กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน

19 ส.ค. 2568 13:13 น.

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิกถอนวีซ่านักเรียนมากกว่า 6,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นกรณีอยู่เกินกำหนดและละเมิดกฎหมาย ขณะที่มีจำนวนน้อยที่ถูกยกเลิกเพราะถูกระบุว่ามีการสนับสนุนการก่อการร้าย

มาตรการดังกล่าว ซึ่งสื่อ Fox Digital รายงานเป็นที่แรก สะท้อนแนวทางที่เข้มงวดด้านการอพยพของรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะต่อวีซ่านักเรียน ที่ถูกตรวจสอบเข้มข้นขึ้นทั้งในส่วนของการตรวจสอบประวัติบนโซเชียลมีเดียและการขยายขั้นตอนคัดกรองผู้สมัครวีซ่า

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่เผยว่า วีซ่าราว 4,000 ฉบับถูกเพิกถอนเพราะผู้ถือวีซ่าละเมิดกฎหมาย ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคดีทำร้ายร่างกาย นอกจากนี้ยังรวมถึงความผิดฐานเมาแล้วขับหรือยาเสพติด รวมถึงคดีลักทรัพย์ ขณะเดียวกันมีนักเรียนประมาณ 200–300 รายที่ถูกเพิกถอนวีซ่าในข้อหาสนับสนุนการก่อการร้าย โดยอ้างอิงกฎในคู่มือการทูตของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งระบุถึงบุคคลที่มีพฤติกรรมหรือมีความเชื่อมโยงกับองค์กรก่อการร้ายว่า “ไม่สามารถขอวีซ่าได้”

แม้เจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยว่านักเรียนที่ถูกเพิกถอนวีซ่าสนับสนุนกลุ่มใด แต่ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทรัมป์กับมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ หลังจากที่เขากล่าวหาว่าสถาบันเหล่านี้กลายเป็น “ศูนย์รวมการต่อต้านชาวยิว” เนื่องจากการประท้วงครั้งใหญ่ของนักศึกษาเพื่อเรียกร้องสิทธิให้ชาวปาเลสไตน์ในช่วงสงครามกาซา

การปะทะกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดถือเป็นกรณีเด่นที่สุด เมื่อทรัมป์สั่งระงับงบสนับสนุนการสอบสวน และขู่จะยกเลิกสถานะยกเว้นภาษีของมหาวิทยาลัย ส่งผลให้หลายประเทศในยุโรปประกาศเพิ่มทุนวิจัยเพื่อดึงดูดนักวิชาการและนักศึกษาออกนอกสหรัฐฯ

ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ได้เพิกถอนวีซ่าหลายร้อยถึงหลายพันราย รวมถึงนักเรียนด้วย โดยให้เหตุผลว่าบุคคลเหล่านี้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ “ขัดต่อผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ” เจ้าหน้าที่รัฐบาลยังย้ำว่า ผู้ถือวีซ่านักเรียนและกรีนการ์ดที่สนับสนุนชาวปาเลสไตน์หรือวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอล อาจถูกเพิกถอนสถานะและเนรเทศได้ โดยมองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นภัยต่อผลประโยชน์ของชาติและถูกตีตราว่า “สนับสนุนฮามาส”

กรณีที่สร้างความสนใจคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยทัฟส์ชาวตุรกีรายหนึ่งถูกกักตัวกว่า 6 สัปดาห์ในศูนย์กักกันผู้อพยพที่รัฐหลุยเซียนา หลังจากเขียนบทความวิจารณ์ท่าทีของมหาวิทยาลัยต่อสงครามในกาซา ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตามคำสั่งศาล

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจารณ์ชี้ว่า มาตรการเข้มงวดดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 1 และสะท้อนถึงแนวทางการเมืองที่ใช้การควบคุมการอพยพและการศึกษาเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์มากกว่าการคุ้มครองความมั่นคงโดยตรง.

ที่มา Reuters

พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ “มินิสต็อป” ในญี่ปุ่น

พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ "มินิสต็อป" ในญี่ปุ่น

19 ส.ค. 2568 11:56 น.

พบฉลากหมดอายุปลอมในข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ “มินิสต็อป” ในญี่ปุ่น

“มินิสต็อป” เครือร้านสะดวกซื้อชื่อดังของญี่ปุ่น ได้ระงับการขายข้าวปั้นหรือโอนิกิริ และสินค้าอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ในร้านค้ากว่า 1,600 แห่ง หลังจากพบว่ามีการปลอมแปลงวันหมดอายุของสินค้า

จากการตรวจสอบของร้าน “มินิสต็อป” (Ministop) พบว่าพนักงานในบางสาขาได้ยืดวันหมดอายุออกไปโดยไม่ติดฉลากบนผลิตภัณฑ์อาหารจนกว่าจะผ่านไปหนึ่งหรือสองชั่วโมงหลังจากที่ปรุงเสร็จ ในขณะที่บางสาขาได้ติดฉลากสินค้าใหม่โดยระบุวันหมดอายุที่ไม่ถูกต้องหลังจากที่วางจำหน่ายแล้ว

มีรายงานการตรวจพบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนี้เกิดขึ้นใน 23 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงในเมืองและจังหวัดใหญ่ๆ อย่างโตเกียว เกียวโต โอซาก้า ไซตามะ ไอจิ  เฮียวโงะ และฟูกุโอกะ

มินิสต็อป ได้ระงับการขายโอนิกิริในร้านค้าส่วนใหญ่ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม และในวันที่ 18 ส.ค. ได้ขยายการระงับการขายไปยังอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เพื่อ “การสอบสวนฉุกเฉิน”

บริษัทกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า “เราขออภัยอย่างจริงใจสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นกับลูกค้าของเราที่สนับสนุนโอนิกิริและกล่องเบนโตะทำมือของมินิสต็อป” บริษัทเสริมว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานปัญหาสุขภาพใดๆ

ร้านสะดวกซื้อหรือคอนบินิเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในญี่ปุ่น ผู้คน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางไปทำงาน มักแวะเวียนมาเพื่อซื้ออาหารราคาประหยัดและอิ่มท้อง รวมถึงซื้อของชำแบบเร่งด่วนและซื้อของใช้ส่วนตัว

โอนิกิริเป็นที่นิยมในหมู่ลูกค้าที่ต้องการอาหารแบบหยิบทานได้สะดวก เพราะข้าวปั้นพกพาสะดวก ห่อด้วยสาหร่ายโนริหรือสาหร่ายแห้ง สอดไส้โปรตีนอย่างสลัดทูน่าหรือไข่ปลาค็อด

การมุ่งเน้นเรื่องอาหารสด ปรุงร้อนในร้าน ทำให้มินิสต็อปโดดเด่นกว่าร้านสะดวกซื้ออื่น โดย ณ เดือนกรกฎาคม มินิสต็อปถือเป็นเครือร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ของญี่ปุ่น โดยมีร้านค้าทั้งหมด 1,818 แห่งทั่วประเทศ แม้ว่าจะยังตามหลังสามอันดับแรกอยู่มาก ซึ่งรวมถึง Seven-Eleven ที่มีร้านค้าทั้งหมด 21,770 แห่ง.

ที่มา BBC Kyodo

สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลัง หลีกทางโครงการขยายเหมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลัง หลีกทางโครงการขยายเหมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

19 ส.ค. 2568 11:20 น.

สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลัง หลีกทางโครงการขยายเหมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

โบสถ์คริสต์เก่าแก่กว่า 113 ปี ใจกลางเมืองคีรูนา ทางตอนเหนือสุดของสวีเดน กำลังถูกย้ายทั้งหลังไปยังที่ตั้งใหม่ห่างออกไปกว่า 5 กิโลเมตร เนื่องจากพื้นที่เดิมมีความเสี่ยงต่อการทรุดตัวของดินจากการทำเหมืองแร่เหล็กที่ยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขยายเหมืองแร่ใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

โบสถ์ไม้สีแดงหลังใหญ่ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1912 ถูกยกขึ้นวางบนแท่นเลื่อนขนาดยักษ์ โดยการเคลื่อนย้ายจะทำด้วยความเร็วสูงสุดเพียง 500 เมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะใช้เวลารวมสองวันกว่าจะถึงศูนย์กลางเมืองใหม่

การย้ายโบสถ์ครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของโครงการย้ายเมืองคีรูนาทั้งเมือง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลขึ้นไปทางเหนือ 145 กิโลเมตร เมืองเดิมกำลังเผชิญรอยแยกของพื้นดินที่จะกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต

โครงการดังกล่าววางแผนมานานหลายปี โดยก่อนหน้านี้ อาคารสำคัญหลายแห่งถูกย้ายหรือสร้างขึ้นใหม่ เช่น กลุ่มบ้านไม้โบราณย่าน Hjalmar Lundbohmsgården รวมถึงหอระฆังจากศาลากลางเก่าที่ถูกเคลื่อนย้ายมาตั้งไว้ใกล้ศาลากลางแห่งใหม่แล้ว

บริษัท LKAB ผู้ดำเนินการเหมืองแร่เหล็กรายใหญ่ที่สุดของเมืองคีรูนา รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการย้ายสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของเมือง ซึ่งประเมินไว้สูงกว่า 10,000 ล้านโครนาสวีเดน หรือราว 33,950 ล้านบาท

โบสถ์คีรูนามีความสูง 35 เมตร กว้าง 40 เมตร และมีน้ำหนักกว่า 672 ตัน เคยได้รับการโหวตให้เป็นอาคารสวยที่สุดของสวีเดนก่อนปี 1950 การย้ายทั้งหลังแทนการรื้อแยกเป็นชิ้น ถือเป็นความท้าทายเชิงวิศวกรรมที่หายาก โดยต้องใช้คานเหล็กเสริมและรถขนย้ายแบบพิเศษ

สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลัง หลีกทางโครงการขยายเหมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

สิ่งที่ซับซ้อนที่สุดคือการเตรียมเส้นทางขนย้าย ถนนถูกขยายกว้างถึง 24 เมตร พร้อมทั้งรื้อเสาไฟ สัญญาณจราจร และสะพานที่ถูกวางแผนรื้อถอนอยู่แล้ว ขณะเดียวกันยังต้องปกป้องสมบัติภายในโบสถ์ เช่น ภาพวาดแท่นบูชาของเจ้าชายยูจีน และออร์แกนที่มีไปป์กว่า 1,000 ท่อ ซึ่งไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกมาได้

สำหรับชาวเมือง การย้ายโบสถ์ครั้งนี้มีความหมายลึกซึ้งสำหรับชาวเมืองมากกว่าเพียงแค่งานวิศวกรรมที่น่าทึ่ง นางโซเฟีย ลาเกอร์เลิฟ มาอัตตา ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมของเมือง กล่าวว่า “โบสถ์นี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและสถานที่รวมตัวของชุมชนมาหลายชั่วอายุคน การย้ายครั้งนี้จึงนำความทรงจำทั้งสุขและเศร้ากลับมา และเรากำลังย้ายความทรงจำเหล่านั้นไปสู่อนาคต”

เลนา เทอร์นเบิร์ก บาทหลวงผู้ดูแลโบสถ์คิรูนา กล่าวว่า “โบสถ์กำลังจะย้ายจากสถานที่ที่มันควรจะอยู่ แต่ทุกคนรู้ดีว่ามันจำเป็นต้องย้าย เราอาศัยอยู่ในชุมชนเหมืองแร่และเราต้องพึ่งพาเหมืองนี้ ฉันรู้สึกขอบคุณที่เรากำลังย้ายโบสถ์ไปที่ศูนย์กลางเมืองใหม่ แต่ก็รู้สึกเศร้าที่เห็นมันย้ายออกจากพื้นดินที่มันถูกสร้างขึ้นเป็นโบสถ์”

พิธีเคลื่อนย้ายโบสถ์ครั้งประวัติศาสตร์จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวหลายพันคน รวมถึงสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล กุสตาฟ แห่งสวีเดน ร่วมสังเกตการณ์ โดยสถานีโทรทัศน์สวีเดนจะถ่ายทอดสดตลอดการเดินทาง เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่รักษาอดีตให้คงอยู่ แต่ยังแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์สามารถเคลื่อนย้ายไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงได้จริง.

ที่มา BBC

คิมจองอึน สั่งเร่งขยายศักยภาพนิวเคลียร์ อ้างซ้อมรบร่วมสหรัฐ–เกาหลีใต้เป็นภัยคุกคาม

คิมจองอึน สั่งเร่งขยายศักยภาพนิวเคลียร์ อ้างซ้อมรบร่วมสหรัฐ–เกาหลีใต้เป็นภัยคุกคาม

19 ส.ค. 2568 11:13 น.

คิมจองอึน สั่งเร่งขยายศักยภาพนิวเคลียร์ อ้างซ้อมรบร่วมสหรัฐ–เกาหลีใต้เป็นภัยคุกคาม

ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ คิมจองอึน เรียกร้องให้มีการขยายศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว โดยอ้างว่าการซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ที่เพิ่งเริ่มขึ้น อาจจุดชนวนให้เกิดสงครามได้

คิมจองอึน กล่าวผ่านสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ว่าความร่วมมือทางทหารที่เข้มข้นขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ รวมถึงการโชว์กำลังทางทหาร ถือเป็นหลักฐานชัดเจนที่สุดที่สะท้อนความตั้งใจของพวกเขาที่จะก่อสงคราม พร้อมระบุว่าสถานการณ์ปัจจุบันทำให้เกาหลีเหนือต้องปรับเปลี่ยนทฤษฎีและแนวทางทางทหารครั้งใหญ่ และเร่งขยายการติดอาวุธนิวเคลียร์

คิมจองอึน สั่งเร่งขยายศักยภาพนิวเคลียร์ อ้างซ้อมรบร่วมสหรัฐ–เกาหลีใต้เป็นภัยคุกคาม

ถ้อยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่คิมเยี่ยมชมเรือพิฆาต “โช ฮยอน” เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และรับฟังรายงานเกี่ยวกับระบบอาวุธของกองทัพเรือ โดยเขาแสดงความพอใจที่โครงการพัฒนา “กองทัพเรือไฮเทคและติดอาวุธนิวเคลียร์” กำลังดำเนินไปตามเป้า ก่อนการประเมินผลงานในเดือนตุลาคม

คิมจองอึน สั่งเร่งขยายศักยภาพนิวเคลียร์ อ้างซ้อมรบร่วมสหรัฐ–เกาหลีใต้เป็นภัยคุกคาม

ด้านสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เริ่มต้นการซ้อมรบประจำปีเมื่อวันจันทร์ โดยเป็นการฝึกนาน 11 วัน ซึ่งรวมถึงการฝึกยิงกระสุนจริงในหลายพื้นที่ ซึ่งกองทัพบกสหรัฐฯ ระบุว่าการซ้อมรบครั้งนี้เป็นการฝึกป้องกัน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ

ขณะที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อีแจมยอง กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่าจะเคารพระบบการเมืองของเกาหลีเหนือ และพร้อมสร้างความเชื่อมั่นทางทหารกับเปียงยาง โดยย้ำว่าพร้อมเปิดการเจรจาโดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งถือเป็นท่าทีที่แตกต่างจากผู้นำคนก่อนๆ ที่มีท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือ โดยคำพูดของอีแจมยองมีขึ้นเพียงหนึ่งวัน หลังจากคิมโยจองน้องสาวของคิมจองอึน ออกมาประกาศว่าเกาหลีเหนือไม่มีเจตนาจะปรับปรุงความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ พร้อมปฏิเสธรายงานที่อ้างว่าเปียงยางกำลังรื้อถอนลำโพงโฆษณาชวนเชื่อบริเวณชายแดนด้วย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ คิมจองอึน

แฟนคลับสุดห่วง เจ็ต ลี โพสต์ภาพขณะรักษาตัวในรพ. ล่าสุดอัปเดตอาการปลอดภัยแล้ว

แฟนคลับสุดห่วง เจ็ต ลี  โพสต์ภาพขณะรักษาตัวในรพ. ล่าสุดอัปเดตอาการปลอดภัยแล้ว

19 ส.ค. 2568 10:00 น.

แฟนคลับสุดห่วง เจ็ต ลี โพสต์ภาพขณะรักษาตัวในรพ. ล่าสุดอัปเดตอาการปลอดภัยแล้ว

นักแสดงบู๊ระดับตำนาน “เจ็ต ลี” วัย 62 ปี เผยภาพและคลิปวิดีโอ ขณะนอนพักอยู่บนเตียงผู้ป่วย และคลิปวิดีโอที่ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด ทำเอาแฟนคลับกังวล ล่าสุดอัปเดตอาการปลอดภัยแล้ว

นักแสดงบู๊ระดับตำนาน “เจ็ต ลี” หรือ หลี่เหลียนเจี๋ย วัย 62 ปี ทำเอาแฟนคลับทั่วโลกกังวล หลังเจ้าตัวเผยภาพและคลิปวิดีโอบนแพลตฟอร์ม Douyin เมื่อ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีทั้งภาพขณะนอนพักอยู่บนเตียงผู้ป่วย และคลิปวิดีโอที่ถูกเข็นเข้าสู่ห้องผ่าตัด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ผมเพิ่งเจอกับความท้าทายที่ไม่คาดคิด”

ในวิดีโอ เจ็ต ลียังพูดติดตลกว่า เขาสวมหมวกสีแดงสุดแฟชั่น ระหว่างถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัด ก่อนที่คลิปถัดมาจะเผยให้เห็นเจ้าตัวนั่งประชุมงานกับทีมงานอยู่บนเตียงโรงพยาบาล พร้อมบอกว่ารู้สึกมีพลังขึ้น หลังผ่านขั้นตอนการรักษา

ต่อมา เขาได้โพสต์บน Weibo เพื่อคลายความกังวลใจให้แฟน ๆ โดยระบุว่า “ไม่มีอะไรน่ากังวลมากนัก แค่มีปัญหาด้านฮาร์ดแวร์นิดหน่อย เลยต้องส่งกลับไปซ่อม ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง แค่พักผ่อนเล็กน้อยเท่านั้นเอง”

ล่าสุด ในวันจันทร์ (18 ส.ค.) เจ็ต ลี ได้อัปเดตอีกครั้งผ่าน Weibo พร้อมภาพขณะรับประทานบะหมี่ โดยเขียนข้อความว่า “ขอบคุณทุกคนสำหรับความห่วงใยและคำอวยพร ทำให้ทุกคนต้องกังวล ผมออกจากโรงพยาบาลแล้ว และกำลังอร่อยกับบะหมี่หอม ๆ ขออวยพรให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง สันติ และมีความสุข”

ทั้งนี้ สื่อไต้หวัน The China Times รายงานเพิ่มเติมว่า เจ็ต ลี เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลครั้งนี้เพื่อผ่าตัดนำก้อนเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงออก ซึ่งทำให้แฟน ๆ เบาใจได้ว่าอาการไม่ได้รุนแรงอย่างที่กังวลในตอนแรก.

ที่มา : Channelnewsasia

ชาว BLINK เตรียมรอ “BLACKPINK” เตรียมปล่อย “อัลบั้มใหม่” ภายใน พ.ย.นี้

 ชาว BLINK เตรียมรอ "BLACKPINK" เตรียมปล่อย "อัลบั้มใหม่" ภายใน พ.ย.นี้

19 ส.ค. 2568 09:26 น.

ชาว BLINK เตรียมรอ “BLACKPINK” เตรียมปล่อย “อัลบั้มใหม่” ภายใน พ.ย.นี้

เหล่า BLINK ทั่วโลกตื่นเต้นอีกครั้ง หลังค่าย YG Entertainment ออกมาคอนเฟิร์มว่าเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังระดับโลก BLACKPINK กำลังเตรียมออกอัลบั้มใหม่ โดยมีเป้าหมายวางจำหน่ายภายในเดือนพ.ย.นี้

ยาง ฮยอนซอก ผู้ก่อตั้ง YG ได้อัปเดตผ่านช่อง YouTube ของค่าย โดยกล่าวว่า “ผมรู้ดีว่าสมาชิกแบล็กพิงก์และโปรดิวเซอร์ทุกคนกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อเตรียมอัลบั้ม ผมหวังว่าอัลบั้มจะออกมาไม่เกินพฤศจิกายน และเราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้แฟน ๆ ได้ฟังเพลงใหม่โดยเร็วที่สุด”

ก่อนหน้านี้ สื่อเกาหลี My Daily Korea รายงานว่าอัลบั้มดังกล่าวจะมาในรูปแบบมินิอัลบั้ม โดยทาง YG ตอบเพียงว่าจะเปิดเผยรายละเอียดในภายหลัง

สำหรับผลงานล่าสุด แบล็กพิงก์เพิ่งปล่อยซิงเกิล “Jump” ที่โปรดิวซ์โดย Diplo เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับเป็นเพลงใหม่เพลงแรกนับตั้งแต่สมาชิกทั้งสี่ คือ เจนนี่ โรเซ่ ลิซ่า และจีซู ต่างแยกทำกิจกรรมเดี่ยวและประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยก่อนหน้านี้กลุ่มเคยปล่อยมินิอัลบั้ม “Kill This Love” ในปี 2019 และอัลบั้มเต็ม “Born Pink” ในปี 2022

ปัจจุบัน แบล็กพิงก์กำลังอยู่ในทัวร์ “Deadline World Tour” ซึ่งเพิ่งจัดการแสดง 2 รอบใหญ่ที่สนามเวมบลีย์ สเตเดียม กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 15–16 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยจะมีอีก 2 รอบการแสดงที่สนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ในวันที่ 29 และ 30 พฤศจิกายน

ด้านสมาชิกอย่าง โรเซ่ก็เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล MTV Video Music Awards (VMAs) มากถึง 8 สาขา ทั้ง Video of the Year, Song of the Year, Best Collaboration, Best Pop, Best Direction, Best Art Direction, Best Visual Effects จากเพลงฮิต “Apt” ที่ร่วมงานกับ บรูโน มาร์ส และยังได้เข้าชิง Best K-pop จากเพลง “Toxic Til The End” ในอัลบั้มเดี่ยว “Rosie” อีกด้วย

โรเซ่โพสต์ความรู้สึกผ่าน Instagram Stories ว่าเธอทั้งตกใจและพูดไม่ออก กับการได้รับการเสนอชื่อจำนวนมาก โดยบอกว่ามันเป็นวันที่บ้าคลั่งจริง ๆ จนเธอไม่รู้จะพูดอะไรเลย.

ที่มา : Channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ Blackpink

บีบีซีเผย ฮามาสเห็นชอบข้อเสนอหยุดยิงในกาซาฉบับล่าสุดแล้ว

บีบีซีเผย ฮามาสเห็นชอบข้อเสนอหยุดยิงในกาซาฉบับล่าสุดแล้ว

19 ส.ค. 2568 06:54 น.

บีบีซีเผย ฮามาสเห็นชอบข้อเสนอหยุดยิงในกาซาฉบับล่าสุดแล้ว

(เครดิตภาพ AFP PHOTO / HO / KHAMENEI.IR)

บีบีซี สื่อใหญ่ของอังกฤษเผยว่า กลุ่มฮามาสเห็นชอบข้อเสนอหยุดยิงใหม่ที่ยื่นโดยประเทศตัวกลางเจรจาแล้ว ขณะที่กองทัพอิสราเอลรุกคืบในฉนวนกาซามากขึ้นเรื่อยๆ

สำนักข่าวบีบีซีรายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวภายในกลุ่มฮามาสว่า ฮามาสได้เห็นชอบข้อเสนอล่าสุดที่ยื่นโดยอียิปต์กับกาตาร์ ซึ่งเป็นประเทศตัวกลางในภูมิภาคซึ่งช่วยเหลือเรื่องการทำข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกันกับอิสราเอลแล้ว

ตามรายงานของบีบีซี ผู้แทนของฮามาสนำโดยนายคาลิล อัล-ฮายยา หัวหน้าทีมเจรจา อยู่ในกรุงไคโรของอียิปต์ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้ว โดยในเช้าวันจันทร์ คณะผู้แทนกำลังทบทวนข้อเสนอหยุดยิงใหม่ที่พวกเขาได้รับเมื่อวันก่อน จากนั้นในช่วงเย็นแหล่งข่าวก็บอกกับบีบีซีว่า คณะผู้แทนเห็นชอบข้อเสนอโดยไม่มีการแก้ไขหรือยื่นเงื่อนไขเพิ่มเติม

บีบีซีระบุด้วยว่า ข้อเสนอใหม่ดังกล่าวต่อยอดมาจากกรอบการทำงานซึ่งผลักดันโดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน โดยจะให้ฮามาสคืนตัวประกันราวครึ่งหนึ่งจากที่เหลือทั้งหมด 50 คน โดยเชื่อกันว่าในจำนวนนี้มีเพียง 20 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยการคืนตัวจะแบ่งเป็น 2 รอบตลอดช่วงการหยุดยิงเบื้องต้นนาน 60 วัน ซึ่งจะมีการเจรจาเรื่องการหยุดยิงถาวรด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าฝ่ายอิสราเอลจะมีการตอบสนองอย่างไร เนื่องจากสำนักงานของนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ยืนยันเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า พวกเขาจะยอมรับเพียงข้อตกลงที่ปล่อยตัวประกันทั้งหมดในคราวเดียวเท่านั้น

ล่าสุดในคลิปวิดีโอซึ่งเผยแพร่หลังมีข่าวเรื่องฮามาสยอมรับข้อเสนอ นายเนทันยาฮูไม่พูดถึงเรื่องนี้โดยตรง แต่ระบุว่า “คุณรู้สึกได้ 1 อย่างจากเรื่องนี้คือ ฮามาสกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก”

ขณะที่พลโท เอยาล ซามีร์ หัวหน้าคณะเสนาธิการกองทัพอิสราเอลกล่าวว่า พวกเขากำลังมาถึงจุดเปลี่ยนของสงครามที่ดำเนินมานาน 22 เดือน ด้วยการมุ่งเน้นเรื่องเพิ่มการโจมตีต่อต้านกลุ่มฮามาสในเมืองกาซาซิตี้ ท่ามกลางรายงานว่ารถถังของอิสราเอลรุกคืบเข้าสู่เขตซาบราของกาซาซิตี้แล้ว โดยมีการโจมตีทางอากาศคอยสนับสนุน

ทั้งนี้ คาดกันว่าคณะรัฐมนตรีอิสราเอลจะอนุมัติแผนการยึดเมืองกาซาซิตี้ภายในสัปดาห์นี้ หลังเนทันยาฮูประกาศความตั้งใจว่าจะยึดพื้นที่ฉนวนกาซาทั้งหมด รวมถึงพื้นที่ที่ชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนอพยพไปอาศัยอยู่ หลังการเจรจาหยุดยิงกับฮามาสเมื่อเดือนก่อนล่ม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์พบเซเลนสกี-ผู้นำยุโรปชื่นมื่น หารือการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน

ทรัมป์พบเซเลนสกี-ผู้นำยุโรปชื่นมื่น หารือการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน

19 ส.ค. 2568 06:14 น.

ทรัมป์พบเซเลนสกี-ผู้นำยุโรปชื่นมื่น หารือการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประชุมร่วมกับเซเลนสกีและผู้นำชาติยุโรปอื่นๆ ที่ทำเนียบขาว หารือกันเรื่องการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน และนัดวลาดิเมียร์ ปูติน ประชุมรอบใหม่

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ส.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับการมาเยือนของนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กับผู้นำชาติยุโรปหลายคน ที่เดินทางมาเพื่อหารือกับเขาเรื่องอนาคตของสงครามยูเครน โดยนายทรัมป์เปิดเผยผ่าน Truth Social ว่า พวกเขาคุยกันเรื่องการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

“ผมได้มีการพบปะที่ดีมากๆ กับแขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย ทั้งประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกีแห่งยูเครน, ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส, ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ แห่งฟินแลนด์, นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี แห่งอิตาลี, นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร, นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ์ แห่งเยอรมนี, ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน และเลขาธิการใหญ่นาโต มาร์ก รุทเทอ ที่ทำเนียบขาว ซึ่งจบลงด้วยการประชุมเพิ่มเติมที่ห้องทำงานรูปไข่”

“ระหว่างการประชุมเราได้หารือกันเรื่องการรับประกันความมั่นคงให้แก่ยูเครน ซึ่งการรับประกันต่างประเทศจะจัดหาให้โดยหลากหลายประเทศยุโรป โดยมีสหรัฐอเมริกาให้ความร่วมมือ ทุกคนยินดีมากเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมีสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน”

“ในตอนท้ายของการประชุม ผมได้โทรศัพท์หาประธานาธิบดีปูติน และเริ่มเตรียมการเพื่อการประชุมครั้งใหม่ ณ สถานที่ที่ยังต้องรอการตัดสินใจ ระหว่างประธานาธิบดีปูตินกับประธานาธิบดีเซเลนสกี หลังจากการประชุมนั้นเกิดขึ้น เราจะมีการประชุมไตรภาคี ซึ่งจะมีประธานาธิบดีทั้งสองกับตัวผม”

“ขอย้ำอีกครั้งว่า นี่เป็นก้าวแรกที่ดีมากๆ สำหรับสงครามซึ่งดำเนินมานานเกือบ 4 ปีแล้ว รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ กับทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ กำลังประสานงานระหว่างรัสเซียกับยูเครน ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial

อิหร่านเตือน สงครามกับอิสราเอลอาจกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ

อิหร่านเตือน สงครามกับอิสราเอลอาจกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ

19 ส.ค. 2568 02:47 น.

อิหร่านเตือน สงครามกับอิสราเอลอาจกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเตือนว่า สงครามกับอิสราเอลอาจกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ พร้อมย้ำว่าทั้งสองฝ่ายไม่เคยทำข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันเลย แค่หยุดความเป็นศัตรู

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ส.ค. 2568 นายโมฮัมเหม็ด เรซา อาเรฟ รองประธานาธิบดีของอิหร่านออกมาเตือนว่า สงครามกับอิสราเอลอาจกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ โดยระบุว่า ความสงบหลังจากทั้งสองฝ่ายโจมตีตอบโต้กัน 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายนนั้น เป็นเพียงการหยุดชั่วคราวเท่านั้น

“เราต้องเตรียมความพร้อมในทุกขณะเพื่อเตรียมรับการเผชิญหน้า ตอนนี้ เราไม่ได้อยู่ในข้อตกลงหยุดยิงด้วยซ้ำ เราอยู่ในข้อตกลงหยุดความเป็นศัตรู” นายเรซา อาเรฟ กล่าว

ทั้งนี้ ในสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายน อิสราเอลโจมตีทางอากาศถล่มโรงงานนิวเคลียร์, ฐานทัพ และเขตที่อยู่อาศัยของอิหร่านอย่างหนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 ศพ รวมถึงผู้บัญชาการระดับสูงและนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์หลายคน ส่วนอิหร่านตอบโต้ด้วยมิสไซล์กับโดรน สังหารชาวอิสราเอลไปหลายสิบศพ

สหรัฐฯ ประกาศการหยุดต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายในวันที่ 24 มิ.ย. เพียง 2 วันหลังจากแดนลุงแซมส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมใต้ดิน แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการทำข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายยาห์ยา ราฮิม ที่ปรึกษาด้านการทหารของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า อิหร่านกำลังเตรียมแผนการเผื่อเกิดกรณีที่เลวร้ายที่สุด

“ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในการหยุดยิง เรายังอยู่ในช่วงสงคราม มันอาจพังทลายลงได้ทุกเวลา ไม่มีระเบียบการ, ไม่มีการตรวจสอบ, ไม่มีข้อตกลงระหว่างเรากับอิสราเอล ระหว่างเรากับอเมริกัน” นายราฮิมระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เปิดทำเนียบขาวต้อนรับเซเลนสกี ย้ำต้องการยุติสงคราม แต่หยุดยิงไม่จำเป็น

ทรัมป์เปิดทำเนียบขาวต้อนรับเซเลนสกี ย้ำต้องการยุติสงคราม แต่หยุดยิงไม่จำเป็น

19 ส.ค. 2568 01:38 น.

ทรัมป์เปิดทำเนียบขาวต้อนรับเซเลนสกี ย้ำต้องการยุติสงคราม แต่หยุดยิงไม่จำเป็น

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน โดยนายทรัมป์ย้ำว่า เขาต้องการยุติสงคราม พร้อมรับปากจะรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน แต่ยืนยันว่าการหยุดยิงไม่จำเป็น

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ส.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ที่เดินทางมาเพื่อหารือเรื่องความเป็นไปได้ในการยุติสงครามกับรัสเซีย หลังจากนายทรัมป์ร่วมประชุมสุดยอดกับวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน

ภายในห้องทำงานรูปไข่ นายทรัมป์เริ่มต้นด้วยการขอบคุณนายเซเลนสกีที่เดินทางมาเยือน ขณะที่เซเลนสกีมอบจดหมายจากนางโอเลนา เซเลนสกา สุภาพสตรีหมายเลข 1 แห่งยูเครน ให้แก่เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ โดยเซเลนสกียื่นจดหมายให้นายทรัมป์แล้วจะพูดว่า “ไม่ใช่ของคุณ นี่เป็นของภรรยาคุณ” ก่อนที่ทั้งคู่จะหัวเราะด้วยกัน

ผู้สื่อข่าวถามนายทรัมป์เกี่ยวกับถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ของเขา ที่ว่านายเซเลนสกีสามารถยุติสงครามได้ทันทีหากต้องการ ซึ่งนายทรัมป์ย้ำว่า เขาคิดว่ามันเป็นความจริง และรัสเซีย, ยูเครน กับสหรัฐฯ จะจัดการประชุมไตรภาคี ซึ่งมีโอกาสดีที่จะมีการยุติสงคราม

ด้านเซเลนสกีถูกถามว่า เขาจะพิจารณาเรื่องการยอมสละดินแดนหรือไม่ ซึ่งผู้นำยูเครนไม่ตอบคำถามนี้โดยตรงแต่ระบุว่า “เราจำเป็นต้องยุติสงคราม เพื่อหยุดรัสเซีย” และเสริมว่า ชาวยูเครนนั้นเข้มแข็ง และพวกเขาสนับสนุนแผนการที่จะยุติสงครามด้วยวิธีทางการทูตของนายทรัมป์

เซเลนสกีกล่าวด้วยว่า เขาต้องการให้มีการประชุมไตรภาคีร่วมกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ และรัสเซีย

ด้านนายทรัมป์พูดต่อว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน มีผู้คนมากมายถูกสังหารในสงคราม ซึ่งเขากับเซเลนสกีต้องการเห็นการต่อสู้จบลง และเขาเชื่อว่าปูตินก็คิดแบบเดียวกัน

เมื่อนักข่าวถามนายทรัมป์ว่า รัสเซียหรือยูเครนถือไพ่เหนือกว่ากัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็กล่าวว่า เขาไม่อยากตอบคำถามนี้ และเสริมว่า “นี่ไม่ใช่สงครามของผม” ก่อนจะกล่าวโทษอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน อีกครั้ง ที่ไม่หยุดการรุกรานของรัสเซียในปี 2566 พร้อมย้ำว่า สงครามต้องจบลง และเขาอยากให้มันจบลงด้วยดีสำหรับทุกฝ่าย

นักข่าวถามนายทรัมป์ด้วยว่า สหรัฐฯ จะส่งกองกำลังรักษาความสงบชาวอเมริกันไปยังยูเครนเพื่อรับรองข้อตกลงสันติภาพหรือไม่ แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบอย่างคลุมเครือว่า “เราจะทำงานร่วมกับยูเครน เราจะทำงานร่วมกับทุกคน” เพื่อรับประกันว่าสันติภาพจะคงอยู่อย่างยาวนาน

“สหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับทั้งรัสเซียและยูเครน เพื่อทำให้แน่ใจว่ามันสำเร็จ” นายทรัมป์เสริม “หากเราไปจนถึงสันติภาพได้ ผมรู้เลยว่ามันจะสำเร็จ ผมไม่มีข้อสงสัยเลย”

เมื่อนักข่าวถามนายทรัมป์ว่า เขาเข้าใจหรือไม่ว่า “รากของปัญหา” ที่นายปูตินพูดถึงนั้นคืออะไร นายทรัมป์ก็ตอบโดยย้ำว่า สงครามจะต้องจบลง แต่เขาไม่แน่ใจว่าเมื่อไร และเผยอีกว่า ในบรรดาสงครามทั้งหมดที่เขาหยุดมา เขาเคยคิดว่าสงครามรัสเซียกับยูเครนจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่มันไม่ใช่

ทรัมป์เปิดทำเนียบขาวต้อนรับเซเลนสกี ย้ำต้องการยุติสงคราม แต่หยุดยิงไม่จำเป็น

นักข่าวถามต่อว่า มีผลร้ายแรงตามมาหรือไม่ หากไม่มีการหยุดยิง ซึ่งนายทรัมป์ตอบว่า “ผมไม่คิดว่าคุณจำเป็นต้องมีการหยุดยิง” และเสริมว่า มันอาจจะเป็นเรื่องดีถ้ามีการหยุดยิง แต่มันอาจไม่จำเป็นสำหรับสันติภาพ เพราะในทางยุทธศาสตร์แล้ว ประเทศหนึ่งหรืออีกฝ่ายอาจไม่ต้องการการหยุดยิง

หลังจากนั้น นักข่าวถามเรื่องการรับประกันความมั่นคง และมอบความคุ้มครองคล้ายมาตรา 5 ของนาโตให้แก่ยูเครน ที่มีข่าวก่อนหน้านี้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งนายทรัมป์ยอมรับว่า ยังไม่มีการหารือในเรื่องนี้ แต่สหรัฐฯ จะมอบความคุ้มครองกับความมั่นคงที่ดีมากๆ ให้แก่ยูเครน

นายทรัมป์กล่าวโทษโจ ไบเดน อีกครั้ง หลังถูกถามว่า สหรัฐฯ สามารถมอบเงินและอาวุธให้แก่ยูเครนได้มากแค่ไหน พร้อมอ้างว่า สงครามคงไม่เกิดขึ้นถ้าเขาเป็นประธานาธิบดีในตอนที่รัสเซียเปิดฉากบุกโจมตียูเครนในปี 2566

ด้านนายเซเลนสกีกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ยูเครนจะซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ ด้วยความช่วยเหลือจากชาติยุโรปและโครงการอื่นๆ ที่จัดหางบประมาณให้แก่พวกเขา โดยย้ำว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเสริมความแข็งแกร่งและเติมอาวุธให้แก่กองทัพของประเทศ “เราต้องการมันมากๆ”

นักข่าวหันไปถามเซเลนสกีบ้าง ว่าเขาต้องการสิ่งใดจากสหรัฐฯ เพื่อรับประกันความมั่นคงของยูเครน ทหาร, ข่าวกรอง หรือยุทโธปกรณ์?

ผู้นำยูเครนตอบว่า “ทุกอย่าง” ยูเครนต้องการกองทัพที่เข้มแข็ง มันเป็นเรื่องของอาวุธ, ผู้คน, การฝึกฝน, ข่าวกรอง ซึ่งเขาจะหารือกับชาติพันธมิตร กลุ่มประเทศขนาดใหญ่ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ ด้วย

นักข่าวกลับไปถามนายทรัมป์ต่อว่า มีส่วนใดในการประชุมสุดยอดกับนายปูตินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 ส.ค.) ที่ทำให้เขาผิดหวังหรือไม่ ซึ่งนายทรัมป์ตอบว่า เขาแค่พูดกับปูตินทางอ้อม และพวกเขาจะคุยกันทางโทรศัพท์หลังการประชุมนี้

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวด้วยว่า การประชุมไตรภาคีอาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ โดยหากมันไม่เกิดขึ้น การต่อสู้ก็จะดำเนินต่อไป แต่หากมันเกิดขึ้น ก็จะมีโอกาสดีที่จะหยุดสงคราม

จากนั้นนายทรัมป์ก็กล่าวขอบคุณบรรดาผู้สื่อข่าว ก่อนที่พวกเขาจะถูกพาออกจากห้องเพื่อให้นายทรัมป์กับนายเซเลนสกีได้หารือกันต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc