อาจารย์ ม.รามคำแหง ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอผลงานวิจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (CNT)

อาจารย์ ม.รามคำแหง ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอผลงานวิจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (CNT)

อาจารย์ ม.รามคำแหง ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอผลงานวิจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (CNT)

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.24 น.

อาจารย์ ม.รามคำแหง ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอผลงานวิจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (CNT) และการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก (NPT)  ในการประชุม Global Sustainable Tourism Conference 2025 (GSTC2025) ที่ประเทศฟิจิ
 
การประชุม Global Sustainable Tourism Conference 2025 (GSTC2025) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5–8 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมเชอราตัน เดนาเรา ประเทศฟิจิ มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 350 คน จากมากกว่า 40 ประเทศ โดยเป็นเวทีรวมผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว ตัวแทนแหล่งท่องเที่ยว นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนจากทั่วโลก เพื่อหารือเกี่ยวกับความท้าทายสำคัญและแนวทางแก้ไขในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ท่ามกลางบรรยากาศของหนึ่งในจุดหมายปลายทางเกาะที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก การประชุมเน้นย้ำความสำคัญของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการดูแลจัดการแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งและเกาะ กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการฝึกอบรมเข้มข้นก่อนการประชุมเป็นเวลา 2 วัน ในหัวข้อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2568 ซึ่งผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึก ต่อมาในวันที่ 5 สิงหาคม 2568 มีการจัดสัมมนาวิชาการ GSTC ครั้งที่ 3 (III GSTC Academic Symposium) เพื่อเปิดเวทีให้นักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานได้นำเสนอผลงานวิจัยและกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน การมีส่วนร่วมของชุมชน และความสามารถในการฟื้นตัวของแหล่งท่องเที่ยว
 
โปรแกรมการประชุมมี 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยวชายฝั่งและเกาะ (Coastal & Island Tourism) ชุมชน วัฒนธรรม และการพัฒนาอย่างรับผิดชอบ (Community, Culture, and Responsible Development) และความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัว และการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน (Climate Resilience, Adaptation, and Sustainable Recovery) ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องจากวิทยากรชั้นนำได้อย่างตรงประเด็น


 
การประชุมใหญ่ (Global Conference) จัดขึ้นในวันที่ 6–7 สิงหาคม 2568 ครอบคลุมหัวข้อประชุมที่หลากหลายและเจาะลึกประเด็นเร่งด่วนของวงการท่องเที่ยวในปัจจุบัน เช่น การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะขนาดเล็ก (Small Island Destination Management) การปกป้องแนวปะการัง (Reef Protection) การฟื้นฟูปะการัง (Coral Restoration) การดำน้ำอย่างรับผิดชอบ (Responsible Diving) ความยั่งยืนในสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม อีเวนต์ (Sustainability in Attractions, Hospitality, Events) การวัดและประเมินความยั่งยืน (Sustainability Measurement and Evaluation) และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม (Environmental Regeneration) รวมถึงหัวข้อสำคัญอื่น ๆ
 
นับเป็นโอกาสดีที่การประชุม GSTC 2025 ได้พิจารณาคัดเลือกให้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน ในหัวข้อเรื่อง “A Carbon-Neutral Marine Tourism Route for Snorkeling in Trat Province, the Eastern Gulf of Thailand” และ อาจารย์ ดร.วิชินสืบปาละ ในหัวข้อเรื่อง “Coral Micro-Fragmentation: Innovative Approach to Coral Restoration for Enhancing Nature-Positive Tourism in Thailand” ให้นำเสนอในสัมมนาวิชาการ GSTC ครั้งที่ 3

รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน ได้นำเสนอโครงการที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบลดและชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการท่องเที่ยวทางทะเล โดยใช้แอปพลิเคชัน ZERO CARBON ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) คำนวณการปล่อยและกำหนดมาตรการลดในด้านการขนส่ง ที่พัก อาหาร และการจัดการของเสีย ทำให้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ลดลงเหลือ 269.37 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อทริป พร้อมชดเชยผ่านการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งเป็น Nature-based Solutions สำคัญต่อการกักเก็บคาร์บอน โดยเส้นทางท่องเที่ยวที่นำเสนอครอบคลุมเกาะยักษ์เล็ก เกาะยักษ์ใหญ่ เกาะมะปริง ในหมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด และพื้นที่ศักยภาพคาร์บอนสีน้ำเงิน (blue carbon) เช่น ป่าชายเลน รวมถึงกองหินใต้น้ำที่เป็นระบบนิเวศสำคัญต่อการสะสมคาร์บอนและความหลากหลายทางชีวภาพ โครงการนี้สอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน Global Sustainable Tourism Council (GSTC) แสดงให้เห็นความเป็นไปได้ของการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ผ่านแนวทางบูรณาการ “วัด–ลด–ชดเชย” และการประสานความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน ชุมชน และเครือข่ายนานาชาติ

