‘เด็ก พท.’อ้อน’ศาล รธน.’ เลื่อนตัดสินคดีนายกฯอิ๊งค์ ออกไปก่อน 6 เดือน

'เด็ก พท.'อ้อน'ศาล รธน.' เลื่อนตัดสินคดีนายกฯอิ๊งค์ ออกไปก่อน 6 เดือน

‘เด็ก พท.’อ้อน’ศาล รธน.’ เลื่อนตัดสินคดีนายกฯอิ๊งค์ ออกไปก่อน 6 เดือน

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

ขอแก้สารพัดปัญหาประเทศก่อน! ‘พท.’ อ้อน ‘ศาลรธน.’ เลื่อนตัดสินคดี ‘นายกฯ’ ออกไปก่อน6เดือน ยันไม่ยืมจมูก‘ฝ่ายค้าน’ หายใจผ่านงบฯปี69

12 ส.ค.2568 นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการประชุมศาลรัฐธรรมนูญประจำสัปดาห์ในวันที่ 13ส.ค.ที่อาจจะพิจารณานัดฟังคำวินิจฉัยคดีถอดถอนน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีคลิปสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาว่า อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญชะลอการพิจารณาคดีดังกล่าวไว้ก่อน พร้อมทั้งให้ยกเลิกคำสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี เพื่อให้กลับมามีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ในช่วงภาวะวิกฤติทั้งปัญหาสงครามชายแดน กรณีภาษีการค้าสหรัฐฯ และแก้ปัญหาภายในประเทศต่างๆทั้งการปราบยาเสพติด คดีเขากระโดง ควรหยุดคดีนายกฯไว้สัก 6 เดือน เมื่อแก้ปัญหาต่างๆผ่านไปแล้ว ค่อยนัดตัดสินคดีอีกครั้งการมีนายกฯตัวจริงบริหารประเทศในภาวะวิกฤติย่อมเป็นผลดีต่อประเทศมากกว่ากว่านายกฯรักษาการแน่นอน ที่การบริหารงานไม่ราบรื่น อย่างไรก็ตามหากศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคดีนายกฯ และคำวินิจฉัยออกมาในทางลบต่อพรรคเพื่อไทย ก็มีแผนสำรองคือ ผลักดันนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แต่ถ้ายังมีการต่อต้านนายชัยเกษมอย่างหนัก จนยื้อต่อไม่ไหวจริงๆ คงต้องยุบสภา 

“จึงอยากให้การเมืองนิ่งที่สุด เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ แต่เชื่อว่า สถานการณ์คงไม่เลวร้ายถึงขั้นนั้น ยังมั่นใจศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยนายกฯไม่มีความผิด เช่นเดียวกับกระแสข่าวที่นายกฯจะลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสิน ก็ไม่เป็นความจริง เป็นข่าวลือ ในพรรคไม่เคยคุยกันเรื่องนี้” นพ.เชิดชัย กล่าว

นพ.เชิดชัย กล่าวต่อว่า ส่วนการประชุมพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2569 วาระ2-3 ระหว่างวันที่13-15ส.ค.นั้น เชื่อว่าจะผ่านไปด้วยดี ที่ประชุมพรรคเพื่อไทย กำชับสส.และรัฐมนตรี ให้อยู่ร่วมการประชุมตลอดเวลาและทุกพรรคอยากให้กฎหมายผ่าน พรรคร่วมรัฐบาลพร้อมรักษาองค์ประชุมอย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องยืมจมูกพรรคฝ่ายค้านหายใจ ขอให้ฝ่ายค้านอภิปรายอยู่ในหลักเกณฑ์ข้อบังคับการประชุม

‘ก่อแก้ว’ยัน รัฐบาลไม่ยุบสภา หลังผ่านงบฯ69 ติงวิเคราะห์มโนแบบไร้ข้อเท็จจริง

'ก่อแก้ว'ยัน รัฐบาลไม่ยุบสภา หลังผ่านงบฯ69 ติงวิเคราะห์มโนแบบไร้ข้อเท็จจริง

‘ก่อแก้ว’ยัน รัฐบาลไม่ยุบสภา หลังผ่านงบฯ69 ติงวิเคราะห์มโนแบบไร้ข้อเท็จจริง

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

“ก่อแก้ว” ยัน รบ.เพื่อไทยไม่ยุบสภาหลังผ่านงบ 69 ติงวิเคราะห์มโนแบบไร้ข้อเท็จจริง

เมื่อว้นที่ 12 ส.ค.68 นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “สัปดาห์นี้ จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างวันที่ 13–15 สิงหาคม 2568 เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าจะผ่านการเห็นชอบในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 โดยไม่มีปัญหาใดๆ ก่อนส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา

นายก่อแก้ว ระบุอีกว่า ที่ผ่านมามีสื่อบางรายวิเคราะห์ว่าหลัง พ.ร.บ.งบประมาณผ่านสภาแล้ว รัฐบาลอาจทำการยุบสภา ขอเรียนในฐานะ สส.พรรคเพื่อไทยว่าตลอดช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา ไม่เคยได้ยินแนวคิดนี้จากบุคลากรสำคัญ หรือผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคแต่อย่างใด ดังนั้นการวิเคราะห์ว่าจะมีการยุบสภาหลังผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณ จึงเป็นเพียงการมโนที่ปราศจากข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิงครับ”

‘สว.อลงกต’ลั่น! ‘วุฒิสภา’ ไม่คว่ำ-ไม่ยื้อ ‘ร่างพ.ร.บ.งบฯ69’

'สว.อลงกต'ลั่น! 'วุฒิสภา' ไม่คว่ำ-ไม่ยื้อ 'ร่างพ.ร.บ.งบฯ69'

‘สว.อลงกต’ลั่น! ‘วุฒิสภา’ ไม่คว่ำ-ไม่ยื้อ ‘ร่างพ.ร.บ.งบฯ69’

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.34 น.

