใจความว่า

“ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในนามของคณะรัฐมนตรี คู่สมรส คณะทูตานุทูต ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า มีความปีติโสมนัสเป็นล้นพ้น ที่ได้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสอันเป็นศุภมงคลสมัยวันฉัตรมงคลที่เวียนมาบรรจบครบรอบในวันนี้

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ซาบซึ้งประจักษ์แก่ใจดียิ่งว่า นับแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ เพื่อประโยชน์สุขของอาณาราษฎรทั่วทั้งแผ่นดิน น้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาอาทรที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่าเป็นที่ประจักษ์ซาบซึ้งอยู่ในใจปวงประชา พระราชกรณียกิจนานัปการได้สร้างสัมฤทธิผล สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และนำพาความผาสุกร่มเย็นแก่ผองพสกนิกรไทยโดยถ้วนหน้า ปวงข้าพระพุทธเจ้าจักจดจำสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้และเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมตลอดไป

ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออัญเชิญพลานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล โปรดดลบันดาลประทานพรให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงพระเจริญพร้อมด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ พระบรมเดชานุภาพและพระบารมีแผ่ไพศาล มีพระราชประสงค์จำนงหมายสิ่งใด ขอจงสฤษดิ์ดั่งพระราชหฤทัยปรารถนาสถิตในไอศวรรย์ราชสมบัติ เป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าของปวงข้าพระพุทธเจ้าและเหล่าพสกนิกรชาวไทยตราบนิรันดร์

ในโอกาสนี้ ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำผู้มีเกียรติที่มาในงานสโมสรสันนิบาตแห่งนี้ ร่วมดื่มถวายพระพรชัยมงคลแด่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเพื่อความเป็นสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสืบไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”

ต่อจากนั้น วงดุริยางค์กรมศิลปากรบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี จบแล้ว นายกรัฐมนตรีและผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานกล่าว “ทรงพระเจริญ” 3 ครั้ง เสร็จแล้วนายกรัฐมนตรีและผู้มีเกียรติดื่มถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วงดนตรีบรรเลงเพลงสดุดีจอมราชา เป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับการจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2568 ครั้งนี้ รัฐบาลได้เชิญบุคคลสำคัญพร้อมคู่สมรส และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ตลอดจนคณะทูตานุทูต และองค์การระหว่างประเทศ เข้าร่วมในงานสโมสรสันนิบาตฯ ด้วย เช่น ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุด คณะรัฐมนตรี องค์กรตามรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ (ระดับพลเอกขึ้นไป) ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการการเมืองในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

– 006

ใครได้ใครเสีย? ‘สุริยะใส’จับตา‘ดีลลับ’ คำพูดที่ไม่ควรมองข้ามของ‘อิ๊งค์’

ใครได้ใครเสีย? ‘สุริยะใส’จับตา‘ดีลลับ’ คำพูดที่ไม่ควรมองข้ามของ‘อิ๊งค์’

ใครได้ใครเสีย? ‘สุริยะใส’จับตา‘ดีลลับ’ คำพูดที่ไม่ควรมองข้ามของ‘อิ๊งค์’

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.08 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ดีลลับ” กับสหรัฐฯ เรื่องภาษี…คำพูดที่ไม่ควรมองข้ามของนายกฯ แพทองธาร

ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับภาษีนำเข้าและข้อตกลงทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีแพทองธารได้พูดในรายการ “โอกาสไทยกับนายกฯแพทองธาร” ว่า

“แม้ยังไม่มีคิวนัดอย่างเป็นทางการ แต่รัฐบาลมี ‘ดีลลับ’ กับทีมงานฝั่งอเมริกาอยู่ตลอด”

คำว่า “ดีลลับ” ไม่ใช่ถ้อยคำธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อมาจากผู้นำประเทศ และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ระดับชาติ

ประชาชนควรถามต่อว่า:

– ดีลลับเรื่องอะไร?

– กระทบผลประโยชน์ของชาติหรือไม่?

– ไทยได้หรือเสียอะไรจากดีลนั้น?

– และทำไมถึงต้องลับ?