อาจารย์ ดร.วิชิน สืบปาละ ได้นำเสนอเทคนิคการฟื้นฟูปะการังด้วยวิธีการตัดชิ้นส่วนปะการังขนาดเล็ก (micro-fragmentation) และการเชื่อมต่อโคโลนี (colony fusion) เพื่อเร่งการเจริญเติบโต และการสืบพันธุ์ของปะการังให้เร็วขึ้น รวมทั้งใช้การเลือกพันธุ์ตามธรรมชาติเพื่อสร้างโคโลนีที่แข็งแรงทนต่อสภาวะเครียดสูง ภายใต้การสนับสนุนจากกลุ่มเศรษฐกิจสีน้ำเงิน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โครงการวิจัยนี้ได้คัดเลือกปะการังจากแนวปะการังน้ำตื้นที่มีความทนทานต่ออุณหภูมิสูง ความเข้มแสงสูง และรังสี UV นำไปอนุบาลบนโดมคอนกรีตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากผลการติดตามพบว่าอัตราการรอดชีวิตสูงมากกว่า 80% ไม่มีการฟอกขาวหรือโรค และมีการลงเกาะของตัวอ่อนปะการังใหม่บนพื้นโครงสร้างรูปโดม โดยเทคนิคนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่นำ micro-fragmentation มาประยุกต์ใช้ ซึ่งนอกจากจะช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบนิเวศต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ยังสร้างโอกาสให้การท่องเที่ยวเชิงนิเวศมีบทบาทสนับสนุนการอนุรักษ์ในระยะยาวตามแนวทางการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก หรือ Nature-Positive Tourism อีกด้วย


 
ผลงานวิจัยทั้ง 2 โครงการฯ ดังกล่าวดำเนินงานร่วมกับ รศ.ดร. มาฆมาส สุทธาชีพ, อาจารย์ ดร. สิทธิพร เพ็งสกุล, อาจารย์ ดร. วัลยา กลิ่นทอง และอาจารย์ ดร. เจริญมี แช่มช้อย กลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. ผศ.อนพัทย์ หนองคู มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา นายนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น ผู้ก่อตั้ง Trekking THAI/ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านการท่องเที่ยวสุทธิเป็นศูนย์ในประเทศไทย Mr. Richard Peter, ผู้ประสานงาน Thailand TOGETHER Net Zero นักวิจัยจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ปีงบประมาณ 2566-2567

GSTC2025 ได้เชิญ คุณภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน จังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมเวทีเสวนา เรื่อง “การบริการด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง (Sustainable Hospitality and Coastal Development)” และคุณนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น ผู้ก่อตั้ง Trekking THAI และผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านการท่องเที่ยวสุทธิเป็นศูนย์ในประเทศไทย ในเวทีเสวนา เรื่อง “การพัฒนาและเสริมพลังบุคลากร (Workforce Development and Empowerment)”
 
สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council: GSTC) เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่กำหนดและบริหารมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระดับโลก หรือ “GSTC Standards” ซึ่งครอบคลุมเกณฑ์สำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้จัดการแหล่งท่องเที่ยว (GSTC Destination Standard) โรงแรม (GSTC Hotel Standard) ผู้ประกอบการทัวร์ (GSTC Tour Operator Standard) การจัดประชุมและนิทรรศการ (GSTC MICE Standard) และสถานที่ท่องเที่ยว (GSTC Attraction Standard)
การประชุม GSTC ครั้งต่อไป คือ GSTC2026 จะจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 21–24 เมษายน 2569

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ถวายแจกันดอกไม้ ลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ถวายแจกันดอกไม้ ลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ถวายแจกันดอกไม้ ลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.16 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ถวายแจกันดอกไม้ ลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

12 สิงหาคม 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก และนายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ กรรมการ นำคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ นำแจกันดอกไม้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม2568 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ลงนามถวายพระพร ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ในโอกาสวันแม่แห่งชาติ

พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ลงนามถวายพระพร 'สมเด็จพระพันปีหลวง' ในโอกาสวันแม่แห่งชาติ

พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ลงนามถวายพระพร ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ในโอกาสวันแม่แห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.24 น.

พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ลงนามถวายพระพร ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ในโอกาสวันแม่แห่งชาติ

12 สิงหาคม 2568 ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904  ศาลาสหทัยสมาคมฯ และเต็นท์สนามหญ้าข้างอาคารลูกขุน ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวังเปิดให้ลงพระนามและลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา  12 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00– 12.00 น. โดยมีบุคคลสำคัญ, คณะบุคคล, สมาชิกราชสกุลมหาสาขาต่างๆ, คณะองคมนตรี, นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี, คณะทูตานุทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย, ผู้นำศาสนา, ประธานรัฐสภา, ประธานวุฒิสภา, ประธานศาลฯ, ผู้บัญชาการเหล่าทัพ, ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่, องค์กรอิสระ, สมาคม, มูลนิธิ, หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน, คณะครู นักเรียน และประชาชนทั่วไป พร้อมใจใส่เสื้อสีฟ้า นำพานพุ่ม แจกันดอกไม้ พวงมาลัยและสิ่งของมงคลมาทูลเกล้าฯ ถวาย เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลงพระนามและลงนามถวายพระพรชัยมงคลให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงเป็นมิ่งขวัญของปวงเหล่าพสกนิกรตลอดไป อาทิ

นายภูมิธรรม เวชชัย รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี และภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และคู่สมรส, ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ นำโดย พล.อ.ต.สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง, อธิบดีกรมราชเลขานุการในพระองค์ฯ, ราชสกุล นวรัตน, สำนักงานพระคลังข้างที่, คณะผู้บริหารบริษัท SCB เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), พลตรีกิตติ ประพิศไพศาล ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ , อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรมชลประทาน, สำนักงาน ก.พ., นางเอมอร ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการอาวุโส บริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัทในเครือ พร้อมคณะผู้บริหาร และพนักงาน, กรมจเรทหารบก, วุฒิสภา, บริษัทที่รักไหมไทย จำกัด และครอบครัวนพรัตน์, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน), กรมแพทย์ทหารบก, นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, กรมการพัฒนาชุมชน, อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย, นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์,  ปลัดกระทรวงคมนาคม, พล.ร.อ.พงษ์เทพ หนูเทพ ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, กองทัพอากาศ, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, มูลนิธิอุบลรัตน์ในพระบรมราชินูปถัมภ์

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมคณะผู้บริหาร กระทรวง อว., นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะ, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , พลเอกสนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม, 

นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.)และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมคณะผู้บริหารองค์กรหลัก และข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ, คณะผู้บริหาร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ พรรคเพื่อไทย, สำนักงานเลขาธิการรัฐมนตรี, สถาบันพระปกเกล้า, นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา พร้อม นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา, เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) , กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม,

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, คณะนักเรียนโรงเรียนนิยมศิลป์อนุสรณ์ จ.เพชรบูรณ์, คณะนักเรียนและผู้ปกครองโครงการทูตวัฒนธรรมหมอสะอาด จากโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด รวม 24 โรงเรียน,   บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) , นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)  พร้อมคณะผู้บริหาร TCC Group และกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน), นายชุมพร เพชรชุมชน และนายนันทวัฒน์ ศรีวัตน์อัชกุล คณะผู้บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และรองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ, สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา, 

คณะผู้บริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), นางมุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนสกุล ผู้บริหารเซ็นทรัลกรุ๊ป พร้อมคณะ , นายเพิ่มพูน ไกรฤกษ์ กรรมการ บริษัท บุญรอด บริวเวอรี จำกัด พร้อมคณะผู้บริหาร,อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์, คณะผู้บริหาร สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD, สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT 2 HD, คณะผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก, คณะผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวี สีช่อง 3 เป็นต้น 

ขณะที่ประชาชนจากทุกสารทิศพร้อมใจใส่เสื้อสีฟ้าเดินทางมาลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างไม่ขาดสาย 
 

ผบ.ทร.ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ‘วันแม่แห่งชาติ’ ณ ท้องสนามหลวง

ผบ.ทร.ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล 'วันแม่แห่งชาติ' ณ ท้องสนามหลวง

ผบ.ทร.ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ‘วันแม่แห่งชาติ’ ณ ท้องสนามหลวง

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.09 น.

ผู้บัญชาการทหารเรือ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 

วันนี้ (12 สิงหาคม 2568)  07.30 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และภริยา เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตร พระสงฆ์ จำนวน 194 รูป ถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิม พระชนมพรรษา  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  12 สิงหาคม 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมพิธีประกอบด้วย คณะองคมนตรีและภริยา ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรอิสระและคู่สมรส   หน่วยราชการในพระองค์ คณะรัฐมนตรีและคู่สมรส เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และภริยา หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ปลัดกรุงเทพมหานคร

โอกาสนี้   พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ  ร่วมในพิธี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง  จากนั้น ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้นำคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ พร้อมคู่สมรส  ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568  ณ  ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

พายุทอร์นาโดไฟพัดผ่านกลุ่มควันจากไฟป่าในโปรตุเกส

พายุทอร์นาโดไฟพัดผ่านกลุ่มควันจากไฟป่าในโปรตุเกส

12 ส.ค. 2568 12:11 น.

พายุทอร์นาโดไฟพัดผ่านกลุ่มควันจากไฟป่าในโปรตุเกส

คลิปวิดีโอพายุทอร์นาโดไฟขนาดเล็กถูกบันทึกภาพไว้ได้ในประเทศโปรตุเกส ขณะที่โปรตุเกสกำลังต่อสู้กับไฟป่าหลายระลอก ท่ามกลางคลื่นความร้อนระลอกใหม่

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รุย เวนตูรา ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการไฟป่า ได้บันทึกภาพเหตุการณ์นี้ไว้ด้วยโทรศัพท์มือถือของเขาที่เมืองโมอิเมนตา ดา เบย์รา ทางตอนเหนือของประเทศโปรตุเกส

ขณะนี้ไฟป่าในเมืองโมอิเมนตา ดา เบย์รา อยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่สถานการณ์ยังน่ากังวลเมื่อวันจันทร์ (11 ส.ค.)

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงประมาณ 2,000 นายกำลังลงพื้นที่เพื่อพยายามดับไฟในพื้นที่เสี่ยงภัยหลายแห่งทั่วประเทศ เมื่อวันอาทิตย์ อุณหภูมิในบางพื้นที่ของประเทศสูงถึง 43 องศาเซลเซียส และคาดว่าจะยังคงสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ตอนในของประเทศ

โปรตุเกสยังคงอยู่ภายใต้การแจ้งเตือนสภาพอากาศรุนแรงจนถึงวันพุธ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดไฟป่า เช่นเดียวกับสเปน ที่ไฟป่าได้ลุกลามอย่างรวดเร็วห่างจากกรุงมาดริด เมืองหลวงของสเปนประมาณ 21 กิโลเมตร

นอกจากนั้น ในแคว้นคาสตีลและเลออน ห่างออกไปทางเหนือของกรุงมาดริด ความร้อนจัดและลมแรงทำให้เกิด “พายุหมุนไฟ” ขณะที่ไฟป่าได้ลุกไหม้บ้านเรือนหลายหลังในพื้นที่ใกล้เขตลาส มาดูราส ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ประชาชนราว 800 คนได้รับคำสั่งให้ละทิ้งบ้านเรือนในหมู่บ้าน 6 แห่ง.

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ประกาศเปิดตัวอัลบั้มชุดที่ 12 “The Life of a Showgirl”

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ประกาศเปิดตัวอัลบั้มชุดที่ 12 "The Life of a Showgirl"

12 ส.ค. 2568 11:56 น.

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ประกาศเปิดตัวอัลบั้มชุดที่ 12 “The Life of a Showgirl”

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ประกาศเปิดตัวอัลบั้มสตูดิโอชุดที่ 12 ของเธอในชื่อ The Life of a Showgirl หลังจากที่แฟนๆ ต่างคาดเดากันอย่างดุเดือดตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ข่าวลือเริ่มต้นขึ้นเมื่อเช้าวันจันทร์ (11 ส.ค.) เมื่อทีมการตลาดของนักร้องสาวได้โพสต์ภาพหมุนจำนวน 12 ภาพ พร้อมคำบรรยายใต้ภาพว่า “คิดถึงตอนที่เธอพูดว่า ‘เจอกันยุคหน้านะ…'”

หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ทราวิส เคลซี แฟนหนุ่มของเธอ ยืนยันว่าเธอจะไปเป็นแขกรับเชิญในพอดแคสต์ New Heights ของเขา และเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสวิฟต์ก็เริ่มนับถอยหลังจนถึงเวลา 00:12 น. ตามเวลาท้องถิ่น

อัลบั้มล่าสุดของป็อปสตาร์สาว The Tortured Poets Department ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อปีที่แล้ว ทำลายสถิติ Spotify ที่มียอดสตรีมสูงสุดในหนึ่งวัน

ชื่ออัลบั้มได้รับการประกาศบนโซเชียลมีเดีย พร้อมคลิปจากพอดแคสต์ของเคลซี และเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าได้บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสวิฟต์ในเวลาเดียวกัน ส่วนกำหนดวันวางจำหน่ายเพลงใหม่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

หลังจากเป็นข่าวพาดหัวมาหลายปีระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต Eras  ดูเหมือนว่าสวิฟต์จะเริ่มต้นปี 2025 ได้อย่างเงียบเชียบ ในเดือนพฤษภาคมปีนี้ มีการประกาศว่าเธอได้ซื้อลิขสิทธิ์อัลบั้ม 6 ชุดแรกคืน ซึ่งเป็นการยุติการต่อสู้อันยาวนานและเป็นข่าวโด่งดังเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในผลงานเพลงของเธอ

หลังจากอัลบั้มต้นฉบับของเธอถูกขายออกไป เธอให้คำมั่นว่าจะบันทึกเสียงอัลบั้มทั้ง 6 ชุดใหม่ ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ “Taylor’s Versions” จนถึงปัจจุบัน เธอได้นำอัลบั้มต้นฉบับ 6 ชุดกลับมาวางจำหน่ายอีกครั้งแล้ว 4 ชุด

สวิฟต์ประกาศซื้ออัลบั้มต้นฉบับพร้อมจดหมายจากใจถึงแฟนๆ โดยเขียนว่าอัลบั้มสองชุดสุดท้ายจะ “มีช่วงเวลาดีๆ ที่จะหวนกลับมาอีกครั้งเมื่อถึงเวลาอันควร”

นักร้องสาวปิดท้ายทัวร์คอนเสิร์ต Eras ในเดือนธันวาคม 2024 หลังจากแสดงคอนเสิร์ต 149 รอบใน 53 เมืองทั่วโลก.

ที่มา BBC

ยูเอ็นประณาม อิสราเอลโจมตีพุ่งเป้าสังหารนักข่าวอัลจาซีรา 5 ราย

ยูเอ็นประณาม อิสราเอลโจมตีพุ่งเป้าสังหารนักข่าวอัลจาซีรา 5 ราย

12 ส.ค. 2568 11:26 น.

ยูเอ็นประณาม อิสราเอลโจมตีพุ่งเป้าสังหารนักข่าวอัลจาซีรา 5 ราย

สํานักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ ประณามการโจมตีของอิสราเอลที่มุ่งเป้าสังหารนักข่าว 5 คนของสำนักข่าวอัลจาซีราในฉนวนกาซา โดยระบุว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

นักข่าวอัลจาซีรา 5 คน รวมถึงอานัส อัล-ชารีฟ ผู้สื่อข่าว ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (10 ส.ค.) และอีก 2 คนเสียชีวิต รวมถึงนักข่าวอิสระ  กองทัพอิสราเอลระบุว่าโจมตีชารีฟ โดยกล่าวหาว่าเขา “เคยเป็นหัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายในฮามาส” ซึ่งชารีฟปฏิเสธ ซึ่งอิสราเอลแสดงหลักฐานไม่มากนัก

คาดว่าชารีฟเคยทำงานร่วมกับทีมสื่อฮามาสในฉนวนกาซาก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งในปัจจุบัน ในโพสต์โซเชียลมีเดียก่อนที่เขาจะเสียชีวิต นักข่าวรายนี้วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มฮามาส ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนและประเทศต่างๆ รวมถึงกาตาร์ ประณามการโจมตีครั้งนี้

พิธีศพของชารีฟ, โมฮัมเหม็ด เกรย์เกห์ ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา และช่างภาพ 2 คน ได้แก่อิบราฮิม ซาเฮอร์ โมฮัมเหม็ด นูฟาล และโมอาเมน อาลีวา  จัดขึ้นในวันจันทร์ หลังจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธแบบกำหนดเป้าหมายที่เต็นท์ของพวกเขาในเมืองกาซาซิตี้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โมฮัมเหม็ด อัล-คาลดี ได้รับการระบุชื่อจากทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลอัล-ชิฟาว่าเป็นนักข่าวคนที่ 6 ที่เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีกคนหนึ่งจากการโจมตีครั้งนี้ด้วย

ตามท้องถนนในฉนวนกาซาเต็มไปด้วยฝูงชนที่มาร่วมงานศพ โดยอานัส อัล-ชารีฟ เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีผู้ติดตามออนไลน์หลายล้านคน

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนเสรีภาพสื่อ ได้ประณามอย่างรุนแรงต่อสิ่งที่เรียกว่าการลอบสังหารชารีฟ สมาคมสื่อมวลชนต่างประเทศ (FBI) ระบุว่ารู้สึกโกรธแค้นต่อการสังหารแบบกำหนดเป้าหมายดังกล่าว รายงานระบุว่ากองทัพอิสราเอลได้ตราหน้านักข่าวชาวปาเลสไตน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “เป็นนักรบ โดยบ่อยครั้งไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้”

ด้านคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (CPJ) ระบุว่ารู้สึกตกใจกับการโจมตีครั้งนี้ และอิสราเอลไม่ได้แสดงหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาต่อชารีฟ และเสริมว่า “อิสราเอลมีรูปแบบการกล่าวหานักข่าวว่าเป็นผู้ก่อการร้ายมาอย่างยาวนานโดยไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ”

กองทัพอิสราเอลระบุว่ามีเอกสารที่พบในฉนวนกาซาซึ่งยืนยันว่าชารีฟเป็นสมาชิกของกลุ่มฮามาส รายงานดังกล่าวประกอบด้วย “รายชื่อบุคลากร รายชื่อหลักสูตรฝึกอบรมผู้ก่อการร้าย สมุดโทรศัพท์ และเอกสารเงินเดือน”

เอกสารที่เผยแพร่เพื่อเผยแพร่มีเพียงภาพหน้าจอของสเปรดชีตที่ดูเหมือนจะแสดงรายชื่อเจ้าหน้าที่ฮามาสจากฉนวนกาซาตอนเหนือ ซึ่งระบุถึงการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ฮามาส และส่วนหนึ่งของสิ่งที่กล่าวกันว่าเป็นสมุดโทรศัพท์ของกองพันจาบาเลียตะวันออกของกลุ่มติดอาวุธ และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำอธิบายจากอิสราเอลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักข่าวอัลจาซีราทั้งทีม

CPJ ระบุว่ามีนักข่าวอย่างน้อย 186 คนเสียชีวิตนับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาเมื่อเดือนตุลาคม 2023 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักข่าวเสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลดังกล่าวในปี 1992

สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวในโพสต์บน X ว่า “อิสราเอลต้องเคารพและคุ้มครองพลเรือนทุกคน รวมถึงนักข่าว เราเรียกร้องให้นักข่าวทุกคนเข้าถึงฉนวนกาซาโดยทันที ปลอดภัย และไม่ถูกขัดขวาง”

เมื่อเดือนที่แล้ว บีบีซีและสำนักข่าวอีกสามแห่ง ได้แก่ รอยเตอร์ส เอพี และเอเอฟพี ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดง  “ความกังวลอย่างยิ่ง” ต่อนักข่าวในฉนวนกาซา ซึ่งพวกเขากล่าวว่าพวกเขาไม่สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้มากขึ้น

รัฐบาลอิสราเอลไม่อนุญาตให้องค์กรข่าวต่างประเทศ รวมถึงบีบีซี เข้าไปในฉนวนกาซาเพื่อรายงานข่าวอย่างอิสระ ดังนั้นสำนักข่าวหลายแห่งจึงต้องพึ่งพาผู้สื่อข่าวประจำฉนวนกาซา.

ที่มา BBC

อินโดฯ ตั้ง 6 กองทัพภาคใหม่ ปรับโครงสร้างทหารครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี

อินโดฯ ตั้ง 6 กองทัพภาคใหม่ ปรับโครงสร้างทหารครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี

12 ส.ค. 2568 11:08 น.

อินโดฯ ตั้ง 6 กองทัพภาคใหม่ ปรับโครงสร้างทหารครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี

ผู้นำอินโดนีเซียประกาศตั้ง 6 กองบัญชาการกองทัพบกภูมิภาคใหม่ เสริมกำลังป้องกันประเทศ ท่ามกลางความไม่มั่นคงโลก พร้อมรื้อฟื้นตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองทัพที่หายไปกว่า 2 ทศวรรษ

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย เปิดตัวการจัดตั้งกองบัญชาการกองทัพบกภูมิภาค (Komando Daerah Militer-Kodam) ใหม่ 6 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่เกาะและจังหวัดสำคัญ ได้แก่ หมู่เกาะเรียว-เรียว สุมาตราตะวันตก-จัมบี ลัมปุง-เบงกูลู กาลิมันตันกลาง-ใต้ สุลาเวสีกลาง-ตะวันตก และเมืองเมราเก ในจังหวัดปาปัวใต้ ส่งผลให้เครือข่ายกองทัพบกอินโดนีเซียขยายเป็น 21 กองบัญชาการทั่วประเทศ

ผู้นำอินโดนีเซีย ประกาศในพิธีทางทหารที่เมืองบาตูจาจาร์ จังหวัดชวาตะวันตก ระบุว่าเพื่อเสริมสร้างแสนยานุภาพและป้องกันอธิปไตยของชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่มั่นคงจากสงครามในยุโรปและตะวันออกกลาง นอกจากนี้ เขายังประกาศแต่งตั้ง ทันดโย บูดี เรวิตา เป็นรองผู้บัญชาการกองทัพแห่งชาติ ซึ่งเป็นการรื้อฟื้นตำแหน่งนี้ครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี หลังตำแหน่งนี้ถูกว่างเว้นตั้งแต่พลเอก ฟาครูล ราซี ครองตำแหน่งระหว่างปี 2542-2543 โดยตำแหน่งนี้มีหน้าที่ประสานงานกองทัพบก เรือ และอากาศ รวมถึงปฏิบัติหน้าที่แทนผู้บัญชาการกองทัพเมื่อจำเป็น

ทางด้าน วาฮยู ยูดายานา โฆษกกองทัพบก  ระบุว่าการขยายโครงสร้างครั้งนี้มุ่งเสริมระบบป้องกันประเทศแบบ ป้องกันความมั่นคงของประชาชนทั้งมวล  และสนับสนุนการพัฒนาเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน.

เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา ขณะที่นักท่องเที่ยวไปเอเวอเรสต์เพิ่มขึ้น

เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา ขณะที่นักท่องเที่ยวไปเอเวอเรสต์เพิ่มขึ้น

12 ส.ค. 2568 10:53 น.

เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา ขณะที่นักท่องเที่ยวไปเอเวอเรสต์เพิ่มขึ้น

เนปาลจะอนุญาตให้ปีนยอดเขาหิมาลัย 97 ลูกได้ฟรีเป็นเวลาสองปี เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ห่างไกล

ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตสำหรับการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ในช่วงฤดูท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 486,525 บาท) ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษ

สำนักงานการท่องเที่ยวเนปาลกล่าวว่า หวังว่าโครงการริเริ่มนี้จะเน้นย้ำถึง “ผลิตภัณฑ์และจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ยังไม่ถูกสำรวจ” ของประเทศ

การปีนเขาสร้างรายได้มหาศาลให้กับเนปาล ซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาที่สูงที่สุดในโลก 10 ลูก ค่าธรรมเนียมการปีนเขาสร้างรายได้ 5.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 191 ล้านบาท) ในปีที่แล้ว โดยยอดเขาเอเวอเรสต์สร้างรายได้กว่า 3 ใน 4 ของรายได้ทั้งหมด

ยอดเขาที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมตั้งอยู่ในจังหวัดการ์นาลีและสุดูร์ปัชิมของเนปาล ซึ่งมีความสูงระหว่าง 5,970 เมตร ถึง 7,132 เมตร ทั้งสองจังหวัดซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของเนปาล ถือเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดและพัฒนาน้อยที่สุดของประเทศ

หิมาล เกาตัม ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวเนปาลกล่าวว่า “แม้จะมีความสวยงามตระการตา แต่จำนวนนักท่องเที่ยวและนักปีนเขาที่นี่กลับน้อยมาก เนื่องจากการเข้าถึงพื้นที่นั้นยากลำบาก เราหวังว่ามาตรการใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ ซึ่งสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นได้”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทางการมีแผนที่จะปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อกับพื้นที่ห่างไกลเหล่านี้หรือไม่ และชุมชนในพื้นที่เหล่านี้จะรับมือกับการหลั่งไหลเข้ามาของนักปีนเขาได้ดีเพียงใด หากโครงการปีนเขาฟรีประสบความสำเร็จ

ในอดีต นักปีนเขาไม่ค่อยสนใจยอดเขาห่างไกลทั้ง 97 ยอดนี้ โดยมีนักปีนเขาเพียง 68 คนเท่านั้นที่กล้าเสี่ยงไปที่นั่นในช่วงสองปีที่ผ่านมา ในทางตรงกันข้าม มีการออกใบอนุญาตปีนเขาเอเวอเรสต์ถึง 421 ใบในปี 2024 เพียงปีเดียว

ยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก มีความสูงกว่า 8,849 เมตร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับปัญหาความแออัด ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความพยายามปีนเขาที่นำไปสู่ความสูญเสียชีวิตหลายครั้ง

ในเดือนเมษายน 2024 ศาลฎีกาเนปาลได้มีคำสั่งให้รัฐบาลจำกัดจำนวนใบอนุญาตปีนเขาที่ออกให้สำหรับยอดเขาเอเวอเรสต์และยอดเขาอื่นๆ อีกหลายยอด โดยระบุว่าต้องเคารพขีดความสามารถของยอดเขา

ในเดือนมกราคมปีนี้ ทางการได้ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 36% สำหรับผู้ที่พยายามพิชิตยอดเขานอกฤดูกาลปีนเขาเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ค่าใช้จ่ายในการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนจะอยู่ที่ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ และ 3,750 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์

รัฐสภาเนปาลกำลังถกเถียงกันเกี่ยวกับกฎหมายฉบับใหม่ที่กำหนดให้ผู้ที่ต้องการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ต้องพิชิตยอดเขาที่มีความสูงกว่า 7,000 เมตรในประเทศให้ได้ก่อน สิ่งนี้ทำให้ยอดเขาในการ์นาลีและสุดูร์ปัชิมเป็น “สถานที่ฝึกซ้อมที่เหมาะสม”.

ที่มา BBC

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย หลังครบ 14 วันตั้งแต่ถูกควบคุมตัว

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย หลังครบ 14 วันตั้งแต่ถูกควบคุมตัว

12 ส.ค. 2568 10:23 น.

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย หลังครบ 14 วันตั้งแต่ถูกควบคุมตัว

โฆษกกลาโหมกัมพูชาร้องไทยส่งคืนทหาร 18 นายที่ถูกจับกุมหลังข้อตกลงหยุดยิงผ่านมาแล้ว 14 วัน ขอบคุณนานาชาติช่วยกดดัน ย้ำไม่ทิ้งกำลังพลไว้ข้างหลัง 

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงว่า ขณะนี้ครบรอบ 14 วันแล้ว นับตั้งแต่กองกำลังไทยควบคุมตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย หลังการประกาศใช้ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ พร้อมเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงและส่งตัวทหารเหล่านี้กลับบ้าน เพื่อให้ได้กลับไปพบครอบครัวที่รอคอยทั้งกลางวันและกลางคืน

พลโทมาลี ยังแสดงความขอบคุณต่อประเทศคู่มิตรและองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมากที่ออกมาเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ไทยปล่อยตัวนายทหารกัมพูชาโดยเร็ว พร้อมย้ำจุดยืนของกัมพูชาว่า จะไม่มีวันทิ้งหรือทอดทิ้งกำลังพลแม้แต่คนเดียว.