‘สว.อลงกต’ ปัด ‘วุฒิสภา’ เตรียมโหวตคว่ำร่างพ.ร.บ.งบฯปี69 ชี้ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ ย้ำหน้าที่แค่ให้ข้อสังเกต ขอไม่ให้ความเห็นลดงบ ‘มท.’สูง – เงินทอนท้องถิ่น

12ส.ค.2568 นายอลงกต วรกี สมาขิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 คนที่ 1 วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ69 ซึ่งสภาฯ เตรียมพิจารณาวาระสองและวาระสาม ในวันที่ 13-15 ส.ค. นี้ว่าจะมีการติตามขณะเดียวกันในส่วนของกมธ.ของวุฒิสภา ยังมีการพิจารณาเนื้อหาและรายละเอียด โดยเชิญหัวหน้าส่วนราชการเข้ามาชี้แจงรายละเอียด และสว.มีหน้าที่ทำข้อสังเกต โดยวันที่ 13 ส.ค. นี้ กมธ.ของวุฒิสภา ได้เชิญหน่วยงานมหาดไทยเข้ามาชี้แจงในรายละเอียด ทั้งนี้การพิจารณารายละเอียดของสว. ไม่สามารถตัดหรือเปลี่ยนแปลงได้มีหน้าที่เพียงตั้งข้อสังเกต หากพบว่างบบางตัวมีความแปลก เช่น งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ตั้งงบไว้สูงเพื่อใช้ทวงหนี้ผู้ที่ผิดนัดชำระเงินกู้ กยศ. หรือ งบประมาณบางหมวดที่เป็นเบี้ยหัวแตก งบการแก้ปัญหาทุจริตที่มีกระจายอยู่ในหน่วยงานต่างๆ  เป็นต้น

เมื่อถามว่าฝ่ายกมธ.ของสภาฯ ปรับลดงบประมาณของกระทรวงมหาดไทยสูงเป็นอันดับหนึ่ง มากถึง  2,148 ล้านบาทนายอลงกต กล่าวว่า เป็นปัญหาของรมว.มหาดไทย และเป็นปัญหาของพรรครัฐบาล ไม่เกี่ยวกับสว. เพราะสว.มีหน้าที่ให้ข้อสังเกต

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการโยกงบให้ท้องถิ่นบางพื้นที่ที่เป็นสายการเมือง นายอลงกต กล่าวว่า ตามกระบวนการ งบท้องถิ่นมี 2 กรณี คือ ตั้งปกติ และเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ โดยทั้ง 2 กรณีนั้นเสนอมาตามกระบวนการของจังหวัดและกระทรวง ส่วนจะมีใบสั่งหรือไม่ ตนไม่เห็นภาพลักษณ์ใบสั่ง ทั้งนี้มองว่าจากกรณีที่นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีตรองประธานสภาฯคนที่หนึ่ง ที่ถูกให้พ้นจากสส. และ ตัดสิทธิการเมือง เพราะมีประเด็นผิดมาตรา 144 นั้น ตนเชื่อว่าเขาจะมีความวิตกจริต และใช้ความละเอียดรอบคอบ ไม่กระจุกอยู่พรรคไหน แต่ส่วนตนไม่ได้ดูรายละเอียดเชิงลึก และการเปลี่ยนแปลงงบประมาณนั้นเป็นหน้าที่ที่ สส.พิจารณา ขณะที่สว.ทำเพียงการเสนอข้อสังเกต 

เมื่อถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า สว.อาจไม่เห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.งบฯ69 นายอลงกต กล่าวว่า ไม่มีไม่เห็นชอบแน่นอน ขอให้คิดดูว่า หากสว.ไม่เห็นชอบ จะใช้มูลเหตุอะไรไม่เห็นชอบ และส่วนตัวได้คุยกับหลายคนเห็นว่า หากสว.ไม่เห็นชอบกระบวนการต้องย้อนไปสส.อีก ดังนั้นสว.จะยื้อทำไม ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หากสามารถนำเงินเข้าระบบได้เร็วเท่าไรยิ่งดี

“ความเห็นส่วนตัวของผมมองว่า ไม่มีเหตุผลยับยั้ง แต่มีข้อสังเกตได้ แต่ไม่ควรที่จะชะลอการผ่านงบประมาณในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ งบประมาณอนุมัติเร็ว เท่ากับจ่ายเร็ว ส่วนที่บอกว่างบประมาณกระจุกตัวบางจังหวัด เช่น  อุบลราชธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ แต่งบเหล่านั้นกระจายตัวในพื้นที่” นายอลงกต กล่าว

เมื่อถามย้ำว่าข่าวลือที่ผ่านงบ นั้นไม่จริงใช่หรือไม่ นายอลงกต กล่าวว่า  “ไม่ผ่าน ได้ประโยชน์อะไร เพราะเงินเข้าระบบช้า ทำให้สัคมมองว่าสว.ดึง ไม่มีประโยชน์”

เมื่อถามถึงการตั้งข้อสังเกตว่างบจังหวัดอาจมีเงินทอนขึ้นได้ นายอลงกต กล่าวว่า “สว.ไม่มีอำนาจยับยั้ง ลด หรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ไม่เหมือนกับ สส. ดังนั้นเงินทอนจะอยู่ที่ไหน”

เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าส่วนตัวไม่กังวลใช่หรือไม่  นายอลงกต กล่าวว่า  เป็นเรื่องของสส. ไมใช่เรื่องที่สว. กังวล เพราะสว.ต้องรอพิจารณาจากสส. ดังนั้นความกังวลคือ สส. และหน่วยงาน สว. มีหน้าที่ตั้งข้อสังเกต หากหน่วยงานท่ีมาชี้แจงตอบไม่ได้ สว.ทำได้แค่ตั้งสังเกต และนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา ช่วงวันที่ 25-26 ส.ค. นี้

‘กันตพร-พรลักษณ์’รับพระราชทานรางวัลลูกกตัญญู ประจำปี 2568 จาก’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

'กันตพร-พรลักษณ์'รับพระราชทานรางวัลลูกกตัญญู ประจำปี 2568 จาก'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

‘กันตพร-พรลักษณ์’รับพระราชทานรางวัลลูกกตัญญู ประจำปี 2568 จาก’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.26 น.

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดพิธีมอบรางวัล “ลูกกตัญญู” ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ โดยมี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปทรงเปิดงานวันแม่แห่งชาติ และพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ได้รับรางวัล ประจำปี 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

ในงานนี้ นายกันตพร หาญพาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด และ พญ.พรลักษณ์ หาญพาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) ได้รับพระราชทานโล่เกียรติคุณรางวัล “ลูกกตัญญู” เพื่อยกย่องความกตัญญูกตเวทีและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม

โดยรางวัลดังกล่าวนับเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัวและองค์กร ที่สะท้อนถึงความกตัญญู ความเสียสละ และการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมไทย

– 006

เปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026

เปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026

เปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.43 น.

เปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026 ตามแนวพระดำริใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ชู “อนาคตแฟชั่นที่ยั่งยืน” จากมหัศจรรย์เส้นใยไทย

สานต่อความสำเร็จอย่างงดงามสู่ผลงานลำดับที่ 6 กับหนังสือ Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026 โดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับหน้าที่บรรณาธิการบริหารอีกครั้ง พระนิพนธ์เล่มล่าสุดนี้จะทำหน้าที่เป็นคู่มือและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้สร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอของไทย ภายใต้แนวคิดหลัก “อนาคตแห่งแฟชั่น: สรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อโลกที่ยั่งยืน” (Future Fashion: Creative Innovation for Sustainability) “มหัศจรรย์แห่งเส้นใย” โดย หนังสือการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2568 (Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026) มุ่งเน้นการค้นหานวัตกรรมจากงานหัตถกรรมในอดีต โดยเฉพาะความมหัศจรรย์ของเส้นใยธรรมชาติในท้องถิ่น เพื่อยกระดับผ้าไทยและงานหัตถศิลป์สู่สากล ตามแนวพระดำริในโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”

ทั้งนี้ การจัดทำหนังสือเล่มดังกล่าวนับเป็นการสานต่อพระปณิธานและสะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมนานาชาติในราคาที่เข้าถึงได้ ดังพระดำรัสที่ได้พระราชทานไว้ในการประชุมวิชาการ Symposium เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 ความตอนหนึ่งว่า “อีกอย่างหนึ่งคือที่ท่านหญิงรู้สึกมองอนาคตไว้ว่า อีกหน่อยสินค้าฝรั่งมันจะแพงขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เนม การ์เมนต์ หรืออะไรก็ตาม แล้วเรารู้ว่าคนกลุ่มใหญ่ในเมืองไทย ยังนิยมของเหล่านั้นอยู่ และคนในระดับชั้นกลาง หรือที่รองลงมา เขาจะอยู่กันยังไง เราก็เลยคิดว่า อยากให้ทุกท่านได้หันมามองว่า สินค้าไทยหลาย ๆ ชิ้น ผ้า การ์เมนต์ พอร์ซเลน หรืออื่น ๆ เรายังมีของที่เทียบเท่าฝรั่ง แล้วเรายังจับต้องได้” พระดำรัสดังกล่าวจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนโครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ และการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ไทยสู่สากลในครั้งนี้

โดยในวันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2568 ได้มีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัว หนังสือการพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2568 (Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026) ณ EMSKYE ชั้น 14 เอ็ม ทาวเวอร์ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย, นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน ร่วมด้วยที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ได้แก่ นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี, นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ และ นายพลพัฒน์ อัศวะประภา ร่วมพูดคุยถึงรายละเอียดอันน่าสนใจของเทรนด์บุ๊กฉบับฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025 – 2026 นี้

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “จากแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’  ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สู่พันธกิจของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย                         ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพและยกระดับผ้าไทย และงานหัตถกรรมไทย สู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินงานกว่า 5 ปี ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงงานและทรงอนุรักษ์และพัฒนาผ้าทอพื้นเมืองและงานหัตถกรรมพื้นบ้าน โดยนำภูมิปัญญาและอัตลักษณ์พื้นถิ่น มาผสมผสานกับเทรนด์แฟชั่นล่าสุด เกิดเป็นผืนผ้าและผลิตภัณฑ์ที่มีความร่วมสมัย เพื่อยกระดับผ้าไทยสู่สากล พระองค์ทรงสร้างแรงบันดาลใจ แบ่งปันองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ส่วนพระองค์ พระราชทานแนวพระดำริในการพัฒนาผืนผ้าและงานหัตถกรรม ให้มีความร่วมสมัยและเป็นสากล ให้แก่ช่างทอผ้า ช่างหัตถศิลป์ และช่างหัตถกรรม รวมถึงทรงพัฒนาออกแบบลายผ้าพระราชทาน และพระราชทานลายผ้านี้ให้แก่ศิลปิน ช่างทอผ้า และงานหัตถกรรม ในทุกภูมิภาค เพื่อนำไปสร้างสรรค์ผืนผ้าและงานหัตถกรรม ตามอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นถิ่น ก่อให้เกิดการจุดพลังการขับเคลื่อนงานหัตถกรรมในทุกมิติ ทั้งรูปแบบ ลวดลาย สีสัน ทำให้ผ้าไทยมีความทันสมัย คนนิยมใส่ผ้าไทยมากขึ้น จนสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างครบวงจร

“กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้น้อมนำแนวพระดำริมาพัฒนาสร้างสรรค์ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยให้ทันสมัย ก้าวทันอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอของไทย โดยปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ ดอนกอยโมเดล นาหว้าโมเดล บาติกโมเดล Young OTOP รวมถึงการพัฒนาโครงการหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) และพระองค์ทรงพระราชทาน เครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน ‘Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน’ แก่ช่างทอผ้า ช่างหัตถกรรม ผู้ผลิต และผู้ประกอบการที่สร้างสรรค์ผืนผ้าและหัตถกรรมด้วยขั้นตอนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติ และเป็นที่น่าปิติยินดีสำหรับประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิต ผู้ประกอบการผ้าไทย และช่างหัตถกรรม หัตถศิลป์ที่องค์การยูเนสโกประกาศเชิดชูพระเกียรติ และถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจ ด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรม และการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ รวมทั้งการขับเคลื่อนวัฒนธรรม ตลอดจน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเทศไทย แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ณ สำนักงานใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นพระทัยของพระองค์ในการยกระดับผ้าไทยให้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับโลกอย่างแท้จริง”

นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวถึงพัฒนาการของผ้าไทยที่เห็นได้ชัดเจนว่า “ผ้าไทยมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเพิ่มมากขึ้นทุกปี จะเห็นได้ชัดเจนเวลาไปงาน OTOP ว่าผ้าไทยสวยขึ้นมากจนคนรอบข้างต่างชื่นชมและตื่นตาตื่นใจ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลจากองค์ความรู้ในเทรนด์บุ๊ก ที่ผู้ประกอบการนำไปใช้จริง ตั้งแต่การทำ Mood Board การย้อมสีธรรมชาติ ไปจนถึงการจับคู่สี ทำให้ผ้าไทยมีคุณค่าและมูลค่าสูงขึ้น สร้างรายได้ที่มั่นคง และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวช่างทอผ้าได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้นมาอีกมากมาย และขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้สัมผัสกับตาตัวเองถึงความทันสมัยของผ้าไทยที่งานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจ ด้วยพระบารมี 2568” 9 – 17 ส.ค. 68 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3  อิมแพคเมืองทองธานี และร่วมกันถ่ายทอดประชาสัมพันธ์สิ่งเหล่านี้ไปยังคนรู้จักและเพื่อน ๆ ของพวกเราไปด้วยกัน”

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดทำโครงการฯ ว่า “วัตถุประสงค์ในการจัดทำโครงการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2568 โครงการดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เผยแพร่และแบ่งปันองค์ความรู้ในเรื่องของสีสันโทนไทย (Thai Tone) สีธรรมชาติ บนผืนผ้าและเครื่องแต่งกายและสิ่งทอ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้แก่ผู้ที่อยู่ในวงการผ้าไทยในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับชาติ ต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติได้จริง นำแนวคิดที่เป็นสากลมาพัฒนาวงการผ้าไทย สร้างความตระหนักและกระตุ้นให้เกิดภาพลักษณ์ที่มีความทันสมัยให้แก่วงการผ้าไทย สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ประชาชน และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานศิลปหัตถกรรมของไทยให้แก่ประเทศได้อย่างยั่งยืน

“สำหรับหนังสือ Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025 – 2026 นั้นเกิดขึ้นตามแนวพระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ เพื่อปลุกกระแสในเชิงความคิดสร้างสรรค์ให้ผสานเข้ากับงานศิลปหัตถกรรม งานฝีมือของไทย ให้ยกระดับเตรียมพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอได้ในระดับสากล การจัดทำหนังสือฉบับนี้ ได้ผ่านการระดมความคิด หารือ ตลอดจนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย ผ้าพื้นเมือง ผ้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น การออกแบบแฟชั่น การทอ และการย้อมสีธรรมชาติ รวมไปถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสรรค์โทนสี ตลอดจนแนวโน้มและทิศทางและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย

“ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน เชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าเครื่องแต่งกาย ผู้ประกอบการผ้าไทย เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการผ้าไทย ในการนำองค์ความรู้อันล้ำค่าจากหนังสือเทรนด์บุ๊กฉบับฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025 – 2026  นี้ ไปสร้างสรรค์โทนสีบนผืนผ้าและงานหัตถกรรมที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้ทรงคุณค่าอันประณีตงดงามและเต็มไปด้วยแนวคิดสร้างสรรค์ พร้อมด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องตามหลักแฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion) ซึ่งจะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของผ้าไทยมีความทันสมัยสู่สากล และสร้างรายได้ให้กับทุกฝ่ายเพิ่มมากขึ้น นำไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง”

นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน กล่าวเสริมว่า“เทรนด์บุ๊กนี้เปรียบเสมือน ‘สารตั้งต้น’ ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยมีเทรนด์บุ๊กเป็นของเราเอง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวทันเทรนด์โลกได้ พวกเขาสามารถทราบล่วงหน้าว่าเทรนด์สีของโลกในปีหน้าคืออะไร และสามารถนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาสร้างสรรค์งานที่เป็นเอกลักษณ์ได้ สอดคล้องกับชื่อหนังสือ ‘อนาคตแห่งแฟชั่น สรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อโลกที่ยั่งยืน’ ที่สะท้อนเทรนด์โลกด้านความยั่งยืนได้อย่างชัดเจน ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การใช้สีจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมเส้นใยใหม่ๆ ที่น่าทึ่งขึ้นมาทดแทนเส้นใยแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นไปได้ด้วยพระบารมีของพระองค์ท่านที่ทรงเห็นว่าประเทศไทยของเรามีศักยภาพในการสร้างเส้นใยที่ยั่งยืนได้ ทั้งต่อโลกและต่อมนุษย์เราเอง”

ภายในงานแถลงข่าว ยังได้รับเกียรติจากที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุกทั้ง 3 ท่าน ร่วมพูดคุยถึงรายละเอียดของหนังสือ “Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026” ซึ่งนับเป็นเล่มที่ 6 ในหนังสือพระนิพนธ์ ที่ถ่ายทอดแนวคิด “อนาคตแห่งแฟชั่น: สรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อโลกที่ยั่งยืน” ผ่าน 4 เทรนด์หลักที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานแนวพระดำริไว้ ได้แก่ The Grounded Naturalist (พินิจ – ชีวิต), The Free Spirit Adventurer (อิสรชน – ผจญภัย), The Enigmatic Wanderer (รอนแรม – ลึกลับ) และ The Dynamic Trailblazer (กรุยทาง – สร้างฝัน)

นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี ได้เน้นย้ำถึงพระอัจฉริยภาพและบทบาทขององค์ “ครู” ว่า“พระองค์ท่านทรงเป็นผู้ที่ ‘รู้ถึงอนาคต’ ของวงการแฟชั่น ทรงคาดการณ์ได้ว่าสินค้าแบรนด์เนมจะราคาสูงขึ้น และคนไทยควรหันกลับมาใช้ของในประเทศ ที่สำคัญที่สุด พระองค์ท่านทรงเป็น ‘ครู’ ของผู้ประกอบการกว่า 2,000 คน ทุกครั้งที่เสด็จฯ ไปต่างประเทศ ทรงไม่ได้ไปเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ทรงมองหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อนำกลับมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย Trend Book ทุกเล่มจึงเป็นเหมือน ‘หนังสือที่ต้องมาสอน’ เป็น ‘คัมภีร์นำทาง’ ให้ผู้ประกอบการได้พลิกแพลงการใช้สี จนเกิดเป็น Combination สีที่สวยงามอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ทำให้คำว่า ‘ผ้าไทย’ กับ ‘ทันสมัย’ มาอยู่ในประโยคเดียวกันได้ และทำให้โครงการ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ประสบความสำเร็จ ทำให้ผ้าไทยสามารถใส่ได้ทุกวันจริงๆ”

นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กล่าวถึงเบื้องหลังการจัดทำหนังสือเทรนด์บุ๊ก และความมหัศจรรย์แห่งเส้นใย ว่า “หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือน ‘คัมภีร์นำทาง’ ที่เป็นผลลัพธ์จากการตกตะกอนความคิดของ 8 มหาวิทยาลัยราชภัฏ และทุกมหาลัยรัฐ เอกชน นักวิชาการอิสระจากทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิดหลัก ‘อนาคตแห่งแฟชั่น: สรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อโลกที่ยั่งยืน’ โดยมี Subtitle คือ ‘มหัศจรรย์แห่งเส้นใย’ ซึ่งมีที่มาจากพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงเล็งเห็นถึงศักยภาพและข้อจำกัดของเส้นใยธรรมชาติไทยระหว่างการเสด็จเยี่ยมราษฎร พระองค์ทรงเป็นห่วงผู้ประกอบการ OTOP ที่ทรงเรียกว่า ‘ทีมงาน’ และ ‘ลูกศิษย์’ ของพระองค์ท่าน จึงมีพระประสงค์ให้หนังสือเล่มนี้เป็น ‘สารตั้งต้น’ ในการพัฒนาอย่างแท้จริง เราได้ค้นพบศักยภาพอันน่าทึ่งของเส้นใยหลากหลายชนิด นอกเหนือจากฝ้าย ปอ หรือหรือใยกัญชง เช่น ‘ใยว่าน’ ที่สามารถอมสีธรรมชาติ โดยเฉพาะสีที่ติดยากอย่างสีม่วง  หรือ ‘ใยสับปะรด’ และ ‘ใยกล้วย’ ที่มีความขาวนวลสวยงามในตัวเองจนแทบไม่ต้องย้อมสี เมื่อนำมาผสมผสานกับความขาวของเส้นใยฝ้ายแล้ว  และนำมาทอเป็นลายขิดแบบอีสาน ก็จะดูโมเดิร์น สามารถนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านได้ทันที แม้ในช่วงแรกจะมีความท้าทายเรื่องการตีเกลียวเส้นใยธรรมชาติด้วยมือ ซึ่งทำให้ผสมกับฝ้ายได้เพียง 20-30% แต่หลังจากการลงพื้นที่โค้ชชิ่งและมีการนำอุปกรณ์เข้ามาช่วย เราก็สามารถพัฒนาจนผสมเส้นใยธรรมชาติกับฝ้ายได้สูงสุดถึง 50% ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพของวัตถุดิบท้องถิ่น และยกระดับผลิตภัณฑ์สู่สากลได้อย่างเป็นรูปธรรม”

นายพลพัฒน์ อัศวะประภา กล่าวถึงพระวิสัยทัศน์ที่ทรงเป็นดั่ง Soft Power ของประเทศว่า “พระองค์ท่านทรงมีพระวิสัยทัศน์ที่มองเห็นอนาคตของวงการแฟชั่นว่าจะต้อง ‘กลับมาที่รากเหง้า’ ซึ่งเป็นที่มาของการให้ความสำคัญกับเส้นใยและสีย้อมจากธรรมชาติ และยังทรงมีพระประสงค์ให้จัดตั้งสมาคมนักออกแบบ FTFD (Federation of Thai Fashion Designers) ขึ้น เพื่อนำความรู้ระดับโลกมาต่อยอดให้กับงานของคนไทย โดยทรงเน้นย้ำเสมอว่าหน้าที่สำคัญของสมาชิกทุกคนคือการทำงาน ‘จิตอาสา’ ลงพื้นที่ช่วยพัฒนาผลงานของชาวบ้านให้มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากจะพูดถึงเรื่อง Soft Power แล้ว พระองค์ท่านทรงเป็น Soft Power ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอย่างแท้จริง”

นอกจากนี้ หนังสือเล่มล่าสุดยังเจาะลึกถึงเรื่องราว “มหัศจรรย์แห่งเส้นใย” (Fascinating Fibers) นำเสนอคุณค่าและความเป็นไปได้ของเส้นใยจากธรรมชาติ 12 ชนิด อาทิ ไหม, ไหมอีรี่, ตะไคร้, กัญชง, ฝ้าย, ใยบัวหลวง, ใยข่า, ใยกล้วย, ใยสับปะรด, ใย่ไผ่, ใยผักตบชวา ไปจนถึงใยดาหลา พร้อมนำเสนอเทคนิคที่น่าจับตามองสำหรับฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็น ผ้าทอเดนิมจากใยกัญชง, การถักโครเชต์ ไปจนถึงการนำเส้นใยเหลือใช้กลับมาสร้างสรรค์เป็นผลงานใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานหัตถศิลป์และความยั่งยืนที่สามารถเดินเคียงคู่กันไปในโลกแฟชั่นแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง

ขอเชิญผู้ที่สนใจในเสน่ห์ของผ้าไทยและแฟชั่นที่ยั่งยืน เข้าชมนิทรรศการ “Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026” ณ EMSKYE ชั้น 14 เอ็ม ทาวเวอร์ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ระหว่างวันที่ 11 – 14 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 – 18.00 น.

สำหรับนักเรียน นักศึกษา หรือบุคคลทั่วไปผู้สนใจหนังสือ Thai Textiles Trend Book Autumn/Winter 2025-2026 สามารถดาวน์โหลดในรูปแบบดิจิทัลได้ทาง https://online.fliphtml5.com/rnqjs/dbjs/#p=1

ศธ.กำชับเข้ม จี้ถอดบทเรียนแก้ปัญหา เหตุครูสาวถูกม.5ทำร้าย

ศธ.กำชับเข้ม  จี้ถอดบทเรียนแก้ปัญหา  เหตุครูสาวถูกม.5ทำร้าย

ศธ.กำชับเข้ม จี้ถอดบทเรียนแก้ปัญหา เหตุครูสาวถูกม.5ทำร้าย

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พ่อเมืองอุทัยฯมอบหมายนายอำเภอบ้านไร่ เยี่ยมครูถูก นร.ชั้น ม.5 ทำร้ายร่างกาย ปมไม่พอใจคะแนนสอบ เจ้าตัวอาการดีขึ้น มีกำลังใจดีหลังจากทุกภาคส่วนร่วมให้กำลังใจ ยันไม่คิดลาออกแล้วเพราะนักเรียนรอให้กลับมาสอนอีกครั้ง ด้าน‘นฤมล’ กำชับ สช.สอบข้อเท็จจริง จี้ถอดบทเรียน ป้องกันปัญหา

เมื่อวันที่ 12สิงหาคมนายธีรพัฒน์  คัชมาตย์ ผวจ.อุทัยธานี มอบหมายให้ นายสิรภพ นิยมเดช นายอำเภอบ้านไร่ เข้าเยี่ยมให้กำลังใจน.ส.พรทิพย์ บ้านอยู่หรือครูหนูเล็ก อายุ 33 ปี ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.อุทัยธานี ที่บ้านพัก หลังจากถูกลูกศิษย์ซึ่งเป็นนักเรียนชายชั้น ม.5 ทำร้ายร่างกาย จนได้รับบาดเจ็บสาหัส สาเหตุเกิดจากนักเรียนคนดังกล่าวไม่พอใจผลคะแนนสอบ เหตุเกิดที่ห้องเรียนของโรงเรียน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่าอาการของครูดีขึ้นตามลำดับ และสภาพจิตใจก็ดีขึ้นบ้างแล้ว

ทั้งนี้ นายอำเภอบ้านไร่ พร้อมด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ได้มอบกระเช้าของขวัญ เพื่อปลอบขวัญและให้กำลังใจ โดยนายอำเภอบ้านไร่ กล่าวว่า พร้อมให้ความช่วยเหลือดูแลอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน แพทย์ได้ให้ข้อมูลว่านักเรียนชายที่ก่อเหตุมีพฤติกรรมเข้าข่ายโรคไออีดี หรือโรคระเบิดอารมณ์เป็นระยะ (Intermittent Explosive Disorder: IED) ซึ่งเป็นภาวะทางจิตเวชที่ผู้ป่วยมีการระเบิดอารมณ์รุนแรงอย่างไม่สมเหตุสมผล ส่วนการดำเนินคดี ทางครอบครัวของครูหนูเล็กมีสิทธิตัดสินใจว่าจะฟ้องร้องหรือเรียกร้องค่าเสียหายอย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องกังวล

ด้านครูหนูเล็ก เปิดใจกับผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่ารู้สึกขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้จากทุกภาคส่วน ทำให้ตอนนี้ไม่คิดที่จะลาออกแล้ว ซึ่งหนึ่งในกำลังใจสำคัญที่ทำให้กลับมามีกำลังใจสู้ต่อคือคำพูดของนักเรียนที่บอกว่า “รอครูกลับมาสอนพวกหนูอีกนะ ส่วนคดีได้ไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับนักเรียนชายคนดังกล่าวแล้ว โดยทางตำรวจ สภ.หนองฉาง ได้เรียกไปสอบปากคำเพิ่มเติมในเช้าวันเดียวกันนี้ นอกจากนี้ยังให้คำมั่นสัญญากับนักเรียนว่าจะรีบกลับไปสอนทันทีที่รักษาร่างกายและจิตใจจนพร้อม

ขณะที่ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุแล้ว ซึ่งได้กำชับไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ให้ติดตามปัญหานี้อย่างใกล้ชิด และทราบว่าได้มอบหมายให้ทางศึกษาธิการจังหวัดอุทัยธานีติดตามเรื่องกับโรงเรียนที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในโรงเรียนเอกชน ดังนั้นจึงถือเป็นอำนาจของโรงเรียนในการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่ตนได้กำชับให้สช.กำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว เชื่อว่านายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) จะออกมาชี้แจง และวางแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมต่อไป

“สำหรับรายละเอียดต่างๆ คงต้องรอฟังข้อเท็จจริงจากพนักงานสอบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าสาเหตุของความรุนแรงเกิดจากอะไรหากไปตัดสินจากข่าวที่ออกมาเพียงอย่างเดียวคงไม่ถูกต้อง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ศธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง สช.หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่แม้จะไม่ใช่หน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียนแห่งนี้ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และคงต้องนำปัญหาที่เกิดขึ้นมาถอดบทเรียนเพื่อวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องดังกล่าวในโรงเรียนต่อไป”นางนฤมล กล่าว

ส่วน นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ในด้านสุขภาพจิตว่าเบื้องต้นได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ เพื่อหาสาเหตุและปัจจัยที่นำไปสู่พฤติกรรมการใช้ความรุนแรงของนักเรียน โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันเดียวกันนี้ เรื่องความรุนแรงในโรงเรียนเป็นสิ่งที่เราไม่ให้การยอมรับ ไม่ว่าจะเกิดจากครูหรือนักเรียนก็ตาม โดยจะต้องมีมาตรการเข้าไปเยียวยาทั้งครูและผู้เกี่ยวข้องที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด ซึ่งกรณีนี้ถือว่าไม่ใช่เหตุการณ์ปกติทั่วไป ที่ผ่านมาไม่เคยมีรายงานว่านักเรียนทำร้ายครู จนเพิ่งมีการรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวเข้ามา

‘สุดาวรรณ’นำทีมผู้บริหาร อว. ถวายพระพรชัยมงคล ‘พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

‘สุดาวรรณ’นำทีมผู้บริหาร อว. ถวายพระพรชัยมงคล ‘พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

‘สุดาวรรณ’นำทีมผู้บริหาร อว. ถวายพระพรชัยมงคล ‘พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.

‘สุดาวรรณ’ นำทีมผู้บริหาร อว. ถวายพระพรชัยมงคล ‘พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 คึกคัก! ‘อว.แฟร์ 2025’ ขนทัพ ‘หมอลำสู่สากล-มหาหมอลำ Festival’ ดัน Soft Power ไทยสู่สายตาชาวโลก ร่วมลุ้นไปกับการแข่งขัน ‘Astro Challenge ปริศนาดาราศาสตร์’

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ นายวิเชียร สุขสร้อย เลขานุการ รมว.อว. นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวง อว. ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอันทรงคุณูปการต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

ด้านกิจกรรมภายในงาน อว.แฟร์ วันนี้มีไฮไลต์สำคัญที่น่าสนใจมากมาย เริ่มจากการแข่งขัน “Astro Challenge:ปริศนาดาราศาสตร์” รอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วยพระราชทานฯ พร้อมทุนการศึกษา ของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ต่อด้วยอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างสีสันภายในงาน คือกิจกรรม ยกระดับหมอลำสู่สากลและมหาหมอลำ Festival เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมหมอลำไทยสู่สากล เป็นการสืบสานและพัฒนาศิลปวัฒนธรรมไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก โดยได้รับการสนับสนุนทุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้ โครงการ “Art and Creative Industrial Accelerator” ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำเสนอการแสดงหมอลำวงใหญ่เต็มวง และจัดเวทีเสวนาเรื่อง “โครงการยกระดับหมอลำสู่สากลและโครงการมหาหมอลำเฟสติวัล” ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของ รมว.อว. ที่ต้องการ สร้างอนาคตไทย ด้วยการขับเคลื่อน Soft Power, Deep Tech ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพแข่งขันในเวทีโลก

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมดีๆ จาก ZONE C: INNOVATOR PLAYGROUND เป็นการเปิดพื้นที่สร้างนวัตกรรมองค์ความรู้ใหม่ๆ จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA  เน้นการการถ่ายความรู้ผ่าน  “S4i Learning Mart ช้อป เพลิน Learn Play” ที่จะมาเปลี่ยนทุกมุมมองของการเรียนรู้ และยังเป็นศูนย์รวมเครื่องมือประสบการณ์เพื่อสร้างนวัตกรยุคใหม่จาก STEAM4INNOVATOR พร้อมแล้วที่จะมาเปิดพื้นที่การเรียนรู้นวัตกรเต็มรูปแบบให้กับทุกคน

ด้านโซนทดลองสอบ TCAS ยังคงเปิดสนามสอบจำลองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักเรียนได้เข้าไปทดสอบทำข้อสอบจริง และรู้ผลสอบทันทีหลังจากสอบเสร็จ ที่มาพร้อมเทคนิคการแก้โจทย์ข้อสอบ A-Level จากผู้มากประสบการณ์ นอกจากนี้ยังจะได้เรียนรู้เคล็ดลับการบริหารเวลาอย่างมืออาชีพ สำหรับโซนสอบ TCAS มีให้ทดลองสอบทั้งหมด 3 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เปิดทั้งหมด 3 รอบต่อวัน รอบแรกเวลา 11.00-12.30 น. รอบที่สองเวลา 14.00-15.30 น. และรอบสุดท้ายเวลา 17.00-18.30 น.

สำหรับพ่อแม่ที่ต้องการเติมเต็มความรู้เพื่อนำไปปรับใช้สำหรับการเลี้ยงลูกเจน Alpha สามารถเข้าฟังเสวนา “Alpha Skills x The Standard” โดยในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เป็นการเสวนาในหัวข้อ Guiding Your Smart child Through AI & Digital Literacy เลี้ยงลูกให้มีภูมิคุ้มกันพร้อมรับมือกับโลกดิจิทัล โดย ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ รองโฆษกกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกรมสุขภาพจิต โดยการเสวนาดังกล่าวยังคงมีต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ซึ่งแต่ละวันจะมีหัวข้อที่น่าสนใจแตกต่างกันออกไป

อว. ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมในงาน อว.แฟร์ 2025 อย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรม Thailand Tech Show 2025, เวิร์กช็อปการ Live ขายสินค้า และ BUSWORK:  แพลตฟอร์ม Community จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และคอนเสิร์ตจากศิลปินแถวหน้าของเมืองไทย

ห้ามพลาด! งาน “อว.แฟร์ 2025” และงาน “NST Fair 2025” เปิดเข้าชมตั้งแต่วันนี้ – 16 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เฉพาะวันที่ 17 สิงหาคม 2568 จะเปิดให้เข้างานเวลา 09.00-18.00 น. โดยงาน “อว.แฟร์ 2025” จัดขึ้นที่ฮอลล์ 1-4 ชั้น G และงาน “NST Fair 2025” จัดขึ้นที่ฮอลล์ 5-6 ชั้น LG ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.mhesifair.com และเฟซบุ๊ก www.facebook.com/MHESIThailand

กองทัพเรือยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ 12 สิงหาคม

กองทัพเรือยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ 'สมเด็จพระพันปีหลวง' 12 สิงหาคม

กองทัพเรือยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ 12 สิงหาคม

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.07 น.

กองทัพเรือยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568

วันนี้ (12 สิงหาคม 2568 ) กองทัพเรือ โดย กองพันทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้ทำการยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 ณ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ภายในกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

การยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณเพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ ธงประจำชาติ หรือบุคคล โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำหรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ

ทั้งนี้คำว่า “สลุต” มาจากรากศัพท์ของคำว่า “Salutio” ในภาษาลาติน โดยใประเทศไทย การยิงสลุตครั้งแรกเกิดขึ้นที่ป้อมวิไชยเยนทร์ หรือป้อมวิไชยประสิทธิ์ ซึ่งในขณะนั้นตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

จากบันทึกของจดหมายเหตุฝรั่งเศส กล่าวถึงเรือรบฝรั่งเศสชื่อ เลอโวตูร์ ที่ได้เดินทางเข้ามาถึงป้อมวิไชยเยนทร์ มองซิเออร์คอนูแอล กัปตันเรือ ได้มีใบบอกเข้าไปถามทางราชสำนักอยุธยาว่า จะขอยิงสลุตให้เป็นเกียรติแก่ชาติสยาม ทางราชสำนักจะขัดข้องไหม สมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงมีรับสั่งให้ออกพระศักดิ์สงคราม (มองซิเออร์คอม เดอร์ ฟอร์แบงก์ นายทหารชาวฝรั่งเศส) ผู้รักษาป้อมในขณะนั้น อนุญาตให้ฝรั่งเศสยิงสลุตได้ ต่อมาเมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์แล้ว พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่คือ สมเด็จพระเพทราชา ทรงไม่โปรดปรานฝรั่งเศส จึงทำให้ธรรมเนียมการยิงสลุตได้ถูกยกเลิกไป

ธรรมเนียมการยิงสลุตได้เริ่มกลับมารื้อฟื้นขึ้นอีกครั้ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวที่ต้อนรับ เซอร์ จอห์น เบาวริ่ง ราชทูตอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.2398 ต่อมาในปี พ.ศ.2448 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการตราข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต ร.ศ.125 แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือการยิงสลุตหลวง และการยิงสลุตเป็นเกียรติแก่ข้าราชการ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ ตราพระราชกำหนดการยิงสลุตขึ้นใหม่ คือการยิงสลุต ร.ศ.131 (พ.ศ.2455) กำหนดให้มีจำนวนปืนไม่ต่ำกว่า 4 กระบอก แบ่งประเภทการยิงสลุตไว้ 3 ประเภท คือ

1. สลุตหลวง แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ สลุตหลวงธรรมดา มีจำนวน 21 นัด และสลุตหลวงพิเศษ มีจำนวน 101 นัด

2. สลุตข้าราชการ

3. สลุตนานาชาติ

พระราชกำหนดยิงสลุต ร.ศ.131 ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ.2483 จนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ทางราชการจึงรื้อฟื้นประเพณียิงสลุตขึ้นมาใหม่ เริ่มเป็นครั้งแรกในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2491 เนื่องในพระราชพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

โดยหลักเกณฑ์การยิงสลุตในปัจจุบัน หากเป็นงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา งานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชินี หรือสมเด็จพระยุพราช รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์ หรือประมุขแห่งรัฐ จะยิงสลุตจำนวน 21 นัด

หากเป็นระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เป็นทหาร) ผู้บัญชาการทหารเรือ จอมพลเรือ และเอกอัครราชทูต จะยิงสลุต 19 นัด ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เป็นพลเรือน) พลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก และเอกอัครราชทูตพิเศษ จะยิงสลุต 17 นัด พลโท พลเรือโท พลอากาศโท และอัครราชทูต จะยิงสลุต 15 นัด พลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรีและราชทูต จะยิงสลุต 13 นัด อุปทูต จะยิงสลุต 11 นัด กงสุลใหญ่ จะยิงสลุต 9 นัด

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เฝ้ารับเสด็จฯ

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'เฝ้ารับเสด็จฯ

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เฝ้ารับเสด็จฯ

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 เวลา 17.30 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ ปี 2568 ” ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โดยมี นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เฝ้าฯรับเสด็จ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร

สำหรับกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ได้จัดนิทรรศการในหัวข้อ “ปทุมมา ราชินีป่าฝน (The Queen of the Tropical Rainforest)” ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลการดำเนินโครงการทดสอบสายพันธุ์และการปลูกปทุมมาที่เหมาะสมในพื้นที่ภาคตะวันออก วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คุณภาพของช่อดอก เส้นผ่าศูนย์กลาง อายุการปักแจกัน และความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยทดสอบสายพันธุ์ปทุมมา จำนวน 7 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ขาวยูคิ ไข่มุกสยาม สโนวไวท์ เรดเชิ้ต สกาเลต แดงแสวง และสายพันธุ์พลอยชมพู ดำเนินการที่ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง

ผลการทดสอบ พบว่าสายพันธุ์ปทุมมามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในด้านระยะเวลาออกดอก ความยาวและเส้นผ่าศูนย์กลางของช่อดอก อายุการปักแจกัน ดังนี้

1. สายพันธุ์เรดเชิ้ต สกาเลต แดงแสวง และสายพันธุ์ขาวยูคิ มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการผลิตเป็นไม้ตัดดอก เนื่องจากมีช่อดอกขนาดใหญ่ ก้านแข็งแรง อายุการปักแจกันยาวนาน ตั้งแต่ 6.9 – 8.9 วัน

2. สายพันธุ์ไข่มุกสยาม สโนวไวท์ และสายพันธุ์พลอยชมพู เหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้กระถางและไม้ประดับลงแปลง​ เนื่องจากมีพุ่มเตี้ย ออกดอกพร้อมกันหลายช่อ ประมาณ 2 – 4 ช่อต่อต้น และมีสีสันสะดุดตา

ผลการทดสอบสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ทางการค้าในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการผลิตและส่งเสริมสายพันธ์ุเชิงพาณิชย์ต่อไป นอกจากนี้ เป็นแหล่งศึกษาดูงาน และให้บริการความรู้ ตลอดจนสนับสนุนต้นพันธุ์ปทุมมาแก่เกษตรกรและหน่วยงาน สามารถนำความรู้ไปขยายผลสู่ชุมชนต่อยอดสร้างรายได้ นำไปสู่การพึ่งพาตนเองต่อไป รวมถึงมีการสนับสนุนต้นพันธุ์ปทุมมาและต้นรวงผึ้งให้กับผู้ที่เข้ามาร่วมงานฯ ทั้งนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรได้ทูลเกล้าฯ ถวาย ปทุมมา 7 สายพันธุ์

3 เหล่าทัพยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

3 เหล่าทัพยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

3 เหล่าทัพยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.47 น.

 3 เหล่าทัพ ยิงสลุตหลวง เฉลิมพระเกียรติ ‘พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 ส.ค. 2568

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 เวลา 12.00 น. ที่ท้องสนามหลวง กองทัพบก โดยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ยิงสลุตหลวงจำนวน 21 นัด เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 ส.ค. 2568

ด้านกองทัพเรือ โดย กองพันทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้ทำการยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษมพระชนมพรรษา 12 ส.ค. 2568  ที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ภายในกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร 

ขณะที่ กองทัพอากาศ โดย กรมทหารต่อสู้อากาศยาน หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ทำการยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ 21 นัด ถวายเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568  ที่อุทยานการบินกองทัพอากาศ