แน่นอนว่าในเวทีการทูตและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การเจรจาหลายครั้งจำเป็นต้องเป็นความลับในบางช่วง เพื่อไม่ให้กระทบต่อบรรยากาศการพูดคุยหรือสร้างแรงต้านก่อนเวลาอันควร ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

แต่ในระบอบประชาธิปไตย “ความลับ” ต้องมีขอบเขต และ “ความโปร่งใส” ต้องมีน้ำหนักเสมอ

โดยเฉพาะเมื่อการเจรจานั้นเกี่ยวข้องกับภาษี เงื่อนไขการค้า หรือผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการทั้งประเทศ

การกล่าวถึง “ดีลลับ” อย่างไม่มีคำอธิบายต่อสาธารณะ อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน และตั้งคำถามว่า รัฐบาลกำลังตัดสินใจอะไร โดยไม่ให้สังคมมีส่วนรู้เห็น

รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดในทันที แต่ควรชี้แจงให้ประชาชนเห็นภาพรวม เช่น

– ประเด็นที่อยู่ระหว่างการเจรจา

– เป้าหมายของฝ่ายไทย

– และสิ่งที่ประเทศไทยยืนหยัดรักษาผลประโยชน์ไว้

เพราะประเทศนี้ไม่ใช่ของรัฐบาล แต่เป็นของประชาชนทุกคน

และความไว้วางใจในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้เกิดจาก “การบอกให้เชื่อใจ” แต่ต้องเกิดจาก “การให้รู้ในสิ่งที่ควรรู้” อย่างเหมาะสม.

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ดีลลับ‘ภาษีทรัมป์’ ‘อิ๊งค์’ยัน!รัฐบาลติดตามความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง)

‘ภูมิธรรม’แจงปม’ถอยทหาร’ ไม่ทำไทยเสียดินแดน’ปราสาทตาเมือนธม’

'ภูมิธรรม'แจงปม'ถอยทหาร' ไม่ทำไทยเสียดินแดน'ปราสาทตาเมือนธม'

‘ภูมิธรรม’แจงปม’ถอยทหาร’ ไม่ทำไทยเสียดินแดน’ปราสาทตาเมือนธม’

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.01 น.

“ภูมิธรรม”แจงถอยทหารจากปราสาทตาเมือนธม แค่ทำตาม MOU 43 ของเก่า ไม่ทำไทยเสียดินแดน วอนหยุดโหมโรงตีข่าว ขย่มรัฐบาล

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 จากกรณีที่มีนักวิชาการออกมาระบุว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มีคำสั่งให้ทหารถอยจากปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ จึงกลัวว่าไทยเสียดินแดนนั้น

ล่าสุด นายภูมิธรรม ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ในช่วงที่มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย – กัมพูชา (General Border Committee : GBC) ได้มีการหารือกันกับ พลเอก เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพของกัมพูชาทั้งหมด

ฝ่ายไทยมีตนเองนำทีม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก และตัวแทนเหล่าทัพ จากกองทัพเรือ กองทัพอากาศ เข้าร่วมด้วย เป็นการพูดคุยกันต่อหน้า ไม่มีอะไรผิดเพี้ยน ทุกคนเป็นพยานได้

นอกจากนี้ ยังมีการหารือแบบ 2 คน (Four Eyes) ซึ่งเป็นการพูดคุยแบบ 1 + 2 กับรองนายกรัฐมนตรีฝั่งกัมพูชา มีนายทหารติดตามรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร่วมรับฟังพร้อมจดรายละเอียดการหารือ

ทางฝ่ายไทยประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ในภายหลังเปลี่ยนเป็นการหารือแบบ 1 + 1 จึงมีเพียงตนเอง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เข้าร่วมพูดคุย เพราะมีความอาวุโสมากกว่า จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่า ตนเองไม่ได้มีเจตนาปกปิดซ่อนเร้น และยืนยันไม่มีการพูดคุยส่วนตัว

ส่วนเนื้อหาการหารือ ได้ตกลงกันให้กลับไปใช้ MOU 43 ซึ่ง MOU 43 มีการปักปัน และ ยังมีเขตแดนที่เป็นเขต No Man’s land ที่ยังไม่มีข้อยุติ โดยทางกองทัพขอให้ใช้ MOU 43 เป็นภาพรวม

ทั้งนี้ ในที่ประชุม GBC ยังได้หารือให้ถอยทหารตาม MOU 43 และตามข้อตกลงในปี 2562 ที่เคยมีการสรุปกันแล้ว ทุกอย่างให้กลับไปสู่จุดนั้น ซึ่งจะมีการหารือรายละเอียดอีกครั้ง โดยผู้บัญชาการทหารบกรับไปดำเนินการ

