ไฟป่าสเปน-โปรตุเกสคร่าชีวิตอีก 2 ศพ ส่งทหารช่วยดับไฟเพิ่มอีก

ไฟป่าสเปน-โปรตุเกสคร่าชีวิตอีก 2 ศพ ส่งทหารช่วยดับไฟเพิ่มอีก

19 ส.ค. 2568 00:34 น.

ไฟป่าสเปน-โปรตุเกสคร่าชีวิตอีก 2 ศพ ส่งทหารช่วยดับไฟเพิ่มอีก

สเปนกับโปรตุเกสยังคงพยายามรับมือกับเหตุไฟป่าที่กำลังเผาผลาญหลายพื้นที่ของประเทศ โดยล่าสุดพบผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ศพ ขณะที่สเปนส่งทหารไปช่วยรับมือไฟป่าเพิ่มอีก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการสเปนส่งทหารไปช่วยรับมือไฟป่าที่กำลังลุกโหมในหลายพื้นที่ของประเทศเพิ่มอีก 500 นาย ทำให้จำนวนทหารที่ถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่เพิ่มเป็น 1,900 นายแล้วในวันจันทร์ที่ 18 ส.ค. 2568 ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 4 ศพ

ไฟป่าขนาดใหญ่หลายจุดยังคงลุกไหม้ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตกของสเปน ทำให้ประชาชนต้องอพยพกว่า 27,000 คนแล้ว โดยที่แคว้นคาสตีลและเลออนเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ควันไฟยังทำให้คุณภาพอากาศย่ำแย่ลงไปอยู่ระดับ “ไม่สามารถหายใจได้” แล้ว

ผู้เสียชีวิตรายล่าสุดในสเปนเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิง โดยรถของเขาตกจากเนินเขาระหว่างปฏิบัติการดับไฟป่าในแคว้นคาสตีลและเลออน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 ส.ค. 2568) นอกจากนั้นยังมีรายงานพบผู้บาดเจ็บจากไฟป่าในแคว้นแห่งนี้ด้วย 5 ราย ซึ่ง 4 รายในจำนวนนี้มีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต

ไฟป่าที่จังหวัดกาเซเรส ในแคว้นเอซเตรมาดูรา ทางตะวันตกของสเปน ก็ยังคงอยู่เหนือการควบคุม โดยตอนนี้เผาผลาญพื้นที่แล้วมากกว่า 11,000 เฮกตาร์ และมีไฟป่าอีก 12 จุดลุกไหม้ในแคว้นปกครองตนเองกาลิเซีย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศด้วย

ส่วนที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างโปรตุเกส ก็เผชิญไฟป่าอย่างหนักมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม โดยที่ภาคเหนือและภาคกลางของประเทศได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 รายจากอุบัติเหตุรถยนต์ในวันอาทิตย์ และมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บด้วย 2 ราย

อนึ่ง สเปนเผชิญไฟป่าอย่างหนักในปี 2568 โดยเผาผลาญพื้นที่ไปแล้ว 343,000 เฮกตาร์ มากกว่าปี 2567 ทั้งปีเกือบเท่าตัว ส่วนที่โปรตุเกส ไฟป่าเผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 215,000 เฮกตาร์ในปี 2568

สเปนกับโปรตุเกสต่างใช้กลไกคุ้มครองพลเรือน (civil protection mechanism) ของ EU ไปแล้ว โดยกลไกดังกล่าวจะอนุญาตให้ประเทศที่กำลังเผชิญภัยพิบัติ ไม่ว่าจะในยุโรปหรือไม่ สามารถขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากหลายประเทศถูกส่งเข้าสู่สเปนแล้ว และทั้งสองประเทศจะได้รับเครื่องบินดับเพลิงประเทศละ 2 ลำ

นอกจากสเปนกับโปรตุเกสแล้ว ไฟป่ายังคงลุกไหม้ที่ประเทศกรีซ, ฝรั่งเศส, ตุรกี และประเทศแถบทะเลบอลข่าน ท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรงที่ถาโถมเข้าใส่ยุโรปตอนใต้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีเตือน อย่าให้รางวัลรัสเซีย หลังทรัมป์บอกให้ยูเครนยอมสละไครเมีย

เซเลนสกีเตือน อย่าให้รางวัลรัสเซีย หลังทรัมป์บอกให้ยูเครนยอมสละไครเมีย

18 ส.ค. 2568 22:20 น.

เซเลนสกีเตือน อย่าให้รางวัลรัสเซีย หลังทรัมป์บอกให้ยูเครนยอมสละไครเมีย

เซเลนสกีเตือน อย่าให้รัสเซียได้รางวัลจากการรุกราน หลังโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันให้ยูเครนยอมสละแคว้นไครเมียเพื่อแลกกับสันติภาพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวก่อนที่เขาจะพบปะพูดคุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาวในวันจันทร์ที่ 18 ส.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ว่า รัสเซียไม่ควรได้รับรางวัลจากการรุกราน หลังผู้นำสหรัฐฯ พยายามกดดันให้ยูเครนยอมสละดินแดนเพื่อแลกกับสันติภาพ

การพูดคุยระหว่างเซเลนสกีกับนายทรัมป์ ซึ่งจะมีผู้นำชาติยุโรปเข้าร่วมด้วย เกิดขึ้นตามหลังการประชุมสุดยอดระหว่างวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียกับนายทรัมป์ที่รัฐอะแลสกา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 ส.ค.) และล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในสงครามรัสเซียยูเครนที่ดำเนินมานานกว่า 3 ปีครึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม หลังการประชุมดังกล่าว นายทรัมป์ได้พลิกจุดยืนจากเดิมที่สนับสนุนให้มีการหยุดยิงในยูเครน เปลี่ยนเป็นสนับสนุนการทำข้อตกลงสันติภาพเพื่อจบสงครามโดยไม่ต้องมีการหยุดยิงก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัสเซียต้องการ

ในวันอาทิตย์ นายทรัมป์ระบุอีกว่า นายเซเลนสกี สามารถยุติสงครามได้เกือบจะในทันทีถ้าเขาต้องการ แต่สำหรับยูเครนนั่นหมายถึง ไม่มีการได้ไครเมียกลับมา และไม่มีทางได้เข้าเป็นสมาชิกนาโต

ที่ผ่านมา ผู้นำยูเครนกับชาติยุโรปต่อต้านเรื่องการยอมอ่อนข้อทางการเมืองและดินแดนให้แก่รัสเซียมาตลอด และคำพูดล่าสุดของนายทรัมป์ ก็ทำให้ในวันจันทร์ นายเซเลนสกีเตือนผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊กว่า “รัสเซียไม่ควรได้รับรางวัลจากการมีส่วนร่วมในสงครามนี้ … และเป็นมอสโกที่ต้องฟังคำว่า หยุด”

ทั้งนี้ คาดกันว่านายทรัมป์กับนายเซเลนสกีจะพูดคุยกันตัวต่อตัว ก่อนที่ผู้นำสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ฟินแลนด์ กับนายมาร์ก รุทเทอ เลขาธิการใหญ่นาโต และนางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป จะเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาวด้วย

ผู้นำยุโรปจะจัดการประชุมร่วมกับนายเซเลนสกีก่อนที่การพูดคุยกับนายทรัมป์จะเริ่มขึ้นด้วย

อนึ่ง ปัจจุบันรัสเซียยึดครองดินแดนของยูเครนราว 1 ใน 5 พวกเขาควบรวมแคว้นไครเมียผ่านการทำประชามติ ซึ่งยูเครนกับชาติตะวันตกประณามว่าเป็นการหลอกลวงในปี 2557 และทำแบบเดียวกับอีก 4 แคว้นของยูเครนในปี 2565 ได้แก่ โดเนตสก์, เคอร์ซอน, ลูฮานสก์ และซาปอริชเชีย แม้จะยังควบคุมพื้นที่ได้ไม่ทั้งหมดก็ตาม

โดยรัฐเสียควบคุมแคว้นไครเมียโดยสมบูรณ์ และควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของแคว้นลูฮานสก์ แต่อีก 3 แคว้นไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่งรัสเซียเคยเสนอจะหยุดการรุกคืบบริเวณแนวหน้าการปะทะในแคว้นเคอร์ซอนกับซาปอริชเชีย และกับการเข้าควบคุมดินแดนที่ยังไม่ถูกยึดครองในแคว้นโดเนตสก์และลูฮานสก์ ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายยูเครนปฏิเสธ

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว เอเอฟพี ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ดูจะเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าวของรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กรมปศุสัตว์เปิดตัว VaxHub และวัคซีนออโตจีนัส IBH ยกระดับการควบคุมโรคสัตว์ด้วยดิจิทัล

กรมปศุสัตว์เปิดตัว VaxHub และวัคซีนออโตจีนัส IBH ยกระดับการควบคุมโรคสัตว์ด้วยดิจิทัล

กรมปศุสัตว์เปิดตัว VaxHub และวัคซีนออโตจีนัส IBH ยกระดับการควบคุมโรคสัตว์ด้วยดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่ากรมปศุสัตว์ โดยสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ จัดงานเปิดตัว “VaxHub” ระบบบริหารจัดการวัคซีนออนไลน์รูปแบบใหม่ และแนะนำวัคซีนออโตจีนัสป้องกันโรคอินคลูชันบอดีเฮปาไตติส (IBH) เพื่อยกระดับการให้บริการด้านวัคซีนสัตว์ของประเทศไทยให้ทันสมัย รวดเร็ว และตรงจุดมากยิ่งขึ้น รองรับนโยบายยกระดับมาตรฐานการควบคุมโรคสัตว์ และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

สำหรับการพัฒนาระบบ VaxHub และวัคซีนออโตจีนัสครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการป้องกันและควบคุมโรคสัตว์ ด้วยการผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับนวัตกรรมวัคซีนที่ผลิตภายในประเทศ ซึ่ง VaxHub จะเป็นต้นแบบของระบบดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการวัคซีนในอนาคต โดยสามารถขยายขอบเขตให้ครอบคลุมวัคซีนในด้านต่างๆ ได้ ขณะที่วัคซีนออโตจีนัสจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการควบคุมโรคเฉพาะพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที

โดยVaxHub เป็นระบบดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นเพื่อบริหารจัดการคลังวัคซีน การจองวัคซีน และการจัดสรรวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรสามารถจองวัคซีนล่วงหน้าผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ตรวจสอบสถานะการจัดสรร และรับวัคซีนได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดตามที่กำหนด โดยระบบนี้มีมาตรฐานและสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว วัคซีนออโตจีนัส IBH ซึ่งผลิตจากสายพันธุ์เชื้อที่พบในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการควบคุมโรคอินคลูชันบอดี เฮปาไตติส ในไก่พ่อแม่พันธุ์ได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว ช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้าง ความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

ภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษหัวข้อ “Ignite Animal Vaccine in Thailand: จุดประกายอนาคตวัคซีนสัตว์ไทย” โดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ และการนำเสนอข้อมูลเชิงวิชาการเกี่ยวกับโรค IBH และการพัฒนาวัคซีนออโตจีนัส โดย ผศ.สพ.ญ.ดร.สุชีวา จันทร์หนู ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการและพัฒนานักศึกษา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และนับเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าที่สำคัญของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานการควบคุมโรคสัตว์ และสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างทั่วถึง

-(016)

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุม ‘ติดตามผลการดำเนินฝายและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวฯ’ ประจำปี 2568

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุม 'ติดตามผลการดำเนินฝายและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวฯ' ประจำปี 2568

เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดประชุม ‘ติดตามผลการดำเนินฝายและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวฯ’ ประจำปี 2568

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

19 สิงหาคม 2568 เวลา 9.30 น. นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นประธานเปิดประชุม “ติดตามผลการดำเนินฝานและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568” โดยมี นายสรรเพชร พูลศิริ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน พร้อมด้วย นายวิสุทธิ์ เลิศไกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาระบบการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีเปิดการประชุม ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) ณ ห้องประชุมสุทธิพร จีรพันธุ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก เขตพระนคร กรุงเทพฯ

การประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) แลกเปลี่ยนและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน และ 2) เพื่อรับทราบแนวทางในการจัดทำรายงาน ผลการดำเนินงานภายใต้โครงการดังกล่าว โดยโครงการนี้ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำ ในเขตปฏิรูปที่ดิน ปีงบประมาณ 2568 ครอบคลุมเขตปฏิรูปที่ดิน 28 จังหวัด จำนวน 135 แห่ง อันเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการจ้างแรงงานในชุมชน สร้างความรับรู้ ตระหนักรู้ของเกษตรกรในชุมชนถึงประโยชน์ของฝายชะลอน้ำ

การจัดสัมมนา ติดตามผลการดำเนินงานและถอดบทเรียนโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวฯ มีผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. จังหวัด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้นประมาณ 50 ราย เพื่อถอดบทเรียน และเปลี่ยนองค์ความรู้ รับฟัง ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปทบทวนปรับปรุงโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมเรื่องฝายชะลอน้ำ เพื่อขยายผลไปในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป

-(016)

‘รมว.เกษตรฯ’ ดัน 2 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวแม่สอด

‘รมว.เกษตรฯ’ ดัน 2 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวแม่สอด

‘รมว.เกษตรฯ’ ดัน 2 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวแม่สอด

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.04 น.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนพื้นที่ภาคเหนือ และตรวจราชการในจังหวัดตาก โดยมี นายสิริพล รักษนาเวศ ผู้อํานวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง นายทวีวัฒน์ สืบสุขมั่นสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 นายวัชรดุลย์ ธนามี ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 4 นายมาโนช ตุ้มทอง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานตาก และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่พร้อมบรรยายสรุปความก้าวหน้าโครงการฯ

สำหรับในพื้นที่อำเภอแม่สอด กรมชลประทาน ได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ โดยก่อสร้างแล้วเสร็จ 3 โครงการ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 โครงการ และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมอีก 17 โครงการ ในส่วนของโครงการที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยปะเล้ง ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด มีระยะเวลาดำเนินการระหว่างปี 2570 – 2572 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะเก็บกักน้ำได้ประมาณ 1.93 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่ออุปโภคบริโภค และการเกษตร  ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ ในฤดูแล้ง 900 ไร่ และ ฤดูฝนอีก 1,300 ไร่ รวมทั้งช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ท้ายน้ำได้อีกด้วย

ด้านโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่กึ๊ดตอนบน อำเภอแม่สอด มีแผนงานก่อสร้างระหว่างปี พ.ศ. 2571-2573 เมื่อแล้วเสร็จ จะเก็บน้ำได้ประมาณ 2.31 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค และการเกษตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ 2,500 ไร่ ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องชาวแม่สอดได้อย่างยั่งยืน

ชป.จับตาฝนปลายสัปดาห์ ‘เร่งบริหารจัดการน้ำ’ ลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

ชป.จับตาฝนปลายสัปดาห์ ‘เร่งบริหารจัดการน้ำ’ ลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

ชป.จับตาฝนปลายสัปดาห์ ‘เร่งบริหารจัดการน้ำ’ ลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

กรมชลประทานเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน หลังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกำชับให้เฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา

วันที่ 18 ส.ค.68 นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำและแม่น้ำสายหลักทั่วประเทศ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ข้อมูลล่าสุดพบว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณรวมกัน 50,534 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 66% ของความจุอ่างฯ) ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 25,972 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำรวมกัน 17,300 ล้าน ลบ.ม. (คิดเป็น 70% ของความจุอ่างฯ) และยังสามารถรับน้ำได้อีก 7,571 ล้าน ลบ.ม.

เนื่องจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทานจึงสั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมทั้งเตรียมแผนรับมือและประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนก่อนการระบายน้ำทุกครั้ง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่ท้ายน้ำ

สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่ามีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานีวัดระดับน้ำ C2 จังหวัดนครสวรรค์ ในอัตรา 1,488 ลบ.ม./วินาที ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กรมชลประทานจึงได้ทยอยเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,100 ลบ.ม./วินาที เพื่อเตรียมรองรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 22-23 สิงหาคมนี้ จะมีฝนตกเพิ่มขึ้นและตกหนักบางแห่งในหลายพื้นที่ของประเทศไทย กรมชลประทานจึงกำชับให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 68 อย่างเคร่งครัด รวมถึงการตรวจสอบอาคารชลศาสตร์และเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรเครื่องมือ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ตามนโยบายของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

เซ็นทรัลพัฒนาส่งกำลังใจถึงแนวหน้า มอบเสื้อสกรีนคำขอบคุณถึง ‘ฮีโร่ของชาติ’

เซ็นทรัลพัฒนาส่งกำลังใจถึงแนวหน้า มอบเสื้อสกรีนคำขอบคุณถึง ‘ฮีโร่ของชาติ’

เซ็นทรัลพัฒนาส่งกำลังใจถึงแนวหน้า มอบเสื้อสกรีนคำขอบคุณถึง ‘ฮีโร่ของชาติ’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ยืดหยัดเคียงข้างคนไทยและประเทศชาติเสมอ            จึงได้อาสาเป็นสื่อกลางเชิญชวนคนไทยทั่วประเทศร่วมเขียนคำขอบคุณถึงเหล่าทหารผู้กล้าผ่าน Social Campaign “To Our Heroes” ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามบนโซเชียลมีเดีย

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารเซ็นทรัลพัฒนา นำโดย รุจิเรศ นีรปัทมะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานรัฐกิจสัมพันธ์ และสรรหาที่ดิน และ พรวดี โรจน์รุ่งสัตย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการการตลาด และสื่อสารองค์กร ได้สานต่อแคมเปญ ด้วยการนำเสื้อ “To Our Heroes” สกรีนคำขอบคุณและกำลังใจจากคนไทยจำนวน 1,000 ตัว มอบให้แก่เหล่าทหารกล้า ณ กองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พลโท อนุภาพ ศิริมณฑล รองเสนาธิการทหารบกเป็นผู้รับมอบ เพื่อนำกำลังใจและคำขอบคุณจากคนไทยส่งต่อถึงทหารแนวหน้า

เซ็นทรัลพัฒนา ในฐานะผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ เน้นย้ำถึงบทบาทการเป็น “Centre of Life” ที่เป็นทั้งจุดหมายปลายทางและศูนย์กลางการใช้ชีวิต แต่ยังเป็น “พื้นที่” และสื่อกลางในการเชื่อมใจผู้คนจากทุกภูมิภาค ทั้งนี้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศได้พร้อมใจกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แสดงภาพธงไตรรงค์ขึ้นจอยักษ์ที่หน้าศูนย์การค้า อีกทั้งยังได้ตั้งศูนย์รับบริจาคและศูนย์บริจาคโลหิตที่สาขาต่างๆ และล่าสุดกับการส่งข้อความจากใจคนไทย To Our Heroes…ที่สกรีนไว้บนเสื้อ เพื่อให้ทุกครั้งที่เหล่าทหารสวมใส่ พวกเขาจะรับรู้ว่าคนไทยทั้งประเทศซาบซึ้งในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ และร่วมส่งกำลังใจให้ทหารทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย

ภายใต้ Brand Purpose “Imagining better futures for all” เซ็นทรัลพัฒนาเชื่อมั่นว่า “พลังใจ” คือพลังขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ และจะยืนหยัดเคียงข้างคนไทยเสมอ เพื่อให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเป็นทั้งหัวใจของชุมชนและศูนย์กลางชีวิตของคนไทยและประเทศไทยอย่างแท้จริง

โครงการ ‘รักแผ่นดิน (Cherish Our Nation)’ รวมพลังคนไทย จัดงานการกุศลช่วยครอบครัวทหารกล้าไทย

โครงการ ‘รักแผ่นดิน (Cherish Our Nation)’  รวมพลังคนไทย จัดงานการกุศลช่วยครอบครัวทหารกล้าไทย

โครงการ ‘รักแผ่นดิน (Cherish Our Nation)’ รวมพลังคนไทย จัดงานการกุศลช่วยครอบครัวทหารกล้าไทย

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ด้วยความตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของเหล่าทหารไทยที่ปกป้องผืนแผ่นดินด้วยชีวิต และเพื่อแสดงพลังแห่งความรักชาติ หน่วยงานภาคเอกชน กลุ่มศิลปิน ร้านอาหารชั้นนำ และโรงแรมห้าดาว จึงร่วมกันจัดโครงการ “รักแผ่นดิน (Cherish Our Nation)” ภายใต้ความตั้งใจระดมทุนช่วยเหลือครอบครัวของทหารไทยผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมจัดหาอุปกรณ์จำเป็นให้แก่กองทัพไทย นำโดยสองพลังหญิงเก่ง ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานโครงการรักแผ่นดิน และ  นันทิยา อินทรลิบ กรรมการโครงการรักแผ่นดิน

งานแถลงข่าวการจัดงานจัดขึ้น ณ สเฟียร์ ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์ ภายในงานได้รับฟังเรื่องราว “คนรักแผ่นดิน” โดย พลตรีพิพัฒน์ จงวัฒนาไพศาล ผู้อำนวยการสำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก ดำเนินรายการโดย วารินทร์ สัจเดว พร้อมเผยรายละเอียดของงานการกุศลหลักที่จะจัดขึ้นในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น. ณ สเฟียร์ ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์ โดยร้านอาหารชั้นนำและโรงแรมห้าดาวจะร่วมสร้างสรรค์เมนูพิเศษ รายได้ทั้งหมดจะมอบให้ มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยไม่หักค่าใช้จ่าย

ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานโครงการรักแผ่นดิน กล่าวว่า “Love Peace Unity คือความรัก ความสามัคคี ความสงบสุขทุกชาติและศาสนา  และผู้นำต้องเสียสละ ไม่ใช่เรื่องแสวงอำนาจ เราอยากให้ประชาชนและภาคเอกชนทุกคนเห็นว่าไม่มีใครถูกลืมจากเหตุการณ์วิกฤติในครั้งนี้ โดยเฉพาะผู้ที่เสียสละเพื่อปกป้องชาติ งานการกุศลครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสะพานที่ส่งต่อกำลังใจให้ถึงครอบครัวทหารไทย เพราะด้วยเราตระหนักถึงการทำเรื่องที่ดีต่อสังคมและประเทศชาติ และอีกสำคัญคือประเทศไทยเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร ”

ทางด้าน นันทิยา อินทรลิบ กรรมการโครงการรักแผ่นดิน กล่าวต่อว่า “โครงการรักแผ่นดินเกิดจากความตั้งใจของคนไทยทุกภาคส่วนที่จะตอบแทนความเสียสละของเหล่าทหารกล้า ครอบครัวของพวกเขาสมควรได้รับการดูแลอย่างอบอุ่นและต่อเนื่อง การรวมพลังในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการระดมทุน แต่ยังสร้างการรับรู้ให้สังคมหันมามอง เห็นคุณค่า และตระหนักถึงความสำคัญของเหล่าทหารผู้สละชีพเพื่อชาติ เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งกำลังใจและความช่วยเหลือไปให้ทหารตามตะเข็บชายแดน”

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก อนุชา เสมารัตน์ กรรมการและผู้ช่วยผู้จัดการ มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “ในปีนี้ครบรอบ 50 ปี มูลนิธิสายใจไทย เราตอกย้ำบทบาทหน้าที่ช่วยเหลือทหาร ตำรวจ และราษฎรอาสาสมัครที่ได้รับบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการสู้รบป้องกันประเทศชาติ. ซึ่งปัจจุบันดูแลทหารผ่านศึกพิการประมาณกว่า 3,300 คน”

ขณะที่ พลตรีพิพัฒน์ จงวัฒนาไพศาล ผู้อำนวยการสำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก กล่าวว่า “เรื่องราวของคนรักแผ่นดิน คือแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคน ภารกิจของเราคือการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของเหล่าทหารผู้ปกป้องชาติ และการเห็นโครงการนี้เกิดขึ้นจริง เป็นสิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจและกำลังใจให้ทั้งกองทัพและประชาชน และมุ่งดำเนินงานโครงการ ‘กตัญญูคลับ’ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพและสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัย ทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์แสดงให้เห็นถึงความมีกตัญญู ของเยาวชนคนไทยต่อ ‘4 เสาหลัก’ ได้แก่ 1.พ่อแม่ 2.ครูและสถาบันการศึกษา 3. ชาติและบ้านเมือง 4.สถาบันพระมหากษัตริย์”

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมและบริจาคเพื่อช่วยเหลือครอบครัวทหารไทย รายได้ทั้งหมดจะมอบให้ มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยไม่หักค่าใช้จ่าย งานนี้ได้รับการสนับสนุนจาก เดอะมอลล์ กรุ๊ป  บริษัท โภชานันท์ จำกัด  ฟัวกราส์ควีน กองทัพบก สมาคมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรฯ  บริษัท อาร์.พี.มีเดีย กรุ๊ป จำกัด และบริษัท สุนทรฟิล์ม จำกัด 

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋า (Garment, Footwear, and Travel Goods – GFT) เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจกัมพูชา โดยมีบทบาทอย่างมากในการสร้างงานให้ชาวกัมพูชากว่า 8 แสนคน แต่ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2568 อุตสาหกรรมดังกล่าวประสบปัญหาอย่างรุนแรงจากการปิดพรมแดนของไทย และการขึ้นภาษีนำเข้าจากประธานาธิบดีทรัมป์ ของสหรัฐเมริกา

1.ที่ตั้งโรงงานและการดำเนินงาน โรงงานอุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกกระเป๋า (GFT) ส่วนใหญ่ตั้งกระจุกตัวอยู่รอบกรุงพนมเปญ และในจังหวัดใกล้เคียง เช่น สีหนุวิล กันดาล บาเวต ปอยเปต โรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ดำเนินงานโดยนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ โดยมีการผลิตสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่เสื้อผ้าสำเร็จรูปสำหรับบุรุษ สตรี และเด็ก ชุดชั้นใน  รองเท้ากีฬาและรองเท้าแฟชั่น ไปจนถึงกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าถือ และกระเป๋าเป้ 

2.จำนวนคนงาน ในปี 2567 อุตสาหกรรม GFT เป็นผู้จ้างงานรายใหญ่ที่สุดในภาคอุตสาหกรรมของกัมพูชา โดยมีจำนวนคนงานโดยประมาณอยู่ที่กว่า 800,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานหญิงจากพื้นที่ชนบท โดยมีรายได้เฉลี่ย ราว 7,000 บาทต่อเดือน   แม้ว่าจะมีรายงานเกี่ยวกับการปิดโรงงานบางแห่งและการเลิกจ้างแรงงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกและปัญหาภายในประเทศ แต่โดยรวมแล้ว ภาคส่วนนี้ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของครัวเรือนจำนวนมากในกัมพูชา แรงงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่ย้ายถิ่นฐานมาจากชนบทเพื่อหางานทำในเมือง

3.ตลาดส่งออกหลัก สินค้า GFT จากกัมพูชาถูกส่งออกไปยังตลาดหลักทั่วโลก โดยมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดคือ สหภาพยุโรป (EU) เยอรมนีและสหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดมาอย่างยาวนาน โดยกัมพูชาได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าภายใต้โครงการ “ทุกสิ่งยกเว้นอาวุธ” (Everything But Arms – EBA) แม้ว่าส่วนหนึ่งของสิทธิ EBA จะถูกระงับไปในปี 2563 แต่ EU ยังคงเป็นปลายทางสำคัญสำหรับสินค้า GFT ของกัมพูชา

โดยสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่กัมพูชาได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ General System of Preferences (GSP) สำหรับสินค้ากลุ่มกระเป๋าเดินทางในปี 2560 ขณะที่ แคนาดา สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น เป็นตลาดที่มีความสำคัญรองลงมา แต่ก็ยังคงมีบทบาทในการรองรับสินค้าส่งออกของกัมพูชา

4.ผลกระทบจากภาษีของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ นโยบายการค้าของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในพ.ศ. 2568 โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน (“สงครามการค้า”) ได้ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออุตสาหกรรม GFT ของกัมพูชา ในช่วงแรก มีการคาดการณ์ว่ากัมพูชาอาจได้รับประโยชน์จากการที่บริษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี อย่างไรก็ตาม ผลกระทบโดยรวมมีความซับซ้อน โดยโอกาสบางส่วนของคำสั่งซื้อที่เคยอยู่ในจีนอาจย้ายมาที่กัมพูชา ซึ่งช่วยกระตุ้นการลงทุนและการจ้างงานในระยะสั้น และความท้าทาย เพราะสงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงทั่วโลก ซึ่งกระทบต่อคำสั่งซื้อจากตลาดหลักของกัมพูชา นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางการค้ายังสร้างความไม่แน่นอนให้กับห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนในภูมิภาค

5.ผลกระทบจากการที่ไทยปิดพรมแดน (กรกฎาคม 2568) การที่ประเทศไทยปิดพรมแดน ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ในเดือนกรกฎาคม 2568 ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ของกัมพูชาในหลายมิติ อาทิ การขนส่งและโลจิสติกส์ การปิดพรมแดนขัดขวางการขนส่งวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับการผลิต (เช่น ผ้า ด้าย กระดุม ซิป) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศไทยและจีนผ่านทางประเทศไทย รวมถึงการขนส่งสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกไปยังท่าเรือในไทย (เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง) หรือผ่านแดนไปยังประเทศอื่น ๆ นำไปสู่ความล่าช้า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และทำให้คำสั่งซื้อล่าช้าหรือถูกยกเลิก , การเคลื่อนย้ายแรงงาน การปิดพรมแดนกระทบต่อการเคลื่อนย้ายแรงงาน ส่งผลกระทบต่อแรงงานข้ามแดนที่ทำงานในประเทศไทยและส่งเงินกลับมายังครอบครัวในกัมพูชา , ความเชื่อมั่นของนักลงทุน สถานการณ์ดังกล่าวจะลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการลงทุนในกัมพูชา เนื่องจากความเสี่ยงด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนใหม่ๆในระยะยาว

สรุป อุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าของกัมพูชา เป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ ต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกหลายประการ ทั้งนโยบายการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และการปิดพรมแดนของประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยในเดือนกรกฎาคม 2568

โดย สุริยพงศ์

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ทรงเปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม’

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ทรงเปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม’

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ทรงเปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงเปิดนิทรรศการ “ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม” (Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage) ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประธานที่ปรึกษาของพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ตลอดจนคณะกรรมการบริหารพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ คณะอนุกรรมการฯ ที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เฝ้าฯ รับเสด็จ

โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงงดงามในฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน ลายเทพพนม กินนรรำ สีย้อมครั่ง กรวยเชิง 3 ชั้น ทอโดย อาจารยร์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ตัดเย็บโดยศิลปินแห่งชาติ ธีรพันธ์ วรรณรัตน์ ห้องเสื้อ Tirapan          

ในพุทธศักราช 2503 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป ทรงตระหนักว่าการปรากฏพระองค์ในฐานะพระราชินีแห่งราชอาณาจักรไทยเปรียบเสมือนตัวแทนของคนทั้งชาติ แต่ในขณะนั้นสตรีไทยยังไม่มีการแต่งกายที่เป็นแบบแผนและแสดงเอกลักษณ์ของชาติที่ชัดเจน พระองค์จึงมีพระราชดําริให้จัดทําเครื่องแต่งกายที่สะท้อนความเป็นไทยอย่างงดงามและมีความร่วมสมัย ด้วยพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ธรรมเนียมการแต่งกายแบบไทย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญศึกษารูปแบบการแต่งกายของสตรีไทยในราชสํานักโบราณ ประยุกต์เข้ากับเทคนิคการตัดเย็บแบบสมัยใหม่ และทรงออกแบบชุดไทยที่สวมใส่ได้สะดวก เหมาะสมกับยุคสมัย โดยยังคงความสง่างามและเอกลักษณ์ไทยไว้อย่างกลมกลืน ต่อมาฉลองพระองค์ชุดไทยดังกล่าวเป็นทีรู้จักกันในชื่อ “ชุดไทยพระราชนิยม” และกลายเป็นต้นแบบชุดประจำชาติของสตรีไทยในปัจจุบัน

นิทรรศการ “ชุดไทย : จากราชสํานักสู่ราชนิยม” (Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage) จัดแสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ที่มีความงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ประกอบด้วย ฉลองพระองค์ชุดไทยเรือนต้น ฉลองพระองค์ชุดไทยจิตรลดา ฉลองพระองค์ชุดไทยอมรินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน ฉลองพระองค์ชุดไทยดุสิต ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรี ฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัย และฉลองพระองค์ชุดไทยจักรพรรดิ

นิทรรศการ “ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม” (Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage) จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมการแต่งกายแบบไทย และเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยมให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ความเป็นมาได้ตระหนักถึงคุณค่าและเกิดแรงบันดาลใจในการร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน

นิทรรศการเปิดให้เข้าชมตังแต่วันที 16  สิงหาคม พุทธศักราช 2568  เป็นต้นไป ณ ห้องจัดแสดง 1 พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติพระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-16.30น. ปิดจําหน่ายบัตรเข้าชมเวลา 15.30 น. บัตรเข้าชมสําหรับผู้ใหญ่ ราค 150 บาท ผู้สูงอายุ (65 ปีขึนไป) ราคา 80 (โปรดแสดงบัตรประจําตัว) นักเรียนหรือนักศึกษา และเด็กอายุ 12 ปี – 18 ปี ราคา 50  บาท  เด็กอายุต่ำกว่า 12  ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย