เกาหลีเหนือซ้อมยิงปืนใหญ่ ขู่ตอบโต้ ก่อนซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้-สหรัฐฯ

เกาหลีเหนือซ้อมยิงปืนใหญ่ ขู่ตอบโต้ ก่อนซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้-สหรัฐฯ

12 ส.ค. 2568 09:40 น.

เกาหลีเหนือซ้อมยิงปืนใหญ่ ขู่ตอบโต้ ก่อนซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้-สหรัฐฯ

เกาหลีเหนือจัด “แข่งยิงปืนใหญ่” โชว์ศักยภาพการสู้รบ ก่อนการซ้อมรบร่วม ระหว่างเกาหลีใต้-สหรัฐฯ สัปดาห์หน้า พร้อมขู่ตอบโต้หากถูกยั่วยุ

วันที่ 12 สิงหาคม 2568  สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่า หน่วยปืนใหญ่เชิงยุทธวิธีของกองทัพประชาชนเกาหลีเหนือ ได้จัดการฝึกยิงปืนใหญ่ในลักษณะการแข่งขัน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการทำสงคราม ยกระดับความพร้อมรบทั่วทั้งกองทัพ และเพิ่มความพร้อมรบของกองทัพตามแผนการฝึกของกองบัญชาการใหญ่กองทัพ 

รายงานข่าวระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ จะเริ่มการซ้อมรบร่วมประจำปี “อุลจิ ฟรีด้อม ชีลด์” (Ulchi Freedom Shield) ระหว่างวันที่ 18-28 สิงหาคม โดยกองทัพประกาศว่ามี เจตนารมณ์อันแข็งแกร่งในการสกัดกั้นศัตรูใกล้ชายแดนและปกป้องความมั่นคงของชาติ

โดยการฝึกครั้งนี้มี พัก จองชอน รองประธานคณะกรรมาธิการการทหารกลางของพรรคแรงงานเกาหลีเป็นผู้กำกับดูแล โดยคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดไม่ได้เข้าร่วม ขณะที่ โน กวางชอล รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีเหนือ ออกโรงเตือนเมื่อวันจันทร์ว่าจะใช้มาตรการป้องกันตนเอง หากเกิดการยั่วยุ พร้อมประณามการซ้อมรบขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ว่าเป็นการเตรียมรุกราน แม้ทั้งสองชาติยืนยันว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันประเทศเท่านั้น.

สลด “มิเกล อูริเบ” สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว 2 เดือนหลังถูกยิงขณะหาเสียง

สลด “มิเกล อูริเบ” สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว 2 เดือนหลังถูกยิงขณะหาเสียง

12 ส.ค. 2568 05:56 น.

สลด “มิเกล อูริเบ” สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว 2 เดือนหลังถูกยิงขณะหาเสียง

นายมิเกล อูริเบ สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว หลังจากถูกมือปืนวัยเพียง 15 ปี ยิงขณะปราศรัยหาเสียงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อ 2 เดือนก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมิเกล อูริเบ ตูร์บาย สว.วัย 39 ปี สว.โคลอมเบีย และหนึ่งในตัวเก็งเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปของประเทศ เสียชีวิตแล้วในวันจันทร์ที่ 11 ส.ค. 2568 หรือราว 2 เดือนหลังจากเขาถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างการหาเสียงในกรุงโบโกตา เมื่อ 7 มิ.ย.

ในวันเกิดเหตุ นายอูริเบกำลังกล่าวปราศรัยหาเสียงต่อหน้าผู้สนับสนุนที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในกรุงโบโกตา ก่อนที่คนร้ายจะเปิดฉากยิงปืนเข้าใส่เขา 3 นัด โดย 2 นัดเข้าที่ศีรษะ อีกนัดเข้าที่ขา ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนมือปืนซึ่งเป็นวัยรุ่นอายุ 15 ปีเท่านั้น ถูกจับกุมหลังเกิดเหตุ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการเปิดเผยมูลเหตุจูงใจออกมา

ล่าสุดในวันจันทร์ที่ 11 ส.ค. นางมาเรีย คลอเดีย ตาราโซนา ภรรยาของนายอูริเบก็ออกมายืนยันเรื่องการเสียชีวิตของผู้เป็นสามี โดยขอบคุณเขาที่ทำให้ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความรัก และสำหรับการเป็นพ่อที่ดีที่สุดให้แก่ลูกๆ ของทั้งสอง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันเสาร์ (9 ส.ค.) ซานตา เฟ คลินิก โรงพยาบาลที่รักษานายอูริเบออกแถลงการณ์ระบุว่า สว.ผู้นี้มีอาการเลือดออกในระบบประสาทส่วนกลาง และต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ต้องผ่าตัดมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งภรรยาขอให้ผู้คนร่วมกันภาวนาให้สามีของเธอ ทำให้มีคนนับพันมารวมตัวกันเพื่อวางดอกไม้แสดงการสนับสนุน

ทั้งนี้ นายอูริเบเป็นนักการเมืองฝ่ายขวา และเป็นผู้วิจารณ์ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ตัวยง เขาดำรงตำแหน่ง สว.มาตั้งแต่ปี 2565 และประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีโคลอมเบียซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมปีหน้าด้วย

นายอูริเบมาจากครอบครัวนักการเมืองใหญ่ในโคลอมเบีย มีความเชื่อมโยงกับพรรคเสรีนิยม โดยพ่อของเขาเป็นทั้งผู้นำกลุ่มสหภาพและนักธุรกิจ ส่วนแม่ของเขาเป็นนักข่าว แต่เธอถูกสังหารในปี 2531 หลังจากเธอถูกแก๊งค้ายาเสพติด “เมเดลลิน” ลักพาตัวไป และความพยายามช่วยเหลือไม่ประสบความสำเร็จ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน

12 ส.ค. 2568 05:29 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลาข้อตกลงลดภาษีตอบโต้กับจีนอีก 90 วัน เปิดทางเจรจาข้อตกลงการค้า ในขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ พยายามกดดันให้จีนเลิกซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 11 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ขยายระยะเวลาการสงบศึกทางภาษีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ออกไปอีก 90 วัน เพื่อไม่ให้กำแพงภาษีสูงลิบที่ทั้งสองประเทศตั้งให้อีกฝ่ายมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม ทรัมป์ได้เพิ่มภาษีศุลกากรที่ผู้นำเข้าของสหรัฐฯ จ่ายสำหรับสินค้าจากจีนเป็น 145% ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการกำหนดข้อจำกัดการส่งออกธาตุหายากบางชนิด ซึ่งมีความสำคัญต่อผู้ผลิตอาวุธและสินค้าอุปโภคบริโภคอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ และขึ้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าของสหรัฐฯ เป็น 125%

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงสงบศึกทางภาษีในเดือนพฤษภาคม ลดอัตราภาษีตอบโต้ลง 115% โดยสหรัฐฯ จะเก็บภาษีจีน 30% ประกอบด้วยภาษีพื้นฐานอัตรา 10% กับภาษีเฟนทานิล 20% ขณะที่จีนจะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ 10%

เมื่อ 1 วันก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เรียกร้องให้จีนเพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองของสหรัฐฯ แต่ไม่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า เขาจะขยายเวลาข้อตกลงลดอัตราภาษีกับจีนหรือไม่

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังคงเจรจาเพื่อทำข้อตกลงทางการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่อง โดยนาย สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ กล่าวว่า วอชิงตันยังคงมองสถานการณ์ในแง่ดีเรื่องการบรรลุข้อตกลง ขณะที่นายทรัมป์ขู่จะคว่ำบาตรจีนเพิ่ม หากแดนมังกรไม่หยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เผย จะหาทางนำดินแดนยูเครนกลับมา ในการคุยกับปูตินสัปดาห์นี้

ทรัมป์เผย จะหาทางนำดินแดนยูเครนกลับมา ในการคุยกับปูตินสัปดาห์นี้

12 ส.ค. 2568 03:05 น.

ทรัมป์เผย จะหาทางนำดินแดนยูเครนกลับมา ในการคุยกับปูตินสัปดาห์นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า จะพยายามหาทางนำดินแดนของยูเครนที่รัสเซียยึดไปกลับคืนมา ในการพูดคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ในช่วงสุดสัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะพยายามหาทางนำดินแดนของยูเครนบางส่วนกลับมา ระหว่างที่เขาพบปะพูดคุยกับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกาในวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.)

“รัสเซียยึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ของยูเครน พวกเขายึดครองพื้นที่สำคัญ เราจะพยายามนำดินแดนบางส่วนนั้นกลับมาให้ยูเครน” นายทรัมป์กล่าวระหว่างการแถลงข่าว และเสริมว่า การพูดคุยที่อะแลสกาจะเป็นการ “ประชุมหยั่งเชิง” โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ปูตินยุติสงคราม โดยอาจจะมีการแลกเปลี่ยนดินแดนด้วย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายทรัมป์ใช้คำว่า “แลกเปลี่ยนดินแดน” แต่ยังไม่แน่ชัดว่า รัสเซียจะแลกเปลี่ยนดินแดนที่ยึดไปจากยูเครนกับดินแดนใด เพราะฝ่ายเคียฟไม่เคยอ้างการยึดครองดินแดนใดๆ ของรัสเซีย

นายทรัมป์กล่าวอีกว่า เขาจะอัปเดตข้อมูลให้ผู้นำยุโรปทราบ หากนายปูตินมีข้อเสนอที่เป็นธรรมระหว่างการพูดคุย และเขาจะพูดคุยกับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนก่อน เพื่อเป็นการให้เกียรติ

“ผมจะโทรศัพท์หาเขาก่อน และผมจะโทรศัพท์หาเขาหลังจากนั้น และผมอาจจะพูดว่า ‘ขอให้โชคดี สู้ต่อไป’ หรือผมอาจพูดว่า ‘เราสามารถทำข้อตกลงได้’”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกอีกว่า ถึงแม้เขากับเซเลนสกีจะเข้ากันได้ดี แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่เซเลนสกีทำ โดยก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เคยกล่าวหานายเซเลนสกีว่าเป็นต้นเหตุทำให้เกิดสงครามในยูเครน

ทั้งนี้ นายทรัมป์ประกาศเรื่องแผนการพบปะกับนายปูตินเมื่อวันศุกร์ที่ 8 ส.ค. วันเดียวกับเส้นตายที่เขาขีดไว้ให้รัสเซียทำข้อตกลงหยุดยิงกับยูเครน มิเช่นนั้นสหรัฐฯ จะมีมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียเพิ่มเติม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ระทึก เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บนับสิบ

ระทึก เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บนับสิบ

12 ส.ค. 2568 01:29 น.

ระทึก เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บนับสิบ

เกิดระเบิดที่โรงงานเหล็กในรัฐเพนซิลเวเนีย ของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ เจ้าหน้าที่กำลังช่วยเหลือผู้ประสบเหตุและค้นหาผู้สูญหาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กของบริษัท “ยูเอส สตีล แคลร์ตัน” (US Steel Clairton) นอกเมืองพิตส์เบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ในวันจันทร์ที่ 11 ส.ค. 2565 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย และมีผู้สูญหายอีก 2 คน

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยตอนนี้เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินกำลังพยายามช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ตำรวจเขตอัลเลเกนี เคาน์ตี ยืนยันว่าพบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ และพวกเขาเชื่อว่ามีผู้สูญหายอีก 2 คน แต่ไม่ทราบอาการของผู้บาดเจ็บ และยังไม่มีการเปิดเผยว่าอะไรเป็นสาเหตุของการระเบิด

ด้านนายจอช ชาปิโร โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า สำนักงานจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินประจำรัฐเพนซิลเวเนียกับตำรวจ ถูกส่งไปยังที่เกิดเหตุแล้ว ขณะที่นายจอห์น เฟตเตอร์แมน สว.สหรัฐฯ ก็โพสต์ผ่าน X ว่า เขาได้ลงไปยังพื้นที่เกิดเหตุด้วย และเห็นเจ้าหน้าที่กำลังมีปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cbsnews

ชาวแกมเบียเดือด ทารกหญิงเสียชีวิต หลังรับการขลิบอวัยวะเพศ

ชาวแกมเบียเดือด ทารกหญิงเสียชีวิต หลังรับการขลิบอวัยวะเพศ

12 ส.ค. 2568 00:16 น.

ชาวแกมเบียเดือด ทารกหญิงเสียชีวิต หลังรับการขลิบอวัยวะเพศ

เด็กทารกเพศหญิงวัยเพียง 1 เดือนในประเทศแกมเบีย เสียชีวิตหลังรับการขลิบอวัยวะเพศหญิง (FGM) ส่งผลให้เกิดกระแสความไม่พอใจเป็นวงกว้าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 11 ส.ค. 2568 ว่า เด็กทารกเพศหญิงวัย 1 เดือนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในกรุงบันจูล เมืองหลวงของแกมเบียอย่างเร่งด่วน หลังจากเธอมีอาการเลือดออกอย่างรุนแรง แต่ได้รับการประกาศว่าเสียชีวิตแล้วตอนเดินทางถึงโรงพยาบาล ตามการเปิดเผยของตำรวจแกมเบีย

ถึงแม้ว่าตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กทารกรายนี้ แต่คนมากมายกล่าวโทษว่าการขลิบอวัยวะเพศ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติตามวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมา แต่ทางการแกมเบียประกาศเป็นสิ่งผิดกฎหมายไปแล้ว ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เด็กเสียชีวิต

“วัฒนธรรมไม่ใช่ข้ออ้าง, ประเพณีไม่ใช่โล่ป้องกัน นี่คือความรุนแรง ไม่มีสิ่งอื่นเจือปน ง่ายๆ แค่นั้น” องค์กรเอ็นจีโอ Women In Leadership and Liberation หรือ WILL ระบุในแถลงการณ์

ตำรวจระบุว่า มีผู้หญิง 2 คนถูกจับกุมตัวฐานต้องสงสัยว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของทารกหญิงรายนี้

ด้านอับดูไล ซีเซย์ สมาชิกสภาเขตกอมโบเหนือ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ออกมาเน้นย้ำเรื่องการปกป้องเด็กๆ จากหลักปฏิบัติที่เป็นอันตราย และพรากสุขภาพ, เกียรติ และชีวิตของพวกเขาไป

“การสูญเสียชีวิตของเด็กผู้บริสุทธิ์ในครั้งนี้จะต้องไม่ถูกลืมเลือน ขอให้เหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนและเป็นช่วงเวลาที่ประเทศของเราได้เริ่มต้นความมุ่งมั่นเพื่อปกป้องสิทธิ์ในการมีชีวิต, ความปลอดภัย และเกียรติของเด็กๆ ทุกคนอีกครั้ง”

ทั้งนี้ แกมเบียทำให้การทำ FGM เป็นสิ่งผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 2558 โดยมีทั้งโทษปรับและจำคุกสูงสุด 3 ปี และจำคุกตลอดชีวิตหากเด็กเสียชีวิต

แต่มันยังคงเกิดขึ้นในสังคมแกมเบีย โดยเหตุผลส่วนใหญ่ก็เพื่อการยอมรับทางสังคม, ความเชื่อทางศาสนา, การเข้าใจเรื่องสุขอนามัยแบบผิดๆ ว่าเป็นการรักษาพรหมจารีของเด็กหญิงหรือผู้หญิง, ทำให้สามารถแต่งงานได้ และเพิ่มความสุขทางเพศให้ผู้ชาย

แกมเบียติด 10 อันดับแรกของประเทศที่มีการทำ FGM มากที่สุดในโลก โดย 73% ของผู้หญิงและเด็กหญิงอายุตั้งแต่ 15-49 ปี ได้ทำกระบวนการดังกล่าวมาแล้ว และหลายคนทำก่อนอายุ 6 ขวบ

WILL ระบุว่า ชาวแกมเบียเริ่มขลิบอวัยวะเพศให้เด็กหญิงตั้งแต่ยังเป็นทารกมากขึ้น เพราะเชื่อแบบผิดๆ ว่า เด็กจะหายเร็วกว่า นอกจากนั้นยังมีเหตุผลเรื่องกฎหมาย โดยพวกเขาเชื่อว่าการขลิบตั้งแต่เด็กจะทำให้ปิดบังได้ง่ายขึ้น

การบังคับใช้กฎหมายอันหย่อนยานก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การทำ FGM ไม่ลดลง โดยในปี 2566 มีการดำเนินคดีเพียง 2 ครั้งและตัดสินว่ามีความผิดเพียง 1 ครั้ง นอกจากนั้นยังมีความพยายามล็อบบี้ให้รัฐบาลยกเลิกบทลงโทษสำหรับการทำ FGM ด้วย แต่ร่างกฎหมายถูกโหวตคว่ำไปเมื่อปีก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. สั่งกวาดล้างอาชญากร ไล่คนไร้บ้าน

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. สั่งกวาดล้างอาชญากร ไล่คนไร้บ้าน

11 ส.ค. 2568 22:41 น.

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. สั่งกวาดล้างอาชญากร ไล่คนไร้บ้าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเพื่อกวาดล้างแก๊งอาชญากรรม และรื้อที่อยู่ของคนไร้บ้าน เพื่อให้เมืองหลวงกลับมาสะอาดและปลอดภัยอีกครั้ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 11 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าว เปิดเผยแผนการที่เขาระบุว่าเป็นการทำให้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สะอาดและปลอดภัยมากขึ้น โดยประกาศมาตรการหลายข้อ รวมถึง ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความปลอดภัยสาธารณะ, ส่งตำรวจกับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอลงพื้นที่มากขึ้น และกำจัดแก๊งอาชญากรรมออกจากเมือง

นายทรัมป์เริ่มแถลงด้วยการระบุว่า “เราจะนำเมืองหลวงของเรากลับคืนมา” โดยเขาวางแผนจะให้รัฐบาลกลางเข้าควบคุมสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยตรง ด้วยกฎหมายว่าด้วยการปกครองตนเองของเขตปกครองพิเศษโคลัมเบีย (District of Columbia Home Rule Act)

นอกจากนั้น เขาจะส่งทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไปยังดี.ซี. ทำให้สำนักงานตำรวจท้องถิ่นกลายเป็นของรัฐบาลกลางด้วย

นายทรัมป์ยังอ้างว่า เมืองหลวงแห่งนี้ถูกยึดไปโดยกลุ่มแก๊งผู้ใช้ความรุนแรง และอาชญากรกระหายเลือด รวมถึงคนบ้าเพราะยาเสพติดและคนไร้บ้าน โดยบอกกับบรรดาผู้สื่อข่าวที่มารวมตัวกันในงานแถลงของเขาว่า พวกเขาก็ตกเป็นเหยื่อของคนเหล่านี้เช่นกัน และว่า “พวกคุณคงไม่อยากถูกปล้น ข่มขืน หรือถูกสังหารหรอก”

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า อัตราการเกิดเหตุอาชญากรรมในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตอนนี้สูงกว่าบางพื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเลวร้ายที่สุดในโลกเสียอีก ขณะที่จำนวนเหตุโจรกรรมรถยนต์และการจี้รถก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้ นายทรัมป์อ้างสถิติสูงสุดในปี 2566 แต่ ณ ปัจจุบัน น.ส.มูริเอล บาวเซอร์ นายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ออกมายืนยันว่า นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2568 จนถึงตอนนี้ จำนวนเหตุอาชญากรรมในเมืองหลวงแห่งนี้ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และจำนวนอาชญากรรมความรุนแรงทั้งหมด ก็ลดลง 26% ด้วย

แพม บอนดี อัยการสูงสุดสหรัฐฯ
แพม บอนดี อัยการสูงสุดสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์พูดถึงกรณีที่ อดีตลูกจ้างของกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ถูกทำร้ายก่อนหน้านี้ โดยกล่าวว่า “เขาถูกทุบตีอย่างรุนแรงโดยกลุ่มอันธพาลที่ผ่านมา” และถูกทิ้งให้จมกองเลือด

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังพูดถึงกรณีลูกจ้างรัฐบาลกลางกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานเลือกตั้งคนอื่นๆ ที่ถูกโจมตีในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงสมาชิกสภาจากพรรคเดโมแครตและพนักงานฝึกงาน “เหตุการณ์เหล่านี้กระทบต่อการทำงานของรัฐบาลกลาง และเป็นภัยต่อเมริกา”

“เรากำลังกำจัดสลัมออกไปด้วย” นายทรัมป์กล่าว โดยหันไปพูดเรื่องคนไร้บ้าน “ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องถูกต้องทางการเมือง แต่เรากำลังกำจัดสลัมที่พวกเขาอาศัยอยู่” อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ไม่ได้พูดเชื่อมโยงเหล่าคนไร้บ้านกับเหตุอาชญากรรมที่เขาพูดถึงก่อนหน้านี้

จากนั้นนายทรัมป์ก็วกกลับไปพูดเรื่องอาชญากรรมต่อ โดยระบุว่า กลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากกำลังอาละวาดตามท้องถนนในเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. และเขาเห็นกลุ่มวัยรุ่นหัวรุนแรงต่อสู้ขัดขืนเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเมื่อคืนที่ผ่านมานี้เอง

“คนพวกนี้ชอบถ่มน้ำลายรดหน้าตำรวจ” และกรีดร้องใส่หน้าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ห่างออกไปเพียง 1 นิ้ว “คุณบอกพวกเขาไปเลย ว่าถ้าคุณถุยเราจะทุบ” (you spit and we hit) “และพวกเขาจะถูกทุบอย่างหนักด้วย” นายทรัมป์กล่าว และเสริมว่า เขาเห็นเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว

นายทรัมป์หันไปพูดถึงเรื่องจำนวนตำรวจใน ดี.ซี. โดยระบุว่า เขาได้คุยกับสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ในเรื่องนี้แล้ว และพบว่า ถึงแม้จำนวนเจ้าหน้าที่จะลดลง แต่เมืองหลวงแห่งนี้ก็ยังมีตำรวจกว่า 3,500 นาย ซึ่งนายทรัมป์ระบุว่า เป็นจำนวนที่เยอะมาก ก่อนจะเสนอเพิ่มกฎหมายและข้อบังคับแทนที่จะเพิ่มจำนวนตำรวจ

จากนั้นนายทรัมป์ก็หันไปกล่าวโจมตีรัฐบาลชุดก่อนของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน เรื่องการดูแลชายแดนในภาคใต้ของประเทศ และอ้างว่า ตัวเขาแก้ปัญหาชายแดนนี้ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เข้าทำงานแล้ว

นายทรัมป์ปิดท้ายการแถลงข่าวด้วยการประกาศมาตรการหลายอย่าง รวมถึง ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านความปลอดภัยสาธารณะในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อย่างเป็นทางการ, ให้ แพม บอนดี อัยการสูงสุด เข้าควบคุมสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี., ส่งตำรวจและเอฟบีไอตรวจตราตามท้องถนนมากขึ้น และกำจัดแก๊งอาชญากรรมออกจากเมือง

หลังจากนายทรัมป์ลงจากโพเดียมไปแล้ว นายดั๊ก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ขึ้นมาแถลงต่อ โดยระบุว่า สำนักงานตำรวจอุทยานแห่งสหรัฐฯ (US Park Police) ได้รับมอบหมายให้จัดการกับอาชญากรรมในวอชิงตัน ดี.ซี. และพวกเขาเริ่มการรื้อแคมป์คนไร้บ้านกับการปกป้องอนุสาวรีย์ต่างๆ แล้ว

อนึ่ง เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์ประกาศว่าคนไร้บ้านจะต้องย้ายออกจากเมืองหลวงในทันที โดยรัฐบาลจะหาสถานที่อื่นที่ไกลจากเมืองหลวงไว้ให้ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า สถานที่ดังกล่าวคือที่ใด

จีไนน์ ปีร์โร อัยการสูงสุดกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
จีไนน์ ปีร์โร อัยการสูงสุดกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ต่อมานายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็บอกกับผู้สื่อข่าวว่า กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิจะเข้าสู่วอชิงตัน ดี.ซี. ภายในสัปดาห์นี้ ตามคำสั่งของนายทรัมป์ และพวกเขาเตรียมนำหน่วยพิเศษอื่นๆ เข้าสู่เมืองหลวงแห่งนี้ด้วย

หลังจากนายเฮกเซธพูดเสร็จก็ถึงคิวของ น.ส.แพม บอนดี อัยการสูงสุด โดยกล่าวว่า เธอต้องการทำให้ชัดเจนที่สุดว่า อาชญากรรมใน ดี.ซี. กำลังจะจบลงและจะจบลงในวันนี้ รัฐบาลจะใช้ทุกอำนาจที่มีเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรม

ด้าน น.ส. จีไนน์ ปีร์โร อัยการสูงสุดกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.คนใหม่ ขึ้นมากล่าวว่า เธอเห็นอาชญากรรมความรุนแรงฝีมือกลุ่มวัยรุ่นที่คิดว่าตัวเองจะทำร้ายใครก็ได้มากเกินไปแล้ว พวกเขารู้ว่าสามารถหลุดรอดไปได้ เพราะกฎหมายต่ออาชญากรเยาวชนนั้นมันอ่อนแอเกินไป

“เราเห็นพวกคุณแล้ว เรากำลังจับตามองพวกคุณ และเราจะเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อจับพวกคุณ” น.ส.ปีร์โรกล่าว

‘ฟาร์มหมอต้น’คว้า 3 รางวัล SME National Awards 2025

‘ฟาร์มหมอต้น’คว้า 3 รางวัล SME National Awards 2025

‘ฟาร์มหมอต้น’คว้า 3 รางวัล SME National Awards 2025

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

‘ฟาร์มหมอต้น’คว้า 3 รางวัล SME National Awards 2025 ‘ซีพีเอฟ’เสริมแกร่งคู่ค้า ร่วมคิด พัฒนา เติบโตไปด้วยกัน

“ฟาร์มหมอต้น”  ผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงสุกร ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี ที่วันนี้ดำเนินงานมาแล้ว 11 ปี  และสามารถพาธุรกิจขึ้นแท่นผู้ประกอบการยอดเยี่ยมระดับชาติ คว้า 3 รางวัล ได้แก่ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 SME National Awards 2025 และอีก 2 รางวัลพิเศษ คือ รางวัล SME แห่งชาติยอดเยี่ยม และรางวัล SME Sustainability & ESG Excellence ภายใต้โครงการ MSME National Awards 2025 ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 17

สะท้อนความสำเร็จในการบริหารจัดการ ที่ปฏิบัติตามแนวทาง TQA และได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผ่านกระบวนการ “คิดและเติบโตไปด้วยกัน” ส่งต่อองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบการบริหารจัดการแบบมืออาชีพอย่างเป็นระบบ

น.สพ.วรวุฒิ ศิริปุณย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฟาร์มหมอต้น จำกัด กล่าวว่า “ฟาร์มหมอต้น” มุ่งมั่นผลิตสุกรครบวงจรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ตามมาตรฐานสากล ใส่ใจความยั่งยืนระดับโลก การผลิตอยู่ภายใต้มาตรฐานทั้งด้านสุขอนามัย สวัสดิภาพสัตว์ และกระบวนการผลิต โดยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในทุกมิติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความยั่งยืนระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อยู่ร่วมกับชุมชน สังคมได้ จากจุดเด่นในการนำหลักการจัดการฟาร์มแบบบูรณาการมาประยุกต์ใช้จริง ทำให้ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลนี้

“ความสำเร็จที่เกิดขึ้นยังได้แรงผลักดันจากซีพีเอฟ พันธมิตรที่ช่วยคิด พัฒนา และเติบโตไปด้วยกัน ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบต่างๆ จากการที่ซีพีเอฟมีความเชี่ยวชาญด้านเกษตรอุตสาหกรรมอยู่แล้ว เช่น ไบโอแก๊ส  โซลาร์ รูฟท็อป รวมทั้งการสนับสนุนจากหน่วยงานพัฒนาศักยภาพลูกค้าและทีมขายอาหารสัตว์ภาคตะวันออก ทีมผู้เชี่ยวชาญบริการวิชาการ ทีมการตลาด ทีมสนับสนุน ที่สำคัญ คือ การถ่ายทอดแนวทางการบริหารองค์กรสู่ความเป็นเลิศ (CP Excellence) จนฟาร์มสามารถยกระดับการจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้ง Supply Chain  สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล รวมถึงการใส่ใจสิ่งแวดล้อมตามหลัก ESG” น.สพ.วรวุฒิ กล่าว 

บจ.ฟาร์มหมอต้น ผ่านการประเมินจากผู้สมัครกว่า 200 รายทั่วประเทศ สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการ SME ไทย ที่สามารถยกระดับธุรกิจเทียบเท่ามาตรฐานสากลได้ด้วยตนเอง โดยมีซีพีเอฟเป็นพันธมิตรร่วมทางสู่เป้าหมายการเติบโตที่ยั่งยืน แบ่งปันองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการบริหารจัดการที่ทันสมัย

สำหรับรางวัล SME National Awards มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานธุรกิจ MSME ให้ก้าวสู่ระดับสากล โดยการปรับใช้เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (TQA) เป็นฐานการพิจารณาให้เข้ากับบริบทของ MSME ครอบคลุมการบริหารจัดการ 7 ด้านสำคัญ ได้แก่ บทบาทของผู้บริหารในการนำองค์กร การวางแผนการดำเนินธุรกิจ การมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด การวัด วิเคราะห์และจัดการความรู้ การบริหารทรัพยากรบุคคล  การจัดการกระบวนการ และผลลัพธ์ทางธุรกิจ

ปีนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลฯ ร่วมกับ นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. โดยมี นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ และทีมงานฯ ร่วมแสดงความยินดี

คุณแหน : 12 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 12 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 12 สิงหาคม 2568

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดกาลนานเทอญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ…
  • ตามที่เราได้เคยเสนอเรื่อง “ขุมทรัพย์มโหฬารใต้ทะเลเกาะกูด” ตั้งแต่ปีที่แล้ว บัดนี้เรื่องดังกล่าวดูจะเด่นชัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน พล.ท.กนก เนตระคเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บังคับบัญชากองกำลังสุรนารี ท่านได้ชี้ให้เห็นจุดประสงค์ประการหนึ่งของ ฝ่ายสมเด็จฮุนเซนในข้อพิพาทครั้งนี้มาจากเรื่องทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่าที่เกาะกูด…ขอเท้าความบุคคลผู้ที่น่าจะรู้แบ็คกราวด์เรื่องนี้ดีที่สุดคือ พล.ร.อ. ถนอม เจริญลาภ อดีตเจ้ากรมอุทกศาสตร์และกรรมการการเจรจาเขตแดนทางทะเลมาทุกรัฐบาล เคยปรารภกับเราว่า มูลค่าทรัพยากรใต้ทะเลประกอบด้วยน้ำมันปิโตรเลียม, ก๊าซธรรมชาติ, และแร่ล้ำค่าจำนวนมาก ต่อข้อถามถึงมูลค่า (ESTIMATES) ของทรัพยากรในขณะนั้น ท่านเจ้ากรมฯ ย้ำว่าทุกสิ่งทุกอย่างขณะนั้นฝรั่งเก็บเป็นความลับทั้งหมด ฝรั่งฝ่ายสหรัฐฯผู้เจาะสำรวจเคยเปิดเผยกับท่านเป็นส่วนตัว นัยว่ามีค่ามหาศาลถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งต่อมากูรูเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศ.พล.ท.ดร.สมชาย วิรุฬหผล ได้คำนวณด้วยอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 3.5% และชี้ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจปัจจุบันสูงถึง 22.7 ล้านล้านดอลลาร์ !…
  • อนุสนธิข่าวกัมพูชาเสนอชื่อ ทรัมป์ เป็นแคนดิเดตเข้ารับรางวัล “NOBEL PRIZE” สาขาสันติภาพ ซึ่งแน่นอนเป็นสุดยอดความถวิลหาของเหล่าผู้นำโลก การนี้อารยประเทศกลับมองเป็นเรื่องย้อนแย้ง เสมือนกับ “เจ้าของโรงฆ่าสัตว์เสนอจัดงานเทศกาลกินเจ” ทีเดียว และแน่นอนในระยะหลังเราจะสังเกตได้ว่าสหรัฐฯเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับกัมพูชาไปมาก จากประเทศคนละฝ่ายมาเป็นมิตรในรูปแบบ “STRANGE BED FELLOWS” …ทั้งนี้ทั้งนั้น บารอนเนส อยากจะชี้ให้เห็นว่า AXIOM “เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ” ยังมีความแน่นอน อย่าลืมว่า พล.อ.ฮุน มาเนต ใช้เวลาศึกษา-ฝึกหนัก-กินอยู่-ปรัชญาอเมริกันถึง 5 ปี ในโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ในสหรัฐฯ ในยุคนั้นก็มีกระแสข่าวว่าฮุนมาเนตเข้าเวสต์พอยต์ได้ เพราะการผลักดันของฝ่ายไทย สถาบันทหารแห่งนี้ยูนิคมากสำหรับชาวต่างชาติไม่มีการสอบรับทั่วไป, ไม่มีโควต้าให้แก่ประเทศพันธมิตร, ทุกอย่างคือคอนเนคชั่น และผลผลิตคือ ว่าที่ ร้อยตรี ฮุน มาเนต แห่ง WEST POINT, USA.…
  • น่าภาคภูมิใจ ที่ศิษย์จากคณะวารสารฯ มธ.ได้รับการยกย่องให้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ” หลายคน อาทิ ดร.ยุทธนา มุกดาสนิท รุ่น 2513 และ ประสาทพร​ ภูสุศิลป์ธร รุ่น 2512 ขอแสดงความยินดีด้วย…
  • ระหว่าง 9-16 ส.ค. เชวง จิตรสมบูรณ์ เกี่ยวก้อย จินตนา สุดที่รักไปท่องเที่ยวจีน เมืองเฉิงตู ตันปา หลี่ถัง (เมืองที่สูงที่สุดในโลกระดับ 4,000-6,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล) และเมืองย่าติง ที่สมญานามว่า แชงกรีล่าแห่งสุดท้าย…
  • แล้วลูกหลานสองตระกูลก็ได้มาเจอกันที่หัวหิน ประนอม เฉินบำรุง และ ศิริวรรณ วงศ์ศิริกุล สองเพื่อน มช.ได้มาพบกัน คราวนี้มาแนว อาม่า คุณย่า คุณยาย โดยคุณยายฝ่ายเหนือได้ของฝากเป็นซาลาเปาอร่อยจากเมืองกรุง ส่วนอาม่าจาก กทม. ได้ชุดอาหารเหนือเจ๊ต้อย เจ้าโปรด…ลำแต๊ๆเจ้า…
  • เพราะสมาชิกครอบครัวติดใจบรรยากาศเมืองท่องเที่ยวและอาหารอร่อยของหัวหิน ประนอม- สมจิต เฉินบำรุง พาลูกหลานรวม13 ชีวิตบินจากเชียงใหม่ตรงไปพักที่ดุสิตรีสอร์ท หัวหินในโอกาสที่ครอบครัวบุตรสาว ดร.สายสกุล-ดร.พงศ์กร กุลแสงเจริญ และหลานๆ มาจากอังกฤษมาเยี่ยมบ้านในช่วงนี้ !!…

บารอนเนส

พระแม่แห่งแผ่นดิน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระแม่แห่งแผ่นดิน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระแม่แห่งแผ่นดิน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็น สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และโดยพระชนมพรรษาจึงนับเป็นพระกุลเชษฐ์พระองค์ปัจจุบันในพระบรมราชจักรีวงศ์

ตลอดระยะเวลาแห่งการดำรงพระอิสริยยศ “พระราชินี” จนถึง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงปฏิบัติภารกิจน้อยใหญ่นานัปการ ทั้งในฐานะ “พระผู้ทรงเป็นที่พึ่งของปวงชนชาวไทย” และในฐานะ “คู่บุญคู่พระราชหฤทัย” ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฏร์ ทั้งโดยเสด็จพระราชดำเนินตาม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทรงเยี่ยมราษฎรในชนบททั่วทุกภูมิภาค แม้จะทรงตรากตรำพระวรกาย เนื่องจากการคมนาคมในสมัยนั้นยังไม่สะดวกสบายเหมือนในปัจจุบัน  ก็มิได้ทรงย่อท้อแต่อย่างใด 

พระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทุ่มเทอุทิศกำลังพระวรกาย พระสติปัญญา พระราชทรัพย์ ในพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อเกื้อกูลประโยชน์สุขของพสกนิกรนั้นได้ดื่มด่ำอยู่ในหัวใจคนไทยทั้งชาติ และหยั่งลึกลงเป็นรากฐานแห่งความจงรักภักดีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นผลให้เกิดความมั่นคงและนำสันติสุขมาสู่ปวงชนชาวไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภารกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ  และความเป็นอยู่ของพสกนิกรในชนบทห่างไกล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ไปทั่วทุกหนแห่งในแผ่นดินไทยนี้

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

โครงการในพระราชดำริที่มีสาขาขยายกว้างขวางไปทั่วประเทศโครงการหนึ่งก็คือ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ ไปทรงเยี่ยมพสกนิกรทั่วทุกภาคของประเทศมากว่า 50 ปีแล้ว จึงได้ทอดพระเนตรเห็นทุกข์สุขทั้งสิ้นในการครองชีพของราษฎร ทรงพบว่าราษฎรซึ่งส่วนใหญ่เป็นกสิกรต้องประสบภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น ฝนแล้ง นาล่ม ศัตรูพืชรบกวน ทำให้การประกอบอาชีพไม่ได้ผล อีกทั้งทรงพบว่าราษฎรไทยหลายท้องถิ่นมีฝีมือเป็นเลิศทางหัตถกรรมหลายชนิดสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ สมควรจะอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติชาติสืบไป พระองค์จึงทรงทุ่มเทพระวิริยะ อุตสาหะ และพระราชทานทรัพย์มาส่งเสริมงานหัตถกรรมแก่ราษฎร

วัตถุประสงค์สำคัญ คือเพื่อหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ประสบปัญหาในการเพาะปลูก หรือเกษตรกรที่ว่างจากฤดูเพาะปลูกให้ได้มีงานทำอยู่กับบ้าน ซึ่งจะส่งผลให้ราษฎรไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานของตนเข้าไปทำงานรับจ้างในเมืองใหญ่ๆ อันก่อให้เกิดปัญหาชุมชนแออัดในระยะยาวต่อไป นับว่าเป็นการช่วยรักษากรรมสิทธิ์ในที่ดินของราษฎรผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้อีกทางหนึ่งด้วย และสำหรับชาวไทยภูเขาซึ่งเคยมีอาชีพปลูกฝิ่น ก็ทรงส่งเสริมให้หันไปประกอบงานฝีมือที่ชาวไทยภูเขามีความชำนายอยู่แล้ว คือการเป็นช่างเงินหรือช่างทองแทน

วัตถุประสงค์อีกประการหนึ่ง คือเพื่อธำรงรักษาและฟื้นฟูหัตถกรรมแบบไทยโบราณซึ่งกำลังจะเสื่อมสูญไปตามกาลเวลาให้กลับมาแพร่หลาย เช่น การทอผ้าไหมมัดหมี่ลวดลายโบราณ การทอผ้าแพรวา การจักสานย่านลิเภา การทำเครื่องถมเงินและถมทอง การคร่ำ เป็นต้น เนื่องจากหัตถกรรมประเภทนี้ต้องใช้ฝีมือ เวลา และความอดทนเป็นอย่างมาก จึงหาผู้ที่สนใจสืบทอดวิชาเหล่านี้เป็นอาชีพได้ยากยิ่ง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสอนหัตถกรรมแทบทุกประเภทแก่บุตรหลานของราษฎรผู้ยากไร้ขึ้นในสวนจิตรลดา และในบริเวณพระตำหนักทุกภาคเวลาที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับเพื่อทรงเยี่ยมราษฎร  โดย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินประทับเคียงข้าง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงช่วยจดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผ้า ผู้ทอ และตรวจรับผ้าทอจากสมาชิกโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่อการวิเคราะห์และให้ความช่วยเหลือราษฎรได้อย่างถูกวิธี

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรับเด็กยากจนและการศึกษาน้อยผู้ยังไม่เคยมีประสบการณ์ทางการช่างใดๆ  เข้ามาเป็นนักเรียนศิลปาชีพ ทรงเสาะหาครูผู้มีฝีมือที่ยังหลงเหลืออยู่มาถ่ายทอดผลงานและพระราชทานกำลังใจแก่สมาชิกศิลปาชีพ หมุนเวียนไปทั่วประเทศเป็นประจำทุกปี รวมทั้งโปรดที่จะทรงใช้สอยผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพทุกชนิดเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ราษฎรทั่วไป  

งานของศิลปาชีพเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพได้แพร่หลายกว้างขวางเป็นที่นิยมในหมู่ราษฎรไทยและชาวต่างประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ต้องทรงใช้จ่ายพระราชทรัพย์เพื่อโครงการศิลปาชีพเป็นจำนวนมาก จึงมีผู้กราบบังคมทูลขอให้ทรงจัดตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งมูลนิธิขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2519 โดยทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิด้วย ต่อมารัฐบาลได้ประจักษ์ถึงผลงานและคุณประโยชน์มูลนิธิด้วย จึงได้รับเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ โดยจัดตั้งเป็นกองศิลปาชีพขึ้นในสำนักราชเลขาธิการ เมื่อพุทธศักราช 2538 เพื่อสนับสนุนงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มูลนิธิมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “The Foundation for the Promotion of Supplementary Occupations and Related Technique of Her Majesty Queen Sirikit of Thailand” หรือเรียกย่อๆ ว่า “The SUPPORT Foundation”

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ทรงสนพระราชหฤทัยงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าที่สำคัญของชาติ หนึ่งในนั้นคือ นาฏกรรมโขน ซึ่งมีพระราชประสงค์ให้อนุรักษ์และสืบสานอยู่คู่แผ่นดินไทย ดังพระราชปรารภที่ว่า “ทุกวันนี้ประชาชนชาวไทย ไม่ใคร่มีโอกาสได้ชมโขน เนื่องจากการจัดแสดงโขนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโขน และงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ เพื่อรื้อฟื้นการแสดงโขนตามโบราณราชประเพณี เริ่มต้นจากการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นใหม่ สำหรับใช้ในการแสดงโขนพระราชทาน ทรงกำชับให้ยึดถือรูปแบบเครื่องแต่งกายโขนแบบโบราณ แต่มีความคงทนและสวยงามยิ่งขึ้น

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลมากในการนำโขนมาสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง เพราะการฟื้นฟูโขนนั้นไม่ใช่แค่การฟื้นฟูนาฏศิลป์ แต่เป็นการพลิกฟื้นฝีมือช่างหัตถศิลป์หลายแขนง ทั้ง วรรณศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ หัตถศิลป์ ศิลปกรรม และพัตราภรณ์ของไทย ให้คืนกลับมา ทั้งยังทำให้เกิดสกุลช่างในรัชกาลปัจจุบัน ในเรื่องของพัสตราภรณ์หรือเครื่องแต่งกาย  โดยมี อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ควบคุมดูแลเรื่องการออกแบบและดูแลช่างที่เป็นสมาชิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ช่วยกันตัดเย็บเครื่องแต่งกายและทอผ้าเพื่อใช้การแสดงโขนโดยเฉพาะ

อาจารย์สมิทธิ ศิริภัทร์ ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ด้านศิลปะ ได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตสร้างเครื่องแต่งกายโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพอีกทางหนึ่ง เมื่อได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จึงเริ่มดำเนินการในปีพุทธศักราช 2548 โดย มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และ กรมศิลปากร สนองพระราชดำริด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นมาใหม่ที่คงความงดงามตามแบบโบราณ และกราบบังคมทูลขอพระราชทานเพื่อใช้ในการแสดงโขนเรื่อง “รามเกียรติ์” ชุด “ศึกพรหมาศ” ถวายทอดพระเนตร และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 

การแสดงครั้งนั้น ได้เชิญ อาจารย์สุดสาคร ชายเสม มาออกแบบฉาก ส่วน อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย จัดแสดงโขนในรูปแบบการบรรเลงคอนเสิร์ต เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  โปรดดนตรีสากล โดยเลือกบทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ใช้ชื่อว่า การแสดงเฉลิมพระเกียรติ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน : พรหมาศ บรรเลงโดยวงโยธวาทิต กองดุริยางค์กองทัพบก และได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรการแสดงรอบปฐมทัศน์ วันที่ 25 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 (รอบประชาชนทั่วไปวันที่ 27-28 ธันวาคม) ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หลังจบการแสดง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ยังคงดำเนินงานปรับปรุงเกี่ยวกับโขนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายโขนที่เพิ่มรายละเอียดให้วิจิตรยิ่งขึ้น

จากนั้นในปีพุทธศักราช 2551 มิได้ทำการแสดงโขน เนื่องจาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์ ปีต่อมาจึงได้จัดแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนพรหมาศ ฉบับปรับปรุงใหม่ เป็นครั้งที่ 2 โดยมีวงดนตรีสากลและวงดนตรีไทยเล่นประกอบโขน จัดแสดง 6 รอบ ต่อมาได้มีการเพิ่มรอบในภายหลังตามคำเรียกร้องของผู้ชม และในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกันนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดนิทรรศการโขนพระราชทาน ในงานเปิดหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร และเป็นครั้งแรกที่ได้พระราชทานการแสดงโขนในปีต่อไปคือ ตอน “นางลอย” จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนชื่อจาก “โขนเฉลิมพระเกียรติ” เป็น “โขนพระราชทาน” อันเป็นการแสดงที่พระราชทานลงมาให้แก่ปวงชนชาวไทยได้ชม

สำหรับโขนพระราชทาน ตอน “นางลอย” นั้น ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง โดยมีการจัดแสดงถึง 2 ช่วง ในเดือนมิถุนายนและพฤศจิกายน พุทธศักราช 2553 ทั้งยังเป็นปีแรกที่เปิดคัดเลือกนักแสดงรุ่นใหม่ รวมทั้งเริ่มมีการสร้างฉากที่วิจิตรตระการตาและเพิ่มเทคนิคต่างๆ เพื่อดึงดูดใจผู้ชมมากขึ้น และการแสดงโขนพระราชทานที่จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีนั้นได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชนจนต้องเพิ่มรอบการแสดงขึ้นทุกปี ในปีพุทธศักราช 2554 มีการแสดงโขนพระราชทาน ชุด “ศึกมัยราพณ์”  ต่อมามีการแสดงโขนพระราชทาน ชุด “จองถนน”  ในปีพุทธศักราช2555  การแสดงโขนพระราชทาน ชุด “ศึกกุมภกรรณ” ตอนโมกขศักดิ์ ในปีพุทธศักราช 2556  การแสดงโขนพระราชทานชุด “ศึกอินทรชิต” ตอน “นาคบาศ” ในปีพุทธศักราช 2557  การแสดงโขนพระราชทาน ชุด “ศึกอินทรชิต” ตอน “พรหมาศ” ในปีพุทธศักราช 2558  และต่อมาในปีพุทธศักราช 2559 การแสดงโขนพระราชทาน ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” ต้องยกเลิกการแสดง เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  เสด็จสวรรคต และในปีพุทธศักราช 2560 ได้ว่างเว้นการแสดงไปอีก 1 ปี เนื่องจากอยู่ในห้วงเวลาถวายอาลัย

ในปีพุทธศักราช 2561 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้เลือกบทโขนรามเกียรติ์ ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” อันเป็นการสื่อความหมายของความจงรักภักดีและการรักษาความเที่ยงธรรมสุจริต มาจัดแสดงระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน ถึง 5 ธันวาคม 2561 และในปีพุทธศักราช 2562 กำหนดแสดงเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สืบมรรคา” (สืบ-มัน-คา) ซึ่งจะเปิดการแสดงระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน ถึง 5  ธันวาคม  2562  ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย การแสดงโขน ตอน “สืบมรรคา” (สืบ-มัน-คา) นี้มีเนื้อหาสนุกสนาน หลากรส และชวนติดตามไปกับการผจญภัยของหนุมานทหารเอกของพระราม เมื่อพระรามต้องยกกองทัพข้ามมหาสมุทรไปทำสงครามกับเหล่าอสูร ณ กรุงลงกา จึงมอบหมายให้หนุมานปฏิบัติภารกิจสำคัญสืบหาหนทางนำพากองทัพของพระราม ฝ่าฟันอุปสรรคและเหล่าอสูรร้ายที่ปกป้องรักษาด่านข้ามทะเลไปยังที่หมาย นอกจากนี้ยังมีตัวละครใหม่ ๆ เช่น นกสัมพาที นางผีเสื้อสมุทร นางอังกาศตไล ยักษ์ปักหลั่น และที่น่าจับตาชม คือเครื่องแต่งกายของตัวละครที่แปลกตากว่าตอนอื่นๆ เช่น ทศกัณฐ์หน้าทอง ที่มีผ้าคล้องไหล่ พวงมาลัยคล้องพระกรขวา และพัดด้ามจิ้วจันทน์ที่ใช้สะบัดประกอบท่ารำ รวมถึงจะได้ชมกระบวนรำฉุยฉายทศกัณฐ์ลงสวนที่สวยงาม แสดงความเจ้าชู้ยักษ์ของตัวทศกัณฐ์ที่เข้าไปเกี้ยวพาราสีนางสีดา เป็นต้น

พระราชกรณียกิจเสริมงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อทรงแบ่งเบาพระราชภาระใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  เป็นพระราชกรณียกิจเพื่อทรงช่วยเหลือราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ยากไร้ทั่วประเทศ  การเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากต่างๆ ของราษฎรในแต่ละภูมิภาค ซึ่งมีความแตกต่างกันไป พระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานจึงมีความเหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม ผ่านโครงการอันเนื่องมาพระราชดำริที่พระราชทานให้จัดตั้ง ณ ภูมิภาคนั้นๆ เพื่อทรงแก้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ ที่สำคัญล้วนเป็นพระราชกรณียกิจเสริมงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   อาทิ พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ   ที่ทรงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ มีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นฐานการดำรงชีวิตของพสกนิกร คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2553 ถวายพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” เพื่อเป็นการแสดงกตเวทิคุณของรัฐบาลและปวงชนชาวไทยในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ยังทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าพื้นที่ป่าไม้ มีจำนวนลดน้อยถอยลง ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีสาเหตุจากการที่ชาวบ้านลักลอบตัดไม้ และประการสำคัญคือ ทรงพบว่าสาเหตุจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่ามาจากปัญหาความยากจน ชาวบ้านหาที่ทางทำกินโดยการแผ้วถางเผาป่า เผาครั้งหนึ่ง 50-60 ไร่ แต่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรจริงๆ เพียง 5-10 ไร่เท่านั้น  ทรงห่วงใยปัญหานี้และทรงวิตกว่าประเทศชาติกำลังสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ  จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการป่ารักน้ำ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ทุกข์ยากให้ได้มีอาชีพที่สุจริต มีรายได้เพื่อประทังชีวิต โดยไม่ตัดไม้ทำลายป่าอีกต่อไป

โครงการป่ารักน้ำ เริ่มทดลองครั้งแรกที่บ้านน้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2525 เป็นโครงการปลูกป่าด้วยพันธุ์ไม้ที่เติบโตเร็ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ได้ทรงขอซื้อพื้นที่ที่ชาวบ้านแผ้วถางแล้วถูกทิ้งร้าง โดยนำพื้นที่ดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดเป็นโครงการป่ารักน้ำ โดยราษฎรเป็นผู้ปลูกและดูแลป่าบนพื้นดินที่ทรงซื้อ ทำให้เกิดความรู้สึกหวงแหนและมีสำนึกรักเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผืนป่า ทั้งหมดนี้จะให้ราษฎรในพื้นที่ช่วยกันดูแล โดยทรงว่าจ้างราษฎรเป็นรายเดือน จากนั้นค์จะทรงลดความช่วยเหลือไปเรื่อยๆ เมื่อราษฎรในพื้นที่สามารถตั้งตัวและหาเลี้ยงชีพได้ โครงการก็จะชะลอและยุติลง  เมื่อได้ทรงริ่เริ่มโครงการป่ารักน้ำขึ้นแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ยังได้พระราชทานพระราชนโยบายให้จัดตั้งหมู่บ้านป่ารักน้ำขึ้น ให้มีสถานะเป็นบ้านน้อยในป่าใหญ่ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนไม่มีที่ทำกิน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างบ้านให้อยู่อาศัยมีหน้าที่ดูแลรักษาต้นไม้และพระราชทานเงินเดือนให้ครอบครัวละ 1,500 บาท

ปัจจุบันโครงการป่ารักน้ำในพระราชดำริ มีอยู่ทั้งสิ้น 5 แห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โครงการป่ารักน้ำ บ้านถ้ำติ้ว ตำบลส่องดาว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านป่ารักน้ำ ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านกุดนาขาม ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร โครงการป่ารักน้ำ บ้านจาร ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร และโครงการป่ารักน้ำ บ้านทรายทอง ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร

พระราชกรณียกิจด้านการทหาร

 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงดำรงตำแหน่งพันเอกผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยต่อการดำเนินงานของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ตลอดมา โดยผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 จะเข้ามาถวายรายงานถึงผลการปฏิบัติงาน พร้อมกับรับพระราชเสาวนีย์ตลอดจนพระราชทานคำแนะนำไปดำเนินการปฏิบัติอยู่เสมอ ขณะที่ด้านความมั่นคงของประเทศสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมทหารที่ปฎิบัติการสู้รบต่อสู้ผู้ก่อการร้ายตามชายแดนถึงฐานปฏิบัติการต่างๆ แม้เป็นที่เสี่ยงภยันตราย ก็ทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดูแลทุกข์สุข ปลอบขวัญถึงฐานปฎิบัติการต่างๆ เป็นขวัญกำลังใจให้ทหารต่อสู้ปกป้องผืนแผ่นดิน นำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่อาณาประชาชน ให้สามารถทำมาหากินได้อย่างสงบสุข

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนหลายหลายรูปแบบ อาทิ ทรงพระอุตสาหะสอนหนังสือราษฏรด้วยพระองค์เอง พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชนจากครอบครัวที่ยากจน ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน ทรงรับไว้เป็นนักเรียนในพระบรมราชานุเคราะห์ ส่วนบิดามารดา พี่น้องของเด็ก ก็โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เข้ารับการฝึกอบรม พระราชทานความช่วยเหลือให้ปรับปรุงการประกอบอาชีพให้เป็นผล หรือให้มีความรู้เป็นอาชีพเสริม เพิ่มพูนรายได้สามารถช่วยตนเองและครอบครัวให้ดำรงชีวิตเป็นสุขตามอัตภาพ โดยใช้วัตถุดิบพื้นบ้านมาทำประโยชน์ เช่น หัตถกรรมจักสานของโครงการหุบกะพง โครงการจักสานย่านลิเพา และทำเครื่องปั้นดินเผาในภาคใต้ ทั้งยังโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สอดแทรกเรื่องความรักชาติ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การรักษาศิลปวัฒธรรมท้องถิ่น การรู้จักรักษาสุขภาพอนามัย การรู้จักพัฒนาตนเอง การเห็นความสำคัญของการศึกษา และการช่วยเหลือร่วมมือกับส่วนรวม พร้อมทั้งให้ทุกคนตระหนักว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวม ต้องบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์เพื่อความเจริญพัฒนาของภูมิภาค

พระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี มิได้แผ่ปกป้องเฉพาะปวงชนชาวไทย หากแต่ยังทรงแผ่ไปถึงประชาชนของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ชาวกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแดนไทย แถบจังหวัดตราด จันทบุรี และปราจีนบุรี มีพระราชศรัทธาและพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุข ผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยมิได้ทรงเลือกเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์

ด้วยพระราชกรณียกิจอันเป็นเอนกอนันต์ ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ราษฎรอย่างแท้จริง ทำให้องค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โล่เฉลิมพระเกียรติ รางวัล และประกาศเกียรติคุณต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น องค์กรค์การเอฟเอโอ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญซีเรส เทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงยกฐานะของสตรีให้มีระดับสูงขึ้น และทรงเป็นผู้ให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พุทธศักราช 2552 ขณะที่มหาวิทยาลัยทัฟฟ์ แห่งรัฐแมสซาซูเซ็ทท์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม ในฐานะที่ทรงยกระดับฐานะการครองชีพของประชาชน และช่วยบรรเทาทุกข์ของเด็กๆ ในหมู่ผู้ลี้ภัย เมื่อปีพุทธศักราช2523

สหพันธ์เด็กแห่งนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2524, สถาบันเอเชียโซไซตี้ แห่งกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลด้านมนุษยธรรม เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พุทธศักราช 2528, ศูนย์ศึกษาการอพยพ  ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐนิวยอร์ก กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทรงรับรางวัลความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยประจำปี ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พุทธศักราช 2533, องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  (ยูเนสโก) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ ในฐานะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอนุรักษ์และพัฒนางานศิลปหัตถกรรม ณ ศาลาธรรม จังหวัดเชียงใหม่  เมื่อวันที่ 30 มกราคม พุทธศักราช 2535

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาติ (ยูนิเซฟ) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณพิเศษในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษ 5 รอบ ในฐานะทรงอุทิศพระองค์ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นผลให้แม่และเด็กนับล้านได้รับบริการขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม  พุทธศักราช 2535   

กองทุนพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแห่งความเป็นเลิศในฐานะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพัฒนาสตรีไทย  เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พุทธศักราช 2535 มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2538,  สมาคมไหมโลก ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล หลุยส์ ปาสเตอร์ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเทิดพระเกียรติในพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์และพัฒนาการผลิตไหมไทย จนเป็นที่รู้จักของทั่วโลก รวมทั้งช่วยให้ราษฎรผู้ผลิตไหมไทยมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เมื่อวันที่ 21 กันยายน พุทธศักราช 2545 เป็นต้น นอกจากนี้ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งอังกฤษ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พุทธศักราช 2513 ซึ่งสถาบันแห่งนี้เคยมอบให้แต่เฉพาะผู้ที่เป็นแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นเป็นที่รู้จักระดับโลกเท่านั้น

นับได้ว่าเป็นบุญของชาติและประชาชนชาวไทย ที่มี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะแห่งรัตนนารีโดยแท้ พระองค์มิได้ทรงเป็นพระบรมราชินีนาถ ที่มีพระสิริโฉมงดงามเท่านั้น หากแต่ยังทรงพระปรีชาสามารถเชี่ยวชาญในกิจการต่างๆ ซึ่งปรากฏผลเป็นที่ประจักษ์แก่ปวงชนโดยตลอด ทรงยึดมั่นในพระบวรพระพุทธศาสนา พระคุณธรรม พระปัญญาคุณ และพระเมตตากรุณาคุณ ซึ่งทรงดำรงไว้มั่นคงตลอดมา เป็นปัจจัยส่งเสริมให้พระเกียรติคุณขจายขจรไปทั่วในประเทศและนานาประเทศทั่วโลก  อาจกล่าวได้ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ทรงเป็นพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงได้รับการสรรเสริญพระเกียรติคุณจากนานาประเทศอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าพระบรมราชินีพระองค์อื่นใดในโลก