“ซึ่งคำว่า “ถอยทหาร” ไม่ได้บอกว่าให้ถอยออกจากจุดที่เราอยู่ทั้งหมด แต่ว่าที่มารุกรานทีหลังที่มีการขยับเข้ามาให้ถอยกลับไป บนปราสาทตาเมือนธมก็เป็นที่ที่เรายืนอยู่แล้ว ปกป้องดูแลอยู่แล้ว ก็ยังอยู่เหมือนเดิม อนุญาตให้ขึ้นมา ก็ยังอนุญาตให้ได้เหมือนเดิม แต่ตกลงกันว่าจะไปคุยกันในรายละเอียดกันเมื่อไหร่ อย่างไร ให้คุยกัน มีแค่นี้ และตอนนี้แม่ทัพภาคที่ 2 ขึ้นไปตรึงในพื้นที่ที่เขาลุกล้ำทหารขึ้นมา ซึ่งก็เป็นปกติที่เราได้ตกลงกันไว้ เราก็ยึดอยู่ในแผ่นดินเรา และปราสาทตาเมือนธม ก็เป็นไปตามข้อตกลงทั้งหมด” นายภูมิธรรม กล่าว

“พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้เอาที่ดินไปขายให้ต่างชาติ และทหารไม่ยอมขึ้นมาปกป้อง มันไม่ใช่ ทหารรับคำสั่งตัวเองชัดเจนอยู่แล้ว เขาก็ดำเนินการตาม ผู้บัญชาการทหารบกก็เข้าใจแบบนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็เข้าใจ” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม ยังระบุด้วยว่า ข่าวที่นำเสนอผิดไปจากข้อเท็จจริง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ชี้แจงไปแล้ว แต่หนังสือพิมพ์ต่างๆ ยังไปออกข่าวโหมโรง ส่วนสาเหตุที่มีข่าวออกมาแบบนี้ ส่วนตัวไม่ทราบ แต่ดูเหมือนว่า มีอะไรที่พยายามจะขย่มรัฐบาล

‘สรวงศ์’เย้ย’พปชร.’บอก’ตื่นครับตื่น’หลังปูดพท.ทาบทาม’บิ๊กป้อม’ร่วมรบ.

'สรวงศ์'เย้ย'พปชร.'บอก'ตื่นครับตื่น'หลังปูดพท.ทาบทาม'บิ๊กป้อม'ร่วมรบ.

‘สรวงศ์’เย้ย’พปชร.’บอก’ตื่นครับตื่น’หลังปูดพท.ทาบทาม’บิ๊กป้อม’ร่วมรบ.

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

‘สรวงศ์’เย้ย’พปชร.’บอก’ตื่นครับตื่น’หลังปูดพท.ทาบทาม’บิ๊กป้อม’ร่วมรบ. ยันไม่มีใครติดต่อไป หยันพยายามสร้างราคาให้ตัวเอง

เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีนายชัยมงคล ไชยรบ สส.สกลนคร และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกมาระบุว่ามีการติดต่อทาบทาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค พปชร. ให้กลับเข้าร่วมรัฐบาล โดยอ้างว่าคนที่ติดต่อมานั้นมาจากพรรคเพื่อไทย ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง ว่า “ตื่นครับตื่น แค่นี้แหละครับ สั้นๆ” 

เมื่อถามว่า ไม่มีการติดต่อไปใช่หรือไม่ นายสรวงศ์ หัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ ไม่มี ตื่นครับตื่น”

เมื่อถามว่า มองว่าขณะนี้เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลพอแล้วใช่หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ใช่ และไม่มีการติดต่อไป เหมือนเป็นการสร้างราคาให้ตัวเอง ตื่นๆ

เมื่อถามว่า มีการระบุอีกว่าจะมีคนจาก พท.จะไปอยู่กับพรรค พปชร.เพิ่ม แต่ยังไม่เปิดเผยตอนนี้มองว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน นายสรวงศ์ กล่าวว่า “อันนี้ก็ตื่นอีก ไม่มีหรอกครับ” 

ถามย้ำว่า ไม่มีทั้งไหลเข้า และไหลออกใช่หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ”