‘วปอ.’ประมูลไม้กอล์ฟ’ลุงตู่’ ระดมทุนช่วยทหารชายแดนไทย-กัมพูชา รวมยอด 3 ล้าน

'วปอ.'ประมูลไม้กอล์ฟ'ลุงตู่' ระดมทุนช่วยทหารชายแดนไทย-กัมพูชา รวมยอด 3 ล้าน

‘วปอ.’ประมูลไม้กอล์ฟ’ลุงตู่’ ระดมทุนช่วยทหารชายแดนไทย-กัมพูชา รวมยอด 3 ล้าน

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

‘วปอ.’ลงขัน 3 ล้าน ช่วยทหารชายแดนไทย-กัมพูชา ประมูลไม้กอล์ฟ’พล.อ.ประยุทธ์’ ขณะที่’มินิ วปอ.’รุ่น’แพทองธาร’มอบ 5 หมื่นบาท ด้าน’กองทัพ’นำเงินเสริมสร้างความมั่นคง ฐานปฏิบัติการชายแดน

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2568 ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานพิธีมอบความช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บ รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงของฐานที่มั่นในการปกป้องอธิปไตย จากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา  มูลค่ากว่า 14,800,000 บาท โดยมี พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ร่วมรับมอบ

ทั้งนี้ พล.อ.อุกฤษฎ์ ระบุว่า กำลังพลที่ปฎิบัติหน้าที่ ได้ยืนหยัดต่อสู้ด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเพื่อดำรงไว้ ซึ่งเอกราช และอธิปไตยไม่หวาดหวั่นต่ออริศัตรูที่รุกราน แต่ในการปฏิบัติทางทหารย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการบาดเจ็บ และสูญเสีย 

แม้ว่าจะเกิดขึ้น แต่กำลังพลทุกนายที่กำลังทำหน้าที่อยู่จากวันนั้นถึงวันนี้ไม่เสียขวัญแต่อย่างใด ยังคงมุ่งมั่นตั้งใจและทำหน้าที่เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติอย่างเด็ดเดี่ยวมั่นคงเสมอมาจนถึงวันนี้ และจะปฎิบัติหน้าที่เยี่ยงนั้นต่อไปในอนาคต 

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงฐานปฏิบัติการ เพื่อให้มีประสิทธิภาพเคลื่อนย้ายทางยุทธวิธีหรือส่งกำลังบำรุงเข้าไปในพื้นที่ 

สิ่งที่เราร่วมใจในวันนี้เพื่อ เชิดชูเกียรติตอบแทนคุณงามความดีของกำลังพลผู้เสียสละ โดยมอบสวัสดิการกำลังพลบาดเจ็บทุกท่าน โดยแต่ละนายมีอาการบาดเจ็บสาหัส และหลายนายสูญเสียอวัยวะส่งผลต่อการดำรงชีวิตในอนาคต 

รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถยุทโธปกรณ์เพื่อการปฎิบัติการพิเศษ เช่น เทคโนโลยีในการพิสูจน์ทราบ เพิ่มความทันสมัยเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องอธิปไตยของฝ่ายเรา และสร้างบังเกอร์ความมั่นคงของฐานที่มั่น เส้นทางปรับปรุงก่อสร้างภูมิประเทศที่สำคัญเช่น ภูมะเขือ  

สำหรับพื้นที่ภูมะเขือ เราได้จัดวางกำลังไว้จำนวนหนึ่ง ค่อนข้างมากพอสมควร ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีความยากลำบากในการเข้าถึง และกำลังพลต้องระมัดระวังระบบสุขอนามัยที่ต้องทำเพื่อรองรับพี่น้องทหารให้ถูกสุขลักษณะ 

รวมถึงการจัดหาระบบโซลาร์เซลล์ กล้องส่องทางไกลอินฟราเรด สิ่งเหล่านี้เมื่อทหารได้รับจะเกิดเป็นสิทธิประโยชน์และเป็นความปลอดภัยในการปฏิบัติงานปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดนต่อไป

ความร่วมมือของทุกท่านแสดงให้เห็นถึงความรักความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติช่วงเวลาสำคัญนี้   

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักศึกษา วปอ. ในแต่ละรุ่น ได้มอบเงินช่วยเหลือรวมกว่า 3 ล้านบาท โดย วปอ.64 ที่มี นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐสนะประธานรุ่น วปอ.64 ได้มอบเงินกว่า 776,000 บาท โดยรุ่นดังกล่าวได้มีการจัดระดมทุนหลายทาง โดยมีการประมูลสิ่งของ หนึ่งในนั้นคือไม้พัตเตอร์ (ไม้กอล์ฟ) ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

ขณะที่ วปอ.บอ.รุ่นที่ 1 รุ่นของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และรมว.วัฒนธรรม มอบเงิน 50,000 บาท นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชน เครือข่ายต่างๆ เช่น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง 1 ล้านบาท และบริษัท ปตท. 5 ล้านบาท เป็นต้น

แม่ทัพภาค 2 ลั่นกัมพูชาไว้ใจไม่ได้ ชี้สถานการณ์ช่วงนี้ยัง 50-50 หากปะทะพร้อมสู้

แม่ทัพภาค 2 ลั่นกัมพูชาไว้ใจไม่ได้ ชี้สถานการณ์ช่วงนี้ยัง 50-50 หากปะทะพร้อมสู้

แม่ทัพภาค 2 ลั่นกัมพูชาไว้ใจไม่ได้ ชี้สถานการณ์ช่วงนี้ยัง 50-50 หากปะทะพร้อมสู้

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.17 น.

มทภ.2 ลั่น กัมพูชา ไว้ใจไม่ได้ ชี้ สถานการณ์ 50-50  หากปะทะพร้อมสู้  หวัง ให้ยุติ เตรียมถกอาร์บีซี  นำสู่ จีบีซี หวังจะคุยกันเข้าใจ ยึดผลประโยชน์ชาติ

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวภายหลังพิธีมอบความช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บ รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงของฐานที่มั่นในการปกป้องอธิปไตย จากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า รู้สึกชื่นชมและดีใจที่ประเทศชาติเราเป็นอย่างนี้ คนไทยไม่ทิ้งกัน เหตุการณ์ตลอดแนวชายแดนเกือบ 1,000 กิโลเมตร มีหลายเหตุการณ์ ลูกหลานทหารพยายามทำให้ดีที่สุด 

ทั้งนี้การสูญเสียพวกเราป้องกันอย่างเข้มงวดทุกระดับชั้น แต่การเข้าตีบางอย่างเราเป็นฝ่ายรุกอาจมีเหตุที่พวกเราบาดเจ็บบ้าง 

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยทหารทุกนายที่ได้รับผลกระทบ การปฎิบัติด้านยุทธการครั้งนี้ พระองค์ทรงรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ทั้งหมด”

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวอีกว่า ขอขอบคุณสิ่งของที่มอบให้ในวันนี้ จะนำไปใช้กับน้องๆที่อยู่หน้าแนวตามวัตถุประสงค์ ที่ทุกท่านได้มอบให้โดยด่วน ซึ่งบางครั้งงบประมาณราชการ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก รัฐบาล ได้มอบให้เพียงพอ แต่บางรายการนั้นเร่งด่วน รอการจัดหาตามช่วงเวลาไม่ทัน จึงต้องขอบคุณทุกท่านที่สอบถามไปยังหน่วย

“ช่วงนี้สถานการณ์ยัง 50-50 ตามภาพข่าว ประเทศกัมพูชา ก็เป็นไปตามที่เราเข้าใจ ไม่มีอะไรที่เราไว้ใจได้ ปัจจุบันกองทัพภาคที่ 2 โดย พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีความห่วงใยได้ลงไปตรวจเยี่ยม เป็นประจำ รวมถึง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก  ซึ่งเหล่าทัพมีความพร้อม ทั้งที่จะคุยกันแบบมิตรภาพ ถ้ามีเหตุจะปะทะกันอีก ก็พร้อม” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวอีกว่า ขอให้พี่น้องทุกท่านสบายใจในการปฏิบัติของทหารเรา หวังว่าเหตุการณ์พวกนี้จะยุติโดยเร็ว ปลายเดือน ส.ค.นี้ ตนจะประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC กับฝ่ายกัมพูชาเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และนำไปสู่ การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปหรือ GBC  อีกรอบ  จึงหวังว่าจะคุยกันเข้าใจ โดยทุกสิ่งทุกอย่างตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก พร้อมยืนยันว่า พวกเราพร้อมทำหน้าที่ ตามที่ทุกท่านส่งกำลังใจให้และฝากความหวังไว้ พวกเราจะทำให้ดีที่สุด 

‘ครม.’ไฟเขียวแต่งตั้ง‘พชร อนันตศิลป์’ ย้ายข้ามห้วยจากคลัง นั่งปลัดดีอีคนใหม่

‘ครม.’ไฟเขียวแต่งตั้ง‘พชร อนันตศิลป์’ ย้ายข้ามห้วยจากคลัง นั่งปลัดดีอีคนใหม่

‘ครม.’ไฟเขียวแต่งตั้ง‘พชร อนันตศิลป์’ ย้ายข้ามห้วยจากคลัง นั่งปลัดดีอีคนใหม่

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

‘ครม.’อนุมัติรับโอน‘พชร อนันตศิลป์’นั่งปลัดดีอี พร้อมเห็นชอบแต่งตั้ง‘อุดมพร’เป็นผอ.สำนักพุทธฯ

19 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้งตามที่ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอ พิจารณาอนุมัติรับโอน นายพชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะกระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบอนุมัติรับโอน นางอุดมพร เอกเอี่ยม รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่เกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.68 เป็นต้นไป

‘มาดามหยก’จัดโรงทานงาน’เติมใจ๋ เตื่อมฮัก สู่นักสู้ชายแดนไทย’ อุทิศส่วนกุศล ส่งวิญญาณนายทหารหาญ

'มาดามหยก'จัดโรงทานงาน'เติมใจ๋ เตื่อมฮัก สู่นักสู้ชายแดนไทย' อุทิศส่วนกุศล ส่งวิญญาณนายทหารหาญ

‘มาดามหยก’จัดโรงทานงาน’เติมใจ๋ เตื่อมฮัก สู่นักสู้ชายแดนไทย’ อุทิศส่วนกุศล ส่งวิญญาณนายทหารหาญ

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.14 น.

‘มาดามหยก’จัดโรงทานงาน’เติมใจ๋ เตื่อมฮัก สู่นักสู้ชายแดนไทย’ เชียงใหม่ จัดช่างฟ้อนนุ่งซิ่นสีธงชาติ 200 คน บูชาสูงสุด อุทิศส่วนกุศล ส่งวิญญาณนายทหารหาญสละชีพ ปกป้องอธิปไตยไทย ย้ำ’ก้าวอิสระ’พร้อมสนับสนุนพระศาสนา ทุกศาสนาต่อไป แม้มีบางพรรคการเมือง ดูหมิ่น ทำกระทบจิตใจพุทธศาสนิกชน ชี้ทุกวงการทั่วโลก มีทั้งคนดี-ไม่ดี ลั่นกลไกลงโทษ มีอยู่แล้ว 

นางสาวกชพร เวโรจน์ หรือมาดามหยก หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ(Indy Team) และคณะกรรมการที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กองทุนดารารัศมีรำฦก เปิดเผยว่า พรรคได้ร่วมกิจกรรม  “…เติมใจ๋ เตื่อมฮัก สู่นักสู้ชายแดนไทย …” โดยมีเจ้าสุรีย์ ณ เชียงใหม่ ประธานกองทุนดารารัศมีรำฦก ร่วมกับชาวเชียงใหม่ เพื่อส่งกำลังใจไปยังทหารกล้า ที่กำลังปฎิบัติหน้าที่ ณ ชายแดน เพื่อดำรงไว้ซึ่งเอกราช แห่งราชอาณาจักรไทย ใต้ร่มพระบารมี ที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร และในงานดังกล่าว ยังมีกิจกรรมถวายผ้าไตร และมีช่างฟ้อน 200 คน แต่ละคนนุ่งซิ่น ตามสีธงชาติ มาร่วมฟ้อน ซึ่งชาวเชียงใหม่ ถือว่าการฟ้อนเป็นการบูชาสูงสุด เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศล ส่งวิญญาณนายทหารหาญ ที่สละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยไทยให้ไปในทางที่ดี เราอยู่แนวหลัง ก็พยามช่วยทุกทางที่ทำได้ นอกจากนี้ในงานดังกล่าว พรรคก้าวอิสระ ได้จัดโรงทานก๋วยเตี๋ยว และน้ำดื่มบริการให้ผู้ที่มาร่วมงานในพิธีดังกล่าว และเพื่อเป็นการต้อนรับนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และต่างชาติ ที่เข้ามาเที่ยวชม ที่วัดเจดีย์หลวงด้วย

ผู้สื่อข่าวถามถึง ขณะนี้มีประเด็นดรามาในโซเชียลฯ ไม่พอใจบางพรรคการเมือง ที่ออกมาพูดดูหมิ่นพระพุทธศาสนา โดยใช้ถ้อยคำที่กระทบกระเทือน ต่อความศรัทธา ของพุทธศาสนิกชน จนกลายเป็น
กระแสต่อต้านพรรคดังกล่าว ในฐานะที่ตนเป็นที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ด้วย มองเรื่องนี้อย่างไร  นางสาวกชพร กล่าวว่า เรื่องนี้ตนในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคก้าวอิสระ (Indy) และส่งเสริมงานด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม มากว่า29 ปี ขอยืนหยัดในการทำดี จิตอาสา และทำทุกกิจกรรม ที่จะส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่เพียงแค่วงการพระสงฆ์เท่านั้น ที่มีคนดีหรือไม่ดี แต่ทั่วโลก ทุกประเทศ ทุกสังคม ทุกวงการอาชีพ ทุกช่วงวัย จะมีทั้งคนดี และไม่ดีทั้งนั้น เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตัดสินว่าใครจะดี หรือไม่ดี เราอยู่ในสังคมที่หลากหลาย ต้องรู้ตัวว่าเราทำอะไร คนที่ไม่ดี ก็ดำเนินการกันไปตามระเบียบวินัยที่มีอยู่ ซึ่งถือเป็นบทบาท และกลไกทางสังคมที่มีอยู่แล้ว

“ดิฉันไม่คิดว่า จะมีสาระอะไร ที่จะทำให้เลิกทำกิจกรรมด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม เพราะสิ่งเหล่านี้ อยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็มีจำนวนมาก ส่วนไหนที่ไม่ดี ก็เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายกันไป สำหรับพรรคการเมือง ที่ออกมาพูดประเด็นนี้ ดิฉันคิดว่าเขาอาจไม่ได้ตั้งใจ ที่จะพูดอย่างนั้นหรือไม่ ตนไม่ทราบเจตนา แต่ประเด็นนี้ในความหมายของพรรคก้าวอิสระ จะขอสนับสนุนพระศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม หรือศาสนาใดก็ตาม พรรคเราขอสนับสนุนส่งเสริมรักษาต่อไป เพราะทุกคน คือคนไทยเหมือนกัน มีความเท่าเทียมกัน ทุกวงการมีส่วนดี ส่วนเสียปะปนกันไป คนที่ทำผิด ก็รับโทษไปตามกระบวนการ ทั้งประเทศ ไม่ใช่จะมีแต่คนไม่ดีทั้งหมด ก็ต้องมีทั้งดี และคนไม่ดีในทุกสังคมทั้งนั้น“ นางสาวกชพร กล่าวทิ้งท้าย 

ฉะเชิงเทรามอบทุนการศึกษา 300 ทุน รวม 9 แสนบาท แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่

ฉะเชิงเทรามอบทุนการศึกษา 300 ทุน รวม 9 แสนบาท แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่

ฉะเชิงเทรามอบทุนการศึกษา 300 ทุน รวม 9 แสนบาท แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.43 น.

ฉะเชิงเทรามอบทุนการศึกษา 300 ทุน รวม 9 แสนบาท แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่อาคารอเนกประสงค์พระธรรมมังคลาจารย์ วิ. วัดโสธรวราราม วรวิหาร นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนและนักศึกษาในพื้นที่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชน โดยมี นางปิติมา รักพานิชมณี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยพระเทพภาวนาวชิรคุณ วิ. เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม วรวิหาร และเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วนเข้าร่วมในพิธี

โครงการมอบทุนการศึกษาในปีงบประมาณ 2568 นี้ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของการศึกษา สร้างขวัญกำลังใจให้มุ่งมั่นในการเรียนรู้ และเป็นการสนับสนุนบทบาทของเหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทราในการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

ทุนการศึกษาที่มอบในครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ทุนสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่มีความประพฤติดี มีจิตอาสา และทุนสำหรับผู้ที่มีผลการเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยสนับสนุนในทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ประถมศึกษาไปจนถึงอุดมศึกษา ทุนละ 3,000 บาท รวมทั้งสิ้น 300 ทุน เป็นเงินรวม 900,000 บาท

พิธีมอบทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษา แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของภาครัฐ ภาคศาสนา และภาคประชาชน ในการส่งเสริมการศึกษาให้แก่เยาวชน เพื่อให้สามารถเติบโตเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติต่อไปในอนาคต ///-026

‘สอวช.’พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัยด้านความมั่นคง-ยุทโธปกรณ์ ลดพึ่งพาการนำเข้า

‘สอวช.’พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัยด้านความมั่นคง-ยุทโธปกรณ์ ลดพึ่งพาการนำเข้า

‘สอวช.’พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัยด้านความมั่นคง-ยุทโธปกรณ์ ลดพึ่งพาการนำเข้า

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.31 น.

‘สอวช.’ชี้กองทัพและภาคเอกชนไทย มีศักยภาพ พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัยด้านความมั่นคงและยุทโธปกรณ์ ลดพึ่งพาการนำเข้า

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดย ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ เข้าร่วมการเสวนาเสวนาคุยเฟื่องเรื่องวิศวกรรมกับสภาวิศวกร ในหัวข้อ “Technology and Innovation Policy for New S-Curve Industry” จัดโดย สภาวิศวกร มีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานคณะ S-Curve Smart City and Artificial Intelligence สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ อนุกรรมการส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

ดร.สุรชัย เปิดเผยว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยยังต้องยึดกรอบ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (12 S-Curve) แต่ต้องปรับตัวตามพลวัตโลก โดย สอวช. มีหน้าที่ทำนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคต อาทิ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต โดยการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเข้ามาเพิ่มคุณค่าด้านสุขภาพควบคู่กับรสชาติ เพื่อเจาะตลาดโลก อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่ ไทยอาจไม่สามารถแข่งขันได้ในทุกขั้นตอน แต่สามารถพัฒนาแบตเตอรี่แพ็กและระบบจัดการ รวมถึงการรีไซเคิลได้ตรงบริบทการใช้งานจริงในประเทศ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (Advanced Electronics) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) ที่ไทยกำลังเข้าสู่กระแสโลก ผ่านความร่วมมือระดับนานาชาติ เช่น การจัดตั้ง Synbio Consortium ที่ได้รายงานต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ด้วย นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมด้านการศึกษา เพื่อรับมือสังคมที่มีผู้เรียนลดลง ด้วยการสร้าง Non-Degree Programs และดึงมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกเข้ามาร่วมเปิดหลักสูตรในไทย

“ที่สำคัญตอนนี้เรื่องความมั่นคงของประเทศโดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอาวุธมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะเกิดเหตุการณ์ด้านชายแดน สอวช. เราพร้อมขับเคลื่อนงานวิจัยด้านความมั่นคงและยุทโธปกรณ์ ลดการพึ่งพาการนำเข้าและสามารถส่งออกได้ด้วย เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อมทั้งกองทัพและเอกชนสามารถทำให้เกิดอุตสาหกรรมนี้ได้ ซึ่ง สอวช. พร้อมจะสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านความมั่นคงของประเทศ” ดร.สุรชัย กล่าว

ดร.สุรชัย ยังกล่าวถึง การปลดล็อกอุปสรรคเชิงกฎหมายและด้านการศึกษา เช่น การผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม โดยให้นักวิจัยสามารถถือครองสิทธิในผลงานวิจัยที่ทำได้ รวมถึงการนำ Offset Policy มาบังคับใช้กับการจัดซื้อจัดจ้างโครงการรัฐเกิน 1,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดประโยชน์ตอบแทนกลับมายังประเทศไทยในด้านต่าง ๆ ในส่วนของการอุดมศึกษา ได้สนับสนุนให้เกิดการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) ปรับหลักสูตรมหาวิทยาลัยให้ตรงกับความต้องการอุตสาหกรรม เช่น EV, AI, Advanced Electronics เป็นต้น

ขณะที่ ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า เดิมรัฐบาลสร้าง S-Curve จาก 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อาหาร ยานยนต์ ท่องเที่ยว เกษตรชีวภาพ อิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่เพียงพอในการยกระดับประเทศ จึงต้องมี New S-Curve อย่าง เซมิคอนดักเตอร์ การแพทย์ขั้นสูง ดิจิทัล และชีวภาพ ซึ่งรัฐบาลได้จัดตั้งกองทุนเพิ่มขีดความสามารถที่บีโอไอเป็นผู้ดูแลแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังเผชิญ ข้อจำกัด ทั้งการแข่งขันด้านภาษีและสินค้าจีนที่ทะลักเข้าตลาดโลก สิ่งที่ยังขาดคือ การบริหารจัดการนวัตกรรม และการยกระดับ 6 ด้านหลัก ได้แก่ ตลาด, ผลิตภาพ, นวัตกรรม, คน, ESG และทุน

ด้าน ดร.บุรณิน สะท้อนว่า ภาคธุรกิจไทยยังพึ่งการผลิตมากกว่าการสร้างเทคโนโลยี ทำให้ติดกับดักรายได้ปานกลาง ขณะที่โลกเผชิญทั้งเศรษฐกิจถดถอย หนี้สาธารณะสูง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) สิ่งที่ทำให้ไทยก้าวต่อได้คือนวัตกรรมตอบโจทย์โลก ต้องกล้าเปลี่ยนอุตสาหกรรมไปเลย เช่น Future Food, MedTech, Industrial AI ที่ใช้เทคโนโลยีภูมิอากาศ (Climate Tech) เป็นตัวเร่ง

จุฬาฯ จับมือ บพท. – สกสว. จัดตั้งกองทุนฯ สร้างธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน

จุฬาฯ จับมือ บพท. - สกสว. จัดตั้งกองทุนฯ สร้างธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน

จุฬาฯ จับมือ บพท. – สกสว. จัดตั้งกองทุนฯ สร้างธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดตัว “โครงการบ่มเพาะและการก่อตั้งกองทุนสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ” เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุม 201 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงาน อว.แฟร์ 2568 โดยมี ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร บพท. และ รศ.ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ รองผู้อำนวยการ สกสว. ร่วมลงนามความร่วมมือในโครงการนี้

ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดี จุฬาฯ กล่าวว่า ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องอาศัยองค์ประกอบหลัก ๆ 3 ส่วน คือ 1. องค์ความรู้ ซึ่งไม่มีภาคส่วนใดจะมีองค์ความรู้ไปมากกว่ามหาวิทยาลัย และจุฬาฯ ก็เป็นองค์กรที่สร้าง และสะสมองค์ความรู้ต่าง ๆ มายาวนาน  2. ความซื่อสัตย์ และโปร่งใส ซึ่งจุฬาฯ เป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไร แต่ทำงานด้วยใจรักในการศึกษาวิจัย และเต็มใจที่จะรับใช้บ้านเมือง และ 3. เงินลงทุน ปัจจุบันกองทุนสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมแห่งชาติมีเงินลงทุนจากทั้งจุฬาฯ และ บพท. ที่มุ่งขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ ประสบความสำเร็จได้

“โครงการบ่มเพาะและการก่อตั้งกองทุนสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ จะเกิดประโยชน์ต่อผู้คนในทุกระดับ เพราะนวัตกรรมการพัฒนาต่าง ๆ ล้วนต้องใช้องค์ความรู้จากงานวิจัย ที่จะช่วยทำให้คุณค่าของผลิตภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น     จุฬาฯ มุ่งส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) มาโดยตลอด และมีการใช้ภาคเกษตรเป็นจุดเริ่มต้นในของโครงการผ่านผลผลิตโกโก้ ที่ จ.น่าน ซึ่งเกษตรกรจะได้รับประโยชน์จากโครงการเป็นอย่างมาก ส่วนภาคนักวิจัยก็จะได้ขยายองค์ความรู้ และได้ขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนให้เกิดผลสำเร็จ หากหน่วยงานใดสนใจเข้าร่วม จุฬาฯ ยินดีเปิดรับทุกรูปแบบ     ทั้งการร่วมลงทุนในโครงการ หรือการขอเงินทุนสนับสนุนเพื่อสร้างธุรกิจเพื่อสังคม หากมีความเหมาะสมกับรูปแบบในการดำเนินโครงการ จุฬาฯก็พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่” ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ กล่าว

ศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร บพท. กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ คือการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของสามองค์กรหลักในการผลักดันธุรกิจเพื่อสังคมให้เป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยมี จุฬาฯ เป็นศูนย์กลางการบ่มเพาะและขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นระบบ  ซึ่งธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ใช่เพียงภาคเกษตรเท่านั้น กลุ่มกิจการต่าง ๆ หากมีความสนใจก็สามารถติดต่อโครงการ โดยมีจุฬาฯเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้ โดยใช้กรอบความรู้ของงานวิจัย เพื่อให้โครงการเกิดผลสำเร็จอย่างสูงสุด

ด้าน รศ.ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว.มุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำของภาคประชาชน ซึ่งในภาคการเกษตร ถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย แต่ขาดการบูรณาการทรัพยากร และองค์ความรู้ใหม่ ๆ หากเรามาร่วมมือกันก็จะเกิดพลังในการพัฒนาได้ โครงการดังกล่าว ทำให้เกิดการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสังคมให้เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งจุฬาฯ มีงานวิจัยและนวัตกรรมต่าง ๆ มากมาย โครงการนี้จึงมีส่วนในการส่งเสริมการนำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โครงการนี้มีความคาดหวังการร่วมมือจากภาคเอกชน นักลงทุนต่าง ๆ เพื่อเข้าร่วมกับจุฬาฯ บพท. และ สกสว. เพื่อร่วมลงทุน และขับเคลื่อนในธุรกิจเพื่อสังคมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นหมุดหมายที่ทำให้ประชาชนไทย มีรายได้สูงขึ้น สามารถก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอนาคตอันใกล้นี้

นอกจากนี้ภายในงานมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “เร่งเครื่องการเปลี่ยนแปลง: มหาวิทยาลัย รัฐบาล และ   นักลงทุน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของผลกระทบทางสังคม” (Catalyzing Change: University, Government, and Investors for Social Impact Growth) โดยมี ศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร บพท. ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์ ณ น่าน ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาโกโก้ไทยเพื่อความยั่งยืน สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาฯ นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการพิจารณา ติดตาม และประเมินผล ภายใต้แผนงานย่อย การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและยกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตเมืองชายแดน หน่วย บพท. คุณอภิชาต การุณกรสกุล ประธานกรรมการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม และคุณ   ธีรพงศ์ คำมูล บริษัท ออดิวา ไทย คาเคา จำกัด (ฟาร์ม่าวัน) ร่วมเสวนา

ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์ ณ น่าน ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาโกโก้ไทยเพื่อความยั่งยืน สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาฯ  กล่าวว่า โครงการการยกระดับเศรษฐกิจเมืองชายแดนด้วยกลไกการพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจโกโก้ไทยสู่ระดับสากล” โดยสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นโครงการต้นแบบความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อหาทางออกช่วยเกษตรกรและหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศเศรษฐกิจโกโก้ในประเทศไทยในพื้นที่ 11 จังหวัด ริเริ่มที่ จ.น่าน พื้นที่ปลูกโกโก้มากที่สุดของประเทศไทย โดยจุฬาฯได้ทำการศึกษาวิจัยและนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปพัฒนาเกษตรกรและธุรกิจในพื้นที่ มีการวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่า และทิศทางในการต่อยอดในอนาคต โดยร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาวิจัย และช่วยเหลือชุมชน สิ่งนี้จะเป็นโมเดลให้แก่มหาวิทยาลัยและภาคส่วนอื่น ๆ ในการช่วยยกระดับคุณภาพผลผลิตสู่ตลาดโลก และสร้างงานในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการสร้างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่นำไปสู่ความยั่งยืน ถือเป็นตัวอย่างของธุรกิจเพื่อสังคมอย่างแท้จริง

โครงการบ่มเพาะและการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการด้านสังคมให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน และแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการดังกล่าวรวมถึงการบ่มเพาะธุรกิจ การให้คำปรึกษา การสนับสนุนด้านการเงิน และการสร้างเครือข่าย เพื่อให้ธุรกิจ เพื่อสังคมเติบโตและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศแห่งการประกอบการรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรเพื่อความมั่งคั่ง แต่เน้น “กำไรทางสังคม” ที่ยั่งยืนและครอบคลุม พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายมหาวิทยาลัย ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ผ่านแนวทาง Public-Private Partnership (PPP) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริม พัฒนา และขยายขีดความสามารถของผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneurs) ให้สามารถดำเนินธุรกิจที่สร้างคุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุน องค์ความรู้ แหล่งทุน การบ่มเพาะธุรกิจ การเชื่อมโยงเครือข่าย และการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเน้นการลงทุนในธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม และยึดหลัก ESG อย่างเป็นรูปธรรม

​ซัมซุง ชวนอัปสกิล ‘Coding – AI’ รับ e-Certificate ทันทีหลังเรียนจบ

​ซัมซุง ชวนอัปสกิล ‘Coding – AI’ รับ e-Certificate ทันทีหลังเรียนจบ

​ซัมซุง ชวนอัปสกิล ‘Coding – AI’ รับ e-Certificate ทันทีหลังเรียนจบ

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซัมซุง เดินหน้ายกระดับโครงการ Samsung Innovation Campus 2025 ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้วยเป้าหมาย “Innovation for All” ที่มุ่งสร้างโอกาสการเรียนรู้เทคโนโลยีให้เข้าถึงได้สำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียม พร้อมเสริมความเข้มข้นของหลักสูตรออนไลน์ฟรี ครอบคลุมตั้งแต่ Coding ขั้นลึก การใช้ AI สร้างคอนเทนต์การตลาด ไปจนถึง Data Science เพื่อปลดล็อกทักษะดิจิทัลสำคัญที่ตลาดแรงงานทั่วโลกต้องการอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ทั้งนักเรียน คนทำงานที่ต้องการอัปสกิล และผู้เริ่มต้นที่สนใจ โดยเรียนได้ทุกที่ทุกเวลาและรับประกาศนียบัตรจากซัมซุง โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นระดับโลกในการนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรกลับคืนสู่สังคม เพื่อเพิ่มองค์ความรู้และต่อยอดการใช้งานได้จริงทั้งในชีวิตประจำวัน การศึกษา และเส้นทางอาชีพ สะท้อนจุดยืนของซัมซุงในฐานะแบรนด์ที่ผลักดันนวัตกรรมให้เป็นพลังขับเคลื่อนอนาคตที่ดีกว่าอย่างแท้จริง

โดยจัดสอนเนื้อหาทั้งหมด 4 คอร์สออนไลน์ฟรี พร้อมเพิ่ม 2 คอร์สใหม่ที่เข้มข้นและทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์โลกยุค AI และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของทั้งสังคมการเรียนรู้และตลาดแรงงาน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ได้จริงในทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโค้ดขั้นสูง (Advanced Coding), การใช้ AI สร้างคอนเทนต์การตลาด (AI Marketing Content Creation), การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Science) และ พื้นฐานการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking)ออกแบบมาให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมรับประกาศนียบัตรจากซัมซุงเพื่อเพิ่มโอกาสในเส้นทางอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม

Software Development Concepts and Testing with Python คอร์สใหม่ของปีนี้ที่จะยกระดับจากการเขียนโค้ดพื้นฐาน สู่ความเข้าใจแนวคิดการพัฒนาโปรแกรมอย่างเป็นระบบ พร้อมเรียนรู้เทคนิคการทดสอบโค้ดให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดจากพื้นฐานการเขียนโปรแกรม

AI in Content Marketing อีกหนึ่งคอร์สใหม่น่าสนใจ ช่วยเปิดมุมมองใหม่ของการใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ทางการตลาด พร้อมวิธีการสร้างคอนเทนต์ให้น่าสนใจตรงใจผู้บริโภคยุคดิจิทัล เหมาะกับนักการตลาด นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ คนทำงาน และนักเรียนที่ต้องการใช้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มโอกาสทางธุรกิจหรือเพิ่มทักษะการนำเสนองานให้น่าสนใจ

Introduction to Programming with Python คอร์สปูพื้นฐานการเขียนโปรแกรมสำหรับผู้เริ่มต้น ตั้งแต่ระดับ 0 ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปีที่ผ่านมา พร้อมกลับมามอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างคำสั่ง พื้นฐานการคิดแบบตรรกะที่จำเป็นสำหรับทุกสายอาชีพ แม้ไม่มีพื้นฐานมาก่อนก็สามารถเริ่มเรียนได้อย่างมั่นใจ

A.I. in the Workplace กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง กับคอร์สเรียนที่พาไปรู้จักการใช้งาน AI ในบริบทของการทำงานจริง เรียนรู้เครื่องมือ เทคนิค และแนวทางการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและแก้ปัญหาในสายอาชีพต่าง ๆ พร้อมปูพื้นฐานให้นักเรียน นักศึกษา ได้เตรียมความรู้ ความเข้าใจก่อนเข้าสู่โลกของการทำงาน

นอกจากหลักสูตรออนไลน์ที่เปิดให้ทุกคนเข้าเรียนได้ฟรีแล้ว Samsung Innovation Campus 2025 ยังเป็นการขยายโอกาส และต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ Samsung Innovation Campus in School ที่ได้ลงพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะด้านเทคโนโลยีให้เยาวชนและคุณครูในโรงเรียนทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย เพื่อขยายโอกาสในการพัฒนาทักษะความรู้อย่างเท่าเทียมและเท่าทันโลก

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนและเรียนรู้เนื้อหาที่สนใจได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านระบบออนไลน์ พร้อมรับประกาศนียบัตรหลังจากผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ที่กำหนด สมัครเข้าร่วมโครงการได้แล้ววันนี้ที่ http://www.samsungsic-thailand.org

ก้าวสู่ปีที่ 10 Sister School สาธิตจุฬาฯ-เมืองโคเงะ ญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม

ก้าวสู่ปีที่ 10 Sister School สาธิตจุฬาฯ-เมืองโคเงะ ญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม

ก้าวสู่ปีที่ 10 Sister School สาธิตจุฬาฯ-เมืองโคเงะ ญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ต้อนรับนายกเทศมนตรีเมืองโคเงะ พร้อมคณะผู้บริหาร ครู และนักเรียนจากประเทศญี่ปุ่น 39 คน ในโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โรงเรียนพี่น้อง (Sister School) ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 10 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม นำโดย อาจารย์ศรียา เนตรน้อย ผู้อำนวยการโรงเรียน และรองคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักเรียนจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 39 คน นำโดย นายสึโบเนะ ชูสุเกะ นายกเทศมนตรีเมืองโคเงะ เดินทางมาร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในโครงการโรงเรียนพี่น้อง (Sister School) สาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ร่วมกับเมืองโคเงะ (Koge Town) จังหวัดฟุกุโอกะ (Fukuoka) ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 16-22 ส.ค. 2568

อาจารย์ศรียา เนตรน้อย ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม กล่าวว่า ทางโรงเรียนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสต้อนรับนายกเทศมนตรีเมืองโคเงะ คณะผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักเรียนจากประเทศญี่ปุ่น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม และเมืองโคเงะมีมิตรภาพที่ดีกันมาอย่างยาวนาน ในปีนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ทางโรงเรียนได้มีโอกาสต้อนรับคณะอีกครั้ง

อีกทั้งขอขอบคุณเป็นอย่างสูงต่อการต้อนรับและการเอาใจใส่นักเรียนและคณาจารย์ ในการเดินทางไปเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่เมืองโคเงะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือน ต.ค. 2567 ที่ผ่านมา ทางโรงเรียนรู้สึกมีความสุขและประทับใจ นับเป็นประสบการณ์ที่ดีและมีคุณค่ายิ่ง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าตลอดระยะเวลาที่นักเรียนและคณะครูจากประเทศญี่ปุ่น ร่วมกิจกรรมกับทางโรงเรียน จะได้รับความสุข สนุก ประทับใจ มีรอยยิ้มและความทรงจำที่ดี รวมถึงสานต่อความสัมพันธ์อันงดงามให้คงอยู่ต่อไป

ในโอกาสนี้ นายสึโบเนะ ชูสุเกะ นายกเทศมนตรีเมืองโคเงะ ได้มอบภาพจิตรกรรมที่ระลึก ให้แก่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม เป็นผลงานของนายซึโคโมะ ชินอิจิ ศิลปินชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ซึ่งมีความประทับใจอย่างยิ่งในมิตรภาพที่ยาวนานระหว่างเมืองโคเงะกับโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม จึงได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสายสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองฝ่าย ในภาพสื่อถึงความรัก สันติภาพ และสายสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายไม่มีที่สิ้นสุด

โครงการโรงเรียนพี่น้อง (Sister School) ระหว่างเมืองโคเงะ จังหวัดฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น กับโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม เกิดขึ้นเมื่อเดือน ม.ค. 2558 โดยนำนักเรียนและคณะครูจากโรงเรียนของเมืองโคเงะ มาเยือนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม และโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ได้นำคณะครูและนักเรียนไปเยือนเมืองโคเงะ โดยมีการทำกิจกรรมสานสัมพันธ์กันมาอย่างต่อเนื่อง และได้ทำสัญญาลงนามเอ็มโอยูของโครงการนี้จำนวน 2 ครั้ง ปัจจุบันดำเนินโครงการเข้าสู่ปีที่ 10

-(016)

‘นฤมล‘ พร้อมต่อสู้เพื่อเด็กอาชีวะได้เงินเดือนสูงตามทักษะอาชีพ ไม่ใช่ตามวุฒิการศึกษา

‘นฤมล‘ พร้อมต่อสู้เพื่อเด็กอาชีวะได้เงินเดือนสูงตามทักษะอาชีพ ไม่ใช่ตามวุฒิการศึกษา

‘นฤมล‘ พร้อมต่อสู้เพื่อเด็กอาชีวะได้เงินเดือนสูงตามทักษะอาชีพ ไม่ใช่ตามวุฒิการศึกษา

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

‘นฤมล‘ พร้อมต่อสู้เพื่อเด็กอาชีวะได้เงินเดือนสูงตามทักษะอาชีพ ไม่ใช่ตามวุฒิการศึกษา

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ครบรอบ 84 ปี โดยมี น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศธ., นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.ศธ. , นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ., นายสุเทพ  แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ., พร้อมคณะผู้บริหาร และข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วมพิธี บริเวณหน้าอาคาร สอศ. กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตนกลับอาชีวะฯทำงานกันมาไม่ใช่เพิ่งจะปีนี้  แต่ได้ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ก็ได้ทำเรื่องทวิภาคีด้วยกัน ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลพยายามส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ  EEC ที่ไทยเร่งผลักดันสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ปัญหาหลักของประเทศ นอกจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องน้ำจะมีเพียงพอหรือไม่ พลังงานสะอาดจะมีหรือไม่ เพื่อให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้ ตรงนั่นยังพอแก้ไขได้ แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ เรื่องของทักษะแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะพิเศษ ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC  ที่มาพบกับตนช่วงเป็น รมช.แรงงาน พบว่าคำถามที่เกี่ยวกับแรงงาน ถามว่า เรามีวิศวกรอยู่เท่าไหร่ ไทยมีช่างเทคนิคด้านต่างๆอยู่เท่าไหร่ เมื่อกระทรวงแรงงานรวบรวมตัวเลขให้ บริษัทที่จะมาลงทุนก็บอกว่าตัวเลขยังห่างไกลกับที่เขาต้องการเยอะ และบริษัทเหล่านี้ไม่ต้องการวิศวกรที่จบปริญญาตรี แต่ต้องการวิศวกรที่จบจากวิทยอาชีวศึกษา หรือวิทย์วิทยาลัยเทคนิค ต้องการวิศวกรที่สามารถทำงานได้เลย ทำงานเป็น และรู้ว่าจะแก้ปัญหาหน้างานได้อย่างไร กระทรวงแรงงาน จึงได้มาทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อเชื่อมโยงผลักดันให้เกิดการทำระบบทวิภาคีขึ้น เพื่อให้นักเรียนอาชีวะฯได้ฝึกปฏิบัติ เมื่อเรียนจบแล้วสามารถทำงานได้จริง นอกจากนั้น ยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาลงทุนแล้วขยายกิจการเพิ่มเติมไปนอกพื้นที่  EEC อย่างเช่นบริษัทชิโนเป็กของจีน ที่เข้ามาลงทุนในเรื่องท่อแก๊ส แต่ปรากฏว่าไม่มีแรงงานด้านช่างเชื่อมแบบชั้นสูง จึงต้องมาพึ่งสำนักงานอาชีวะฯในการอบรมช่างเชื่อมที่เป็นอยู่แล้ว ให้เป็นช่างเชื่อมชั้นสูง เนื่องจากชิโนเป็กบอกว่าถ้าเรามีช่างเชื่อมชั้นสูงจะรับไม่จำกัด และให้เงินเดือนเริ่มต้นเดือนละ 50,000 บาท เมื่อปี 2563 ตน จึงได้เริ่มทำงานร่วมกับอาชีวะศึกษาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ก็เริ่มเห็นอุปสรรคปัญหา ว่าเด็กที่เรียนอาชีวะ พอจบระดับ ปวช, ปวส.  ปรากฏว่า รายได้ขั้นต้นต่ำกว่าคนที่จบปริญญาตรี ตรงนี้ก็เป็นปัญหาของเรื่องโครงสร้างเงินเดือนที่ทำให้แรงจูงใจของน้องๆเลือกไปเรียนปริญญาตรีมากกว่ามาเรียนอาชีวะฯ เพราะจบปริญญาตรีได้เงินเดือนเยอะกว่า แต่หางานไม่ได้ จบปริญญาตรีแล้วก็ว่างงานกันเยอะแยะ แต่น้องๆที่จบอาชีวะมาได้งานทำเลย แต่ได้เงินเดือนน้อยกว่าปริญญาตรี  ซึ่งในช่วงนั้นตนอยู่กระทรวงแรงงาน ก็ได้คุยกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และได้เริ่มผลักดันด้วยการเชิญชวนนายจ้าง ว่าจะปรับโครงสร้างเงินเดือน ของนักเรียนอาชีวะสายอาชีพ ให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าคนที่จบปริญญาตรี เพราะน้องที่จบสายอาชีพที่ผ่านระบบทวิภาคีสามารถทำงานได้จริงๆ แทนที่ไปรับคนที่จบปริญญาตรี แต่ทำอะไรไม่เป็น กว่าจะฝึก กว่าจะทำงานเป็นก็ใช้เวลาอีก 6 เดือน หรือ 1 ปี  ดังนั้น น้องๆอาชีวะควรจะได้เงินเดือนเริ่มต้น และเงินเดือนขั้นต่อไป เติบโตในอาชีพสูงกว่า ซึ่งภาคเอกชนเราเชิญชวนได้ แต่ติดในเรื่องกฏหมาย ถ้าเราใช้กฎหมายเพิ่มเติมเพื่อบังคับใช้ในเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ที่แยกตามทักษะวิชาชีพ ถ้าผู้เรียนผ่านการทดสอบมาตรฐานทางวิชาชีพแล้ว  ก็บังคับใช้กฎหมายเพื่อให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างได้ตามค่าแรงขั้นต่ำตามทักษะวิชาชีพ  แต่ติดที่ภาคราชการเราเอง คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)ซึ่งกำหนดอันตราเงินเดือนของผู้จบปริญญาตรีสูงกว่าผู้ที่จบ ปวช. และ ปวส.  ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น  ซึ่งตรงนี้ก็ต้องต่อสู่กับทาง ก.พ.ร. ต่อไป หน่วยราชการเองก็เหมือนกัน เราไม่ได้ต้องการคนจบปริญญาตรีมาเยอะแยะ เพราะจริงๆปริญญาก็เป็นแค่วุฒิบัตรอย่างหนึ่ง ดังนั้น คนที่เลือกเรียนไม่ว่าจะเรียนสายสามัญ หรือสายอาชีพ แต่เมื่อเขาเลือกเรียนสายอาชีพแล้ว ก็ต้องได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม  ดังนั้น ในส่วนที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ ตนก็จะไปต่อสู้ต่อไป  สำหรับในส่วนของภาคเอกชน เขาให้ความร่วมมือในเรื่องนี้เราพอสมควร ก็ขอความกรุณาดูแลน้องๆสายอาชีวะด้วย  

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ต้องขอขอบคุณอาจารย์และน้องๆอาชีวศึกษา ตามที่ตนได้มีโอกาสไปตรวจเยี่ยมพบว่า นศ.อาชีวะฯจิตอาสา ไปช่วยซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ รถมอร์เตอร์ไซต์ รถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมเสียหาย ดูจากสภาพแล้วไม่น่าจะซ่อมได้ แต่น้องๆอาชีวะฯก็สามารถซ่อมได้ และขอขอบคุณผู้อุปการะคุณที่ช่วยเอื้อเฟื้ออะไหล่ น้ำมันเครื่อง อุปกรณ์ทั้งหลายทำให้น้องอาชีวะฯได้ไปทำจิตอาสาทั่วประเทศไทย ที่ไหนมีภัย ก็จะมี ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (FIX IT CENTER)ไปที่นั้น

เราอาจจะคิดว่าอาชีวะมีแต่ฮาร์ดสกิล หรือ มีแต่ช่าง แต่อาชีวะฯก็มีซอฟสกิลด้วย มีวิทยาลัยการอาชีพ ช่วงที่ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยแรงงาน เกิดโควิดระบาด ก็ได้จัดโครงการฝึกอบรมอาชีพ โดยเชิญวิทยาลัยอาชีวะฯเข้าไปสอนอาชีพให้กับชาวบ้าน เพื่อเป็นอาชีพเสริมเนื่องจากรายได้ประจำหายไป  โดยไปสอนทำกาแฟ ทำอาหารกล่องขาย และหลังจากนั้นหลายคนก็นำความรู้ที่ได้จากการอบรมในครั้งนั้น นำไปต่อยอดเปิดร้านเล็กๆของตัวเองจนเติบโตขึ้น รวมทั้งชุดเสื้อผ้าที่รัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน ใส่ในวันนี้ ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น ที่ตัดให้ใส่สวยงาม 

รมว.ศธ.ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ว่า ปัญหาโครงสร้างเงินเดือนของน้อง ๆสายอาชีพเกิดจากค่านิยมของคนไทย คือ ต้องจบปริญญาตรี จึงจะประสบความสำเร็จ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ จบอะไรก็ได้ที่มีงานทำ และเลี้ยงชีพได้ด้วยสัมมาชีพ แต่พอค่านิยมเป็นแบบนี้ โครงสร้างเงินเดือนก็ล้อกันไป ให้เงินเดือนน้องๆที่จบ ปวช, ปวส. น้อยกว่าคนที่จบปริญญาตรี ซึ่งในต่างประเทศไม่เป็นอย่างนี้ เขาจะให้ตามทักษะวิชาชีพ ตอนนั้นตนจึงพยายามผลักดันให้กรมฝีมือแรงงาน ทำความเข้าใจกับนายจ้าง ให้เขาจ่ายค่าจ้างตามทักษะอาชีพ และใช้กฏหมายบังคับเพิ่มเติมด้วยว่าถ้าไม่เป็นไปตามนั้น เราก็จะเริ่มบังคับใช้กฏหมายนะ  นอกจากนี้ ก็ทำเรื่องของทวิภาคีร่วมกันและขยายต่อยอด ซึ่งตอนนี้มีสาขาวิชาชีพเพิ่มเติมเยอะมาก และทางภาคอุตสาหกรรมก็ต้องการทักษะอาชีพที่เปลี่ยนไป ตอนนั้นจะมีเแค่เรื่องทักษะช่างเชื่อม ลอจิสติกส์ วิศวะเฉพาะทางสาขาต่าง ๆ แต่ตอนนี้ก็มีเอไอเข้ามาเพิ่ม ระบบราง เกษตรสมัยใหม่ สุขภาพสมัยใหม่ เหล่านี้เด็กที่เรียนจบออกไปแล้วก็สามารถทำงานได้เลย ที่กลุ่มนายจ้างบอกว่าเหมือนปลากระป๋อง เปิดแล้วกินได้เลย เพราะฉะนั้นค่าจ้างก็ควรเป็นไปตามนั้น ก็ยังเหลือแต่หน่วยราชการที่ยังติด ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)ที่ดูเรื่องอัตรากำลังและโครงสร้างเงินเดือน ถ้าสามารถปลดล็อกตรงนี้ได้ แม้กระทั้งกระทรวงศึกษาธิการเอง เรื่องนี้เราก็พึ่งจะคุยกันในที่ประชุม ก.ค.ศ. ว่าต้องให้น้ำหนักเท่า ๆกัน เพราะถือว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการศึกษามาแล้ว ไม่ว่าจะจบมาสาขาไหน หรื วุฒิบัตรแบบใด ถ้ามีทักษะและสามารถทำงานได้ ก็ต้องได้ค่าตอบแทนเท่ากัน ไม่ใช่ไปแบ่งกันที่วุฒิ แต่ต้องแบ่งที่ทักษะ ดังนั้น ก.ค.ศ.ก็จะต้องพิจารณาปรับตรงนี้ ในการเลื่อนเงินเดือนก็จะต้องดูตามทักษะ ไม่ใช่เริ่มที่วุฒิ ซึ่งไม่ควร

“ส่วนเรื่องการเพิ่มยอดผู้เรียนสายอาชีวะฯนั้น ก็ต้องไปดูเรื่องโครงสร้างค่าตอบแทน หรือเงินเดือนก่อน ถ้าแก้ไขตรงนี้ได้ ก็จะเป็นแรงจูงใจให้คนมาเรียนอาชีวะมากขึ้น และที่สำคัญต้องส่งเสริมวิทยาลัยอาชีวะฯต่าง ๆให้มีความพร้อมด้านบุคลากร แต่ตอนนี้อัตรากำลังก็ยังมีไม่เพียงพอ ถ้าครูยังมีไม่พอ แล้วจะไปรับเด็กเพิ่มก็จะย้อนแย้งกัน ตรงนี้ก็จะต้องไปต่อสู้กับ กพร. เพื่อให้ได้อัตรากำลังมาเพิ่มเติม รวมถึงอุปกรณ์การเรียนการสอน เพราะตอนนี้สาขาใหม่ๆเกิดขึ้นเยอะแยะ  ทางวิทยาลัยและครูอาจารย์ก็จะต้องได้รับการพัฒนาเพื่อที่จะมาสอนเด็กได้ และตนก็จะไปต่อสู้เรื่องงบประมาณให้สอศ.ต่อไป ซึ่งงบฯอาชีวะฯปี 2569 ถูกตัดไป 31 ล้านบาท ได้มา 2.7 หมื่นกว่าล้าน ก็จะใช้ให้คุ้มค่าที่สดสมกับที่สภาฯมอบให้มา“ รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศธ. กล่าวว่า จากที่ชื่นวีทีอาร์วันนี้จะเห็นได้ว่าทุกๆยุกก็สะท้อนว่า สิ่งที่อาชีวะทำคือการสร้างคนให้มีงานทำ ในทุกยุคทุกสมัยก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเองมาโดยตลอด วันนี้ก็อยากจะบอกว่าอาชีวะฯไม่ใช่แค่การเรียนเรียนที่จะมุ่งไปสู่การมีงานทำเท่านั้น แต่อาชีวะคือยุทธศาสตร์ของประเทศ ปัจจุบันอาชีวะฯ เป็นแรงงานที่สำคัญที่จะผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมในยุคใหม่เติบโตได้เราต้องอาศัยแรงงานอาชีวะ ก็ขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรอาชีวะทุกคน และน้องๆอาชีวศึกษาทุกคน

ขณะที่ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้นขอแสดงความยินดีกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ปีนี้ครบรอบ 84 ปี ถ้าเป็นคน ก็คงถือว่าอายุเยอะพอสมควรแล้ว ฉะนั้น ก็ถือว่าเป็นวัยที่ผ่านประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ก็ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายดลบันดาลให้สำนักงานอาชีวะศึกษามีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ผลิตบุคลากรที่ดี เพราะประเทศไทยยังขาดบุคลากรดีๆอีกเยอะ และอย่าลืมไปปรับเปลี่ยนเรื่องเงินเดือนให้น้องที่จบอาชีวะฯด้วย